คู่รักจำนวนไม่น้อยพบว่า
หลังจากที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาสักระยะ
พวกเขายังคง “รัก” กันอยู่ก็จริง
แต่พวกเขาไม่ได้ “ชอบ” กันสักเท่าไหร่แล้ว
.
มันไม่ได้เป็นเพราะมีคนนอกใจ
มันไม่เป็นเพราะพวกเขาไม่แคร์กัน
แต่มันเป็นเพราะ “ความสนุก” แห้งเหือดไปจากชีวิตพวกเขา
.
ก่อนหน้านี้
พวกเขาอาจจะเคยหัวเราะด้วยกัน
เคยทำอะไร “บ้าๆบอๆ” ด้วยกัน
เคยยิง “มุกแป้ก” ใส่กันเป็นกระสุนปืนกล
.
แต่พอพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปสักพัก
(โดยเฉพาะหากพวกเขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน)
“ภาระความรับผิดชอบ” ก็เริ่มมากขึ้นและ
เบียด “ความสนุก” กระเด็นออกไปจากความสัมพันธ์จนหมด
.
มันจึงทำให้คู่รักพูดคุยกันแต่เรื่อง
“ค่าน้ำค่าไฟ” “รับลูกจากโรงเรียน” “งานบ้าน” ฯลฯ
.
มันช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ก็จริง
แต่มันเป็นการก้าวต่อไปแบบ “ไม่มีชีวิตชีวา”
.
นอกจากนี้ “ความสนุก” มันยังเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า
ความสัมพันธ์นี้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งพวกเขา
สามารถผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่อีกด้วย
.
ฝรั่งเขามีคำพูดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายว่า
An apple a day keeps a doctor away
(ทานแอปเปิ้ลวันละผล = ช่วยให้พ้นโรคภัย)
.
วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนอคำพูดเกี่ยวกับ
การดูแลสุขภาพความสัมพันธ์ว่า
A laughter a day keeps a breakup away
(หัวเราะวันละรอบ = ช่วยให้พ้นการเลิกรา)
.
อ้างอิง
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.78.2.273
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
คู่รักจำนวนไม่น้อยพบว่า
หลังจากที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาสักระยะ
พวกเขายังคง “รัก” กันอยู่ก็จริง
แต่พวกเขาไม่ได้ “ชอบ” กันสักเท่าไหร่แล้ว
.
มันไม่ได้เป็นเพราะมีคนนอกใจ
มันไม่เป็นเพราะพวกเขาไม่แคร์กัน
แต่มันเป็นเพราะ “ความสนุก” แห้งเหือดไปจากชีวิตพวกเขา
.
ก่อนหน้านี้
พวกเขาอาจจะเคยหัวเราะด้วยกัน
เคยทำอะไร “บ้าๆบอๆ” ด้วยกัน
เคยยิง “มุกแป้ก” ใส่กันเป็นกระสุนปืนกล
.
แต่พอพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปสักพัก
(โดยเฉพาะหากพวกเขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน)
“ภาระความรับผิดชอบ” ก็เริ่มมากขึ้นและ
เบียด “ความสนุก” กระเด็นออกไปจากความสัมพันธ์จนหมด
.
มันจึงทำให้คู่รักพูดคุยกันแต่เรื่อง
“ค่าน้ำค่าไฟ” “รับลูกจากโรงเรียน” “งานบ้าน” ฯลฯ
.
มันช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ก็จริง
แต่มันเป็นการก้าวต่อไปแบบ “ไม่มีชีวิตชีวา”
.
นอกจากนี้ “ความสนุก” มันยังเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า
ความสัมพันธ์นี้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งพวกเขา
สามารถผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่อีกด้วย
.
ฝรั่งเขามีคำพูดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายว่า
An apple a day keeps a doctor away
(ทานแอปเปิ้ลวันละผล = ช่วยให้พ้นโรคภัย)
.
วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนอคำพูดเกี่ยวกับ
การดูแลสุขภาพความสัมพันธ์ว่า
A laughter a day keeps a breakup away
(หัวเราะวันละรอบ = ช่วยให้พ้นการเลิกรา)
.
อ้างอิง
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.78.2.273
#จิตวิทยา #siamstr
เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า…
.
เวลาผู้ชายไม่ชอบขี้หน้ากัน
การแสดงออกมักจะเป็นไปในรูปแบบ
ที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา
.
(เช่น การชกต่อย การชี้หน้าพร้อมกับใช้คำพูดด่าทอ)
.
แต่เวลาผู้หญิงไม่ชอบขี้หน้ากัน
การแสดงออกมักจะเป็นไปในรูปแบบ
ที่เก็บงำและไม่ตรงไปตรงมามากกว่า
.
(เช่น การให้คำชมที่ดูเหมือนคำแซะ การซุบซิบนินทาลับหลัง)
.
เพื่อนผมไม่ได้เป็นนักจิตวิทยานะครับ
แต่ข้อสังเกตของเพื่อนผมมีความสอดคล้องกับ
ผลการศึกษาทางจิตวิทยาจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
.
ทำไมผู้ชายและผู้หญิง (โดยส่วนใหญ่) ถึงมีการแสดงออกที่ต่างกันเช่นนี้?
.
เหตุผลมีอยู่อย่างน้อย 3 ข้อด้วยกันครับ
.
# 1
.
เด็กผู้หญิงจำนวนมากถูกสอนไม่ให้
“เสียงดัง” หรือ “ก้าวร้าว” หรือ “เรียกร้อง”
(ด้วยเหตุผลว่า “มันไม่งาม” หรือ “มันไม่ใช่สุภาพสตรี”)
.
# 2
.
