“เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ”
.
เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ?
.
มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ
เพราะมันสามารถสะท้อนว่า…
.
“เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย”
“เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ”
หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร”
.
อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ
สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้
(แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม)
.
เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า…
.
“ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ”
“ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง”
“ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก”
“ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ”
“ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน”
.
ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า
เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้
.
ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า
“ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310
https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000
https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000
https://www.jstor.org/stable/10.1525/j.ctt1pn9bk
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
“เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ”
.
เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ?
.
มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ
เพราะมันสามารถสะท้อนว่า…
.
“เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย”
“เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ”
หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร”
.
อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ
สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้
(แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม)
.
เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า…
.
“ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ”
“ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง”
“ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก”
“ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ”
“ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน”
.
ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า
เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้
.
ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า
“ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310
https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000
https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000
https://www.jstor.org/stable/10.1525/j.ctt1pn9bk
#จิตวิทยา #siamstr
ช่วงหลังๆนี้ ผมเห็นว่าหลายคนมีความไว้วางใจ
ใน AI (เช่น ChatGPT, Gemini) มากขึ้นเรื่อยๆ
.
เพราะ AI พร้อมที่จะ…
.
...รับฟังเรา
…ไม่ขัดจังหวะเราระหว่างที่กำลังพูด (พิมพ์)
…คอยให้คำตอบที่ “ฟังดูเข้าท่า” กับเรา
…แถมยังรู้จักเราเป็นอย่างดี (ดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองในบางครั้ง) อีกด้วย
.
ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว มันเป็นอะไรที่เจ๋งมากๆเลยนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม จิตแพทย์ Joe Pierre ตั้งข้อสังเกตว่า
บางคนเริ่มไม่ได้มอง AI เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือที่มีประโยชน์” อีกแล้ว
.
แต่บางคน (ไม่ใช่ทุกคน) จะมอง AI เป็นเหมือน
“พระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง” (deification of AI) เลยทีเดียว
.
มุมมองลักษณะนี้สามารถสร้างปัญหาได้เป็นพิเศษ
กับคนที่กำลังอยู่ในภาวะ “เปราะบาง” มากๆ
(เช่น คนที่ได้ยินว่ามีคนอื่นกำลังพูดนินทาว่าร้าย
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ไม่ได้มีใครพูดอะไรถึงเจ้าตัวแม้แต่คำเดียว)
.
เพราะเวลาที่เรากำลัง “เปราะบาง”
เราก็จะอยากมองหา “ที่ยึดเหนี่ยวทางใจ”
(ที่เราไว้วางใจ) ที่พร้อมจะพูดกับเราว่า…
.
“เธอถูกแล้วนะ”
“ฉันมีทางออกให้เธอนะ”
และ “ถ้าเธอทำสิ่งต่อไปนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้นนะ”
.
คำถามคือ…
.
จะเกิดอะไรขึ้นหากเรากำลัง “เปราะบาง” มากๆ
(เช่น คิดว่ามีคนกำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่)
และเราไปคุยกับใครสักคน
และคนๆนั้นไม่เพียงแค่ “เออออห่อหมก” ไปกับเราเท่านั้น
(เช่น เห็นด้วยว่ามีคนกำลังนินทาว่าร้ายเราอยู่จริงๆ)
แต่เขายังให้คำแนะนำ “ต่อยอด” ไปอีก
(เช่น เสนอแนวทางการรับมือกับคนที่ “นินทาว่าร้าย” เรา)?
.
สถานการณ์ของเราคงจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ใช่ไหมครับ?
.
นั่นคือสิ่งหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับ AI ครับ
เพราะ AI มีแนวโน้มที่จะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม”
เวลาที่เราคุยด้วยพอสมควรเลยครับ
.
และนี่ยังไม่นับกรณีที่ AI “ให้ข้อมูลผิดๆ” กับเราอีกด้วยนะครับ
.
ข้อกังวลของ Pierre ที่ผมหยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้
อาจจะไม่ได้พบเห็นกันได้บ่อยๆก็จริง
(เพราะกลุ่มคนที่ “เปราะบาง” มากๆไม่ได้มีจำนวนเยอะ)
.
อย่างไรก็ตาม การรักษามุมมองที่เรามีต่อ AI
ในฐานะ “เครื่องมือที่เป็นประโยชน์”
(ไม่ใช่ “พระเจ้าผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง”
หรือแม้กระทั่ง “เครื่องมือที่ไม่มีวันผิดพลาด”)
ถือเป็นจุดที่น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกๆคนครับ
.
อ้างอิง

Psychology Today
Deification as a Risk Factor for AI-Associated Psychosis
Deification and immersion may be driving anecdotal reports of AI-associated psychosis.
Madness Explained: Psychosis and Human Nature - PMC

arXiv.org
Discovering Language Model Behaviors with Model-Written Evaluations
As language models (LMs) scale, they develop many novel behaviors, good and bad, exacerbating the need to evaluate how they behave. Prior work crea...

Taylor & Francis
Trust in Generative Artificial Intelligence | Human-Robot Interaction
Trust in Generative Artificial Intelligence: Human‑Robot Interaction and Ethical Considerations is a comprehensive exploration of the critical ro...
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นบ่อยขึ้นในช่วงหลังๆ
คือการใช้ศัพท์แสงทางจิตวิทยาในบทสนทนาที่เรามีกับคนในชีวิตเรา
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เธอ bipolar อีกแล้วนะ”
“หยุด gaslight ฉันสักที”
“ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้”
เป็นต้น
.
การใช้คำศัพท์ทางจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่ผิดนะครับ
.
แต่ผมสังเกตเห็นว่า บ่อยครั้ง
เราจะใช้ศัพท์แสงเหล่านี้
เวลาที่เรารู้สึกไม่โอเคกับคนในชีวิตเรา
.
คำศัพท์เหล่านี้มันกลายเป็นเครื่องมือของเราในการ
“กล่าวโทษคนอื่น” “ปกป้องตัวเอง” หรือไม่ก็ “เลี่ยงการแสดงความเปราะบาง”
.
