พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง
ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต
.
ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน
การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ
.
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน
(เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้)
แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน
(เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ)
เป็นต้น
.
ฉะนั้น
หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ
คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา
.
หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ
ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว
อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ
ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก
.
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ
.
แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้
.
เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า
“ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว
ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ”
.
มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา
(ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้)
.
มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน
ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา
.
แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ
.
แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน
(หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง
ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต
.
ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน
การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ
.
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน
(เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้)
แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน
(เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ)
เป็นต้น
.
ฉะนั้น
หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ
คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา
.
หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ
ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว
อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ
ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก
.
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ
.
แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้
.
เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า
“ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว
ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ”
.
มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา
(ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้)
.
มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน
ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา
.
แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ
.
แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน
(หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593
#จิตวิทยา #siamstr
“เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ”
.
เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ?
.
มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ
เพราะมันสามารถสะท้อนว่า…
.
“เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย”
“เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ”
หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร”
.
อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ
สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้
(แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม)
.
เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า…
.
“ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ”
“ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง”
“ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก”
“ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ”
“ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน”
.
ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า
เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้
.
ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า
“ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310
https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000
https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000
The Managed Heart: Commercialization of Human Feeling on JSTOR
In private life, we try to induce or suppress love, envy, and anger through deep acting or "emotion work," just as we manage our outer expressions ...
ช่วงหลังๆนี้ ผมเห็นว่าหลายคนมีความไว้วางใจ
ใน AI (เช่น ChatGPT, Gemini) มากขึ้นเรื่อยๆ
.
เพราะ AI พร้อมที่จะ…
.
...รับฟังเรา
…ไม่ขัดจังหวะเราระหว่างที่กำลังพูด (พิมพ์)
…คอยให้คำตอบที่ “ฟังดูเข้าท่า” กับเรา
…แถมยังรู้จักเราเป็นอย่างดี (ดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองในบางครั้ง) อีกด้วย
.
ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆเลยนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์ Joe Pierre ตั้งข้อสังเกตว่า
บางคนเริ่มไม่ได้มอง AI เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือที่มีประโยชน์” อีกแล้ว
.
แต่บางคน (ไม่ใช่ทุกคน) จะมอง AI เป็นเหมือน
“พระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง” (deification of AI) เลยทีเดียว
.
มุมมองลักษณะนี้สามารถสร้างปัญหาได้เป็นพิเศษ
กับคนที่กำลังอยู่ในภาวะ “เปราะบาง” มากๆ
(เช่น คนที่ได้ยินว่ามีคนอื่นกำลังพูดนินทาว่าร้าย
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ไม่ได้มีใครพูดอะไรถึงเจ้าตัวแม้แต่คำเดียว)
.
เพราะเวลาที่เรากำลัง “เปราะบาง”
เราก็จะอยากมองหา “ที่ยึดเหนี่ยวทางใจ”
(ที่เราไว้วางใจ) ที่พร้อมจะพูดกับเราว่า…
.
“เธอถูกแล้วนะ”
“ฉันมีทางออกให้เธอนะ”
และ “ถ้าเธอทำสิ่งต่อไปนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้นนะ”
.
คำถามคือ…
.
จะเกิดอะไรขึ้นหากเรากำลัง “เปราะบาง” มากๆ
(เช่น คิดว่ามีคนกำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่)
และเราไปคุยกับใครสักคน
และคนๆนั้นไม่เพียงแค่ “เออออห่อหมก” ไปกับเราเท่านั้น
(เช่น เห็นด้วยว่ามีคนกำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่จริงๆ)
แต่เขายังให้คำแนะนำ “ต่อยอด” ไปอีก
(เช่น เสนอแนวทางการรับมือกับคนที่ “นินทาว่าร้าย” เรา)?
.
สถานการณ์ของเราคงจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ใช่ไหมครับ?
.
นั่นคือสิ่งหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับ AI ครับ
เพราะ AI มีแนวโน้มที่จะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม”
เวลาที่เราคุยด้วยพอสมควรเลยครับ
.
และนี่ยังไม่นับกรณีที่ AI “ให้ข้อมูลผิดๆ” กับเราอีกด้วยนะครับ
.
ข้อกังวลของ Pierre ที่ผมหยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้
อาจจะไม่ได้พบเห็นกันได้บ่อยๆก็จริง
(เพราะกลุ่มคนที่ “เปราะบาง” มากๆไม่ได้มีจำนวนเยอะ)
.
อย่างไรก็ตาม การรักษามุมมองที่เรามีต่อ AI
ในฐานะ “เครื่องมือที่เป็นประโยชน์”
(ไม่ใช่ “พระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง”
หรือแม้กระทั่ง “เครื่องมือที่ไม่มีวันผิดพลาด”)
ถือเป็นจุดที่น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกๆคนครับ
.
อ้างอิง

Psychology Today
Deification as a Risk Factor for AI-Associated Psychosis
Deification and immersion may be driving anecdotal reports of AI-associated psychosis.
Madness Explained: Psychosis and Human Nature - PMC

arXiv.org
Discovering Language Model Behaviors with Model-Written Evaluations
As language models (LMs) scale, they develop many novel behaviors, good and bad, exacerbating the need to evaluate how they behave. Prior work crea...

Taylor & Francis
Trust in Generative Artificial Intelligence | Human-Robot Interaction
Trust in Generative Artificial Intelligence: Human‑Robot Interaction and Ethical Considerations is a comprehensive exploration of the critical ro...