เมื่อเรามองในแง่มุมของ “วิวัฒนาการ” (evolution)
เนื่องจากธรรมชาติของเพศหญิงคือเพศที่อุ้มท้อง
หากผู้หญิงแสดงความไม่พอใจในรูปแบบ
ที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย
มันมีความเสี่ยงที่กระทบกระทั่งถึงลูกในท้องได้
(โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่ไม่มีการคุมกำเนิด)
.
# 3
.
ผู้หญิงเป็นเพศที่ให้ความสำคัญกับ
สัมพันธภาพมากกว่า (เมื่อเทียบกับผู้ชาย)
ฉะนั้น การแสดงความไม่พอใจในรูปแบบ
ที่เก็บงำและไม่ตรงไปตรงมา
(เช่น นินทาลับหลังเพื่อทำลายชื่อเสียง)
จึงเป็นการ “จู่โจมที่ตรงจุด” มากกว่า
.
# 4
.
หากเรามองดูประวัติศาสตร์
เราจะพบว่าเพศหญิงอยู่ในจุดที่
“มีอำนาจอย่างเป็นทางการ”
น้อยกว่าเพศชายอย่างชัดเจน
(เช่น กษัตริย์ > ราชินี, สามี > ภรรยา)
.
ฉะนั้น หากผู้หญิงแสดงความไม่พอใจ
ออกไปในรูปแบบที่ตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย
มันจะเข้าข่าย “ได้ไม่คุ้มเสีย” สำหรับผู้หญิงได้
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781446249222.n49
https://doi.org/10.1017/s0140525x99001818
https://doi.org/10.1037/0033-295x.107.3.411
https://psycnet.apa.org/record/1991-98431-000
https://www.researchgate.net/publication/290586937_'Body_politics_Power_sex_and_nonverbal_communication'_A_reappraisal
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
ในระหว่างที่คุณกำลังทำงาน
อยู่ดีๆ คุณก็เกิดอาการ “หัวตื้อ”
และคิดงานไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น
.
และไม่ว่าคุณจะใช้เวลานั่งอยู่
หน้าจอคอมพิวเตอร์นานแค่ไหน
อาการ “หัวตื้อ” ของคุณก็ไม่ยอมหายไปเสียที
.
วันนี้ ผมมีวิธีง่ายๆที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา “หัวตื้อ”
ให้เราหยุดพักจากการทำงานนั้น
และใช้เวลา “ขยับมือ” สักหน่อยครับ
.
ไม่ว่าจะเป็นการ “ขยับมือ”
จัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ
วาดรูปบนกระดาษ หรือล้างจาน
.
…ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยแก้ปัญหา “หัวตื้อ” ได้ทั้งสิ้น!
.
เพราะสมองของเราก็ไม่ต่างอะไรกับท่อน้ำครับ
.
ยิ่งเรานั่งทำงานเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่
“ท่อน้ำ” ของเราก็จะยิ่งอุดตันมากขึ้นเท่านั้น
.
จนกระทั่งในที่สุด “ท่อน้ำ” ของเราก็จะอุดตัน
จนความคิดเราไม่สามารถไหลได้อย่างคล่องแคล่วอีก
.
การที่เราหยุดพักจากการทำงานและหันมา “ขยับมือ”
ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย “เคลียร์ท่อ” ให้หายอุดตันได้
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การ “ขยับมือ” สามารถ
แก้ปัญหา “หัวตื้อ” ระหว่างทำงานได้นั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/srep10964
https://doi.org/10.1002/acp.1561
#จิตวิทยา #siamstr
คุณเป็นคนที่ “จับโกหก” คนอื่นเก่งไหมครับ?
.
คนส่วนใหญ่จะพยักหน้าให้กับคำถามนี้
.
พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาสามารถ “อ่าน”
สัญญาณโกหกที่ปรากฏอยู่ในตัวคนอื่นได้
(เช่น สายตาหลุกหลิก เสียงหัวเราะที่ฟังดูแปร่งๆ เกิด dead air ระหว่างบทสนทนา)
.
แต่ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้เราจะทำงานในด้านนี้โดยเฉพาะ
(เช่น คนที่เป็นตำรวจ)
โอกาสที่เราจะ “จับโกหก” ได้อย่างแม่นยำ
มีเพียงแค่ราวๆ 54% เท่านั้น
.
มันแทบจะไม่ต่างอะไรกับการโยนเหรียญหัว-ก้อยเลยครับ!
.
นั่นเป็นเพราะว่า
เจ้า “สัญญาณโกหก” ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นนั้น
มันไม่ใช่ “สัญญาณโกหก” เสมอไป
.
สายตาหลุกหลิก
เสียงหัวเราะที่ฟังดูแปร่งๆ
หรือ dead air ระหว่างบทสนทนา
มันอาจสะท้อนว่าคนๆนั้น
กำลังรู้สึกกลัว กังวล หรือท่วมท้นอยู่…ก็เป็นได้!
.
ดังนั้น แทนที่เราจะ “ฟันธง” อย่างรวดเร็ว
ว่าคนๆหนึ่งกำลังโกหกอยู่หรือไม่
ทางเลือกที่ดีกว่าคือการพยายาม
รับฟังและทำความเข้าใจคนๆนั้นให้มากๆ
.
และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ
แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจ “จับโกหก” ก็ตาม
แต่ถ้าอีกฝ่ายกำลังโกหกเราอยู่จริงๆ
หลังจากที่เขาพูดคุยกับเราไปสักระยะ
เรื่องราวที่เขาเล่าให้เราฟังจะเริ่มขัดแย้งกันเอง
.
(เช่น เขาบอกว่าตัวเองเคยไปทำงานต่างประเทศ
แต่พอคุยกันไปสักพัก
เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยมี passport มาก่อน เป็นต้น)
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ความเข้าใจเป็นเหมือน “แสงไฟ” ที่ส่องสว่าง
และช่วยให้เราเห็น “คำโกหก” ที่ซ่อนอยู่ในความมืดนั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1207/s15327957pspr1003_2
https://psycnet.apa.org/record/2008-01237-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.46.9.913
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราทุกคนล้วนอยากที่จะมีความสุข
.
นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนพยายาม
“เหนี่ยวรั้ง” ความสุขไม่ให้มันหายไปจากใจเรา
.
อย่างไรก็ตาม
ความสุขในใจเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
แขกที่แวะมาเยี่ยมเราที่บ้านเลยครับ
.
กล่าวคือ เราอาจจะ enjoy กับช่วงเวลาที่แขกอยู่ในบ้านเราก็จริง
.
แต่ถ้าเราพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” ไม่ให้แขกเราออกจากบ้าน
บรรยากาศที่มีความสุขก็จะเริ่มหายไป
.
เพราะบ้านของเรามันเริ่มไม่ใช่ “บ้าน” อีกต่อไป
มันเริ่มมีบรรยากาศที่คล้ายกับ “คุก” มากกว่าแล้ว
.
นอกจากนี้
ต่อให้เราจะพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” แขกของเราขนาดไหน
ไม่ช้าก็เร็ว แขกของเราก็จะเริ่มหาทาง “แหกคุก” ให้สำเร็จให้ได้อยู่ดี
.
และเมื่อแขกของเรา “แหกคุก” ได้สำเร็จแล้ว
เขาก็อาจจะ “แหยง” จนไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เราเห็นอีกพักใหญ่…ก็เป็นได้
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการเห็นตัวเองมีความสุขได้นานๆ
เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยมือ” จากความสุขให้เป็น
.
มันอาจจะฟังดูย้อนแย้งสักหน่อยนะครับ
แต่นั่นคือ “ธรรมชาติ” ของความสุขเราครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่คู่รักทะเลาะกัน
หลายคู่จะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” ก่อน
แล้วค่อยกลับมา connect กันอีกทีในภายหลัง
.
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” ไม่กี่นาที
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” หลายชั่วโมง
บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานเกือบสัปดาห์
.
จะเกิดอะไรขึ้นหากการทะเลาะกันครั้งนี้
ต้องใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานหลายวัน
(หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์)?
.
นั่นก็เท่ากับว่าคู่รักเหล่านี้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน
ในช่วงเวลาดังกล่าวเลยอย่างนั้นหรือ?
.
ในกรณีที่คู่รัก disconnect กันเป็นระยะเวลานานๆเช่นนี้
มันมีความเป็นไปได้ที่คู่รักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เขาไม่แคร์ฉันแล้วหรือเปล่า?”
“การทะเลาะกันครั้งนี้จะทำให้เราเลิกกันไหม?”
เป็นต้น
.
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น
หลายคนก็อยากที่จะสื่อสารให้แฟนวางใจได้ว่า
พวกเขายังคงแคร์อยู่ พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะเลิก
แต่พวกเขาเพียงแค่ยังไม่สามารถ “สงบสติอารมณ์” ได้มากพอ
ที่จะกลับมาพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆในเรื่องเหล่านี้
(รวมถึงเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านั้น)
.
พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบไปก่อน
.
แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ณ ตอนนี้
พวกเขาอาจยัง “สงบสติอารมณ์” ไม่ได้ 100%
.
แต่พวกเขาก็ยังสามารถสื่อสารให้แฟนรับรู้ได้ว่า
“ฉันยังแคร์เธอและฉันไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเธอ”
(โดยไม่ต้องนั่งจับเข่าพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆ)
.
ยกตัวอย่างเช่น
การกางร่มให้แฟนตอนที่ฝนกำลังตก
การเอื้อมมือไปจับมือแฟนและบีบเบาๆ
การเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษให้แฟนว่า
“ฉันยังอยากคบกับเธอต่อนะ แต่ฉันต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ก่อน”
เป็นต้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
ต่อให้เราจะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์”
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า
เราจะต้อง disconnect กับแฟนโดยสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้
.
ในเมื่อเรายังพอจะ connect กับแฟนในรูปแบบ “เล็กๆน้อยๆ” ได้
ผมก็อยากจะสนับสนุนให้เราไม่ปล่อยให้ช่วงเวลา
ที่กำลัง “สงบสติอารมณ์” ผ่านไปไร้ connection ครับ
.
อ้างอิง
Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. New York: Little, Brown and Company.
Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion.
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
เราตั้งใจว่าจะไถมือถือเล่นสักหน่อย
แต่พอเรารู้ตัวอีกที
เราก็พบว่าเวลาผ่านไปแล้ว 3 ชั่วโมง!
.
ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับตัวเองที่ “เสียเวลา” ไปขนาดนั้น
.
เราเลยสัญญากับตัวเองว่า ครั้งหน้า
เราจะไม่ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่นอีก
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ
ทุกอย่างก็ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีกเหมือนเดิม
.
วันนี้ ผมมีแนวทางบางส่วนที่อาจช่วยให้
“ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย” มานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
.
ก่อนที่เราจะหยิบมือถือมาไถ
ให้เราใช้เวลาสัก 1 นาทีในการดื่มน้ำสักแก้ว
และพูดกับตัวเองในใจ (ระหว่างดื่มน้ำ) ว่า
.
“เอาล่ะ
เดี๋ยวฉันหยิบมือถือมาไถเล่นสักหน่อย
ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีนะ”
.
การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราเริ่มต้นไถมือถือเล่นอย่างมีสติ
ส่งผลให้โอกาสที่เราจะ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือลดลงได้
.
# 2
.
ก่อนที่เราจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาเล่น
ให้เราตั้งนาฬิกาปลุกล่วงหน้าไว้ก่อน
.
และเมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นมา
นั่นไม่ได้หมายความว่า
เราจะต้องหยุดเล่นมือถือนะครับ
.