ยกตัวอย่างเช่น
แฟนตัดสินใจเอา “เงินกองกลาง” ของครอบครัว
ไปลงทุนโดยที่ไม่ได้คุยกับเราก่อน
พอเรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เรารู้สึกโกรธและผิดหวังแฟนมาก
เราก็เลยพูดกับแฟนว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้”
เป็นต้น
.
สำหรับตัวอย่างนี้ แม้ว่าพฤติกรรมของแฟนจะผิดจริง
แต่การสื่อสารว่า “ฉันไม่ชอบที่เธอเป็น narcissist แบบนี้”
ไม่ใช่การสื่อสารที่จะนำมาสู่การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
.
เพราะเวลาที่เราสื่อสารเช่นนี้
มันจะสร้างบรรยากาศ “ฉันเหนือกว่าเธอ” ภายในความสัมพันธ์
(ไม่ใช่บรรยากาศที่ “ปลอดภัย”)
.
ฉะนั้น เมื่อแฟนรู้สึกไม่ปลอดภัย
โอกาสที่แฟนจะเปิดใจคุยกับเรา
เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็จะน้อยลง
.
ในทางกลับกัน หากเราพูดกับแฟนว่า
“ฉันรู้สึกโกรธและผิดหวังที่เธอเอาเงินของเรา
ไปลงทุนโดยไม่ปรึกษาฉันก่อน”
.
มันอาจจะไม่ได้การันตีว่า
แฟนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เราพูดในทางที่ดีก็จริง
.
แต่อย่างน้อยที่สุด
มันก็ช่วยให้บรรยากาศของบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับแฟน
มันเอื้อต่อการเปิดใจคุยกันมากกว่าอย่างชัดเจนครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1146/annurev.psych.57.102904.190048
https://psycnet.apa.org/record/1991-97621-000
Perel, E. (2017). The state of affairs: Rethinking infidelity. Harper, an imprint of HarperCollins Publishers.
Brown, B. (2021). Atlas of the heart: Mapping meaningful connection and the language of human experience. Random House.
#จิตวิทยา #siamstr
บางครั้ง เราตื่นขึ้นมาและเราก็พบว่า
ใจเรารู้สึก “หนัก” “กังวล” หรือ “หม่น” แบบไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
.
ในช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจหลายคนก็คือ…
.
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ทำไมฉันถึงรู้สึกไม่โอเคแบบนี้?”
“ฉันต้องแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไง?”
.
คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการที่จะแก้ปัญหา…ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติมากๆครับ
.
อย่างไรก็ตาม ในหลายๆกรณี
แม้ใจเราจะมีความรู้สึกที่ “ไม่ปกติ” ปรากฏขึ้นมาบ้าง
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลัง “มีปัญหา” เสมอไปครับ
.
เพราะใจเรามันก็เหมือนกับท้องฟ้า…
.
บางวัน เราอาจเจอกับ “ก้อนเมฆสีดำ” ลอยมาบ้าง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า วันนั้นคือวันที่มี “พายุมรสุม” เสมอไป
.
ในวันเหล่านี้
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้
ไม่ใช่การพยายาม “แก้ปัญหา”
.
แต่มันคือการเปิดพื้นที่ในใจให้ “ก้อนเมฆสีดำ” เหล่านั้นปรากฎขึ้นมา…และจางหายไปตามจังหวะของมันเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
https://psycnet.apa.org/record/2006-04192-000
https://psycnet.apa.org/record/2017-26294-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่ผมซื้อเฟอร์นิเจอร์ (เช่น เก้าอี้ โต๊ะ เตียง)
ถ้าเลือกได้ ผมจะไม่ซื้อที่ IKEA เด็ดขาด
.
เพราะถ้าผมซื้อที่ IKEA ผมจะต้องใช้เวลาและพลังงาน
ในการ “ประกอบร่าง” สิ่งที่ผมซื้อมาด้วยตัวเอง
.
อย่างไรก็ตาม
แม้การ “ประกอบร่าง” เฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเองมันจะยุ่งยาก
แต่สิ่งที่ลูกค้า IKEA จะได้รับคือความพึงพอใจในเฟอร์นิเจอร์ของพวกเขา
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
ยิ่งเรา “ลงแรง” กับสิ่งๆหนึ่งมากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “ให้คุณค่า” กับสิ่งๆนั้นมากเท่านั้น
.
แน่นอนครับว่า “หลักการ” ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น
ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฟอร์นิเจอร์เพียงอย่างเดียว
.
…มันเกิดขึ้นกับความรักความสัมพันธ์ด้วย
.
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนชอบสอนให้ “เล่นตัว” เวลาที่มีคนเข้ามาจีบ
.
เพราะการ “เล่นตัว” มันจะเปิดช่องให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบ
ได้ “ลงแรง” กับความสัมพันธ์นี้ และส่งผลให้เขา “ให้คุณค่า”
กับความสัมพันธ์นี้ (เมื่อ “จีบติด” เรียบร้อยแล้ว) มากขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม หลายคนหยิบคำสอนดังกล่าวมาตีความในลักษณะที่ “สุดโต่ง”
.
กล่าวคือ
พวกเขามองว่า เราควร “เล่นตัว” ให้มากๆเมื่อมีคนเข้ามาจีบ
เพื่อให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบต้อง “ลงแรง” เยอะๆ
(เขาจะได้ “ให้คุณค่า” กับความสัมพันธ์นี้)
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การ “เล่นตัว” มากเกินไป
อาจทำให้ฝ่ายที่เข้ามาจีบเข้าใจผิดคิดว่าเรากำลัง
“ปฏิเสธ” หรือ “ไม่สนใจ” ที่จะสานสัมพันธ์กับเขาต่อ
และทำให้เขาเลือกที่จะถอยห่างออกไปได้
.
ผมเขียนมาถึงตรงนี้ บางคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า
“งั้น…เราก็ต้องเล่นตัวอย่างพอดีใช่ไหม?”
.
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้ชื่นชอบการ “เล่นตัว” เท่าไหร่นัก
เพราะมันมีกลิ่นอายของการ “ชักใย” หรือการ “เล่นเกม” อยู่
.