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยขึ้นในช่วงหลังๆ
คือการใช้ศัพท์แสงทางจิตวิทยาในบทสนทนาที่เรามีกับคนในชีวิตเรา
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เธอ bipolar อีกแล้วนะ”
“หยุด gaslight ฉันสักที”
“ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้”
เป็นต้น
.
การใช้คำศัพท์ทางจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะครับ
.
แต่ผมสังเกตเห็นว่า บ่อยครั้ง
เราจะใช้ศัพท์แสงเหล่านี้
เวลาที่เรารู้สึกไม่โอเคกับคนในชีวิตเรา
.
คำศัพท์เหล่านี้มันกลายเป็นเครื่องมือของเราในการ
“กล่าวโทษคนอื่น” “ปกป้องตัวเอง” หรือไม่ก็ “เลี่ยงการแสดงความเปราะบาง”
.
ยกตัวอย่างเช่น
แฟนตัดสินใจเอา “เงินกองกลาง” ของครอบครัว
ไปลงทุนโดยที่ไม่ได้คุยกับเราก่อน
พอเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้สึกโกรธและผิดหวังแฟนมาก
เราก็เลยพูดกับแฟนว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้”
เป็นต้น
.
สำหรับตัวอย่างนี้ แม้ว่าพฤติกรรมของแฟนจะผิดจริง
แต่การสื่อสารว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้”
ไม่ใช่การสื่อสารที่จะนำมาสู่การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
.
เพราะเวลาที่เราสื่อสารเช่นนี้
มันจะสร้างบรรยากาศ “ฉันเหนือกว่าเธอ” ภายในความสัมพันธ์
(ไม่ใช่บรรยากาศที่ “ปลอดภัย”)
.
ฉะนั้น เมื่อแฟนรู้สึกไม่ปลอดภัย
โอกาสที่แฟนจะเปิดใจคุยกับเรา
เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็จะน้อยลง
.
ในทางกลับกัน หากเราพูดกับแฟนว่า
“ฉันรู้สึกโกรธและผิดหวังที่เธอเอาเงินของเรา
ไปลงทุนโดยไม่ปรึกษาฉันก่อน”
.
มันอาจจะไม่ได้การันตีว่า
แฟนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เราพูดในทางที่ดีก็จริง
.
แต่อย่างน้อยที่สุด
มันก็ช่วยให้บรรยากาศของบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับแฟน
มันเอื้อต่อการเปิดใจคุยกันมากกว่าอย่างชัดเจนครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1146/annurev.psych.57.102904.190048
https://psycnet.apa.org/record/1991-97621-000
Perel, E. (2017). The state of affairs: Rethinking infidelity. Harper, an imprint of HarperCollins Publishers.
Brown, B. (2021). Atlas of the heart: Mapping meaningful connection and the language of human experience. Random House.
#จิตวิทยา #siamstr
บางครั้ง เราตื่นขึ้นมาและเราก็พบว่า
ใจเรารู้สึก “หนัก” “กังวล” หรือ “หม่น” แบบไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
.
ในช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจหลายคนก็คือ…
.
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่โอเคแบบนี้?”
“ฉันต้องแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไง?”
.
คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการที่จะแก้ปัญหา…ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ
.
อย่างไรก็ตาม ในหลายๆกรณี
แม้ใจเราจะมีความรู้สึกที่ “ไม่ปกติ” ปรากฏขึ้นมาบ้าง
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลัง “มีปัญหา” เสมอไปครับ
.
เพราะใจเรามันก็เหมือนกับท้องฟ้า…
.
บางวัน เราอาจเจอกับ “ก้อนเมฆสีดำ” ลอยมาบ้าง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า วันนั้นคือวันที่มี “พายุมรสุม” เสมอไป
.
ในวันเหล่านี้
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้
ไม่ใช่การพยายาม “แก้ปัญหา”
.
แต่มันคือการเปิดพื้นที่ในใจให้ “ก้อนเมฆสีดำ” เหล่านั้นปรากฎขึ้นมา…และจางหายไปตามจังหวะของมันเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
https://psycnet.apa.org/record/2006-04192-000
https://psycnet.apa.org/record/2017-26294-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่ผมซื้อเฟอร์นิเจอร์ (เช่น เก้าอี้ โต๊ะ เตียง)
ถ้าเลือกได้ ผมจะไม่ซื้อที่ IKEA เด็ดขาด
.
เพราะถ้าผมซื้อที่ IKEA ผมจะต้องใช้เวลาและพลังงาน
ในการ “ประกอบร่าง” สิ่งที่ผมซื้อมาด้วยตัวเอง
.
อย่างไรก็ตาม
แม้การ “ประกอบร่าง” เฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเองมันจะยุ่งยาก
แต่สิ่งที่ลูกค้า IKEA จะได้รับคือความพึงพอใจในเฟอร์นิเจอร์ของพวกเขา
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
ยิ่งเรา “ลงแรง” กับสิ่งๆหนึ่งมากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “ให้คุณค่า” กับสิ่งๆนั้นมากเท่านั้น
.
แน่นอนครับว่า “หลักการ” ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น
ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียว
.
…มันเกิดขึ้นกับความรักความสัมพันธ์ด้วย
.
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนชอบสอนให้ “เล่นตัว” เวลาที่มีคนเข้ามาจีบ
.