แต่มันหมายความว่า
เราจะต้องวางมือถือลงและตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“ฉันยังอยากจะเล่นมือถือต่ออยู่ไหม?
หรือว่าฉันอยากจะทำอย่างอื่นมากกว่าแล้ว?”
.
เพราะหลายครั้ง
เวลาที่เรา “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่น
เราอาจจะไม่ได้รู้สึก enjoy แล้ว
แต่เรายังคง “ติดพัน” จนไม่มีจังหวะได้ถามตัวเองว่าเรายัง enjoy อยู่หรือไม่
.
การทำแบบนี้จึงถือเป็นการ “สร้างจังหวะ” ให้เราได้ถามตัวเองครับ
.
# 3
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่า
ตัวเองกำลัง “จมดิ่ง” ไปกับการเล่นมือถือ
.
แทนที่เราจะตีอกชกหัวตัวเองที่ “ผิดพลาด”
สิ่งที่น่าจะช่วยเราได้มากกว่า
คือการพูดกับตัวเองในใจว่า
.
“เอาล่ะ ฉันเห็นแล้วว่า ตอนนี้ ฉันกำลังติดหนึบอยู่กับมือถือนะ”
.
เพราะถ้าเราตีอกชกหัวตัวเอง เราจะยิ่งเครียด
ส่งผลให้ความสามารถในการ “ดึงตัวเองออกมา” จากมือถือถดถอยลงได้ครับ
.
.
.
แนวทางเหล่านี้อาจจะไม่สามารถ
ช่วยให้เราหลุดออกมาจากภาวะ “จมดิ่ง”
ไปกับการไถมือถือได้แบบทันทีทันใดก็จริง
.
แต่ผมเชื่อเลยครับว่า
หากเราหยิบแนวทางเหล่านี้มาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
เวลาที่เราเสียไปกับการ “จมดิ่ง” นั้น
จะค่อยๆลดลงทีละนิดๆๆแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/0144929X.2017.1336254
https://doi.org/10.1007/s00779-011-0412-2
https://psycnet.apa.org/doi/10.4018/978-1-5225-8449-0.ch010
Neff, KD. (2011). Self-compassion: The proven power of being kind to yourself
#จิตวิทยา #siamstr
เคยได้ยินคำพูดทำนองนี้ไหมครับ?
.
“โฟกัสกับเรื่องดีๆกันดีกว่า”
“อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปกว่านี้”
“ฉันควรรู้สึกขอบคุณกับสิ่งดีๆในชีวิต”
.
มันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมีความหวังเหมือนกันนะครับ
.
แต่เชื่อไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สามารถทำร้ายเราได้เหมือนกัน?
.
โดยเฉพาะเวลาที่เราใช้คำพูดเหล่านี้
เป็น “โล่กำบัง” จากความเจ็บปวดในใจเรา
.
มันทำให้เราฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเรากำลังเดือดปุดๆ
มันทำให้เราพูดว่า “ฉันโอเค” ทั้งๆที่ในใจเรากำลังร้องไห้
มันทำให้เราพยายามหา “แง่ดีแง่งาม” ทั้งๆที่ใจเรากำลังรู้สึกมืดแปดด้าน
.
การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป
(แม้ว่าเราอาจจะหวังให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม)
.
การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดของเราต้อง “โดดเดี่ยวตัวคนเดียว”
ส่งผลให้ความเจ็บปวดดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก
.
มันเหมือนกับเวลาที่เรามีลูก
และเราเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้
และเราก็เลือกที่จะไม่สนใจลูกเลยครับ
.
การ “ทอดทิ้ง” ลูกไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้
มันมีแต่จะทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น
.
ทางเลือกที่ดีกว่า (ในสายตาของผม)
คือการเดินเข้าไปหาลูก โอบกอดลูกเอาไว้
ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้
และลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
มันอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ในทันทีทันใดก็จริง
แต่อย่างน้อย ลูกก็จะไม่ร้องไห้เพิ่มเติมเพราะถูก “ทอดทิ้ง” แน่นอนครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า Paddington 2
.
มันเป็นเรื่องราวของหมีพูดได้ตัวหนึ่ง (ชื่อ Paddington) ที่มีความเชื่อว่า
.
"If we are kind and polite, the world will be right."
“ถ้าเราใจดีและสุภาพ ทุกอย่างในโลกก็จะดีเอง”
.
ความเชื่อที่ว่านี้…Paddington ไม่เพียงแค่ “พูด” เท่านั้น
แต่ Paddington ยัง “ลงมือทำ” ในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออีกด้วย
.
ซึ่งสิ่งที่ Paddington ได้ “ลงมือทำ” นั้น
มันไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการเลยครับ
.
มันคือ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” ที่ปรากฏอยู่ในปฏิสัมพันธ์
ระหว่าง Paddington กับแต่ละคนที่เจ้าหมีพบเจอในแต่ละวัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
เอาขนมปังมาแบ่งให้กิน
กล่าวคำ “ขอบคุณ”
เตือนเพื่อนบ้านไม่ให้ลืมกุญแจตอนเดินออกจากบ้าน
พูดทักทาย “อรุณสวัสดิ์”
ถามไถ่เรื่องราวความเป็นไปในชีวิตเมื่อวาน
เป็นต้น
.
เจ้า “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้…ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที
แต่มันก็ทำให้บรรยากาศละแวกบ้านของ Paddington
มีความสดใสมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
.
เพราะ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้
มันช่วยให้ทุกคนรู้สึกได้ว่า
Paddington ใส่ใจและแคร์พวกเขา
.
พวกเขาก็เลยใส่ใจและแคร์ Paddington เช่นกัน
.
ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ได้ทำให้ “ทุกอย่างในโลก” ดีขึ้น
แต่อย่างน้อย โลกใบเล็กๆของ Paddington ก็สดใสขึ้น
.