ผมมองว่า หากเราเริ่มต้นความสัมพันธ์
ด้วย mindset ของการ “ชักใย” หรือ “เล่นเกม” แบบนี้
ต่อให้ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้สำเร็จ
แต่ mindset ดังกล่าวก็อาจนำมาสู่พฤติกรรม
ภายในความสัมพันธ์ที่ไม่ healthy เท่าไหร่นักได้
.
อย่างไรก็ตาม หากเราเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยมุมมองว่า…
.
“ฉันสนใจเธอนะ แต่ถ้าเราจะคบกันจริงๆ
ฉันอยากให้มันเป็นความสัมพันธ์ของเรา 2 คน
ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของฉันคนเดียว
.
ดังนั้น ต่อให้ฉันจะสนใจเธอ
แต่ฉันก็จะไม่ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้แต่ฝ่ายเดียว
ฉันจะเปิดโอกาสให้เธอได้ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ด้วย
.
ซึ่งถ้าเธอเลือกที่จะลงแรงกับความสัมพันธ์นี้ มันก็จะดีเลย
แต่ถ้าเธอเลือกที่จะไม่ลงแรงกับความสัมพันธ์นี้
ฉันก็จะยอมรับการตัดสินใจของเธอ
และยอมรับว่าเธออาจไม่ได้สนใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันกับฉัน”
.
ผมมองว่านี่คือมุมมองในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ healthy กว่าการ “เล่นตัว” เยอะเลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.jcps.2011.08.002
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0047195
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.45.1.101
https://doi.org/10.1037/0022-3514.95.3.628
#จิตวิทยา #siamstr
“ชีวิตนี้ฉันไม่ต้องการอะไรมาก ฉันแค่อยากมีความสุขเท่านั้น”
นี่คือประโยคที่ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของหลายๆคน
.
ความต้องการอยากจะมีความสุขนั้นเป็นเรื่องที่ “ธรรมชาติ” มากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม หากเราอยากที่จะมีความสุขมากเกินไป
ผลที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ มันจะทำให้เรามีความสุขน้อยลงครับ
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
.
.
# 1 ความคาดหวังของเราจะพุ่งสูงเสียดฟ้า
.
เราจะนึกภาพความสุขที่ “ยิ่งใหญ่” และ “คงทนถาวร”
.
แต่ในความเป็นจริง เวลาที่เรามีความสุข มันมักจะมาใน moment เล็กๆของชีวิต
.
เช่น moment ที่เราได้กินของอร่อย
เช่น moment ที่เราได้ข้อความให้กำลังใจจากคนที่เรารัก
เช่น moment ที่เราเห็นลูกกำลังเล่นกับสัตว์เลี้ยงอย่างสนุกสนาน
.
ฉะนั้น หากเราคาดหวังความสุขที่เป็นเหมือนกับ “ดอกไม้ไฟ”
เราก็อาจมองข้ามความสุขที่เป็นเหมือนกับ “แสงเทียน” ในชีวิตได้
.
# 2 เราจะคอยเช็กตัวเองตลอดเวลา
.
“ฉันมีความสุขหรือยัง?”
“ทำไมฉันถึงยังไม่มีความสุขเสียที?”
.
การตั้งคำถามกับตัวเองอย่างต่อเนื่องเช่นนี้
มันทำให้เรา enjoy กับชีวิตได้ยากขึ้น
.
(มันเหมือนกับเวลาที่เราไปดูหนังสักเรื่อง
และคอยตั้งคำถามทุกๆ 5 นาทีว่า
“เมื่อไหร่หนังจะสนุก? ตอนนี้หนังสนุกหรือยัง?” เลยครับ)
.
# 3 เราจะตัดสินตัวเองเวลาที่เรารู้สึกไม่ดี
.
เราจะมองว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกไม่ดี
นั่นแสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่าง “ผิด”
ซึ่งก็จะนำมาสู่การชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง
หรือไม่ก็มองว่าตัวเอง “ล้มเหลว” ที่ไม่สามารถ happy ได้
.
มันยิ่งทำให้ความรู้สึกไม่ดี (ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม) ยิ่งทวีความเข้มข้นเข้าไปใหญ่
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ แทนที่เราจะ “วิ่งไล่ตาม” ความสุข
สิ่งที่ดีกว่าคือการยอมรับชีวิตของเราอย่างที่มันเป็น ณ เวลานี้
(ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากหรือน้อยก็ตาม)
.
การทำแบบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขในทุกๆวินาทีก็จริง
แต่อย่างน้อย มันก็จะช่วยให้เรา enjoy กับช่วงเวลาที่เรามีความสุขได้ดีกว่า
เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “วิ่งไล่ตามความสุข” เยอะเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/a0022010
https://doi.org/10.1093/acprof:oso/9780199926725.003.0020
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งใน “ความรักต้องห้าม” ที่พบได้บ่อยที่สุดคือการ “รักคนมีเจ้าของ”
.
แต่เคยสังเกตไหมครับว่า…
.
สำหรับหลายๆคนนั้น ตอนที่พวกเขายังโสดอยู่
พวกเขาก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก
.
แต่พอพวกเขามีแฟนเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา
พวกเขากลับได้รับความสนใจขึ้นมาทันที
.
มันเกิดอะไรขึ้น?
.
มันเป็นเพราะพวกเขาหน้าตาดีขึ้นแบบชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ?
…ก็คงไม่ใช่
.
เหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้ “คนมีเจ้าของ” เป็นที่น่าดึงดูดมากขึ้นก็คือ…
.
ประการแรก
การที่พวกเขา “ถูกเลือก” สะท้อนให้คนอื่นเห็นว่า
พวกเขาจะต้อง “มีดี” อะไรบางอย่าง
.
อีกประการหนึ่ง
พอพวกเขา “มีเจ้าของ” มันทำให้พวกเขาดูเป็น rare item ขึ้นมา
.
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่น่าสนใจสำหรับผมมากที่สุดก็คือ
หลังจากที่หลายคนมีแฟน พวกเขาจะดูผ่อนคลายและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
.
เหตุผลข้อนี้มีความน่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษ
เพราะมันสะท้อนว่าการคนอื่นให้ความสนใจกับเรามากขึ้นนั้น…
.
