Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image คู่รักจำนวนไม่น้อยพบว่า หลังจากที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาสักระยะ พวกเขายังคง “รัก” กันอยู่ก็จริง แต่พวกเขาไม่ได้ “ชอบ” กันสักเท่าไหร่แล้ว . มันไม่ได้เป็นเพราะมีคนนอกใจ มันไม่เป็นเพราะพวกเขาไม่แคร์กัน แต่มันเป็นเพราะ “ความสนุก” แห้งเหือดไปจากชีวิตพวกเขา . ก่อนหน้านี้ พวกเขาอาจจะเคยหัวเราะด้วยกัน เคยทำอะไร “บ้าๆบอๆ” ด้วยกัน เคยยิง “มุกแป้ก” ใส่กันเป็นกระสุนปืนกล . แต่พอพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปสักพัก (โดยเฉพาะหากพวกเขาแต่งงานและมีลูกด้วยกัน) “ภาระความรับผิดชอบ” ก็เริ่มมากขึ้นและ เบียด “ความสนุก” กระเด็นออกไปจากความสัมพันธ์จนหมด . มันจึงทำให้คู่รักพูดคุยกันแต่เรื่อง “ค่าน้ำค่าไฟ” “รับลูกจากโรงเรียน” “งานบ้าน” ฯลฯ . มันช่วยให้ความสัมพันธ์ก้าวต่อไปข้างหน้าได้ก็จริง แต่มันเป็นการก้าวต่อไปแบบ “ไม่มีชีวิตชีวา” . นอกจากนี้ “ความสนุก” มันยังเป็นสิ่งที่สะท้อนว่า ความสัมพันธ์นี้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งพวกเขา สามารถผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่อีกด้วย . ฝรั่งเขามีคำพูดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกายว่า An apple a day keeps a doctor away (ทานแอปเปิ้ลวันละผล = ช่วยให้พ้นโรคภัย) . วันนี้ ผมจึงอยากนำเสนอคำพูดเกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพความสัมพันธ์ว่า A laughter a day keeps a breakup away (หัวเราะวันละรอบ = ช่วยให้พ้นการเลิกรา) . อ้างอิง Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion. https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.78.2.273 #จิตวิทยา #siamstr
image เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า… . เวลาผู้ชายไม่ชอบขี้หน้ากัน การแสดงออกมักจะเป็นไปในรูปแบบ ที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา . (เช่น การชกต่อย การชี้หน้าพร้อมกับใช้คำพูดด่าทอ) . แต่เวลาผู้หญิงไม่ชอบขี้หน้ากัน การแสดงออกมักจะเป็นไปในรูปแบบ ที่เก็บงำและไม่ตรงไปตรงมามากกว่า . (เช่น การให้คำชมที่ดูเหมือนคำแซะ การซุบซิบนินทาลับหลัง) . เพื่อนผมไม่ได้เป็นนักจิตวิทยานะครับ แต่ข้อสังเกตของเพื่อนผมมีความสอดคล้องกับ ผลการศึกษาทางจิตวิทยาจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว . ทำไมผู้ชายและผู้หญิง (โดยส่วนใหญ่) ถึงมีการแสดงออกที่ต่างกันเช่นนี้? . เหตุผลมีอยู่อย่างน้อย 3 ข้อด้วยกันครับ . # 1 . เด็กผู้หญิงจำนวนมากถูกสอนไม่ให้ “เสียงดัง” หรือ “ก้าวร้าว” หรือ “เรียกร้อง” (ด้วยเหตุผลว่า “มันไม่งาม” หรือ “มันไม่ใช่สุภาพสตรี”) . # 2 . เมื่อเรามองในแง่มุมของ “วิวัฒนาการ” (evolution) เนื่องจากธรรมชาติของเพศหญิงคือเพศที่อุ้มท้อง หากผู้หญิงแสดงความไม่พอใจในรูปแบบ ที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย มันมีความเสี่ยงที่กระทบกระทั่งถึงลูกในท้องได้ (โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่ไม่มีการคุมกำเนิด) . # 3 . ผู้หญิงเป็นเพศที่ให้ความสำคัญกับ สัมพันธภาพมากกว่า (เมื่อเทียบกับผู้ชาย) ฉะนั้น การแสดงความไม่พอใจในรูปแบบ ที่เก็บงำและไม่ตรงไปตรงมา (เช่น นินทาลับหลังเพื่อทำลายชื่อเสียง) จึงเป็นการ “จู่โจมที่ตรงจุด” มากกว่า . # 4 . หากเรามองดูประวัติศาสตร์ เราจะพบว่าเพศหญิงอยู่ในจุดที่ “มีอำนาจอย่างเป็นทางการ” น้อยกว่าเพศชายอย่างชัดเจน (เช่น กษัตริย์ > ราชินี, สามี > ภรรยา) . ฉะนั้น หากผู้หญิงแสดงความไม่พอใจ ออกไปในรูปแบบที่ตรงไปตรงมาเหมือนผู้ชาย มันจะเข้าข่าย “ได้ไม่คุ้มเสีย” สำหรับผู้หญิงได้ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781446249222.n49 https://doi.org/10.1017/s0140525x99001818 https://doi.org/10.1037/0033-295x.107.3.411 https://psycnet.apa.org/record/1991-98431-000 https://www.researchgate.net/publication/290586937_'Body_politics_Power_sex_and_nonverbal_communication'_A_reappraisal #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . ในระหว่างที่คุณกำลังทำงาน อยู่ดีๆ คุณก็เกิดอาการ “หัวตื้อ” และคิดงานไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น . และไม่ว่าคุณจะใช้เวลานั่งอยู่ หน้าจอคอมพิวเตอร์นานแค่ไหน อาการ “หัวตื้อ” ของคุณก็ไม่ยอมหายไปเสียที . วันนี้ ผมมีวิธีง่ายๆที่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ . เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา “หัวตื้อ” ให้เราหยุดพักจากการทำงานนั้น และใช้เวลา “ขยับมือ” สักหน่อยครับ . ไม่ว่าจะเป็นการ “ขยับมือ” จัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ วาดรูปบนกระดาษ หรือล้างจาน . …ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถช่วยแก้ปัญหา “หัวตื้อ” ได้ทั้งสิ้น! . เพราะสมองของเราก็ไม่ต่างอะไรกับท่อน้ำครับ . ยิ่งเรานั่งทำงานเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ “ท่อน้ำ” ของเราก็จะยิ่งอุดตันมากขึ้นเท่านั้น . จนกระทั่งในที่สุด “ท่อน้ำ” ของเราก็จะอุดตัน จนความคิดเราไม่สามารถไหลได้อย่างคล่องแคล่วอีก . การที่เราหยุดพักจากการทำงานและหันมา “ขยับมือ” ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย “เคลียร์ท่อ” ให้หายอุดตันได้ . นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การ “ขยับมือ” สามารถ แก้ปัญหา “หัวตื้อ” ระหว่างทำงานได้นั่นเองครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1038/srep10964 https://doi.org/10.1002/acp.1561 #จิตวิทยา #siamstr