ซึ่งในสายตาของผมนั้น เพียง “แค่นี้” มันก็ดีมากๆแล้วครับ
.
เรามาทำ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” กับแต่ละคนที่เราพบเจอ
ในชีวิตประจำวันของเราแบบ Paddington กันเถอะครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2008-05086-000
#จิตวิทยา #siamstr
เชื่อไหมครับว่า…
.
เวลาที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด
เรามีแนวโน้มที่จะใจดีกับคนอื่นมากขึ้น
.
เพราะในสถานการณ์ดังกล่าว
สมองของเราจะหลั่งสาร cortisol ออกมา
ส่งผลให้เราอยากที่จะปกป้องและดูแลคนอื่นมากขึ้น
.
แต่นอกเหนือจากสาร cortisol แล้ว
สมองของเรายังหลั่นสาร noradrenaline ออกมาด้วย
.
ซึ่งเจ้า noradrenaline นี้ทำให้เรา “แบ่งเขาแบ่งเรา”
และพร้อมทำร้ายคนที่เรามองว่าเป็น “คนนอก” มากขึ้น
.
ฉะนั้น
หากเรานำเอาสาร cortisol และ noradrenaline มารวมกัน
เราก็จะพบว่า ความเครียดสามารถทำให้เรา
กลายเป็นคนที่ใจดีและใจร้ายกับคนอื่นได้ในเวลาเดียวกัน
.
กล่าวคือ เราจะใจดีกับคนที่เป็น “พวกเดียวกัน”
แต่เราจะใจร้ายกับคนที่ไม่ใช่ “พวกเดียวกัน”
.
การที่สมองของเราทำงานแบบนี้มันเป็นประโยชน์
เวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ “คอขาดบาดตาย” (เช่น อยู่กลางสมรภูมิรบ)
.
แต่ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อื่นๆ
(เช่น ภายในที่ทำงาน บนโต๊ะอาหารครอบครัว)
กลไกการทำงานของสมองเช่นนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีได้
.
ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังเครียด
ถ้าเป็นไปได้ เราอย่าเพิ่งติดต่อคนที่เรา
มีแนวโน้มที่จะมองว่าเป็น “คนนอก” ไว้ก่อนดีกว่าครับ
.
ไม่อย่างนั้น ความเครียดอาจจะทำให้เรา
มองเขา (และปฏิบัติต่อเขา) ในฐานะ “ศัตรู” ได้ครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1073/pnas.2502257122
#จิตวิทยา #siamstr
ตอนที่เรายังเป็นเด็ก การมีเพื่อนคือเรื่องที่ง่ายมากๆ - แค่เรามาโรงเรียน นั่งเก้าอี้ติดกับใครสักคนในห้องเรียน เราก็มีเพื่อนแล้ว
.
มันดูไม่ต้องใช้ความพยายามเลยนะครับ
.
แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่…
.
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่หรอกครับ
แม้แต่การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าก็ยังยากเลยครับ
.
เพราะอะไร?
.
เพราะเหตุผล (อย่างน้อย) 4 ข้อดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1 ชีวิตเราไม่ได้ว่างเหมือนตอนเด็กๆแล้ว
.
หากชีวิตในวัยเด็กของเราไม่ได้ลำบากมากเกินไป
ตอนนั้น สิ่งที่ทำให้เรายุ่งก็จะมีหลักๆแค่เรื่องเรียนเท่านั้น
.
แต่พอเราโตขึ้น เรามีทั้งเรื่องงาน เรื่องงานบ้าน เรื่องลูก
เรื่องพ่อแม่พี่น้อง เรื่องที่อยู่อาศัย และเรื่องอื่นๆเต็มไปหมด
.
เราเลยไม่มีเวลาและพลังงานเหลือให้กับเรื่องเพื่อนเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว
.
# 2 โรงเรียนคือตัวช่วยสำคัญ
.
การมาโรงเรียนช่วยให้เราได้เจอเพื่อนอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้
กิจกรรมต่างๆที่เราทำในโรงเรียน
(เช่น งานกลุ่ม งานกีฬาสี)
ยังช่วยให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนอีกด้วย
.
ทั้งหมดนี้มันเอื้อให้มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย
.
แต่พอเราโตขึ้น เราไม่มี “ตัวช่วย” อย่างโรงเรียนอีกด้วย
หากเราต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคน เราต้องเป็นคนที่ลงแรงเอง
.
# 3 ตอนที่เราเป็นเด็ก เรายังไม่มีอดีตที่เจ็บปวด
.
แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนจะเคยผ่านประสบการณ์
ความสัมพันธ์กับ “เพื่อน” ที่เจ็บปวดมา
(เช่น ถูก “เพื่อน” ปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของเรา)
.
“บาดแผล” จากประสบการณ์เหล่านี้
อาจทำให้เราลังเลที่จะ connect กับคนใหม่ๆ
ที่เข้ามาในชีวิตของเราได้
.
# 4 เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป (หรือน้อยเกินไป)
.
เวลาที่เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป
(เช่น คาดหวังให้เพื่อนว่างที่คุยกับเราทุกครั้ง)
เราย่อมรู้สึกผิดหวังที่เพื่อน “ให้” เราไม่ได้ในระดับที่เราต้องการ
ส่งผลให้เราอาจตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนในเวลาต่อมา
.
ในทางกลับกัน
หากเราคาดหวังเพื่อนน้อยเกินไป
(เช่น เพื่อนยืมเงินเราไปและไม่ยอมคืน
และเราก็บอกกับเพื่อนว่า “ไม่เป็นไร”
ทั้งๆที่ตัวเราก็ฝืดเคืองอยู่เหมือนกัน)
มันอาจนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่เราถูกเพื่อน
“ล้ำเส้น” หรือ “เบียดเบียน” มากจนเราทนไม่ไหวได้เช่นกัน
.