มันไม่จำเป็นว่าเราต้อง “มีดี”
มันไม่จำเป็นว่าเราต้องมี “เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน”
.
ขอเพียงแค่เราโอเคกับตัวเราที่เป็น “เรา”
เพียงแค่นั้น…ก็ทรงพลังมากๆแล้วครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s12110-007-9004-2
https://doi.org/10.1016/j.evolhumbehav.2010.02.001
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนเป็นคนที่ “คิดมาก”
.
ไม่ว่าพวกเขาจะเจอกับอะไรในชีวิต พวกเขาก็จะนึกถึงทางเลือกต่างๆที่พวกเขามีอยู่ “ชั่งน้ำหนัก” ส่วนที่เป็นข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือก เพื่อพยายามที่จะหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ได้
.
การ “คิดมาก” แบบนี้มีประโยชน์อยู่เหมือนกันนะครับ…ถ้าหากเราอยู่ในสถานการณ์ที่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือกอย่างชัดเจน (เช่น เรากำลังทำข้อสอบปรนัยวิชาคณิตศาสตร์และเราต้องเลือกระหว่างตัวเลือก ก ข ค หรือ ง)
.
แต่ในหลายๆกรณี ไม่ว่าเราจะ “คิดมาก” ขนาดไหน เราก็จะไม่มีวันรู้ได้ล่วงหน้าเลยว่า ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ดีที่สุด
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้ว่า
…ใครคือคนที่เราจะคบเป็นแฟนกันยาวๆได้
…งานไหนคืองานที่เราจะทำและรู้สึก “คลิ๊ก” ด้วยได้
เป็นต้น
.
ฉะนั้น หากเรายังคง “คิดมาก” เพื่อหวังจะหาทางเลือกที่ดีที่สุดในกรณีเหล่านี้อยู่ เราจะไม่มีวัน “คิดตก” ได้เลย
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอไปก็ได้ครับ
.
ไม่เช่นนั้น เวลาที่เราเจอสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดีที่สุดให้เราเลือก เราก็คงจะติดอยู่ในสภาวะที่เรา “เลือกไม่ได้” อย่างแน่นอน
.
ซึ่งการติดอยู่ในสภาวะที่ “เลือกไม่ได้” นั้น…เผลอๆ มันแย่กว่าการที่เราตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ไม่ได้ดีที่สุดด้วยซ้ำ!
.
บางครั้ง การเลือกสิ่งที่ “ดีพอ” (ไม่ใช่ “ดีที่สุด”) มันจึงเป็นเหมือนกับของขวัญที่เรามอบให้กับตัวเอง…เพื่อช่วยให้เราเป็นอิสระจากสภาวะ “เลือกไม่ได้” นั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2004-13971-000
https://doi.org/10.1126/science.185.4157.1124
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.79.6.995
https://doi.org/10.1037//0022-3514.83.5.1178
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0042769
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง (เช่น ตั้งใจสอบเข้าคณะที่เราต้องการ ตั้งใจนำเสนองานกับลูกค้าคนสำคัญ) และเราล้มเหลว
.
มันให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการถูกมีดแทงเลยทีเดียว
.
มันทั้งรู้สึกผิดหวัง อับอาย โกรธ โดดเดี่ยว และไร้ค่า
.
ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น มันยากจริงๆครับที่เราจะ “ใจดีกับตัวเอง” ได้
.
อันที่จริง ณ วินาทีที่เรากำลังเผชิญกับความล้มเหลวอยู่นั้น การ “ด่าตัวเอง” มันง่ายกว่าเยอะเลยครับ
.
เพราะการ “ด่าตัวเอง” มันแลดู productive - มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเรากำลังทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอยู่
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถทบทวนและเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น โดยที่ไม่ต้อง “ด่าตัวเอง” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น จากที่เราพูดกับตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงโง่และเสียเวลาพูดเรื่อง xxx ตอนนำเสนองานกับลูกค้านานขนาดนั้นวะ!?” เราสามารถพูดกับตัวเองว่า “ฉันควรใช้เวลาพูดถึง xxx แค่ 5 นาทีก็พอแล้ว” แทนได้ เป็นต้น
.
แน่นอนครับว่า การที่เราไม่ “ด่าตัวเอง” เวลาล้มเหลว มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้ความเจ็บปวดหายไปก็จริง
.
แต่อย่างน้อย มันก็ช่วยลดความเจ็บปวดลง (เมื่อเทียบกับกรณีที่เรา “ด่าตัวเอง”) ได้เยอะเลยทีเดียว
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังเจ็บปวดกับความล้มเหลวอยู่ในตอนนี้นะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/13576500444000317
https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.paid.2004.09.024
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ”
.
ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม
.
และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป
.
หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”!
.
ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”?
.
นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
# 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง”
.
เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล
.
มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง
.
พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา
.
มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ”
.
# 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง”
.
อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป
.
อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย
.
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ
.
# 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ”
.
ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ
.
เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย
.
อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้
.
# 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ”
.
บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ)
.
ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน)
.
มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ
.
.
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765
https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114
https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493
https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราส่งข้อความไปหาใครสักคน มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะคาดหวังให้เขาตอบข้อความของเรา
.
แต่ถ้าเขาไม่ตอบข้อความของเราสักทีล่ะ?
.
เรารอ รอ และก็รอ…แต่เขาก็ยังไม่ตอบข้อความของเราสักที
.
ตอนนั้นเองที่ในใจเราอาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาว่า…
.
“ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?”
“เขาไม่สนใจฉันแล้วใช่ไหม?”
“เขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า?”
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เขาไม่ตอบข้อความของเรา…มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยก็ได้ครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เขาอาจจะเปิดข้อความของเรามาอ่าน ตั้งใจที่จะตอบข้อความของเรา แต่ก็มีบางอย่างในชีวิตมาดึงความสนใจเขาไปก็ได้
เขาอาจจะกำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างในชีวิตของเขาอยู่ ส่งผลให้เขายังไม่พร้อมที่จะตอบข้อความของเราก็ได้
เขาอาจจะแคร์เรามากๆจนทำให้เขาหลีกเลี่ยงการตอบข้อความของเรา (เพราะเขาไม่ชัวร์ว่าจะตอบเรายังไงดี) ก็ได้
.
