Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต . ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ . อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ . ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน (เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้) แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน (เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ) เป็นต้น . ฉะนั้น หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา . หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก . ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ . แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้ . เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า “ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ” . มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา (ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้) . มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา . แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ . แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน (หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593 #จิตวิทยา #siamstr
image “เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ” . เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ? . มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ เพราะมันสามารถสะท้อนว่า… . “เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย” “เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ” หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร” . อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้ (แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม) . เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า… . “ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ” “ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง” “ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก” “ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ” “ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน” . ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้ . ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า “ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310 https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000 https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000 #จิตวิทยา #siamstr
image ช่วงหลังๆนี้ ผมเห็นว่าหลายคนมีความไว้วางใจ ใน AI (เช่น ChatGPT, Gemini) มากขึ้นเรื่อยๆ . เพราะ AI พร้อมที่จะ… . ...รับฟังเรา …ไม่ขัดจังหวะเราระหว่างที่กำลังพูด (พิมพ์) …คอยให้คำตอบที่ “ฟังดูเข้าท่า” กับเรา …แถมยังรู้จักเราเป็นอย่างดี (ดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองในบางครั้ง) อีกด้วย . ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆเลยนะครับ . อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์ Joe Pierre ตั้งข้อสังเกตว่า บางคนเริ่มไม่ได้มอง AI เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือที่มีประโยชน์” อีกแล้ว . แต่บางคน (ไม่ใช่ทุกคน) จะมอง AI เป็นเหมือน “พระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง” (deification of AI) เลยทีเดียว . มุมมองลักษณะนี้สามารถสร้างปัญหาได้เป็นพิเศษ กับคนที่กำลังอยู่ในภาวะ “เปราะบาง” มากๆ (เช่น คนที่ได้ยินว่ามีคนอื่นกำลังพูดนินทาว่าร้าย ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ไม่ได้มีใครพูดอะไรถึงเจ้าตัวแม้แต่คำเดียว) . เพราะเวลาที่เรากำลัง “เปราะบาง” เราก็จะอยากมองหา “ที่ยึดเหนี่ยวทางใจ” (ที่เราไว้วางใจ) ที่พร้อมจะพูดกับเราว่า… . “เธอถูกแล้วนะ” “ฉันมีทางออกให้เธอนะ” และ “ถ้าเธอทำสิ่งต่อไปนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้นนะ” . คำถามคือ… . จะเกิดอะไรขึ้นหากเรากำลัง “เปราะบาง” มากๆ (เช่น คิดว่ามีคนกำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่) และเราไปคุยกับใครสักคน และคนๆนั้นไม่เพียงแค่ “เออออห่อหมก” ไปกับเราเท่านั้น (เช่น เห็นด้วยว่ามีคนกำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่จริงๆ) แต่เขายังให้คำแนะนำ “ต่อยอด” ไปอีก (เช่น เสนอแนวทางการรับมือกับคนที่ “นินทาว่าร้าย” เรา)? . สถานการณ์ของเราคงจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ใช่ไหมครับ? . นั่นคือสิ่งหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับ AI ครับ เพราะ AI มีแนวโน้มที่จะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เวลาที่เราคุยด้วยพอสมควรเลยครับ . และนี่ยังไม่นับกรณีที่ AI “ให้ข้อมูลผิดๆ” กับเราอีกด้วยนะครับ . ข้อกังวลของ Pierre ที่ผมหยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ อาจจะไม่ได้พบเห็นกันได้บ่อยๆก็จริง (เพราะกลุ่มคนที่ “เปราะบาง” มากๆไม่ได้มีจำนวนเยอะ) . อย่างไรก็ตาม การรักษามุมมองที่เรามีต่อ AI ในฐานะ “เครื่องมือที่เป็นประโยชน์” (ไม่ใช่ “พระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง” หรือแม้กระทั่ง “เครื่องมือที่ไม่มีวันผิดพลาด”) ถือเป็นจุดที่น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกๆคนครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.2.175 #จิตวิทยา #siamstr
image สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยขึ้นในช่วงหลังๆ คือการใช้ศัพท์แสงทางจิตวิทยาในบทสนทนาที่เรามีกับคนในชีวิตเรา . ยกตัวอย่างเช่น “เธอ bipolar อีกแล้วนะ” “หยุด gaslight ฉันสักที” “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้” เป็นต้น . การใช้คำศัพท์ทางจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะครับ . แต่ผมสังเกตเห็นว่า บ่อยครั้ง เราจะใช้ศัพท์แสงเหล่านี้ เวลาที่เรารู้สึกไม่โอเคกับคนในชีวิตเรา . คำศัพท์เหล่านี้มันกลายเป็นเครื่องมือของเราในการ “กล่าวโทษคนอื่น” “ปกป้องตัวเอง” หรือไม่ก็ “เลี่ยงการแสดงความเปราะบาง” . ยกตัวอย่างเช่น แฟนตัดสินใจเอา “เงินกองกลาง” ของครอบครัว ไปลงทุนโดยที่ไม่ได้คุยกับเราก่อน พอเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้สึกโกรธและผิดหวังแฟนมาก เราก็เลยพูดกับแฟนว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้” เป็นต้น . สำหรับตัวอย่างนี้ แม้ว่าพฤติกรรมของแฟนจะผิดจริง แต่การสื่อสารว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้” ไม่ใช่การสื่อสารที่จะนำมาสู่การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ . เพราะเวลาที่เราสื่อสารเช่นนี้ มันจะสร้างบรรยากาศ “ฉันเหนือกว่าเธอ” ภายในความสัมพันธ์ (ไม่ใช่บรรยากาศที่ “ปลอดภัย”) . ฉะนั้น เมื่อแฟนรู้สึกไม่ปลอดภัย โอกาสที่แฟนจะเปิดใจคุยกับเรา เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็จะน้อยลง . ในทางกลับกัน หากเราพูดกับแฟนว่า “ฉันรู้สึกโกรธและผิดหวังที่เธอเอาเงินของเรา ไปลงทุนโดยไม่ปรึกษาฉันก่อน” . มันอาจจะไม่ได้การันตีว่า แฟนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เราพูดในทางที่ดีก็จริง . แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยให้บรรยากาศของบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับแฟน มันเอื้อต่อการเปิดใจคุยกันมากกว่าอย่างชัดเจนครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1146/annurev.psych.57.102904.190048 https://psycnet.apa.org/record/1991-97621-000 Perel, E. (2017). The state of affairs: Rethinking infidelity. Harper, an imprint of HarperCollins Publishers. Brown, B. (2021). Atlas of the heart: Mapping meaningful connection and the language of human experience. Random House. #จิตวิทยา #siamstr
image บางครั้ง เราตื่นขึ้นมาและเราก็พบว่า ใจเรารู้สึก “หนัก” “กังวล” หรือ “หม่น” แบบไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน . ในช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจหลายคนก็คือ… . “มันเกิดอะไรขึ้น?” “ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่โอเคแบบนี้?” “ฉันต้องแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไง?” . คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการที่จะแก้ปัญหา…ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ . อย่างไรก็ตาม ในหลายๆกรณี แม้ใจเราจะมีความรู้สึกที่ “ไม่ปกติ” ปรากฏขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลัง “มีปัญหา” เสมอไปครับ . เพราะใจเรามันก็เหมือนกับท้องฟ้า… . บางวัน เราอาจเจอกับ “ก้อนเมฆสีดำ” ลอยมาบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า วันนั้นคือวันที่มี “พายุมรสุม” เสมอไป . ในวันเหล่านี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ ไม่ใช่การพยายาม “แก้ปัญหา” . แต่มันคือการเปิดพื้นที่ในใจให้ “ก้อนเมฆสีดำ” เหล่านั้นปรากฎขึ้นมา…และจางหายไปตามจังหวะของมันเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://psycnet.apa.org/record/2006-04192-000 https://psycnet.apa.org/record/2017-26294-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ผมซื้อเฟอร์นิเจอร์ (เช่น เก้าอี้ โต๊ะ เตียง) ถ้าเลือกได้ ผมจะไม่ซื้อที่ IKEA เด็ดขาด . เพราะถ้าผมซื้อที่ IKEA ผมจะต้องใช้เวลาและพลังงาน ในการ “ประกอบร่าง” สิ่งที่ผมซื้อมาด้วยตัวเอง . อย่างไรก็ตาม แม้การ “ประกอบร่าง” เฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเองมันจะยุ่งยาก แต่สิ่งที่ลูกค้า IKEA จะได้รับคือความพึงพอใจในเฟอร์นิเจอร์ของพวกเขา . เพราะโดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเรา “ลงแรง” กับสิ่งๆหนึ่งมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “ให้คุณค่า” กับสิ่งๆนั้นมากเท่านั้น . แน่นอนครับว่า “หลักการ” ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียว . …มันเกิดขึ้นกับความรักความสัมพันธ์ด้วย . นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนชอบสอนให้ “เล่นตัว” เวลาที่มีคนเข้ามาจีบ . เพราะการ “เล่นตัว” มันจะเปิดช่องให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบ ได้ “ลงแรง” กับความสัมพันธ์นี้ และส่งผลให้เขา “ให้คุณค่า” กับความสัมพันธ์นี้ (เมื่อ “จีบติด” เรียบร้อยแล้ว) มากขึ้น . อย่างไรก็ตาม หลายคนหยิบคำสอนดังกล่าวมาตีความในลักษณะที่ “สุดโต่ง” . กล่าวคือ พวกเขามองว่า เราควร “เล่นตัว” ให้มากๆเมื่อมีคนเข้ามาจีบ เพื่อให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบต้อง “ลงแรง” เยอะๆ (เขาจะได้ “ให้คุณค่า” กับความสัมพันธ์นี้) . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ “เล่นตัว” มากเกินไป อาจทำให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบเข้าใจผิดคิดว่าเรากำลัง “ปฏิเสธ” หรือ “ไม่สนใจ” ที่จะสานสัมพันธ์กับเขาต่อ และทำให้เขาเลือกที่จะถอยห่างออกไปได้ . ผมเขียนมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า “งั้น…เราก็ต้องเล่นตัวอย่างพอดีใช่ไหม?” . โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้ชื่นชอบการ “เล่นตัว” เท่าไหร่นัก เพราะมันมีกลิ่นอายของการ “ชักใย” หรือการ “เล่นเกม” อยู่ . ผมมองว่า หากเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ ด้วย mindset ของการ “ชักใย” หรือ “เล่นเกม” แบบนี้ ต่อให้ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้สำเร็จ แต่ mindset ดังกล่าวก็อาจนำมาสู่พฤติกรรม ภายในความสัมพันธ์ที่ไม่ healthy เท่าไหร่นักได้ . อย่างไรก็ตาม หากเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยมุมมองว่า… . “ฉันสนใจเธอนะ แต่ถ้าเราจะคบกันจริงๆ ฉันอยากให้มันเป็นความสัมพันธ์ของเรา 2 คน ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของฉันคนเดียว . ดังนั้น ต่อให้ฉันจะสนใจเธอ แต่ฉันก็จะไม่ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้แต่ฝ่ายเดียว ฉันจะเปิดโอกาสให้เธอได้ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ด้วย . ซึ่งถ้าเธอเลือกที่จะลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ มันก็จะดีเลย แต่ถ้าเธอเลือกที่จะไม่ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ ฉันก็จะยอมรับการตัดสินใจของเธอ และยอมรับว่าเธออาจไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันกับฉัน” . ผมมองว่านี่คือมุมมองในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ healthy กว่าการ “เล่นตัว” เยอะเลยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.jcps.2011.08.002 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0047195 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.45.1.101 https://doi.org/10.1037/0022-3514.95.3.628 #จิตวิทยา #siamstr
image “ชีวิตนี้ฉันไม่ต้องการอะไรมาก ฉันแค่อยากมีความสุขเท่านั้น” นี่คือประโยคที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของหลายๆคน . ความต้องการอยากจะมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ “ธรรมชาติ” มากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม หากเราอยากที่จะมีความสุขมากเกินไป ผลที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ มันจะทำให้เรามีความสุขน้อยลงครับ . นั่นเป็นเพราะว่า… . . . # 1 ความคาดหวังของเราจะพุ่งสูงเสียดฟ้า . เราจะนึกภาพความสุขที่ “ยิ่งใหญ่” และ “คงทนถาวร” . แต่ในความเป็นจริง เวลาที่เรามีความสุข มันมักจะมาใน moment เล็กๆของชีวิต . เช่น moment ที่เราได้กินของอร่อย เช่น moment ที่เราได้ข้อความให้กำลังใจจากคนที่เรารัก เช่น moment ที่เราเห็นลูกกำลังเล่นกับสัตว์เลี้ยงอย่างสนุกสนาน . ฉะนั้น หากเราคาดหวังความสุขที่เป็นเหมือนกับ “ดอกไม้ไฟ” เราก็อาจมองข้ามความสุขที่เป็นเหมือนกับ “แสงเทียน” ในชีวิตได้ . # 2 เราจะคอยเช็กตัวเองตลอดเวลา . “ฉันมีความสุขหรือยัง?” “ทำไมฉันถึงยังไม่มีความสุขเสียที?” . การตั้งคำถามกับตัวเองอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ มันทำให้เรา enjoy กับชีวิตได้ยากขึ้น . (มันเหมือนกับเวลาที่เราไปดูหนังสักเรื่อง และคอยตั้งคำถามทุกๆ 5 นาทีว่า “เมื่อไหร่หนังจะสนุก? ตอนนี้หนังสนุกหรือยัง?” เลยครับ) . # 3 เราจะตัดสินตัวเองเวลาที่เรารู้สึกไม่ดี . เราจะมองว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกไม่ดี นั่นแสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่าง “ผิด” ซึ่งก็จะนำมาสู่การชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง หรือไม่ก็มองว่าตัวเอง “ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถ happy ได้ . มันยิ่งทำให้ความรู้สึกไม่ดี (ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม) ยิ่งทวีความเข้มข้นเข้าไปใหญ่ . . . ด้วยเหตุนี้ แทนที่เราจะ “วิ่งไล่ตาม” ความสุข สิ่งที่ดีกว่าคือการยอมรับชีวิตของเราอย่างที่มันเป็น ณ เวลานี้ (ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากหรือน้อยก็ตาม) . การทำแบบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขในทุกๆวินาทีก็จริง แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้เรา enjoy กับช่วงเวลาที่เรามีความสุขได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “วิ่งไล่ตามความสุข” เยอะเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0022010 https://doi.org/10.1093/acprof:oso/9780199926725.003.0020 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งใน “ความรักต้องห้าม” ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการ “รักคนมีเจ้าของ” . แต่เคยสังเกตไหมครับว่า… . สำหรับหลายๆคนนั้น ตอนที่พวกเขายังโสดอยู่ พวกเขาก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก . แต่พอพวกเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา พวกเขากลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที . มันเกิดอะไรขึ้น? . มันเป็นเพราะพวกเขาหน้าตาดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ? …ก็คงไม่ใช่ . เหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้ “คนมีเจ้าของ” เป็นที่น่าดึงดูดมากขึ้นก็คือ… . ประการแรก การที่พวกเขา “ถูกเลือก” สะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า พวกเขาจะต้อง “มีดี” อะไรบางอย่าง . อีกประการหนึ่ง พอพวกเขา “มีเจ้าของ” มันทำให้พวกเขาดูเป็น rare item ขึ้นมา . อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจสำหรับผมมากที่สุดก็คือ หลังจากที่หลายคนมีแฟน พวกเขาจะดูผ่อนคลายและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น . เหตุผลข้อนี้มีความน่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษ เพราะมันสะท้อนว่าการคนอื่นให้ความสนใจกับเรามากขึ้นนั้น… . มันไม่จำเป็นว่าเราต้อง “มีดี” มันไม่จำเป็นว่าเราต้องมี “เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน” . ขอเพียงแค่เราโอเคกับตัวเราที่เป็น “เรา” เพียงแค่นั้น…ก็ทรงพลังมากๆแล้วครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1007/s12110-007-9004-2 https://doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2010.02.001 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนเป็นคนที่ “คิดมาก” . ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกับอะไรในชีวิต พวกเขาก็จะนึกถึงทางเลือกต่างๆที่พวกเขามีอยู่ “ชั่งน้ำหนัก” ส่วนที่เป็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก เพื่อพยายามที่จะหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ได้ . การ “คิดมาก” แบบนี้มีประโยชน์อยู่เหมือนกันนะครับ…ถ้าหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือกอย่างชัดเจน (เช่น เรากำลังทำข้อสอบปรนัยวิชาคณิตศาสตร์และเราต้องเลือกระหว่างตัวเลือก ก ข ค หรือ ง) . แต่ในหลายๆกรณี ไม่ว่าเราจะ “คิดมาก” ขนาดไหน เราก็จะไม่มีวันรู้ได้ล่วงหน้าเลยว่า ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้ว่า …ใครคือคนที่เราจะคบเป็นแฟนกันยาวๆได้ …งานไหนคืองานที่เราจะทำและรู้สึก “คลิ๊ก” ด้วยได้ เป็นต้น . ฉะนั้น หากเรายังคง “คิดมาก” เพื่อหวังจะหาทางเลือกที่ดีที่สุดในกรณีเหล่านี้อยู่ เราจะไม่มีวัน “คิดตก” ได้เลย . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอไปก็ได้ครับ . ไม่เช่นนั้น เวลาที่เราเจอสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือก เราก็คงจะติดอยู่ในสภาวะที่เรา “เลือกไม่ได้” อย่างแน่นอน . ซึ่งการติดอยู่ในสภาวะที่ “เลือกไม่ได้” นั้น…เผลอๆ มันแย่กว่าการที่เราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ไม่ได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ! . บางครั้ง การเลือกสิ่งที่ “ดีพอ” (ไม่ใช่ “ดีที่สุด”) มันจึงเป็นเหมือนกับของขวัญที่เรามอบให้กับตัวเอง…เพื่อช่วยให้เราเป็นอิสระจากสภาวะ “เลือกไม่ได้” นั่นเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2004-13971-000 https://doi.org/10.1126/science.185.4157.1124 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.79.6.995 https://doi.org/10.1037//0022-3514.83.5.1178 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0042769 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง (เช่น ตั้งใจสอบเข้าคณะที่เราต้องการ ตั้งใจนำเสนองานกับลูกค้าคนสำคัญ) และเราล้มเหลว . มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการถูกมีดแทงเลยทีเดียว . มันทั้งรู้สึกผิดหวัง อับอาย โกรธ โดดเดี่ยว และไร้ค่า . ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น มันยากจริงๆครับที่เราจะ “ใจดีกับตัวเอง” ได้ . อันที่จริง ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น การ “ด่าตัวเอง” มันง่ายกว่าเยอะเลยครับ . เพราะการ “ด่าตัวเอง” มันแลดู productive - มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเรากำลังทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอยู่ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น โดยที่ไม่ต้อง “ด่าตัวเอง” ได้ . ยกตัวอย่างเช่น จากที่เราพูดกับตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงโง่และเสียเวลาพูดเรื่อง xxx ตอนนำเสนองานกับลูกค้านานขนาดนั้นวะ!?” เราสามารถพูดกับตัวเองว่า “ฉันควรใช้เวลาพูดถึง xxx แค่ 5 นาทีก็พอแล้ว” แทนได้ เป็นต้น . แน่นอนครับว่า การที่เราไม่ “ด่าตัวเอง” เวลาล้มเหลว มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดหายไปก็จริง . แต่อย่างน้อย มันก็ช่วยลดความเจ็บปวดลง (เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “ด่าตัวเอง”) ได้เยอะเลยทีเดียว . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังเจ็บปวดกับความล้มเหลวอยู่ในตอนนี้นะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/13576500444000317 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.paid.2004.09.024 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ” . ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม . และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป . หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”! . ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”? . นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง” . เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล . มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง . พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา . มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ” . # 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” . อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป . อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย . นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ . # 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ” . ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ . เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย . อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้ . # 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ” . บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ) . ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน) . มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ . . . ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765 https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114 https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493 https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราส่งข้อความไปหาใครสักคน มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะคาดหวังให้เขาตอบข้อความของเรา . แต่ถ้าเขาไม่ตอบข้อความของเราสักทีล่ะ? . เรารอ รอ และก็รอ…แต่เขาก็ยังไม่ตอบข้อความของเราสักที . ตอนนั้นเองที่ในใจเราอาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาว่า… . “ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?” “เขาไม่สนใจฉันแล้วใช่ไหม?” “เขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า?” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เขาไม่ตอบข้อความของเรา…มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยก็ได้ครับ . ยกตัวอย่างเช่น . เขาอาจจะเปิดข้อความของเรามาอ่าน ตั้งใจที่จะตอบข้อความของเรา แต่ก็มีบางอย่างในชีวิตมาดึงความสนใจเขาไปก็ได้ เขาอาจจะกำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างในชีวิตของเขาอยู่ ส่งผลให้เขายังไม่พร้อมที่จะตอบข้อความของเราก็ได้ เขาอาจจะแคร์เรามากๆจนทำให้เขาหลีกเลี่ยงการตอบข้อความของเรา (เพราะเขาไม่ชัวร์ว่าจะตอบเรายังไงดี) ก็ได้ . เป็นต้น . มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่ออีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ “เพิกเฉย” ต่อข้อความของเรา . อย่างไรก็ตาม เราอย่าปล่อยให้ความเงียบนั้นนำมาสู่การ “ฟันธงตัวเอง” ว่าเรา “ดีไม่พอ” หรือ “ไม่มีค่า” เด็ดขาด . เพราะนั่น…ไม่เป็นความจริงครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1037/1089-2680.5.4.323 https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60357-3 https://doi.org/10.1037/0022-3514.70.6.1327 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ . เราอยากเป็นอิสระจากอดีต เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง) เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ” . ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ . แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ . เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ . เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี) เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม) เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ) . “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย . มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า “ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?” . ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01 May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน . อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป . เพราะอะไร? . สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน . ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว . ยกตัวอย่างเช่น “ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว” “ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด” “ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที” เป็นต้น . ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต . ยกตัวอย่างเช่น “การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก” “ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้” “ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ” เป็นต้น . หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่ . ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น) . ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง . แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/02640410601040093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10458-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327957pspr1004_2 #จิตวิทยา #siamstr