.
.
ฉะนั้น หากเราพบว่าตัวเอง “มีเพื่อนยากขึ้น” ในวัยผู้ใหญ่ล่ะก็
ผมอยากจะบอกว่า มันคือเรื่องที่เข้าใจได้และปกติมากๆเลยครับ
.
แต่แม้การมีเพื่อนในวัยผู้ใหญ่จะไม่ได้ง่ายเหมือนวัยเด็ก
แต่มันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ
.
เราเพียงแค่อาจจะต้องลงแรงมากขึ้นและใช้เวลามากขึ้น
กว่าที่ “เมล็ดพันธุ์ความสัมพันธ์” จะเติบโตและออกดอกออกผลเท่านั้นเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1992-98047-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0882-7974.7.3.331
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ?
.
เราอยู่ในสถานการณ์ที่…
.
“เหตุผล” บอกให้เราขยับตัวไปทางซ้าย
แต่ “ความรู้สึก” บอกให้เราขยับตัวไปทางขวา
.
ยกตัวอย่างเช่น
หัวหน้าอยากจะเลื่อนตำแหน่งให้เราเป็นผู้จัดการ
“เหตุผล” บอกว่าเราควรจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้
แต่ “ความรู้สึก” บอกว่าเราไม่อยากตื่นมาเครียดในทุกๆเช้า
เป็นต้น
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะฟังเสียงฝั่งไหนดี?
“เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก”?
.
คำตอบคือเราฟังทั้ง 2 ฝั่งครับ
.
เราฟังทุกอย่างที่ “เหตุผล” ต้องการจะบอกให้เรารู้
เราฟังทุกอย่างที่ “ความรู้สึก” ต้องการจะบอกให้เรารู้
.
ฟังเสร็จแล้ว เราค่อยตัดสินใจอีกทีครับว่าเราจะเอายังไงดี
.
เพราะถ้าเราตัดสินใจโดยที่รับฟัง
เพียงแค่ “เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก” อย่างเดียว
มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะ “ค้างคาใจ”
.
แต่ถ้าเราตัดสินใจหลังจากที่ได้รับฟัง
ทั้ง “เหตุผล” และ “ความรู้สึก” แล้ว
มันอาจไม่การันตีว่าเราจะตัดสินใจได้ “ถูกต้อง” ก็จริง
แต่อย่างน้อย มันจะไม่ทำให้ “ค้างคาใจ”
.
มันจะช่วยให้เรามองย้อนกลับมาดู
และพูดกับตัวเองได้เต็มปากเต็มคำว่า
“ตอนนั้น ฉันทำดีที่สุดแล้ว”
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1146/annurev-psych-010213-115043
https://doi.org/10.1126/science.275.5304.1293
https://doi.org/10.1098/rstb.1996.0125
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่มีคนชื่นชมเรา
.
บางคำชม…เราได้ยินและเราก็ลืม
แต่บางคำชม…ต่อให้เวลาผ่านไปเป็นปีๆ เราก็ยังจำได้อย่างชัดเจน
.
เพราะอะไร?
.
เพราะคำชมที่ดีไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดส่งๆว่า “ดีมาก” เท่านั้น
.
นักจิตวิทยาพบว่า คำชมที่ประทับใจผู้ฟัง มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ
.
# 1 มีการพูดถึงสิ่งที่ผู้ฟังทำอย่างชัดเจน
# 2 อธิบายให้ผู้ฟังเห็นว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นมันสำคัญยังไง
# 3 สะท้อนจุดแข็งและความพยายามของผู้ฟัง (ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์)
# 4 ให้คำชมอย่างรวดเร็ว (ไม่ใช่ชมหลังจากเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์)
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ทันทีที่เราเห็น “ข้อความให้กำลังใจ”
ที่แฟนเขียนลงบนกระดาษ post-it
ที่แปะไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
เราก็พูดกับแฟนว่า
.
“ฉันอ่านสิ่งที่เธอเขียนลงบนกระดาษ post-it แล้วนะ ฉันชอบที่เธอทำแบบนี้มากๆเลย (# 1) มันทำให้ฉันรู้สึกมีแรงใจที่จะลุยงานต่อมากๆเลยล่ะ (# 2) ฉันชอบความใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ของเธอจัง (# 3)”
.
เป็นต้น
.
คำชมลักษณะนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกชื่นใจเท่านั้น
แต่ยังช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
อย่างไรก็ตาม
ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ผมเขียน
ท่านสามารถลองเอาแนวทางที่ผมนำเสนอนี้
ไปลองใช้กับคนในชีวิตของท่าน
และสังเกตดู “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองได้
.
หาก “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นมันไม่เหมือนกับที่ผมนำเสนอไว้
ท่านสามารถโยนทั้งหมดที่ผมเขียนไว้ตรงนี้ทิ้งได้เลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.3102/003465430298487
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เรามองย้อนกลับไปดูความสำเร็จในอดีตของเรา
(เช่น เรียนจบปริญญา เลื่อนตำแหน่ง ทำธุรกิจส่วนตัวและเติบโต)
.
เรามักจะมองเห็น “ความสวยงาม” ของความสำเร็จนั้น
(เช่น เห็นใบปริญญา ได้ยินคำพูดแสดงความยินดีของหัวหน้า นึกถึงวันที่เราเปิดสาขาที่สองของธุรกิจเรา)
.
แต่หากเรามองดูความสำเร็จของเราดีๆ
เราจะไม่เห็นเพียงแค่ “ความสวยงาม”
.
เราจะมองเห็นข้อผิดพลาดที่เราทำลงไป
เราจะมองเห็นความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง
เราจะมองเห็นความ “เก้ๆกังๆ” ของตัวเรา
.