เป็นต้น
.
มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่ออีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ “เพิกเฉย” ต่อข้อความของเรา
.
อย่างไรก็ตาม เราอย่าปล่อยให้ความเงียบนั้นนำมาสู่การ “ฟันธงตัวเอง” ว่าเรา “ดีไม่พอ” หรือ “ไม่มีค่า” เด็ดขาด
.
เพราะนั่น…ไม่เป็นความจริงครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1037/1089-2680.5.4.323
https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60357-3
https://doi.org/10.1037/0022-3514.70.6.1327
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ
.
เราอยากเป็นอิสระจากอดีต
เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง)
เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ”
.
ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ
.
แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ
.
เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ
.
เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี)
เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม)
เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ)
.
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน
“ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย
.
มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า
“ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?”
.
ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01
May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company.
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน
.
อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป
.
เพราะอะไร?
.
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน
.
ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว”
“ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด”
“ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที”
เป็นต้น
.
ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก”
“ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้”
“ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ”
เป็นต้น
.
หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่
.
ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น)
.
ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง
.
แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://www.jstor.org/stable/40064185
https://doi.org/10.1080/02640410601040093
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10458-000
https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327957pspr1004_2
#จิตวิทยา #siamstr
“ทุกวันนี้ เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก”
.
นี่คือประโยคที่เราได้ยินตามข่าว และได้อ่านตาม comment ใน social media
.
แต่สำหรับหลายๆคน ประโยคข้างต้นไม่ได้เป็นแค่คำพูดหรือตัวอักษร แต่มันได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่พวกเขารู้จักในที่ทำงาน
.
เพราะอยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็เดินเข้ามาในที่ทำงาน มองไปรอบๆ และเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนที่เคยนั่งอยู่ใกล้ๆ ที่เคยพูดคุยด้วย ที่เคยไปกินข้าวด้วยกัน…
.
…ตอนนี้ เพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่อยู่แล้ว
.
มันเป็นความรู้สึกที่แย่ไม่น้อยเลยครับ
.
แต่ในหลายๆกรณี การสูญเสียเพื่อนร่วมงานไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด
.
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนร่วมงานออกไปแล้ว
.
เพราะความเงียบสร้างบรรยากาศความกลัวในที่ทำงาน (เช่น “ทำไมเขาถึงออกล่ะ? เขาทำอะไรผิดไปหรือ? แล้วฉันจะโดนเป็นคนต่อไปหรือเปล่า?”)
.
เพราะความเงียบสร้างความรู้สึก “ไร้ค่า” ในสายตาของคนที่ยังอยู่ (เช่น “ที่นี่เขาไล่คนออกกันได้ง่ายๆโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรสักแอะเลยหรือ?”)
.
เพราะความเงียบคือการปฏิเสธพื้นที่ให้คนที่ยังอยู่ได้มีโอกาสรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น
.
ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คนที่ยังอยู่บางคนเริ่มคิดขึ้นมาในใจว่า “ฉันไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันเริ่มต้นมองหางานอื่นดีกว่า”
.
และถ้าพวกเขาสามารถ “หางานใหม่” ได้สำเร็จและพวกเขาลาออกไป และบรรยากาศในที่ทำงานยังเต็มไปด้วยความเงียบอยู่ มันก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนบางส่วนเริ่ม “หางานใหม่” ต่อไปอีก
.
มันจะกลายเป็นวังวนที่ไม่จบไม่สิ้น (จนกระทั่งองค์กรไปต่อไม่ได้และต้องปิดตัวลง)
.
ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารกับคนที่ยังทำงานอยู่ (เวลาที่มีใครสักคนออก) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
.
…สื่อสารว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ออกไป (ไม่ต้องบอกหมดก็ได้นะครับ บอกเท่าที่บอกได้) เพื่อเป็นการสยบข่าวลือและสร้างความไว้วางใจ
…สื่อสารว่าทางองค์กรเข้าใจว่าการที่คนๆนั้นออกไปอาจจะทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกอย่างไรบ้าง (เช่น “ผมเข้าใจว่าหลายคนในทีมสนิทกับแนน การออกของแนนคงจะทำให้หลายคนรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย”)
…สื่อสารว่าทางองค์กรยินดีเปิดโอกาสให้คนที่ยังอยู่สามารถสอบถามหรือพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
…สื่อสารให้คนที่ยังอยู่รับรู้ว่า แม้ภายในองค์กรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น (เช่น มีการเชิญคนๆหนึ่งออกเพราะปัญหาทุจริต) แต่หลายๆอย่างในองค์กรก็ยังคงเหมือนเดิม (เช่น องค์กรยังไม่มีแผนที่จะลดจำนวนพนักงาน)
.
การสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้น…ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” หรือ “ใหญ่”
.
แต่มันจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น หากองค์กรไม่ต้องการให้เกิดวังวน “มีคนออก => เงียบ => บรรยากาศการทำงานแย่ => มีคนออกเพิ่มเติม => เงียบต่อ => บรรยากาศยิ่งกว่า” ครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.2307/2666999
https://doi.org/10.2307/41166691
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11503-000
https://doi.org/10.1177/0149206311436079
https://psycnet.apa.org/record/1993-98656-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น ลูก น้อง แฟน เพื่อนสนิท) ทุกข์ใจ
.
หลายครั้ง เราจะพยายาม “กระตุ้น” ให้พวกเขาออกจากความทุกข์เร็วๆ (เช่น “มองโลกในแง่ดีสิ” “สู้หน่อยน่า”)
.
การ “กระตุ้น” ลักษณะนี้อาจจะได้ผลในบางกรณีนะครับ
.
แต่สำหรับหลายๆกรณี เรามักจะพบว่า ต่อให้เราจะออกแรง “กระตุ้น” ขนาดไหน เจ้าตัวเขาก็ยังจมอยู่กับความทุกข์ใจนั้นอยู่ดี
.
ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น?
.