image คุณเป็นคนที่ “จับโกหก” คนอื่นเก่งไหมครับ? . คนส่วนใหญ่จะพยักหน้าให้กับคำถามนี้ . พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาสามารถ “อ่าน” สัญญาณโกหกที่ปรากฏอยู่ในตัวคนอื่นได้ (เช่น สายตาหลุกหลิก เสียงหัวเราะที่ฟังดูแปร่งๆ เกิด dead air ระหว่างบทสนทนา) . แต่ผลการศึกษาพบว่า ต่อให้เราจะทำงานในด้านนี้โดยเฉพาะ (เช่น คนที่เป็นตำรวจ) โอกาสที่เราจะ “จับโกหก” ได้อย่างแม่นยำ มีเพียงแค่ราวๆ 54% เท่านั้น . มันแทบจะไม่ต่างอะไรกับการโยนเหรียญหัว-ก้อยเลยครับ! . นั่นเป็นเพราะว่า เจ้า “สัญญาณโกหก” ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นนั้น มันไม่ใช่ “สัญญาณโกหก” เสมอไป . สายตาหลุกหลิก เสียงหัวเราะที่ฟังดูแปร่งๆ หรือ dead air ระหว่างบทสนทนา มันอาจสะท้อนว่าคนๆนั้น กำลังรู้สึกกลัว กังวล หรือท่วมท้นอยู่…ก็เป็นได้! . ดังนั้น แทนที่เราจะ “ฟันธง” อย่างรวดเร็ว ว่าคนๆหนึ่งกำลังโกหกอยู่หรือไม่ ทางเลือกที่ดีกว่าคือการพยายาม รับฟังและทำความเข้าใจคนๆนั้นให้มากๆ . และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจ “จับโกหก” ก็ตาม แต่ถ้าอีกฝ่ายกำลังโกหกเราอยู่จริงๆ หลังจากที่เขาพูดคุยกับเราไปสักระยะ เรื่องราวที่เขาเล่าให้เราฟังจะเริ่มขัดแย้งกันเอง . (เช่น เขาบอกว่าตัวเองเคยไปทำงานต่างประเทศ แต่พอคุยกันไปสักพัก เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยมี passport มาก่อน เป็นต้น) . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความเข้าใจเป็นเหมือน “แสงไฟ” ที่ส่องสว่าง และช่วยให้เราเห็น “คำโกหก” ที่ซ่อนอยู่ในความมืดนั่นเองครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1207/s15327957pspr1003_2 https://psycnet.apa.org/record/2008-01237-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.46.9.913 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราทุกคนล้วนอยากที่จะมีความสุข . นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” ความสุขไม่ให้มันหายไปจากใจเรา . อย่างไรก็ตาม ความสุขในใจเราก็ไม่ต่างอะไรกับ แขกที่แวะมาเยี่ยมเราที่บ้านเลยครับ . กล่าวคือ เราอาจจะ enjoy กับช่วงเวลาที่แขกอยู่ในบ้านเราก็จริง . แต่ถ้าเราพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” ไม่ให้แขกเราออกจากบ้าน บรรยากาศที่มีความสุขก็จะเริ่มหายไป . เพราะบ้านของเรามันเริ่มไม่ใช่ “บ้าน” อีกต่อไป มันเริ่มมีบรรยากาศที่คล้ายกับ “คุก” มากกว่าแล้ว . นอกจากนี้ ต่อให้เราจะพยายาม “เหนี่ยวรั้ง” แขกของเราขนาดไหน ไม่ช้าก็เร็ว แขกของเราก็จะเริ่มหาทาง “แหกคุก” ให้สำเร็จให้ได้อยู่ดี . และเมื่อแขกของเรา “แหกคุก” ได้สำเร็จแล้ว เขาก็อาจจะ “แหยง” จนไม่กล้าโผล่หน้ามาให้เราเห็นอีกพักใหญ่…ก็เป็นได้ . ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการเห็นตัวเองมีความสุขได้นานๆ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะ “ปล่อยมือ” จากความสุขให้เป็น . มันอาจจะฟังดูย้อนแย้งสักหน่อยนะครับ แต่นั่นคือ “ธรรมชาติ” ของความสุขเราครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คู่รักทะเลาะกัน หลายคู่จะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” ก่อน แล้วค่อยกลับมา connect กันอีกทีในภายหลัง . บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” ไม่กี่นาที บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” หลายชั่วโมง บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานเกือบสัปดาห์ . จะเกิดอะไรขึ้นหากการทะเลาะกันครั้งนี้ ต้องใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานหลายวัน (หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์)? . นั่นก็เท่ากับว่าคู่รักเหล่านี้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ในช่วงเวลาดังกล่าวเลยอย่างนั้นหรือ? . ในกรณีที่คู่รัก disconnect กันเป็นระยะเวลานานๆเช่นนี้ มันมีความเป็นไปได้ที่คู่รักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย . ยกตัวอย่างเช่น “เขาไม่แคร์ฉันแล้วหรือเปล่า?” “การทะเลาะกันครั้งนี้จะทำให้เราเลิกกันไหม?” เป็นต้น . ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หลายคนก็อยากที่จะสื่อสารให้แฟนวางใจได้ว่า พวกเขายังคงแคร์อยู่ พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะเลิก แต่พวกเขาเพียงแค่ยังไม่สามารถ “สงบสติอารมณ์” ได้มากพอ ที่จะกลับมาพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆในเรื่องเหล่านี้ (รวมถึงเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านั้น) . พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบไปก่อน . แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ครับ . จริงอยู่ครับว่า ณ ตอนนี้ พวกเขาอาจยัง “สงบสติอารมณ์” ไม่ได้ 100% . แต่พวกเขาก็ยังสามารถสื่อสารให้แฟนรับรู้ได้ว่า “ฉันยังแคร์เธอและฉันไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเธอ” (โดยไม่ต้องนั่งจับเข่าพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆ) . ยกตัวอย่างเช่น การกางร่มให้แฟนตอนที่ฝนกำลังตก การเอื้อมมือไปจับมือแฟนและบีบเบาๆ การเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษให้แฟนว่า “ฉันยังอยากคบกับเธอต่อนะ แต่ฉันต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ก่อน” เป็นต้น . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ต่อให้เราจะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้อง disconnect กับแฟนโดยสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้ . ในเมื่อเรายังพอจะ connect กับแฟนในรูปแบบ “เล็กๆน้อยๆ” ได้ ผมก็อยากจะสนับสนุนให้เราไม่ปล่อยให้ช่วงเวลา ที่กำลัง “สงบสติอารมณ์” ผ่านไปไร้ connection ครับ . อ้างอิง Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. New York: Little, Brown and Company. Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion. #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราตั้งใจว่าจะไถมือถือเล่นสักหน่อย แต่พอเรารู้ตัวอีกที เราก็พบว่าเวลาผ่านไปแล้ว 3 ชั่วโมง! . ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับตัวเองที่ “เสียเวลา” ไปขนาดนั้น . เราเลยสัญญากับตัวเองว่า ครั้งหน้า เราจะไม่ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่นอีก . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ ทุกอย่างก็ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีกเหมือนเดิม . วันนี้ ผมมีแนวทางบางส่วนที่อาจช่วยให้ “ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย” มานำเสนอครับ . . . # 1 . ก่อนที่เราจะหยิบมือถือมาไถ ให้เราใช้เวลาสัก 1 นาทีในการดื่มน้ำสักแก้ว และพูดกับตัวเองในใจ (ระหว่างดื่มน้ำ) ว่า . “เอาล่ะ เดี๋ยวฉันหยิบมือถือมาไถเล่นสักหน่อย ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีนะ” . การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราเริ่มต้นไถมือถือเล่นอย่างมีสติ ส่งผลให้โอกาสที่เราจะ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือลดลงได้ . # 2 . ก่อนที่เราจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาเล่น ให้เราตั้งนาฬิกาปลุกล่วงหน้าไว้ก่อน . และเมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นมา นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องหยุดเล่นมือถือนะครับ . แต่มันหมายความว่า เราจะต้องวางมือถือลงและตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันยังอยากจะเล่นมือถือต่ออยู่ไหม? หรือว่าฉันอยากจะทำอย่างอื่นมากกว่าแล้ว?” . เพราะหลายครั้ง เวลาที่เรา “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่น เราอาจจะไม่ได้รู้สึก enjoy แล้ว แต่เรายังคง “ติดพัน” จนไม่มีจังหวะได้ถามตัวเองว่าเรายัง enjoy อยู่หรือไม่ . การทำแบบนี้จึงถือเป็นการ “สร้างจังหวะ” ให้เราได้ถามตัวเองครับ . # 3 . เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่า ตัวเองกำลัง “จมดิ่ง” ไปกับการเล่นมือถือ . แทนที่เราจะตีอกชกหัวตัวเองที่ “ผิดพลาด” สิ่งที่น่าจะช่วยเราได้มากกว่า คือการพูดกับตัวเองในใจว่า . “เอาล่ะ ฉันเห็นแล้วว่า ตอนนี้ ฉันกำลังติดหนึบอยู่กับมือถือนะ” . เพราะถ้าเราตีอกชกหัวตัวเอง เราจะยิ่งเครียด ส่งผลให้ความสามารถในการ “ดึงตัวเองออกมา” จากมือถือถดถอยลงได้ครับ . . . แนวทางเหล่านี้อาจจะไม่สามารถ ช่วยให้เราหลุดออกมาจากภาวะ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือได้แบบทันทีทันใดก็จริง . แต่ผมเชื่อเลยครับว่า หากเราหยิบแนวทางเหล่านี้มาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เวลาที่เราเสียไปกับการ “จมดิ่ง” นั้น จะค่อยๆลดลงทีละนิดๆๆแน่นอนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/0144929X.2017.1336254 https://doi.org/10.1007/s00779-011-0412-2 https://psycnet.apa.org/doi/10.4018/978-1-5225-8449-0.ch010 Neff, KD. (2011). Self-compassion: The proven power of being kind to yourself #จิตวิทยา #siamstr