สิ่งเหล่านี้ (ที่ไม่ใช่ “ความสวยงาม”)
มักไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก
และมันอาจทำให้เราเริ่มเข้าใจผิดว่า…
.
“ถ้าฉันกำลังทำอะไรสักอย่าง
และฉันมีข้อผิดพลาดหรือฉันรู้สึกว่ามันยาก
มันคงหมายความว่า
ฉันควรจะหยุดทำสิ่งนั้นเสีย”
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น
ข้อผิดพลาดไม่ใช่ “สัญญาณ” ที่บอกว่า
เราควรจะล้มเลิกเสมอไป
.
มันยังเป็น “สัญญาณ” ที่บอกว่า
เรากำลังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้เติบโตได้อีกด้วย!
.
หากเรามองย้อนกลับดูไป
ความสำเร็จของตัวเองในอดีตอย่างละเอียด
เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า
ถ้าเราตัดสินใจล้มเลิกเมื่อเราเกิดข้อผิดพลาด
(หรือรู้สึกว่ามันยาก)
ความสำเร็จดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย!
.
ฉะนั้น
หากเราเจอกับข้อผิดพลาดในอนาคต
เราสามารถเรียนรู้จากมันได้
แต่เราไม่ควรล้มเลิกเพราะมันครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1997-08589-000
https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนอยากจะเห็นตัวเองเป็น “คนที่ดีขึ้น”
(เช่น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ใจดีกับตัวเองและคนอื่นมากขึ้น กล้าหาญมากขึ้น)
.
คำถามสำคัญก็คือ พวกเขาจะเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้อย่างไร?
.
หลายคนหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะเจอกับ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เอื้ออำนวย
ให้พวกเขากลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
มีผู้คนมาแสดงความชื่นชมใน “ผลงาน” ของพวกเขา
ส่งผลให้พวกเขาเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นตามมา
เป็นต้น
.
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้
สามารถช่วยให้เราเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้นจริงๆครับ
.
แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ไม่เกิดขึ้นกับชีวิตเราเสียทีล่ะ?
.
หากเรา “โชคร้าย” แบบนั้น
เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นตัวเอง
ในเวอร์ชั่นที่ “ดีขึ้น” เลยอย่างนั้นหรือ?
.
ไม่จริงครับ
.
เพราะต่อให้สถานการณ์ต่างๆในชีวิตไม่เอื้ออำนวย
เราก็จะยังคงขยับตัวเองให้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้
ด้วยการเริ่มตั้งคำถามจริงๆจังๆกับตัวเองว่า
.
“ถ้าฉันกลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้สำเร็จในวันนี้ ฉันจะทำอะไรแตกต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ถ้าวันนี้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการพูดเสนอไอเดียของเราในห้องประชุมที่ทำงาน
.
ถ้าวันนี้เราใจดีกับคนอื่นมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการตักเตือนลูกด้วยน้ำเสียงที่ไม่กระโชก
.
ถ้าวันนี้เรากล้าเข้าสังคมมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่ซื้ออาหาร
.
เป็นต้น
.
พอเราได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
(ว่าเราจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง)
เราก็ค่อยหยิบคำตอบนั้นมาลงมือปฏิบัติ
.
สิ่งที่เราหยิบมาลงมือทำนั้น
ไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่”
ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ”
.
เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเพียงแค่ 1 สิ่งก่อน
(เช่น ส่งยิ้มให้แม่ค้าตอนที่เราซื้ออาหาร)
.
และเมื่อเรา “คุ้นเคย” กับ 1 สิ่งนั้นแล้ว
เราก็ค่อยหยิบอีก 1 สิ่งเล็กๆน้อยๆมาทำเพิ่ม
.
หากเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เราก็จะค่อยๆพาตัวเองก้าวไปสู่
การเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้มากขึ้นๆๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่า
ตัวเราได้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ไปเรียบร้อยแล้วครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1932-00218-000
https://psycnet.apa.org/record/2009-21081-000
https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60024-6
#จิตวิทยา #siamstr
บางคนมีกฎส่วนตัวว่า
หากพวกเขาเลิกคบกับแฟนคนไหนไปแล้ว
พวกเขาจะไม่กลับไปคบกับแฟนคนนั้นอีก
แต่หลายคนไม่ได้มีกฎแบบนั้น
และหลายคนที่ตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าก็ได้พบว่า
ความสัมพันธ์รอบนี้มัน “เข้มข้น” กว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน
เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย
“ความหลัง” “ความรู้สึกที่ค้างคา” และ “ความหวัง”
(หวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนในอดีต)
นอกจากนี้ การกลับไปคบกับแฟนเก่ายังมี “ความคุ้นเคย” อีกด้วย
เพราะแฟนเก่าไม่ใช่คนที่เรา “เริ่มต้นจาก 0”
เรารู้ว่าแฟนเก่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร
ฉะนั้น การกลับไปคบกับแฟนเก่ามันจึงให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ
การที่เรากลับไปอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เราเคยพักอาศัยมาก่อนแล้ว
ซึ่งในหลายๆกรณี
การตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า
ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง”
เพราะนับจากช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่าคนนั้นไป
ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ทำให้การกลับมาคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง
เป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่ไม่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาคบกับแฟนเก่าอีกรอบ
เพราะเราอยากจัดการกับ “ความรู้สึกที่ค้างคา” ในใจกับแฟนคนนี้
หรือเพราะเราอยากกลับไปเป็นตัวเราคนเดิม (เวลาที่อยู่กับแฟนคนนี้)
หรือเพราะเราแค่ไม่อยากใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเองตามลำพัง
นี่อาจเป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ได้
ด้วยเหตุนี้
ก่อนที่เราจะตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า
คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองจริงๆจังๆก็คือ
“ทำไมฉันถึงอยากกลับไปคบกับแฟนเก่า?”