เพราะเวลาที่เราพยายาม “กระตุ้น” คนที่กำลังทุกข์ใจ…
.
…มันเหมือนกับว่าเรากำลัง “ปฏิเสธ” ความทุกข์ที่เจ้าทุกข์เขากำลังประสบอยู่
…มันเหมือนกับว่าเรากำลังพยายาม “ควบคุม” เขา (เช่น ควบคุมให้เขามองโลกในแง่ดี)
…มันอาจทำให้เจ้าทุกข์เขารู้สึกอับอายที่ตัวเองทุกข์ใจ (เช่น “ทำไมฉันถึงไม่สามารถสู้แบบที่คนอื่นบอกได้? หรือว่าฉันอ่อนแอใช่ไหม?”)
.
และที่สำคัญก็คือ ความพยายาม “กระตุ้น” ของเรานั้น มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการ ณ เวลานั้นมากที่สุด
.
เพราะสิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการมากที่สุด ณ ขณะนั้นอาจเป็นการมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน
.
เพราะมันจะช่วยให้เจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย
.
และเมื่อเจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย เขาก็จะอยู่ในจุดที่ “พร้อม” สำหรับการเปลี่ยนแปลง (ที่จะนำพาออกมาจากความทุกข์ใจ) ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357
https://psycnet.apa.org/doi/10.1606/1044-3894.3483
https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01
https://psycnet.apa.org/doi/10.1521/jscp.2011.30.2.163
Brehm, S. S., & Brehm, J. W. (1981). Psychological reactance: A theory of freedom and control. New York: Academic Press.
#จิตวิทยา #siamstr
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกท่านที่อ่านบทความในเพจนี้อาจจะเข้าใจว่าผมเป็นนักจิตวิทยา
.
แต่ในความเป็นจริงนั้น นอกจากผมจะเป็นนักจิตวิทยาแล้ว ผมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (ต่อให้จะเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) อีกด้วย!
.
สิ่งที่ผมเขียนมานี้…ฟังดูเหมือนผมกำลัง “ขี้โม้” เลยใช่ไหมครับ?
.
ถ้าเช่นนั้น ผมขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการ “อ่านนิสัย” ของท่านผู้อ่านดังนี้ครับ
.
“ท่านผู้อ่านเป็นคนที่มีความอ่อนโยนอยู่ในตัว แต่หลายๆครั้ง เวลาที่ท่านแสดงออก คนอื่นจะมองเห็นเฉพาะความเข้มแข็งของท่านเป็นหลัก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนที่มีศักยภาพอยู่ในตัวสูง แต่ความไม่มั่นใจในตัวเองของท่านก็ส่งผลให้ท่านไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ในบางครั้งได้”
.
ท่านรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนมานั้น…มัน “ใช่” “ตรง” “แม่น” ไหมครับ?
.
ผมเดาว่า สำหรับท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อย สิ่งที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นมันรู้สึก “ใช่” อย่างแรง
.
ซึ่งผมขอสารภาพเลยครับว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ได้มีพลังพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่นอย่างที่ผมได้ “ขี้โม้” ไว้ในข้างต้นหรอกครับ
.
ผมเพียงแค่อาศัยสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Barnum effect ในการเขียนข้อความข้างต้นเท่านั้น
.
กล่าวคือ หากผมเขียนข้อความดังกล่าวให้มีเนื้อหาที่กว้างๆและคลุมเครือสักหน่อย สมองของเราก็มีแนวโน้มที่จะตีความว่าข้อความเหล่านั้นกำลังพูดถึงตัวเราโดยเฉพาะ
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถ “โม้” ว่าผมมีความสามารถพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (และฟังดู “มีมูล”) นั่นเอง
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0059240
https://doi.org/10.2466/pr0.1985.57.2.367
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนอยากที่จะเห็นตัวเองมีวินัยมากกว่านี้ – ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการทำงาน (เช่น ทำงานเสร็จก่อน deadline) วินัยในการดูแลสุขภาพ (เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) วินัยในการสื่อสารกับคนอื่น (เช่น ไม่ตวาดใส่ลูกเพราะเครียดจากที่ทำงานมาก่อนหน้านี้)
.
แต่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามขนาดไหน มันก็จะมีบางวันที่เราพลาด
.
บางวัน เราจะทำงานเสร็จไม่ทัน deadline
บางวัน เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย
บางวัน เราจะตวาดใส่ลูก
.
ในวันที่เราพลาดนั้น เรามีท่าทีต่อตัวเองอย่างไร?
.
หลายคนจะต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง
.
พวกเขามองว่า ยิ่งพวกเขาต่อว่าตัวเองรุนแรงแค่ไหน มันจะช่วยให้พวกเขา “เจ็บและจำ” มีวินัยมากขึ้นในอนาคต และไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาค้นพบว่า การต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ดีขนาดนั้นครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ความรู้สึกอับอายและความรู้สึกโทษตัวเอง (ที่มาจากการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) สามารถทำหน้าที่เป็น “เชื้อเพลิง” ที่ผลักดันเราไปข้างหน้าได้
.
แต่มันถือเป็น “เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ” ครับ
.
เพราะแม้ว่าความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองจะช่วยผลักดันให้เราขยับไปในข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเบรกที่ทำให้เราหมดแรงใจที่จะพยายามมีวินัยต่อไปเช่นกัน
.
มันเหมือนเวลาที่เรารู้สึกกระหายน้ำและเราหยิบน้ำหวานมาดื่มเลยครับ
.
น้ำหวานมันช่วยดับกระหายได้ก็จริง แต่มันมาพร้อมกับ “ผลข้างเคียงทางลบ” (เช่น น้ำตาล) ที่ทำลายสุขภาพร่างกายของเราเช่นกัน
.
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำหวาน หากเราเลือกที่จะไม่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงเวลาที่เราผิดพลาด หากเราเลือกที่จะพูดกับตัวเองว่า “ใช่ ครั้งนี้ฉันพลาด แต่ฉันอยากที่จะมีวินัยกับเรื่องนี้ให้ได้ มีอะไรที่ฉันทำได้เพื่อที่จะให้ตัวเองไม่พลาดแบบนี้ในอนาคตไหม?” แทน
.