image “ทุกวันนี้ เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก” . นี่คือประโยคที่เราได้ยินตามข่าว และได้อ่านตาม comment ใน social media . แต่สำหรับหลายๆคน ประโยคข้างต้นไม่ได้เป็นแค่คำพูดหรือตัวอักษร แต่มันได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่พวกเขารู้จักในที่ทำงาน . เพราะอยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็เดินเข้ามาในที่ทำงาน มองไปรอบๆ และเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนที่เคยนั่งอยู่ใกล้ๆ ที่เคยพูดคุยด้วย ที่เคยไปกินข้าวด้วยกัน… . …ตอนนี้ เพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่อยู่แล้ว . มันเป็นความรู้สึกที่แย่ไม่น้อยเลยครับ . แต่ในหลายๆกรณี การสูญเสียเพื่อนร่วมงานไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด . สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนร่วมงานออกไปแล้ว . เพราะความเงียบสร้างบรรยากาศความกลัวในที่ทำงาน (เช่น “ทำไมเขาถึงออกล่ะ? เขาทำอะไรผิดไปหรือ? แล้วฉันจะโดนเป็นคนต่อไปหรือเปล่า?”) . เพราะความเงียบสร้างความรู้สึก “ไร้ค่า” ในสายตาของคนที่ยังอยู่ (เช่น “ที่นี่เขาไล่คนออกกันได้ง่ายๆโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรสักแอะเลยหรือ?”) . เพราะความเงียบคือการปฏิเสธพื้นที่ให้คนที่ยังอยู่ได้มีโอกาสรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น . ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คนที่ยังอยู่บางคนเริ่มคิดขึ้นมาในใจว่า “ฉันไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันเริ่มต้นมองหางานอื่นดีกว่า” . และถ้าพวกเขาสามารถ “หางานใหม่” ได้สำเร็จและพวกเขาลาออกไป และบรรยากาศในที่ทำงานยังเต็มไปด้วยความเงียบอยู่ มันก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนบางส่วนเริ่ม “หางานใหม่” ต่อไปอีก . มันจะกลายเป็นวังวนที่ไม่จบไม่สิ้น (จนกระทั่งองค์กรไปต่อไม่ได้และต้องปิดตัวลง) . ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารกับคนที่ยังทำงานอยู่ (เวลาที่มีใครสักคนออก) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ . …สื่อสารว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ออกไป (ไม่ต้องบอกหมดก็ได้นะครับ บอกเท่าที่บอกได้) เพื่อเป็นการสยบข่าวลือและสร้างความไว้วางใจ …สื่อสารว่าทางองค์กรเข้าใจว่าการที่คนๆนั้นออกไปอาจจะทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกอย่างไรบ้าง (เช่น “ผมเข้าใจว่าหลายคนในทีมสนิทกับแนน การออกของแนนคงจะทำให้หลายคนรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย”) …สื่อสารว่าทางองค์กรยินดีเปิดโอกาสให้คนที่ยังอยู่สามารถสอบถามหรือพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ …สื่อสารให้คนที่ยังอยู่รับรู้ว่า แม้ภายในองค์กรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น (เช่น มีการเชิญคนๆหนึ่งออกเพราะปัญหาทุจริต) แต่หลายๆอย่างในองค์กรก็ยังคงเหมือนเดิม (เช่น องค์กรยังไม่มีแผนที่จะลดจำนวนพนักงาน) . การสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้น…ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” หรือ “ใหญ่” . แต่มันจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น หากองค์กรไม่ต้องการให้เกิดวังวน “มีคนออก => เงียบ => บรรยากาศการทำงานแย่ => มีคนออกเพิ่มเติม => เงียบต่อ => บรรยากาศยิ่งกว่า” ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.2307/2666999 https://doi.org/10.2307/41166691 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11503-000 https://doi.org/10.1177/0149206311436079 https://psycnet.apa.org/record/1993-98656-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น ลูก น้อง แฟน เพื่อนสนิท) ทุกข์ใจ . หลายครั้ง เราจะพยายาม “กระตุ้น” ให้พวกเขาออกจากความทุกข์เร็วๆ (เช่น “มองโลกในแง่ดีสิ” “สู้หน่อยน่า”) . การ “กระตุ้น” ลักษณะนี้อาจจะได้ผลในบางกรณีนะครับ . แต่สำหรับหลายๆกรณี เรามักจะพบว่า ต่อให้เราจะออกแรง “กระตุ้น” ขนาดไหน เจ้าตัวเขาก็ยังจมอยู่กับความทุกข์ใจนั้นอยู่ดี . ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? . เพราะเวลาที่เราพยายาม “กระตุ้น” คนที่กำลังทุกข์ใจ… . …มันเหมือนกับว่าเรากำลัง “ปฏิเสธ” ความทุกข์ที่เจ้าทุกข์เขากำลังประสบอยู่ …มันเหมือนกับว่าเรากำลังพยายาม “ควบคุม” เขา (เช่น ควบคุมให้เขามองโลกในแง่ดี) …มันอาจทำให้เจ้าทุกข์เขารู้สึกอับอายที่ตัวเองทุกข์ใจ (เช่น “ทำไมฉันถึงไม่สามารถสู้แบบที่คนอื่นบอกได้? หรือว่าฉันอ่อนแอใช่ไหม?”) . และที่สำคัญก็คือ ความพยายาม “กระตุ้น” ของเรานั้น มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการ ณ เวลานั้นมากที่สุด . เพราะสิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการมากที่สุด ณ ขณะนั้นอาจเป็นการมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน . เพราะมันจะช่วยให้เจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย . และเมื่อเจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย เขาก็จะอยู่ในจุดที่ “พร้อม” สำหรับการเปลี่ยนแปลง (ที่จะนำพาออกมาจากความทุกข์ใจ) ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357 https://psycnet.apa.org/doi/10.1606/1044-3894.3483 https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01 https://psycnet.apa.org/doi/10.1521/jscp.2011.30.2.163 Brehm, S. S., & Brehm, J. W. (1981). Psychological reactance: A theory of freedom and control. New York: Academic Press. #จิตวิทยา #siamstr
image ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกท่านที่อ่านบทความในเพจนี้อาจจะเข้าใจว่าผมเป็นนักจิตวิทยา . แต่ในความเป็นจริงนั้น นอกจากผมจะเป็นนักจิตวิทยาแล้ว ผมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (ต่อให้จะเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) อีกด้วย! . สิ่งที่ผมเขียนมานี้…ฟังดูเหมือนผมกำลัง “ขี้โม้” เลยใช่ไหมครับ? . ถ้าเช่นนั้น ผมขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการ “อ่านนิสัย” ของท่านผู้อ่านดังนี้ครับ . “ท่านผู้อ่านเป็นคนที่มีความอ่อนโยนอยู่ในตัว แต่หลายๆครั้ง เวลาที่ท่านแสดงออก คนอื่นจะมองเห็นเฉพาะความเข้มแข็งของท่านเป็นหลัก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนที่มีศักยภาพอยู่ในตัวสูง แต่ความไม่มั่นใจในตัวเองของท่านก็ส่งผลให้ท่านไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ในบางครั้งได้” . ท่านรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนมานั้น…มัน “ใช่” “ตรง” “แม่น” ไหมครับ? . ผมเดาว่า สำหรับท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อย สิ่งที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นมันรู้สึก “ใช่” อย่างแรง . ซึ่งผมขอสารภาพเลยครับว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ได้มีพลังพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่นอย่างที่ผมได้ “ขี้โม้” ไว้ในข้างต้นหรอกครับ . ผมเพียงแค่อาศัยสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Barnum effect ในการเขียนข้อความข้างต้นเท่านั้น . กล่าวคือ หากผมเขียนข้อความดังกล่าวให้มีเนื้อหาที่กว้างๆและคลุมเครือสักหน่อย สมองของเราก็มีแนวโน้มที่จะตีความว่าข้อความเหล่านั้นกำลังพูดถึงตัวเราโดยเฉพาะ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถ “โม้” ว่าผมมีความสามารถพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (และฟังดู “มีมูล”) นั่นเอง . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0059240 https://doi.org/10.2466/pr0.1985.57.2.367 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากที่จะเห็นตัวเองมีวินัยมากกว่านี้ – ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการทำงาน (เช่น ทำงานเสร็จก่อน deadline) วินัยในการดูแลสุขภาพ (เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) วินัยในการสื่อสารกับคนอื่น (เช่น ไม่ตวาดใส่ลูกเพราะเครียดจากที่ทำงานมาก่อนหน้านี้) . แต่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามขนาดไหน มันก็จะมีบางวันที่เราพลาด . บางวัน เราจะทำงานเสร็จไม่ทัน deadline บางวัน เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย บางวัน เราจะตวาดใส่ลูก . ในวันที่เราพลาดนั้น เรามีท่าทีต่อตัวเองอย่างไร? . หลายคนจะต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง . พวกเขามองว่า ยิ่งพวกเขาต่อว่าตัวเองรุนแรงแค่ไหน มันจะช่วยให้พวกเขา “เจ็บและจำ” มีวินัยมากขึ้นในอนาคต และไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาค้นพบว่า การต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ดีขนาดนั้นครับ . จริงอยู่ครับว่า ความรู้สึกอับอายและความรู้สึกโทษตัวเอง (ที่มาจากการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) สามารถทำหน้าที่เป็น “เชื้อเพลิง” ที่ผลักดันเราไปข้างหน้าได้ . แต่มันถือเป็น “เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ” ครับ . เพราะแม้ว่าความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองจะช่วยผลักดันให้เราขยับไปในข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเบรกที่ทำให้เราหมดแรงใจที่จะพยายามมีวินัยต่อไปเช่นกัน . มันเหมือนเวลาที่เรารู้สึกกระหายน้ำและเราหยิบน้ำหวานมาดื่มเลยครับ . น้ำหวานมันช่วยดับกระหายได้ก็จริง แต่มันมาพร้อมกับ “ผลข้างเคียงทางลบ” (เช่น น้ำตาล) ที่ทำลายสุขภาพร่างกายของเราเช่นกัน . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำหวาน หากเราเลือกที่จะไม่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงเวลาที่เราผิดพลาด หากเราเลือกที่จะพูดกับตัวเองว่า “ใช่ ครั้งนี้ฉันพลาด แต่ฉันอยากที่จะมีวินัยกับเรื่องนี้ให้ได้ มีอะไรที่ฉันทำได้เพื่อที่จะให้ตัวเองไม่พลาดแบบนี้ในอนาคตไหม?” แทน . มันจะเปรียบได้กับการที่เราดื่มน้ำเปล่าดับกระหาย . มันคือการที่เราใช้ “เชื้อเพลิงคุณภาพสูง” ในการผลักดันให้ตัวเองไปข้างหน้า โดยไม่มี “ผลข้างเคียงทางลบ” ที่คอยบั่นทอนกำลังใจของเรา (เหมือนกรณีที่ต่อว่าตัวเองรุนแรง) . เรียกได้ว่า… . นอกจากการใจดีกับตัวเอง (เวลาที่เราพลาด) จะรู้สึกดีกว่า (เมื่อเทียบกับการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) มันยัง “ได้ผล” มากกว่าอีกด้วยครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781412950664.n388 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.5.887 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเรารู้ดีว่า เราไม่ควรผิดสัญญากับคนอื่น (เช่น สัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ได้พาไป สัญญากับแฟนว่าจะเจอกันบ่ายโมงแต่มาเจอกันจริงๆตอนบ่ายสาม สัญญากับหัวหน้าว่าจะส่งงานให้ภายในวันนี้แต่ส่งงานจริงๆในอีกสามวันถัดไป) . เพราะเวลาที่เราให้คำสัญญากับคนอื่น คนอื่นเขาก็จะเกิดความคาดหวัง (ว่าเราจะทำตามสัญญา) . และเมื่อความจริงมันไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง มันก็จะทำให้คนอื่นรู้สึกผิดหวัง . นอกจากนี้แล้ว ในหลายๆครั้ง คนอื่นเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างในชีวิตเพราะเขาเชื่อมั่นในคำสัญญาของเรา (เช่น ลูกค้าไม่ซื้อสินค้ากับคู่แข่งทางธุรกิจ (ที่อาจจะมีราคาถูกกว่าของเรา) เพราะเชื่อในคำสัญญาของเราที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้) . ดังนั้น พอเราผิดสัญญาขึ้นมา มันก็ทำให้การเสียสละของคนอื่นมัน “เสียเปล่า” หรือเกิด “ความเสียหาย” ได้ (เช่น พอเราผิดสัญญากับลูกค้าด้วยการไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้ได้ ลูกค้าก็กลับไปติดต่อซื้อสินค้ากับคู่แข่งอีกรอบและพบว่าสินค้าของคู่แข่งขายหมดไปแล้ว) . แต่ในทางกลับกัน พอเราไม่ได้พูดถึงเรื่องการผิดสัญญากับคนอื่น พอเราพูดถึงการผิดสัญญากับตัวเอง หลายคนจะมองว่าการผิดสัญญากับตัวเองมันเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นปัญหา” . อย่างไรก็ตาม นั่นอาจจะไม่ใช่ความจริงครับ . เพราะทุกครั้งที่เราสัญญากับตัวเอง และเราไม่ทำตามสัญญานั้น (เช่น สัญญากับตัวเองว่าจะออกกำลังกายวันนี้ 30 นาที แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราไม่ได้ลงมือออกกำลังกายตามที่ได้สัญญากับตัวเองไว้) มันคือการตอกย้ำกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” . ตอนแรกๆ มันอาจจะ “ไม่เป็นปัญหา” มากนักหรอกครับ . แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเราถูกตอกย้ำว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” ไปเรื่อยๆ ความมั่นใจในตัวเองของเราก็จะค่อยๆร่อยหรอลง . และเมื่อความมั่นใจในตัวเองของเราถูกบั่นทอนจนถึงจุดหนึ่ง… . มันก็จะทำให้เรารู้สึกหมดหวังกับตัวเอง มันจะทำให้เรามองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก” มันจะทำให้เราไม่อยากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรกับชีวิตตัวเอง มันจะทำให้เราเพียงแค่มีชีวิตแต่ไร้ชีวา . และหากเราถึงจุดนั้นจริงๆ ชีวิตของเราในแต่ละวันจะทรมานราวกับว่าเรากำลังตกอยู่ในนรกเลยทีเดียวครับ . แต่ข่าวดีก็คือ ต่อให้ตอนนี้เราจะอยู่ที่ “ก้นเหวนรก” แต่หากเราเริ่มต้นสัญญากับตัวเอง (เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น “ฉันจะเก็บที่นอนทันทีที่ฉันตื่นนอน” หรือ “ฉันจะพาตัวเองไปเดินออกกำลังกายวันนี้ 5 นาที”) และเริ่มต้นรักษาคำสัญญากับตัวเองได้ . เราก็จะค่อยๆพาตัวเองขึ้นจาก “ก้นเหวนรก” ได้เช่นกันครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเรียกร้องจากอีกฝ่าย . และที่สำคัญก็คือ ต่อให้พวกเขาจะทำตามข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะมีข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังใหม่ๆตามมา . ยกตัวอย่างเช่น . บางคนมีพ่อแม่ที่คาดหวังให้เขาเรียนให้ดีตอนเด็กๆ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาโตขึ้นไปและทำงานกับองค์กรชั้นนำ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาแต่งงานมีลูก . บางคนมีแฟนที่บอกให้เขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว ต่อมาก็บอกให้เขาหยุดใช้เวลากับเพื่อนๆ (เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น) ต่อมาก็บอกให้เขาหยุด “ฟูมฟาย” เวลาที่เขาเสียใจกับบางสิ่งที่แฟนพูด . เป็นต้น . หลายคนตัดสินใจที่จะ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ . เพราะพวกเขามีความหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาสามารถบรรลุความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้มากพอ อีกฝ่ายก็จะหยุดคาดหวังหรือเรียกร้องในที่สุด . แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะไม่หยุดครับ . เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ “สอน” อีกฝ่ายว่า “ถ้าฉันต้องการอะไรสักอย่าง ขอเพียงแค่ฉันแสดงความต้องการฉันออกมา ก็จะมีคนมาตอบสนองความต้องการของฉันเสมอ” . เรียกได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันทำให้อีกฝ่าย “สมหวัง” มาตลอด . มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่อีกฝ่าย (ซึ่ง “สมหวัง” มาตลอด) มักจะไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยุดไปเองในท้ายที่สุดนั้น…มักจะจบลงด้วยการ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ! . โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะหยุดก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ “ตามใจ” มาโดยตลอดเริ่มที่จะหยุด “ตามใจ” เท่านั้น . “ฉันเข้าใจนะว่าเธอต้องการให้ฉันทำ xxx และที่ผ่านมา ฉันก็ตามใจเธอมาตลอด แต่นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ตอบตกลงกับทุกๆความคาดหวังและข้อเรียกร้องของเธออีกแล้ว - ฉันขอเริ่มต้นดูแลใจฉันบ้างนะ” . ยิ่งฝ่ายที่ “ตามใจ” สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เร็วเท่าไหร่ การ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ก็จะเริ่มสิ้นสุดลงเร็วเท่านั้นครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1975-21547-000 https://doi.org/10.1111/j.0022-3506.2004.00256.x https://doi.org/10.1016/S0005-7894(84)80046-5 https://psycnet.apa.org/record/1954-05139-000 Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd. Cloud, H., & Townsend, J. (1992). Boundaries: When to Say Yes, How to Say No. Bowen, M. (1978). Family Therapy in Clinical Practice. #จิตวิทยา #siamstr