Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image หลายคนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเรียกร้องจากอีกฝ่าย . และที่สำคัญก็คือ ต่อให้พวกเขาจะทำตามข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะมีข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังใหม่ๆตามมา . ยกตัวอย่างเช่น . บางคนมีพ่อแม่ที่คาดหวังให้เขาเรียนให้ดีตอนเด็กๆ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาโตขึ้นไปและทำงานกับองค์กรชั้นนำ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาแต่งงานมีลูก . บางคนมีแฟนที่บอกให้เขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว ต่อมาก็บอกให้เขาหยุดใช้เวลากับเพื่อนๆ (เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น) ต่อมาก็บอกให้เขาหยุด “ฟูมฟาย” เวลาที่เขาเสียใจกับบางสิ่งที่แฟนพูด . เป็นต้น . หลายคนตัดสินใจที่จะ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ . เพราะพวกเขามีความหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาสามารถบรรลุความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้มากพอ อีกฝ่ายก็จะหยุดคาดหวังหรือเรียกร้องในที่สุด . แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะไม่หยุดครับ . เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ “สอน” อีกฝ่ายว่า “ถ้าฉันต้องการอะไรสักอย่าง ขอเพียงแค่ฉันแสดงความต้องการฉันออกมา ก็จะมีคนมาตอบสนองความต้องการของฉันเสมอ” . เรียกได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันทำให้อีกฝ่าย “สมหวัง” มาตลอด . มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่อีกฝ่าย (ซึ่ง “สมหวัง” มาตลอด) มักจะไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยุดไปเองในท้ายที่สุดนั้น…มักจะจบลงด้วยการ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ! . โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะหยุดก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ “ตามใจ” มาโดยตลอดเริ่มที่จะหยุด “ตามใจ” เท่านั้น . “ฉันเข้าใจนะว่าเธอต้องการให้ฉันทำ xxx และที่ผ่านมา ฉันก็ตามใจเธอมาตลอด แต่นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ตอบตกลงกับทุกๆความคาดหวังและข้อเรียกร้องของเธออีกแล้ว - ฉันขอเริ่มต้นดูแลใจฉันบ้างนะ” . ยิ่งฝ่ายที่ “ตามใจ” สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เร็วเท่าไหร่ การ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ก็จะเริ่มสิ้นสุดลงเร็วเท่านั้นครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1975-21547-000 https://doi.org/10.1111/j.0022-3506.2004.00256.x https://doi.org/10.1016/S0005-7894(84)80046-5 https://psycnet.apa.org/record/1954-05139-000 Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd. Cloud, H., & Townsend, J. (1992). Boundaries: When to Say Yes, How to Say No. Bowen, M. (1978). Family Therapy in Clinical Practice. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราต่อว่าใครสักคนในชีวิต (เช่น ต่อว่าน้องเพราะเข้าใจว่าน้องเอารถเราไปขับและเฉี่ยวชนจนมีรอยขีดข่วน) และเราพบว่าเราเข้าใจผิด (เช่น จริงๆแล้ว รอยขีดข่วนนั้นมีอยู่ตั้งแต่ก่อนที่น้องจะเอารถไปขับ) . สิ่งหนึ่งที่เรามักจะทำคือการกล่าวขอโทษกับคนๆนั้น . อย่างไรก็ตาม หากเรามองดูในโลกออนไลน์ เราจะเห็นหลายๆกรณีที่มีการต่อว่าใครสักคนอย่างรุนแรง (หรือแม้กระทั่งหยาบคาย) แต่พอความจริงเฉลยออกมาว่า การต่อว่านั้นเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” . เราแทบจะไม่เห็นการออกมากล่าวขอโทษเลย . ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? . . . # 1 เพราะเราไม่เห็นน้ำตา . ในโลกออฟไลน์ ตอนที่เราต่อว่าใครสักคน เราจะเห็นความเจ็บปวดที่ถูกแสดงออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของคนที่เราต่อว่าอย่างชัดเจน (เช่น ร้องไห้) . ฉะนั้น เมื่อเรารู้ว่าเราเข้าใจผิดในเวลาต่อมา เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษกับคนๆนั้นมากขึ้น (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เรามองเห็นก่อนหน้านี้) . แต่ในทางกลับกัน สำหรับกรณีโลกออนไลน์นั้น เวลาที่เราต่อว่าใครสักคน สิ่งที่เราเห็นมีเพียงแค่ข้อความ มีเพียงแค่ชื่อ username . เรามองไม่เห็นความเจ็บปวดของคนที่เราต่อว่าได้ชัดเจนเท่ากับกรณีของโลกออฟไลน์ . ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษ (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดจากความเข้าใจผิด) น้อยกว่ากรณีของโลกออฟไลน์นั่นเองครับ . # 2 เพราะการขอโทษในโลกออฟไลน์มักจะมีความเป็นส่วนตัว . กล่าวคือ เรากล่าวขอโทษคนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเพียงคนเดียว . ฉะนั้น ในกรณีของโลกออฟไลน์ หากเราจะรู้สึก “เสียหน้า” มันก็จะเป็นการ “เสียหน้า” ที่มีแค่คน 1 คนรับรู้ . แต่ในทางกลับกัน หากเราพิมพ์ comment ต่อว่าใครสักคนในโพสต์โซเชียลมีเดีย และในเวลาต่อมา เราพิมพ์ comment ขอโทษ . คนที่จะมองเห็นคำขอโทษของเราจะไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเท่านั้น . คนอื่นๆในโซเชียลมีเดียก็จะมองเห็นคำขอโทษของเราด้วย . มันจะเป็นความรู้สึก “เสียหน้า” ที่มีหลายคนรับรู้ (และบางคนที่รับรู้ก็อาจจะพิมพ์ข้อความ “ต่อว่า” หรือ “ซ้ำเติม” เราอีกด้วย) . # 3 เพราะเรากลัวที่จะรับรู้ว่าตัวเองผิด . หลังจากต่อว่าใครสักคนหนึ่งไปแล้ว หลายคนจะไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆทั้งสิ้น . เพราะการที่เราเปิดรับข้อมูลใหม่อยู่เรื่อยๆ มันคือการ “เปิดช่อง” ความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจในอดีตนั้น มันอาจจะผิดก็ได้ . เราไม่อยากเผชิญกับความรู้สึกแย่ที่ตัวเองเข้าใจผิดและออกตัวแรงต่อว่าคนอื่นไปแบบผิดๆ . เราจึงพยายาม “ปิดหูปิดตา” ตัวเองจากข้อมูลใหม่ๆเหล่านั้น . ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มันจะมีข้อมูลใหม่ออกมา (ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราเข้าใจผิด) . แต่ในเมื่อเราไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลใหม่นั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง (และก็ไม่ต้องคิดที่จะขอโทษเช่นกัน) . . . เหล่านี้คือเหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้เราไม่ค่อยพบเห็นการกล่าวคำขอโทษในโลกออนไลน์ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1089/1094931041291295 https://doi.org/10.1177/1088868310377395 https://psycnet.apa.org/record/2007-07067-000 Goffman, E. (1967). Interaction Ritual: Essays on Face to Face Behavior. New York: Anchor Books. #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกลัวที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีความรักครั้งใหม่ . มันไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ต้องการความรัก แต่มันเป็นเพราะในอดีตที่ผ่านมา พวกเขาเคยมีความรักและพวกเขาก็เจ็บปวดกับความรักครั้งนั้นอย่างแสนสาหัส . พวกเขาเลยตั้งใจว่า นับจากนี้ไป พวกเขาจะไม่อนุญาตให้ตัวเองมาอยู่ในจุดที่จะเจ็บปวดได้แบบนั้นอีก . พวกเขาเลย say no กับความรักนับแต่นั้นเป็นต้นมา . อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาได้มีโอกาสย้อนกลับไปมองความรักที่เจ็บปวดในอดีตอีกครั้ง สิ่งที่หลายคนค้นพบก็คือ แม้พวกเขาจะถูกแฟนเก่าทำร้าย (เช่น แฟนเก่านอกใจ) แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ทำร้ายตัวเองด้วยเช่นกัน! . พวกเขาทำร้ายตัวเองด้วยการ… . เมินเฉยต่อความต้องการของตัวเองระหว่างที่อยู่ในความสัมพันธ์ หาข้ออ้างให้กับแฟนเก่าเวลาที่แฟนเก่ามีพฤติกรรมที่ “ไม่โอเค” เลือกที่จะอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้น (แม้จะรู้ว่ามันความสัมพันธ์ที่ toxic ก็ตาม) . แน่นอนครับว่า ต่อให้พวกเขาจะไม่ได้ทำร้ายตัวเองแบบนี้ แต่หากแฟนเก่ายังคงทำร้ายพวกเขาอยู่ (เช่น นอกใจ) มันก็จะยังคงเป็นประสบการณ์ความรักที่เจ็บปวดอยู่ดีแหละครับ . แต่อย่างน้อย ความเจ็บปวดดังกล่าวก็จะไม่ได้เข้มข้นเท่ากับกรณีที่พวกเขาทั้งทำร้ายตัวเองด้วย และถูกแฟนเก่าทำร้ายควบคู่กันไปด้วย . ด้วยเหตุนี้ สำหรับใครก็ตามที่อยากจะมีความรักครั้งใหม่ แต่รู้สึกเข็ดขยาดเพราะความเจ็บปวดจากความรักครั้งก่อน ทางออกที่เหมาะสมอาจจะไม่ใช่การ “หันหลัง” ให้กับความรักก็ได้ครับ . บางที ทางออกที่เหมาะสมคือการทำงานกับตัวเองเพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากเรามีความรักครั้งใหม่ เราจะไม่ทำร้ายตัวเองเหมือนในอดีตอีก . เพราะหากเราทำงานกับตัวเองในจุดนี้ได้สำเร็จ ต่อให้แฟนของเราจะทำร้ายเราในอนาคต เราก็จะไม่เจ็บเจียนตายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1991-98431-000 https://psycnet.apa.org/record/1996-98930-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38006-9 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยู่ในความรักความสัมพันธ์ที่ “ไม่ตอบโจทย์” พวกเขา . แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังเลือกที่จะอยู่ในความสัมพันธ์นี้ต่ออยู่ดี . อะไรที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจแบบนี้? . . . # 1 . พวกเขารู้สึกว่าตัวเองได้ “ลงทุน” กับความสัมพันธ์นี้มาเยอะแล้ว - ไม่ว่าจะ “ลงทุน” ในด้านเวลา พลังงาน การเงิน ลูก ฯลฯ . ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมองว่า หากพวกเขาเลือกที่จะ “ไม่ไปต่อ” กับความสัมพันธ์นี้ มันก็เท่ากับว่าสิ่งที่พวกเขาได้ “ลงทุน” ไปนั้นมันเสียเปล่า . # 2 . พวกเขามองว่า ต่อให้ความสัมพันธ์ ณ ปัจจุบันจะ “ไม่ตอบโจทย์” แต่พวกเขาก็มองไม่เห็นตัวเลือกอื่น (เช่น ความสัมพันธ์อื่น การอยู่เป็นโสด) ที่ดีกว่านี้ได้ . # 3 . พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจใน “ตัวตน” ของตัวเอง…ว่าเป็นคนที่มีความพยายาม เป็นคนที่ “สู้จนถึงที่สุด” . ฉะนั้น หากพวกเขาเลือกที่จะ “ไม่ไปต่อ” กับความสัมพันธ์นี้ มันเท่ากับว่าพวกเขากำลัง “ทรยศตัวเอง” และทำให้สิ่งที่พวกเขาภูมิใจต้อง “แปดเปื้อน” . # 4 . พวกเขายังคงมีความหวังว่า ความสัมพันธ์ที่พวกเขามีอยู่นี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในอดีตที่ผ่านมา มันมีบางจังหวะที่ความสัมพันธ์ “ดูดี” ขึ้นมาบ้าง) . # 5 . พวกเขารู้สึกหมดหวัง . พวกเขามองว่า ไม่ว่าพวกเขาจะ “ไปต่อ” กับความสัมพันธ์ปัจจุบันหรือ “ไม่ไปต่อ” กับความสัมพันธ์ปัจจุบัน พวกเขาก็จะไม่มีวันทำให้อะไรๆเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขึ้นได้ . # 6 . พวกเขาถูกแรงกดดันจากสังคมรอบตัวให้ “ไปต่อ” กับความสัมพันธ์ปัจจุบัน . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคนที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่ “ไม่ตอบโจทย์” ได้มากขึ้นนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น (เช่น เราลดน้ำหนัก เราเลิกสูบบุหรี่ เราทำธุรกิจส่วนตัว เราเก็บเงินส่งตัวเองเรียน) เราอาจจะคาดหวังให้ทุกๆคนในชีวิตร่วมยินดีไปกับการเปลี่ยนแปลงนั้น . ซึ่งเราก็จะพบว่า หลายคนก็พร้อมที่จะยินดีไปกับเรานะครับ . แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะพบว่า บางคนกลับ “ทิ้งระยะห่าง” กับเรามากขึ้น หรือแม้กระทั่งแสดงท่าที “ต่อต้าน” ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสียด้วย! . เกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มหลังนี้? ทำไมพวกเขาจึงมีปฏิกิริยาที่ดู “ไม่เป็นมิตร” กับเราได้? . . . # 1 . เวลาที่พวกเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มันอาจกระตุ้นให้พวกเขานึกถึงความเปลี่ยนแปลงดีๆที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาได้ (แต่พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ) . ยกตัวอย่างเช่น . การที่เรา “ไล่ตามความฝัน” ของเราด้วยการเปิดร้านกาแฟเล็กๆของเราเอง อาจทำให้เพื่อนสนิทของเรานึกถึง “ความฝัน” ของเขาที่อยากเขียนหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม (แต่มันเป็น “ความฝัน” ที่เพื่อนสนิทยังไม่ได้ลงมือทำจริงๆจังๆ) . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เพื่อนสนิทเห็นร้านกาแฟของเรา เพื่อนสนิทอาจจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองอยู่ในใจ . ในที่สุดแล้ว เพื่อเป็นการ “เซฟใจ” ของตัวเพื่อนสนิทเอง เขาก็เลยตัดสินใจว่า เขาจะไม่มาพบปะพูดคุยกับเราเหมือนเดิมอีกแล้ว . เป็นต้น . # 2 . การเปลี่ยนแปลงของเราอาจทำให้เราไม่ได้เป็น “พวกเดียวกัน” กับพวกเขาอีกต่อไป . ยกตัวอย่างเช่น . ก่อนหน้านี้ เราอาจจะใช้เวลาทุกสัปดาห์สูบกัญชาอยู่ที่บ้านเพื่อน . พอเราเริ่มต้นเลิกสูบกัญชา นั่นจึงเท่ากับว่า เราไม่ได้เป็นสมาชิกของ “gang กัญชา” อีกต่อไป . มันจึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนกลุ่มนี้เกิดระยะห่างขึ้นมาได้ . เป็นต้น . # 3 . เมื่อเราเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต (เช่น เราลดน้ำหนักได้สำเร็จ) คนรอบตัวเราอาจจะมองว่า เราได้กลายเป็น “คนใหม่” ที่พวกเขาไม่รู้จักอีกต่อไป (เช่น นอกจากน้ำหนักเราจะเปลี่ยนแล้ว นิสัยเราก็เริ่มเปลี่ยนด้วย เราเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดมากกว่าเดิม กล้ากล่าวคำปฏิเสธจากที่เมื่อก่อนจะ “ไหลตามน้ำ” ไปหมด) . ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับคนรอบตัวจึงอาจจะเกิดความอึดอัดใจหรือความตึงเครียดขึ้นมาได้ . # 4 . คนใกล้ตัวเราจำนวนหนึ่งอาจจะไม่อยากเห็นเราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น (เช่น ตอนนี้ เรามีงานทำ หลังจากที่เราว่างงานมานาน) พวกเขาอาจจะอยากให้เรายังเป็นตัวเราในเวอร์ชั่นที่ “ย่ำแย่” เหมือนเดิม (เช่น ว่างงานเหมือนเดิม) . พวกเขาทำแบบนี้…ไม่ใช่เพราะพวกเขามีเจตนาร้ายกับเราหรอกนะครับ แต่มันเป็นเพราะตัวพวกเขาเองก็อยู่ในสภาพที่ “ย่ำแย่” เหมือนกัน (เช่น ว่างงานเหมือนกัน) และพวกเขาอยากมี “เพื่อนร่วมทุกข์” นั่นเอง . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจปฏิกิริยาที่ “ติดลบ” ของบางคนในชีวิตท่าน (เวลาที่ชีวิตท่านเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น) ได้มากขึ้นนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/001872675400700202 https://psycnet.apa.org/record/1999-02942-001 https://doi.org/10.1177/0146167209352250 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.3.307 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167211400421 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยากที่จะเป็นแฟนที่ดีให้กับแฟนของตัวเอง . ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าแฟนจะมีคำพูดหรือพฤติกรรมที่ “ไม่น่ารัก” ขนาดไหน พวกเขาก็จะพยายามเข้าใจแฟนเสมอ . ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพยายามหาเหตุผลมาอธิบายความ “ไม่น่ารัก” ที่เกิดขึ้นอีกด้วย . ยกตัวอย่างเช่น แฟนมีคำพูดหรือพฤติกรรมที่ “ไม่น่ารัก” เพราะแฟนเหนื่อยกับการทำงานในวันนี้เป็นพิเศษ แฟนมีคำพูดที่ “ไม่น่ารัก” แต่แฟนไม่ได้หมายความอย่างที่พูดจริงๆหรอก แฟนมีพฤติกรรมที่ “ไม่น่ารัก” กับเราเพราะชีวิตในวัยเด็กของแฟนลำบากมาเยอะ เป็นต้น . การพยายามทำความเข้าใจแฟน (โดยเฉพาะในวันที่ความสัมพันธ์ “ขรุขระ”) คือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคับประคองให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ . แต่คำถามสำคัญก็คือ…เราควรให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนได้มีโอกาส “ไปต่อ” หรือเปล่า? หรือว่าจริงๆแล้ว การปล่อยให้ความสัมพันธ์ดังกล่าว “จบลง” จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า? . เราจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร? . ผมขอนำเสนอว่า เวลาที่เราครุ่นคิดถึงคำถามในข้างต้น เราอาจจะลองพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ดูครับ . # 1 อย่าให้ความสำคัญกับ “เจตนา” ของแฟนมากเกินไป ต่อให้แฟนไม่ได้ “เจตนา” ที่จะทำให้เราเจ็บปวด แต่ถ้าเรารู้สึกเจ็บปวด มันก็คือเราเจ็บปวดครับ . # 2 พฤติกรรมและคำพูดของแฟนมันคือ “หนังม้วนเดิม” หรือไม่? ถ้าแฟนยังคงมีพฤติกรรมและคำพูดเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน (แม้เราจะได้พยายามพูดคุยกับแฟนในเรื่องนี้แล้วก็ตาม) ความพยายามของเราที่จะเข้าใจแฟนนั้น อาจทำให้เรา “ติดแหง็ก” อยู่ในความสัมพันธ์ที่ควรจะ “จบลง” ก็เป็นได้ครับ . # 3 เราเป็นฝ่ายพยายามอยู่ข้างเดียวหรือเปล่า? ถ้าจะเปรียบความสัมพันธ์เป็นกีฬา มันคือ “กีฬาคู่” ไม่ใช่ “กีฬาเดี่ยว” ฉะนั้น หากเราจะเล่น “กีฬาคู่” นี้ให้ได้ประสบความสำเร็จ มันจำเป็นต้องอาศัยแรงของทั้ง 2 ฝ่าย ฉะนั้น หากเราเป็น “เดอะแบก” อยู่คนเดียว มันคือสัญญาณที่ไม่สู้ดีแล้วแหละครับ . ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อให้ทุกคนที่มีแฟนหยุดพยายามที่จะเข้าใจแฟนของตัวเองนะครับ . สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ มันคงจะน่าเสียดายไม่น้อยเลยนะครับ หากเราทุ่มเทความพยายามไปกับความสัมพันธ์ที่ “ไม่ควรคู่” กับเราครับ #จิตวิทยา #siamstr
image “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง – ไม่ว่าเราจะหน้าตาดีหรือไม่ดี ไม่ว่าเราจะเก่งหรือไม่เก่ง ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ว่าเราจะร่ำรวยหรือยากจน ไม่ว่าเราจะครบ 32 หรือไม่ครบ” . ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นเคยกับสิ่งที่ผมเขียนในข้างต้น . อย่างไรก็ตาม บางคนอาจจะแย้งขึ้นมาในใจว่า “ข้อความในข้างต้นมันเป็นความจริงหรือ? อะไรคือหลักฐานที่สนับสนุนว่ามันเป็นความจริง (นอกเหนือจากคำพูดของผู้คนที่บอกว่ามันจริง)?” . การแย้งแบบนี้อาจจะถูกบางคนมองว่า “ขวางโลก” ก็จริง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็เข้าใจคนที่แย้งแบบนี้นะครับ . เพราะในที่สุดแล้ว หากเราขุดลึกลงไปจริงๆ “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” มันไม่ใช่ความจริงเหมือนกับ “1+1 = 2” หรือ “ทุกสิ่งบนโลกจะหล่นลงพื้นเพราะแรงโน้มถ่วง” . “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” มันคือความเชื่อ “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” มันคือ story . และหลายคนก็ยอมรับว่า มันคือความเชื่อ ไม่ใช่ความจริง . แต่ถึงกระนั้น หลายคนที่ยอมรับในจุดนี้ก็ยังคงเลือกที่จะยึดถือ “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” อยู่ดี เพราะความเชื่อดังกล่าวช่วยให้พวกเขารับมือกับความว่างเปล่า ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกไร้ความหมายของชีวิตได้ง่ายขึ้น . อันที่จริง หลายคนพบว่า พอพวกเขาได้ทดลองใช้ชีวิตราวกับว่า “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” จริงๆดูสักระยะหนึ่ง ความเชื่อดังกล่าวมันดูจะกลายเป็น “ความจริง” สำหรับชีวิตของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ . มันเหมือนกับกรณีของคนที่เชื่อมั่นว่า “ฉันเป็นคนที่มีความสามารถ” เลยครับ . ต่อให้ในความเป็นจริงแล้ว คนที่เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถอาจจะไม่ได้มีความสามารถเยอะแยะอะไร แต่พอพวกเขายึดถือความเชื่อนี้ในการใช้ชีวิต มันทำให้พวกเขามีพลังในการพยายามทำสิ่งต่างๆมากขึ้น ส่งผลให้ในที่สุดแล้ว พวกเขาก็กลายเป็นคนที่มีความสามารถขึ้นมาได้จริงๆ! . แต่แน่นอนครับว่า เหรียญมีอยู่ 2 ด้าน . สำหรับหลายๆคน การยึดถือ “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” ก็มีข้อเสียได้เช่นกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเรายึดถือมันแน่นมากๆ) . เพราะมันอาจกลายเป็น “ข้ออ้าง” ที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงโอกาสที่เราจะเติบโต เพราะมันอาจสร้างแรงกดดันที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองต้อง “มีคุณค่า” อยู่ตลอดเวลา . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะเชิญชวนให้เรา… . …ยอมรับว่า “พวกเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง” เป็นความเชื่อ (ไม่ใช่ความจริง) …เข้าใจว่าความเชื่อดังกล่าวสามารถเป็นประโยชน์กับเราได้ …และยึดถือความเชื่อดังกล่าวแบบพอดีๆกันดีกว่าครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2013-04278-000 https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://psycnet.apa.org/record/1993-97296-000 #จิตวิทยา #siamstr