เพราะคำตอบที่เรามีให้กับคำถามนี้
จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นครับว่า
การกลับไปหาแฟนเก่านั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือเปล่า
อ้างอิง
Kalish, N. (2005). Lost & Found Lovers: Facts and Fantasies of Rekindled Romances. William Morrow.
Illinois Experts
Coming Out and Getting Back In: Relationship Cycling and Distress in Same- and Different-Sex Relationships
เวลาที่คนใกล้ตัว (เช่น ลูก เพื่อน แฟน) พูดกับเราว่า “ฉันโอเค”
แต่สีหน้าของเจ้าตัวไม่ได้โอเคเหมือนคำที่พูดออกมา
.
เรามักจะรู้สึกแปลกๆขึ้นมาทันที
.
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว
เรามักจะ “อ่าน” อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น
ผ่าน “สีหน้า” ของเขามากกว่า
“คำพูด” หรือแม้กระทั่ง “น้ำเสียง” ของเขา
.
สาเหตุ (ข้อหนึ่ง) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า
อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “สีหน้า”
มันจะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติมากกว่า
เมื่อเทียบกับอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง”
.
ฉะนั้น
หากเราต้องการจะโกหกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง”
ที่เราแสดงออกให้คนอื่นเห็น
(เช่น การพูดกับเพื่อนที่มาสาย 30 นาทีว่า “ฉันไม่ได้โกรธ”)
มันจะทำได้ง่ายกว่า
เมื่อเทียบกับการโกหกผ่าน “สีหน้า” ของเรา
(เช่น การทำหน้านิ่งๆไม่ให้เพื่อนจับพิรุธได้ว่าเราโกรธ)
.
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราอยากจะเข้าใจใครสักคน
(กล่าวคือ เข้าถึง “ใจ” เขาจริงๆว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่)
เราไม่ควรใช้เพียงแค่ “หู” ในการรับฟังเขาเท่านั้น
แต่เรายังควรใช้ “ตา” ในการ “รับฟัง” เขาอีกด้วยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1975-31746-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/02699939208411068
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.320
#จิตวิทยา #siamstr
เคยไหมครับ…เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่งและเราก็รู้สึกว่าทุกอย่างในวันนั้นมันยากไปหมด?
.
เราพยายามทำงาน แต่เราก็ไม่มีสมาธิ
เราแคร์แฟนของเรา แต่เราก็พูดเสียงแข็งกับแฟน
เราอ่านหนังสือหน้า 3 รอบ แต่เนื้อหาหน้านั้นกลับไม่ “เข้าหัว” เราเลย
.
เกิดอะไรขึ้นกับเราในวันนั้นกันแน่?
.
หากเราต้องการตอบคำถามนี้จริงๆ
ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราควรจะ “เช็คตัวเอง” เป็นอันดับต้นๆครับ
.
เรานอนหลับเพียงพอไหม?
เรากินข้าวหรือยัง?
เราหิวน้ำอยู่หรือเปล่า?
เรากำลังทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังใช่ไหม?
เรากำลังฝืนตัวเองให้ทำงานขณะที่กำลังล้าหรือไม่?
.
สิ่งเหล่านี้อาจจะดู “เล็กน้อย” ก็จริง
แต่พวกมันสามารถส่งผลให้ชีวิตเรายากขึ้นได้มหาศาลเลยครับ
.
ลองนึกถึงเวลาที่เราเล่นเกม (เช่น หมากรุก) ดูก็ได้ครับ
.
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเริ่มเกมหมากรุก
โดยที่เบี้ยของเราหายไป 2 ตัว?
.
จริงอยู่ครับว่า เบี้ยอาจจะไม่ใช่หมากที่ “ทรงพลัง” มากมาย
.
แต่เวลาที่เราเล่นหมากรุกกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับเรา
(หรือแม้กระทั่ง “เก่งน้อยกว่า” เราเล็กน้อย)
การสูญเสียเบี้ยไป 2 ตัวตั้งแต่เริ่มเกม
มันทำให้โอกาสที่เราจะพ่ายแพ้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว
.
ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ
.
เรื่องการนอนหลับ ดื่มน้ำ ทำงานในที่เงียบ
มันอาจดูเล็กน้อยก็จริง
.
แต่หากชีวิตของเรา “ตึงมือ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
สิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้สามารถทำให้เรา “พ่ายแพ้” ได้ง่ายๆเลยครับ
.
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งชีวิตของเรากำลัง “ตึงมือ” มากเท่าไหร่
เรายิ่งต้องใส่ใจกับสิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้ให้มากเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.neubiorev.2017.07.010
https://doi.org/10.1080/07315724.2012.10720011
https://doi.org/10.1093/ajcn/67.4.772s
https://doi.org/10.1037/0021-9010.85.5.779
http://dx.doi.org/10.1017/CBO9781139015394
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง
ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต
.
ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน
การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ
.
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน
(เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้)
แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน
(เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ)
เป็นต้น
.
ฉะนั้น
หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ
คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา
.
หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ
ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว
อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ
ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก
.
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ
.
แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้
.
เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า
“ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว
ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ”
.
มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา
(ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้)
.
มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน
ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา
.
แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ
.
แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน
(หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593
#จิตวิทยา #siamstr
“เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ”
.
เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ?
.
มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ
เพราะมันสามารถสะท้อนว่า…
.
“เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย”
“เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ”
หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร”
.
อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ
สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้
(แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม)
.
เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า…
.
“ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ”
“ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง”
“ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก”
“ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ”
“ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน”
.
ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า
เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้
.
ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า
“ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310
https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000
https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000
The Managed Heart: Commercialization of Human Feeling on JSTOR
In private life, we try to induce or suppress love, envy, and anger through deep acting or "emotion work," just as we manage our outer expressions ...