เพราะการ “เล่นตัว” มันจะเปิดช่องให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบ
ได้ “ลงแรง” กับความสัมพันธ์นี้ และส่งผลให้เขา “ให้คุณค่า”
กับความสัมพันธ์นี้ (เมื่อ “จีบติด” เรียบร้อยแล้ว) มากขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม หลายคนหยิบคำสอนดังกล่าวมาตีความในลักษณะที่ “สุดโต่ง”
.
กล่าวคือ
พวกเขามองว่า เราควร “เล่นตัว” ให้มากๆเมื่อมีคนเข้ามาจีบ
เพื่อให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบต้อง “ลงแรง” เยอะๆ
(เขาจะได้ “ให้คุณค่า” กับความสัมพันธ์นี้)
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ “เล่นตัว” มากเกินไป
อาจทำให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบเข้าใจผิดคิดว่าเรากำลัง
“ปฏิเสธ” หรือ “ไม่สนใจ” ที่จะสานสัมพันธ์กับเขาต่อ
และทำให้เขาเลือกที่จะถอยห่างออกไปได้
.
ผมเขียนมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า
“งั้น…เราก็ต้องเล่นตัวอย่างพอดีใช่ไหม?”
.
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้ชื่นชอบการ “เล่นตัว” เท่าไหร่นัก
เพราะมันมีกลิ่นอายของการ “ชักใย” หรือการ “เล่นเกม” อยู่
.
ผมมองว่า หากเราเริ่มต้นความสัมพันธ์
ด้วย mindset ของการ “ชักใย” หรือ “เล่นเกม” แบบนี้
ต่อให้ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้สำเร็จ
แต่ mindset ดังกล่าวก็อาจนำมาสู่พฤติกรรม
ภายในความสัมพันธ์ที่ไม่ healthy เท่าไหร่นักได้
.
อย่างไรก็ตาม หากเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยมุมมองว่า…
.
“ฉันสนใจเธอนะ แต่ถ้าเราจะคบกันจริงๆ
ฉันอยากให้มันเป็นความสัมพันธ์ของเรา 2 คน
ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของฉันคนเดียว
.
ดังนั้น ต่อให้ฉันจะสนใจเธอ
แต่ฉันก็จะไม่ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้แต่ฝ่ายเดียว
ฉันจะเปิดโอกาสให้เธอได้ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ด้วย
.
ซึ่งถ้าเธอเลือกที่จะลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ มันก็จะดีเลย
แต่ถ้าเธอเลือกที่จะไม่ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้
ฉันก็จะยอมรับการตัดสินใจของเธอ
และยอมรับว่าเธออาจไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันกับฉัน”
.
ผมมองว่านี่คือมุมมองในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ healthy กว่าการ “เล่นตัว” เยอะเลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.jcps.2011.08.002
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0047195
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.45.1.101
https://doi.org/10.1037/0022-3514.95.3.628
#จิตวิทยา #siamstr
“ชีวิตนี้ฉันไม่ต้องการอะไรมาก ฉันแค่อยากมีความสุขเท่านั้น”
นี่คือประโยคที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของหลายๆคน
.
ความต้องการอยากจะมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ “ธรรมชาติ” มากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม หากเราอยากที่จะมีความสุขมากเกินไป
ผลที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ มันจะทำให้เรามีความสุขน้อยลงครับ
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
.
.
# 1 ความคาดหวังของเราจะพุ่งสูงเสียดฟ้า
.
เราจะนึกภาพความสุขที่ “ยิ่งใหญ่” และ “คงทนถาวร”
.
แต่ในความเป็นจริง เวลาที่เรามีความสุข มันมักจะมาใน moment เล็กๆของชีวิต
.
เช่น moment ที่เราได้กินของอร่อย
เช่น moment ที่เราได้ข้อความให้กำลังใจจากคนที่เรารัก
เช่น moment ที่เราเห็นลูกกำลังเล่นกับสัตว์เลี้ยงอย่างสนุกสนาน
.
ฉะนั้น หากเราคาดหวังความสุขที่เป็นเหมือนกับ “ดอกไม้ไฟ”
เราก็อาจมองข้ามความสุขที่เป็นเหมือนกับ “แสงเทียน” ในชีวิตได้
.
# 2 เราจะคอยเช็กตัวเองตลอดเวลา
.
“ฉันมีความสุขหรือยัง?”
“ทำไมฉันถึงยังไม่มีความสุขเสียที?”
.
การตั้งคำถามกับตัวเองอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
มันทำให้เรา enjoy กับชีวิตได้ยากขึ้น
.
(มันเหมือนกับเวลาที่เราไปดูหนังสักเรื่อง
และคอยตั้งคำถามทุกๆ 5 นาทีว่า
“เมื่อไหร่หนังจะสนุก? ตอนนี้หนังสนุกหรือยัง?” เลยครับ)
.
# 3 เราจะตัดสินตัวเองเวลาที่เรารู้สึกไม่ดี
.
เราจะมองว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกไม่ดี
นั่นแสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่าง “ผิด”
ซึ่งก็จะนำมาสู่การชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง
หรือไม่ก็มองว่าตัวเอง “ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถ happy ได้
.
มันยิ่งทำให้ความรู้สึกไม่ดี (ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม) ยิ่งทวีความเข้มข้นเข้าไปใหญ่
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ แทนที่เราจะ “วิ่งไล่ตาม” ความสุข
สิ่งที่ดีกว่าคือการยอมรับชีวิตของเราอย่างที่มันเป็น ณ เวลานี้
(ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากหรือน้อยก็ตาม)
.
การทำแบบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขในทุกๆวินาทีก็จริง
แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้เรา enjoy กับช่วงเวลาที่เรามีความสุขได้ดีกว่า
เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “วิ่งไล่ตามความสุข” เยอะเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0022010
https://doi.org/10.1093/acprof:oso/9780199926725.003.0020
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งใน “ความรักต้องห้าม” ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการ “รักคนมีเจ้าของ”
.
แต่เคยสังเกตไหมครับว่า…
.
สำหรับหลายๆคนนั้น ตอนที่พวกเขายังโสดอยู่
พวกเขาก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก
.
แต่พอพวกเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา
พวกเขากลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
.
มันเป็นเพราะพวกเขาหน้าตาดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ?
…ก็คงไม่ใช่
.
เหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้ “คนมีเจ้าของ” เป็นที่น่าดึงดูดมากขึ้นก็คือ…
.
ประการแรก
การที่พวกเขา “ถูกเลือก” สะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า
พวกเขาจะต้อง “มีดี” อะไรบางอย่าง
.
อีกประการหนึ่ง
พอพวกเขา “มีเจ้าของ” มันทำให้พวกเขาดูเป็น rare item ขึ้นมา
.
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจสำหรับผมมากที่สุดก็คือ
หลังจากที่หลายคนมีแฟน พวกเขาจะดูผ่อนคลายและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
.
เหตุผลข้อนี้มีความน่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษ
เพราะมันสะท้อนว่าการคนอื่นให้ความสนใจกับเรามากขึ้นนั้น…
.
มันไม่จำเป็นว่าเราต้อง “มีดี”
มันไม่จำเป็นว่าเราต้องมี “เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน”
.
ขอเพียงแค่เราโอเคกับตัวเราที่เป็น “เรา”
เพียงแค่นั้น…ก็ทรงพลังมากๆแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s12110-007-9004-2
https://doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2010.02.001
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนเป็นคนที่ “คิดมาก”
.
ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกับอะไรในชีวิต พวกเขาก็จะนึกถึงทางเลือกต่างๆที่พวกเขามีอยู่ “ชั่งน้ำหนัก” ส่วนที่เป็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก เพื่อพยายามที่จะหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ได้
.
การ “คิดมาก” แบบนี้มีประโยชน์อยู่เหมือนกันนะครับ…ถ้าหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือกอย่างชัดเจน (เช่น เรากำลังทำข้อสอบปรนัยวิชาคณิตศาสตร์และเราต้องเลือกระหว่างตัวเลือก ก ข ค หรือ ง)
.
แต่ในหลายๆกรณี ไม่ว่าเราจะ “คิดมาก” ขนาดไหน เราก็จะไม่มีวันรู้ได้ล่วงหน้าเลยว่า ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้ว่า
…ใครคือคนที่เราจะคบเป็นแฟนกันยาวๆได้
…งานไหนคืองานที่เราจะทำและรู้สึก “คลิ๊ก” ด้วยได้
เป็นต้น
.
ฉะนั้น หากเรายังคง “คิดมาก” เพื่อหวังจะหาทางเลือกที่ดีที่สุดในกรณีเหล่านี้อยู่ เราจะไม่มีวัน “คิดตก” ได้เลย
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอไปก็ได้ครับ
.
ไม่เช่นนั้น เวลาที่เราเจอสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือก เราก็คงจะติดอยู่ในสภาวะที่เรา “เลือกไม่ได้” อย่างแน่นอน
.
ซึ่งการติดอยู่ในสภาวะที่ “เลือกไม่ได้” นั้น…เผลอๆ มันแย่กว่าการที่เราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ไม่ได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ!
.
บางครั้ง การเลือกสิ่งที่ “ดีพอ” (ไม่ใช่ “ดีที่สุด”) มันจึงเป็นเหมือนกับของขวัญที่เรามอบให้กับตัวเอง…เพื่อช่วยให้เราเป็นอิสระจากสภาวะ “เลือกไม่ได้” นั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2004-13971-000
https://doi.org/10.1126/science.185.4157.1124
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.79.6.995
https://doi.org/10.1037//0022-3514.83.5.1178
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0042769
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง (เช่น ตั้งใจสอบเข้าคณะที่เราต้องการ ตั้งใจนำเสนองานกับลูกค้าคนสำคัญ) และเราล้มเหลว
.
มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการถูกมีดแทงเลยทีเดียว
.
มันทั้งรู้สึกผิดหวัง อับอาย โกรธ โดดเดี่ยว และไร้ค่า
.
ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น มันยากจริงๆครับที่เราจะ “ใจดีกับตัวเอง” ได้
.
อันที่จริง ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น การ “ด่าตัวเอง” มันง่ายกว่าเยอะเลยครับ
.
เพราะการ “ด่าตัวเอง” มันแลดู productive - มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเรากำลังทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอยู่
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น โดยที่ไม่ต้อง “ด่าตัวเอง” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น จากที่เราพูดกับตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงโง่และเสียเวลาพูดเรื่อง xxx ตอนนำเสนองานกับลูกค้านานขนาดนั้นวะ!?” เราสามารถพูดกับตัวเองว่า “ฉันควรใช้เวลาพูดถึง xxx แค่ 5 นาทีก็พอแล้ว” แทนได้ เป็นต้น
.