มันจะเปรียบได้กับการที่เราดื่มน้ำเปล่าดับกระหาย
.
มันคือการที่เราใช้ “เชื้อเพลิงคุณภาพสูง” ในการผลักดันให้ตัวเองไปข้างหน้า โดยไม่มี “ผลข้างเคียงทางลบ” ที่คอยบั่นทอนกำลังใจของเรา (เหมือนกรณีที่ต่อว่าตัวเองรุนแรง)
.
เรียกได้ว่า…
.
นอกจากการใจดีกับตัวเอง (เวลาที่เราพลาด) จะรู้สึกดีกว่า (เมื่อเทียบกับการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) มันยัง “ได้ผล” มากกว่าอีกด้วยครับ!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032
https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781412950664.n388
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.5.887
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเรารู้ดีว่า เราไม่ควรผิดสัญญากับคนอื่น (เช่น สัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ได้พาไป สัญญากับแฟนว่าจะเจอกันบ่ายโมงแต่มาเจอกันจริงๆตอนบ่ายสาม สัญญากับหัวหน้าว่าจะส่งงานให้ภายในวันนี้แต่ส่งงานจริงๆในอีกสามวันถัดไป)
.
เพราะเวลาที่เราให้คำสัญญากับคนอื่น คนอื่นเขาก็จะเกิดความคาดหวัง (ว่าเราจะทำตามสัญญา)
.
และเมื่อความจริงมันไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง มันก็จะทำให้คนอื่นรู้สึกผิดหวัง
.
นอกจากนี้แล้ว ในหลายๆครั้ง คนอื่นเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างในชีวิตเพราะเขาเชื่อมั่นในคำสัญญาของเรา (เช่น ลูกค้าไม่ซื้อสินค้ากับคู่แข่งทางธุรกิจ (ที่อาจจะมีราคาถูกกว่าของเรา) เพราะเชื่อในคำสัญญาของเราที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้)
.
ดังนั้น พอเราผิดสัญญาขึ้นมา มันก็ทำให้การเสียสละของคนอื่นมัน “เสียเปล่า” หรือเกิด “ความเสียหาย” ได้ (เช่น พอเราผิดสัญญากับลูกค้าด้วยการไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้ได้ ลูกค้าก็กลับไปติดต่อซื้อสินค้ากับคู่แข่งอีกรอบและพบว่าสินค้าของคู่แข่งขายหมดไปแล้ว)
.
แต่ในทางกลับกัน พอเราไม่ได้พูดถึงเรื่องการผิดสัญญากับคนอื่น พอเราพูดถึงการผิดสัญญากับตัวเอง หลายคนจะมองว่าการผิดสัญญากับตัวเองมันเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นปัญหา”
.
อย่างไรก็ตาม นั่นอาจจะไม่ใช่ความจริงครับ
.
เพราะทุกครั้งที่เราสัญญากับตัวเอง และเราไม่ทำตามสัญญานั้น (เช่น สัญญากับตัวเองว่าจะออกกำลังกายวันนี้ 30 นาที แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราไม่ได้ลงมือออกกำลังกายตามที่ได้สัญญากับตัวเองไว้) มันคือการตอกย้ำกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้”
.
ตอนแรกๆ มันอาจจะ “ไม่เป็นปัญหา” มากนักหรอกครับ
.
แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเราถูกตอกย้ำว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” ไปเรื่อยๆ ความมั่นใจในตัวเองของเราก็จะค่อยๆร่อยหรอลง
.
และเมื่อความมั่นใจในตัวเองของเราถูกบั่นทอนจนถึงจุดหนึ่ง…
.
มันก็จะทำให้เรารู้สึกหมดหวังกับตัวเอง
มันจะทำให้เรามองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก”
มันจะทำให้เราไม่อยากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรกับชีวิตตัวเอง
มันจะทำให้เราเพียงแค่มีชีวิตแต่ไร้ชีวา
.
และหากเราถึงจุดนั้นจริงๆ ชีวิตของเราในแต่ละวันจะทรมานราวกับว่าเรากำลังตกอยู่ในนรกเลยทีเดียวครับ
.
แต่ข่าวดีก็คือ ต่อให้ตอนนี้เราจะอยู่ที่ “ก้นเหวนรก” แต่หากเราเริ่มต้นสัญญากับตัวเอง (เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น “ฉันจะเก็บที่นอนทันทีที่ฉันตื่นนอน” หรือ “ฉันจะพาตัวเองไปเดินออกกำลังกายวันนี้ 5 นาที”) และเริ่มต้นรักษาคำสัญญากับตัวเองได้
.
เราก็จะค่อยๆพาตัวเองขึ้นจาก “ก้นเหวนรก” ได้เช่นกันครับ
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเรียกร้องจากอีกฝ่าย
.
และที่สำคัญก็คือ ต่อให้พวกเขาจะทำตามข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะมีข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังใหม่ๆตามมา
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
บางคนมีพ่อแม่ที่คาดหวังให้เขาเรียนให้ดีตอนเด็กๆ
ต่อมาก็คาดหวังให้เขาโตขึ้นไปและทำงานกับองค์กรชั้นนำ
ต่อมาก็คาดหวังให้เขาแต่งงานมีลูก
.
บางคนมีแฟนที่บอกให้เขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว
ต่อมาก็บอกให้เขาหยุดใช้เวลากับเพื่อนๆ (เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น)
ต่อมาก็บอกให้เขาหยุด “ฟูมฟาย” เวลาที่เขาเสียใจกับบางสิ่งที่แฟนพูด
.
เป็นต้น
.
หลายคนตัดสินใจที่จะ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้
.
เพราะพวกเขามีความหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาสามารถบรรลุความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้มากพอ อีกฝ่ายก็จะหยุดคาดหวังหรือเรียกร้องในที่สุด
.
แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะไม่หยุดครับ
.
เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ “สอน” อีกฝ่ายว่า “ถ้าฉันต้องการอะไรสักอย่าง ขอเพียงแค่ฉันแสดงความต้องการฉันออกมา ก็จะมีคนมาตอบสนองความต้องการของฉันเสมอ”
.