image เคยได้ยินคำพูดทำนองนี้ไหมครับ? . “โฟกัสกับเรื่องดีๆกันดีกว่า” “อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปกว่านี้” “ฉันควรรู้สึกขอบคุณกับสิ่งดีๆในชีวิต” . มันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมีความหวังเหมือนกันนะครับ . แต่เชื่อไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สามารถทำร้ายเราได้เหมือนกัน? . โดยเฉพาะเวลาที่เราใช้คำพูดเหล่านี้ เป็น “โล่กำบัง” จากความเจ็บปวดในใจเรา . มันทำให้เราฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเรากำลังเดือดปุดๆ มันทำให้เราพูดว่า “ฉันโอเค” ทั้งๆที่ในใจเรากำลังร้องไห้ มันทำให้เราพยายามหา “แง่ดีแง่งาม” ทั้งๆที่ใจเรากำลังรู้สึกมืดแปดด้าน . การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป (แม้ว่าเราอาจจะหวังให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม) . การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดของเราต้อง “โดดเดี่ยวตัวคนเดียว” ส่งผลให้ความเจ็บปวดดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก . มันเหมือนกับเวลาที่เรามีลูก และเราเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้ และเราก็เลือกที่จะไม่สนใจลูกเลยครับ . การ “ทอดทิ้ง” ลูกไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ มันมีแต่จะทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น . ทางเลือกที่ดีกว่า (ในสายตาของผม) คือการเดินเข้าไปหาลูก โอบกอดลูกเอาไว้ ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้ และลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ . มันอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ในทันทีทันใดก็จริง แต่อย่างน้อย ลูกก็จะไม่ร้องไห้เพิ่มเติมเพราะถูก “ทอดทิ้ง” แน่นอนครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า Paddington 2 . มันเป็นเรื่องราวของหมีพูดได้ตัวหนึ่ง (ชื่อ Paddington) ที่มีความเชื่อว่า . "If we are kind and polite, the world will be right." “ถ้าเราใจดีและสุภาพ ทุกอย่างในโลกก็จะดีเอง” . ความเชื่อที่ว่านี้…Paddington ไม่เพียงแค่ “พูด” เท่านั้น แต่ Paddington ยัง “ลงมือทำ” ในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออีกด้วย . ซึ่งสิ่งที่ Paddington ได้ “ลงมือทำ” นั้น มันไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการเลยครับ . มันคือ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” ที่ปรากฏอยู่ในปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง Paddington กับแต่ละคนที่เจ้าหมีพบเจอในแต่ละวัน . ยกตัวอย่างเช่น เอาขนมปังมาแบ่งให้กิน กล่าวคำ “ขอบคุณ” เตือนเพื่อนบ้านไม่ให้ลืมกุญแจตอนเดินออกจากบ้าน พูดทักทาย “อรุณสวัสดิ์” ถามไถ่เรื่องราวความเป็นไปในชีวิตเมื่อวาน เป็นต้น . เจ้า “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้…ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่มันก็ทำให้บรรยากาศละแวกบ้านของ Paddington มีความสดใสมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด . เพราะ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้ มันช่วยให้ทุกคนรู้สึกได้ว่า Paddington ใส่ใจและแคร์พวกเขา . พวกเขาก็เลยใส่ใจและแคร์ Paddington เช่นกัน . ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ได้ทำให้ “ทุกอย่างในโลก” ดีขึ้น แต่อย่างน้อย โลกใบเล็กๆของ Paddington ก็สดใสขึ้น . ซึ่งในสายตาของผมนั้น เพียง “แค่นี้” มันก็ดีมากๆแล้วครับ . เรามาทำ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” กับแต่ละคนที่เราพบเจอ ในชีวิตประจำวันของเราแบบ Paddington กันเถอะครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2008-05086-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เชื่อไหมครับว่า… . เวลาที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด เรามีแนวโน้มที่จะใจดีกับคนอื่นมากขึ้น . เพราะในสถานการณ์ดังกล่าว สมองของเราจะหลั่งสาร cortisol ออกมา ส่งผลให้เราอยากที่จะปกป้องและดูแลคนอื่นมากขึ้น . แต่นอกเหนือจากสาร cortisol แล้ว สมองของเรายังหลั่นสาร noradrenaline ออกมาด้วย . ซึ่งเจ้า noradrenaline นี้ทำให้เรา “แบ่งเขาแบ่งเรา” และพร้อมทำร้ายคนที่เรามองว่าเป็น “คนนอก” มากขึ้น . ฉะนั้น หากเรานำเอาสาร cortisol และ noradrenaline มารวมกัน เราก็จะพบว่า ความเครียดสามารถทำให้เรา กลายเป็นคนที่ใจดีและใจร้ายกับคนอื่นได้ในเวลาเดียวกัน . กล่าวคือ เราจะใจดีกับคนที่เป็น “พวกเดียวกัน” แต่เราจะใจร้ายกับคนที่ไม่ใช่ “พวกเดียวกัน” . การที่สมองของเราทำงานแบบนี้มันเป็นประโยชน์ เวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ “คอขาดบาดตาย” (เช่น อยู่กลางสมรภูมิรบ) . แต่ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อื่นๆ (เช่น ภายในที่ทำงาน บนโต๊ะอาหารครอบครัว) กลไกการทำงานของสมองเช่นนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีได้ . ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังเครียด ถ้าเป็นไปได้ เราอย่าเพิ่งติดต่อคนที่เรา มีแนวโน้มที่จะมองว่าเป็น “คนนอก” ไว้ก่อนดีกว่าครับ . ไม่อย่างนั้น ความเครียดอาจจะทำให้เรา มองเขา (และปฏิบัติต่อเขา) ในฐานะ “ศัตรู” ได้ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1073/pnas.2502257122 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่เรายังเป็นเด็ก การมีเพื่อนคือเรื่องที่ง่ายมากๆ - แค่เรามาโรงเรียน นั่งเก้าอี้ติดกับใครสักคนในห้องเรียน เราก็มีเพื่อนแล้ว . มันดูไม่ต้องใช้ความพยายามเลยนะครับ . แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่… . ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่หรอกครับ แม้แต่การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าก็ยังยากเลยครับ . เพราะอะไร? . เพราะเหตุผล (อย่างน้อย) 4 ข้อดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 ชีวิตเราไม่ได้ว่างเหมือนตอนเด็กๆแล้ว . หากชีวิตในวัยเด็กของเราไม่ได้ลำบากมากเกินไป ตอนนั้น สิ่งที่ทำให้เรายุ่งก็จะมีหลักๆแค่เรื่องเรียนเท่านั้น . แต่พอเราโตขึ้น เรามีทั้งเรื่องงาน เรื่องงานบ้าน เรื่องลูก เรื่องพ่อแม่พี่น้อง เรื่องที่อยู่อาศัย และเรื่องอื่นๆเต็มไปหมด . เราเลยไม่มีเวลาและพลังงานเหลือให้กับเรื่องเพื่อนเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว . # 2 โรงเรียนคือตัวช่วยสำคัญ . การมาโรงเรียนช่วยให้เราได้เจอเพื่อนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆที่เราทำในโรงเรียน (เช่น งานกลุ่ม งานกีฬาสี) ยังช่วยให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนอีกด้วย . ทั้งหมดนี้มันเอื้อให้มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย . แต่พอเราโตขึ้น เราไม่มี “ตัวช่วย” อย่างโรงเรียนอีกด้วย หากเราต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคน เราต้องเป็นคนที่ลงแรงเอง . # 3 ตอนที่เราเป็นเด็ก เรายังไม่มีอดีตที่เจ็บปวด . แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนจะเคยผ่านประสบการณ์ ความสัมพันธ์กับ “เพื่อน” ที่เจ็บปวดมา (เช่น ถูก “เพื่อน” ปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของเรา) . “บาดแผล” จากประสบการณ์เหล่านี้ อาจทำให้เราลังเลที่จะ connect กับคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเราได้ . # 4 เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป (หรือน้อยเกินไป) . เวลาที่เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป (เช่น คาดหวังให้เพื่อนว่างที่คุยกับเราทุกครั้ง) เราย่อมรู้สึกผิดหวังที่เพื่อน “ให้” เราไม่ได้ในระดับที่เราต้องการ ส่งผลให้เราอาจตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนในเวลาต่อมา . ในทางกลับกัน หากเราคาดหวังเพื่อนน้อยเกินไป (เช่น เพื่อนยืมเงินเราไปและไม่ยอมคืน และเราก็บอกกับเพื่อนว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งๆที่ตัวเราก็ฝืดเคืองอยู่เหมือนกัน) มันอาจนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่เราถูกเพื่อน “ล้ำเส้น” หรือ “เบียดเบียน” มากจนเราทนไม่ไหวได้เช่นกัน . . . ฉะนั้น หากเราพบว่าตัวเอง “มีเพื่อนยากขึ้น” ในวัยผู้ใหญ่ล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่า มันคือเรื่องที่เข้าใจได้และปกติมากๆเลยครับ . แต่แม้การมีเพื่อนในวัยผู้ใหญ่จะไม่ได้ง่ายเหมือนวัยเด็ก แต่มันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ . เราเพียงแค่อาจจะต้องลงแรงมากขึ้นและใช้เวลามากขึ้น กว่าที่ “เมล็ดพันธุ์ความสัมพันธ์” จะเติบโตและออกดอกออกผลเท่านั้นเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1992-98047-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0882-7974.7.3.331 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราอยู่ในสถานการณ์ที่… . “เหตุผล” บอกให้เราขยับตัวไปทางซ้าย แต่ “ความรู้สึก” บอกให้เราขยับตัวไปทางขวา . ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าอยากจะเลื่อนตำแหน่งให้เราเป็นผู้จัดการ “เหตุผล” บอกว่าเราควรจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้ แต่ “ความรู้สึก” บอกว่าเราไม่อยากตื่นมาเครียดในทุกๆเช้า เป็นต้น . ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะฟังเสียงฝั่งไหนดี? “เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก”? . คำตอบคือเราฟังทั้ง 2 ฝั่งครับ . เราฟังทุกอย่างที่ “เหตุผล” ต้องการจะบอกให้เรารู้ เราฟังทุกอย่างที่ “ความรู้สึก” ต้องการจะบอกให้เรารู้ . ฟังเสร็จแล้ว เราค่อยตัดสินใจอีกทีครับว่าเราจะเอายังไงดี . เพราะถ้าเราตัดสินใจโดยที่รับฟัง เพียงแค่ “เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก” อย่างเดียว มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะ “ค้างคาใจ” . แต่ถ้าเราตัดสินใจหลังจากที่ได้รับฟัง ทั้ง “เหตุผล” และ “ความรู้สึก” แล้ว มันอาจไม่การันตีว่าเราจะตัดสินใจได้ “ถูกต้อง” ก็จริง แต่อย่างน้อย มันจะไม่ทำให้ “ค้างคาใจ” . มันจะช่วยให้เรามองย้อนกลับมาดู และพูดกับตัวเองได้เต็มปากเต็มคำว่า “ตอนนั้น ฉันทำดีที่สุดแล้ว” . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1146/annurev-psych-010213-115043 https://doi.org/10.1126/science.275.5304.1293 https://doi.org/10.1098/rstb.1996.0125 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่มีคนชื่นชมเรา . บางคำชม…เราได้ยินและเราก็ลืม แต่บางคำชม…ต่อให้เวลาผ่านไปเป็นปีๆ เราก็ยังจำได้อย่างชัดเจน . เพราะอะไร? . เพราะคำชมที่ดีไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดส่งๆว่า “ดีมาก” เท่านั้น . นักจิตวิทยาพบว่า คำชมที่ประทับใจผู้ฟัง มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ . # 1 มีการพูดถึงสิ่งที่ผู้ฟังทำอย่างชัดเจน # 2 อธิบายให้ผู้ฟังเห็นว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นมันสำคัญยังไง # 3 สะท้อนจุดแข็งและความพยายามของผู้ฟัง (ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์) # 4 ให้คำชมอย่างรวดเร็ว (ไม่ใช่ชมหลังจากเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์) . ยกตัวอย่างเช่น . ทันทีที่เราเห็น “ข้อความให้กำลังใจ” ที่แฟนเขียนลงบนกระดาษ post-it ที่แปะไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา เราก็พูดกับแฟนว่า . “ฉันอ่านสิ่งที่เธอเขียนลงบนกระดาษ post-it แล้วนะ ฉันชอบที่เธอทำแบบนี้มากๆเลย (# 1) มันทำให้ฉันรู้สึกมีแรงใจที่จะลุยงานต่อมากๆเลยล่ะ (# 2) ฉันชอบความใส่ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ของเธอจัง (# 3)” . เป็นต้น . คำชมลักษณะนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกชื่นใจเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกมีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย . อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่ผมเขียน ท่านสามารถลองเอาแนวทางที่ผมนำเสนอนี้ ไปลองใช้กับคนในชีวิตของท่าน และสังเกตดู “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองได้ . หาก “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นมันไม่เหมือนกับที่ผมนำเสนอไว้ ท่านสามารถโยนทั้งหมดที่ผมเขียนไว้ตรงนี้ทิ้งได้เลยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.3102/003465430298487 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรามองย้อนกลับไปดูความสำเร็จในอดีตของเรา (เช่น เรียนจบปริญญา เลื่อนตำแหน่ง ทำธุรกิจส่วนตัวและเติบโต) . เรามักจะมองเห็น “ความสวยงาม” ของความสำเร็จนั้น (เช่น เห็นใบปริญญา ได้ยินคำพูดแสดงความยินดีของหัวหน้า นึกถึงวันที่เราเปิดสาขาที่สองของธุรกิจเรา) . แต่หากเรามองดูความสำเร็จของเราดีๆ เราจะไม่เห็นเพียงแค่ “ความสวยงาม” . เราจะมองเห็นข้อผิดพลาดที่เราทำลงไป เราจะมองเห็นความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เราจะมองเห็นความ “เก้ๆกังๆ” ของตัวเรา . สิ่งเหล่านี้ (ที่ไม่ใช่ “ความสวยงาม”) มักไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก และมันอาจทำให้เราเริ่มเข้าใจผิดว่า… . “ถ้าฉันกำลังทำอะไรสักอย่าง และฉันมีข้อผิดพลาดหรือฉันรู้สึกว่ามันยาก มันคงหมายความว่า ฉันควรจะหยุดทำสิ่งนั้นเสีย” . แต่ในความเป็นจริงนั้น ข้อผิดพลาดไม่ใช่ “สัญญาณ” ที่บอกว่า เราควรจะล้มเลิกเสมอไป . มันยังเป็น “สัญญาณ” ที่บอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้เติบโตได้อีกด้วย! . หากเรามองย้อนกลับดูไป ความสำเร็จของตัวเองในอดีตอย่างละเอียด เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ถ้าเราตัดสินใจล้มเลิกเมื่อเราเกิดข้อผิดพลาด (หรือรู้สึกว่ามันยาก) ความสำเร็จดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย! . ฉะนั้น หากเราเจอกับข้อผิดพลาดในอนาคต เราสามารถเรียนรู้จากมันได้ แต่เราไม่ควรล้มเลิกเพราะมันครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1997-08589-000 https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากจะเห็นตัวเองเป็น “คนที่ดีขึ้น” (เช่น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ใจดีกับตัวเองและคนอื่นมากขึ้น กล้าหาญมากขึ้น) . คำถามสำคัญก็คือ พวกเขาจะเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้อย่างไร? . หลายคนหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะเจอกับ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เอื้ออำนวย ให้พวกเขากลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้น . ยกตัวอย่างเช่น มีผู้คนมาแสดงความชื่นชมใน “ผลงาน” ของพวกเขา ส่งผลให้พวกเขาเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นตามมา เป็นต้น . ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ สามารถช่วยให้เราเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้นจริงๆครับ . แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ไม่เกิดขึ้นกับชีวิตเราเสียทีล่ะ? . หากเรา “โชคร้าย” แบบนั้น เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นตัวเอง ในเวอร์ชั่นที่ “ดีขึ้น” เลยอย่างนั้นหรือ? . ไม่จริงครับ . เพราะต่อให้สถานการณ์ต่างๆในชีวิตไม่เอื้ออำนวย เราก็จะยังคงขยับตัวเองให้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ ด้วยการเริ่มตั้งคำถามจริงๆจังๆกับตัวเองว่า . “ถ้าฉันกลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้สำเร็จในวันนี้ ฉันจะทำอะไรแตกต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?” . ยกตัวอย่างเช่น . ถ้าวันนี้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการพูดเสนอไอเดียของเราในห้องประชุมที่ทำงาน . ถ้าวันนี้เราใจดีกับคนอื่นมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการตักเตือนลูกด้วยน้ำเสียงที่ไม่กระโชก . ถ้าวันนี้เรากล้าเข้าสังคมมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่ซื้ออาหาร . เป็นต้น . พอเราได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว (ว่าเราจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง) เราก็ค่อยหยิบคำตอบนั้นมาลงมือปฏิบัติ . สิ่งที่เราหยิบมาลงมือทำนั้น ไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่” ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” . เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเพียงแค่ 1 สิ่งก่อน (เช่น ส่งยิ้มให้แม่ค้าตอนที่เราซื้ออาหาร) . และเมื่อเรา “คุ้นเคย” กับ 1 สิ่งนั้นแล้ว เราก็ค่อยหยิบอีก 1 สิ่งเล็กๆน้อยๆมาทำเพิ่ม . หากเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆพาตัวเองก้าวไปสู่ การเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้มากขึ้นๆๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่า ตัวเราได้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ไปเรียบร้อยแล้วครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1932-00218-000 https://psycnet.apa.org/record/2009-21081-000 https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60024-6 #จิตวิทยา #siamstr
image บางคนมีกฎส่วนตัวว่า หากพวกเขาเลิกคบกับแฟนคนไหนไปแล้ว พวกเขาจะไม่กลับไปคบกับแฟนคนนั้นอีก แต่หลายคนไม่ได้มีกฎแบบนั้น และหลายคนที่ตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าก็ได้พบว่า ความสัมพันธ์รอบนี้มัน “เข้มข้น” กว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย “ความหลัง” “ความรู้สึกที่ค้างคา” และ “ความหวัง” (หวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนในอดีต) นอกจากนี้ การกลับไปคบกับแฟนเก่ายังมี “ความคุ้นเคย” อีกด้วย เพราะแฟนเก่าไม่ใช่คนที่เรา “เริ่มต้นจาก 0” เรารู้ว่าแฟนเก่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ฉะนั้น การกลับไปคบกับแฟนเก่ามันจึงให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ การที่เรากลับไปอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เราเคยพักอาศัยมาก่อนแล้ว ซึ่งในหลายๆกรณี การตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” เพราะนับจากช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่าคนนั้นไป ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้การกลับมาคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง เป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่ไม่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาคบกับแฟนเก่าอีกรอบ เพราะเราอยากจัดการกับ “ความรู้สึกที่ค้างคา” ในใจกับแฟนคนนี้ หรือเพราะเราอยากกลับไปเป็นตัวเราคนเดิม (เวลาที่อยู่กับแฟนคนนี้) หรือเพราะเราแค่ไม่อยากใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเองตามลำพัง นี่อาจเป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองจริงๆจังๆก็คือ “ทำไมฉันถึงอยากกลับไปคบกับแฟนเก่า?” เพราะคำตอบที่เรามีให้กับคำถามนี้ จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นครับว่า การกลับไปหาแฟนเก่านั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือเปล่า อ้างอิง Kalish, N. (2005). Lost & Found Lovers: Facts and Fantasies of Rekindled Romances. William Morrow. https://doi.org/10.1037/a0013165 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167209341580 https://psycnet.apa.org/record/1993-97179-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คนใกล้ตัว (เช่น ลูก เพื่อน แฟน) พูดกับเราว่า “ฉันโอเค” แต่สีหน้าของเจ้าตัวไม่ได้โอเคเหมือนคำที่พูดออกมา . เรามักจะรู้สึกแปลกๆขึ้นมาทันที . เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เรามักจะ “อ่าน” อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น ผ่าน “สีหน้า” ของเขามากกว่า “คำพูด” หรือแม้กระทั่ง “น้ำเสียง” ของเขา . สาเหตุ (ข้อหนึ่ง) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “สีหน้า” มันจะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติมากกว่า เมื่อเทียบกับอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง” . ฉะนั้น หากเราต้องการจะโกหกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง” ที่เราแสดงออกให้คนอื่นเห็น (เช่น การพูดกับเพื่อนที่มาสาย 30 นาทีว่า “ฉันไม่ได้โกรธ”) มันจะทำได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับการโกหกผ่าน “สีหน้า” ของเรา (เช่น การทำหน้านิ่งๆไม่ให้เพื่อนจับพิรุธได้ว่าเราโกรธ) . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราอยากจะเข้าใจใครสักคน (กล่าวคือ เข้าถึง “ใจ” เขาจริงๆว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่) เราไม่ควรใช้เพียงแค่ “หู” ในการรับฟังเขาเท่านั้น แต่เรายังควรใช้ “ตา” ในการ “รับฟัง” เขาอีกด้วยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1975-31746-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/02699939208411068 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.320 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ…เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่งและเราก็รู้สึกว่าทุกอย่างในวันนั้นมันยากไปหมด? . เราพยายามทำงาน แต่เราก็ไม่มีสมาธิ เราแคร์แฟนของเรา แต่เราก็พูดเสียงแข็งกับแฟน เราอ่านหนังสือหน้า 3 รอบ แต่เนื้อหาหน้านั้นกลับไม่ “เข้าหัว” เราเลย . เกิดอะไรขึ้นกับเราในวันนั้นกันแน่? . หากเราต้องการตอบคำถามนี้จริงๆ ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราควรจะ “เช็คตัวเอง” เป็นอันดับต้นๆครับ . เรานอนหลับเพียงพอไหม? เรากินข้าวหรือยัง? เราหิวน้ำอยู่หรือเปล่า? เรากำลังทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังใช่ไหม? เรากำลังฝืนตัวเองให้ทำงานขณะที่กำลังล้าหรือไม่? . สิ่งเหล่านี้อาจจะดู “เล็กน้อย” ก็จริง แต่พวกมันสามารถส่งผลให้ชีวิตเรายากขึ้นได้มหาศาลเลยครับ . ลองนึกถึงเวลาที่เราเล่นเกม (เช่น หมากรุก) ดูก็ได้ครับ . จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเริ่มเกมหมากรุก โดยที่เบี้ยของเราหายไป 2 ตัว? . จริงอยู่ครับว่า เบี้ยอาจจะไม่ใช่หมากที่ “ทรงพลัง” มากมาย . แต่เวลาที่เราเล่นหมากรุกกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับเรา (หรือแม้กระทั่ง “เก่งน้อยกว่า” เราเล็กน้อย) การสูญเสียเบี้ยไป 2 ตัวตั้งแต่เริ่มเกม มันทำให้โอกาสที่เราจะพ่ายแพ้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว . ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ . เรื่องการนอนหลับ ดื่มน้ำ ทำงานในที่เงียบ มันอาจดูเล็กน้อยก็จริง . แต่หากชีวิตของเรา “ตึงมือ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้สามารถทำให้เรา “พ่ายแพ้” ได้ง่ายๆเลยครับ . ด้วยเหตุนี้ ยิ่งชีวิตของเรากำลัง “ตึงมือ” มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องใส่ใจกับสิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้ให้มากเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.neubiorev.2017.07.010 https://doi.org/10.1080/07315724.2012.10720011 https://doi.org/10.1093/ajcn/67.4.772s https://doi.org/10.1037/0021-9010.85.5.779 http://dx.doi.org/10.1017/CBO9781139015394 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต . ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ . อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ . ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน (เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้) แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน (เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ) เป็นต้น . ฉะนั้น หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา . หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก . ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ . แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้ . เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า “ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ” . มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา (ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้) . มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา . แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ . แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน (หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593 #จิตวิทยา #siamstr
image “เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ” . เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ? . มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ เพราะมันสามารถสะท้อนว่า… . “เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย” “เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ” หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร” . อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้ (แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม) . เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า… . “ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ” “ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง” “ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก” “ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ” “ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน” . ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้ . ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า “ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310 https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000 https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000 #จิตวิทยา #siamstr