แน่นอนครับว่า การที่เราไม่ “ด่าตัวเอง” เวลาล้มเหลว มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดหายไปก็จริง
.
แต่อย่างน้อย มันก็ช่วยลดความเจ็บปวดลง (เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “ด่าตัวเอง”) ได้เยอะเลยทีเดียว
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังเจ็บปวดกับความล้มเหลวอยู่ในตอนนี้นะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/13576500444000317
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.paid.2004.09.024
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ”
.
ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม
.
และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป
.
หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”!
.
ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”?
.
นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง”
.
เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล
.
มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง
.
พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา
.
มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ”
.
# 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง”
.
อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป
.
อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย
.
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ
.
# 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ”
.
ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ
.
เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย
.
อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้
.
# 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ”
.
บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ)
.
ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน)
.
มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765
https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114
https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493
https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราส่งข้อความไปหาใครสักคน มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะคาดหวังให้เขาตอบข้อความของเรา
.
แต่ถ้าเขาไม่ตอบข้อความของเราสักทีล่ะ?
.
เรารอ รอ และก็รอ…แต่เขาก็ยังไม่ตอบข้อความของเราสักที
.
ตอนนั้นเองที่ในใจเราอาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาว่า…
.
“ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?”
“เขาไม่สนใจฉันแล้วใช่ไหม?”
“เขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า?”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เขาไม่ตอบข้อความของเรา…มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยก็ได้ครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เขาอาจจะเปิดข้อความของเรามาอ่าน ตั้งใจที่จะตอบข้อความของเรา แต่ก็มีบางอย่างในชีวิตมาดึงความสนใจเขาไปก็ได้
เขาอาจจะกำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างในชีวิตของเขาอยู่ ส่งผลให้เขายังไม่พร้อมที่จะตอบข้อความของเราก็ได้
เขาอาจจะแคร์เรามากๆจนทำให้เขาหลีกเลี่ยงการตอบข้อความของเรา (เพราะเขาไม่ชัวร์ว่าจะตอบเรายังไงดี) ก็ได้
.
เป็นต้น
.
มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่ออีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ “เพิกเฉย” ต่อข้อความของเรา
.
อย่างไรก็ตาม เราอย่าปล่อยให้ความเงียบนั้นนำมาสู่การ “ฟันธงตัวเอง” ว่าเรา “ดีไม่พอ” หรือ “ไม่มีค่า” เด็ดขาด
.
เพราะนั่น…ไม่เป็นความจริงครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1037/1089-2680.5.4.323
https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60357-3
https://doi.org/10.1037/0022-3514.70.6.1327
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ
.
เราอยากเป็นอิสระจากอดีต
เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง)
เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ”
.
ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ
.
แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ
.
เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ
.
เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี)
เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม)
เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ)
.
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย
.
มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า
“ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?”
.
ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01
May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company.
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน
.
อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป
.
เพราะอะไร?
.
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน
.
ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว”
“ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด”
“ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที”
เป็นต้น
.
ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก”
“ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้”
“ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ”
เป็นต้น
.
หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่
.
ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น)
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง
.
แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
When High-Powered People Fail: Working Memory and "Choking under Pressure" in Math on JSTOR
Sian L. Beilock, Thomas H. Carr, When High-Powered People Fail: Working Memory and "Choking under Pressure" in Math, Psychological Science, Vol. 16...
“ทุกวันนี้ เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก”
.
นี่คือประโยคที่เราได้ยินตามข่าว และได้อ่านตาม comment ใน social media
.
แต่สำหรับหลายๆคน ประโยคข้างต้นไม่ได้เป็นแค่คำพูดหรือตัวอักษร แต่มันได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่พวกเขารู้จักในที่ทำงาน
.
เพราะอยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็เดินเข้ามาในที่ทำงาน มองไปรอบๆ และเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนที่เคยนั่งอยู่ใกล้ๆ ที่เคยพูดคุยด้วย ที่เคยไปกินข้าวด้วยกัน…
.
…ตอนนี้ เพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่อยู่แล้ว
.
มันเป็นความรู้สึกที่แย่ไม่น้อยเลยครับ
.
แต่ในหลายๆกรณี การสูญเสียเพื่อนร่วมงานไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด
.
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนร่วมงานออกไปแล้ว
.
เพราะความเงียบสร้างบรรยากาศความกลัวในที่ทำงาน (เช่น “ทำไมเขาถึงออกล่ะ? เขาทำอะไรผิดไปหรือ? แล้วฉันจะโดนเป็นคนต่อไปหรือเปล่า?”)
.
เพราะความเงียบสร้างความรู้สึก “ไร้ค่า” ในสายตาของคนที่ยังอยู่ (เช่น “ที่นี่เขาไล่คนออกกันได้ง่ายๆโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรสักแอะเลยหรือ?”)
.
เพราะความเงียบคือการปฏิเสธพื้นที่ให้คนที่ยังอยู่ได้มีโอกาสรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น
.
ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คนที่ยังอยู่บางคนเริ่มคิดขึ้นมาในใจว่า “ฉันไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันเริ่มต้นมองหางานอื่นดีกว่า”
.
และถ้าพวกเขาสามารถ “หางานใหม่” ได้สำเร็จและพวกเขาลาออกไป และบรรยากาศในที่ทำงานยังเต็มไปด้วยความเงียบอยู่ มันก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนบางส่วนเริ่ม “หางานใหม่” ต่อไปอีก
.