เรียกได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันทำให้อีกฝ่าย “สมหวัง” มาตลอด
.
มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่อีกฝ่าย (ซึ่ง “สมหวัง” มาตลอด) มักจะไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยุดไปเองในท้ายที่สุดนั้น…มักจะจบลงด้วยการ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ!
.
โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะหยุดก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ “ตามใจ” มาโดยตลอดเริ่มที่จะหยุด “ตามใจ” เท่านั้น
.
“ฉันเข้าใจนะว่าเธอต้องการให้ฉันทำ xxx และที่ผ่านมา ฉันก็ตามใจเธอมาตลอด แต่นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ตอบตกลงกับทุกๆความคาดหวังและข้อเรียกร้องของเธออีกแล้ว - ฉันขอเริ่มต้นดูแลใจฉันบ้างนะ”
.
ยิ่งฝ่ายที่ “ตามใจ” สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เร็วเท่าไหร่ การ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ก็จะเริ่มสิ้นสุดลงเร็วเท่านั้นครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/1975-21547-000
https://doi.org/10.1111/j.0022-3506.2004.00256.x
https://doi.org/10.1016/S0005-7894(84)80046-5
https://psycnet.apa.org/record/1954-05139-000
Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd.
Cloud, H., & Townsend, J. (1992). Boundaries: When to Say Yes, How to Say No.
Bowen, M. (1978). Family Therapy in Clinical Practice.
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราต่อว่าใครสักคนในชีวิต (เช่น ต่อว่าน้องเพราะเข้าใจว่าน้องเอารถเราไปขับและเฉี่ยวชนจนมีรอยขีดข่วน) และเราพบว่าเราเข้าใจผิด (เช่น จริงๆแล้ว รอยขีดข่วนนั้นมีอยู่ตั้งแต่ก่อนที่น้องจะเอารถไปขับ)
.
สิ่งหนึ่งที่เรามักจะทำคือการกล่าวขอโทษกับคนๆนั้น
.
อย่างไรก็ตาม หากเรามองดูในโลกออนไลน์ เราจะเห็นหลายๆกรณีที่มีการต่อว่าใครสักคนอย่างรุนแรง (หรือแม้กระทั่งหยาบคาย) แต่พอความจริงเฉลยออกมาว่า การต่อว่านั้นเกิดจาก “ความเข้าใจผิด”
.
เราแทบจะไม่เห็นการออกมากล่าวขอโทษเลย
.
ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น?
.
.
.
# 1 เพราะเราไม่เห็นน้ำตา
.
ในโลกออฟไลน์ ตอนที่เราต่อว่าใครสักคน เราจะเห็นความเจ็บปวดที่ถูกแสดงออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของคนที่เราต่อว่าอย่างชัดเจน (เช่น ร้องไห้)
.
ฉะนั้น เมื่อเรารู้ว่าเราเข้าใจผิดในเวลาต่อมา เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษกับคนๆนั้นมากขึ้น (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เรามองเห็นก่อนหน้านี้)
.
แต่ในทางกลับกัน สำหรับกรณีโลกออนไลน์นั้น เวลาที่เราต่อว่าใครสักคน สิ่งที่เราเห็นมีเพียงแค่ข้อความ มีเพียงแค่ชื่อ username
.
เรามองไม่เห็นความเจ็บปวดของคนที่เราต่อว่าได้ชัดเจนเท่ากับกรณีของโลกออฟไลน์
.
ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษ (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดจากความเข้าใจผิด) น้อยกว่ากรณีของโลกออฟไลน์นั่นเองครับ
.
# 2 เพราะการขอโทษในโลกออฟไลน์มักจะมีความเป็นส่วนตัว
.
กล่าวคือ เรากล่าวขอโทษคนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเพียงคนเดียว
.
ฉะนั้น ในกรณีของโลกออฟไลน์ หากเราจะรู้สึก “เสียหน้า” มันก็จะเป็นการ “เสียหน้า” ที่มีแค่คน 1 คนรับรู้
.
แต่ในทางกลับกัน หากเราพิมพ์ comment ต่อว่าใครสักคนในโพสต์โซเชียลมีเดีย และในเวลาต่อมา เราพิมพ์ comment ขอโทษ
.
คนที่จะมองเห็นคำขอโทษของเราจะไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเท่านั้น
.
คนอื่นๆในโซเชียลมีเดียก็จะมองเห็นคำขอโทษของเราด้วย
.
มันจะเป็นความรู้สึก “เสียหน้า” ที่มีหลายคนรับรู้ (และบางคนที่รับรู้ก็อาจจะพิมพ์ข้อความ “ต่อว่า” หรือ “ซ้ำเติม” เราอีกด้วย)
.
# 3 เพราะเรากลัวที่จะรับรู้ว่าตัวเองผิด
.
หลังจากต่อว่าใครสักคนหนึ่งไปแล้ว หลายคนจะไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆทั้งสิ้น
.
เพราะการที่เราเปิดรับข้อมูลใหม่อยู่เรื่อยๆ มันคือการ “เปิดช่อง” ความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจในอดีตนั้น มันอาจจะผิดก็ได้
.
เราไม่อยากเผชิญกับความรู้สึกแย่ที่ตัวเองเข้าใจผิดและออกตัวแรงต่อว่าคนอื่นไปแบบผิดๆ
.
เราจึงพยายาม “ปิดหูปิดตา” ตัวเองจากข้อมูลใหม่ๆเหล่านั้น
.
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มันจะมีข้อมูลใหม่ออกมา (ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราเข้าใจผิด)
.
แต่ในเมื่อเราไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลใหม่นั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง (และก็ไม่ต้องคิดที่จะขอโทษเช่นกัน)
.
.
.
เหล่านี้คือเหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้เราไม่ค่อยพบเห็นการกล่าวคำขอโทษในโลกออนไลน์ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1089/1094931041291295
https://doi.org/10.1177/1088868310377395
https://psycnet.apa.org/record/2007-07067-000
Goffman, E. (1967). Interaction Ritual: Essays on Face to Face Behavior. New York: Anchor Books.
#จิตวิทยา #siamstr