มันจะกลายเป็นวังวนที่ไม่จบไม่สิ้น (จนกระทั่งองค์กรไปต่อไม่ได้และต้องปิดตัวลง)
.
ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารกับคนที่ยังทำงานอยู่ (เวลาที่มีใครสักคนออก) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
.
…สื่อสารว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ออกไป (ไม่ต้องบอกหมดก็ได้นะครับ บอกเท่าที่บอกได้) เพื่อเป็นการสยบข่าวลือและสร้างความไว้วางใจ
…สื่อสารว่าทางองค์กรเข้าใจว่าการที่คนๆนั้นออกไปอาจจะทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกอย่างไรบ้าง (เช่น “ผมเข้าใจว่าหลายคนในทีมสนิทกับแนน การออกของแนนคงจะทำให้หลายคนรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย”)
…สื่อสารว่าทางองค์กรยินดีเปิดโอกาสให้คนที่ยังอยู่สามารถสอบถามหรือพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
…สื่อสารให้คนที่ยังอยู่รับรู้ว่า แม้ภายในองค์กรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น (เช่น มีการเชิญคนๆหนึ่งออกเพราะปัญหาทุจริต) แต่หลายๆอย่างในองค์กรก็ยังคงเหมือนเดิม (เช่น องค์กรยังไม่มีแผนที่จะลดจำนวนพนักงาน)
.
การสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้น…ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” หรือ “ใหญ่”
.
แต่มันจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น หากองค์กรไม่ต้องการให้เกิดวังวน “มีคนออก => เงียบ => บรรยากาศการทำงานแย่ => มีคนออกเพิ่มเติม => เงียบต่อ => บรรยากาศยิ่งกว่า” ครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.2307/2666999
https://doi.org/10.2307/41166691
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11503-000
https://doi.org/10.1177/0149206311436079
https://psycnet.apa.org/record/1993-98656-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น ลูก น้อง แฟน เพื่อนสนิท) ทุกข์ใจ
.
หลายครั้ง เราจะพยายาม “กระตุ้น” ให้พวกเขาออกจากความทุกข์เร็วๆ (เช่น “มองโลกในแง่ดีสิ” “สู้หน่อยน่า”)
.
การ “กระตุ้น” ลักษณะนี้อาจจะได้ผลในบางกรณีนะครับ
.
แต่สำหรับหลายๆกรณี เรามักจะพบว่า ต่อให้เราจะออกแรง “กระตุ้น” ขนาดไหน เจ้าตัวเขาก็ยังจมอยู่กับความทุกข์ใจนั้นอยู่ดี
.
ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น?
.
เพราะเวลาที่เราพยายาม “กระตุ้น” คนที่กำลังทุกข์ใจ…
.
…มันเหมือนกับว่าเรากำลัง “ปฏิเสธ” ความทุกข์ที่เจ้าทุกข์เขากำลังประสบอยู่
…มันเหมือนกับว่าเรากำลังพยายาม “ควบคุม” เขา (เช่น ควบคุมให้เขามองโลกในแง่ดี)
…มันอาจทำให้เจ้าทุกข์เขารู้สึกอับอายที่ตัวเองทุกข์ใจ (เช่น “ทำไมฉันถึงไม่สามารถสู้แบบที่คนอื่นบอกได้? หรือว่าฉันอ่อนแอใช่ไหม?”)
.
และที่สำคัญก็คือ ความพยายาม “กระตุ้น” ของเรานั้น มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการ ณ เวลานั้นมากที่สุด
.
เพราะสิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการมากที่สุด ณ ขณะนั้นอาจเป็นการมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน
.
เพราะมันจะช่วยให้เจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย
.
และเมื่อเจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย เขาก็จะอยู่ในจุดที่ “พร้อม” สำหรับการเปลี่ยนแปลง (ที่จะนำพาออกมาจากความทุกข์ใจ) ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357
https://psycnet.apa.org/doi/10.1606/1044-3894.3483
https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01
https://psycnet.apa.org/doi/10.1521/jscp.2011.30.2.163
Brehm, S. S., & Brehm, J. W. (1981). Psychological reactance: A theory of freedom and control. New York: Academic Press.
#จิตวิทยา #siamstr
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกท่านที่อ่านบทความในเพจนี้อาจจะเข้าใจว่าผมเป็นนักจิตวิทยา
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น นอกจากผมจะเป็นนักจิตวิทยาแล้ว ผมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (ต่อให้จะเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) อีกด้วย!
.
สิ่งที่ผมเขียนมานี้…ฟังดูเหมือนผมกำลัง “ขี้โม้” เลยใช่ไหมครับ?
.
ถ้าเช่นนั้น ผมขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการ “อ่านนิสัย” ของท่านผู้อ่านดังนี้ครับ
.
“ท่านผู้อ่านเป็นคนที่มีความอ่อนโยนอยู่ในตัว แต่หลายๆครั้ง เวลาที่ท่านแสดงออก คนอื่นจะมองเห็นเฉพาะความเข้มแข็งของท่านเป็นหลัก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนที่มีศักยภาพอยู่ในตัวสูง แต่ความไม่มั่นใจในตัวเองของท่านก็ส่งผลให้ท่านไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ในบางครั้งได้”
.
ท่านรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนมานั้น…มัน “ใช่” “ตรง” “แม่น” ไหมครับ?
.
ผมเดาว่า สำหรับท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อย สิ่งที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นมันรู้สึก “ใช่” อย่างแรง
.
ซึ่งผมขอสารภาพเลยครับว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ได้มีพลังพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่นอย่างที่ผมได้ “ขี้โม้” ไว้ในข้างต้นหรอกครับ
.
ผมเพียงแค่อาศัยสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Barnum effect ในการเขียนข้อความข้างต้นเท่านั้น
.
กล่าวคือ หากผมเขียนข้อความดังกล่าวให้มีเนื้อหาที่กว้างๆและคลุมเครือสักหน่อย สมองของเราก็มีแนวโน้มที่จะตีความว่าข้อความเหล่านั้นกำลังพูดถึงตัวเราโดยเฉพาะ
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถ “โม้” ว่าผมมีความสามารถพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (และฟังดู “มีมูล”) นั่นเอง
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0059240
https://doi.org/10.2466/pr0.1985.57.2.367
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนอยากที่จะเห็นตัวเองมีวินัยมากกว่านี้ – ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการทำงาน (เช่น ทำงานเสร็จก่อน deadline) วินัยในการดูแลสุขภาพ (เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) วินัยในการสื่อสารกับคนอื่น (เช่น ไม่ตวาดใส่ลูกเพราะเครียดจากที่ทำงานมาก่อนหน้านี้)
.
แต่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามขนาดไหน มันก็จะมีบางวันที่เราพลาด
.
บางวัน เราจะทำงานเสร็จไม่ทัน deadline
บางวัน เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย
บางวัน เราจะตวาดใส่ลูก
.
ในวันที่เราพลาดนั้น เรามีท่าทีต่อตัวเองอย่างไร?
.
หลายคนจะต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง
.
พวกเขามองว่า ยิ่งพวกเขาต่อว่าตัวเองรุนแรงแค่ไหน มันจะช่วยให้พวกเขา “เจ็บและจำ” มีวินัยมากขึ้นในอนาคต และไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาค้นพบว่า การต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ดีขนาดนั้นครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ความรู้สึกอับอายและความรู้สึกโทษตัวเอง (ที่มาจากการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) สามารถทำหน้าที่เป็น “เชื้อเพลิง” ที่ผลักดันเราไปข้างหน้าได้
.
แต่มันถือเป็น “เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ” ครับ
.
เพราะแม้ว่าความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองจะช่วยผลักดันให้เราขยับไปในข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเบรกที่ทำให้เราหมดแรงใจที่จะพยายามมีวินัยต่อไปเช่นกัน
.
มันเหมือนเวลาที่เรารู้สึกกระหายน้ำและเราหยิบน้ำหวานมาดื่มเลยครับ
.
น้ำหวานมันช่วยดับกระหายได้ก็จริง แต่มันมาพร้อมกับ “ผลข้างเคียงทางลบ” (เช่น น้ำตาล) ที่ทำลายสุขภาพร่างกายของเราเช่นกัน
.
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำหวาน หากเราเลือกที่จะไม่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงเวลาที่เราผิดพลาด หากเราเลือกที่จะพูดกับตัวเองว่า “ใช่ ครั้งนี้ฉันพลาด แต่ฉันอยากที่จะมีวินัยกับเรื่องนี้ให้ได้ มีอะไรที่ฉันทำได้เพื่อที่จะให้ตัวเองไม่พลาดแบบนี้ในอนาคตไหม?” แทน
.
มันจะเปรียบได้กับการที่เราดื่มน้ำเปล่าดับกระหาย
.
มันคือการที่เราใช้ “เชื้อเพลิงคุณภาพสูง” ในการผลักดันให้ตัวเองไปข้างหน้า โดยไม่มี “ผลข้างเคียงทางลบ” ที่คอยบั่นทอนกำลังใจของเรา (เหมือนกรณีที่ต่อว่าตัวเองรุนแรง)
.
เรียกได้ว่า…
.
นอกจากการใจดีกับตัวเอง (เวลาที่เราพลาด) จะรู้สึกดีกว่า (เมื่อเทียบกับการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) มันยัง “ได้ผล” มากกว่าอีกด้วยครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781412950664.n388
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.5.887
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเรารู้ดีว่า เราไม่ควรผิดสัญญากับคนอื่น (เช่น สัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ได้พาไป สัญญากับแฟนว่าจะเจอกันบ่ายโมงแต่มาเจอกันจริงๆตอนบ่ายสาม สัญญากับหัวหน้าว่าจะส่งงานให้ภายในวันนี้แต่ส่งงานจริงๆในอีกสามวันถัดไป)
.
เพราะเวลาที่เราให้คำสัญญากับคนอื่น คนอื่นเขาก็จะเกิดความคาดหวัง (ว่าเราจะทำตามสัญญา)
.
และเมื่อความจริงมันไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง มันก็จะทำให้คนอื่นรู้สึกผิดหวัง
.
นอกจากนี้แล้ว ในหลายๆครั้ง คนอื่นเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างในชีวิตเพราะเขาเชื่อมั่นในคำสัญญาของเรา (เช่น ลูกค้าไม่ซื้อสินค้ากับคู่แข่งทางธุรกิจ (ที่อาจจะมีราคาถูกกว่าของเรา) เพราะเชื่อในคำสัญญาของเราที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้)
.
ดังนั้น พอเราผิดสัญญาขึ้นมา มันก็ทำให้การเสียสละของคนอื่นมัน “เสียเปล่า” หรือเกิด “ความเสียหาย” ได้ (เช่น พอเราผิดสัญญากับลูกค้าด้วยการไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้ได้ ลูกค้าก็กลับไปติดต่อซื้อสินค้ากับคู่แข่งอีกรอบและพบว่าสินค้าของคู่แข่งขายหมดไปแล้ว)
.
แต่ในทางกลับกัน พอเราไม่ได้พูดถึงเรื่องการผิดสัญญากับคนอื่น พอเราพูดถึงการผิดสัญญากับตัวเอง หลายคนจะมองว่าการผิดสัญญากับตัวเองมันเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นปัญหา”
.
อย่างไรก็ตาม นั่นอาจจะไม่ใช่ความจริงครับ
.
เพราะทุกครั้งที่เราสัญญากับตัวเอง และเราไม่ทำตามสัญญานั้น (เช่น สัญญากับตัวเองว่าจะออกกำลังกายวันนี้ 30 นาที แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราไม่ได้ลงมือออกกำลังกายตามที่ได้สัญญากับตัวเองไว้) มันคือการตอกย้ำกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้”
.
ตอนแรกๆ มันอาจจะ “ไม่เป็นปัญหา” มากนักหรอกครับ
.
แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเราถูกตอกย้ำว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” ไปเรื่อยๆ ความมั่นใจในตัวเองของเราก็จะค่อยๆร่อยหรอลง
.
และเมื่อความมั่นใจในตัวเองของเราถูกบั่นทอนจนถึงจุดหนึ่ง…
.
มันก็จะทำให้เรารู้สึกหมดหวังกับตัวเอง
มันจะทำให้เรามองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก”
มันจะทำให้เราไม่อยากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรกับชีวิตตัวเอง
มันจะทำให้เราเพียงแค่มีชีวิตแต่ไร้ชีวา
.
และหากเราถึงจุดนั้นจริงๆ ชีวิตของเราในแต่ละวันจะทรมานราวกับว่าเรากำลังตกอยู่ในนรกเลยทีเดียวครับ
.
แต่ข่าวดีก็คือ ต่อให้ตอนนี้เราจะอยู่ที่ “ก้นเหวนรก” แต่หากเราเริ่มต้นสัญญากับตัวเอง (เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น “ฉันจะเก็บที่นอนทันทีที่ฉันตื่นนอน” หรือ “ฉันจะพาตัวเองไปเดินออกกำลังกายวันนี้ 5 นาที”) และเริ่มต้นรักษาคำสัญญากับตัวเองได้
.
เราก็จะค่อยๆพาตัวเองขึ้นจาก “ก้นเหวนรก” ได้เช่นกันครับ
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเรียกร้องจากอีกฝ่าย
.
และที่สำคัญก็คือ ต่อให้พวกเขาจะทำตามข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะมีข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังใหม่ๆตามมา
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
บางคนมีพ่อแม่ที่คาดหวังให้เขาเรียนให้ดีตอนเด็กๆ
ต่อมาก็คาดหวังให้เขาโตขึ้นไปและทำงานกับองค์กรชั้นนำ
ต่อมาก็คาดหวังให้เขาแต่งงานมีลูก
.
บางคนมีแฟนที่บอกให้เขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว
ต่อมาก็บอกให้เขาหยุดใช้เวลากับเพื่อนๆ (เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น)
ต่อมาก็บอกให้เขาหยุด “ฟูมฟาย” เวลาที่เขาเสียใจกับบางสิ่งที่แฟนพูด
.
เป็นต้น
.
หลายคนตัดสินใจที่จะ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้
.
เพราะพวกเขามีความหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาสามารถบรรลุความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้มากพอ อีกฝ่ายก็จะหยุดคาดหวังหรือเรียกร้องในที่สุด
.
แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะไม่หยุดครับ
.
เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ “สอน” อีกฝ่ายว่า “ถ้าฉันต้องการอะไรสักอย่าง ขอเพียงแค่ฉันแสดงความต้องการฉันออกมา ก็จะมีคนมาตอบสนองความต้องการของฉันเสมอ”
.
เรียกได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันทำให้อีกฝ่าย “สมหวัง” มาตลอด
.
มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่อีกฝ่าย (ซึ่ง “สมหวัง” มาตลอด) มักจะไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยุดไปเองในท้ายที่สุดนั้น…มักจะจบลงด้วยการ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ!
.
โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะหยุดก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ “ตามใจ” มาโดยตลอดเริ่มที่จะหยุด “ตามใจ” เท่านั้น
.
“ฉันเข้าใจนะว่าเธอต้องการให้ฉันทำ xxx และที่ผ่านมา ฉันก็ตามใจเธอมาตลอด แต่นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ตอบตกลงกับทุกๆความคาดหวังและข้อเรียกร้องของเธออีกแล้ว - ฉันขอเริ่มต้นดูแลใจฉันบ้างนะ”
.
ยิ่งฝ่ายที่ “ตามใจ” สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เร็วเท่าไหร่ การ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ก็จะเริ่มสิ้นสุดลงเร็วเท่านั้นครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1975-21547-000
https://doi.org/10.1111/j.0022-3506.2004.00256.x
https://doi.org/10.1016/S0005-7894(84)80046-5
https://psycnet.apa.org/record/1954-05139-000
Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd.
Cloud, H., & Townsend, J. (1992). Boundaries: When to Say Yes, How to Say No.
Bowen, M. (1978). Family Therapy in Clinical Practice.
#จิตวิทยา #siamstr