image คู่รักจำนวนมากจะมีการ “จดแต้ม” ในความสัมพันธ์ . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันทำงานบ้านเยอะมากเลยนะ ทั้งรีดผ้า ทั้งซักผ้า ทั้งทำอาหาร ทั้งล้างห้องน้ำ ทั้งกวาดบ้าน ทั้งถูบ้าน ในขณะที่เธอแค่ช่วยฉันล้างจานในบางวันเท่านั้นเอง” เป็นต้น . หลายคนไม่สนับสนุนการ “จดแต้ม” แบบนี้เพราะพวกเขามองว่ามันจะทำลายความสัมพันธ์ . แต่ในทางกลับกัน หากไม่มีการ “จดแต้ม” เลย มันก็มีความสุ่มเสี่ยงที่เราจะติดอยู่ในความสัมพันธ์ toxic ที่อีกฝ่าย “เอาเปรียบ” เราอย่างไม่เป็นธรรมต่อเนื่องได้เช่นกัน . ท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเกิดข้อสงสัยอยู่ในใจนะครับว่า “ถ้าจดแต้มก็ทำลายความสัมพันธ์ แต่ถ้าไม่จดแต้มก็ถูกเอาเปรียบ – แล้วจะเอายังไงดีล่ะเนี่ย?” . โดยส่วนตัว ผมมองว่าการ “จดแต้ม” ไม่ใช่ปัญหาครับ . ปัญหาอยู่ที่ว่า พอเรามีการ “จดแต้ม” แล้ว เราแสดงออกมาอย่างไรมากกว่า . ถ้าเรา “จดแต้ม” และเรา… . …นิ่งเงียบ …คาดหวังให้แฟนเรา “อ่านใจ” เราได้ …หงุดหงิดใส่แฟนเวลาที่แฟน “อ่านใจ” เราไม่ออก …ใช้ “แต้ม” เป็นอาวุธหรือเครื่องมือในการโจมตีแฟน . ในกรณีนี้ การ “จดแต้ม” สามารถนำมาสู่ความเสียหายภายในความสัมพันธ์ได้ครับ . แต่ในทางกลับกัน หากเรา “จดแต้ม” และเรา… . …ชัดเจนกับความรู้สึกและความต้องการของตัวเองมากขึ้น …สื่อสารความรู้สึกและความต้องการกับแฟนด้วยท่าทีที่ไม่ได้เป็น “ศัตรู” กับแฟน (เช่น “ฉันอยากให้เธอช่วยฉันทำงานบ้านเพิ่มขึ้นหน่อย” ไม่ใช่ “ทำไมเธอเห็นแก่ตัวและปล่อยให้ฉันทำงานบ้านอยู่คนเดียวแบบนี้!?”) . ในกรณีนี้ การ “จดแต้ม” สามารถกลายเป็นแผนที่ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นได้ครับ . กล่าวโดยสรุปก็คือ การ “จดแต้ม” สามารถเป็นประโยชน์กับความสัมพันธ์ได้ หากมันเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสื่อสารกับคู่รัก แต่การ “จดแต้ม” สามารถกลายเป็นโทษกับความสัมพันธ์ หากมันนำมาสู่ภาวะ “ติดหนี้บุญคุณ” ที่ไร้การสื่อสารและทำให้ความสัมพันธ์เกิดระยะห่างครับ . อ้างอิง Gottman, J. M., & Silver, N. (1999). The Seven Principles for Making Marriage Work. Harmony Books. Covey, S. R. (1989). The 7 Habits of Highly Effective People. Free Press. Walster, E., Walster, G. W., & Berscheid, E. (1978). Equity: Theory and Research. Allyn & Bacon. Goleman, D. (1995). Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ. Bantam Books. #จิตวิทยา #siamstr
image ท่านผู้อ่านเคยเจอกับสถานการณ์ต่อไปนี้ไหมครับ? . เราเจอกับปัญหาใหญ่ยักษ์ราวกับภูเขากองอยู่ตรงหน้า เราใช้เวลาคิดๆๆๆๆ แต่ไม่ว่าเราจะคิดขนาดไหน เราก็คิดไม่ออกเสียที . ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งเราใช้เวลาคิดมากเท่าไหร่ ปัญหามันกลับยิ่งพันกันยุ่งเหยิง (เหมือนปมเชือก) มากเท่านั้น! . มันเป็นอะไรที่ทั้งเหนื่อยทั้งท้อเลยนะครับ . หากท่านผู้อ่านรู้สึก “คุ้นๆ” กับสิ่งที่ผมพูดมาในข้างต้นล่ะก็ ต่อไปนี้คือแนวทางง่ายๆ 5 ข้อที่อาจจะช่วยให้เรารับมือกับปัญหาดังกล่าวได้โดยไม่ต้องเปลือง “แบตเตอรี่สมอง” ของเราครับ . # 1 อย่าเพิ่งคิดที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดทีเดียว เริ่มต้นกับสิ่งเล็กๆ 1 สิ่งก่อน (เช่น แทนที่เราจะพยายามเขียนรายงานทั้งเล่ม เราเริ่มจากการเขียน 1 ย่อหน้าก่อน) . # 2 โฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราควบคุมได้ (เช่น แทนที่เราจะคิดว่า “ลูกน้องจะทำงานเสร็จทัน deadline ไหม?” เราอาจจะขยับมาคิดว่า “อะไรคือสิ่งที่ฉันพอจะทำได้เพื่อช่วยให้ลูกมีโอกาสเสร็จงานทัน deadline ได้มากขึ้นบ้าง?” แทน) . # 3 ใช้ “สูตรสำเร็จ” ในการเคลียร์ปัญหาบางเรื่อง (เช่น แทนที่เราจะนั่งคิดว่า เราจะตอบอีเมลลูกค้าเมื่อไหร่ดี เราอาจจะใช้ “สูตรสำเร็จ” ในการตัดสินใจว่า “ถ้าฉันสามารถตอบอีเมลฉบับไหนได้เสร็จภายใน 2 นาที ฉันจะทำมันเลย” แทน) . # 4 พักเบรกสัก 10 นาทีและค่อยกลับมาลุยงานต่อ (เพราะในหลายๆครั้ง ไอเดียเจ๋งๆจะผุดขึ้นมาในหัวเราได้ง่ายขึ้น หากเรากำลังผ่อนคลายอยู่) . # 5 เล่าปัญหาของเราให้คนที่เราไว้ใจได้ฟัง - ต่อให้อีกฝ่ายจะให้มุมมองใหม่ๆกับเราได้ แต่การได้เล่าให้ใครสักคนฟังก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกเบาขึ้นได้ไม่น้อยแล้วครับ . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางในข้างต้นจะช่วยให้เรารับมือกับปัญหาใหญ่ๆยากๆในอนาคตได้สบายขึ้นนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในคำแนะนำที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆก็คือ “จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง” . ซึ่งหากจะว่ากันตามตรง นี่ไม่ใช่คำแนะนำที่แย่เลยครับ เพราะความรู้สึกของเรามักจะสะท้อนให้เราเห็นถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับเราอยู่เป็นระยะๆ . แต่ปัญหาของคำแนะนำดังกล่าวก็คือ ในทางปฏิบัติ เรามักจะฟังเสียงความรู้สึกที่ “ดังที่สุด” โดยที่เราละเลยเสียงความรู้สึกอื่นๆที่มี volume ดังน้อยกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เราถูกหัวหน้าต่อว่าอย่างไม่เป็นธรรมในที่ทำงาน ความรู้สึกที่ “ดังที่สุด” ในใจเราอาจจะเป็นความโกรธ - หากเรารับฟังแต่เสียงของความโกรธ เราก็อาจจะตัดสินใจยื่นใบลาออกภายในวันนั้นเลย! . แต่หากเราช้าลง และตั้งใจฟังความรู้สึกของเรามากขึ้น เราอาจจะสังเกตเห็นว่า ในใจของเราไม่ได้มีเฉพาะความโกรธอย่างเดียว แต่ยังมีความกังวลใจผสมอยู่ด้วย . ความกังวลใจของเราอาจจะกำลังส่งเสียงว่า “ถ้าฉันลาออกวันนี้ แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมาผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายค่าเทอมลูก?” . หากเราจะยึดถือในคำแนะนำ “จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง” จริงๆ เราจะไม่ตัดสินใจโดยอิงกับความโกรธในใจเราเพียงอย่างเดียว แต่เราจะรับฟังทั้งเสียงของความโกรธและเสียงของความกังวลใจ (รวมถึงเสียงของความรู้สึกอื่นที่อาจจะปรากฏขึ้นมาในใจเรา ณ ตอนนั้นด้วย) . หลังจากที่เรารับฟังเสียงของทุกๆความรู้สึกในใจเราแล้ว เราค่อยตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่อีกที . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมเขียนในวันนี้จะเป็นการนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคำแนะนำ “จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง” นะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2017-26294-000 https://doi.org/10.1002/(SICI)1099-0771(200001/03)13:1%3C1::AID-BDM333%3E3.0.CO;2-S https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271 #จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #counseling #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #เชื่อ #ความรู้สึกหนึ่งในคำแนะนำที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆก็คือ “จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง” . ซึ่งหากจะว่ากันตามตรง นี่ไม่ใช่คำแนะนำที่แย่เลยครับ เพราะความรู้สึกของเรามักจะสะท้อนให้เราเห็นถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับเราอยู่เป็นระยะๆ . แต่ปัญหาของคำแนะนำดังกล่าวก็คือ ในทางปฏิบัติ เรามักจะฟังเสียงความรู้สึกที่ “ดังที่สุด” โดยที่เราละเลยเสียงความรู้สึกอื่นๆที่มี volume ดังน้อยกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เราถูกหัวหน้าต่อว่าอย่างไม่เป็นธรรมในที่ทำงาน ความรู้สึกที่ “ดังที่สุด” ในใจเราอาจจะเป็นความโกรธ - หากเรารับฟังแต่เสียงของความโกรธ เราก็อาจจะตัดสินใจยื่นใบลาออกภายในวันนั้นเลย! . แต่หากเราช้าลง และตั้งใจฟังความรู้สึกของเรามากขึ้น เราอาจจะสังเกตเห็นว่า ในใจของเราไม่ได้มีเฉพาะความโกรธอย่างเดียว แต่ยังมีความกังวลใจผสมอยู่ด้วย . ความกังวลใจของเราอาจจะกำลังส่งเสียงว่า “ถ้าฉันลาออกวันนี้ แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมาผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จ่ายค่าเทอมลูก?” . หากเราจะยึดถือในคำแนะนำ “จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง” จริงๆ เราจะไม่ตัดสินใจโดยอิงกับความโกรธในใจเราเพียงอย่างเดียว แต่เราจะรับฟังทั้งเสียงของความโกรธและเสียงของความกังวลใจ (รวมถึงเสียงของความรู้สึกอื่นที่อาจจะปรากฏขึ้นมาในใจเรา ณ ตอนนั้นด้วย) . หลังจากที่เรารับฟังเสียงของทุกๆความรู้สึกในใจเราแล้ว เราค่อยตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่อีกที . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมเขียนในวันนี้จะเป็นการนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคำแนะนำ “จงเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง” นะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2017-26294-000 https://doi.org/10.1002/(SICI)1099-0771(200001/03)13:1%3C1::AID-BDM333%3E3.0.CO;2-S https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ หลายคนรู้สึก “ถูกกดดัน” ให้ต้องมีมุมมองความคิดเห็นที่ชัดเจนในทุกๆเรื่อง - ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งดราม่าคนดัง . อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ…เราไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่ชัดเจนในทุกๆเรื่องก็ได้ครับ! . อันที่จริง ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้ว ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ควรจะมีความคิดเห็นที่ชัดเจนประเภท “ฟันธง” ได้ในทุกๆเรื่องด้วยซ้ำ! . เพราะเวลาของเราแต่ละคนมีจำกัดเพียงแค่วันละ 24 ชั่วโมง - มันเป็นไปไม่ได้เลยครับที่เราจะมีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาทุกเรื่องได้เข้าใจถ่องแท้จนสามารถมีความคิดเห็นที่ “ฟันธง” ได้ . ลองนึกถึงสิ่งที่เราค่อนข้างมั่นใจว่าเรา “รู้จริง” ดูก็ได้ครับ . อย่างตัวผมนั้น ผมเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา ผมใช้เวลาอยู่กับศาสตร์และศิลป์ของจิตวิทยาการปรึกษาเป็นพัน (หรืออาจจะถึงขั้นเป็นหมื่น) ชั่วโมง . ผมมีความมั่นใจในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษาจนผมกล้าที่จะ “ฟันธง” ในประเด็นเหล่านั้นก็จริง แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังมีหลายประเด็นในวงการจิตวิทยาการปรึกษาที่ผมยังไม่มีความรู้มากพอที่จะกล้า “ฟันธง” . นี่ขนาดเรื่องที่ผมใช้เวลาขลุกอยู่นานสุดๆ…ผมยังพบว่าตัวเองไม่สามารถมีความคิดเห็นที่ชัดเจนจน “ฟันธง” ได้ทุกซอกทุกมุมเลยครับ . ฉะนั้น หากเป็นเรื่องอื่นๆที่ผมไม่ได้ใช้เวลาขลุกอยู่นานแบบนี้ (เช่น เรื่องการเมือง ประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ ดราม่าคนดัง) มันก็คงไม่แปลกกระมังครับถ้าผมจะไม่สามารถมีความคิดเห็นที่ชัดเจนจน “ฟันธง” ได้เช่นกัน . จริงอยู่ครับว่า เวลาที่มีคนถามเราว่า “เธอคิดยังไงกับเรื่องนี้?” และหากเราเลือกที่จะตอบว่า “ฉันยังไม่รู้พอที่จะฟันธงในเรื่องนี้ได้” เราอาจจะถูกบางคนมองว่าเรา “ไม่ฉลาด” หรือ “ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาซะเลย” . แต่ผมมองว่า การถูกคนอื่นตัดสิน (อย่างไม่ธรรม) ว่า “ไม่ฉลาด” ก็ยังดีกว่าการไม่ซื่อตรงกับตัวเอง (แต่ “ดูดี” ในสายตาคนอื่น) ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0022-3514.77.6.1121 #จิตวิทยา #siamstr
image ความโกรธถือเป็นหนึ่งความรู้สึกที่ถูกคนมองเป็น “ผู้ร้าย” อยู่บ่อยๆ . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกโกรธ หลายคนจะพยายามควบคุมความโกรธให้ “เงียบเสียงลง” หรือแม้กระทั่งกำจัดความโกรธให้หายออกไปจากใจ . และเมื่อเราไม่สามารถควบคุมหรือกำจัดความโกรธได้โดยสมบูรณ์ หลายคนก็จะรู้สึกผิด เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า… . “ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ดี” “เราไม่ควรมีความโกรธ” “คนดีคือคนที่ไม่โกรธใคร” . ดังนั้น ในสายตาของพวกเขา การที่พวกเขารู้สึกโกรธมันสะท้อนว่า… . “ฉันกำลังทำสิ่งที่ผิด” “ฉันเป็นคนไม่ดี” . อย่างไรก็ตาม ในฐานะนักจิตวิทยา ผมมองว่าความโกรธไม่ใช่ “ผู้ร้าย” เลยครับ . ผมมองว่าความโกรธคือ “ผู้ส่งสาร” มากกว่า . เวลาที่เรารู้สึกโกรธ ความโกรธกำลังบอกเราว่า… . มีบางสิ่งผิดปกติ เรากำลังถูกล้ำเส้น เราต้องปกป้องตัวเองหรือคนที่เราห่วงใย . ฉะนั้น หากเราเป็นคนที่ไม่มีความโกรธเลย เราก็จะไม่มี “ผู้ส่งสาร” ที่บอกให้เรารู้ว่า… . มีบางสิ่งผิดปกติ เรากำลังถูกล้ำเส้น เราต้องปกป้องตัวเองหรือคนที่เราห่วงใย . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกโกรธ แทนที่เราจะพยายามกำจัดหรือควบคุมความโกรธ สิ่งที่ดีกว่าที่เราสามารถทำได้คือการฟังเสียงความโกรธและลงมือ take action อย่างเหมาะสมมากกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/B978-0-12-558701-3.50007-7 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.271 https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 #จิตวิทยา #siamstr
image ความหวังคือสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” ในทุกๆความรักความสัมพันธ์ . เพราะความหวังทำให้เรามีความอดทนเวลาความรัก “ขรุขระ” เพราะความหวังคือ “เชื้อเพลิง” ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์เติบโต เพราะความหวังช่วยให้เราให้อภัยกันและกันได้ง่ายขึ้น . อย่างไรก็ตาม ความหวังจะเป็นประโยชน์กับความรักความสัมพันธ์ได้ก็ต่อเมื่อมัน “อิงกับความเป็นจริง” เท่านั้น . หากมันเป็นความหวังที่ “ลมๆแล้งๆ” มันจะทำร้ายคนที่ยึดมั่นในความหวังนั้นมากกว่า . คำถามสำคัญก็คือ…เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความหวังของเราที่มีในความรักความสัมพันธ์นั้น มัน “อิงกับความเป็นจริง” หรือมันเป็นเพียงแค่ความหวัง “ลมๆแล้งๆ”? . ในเบื้องต้น เราอาจจะลองสังเกตประเด็นต่อไปนี้ดูครับ . # 1 แต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์มีพฤติกรรมการแสดงออกที่สม่ำเสมอและจับต้องได้หรือไม่? หรือมีเพียงแค่คำพูดแต่ไร้เงาการกระทำ (หรือมีแต่การกระทำที่ไม่สม่ำเสมอ)? . # 2 แต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์รู้สึกปลอดภัยกันมากพอที่จะสื่อสารกันตรงๆหรือไม่? . # 3 แต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์เลือกที่จะลดความต้องการของตัวเองลงเพียงเพื่อประคองให้บรรยากาศความสัมพันธ์ “สงบสุข” หรือเปล่า? . # 4 แต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์เลือกที่จะคบกันเพราะ “ตัวตน” ของอีกฝ่ายในวันนี้…หรือเพราะแอบหวังว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น “คนใหม่”? . หากความรักความสัมพันธ์ของเรามีความพยายามที่สม่ำเสมอ สามารถสื่อสารกันตรงๆได้ ไม่มีใครที่ “ฝืนตัวเอง” เพียงเพื่อรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ให้ “ราบเรียบ” และไม่มีใครที่แอบหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนไปเป็น “คนใหม่” ล่ะก็… . ความหวังที่เราให้กับความรักความสัมพันธ์นี้น่าจะ “อิงกับความเป็นจริง” ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/S15327965PLI1304_01 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.95.3.608 https://psycnet.apa.org/record/1988-97881-020 https://doi.org/10.1016/0022-1031(80)90007-4 https://doi.org/10.1016/j.paid.2021.111350 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรารู้สึกเหนื่อยๆ เราจะทำอะไรกันบ้างครับ? . สำหรับหลายคน สิ่งที่พวกเขาทำคือการหยิบโทรศัพท์มือถือมาไถเล่นสัก 5 นาที . แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที เวลาก็ได้ผ่านพ้นมา 30 นาทีแล้ว! . แถมยังเป็น 30 นาทีที่พวกเขาเจอแต่ “ข่าวร้าย” (เช่น ข่าวสงคราม) “ประเด็นดราม่า” (เช่น ความขัดแย้งระหว่างบุคคลสาธารณะ) และ “พลังงานด้านลบ” (เช่น ความรู้สึกโกรธ) เต็มไปหมดเสียด้วย! . ท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “ในเมื่อการหยิบมือถือมาไถมันทำให้เรารู้สึกแย่แบบนี้ และเราทำมันไปทำไมกัน?” . เหตุผลข้อหนึ่งที่พบได้ในหลายๆกรณีก็คือ…เพราะเรามีอะไรบางอย่าง “ข้างใน” ที่เรากำลังหลีกเลี่ยงอยู่ (เช่น ความเบื่อ ความเหงา) . เราก็เลยหลีกเลี่ยงผ่านการหยิบโทรศัพท์มือถือมาไถเล่น . แต่การหลีกเลี่ยงนั้นไม่ได้ช่วยให้สิ่งที่อยู่ “ข้างใน” นั้นได้รับการตอบสนองที่เหมาะสม . มันเหมือนกับเวลาที่ลูกของเรากำลังส่งเสียงร้องไห้เพราะหิวนม และเราเลือกที่จะ “เบือนหน้าหนี” จากลูกและหันไปหาโทรศัพท์มือถือเลยครับ . ในที่สุดแล้ว ลูกของเราก็ยังคงส่งเสียงร้องไห้อยู่ เพราะเรายังไม่ได้ป้อนนมลูก . กรณีนี้ก็เช่นกันครับ . ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านพบว่าสิ่งที่ผมพูดถึงในข้างต้นมีส่วนที่ตรงกับประสบการณ์ในชีวิตของท่าน (หรือคนที่ท่านรู้จัก) วันนี้ ผมมีสิ่งที่อยากจะเชิญชวนให้ท่าน “ทดลอง” ดูครับ . ประการแรก เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านคิดที่จะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือ ผมขอชวนให้ท่านลองหยุดอยู่นิ่งๆสัก 2-3 วินาทีก่อนครับ . ประการที่สอง ผมขอชวนให้ท่านลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “สิ่งที่ฉันอยากได้ ณ วินาทีนี้คืออะไร?” . ประการที่สาม ผมขอชวนให้ท่านตอบคำถามนั้นกับตัวเองให้ชัดเจน (เช่น “ณ วินาทีนี้ ฉันอยากพักสายตา” “ณ วินาทีนี้ ฉันอยากจะคลายความเหงาในใจ”) . ประการสุดท้าย ผมขอชวนให้ท่านลงมือทำสิ่งที่จะ “ตอบโจทย์” ตัวท่านตรงๆครับ (เช่น “ณ วินาทีนี้ ฉันอยากพักสายตา => นอนหลับตาอยู่เฉยๆสัก 5 นาที” “ณ วินาทีนี้ ฉันอยากจะคลายความเหงาในใจ => โทรหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่อยากคุยด้วย”) . ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้…ผมไม่ได้มีเจตนาที่ “ใส่ร้ายป้ายสี” ว่าโทรศัพท์มือถือคือ “ผู้ร้าย” นะครับ - ผมเพียงแค่ต้องการเชิญชวนท่านผู้อ่านมาฟังเสียงใจตัวเองมากขึ้นเท่านั้นครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2005.06.006 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.chb.2013.10.059 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนเบือนหน้าหนีทันทีที่ได้ยินคำว่า “รักตัวเอง” . เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การ “รักตัวเอง” มันคือการ “ตามใจตัวเอง” (เช่น ให้ตัวเองกินขนมทั้งวัน โดดเรียน/โดดงาน บอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” หลังจากที่อารมณ์เสียใส่แฟนแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น) . แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเรา “รักตัวเอง” จริงๆ มันจะไม่ใช่การ “ตามใจตัวเอง” ครับ . เราอาจจะลองนึกถึงคนที่เรารัก เป็นห่วง และอยากเห็นเขามีชีวิตดีดูก็ได้ครับ (เช่น ลูกของเรา น้องของเรา แฟนของเรา) . เวลาที่เรารัก เป็นห่วง และอยากเห็นลูกของเรามีชีวิตที่ดี เราก็คงจะไม่ได้ตามใจลูกของเราแบบ 100% - เราคงไม่ให้ลูกกินแต่ขนมทั้งวันทั้งคืน เราคงไม่ให้ลูกโดดเรียน เราคงไม่บอกลูกว่า “ไม่เป็นไร” หลังจากที่ลูกอารมณ์เสียใส่คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล เราคงไม่ให้ลูกใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย . เพราะเรารู้ว่า หากเราตามใจลูกแบบ 100% ลูกอาจจะมีความสุขในวันนี้ แต่พรุ่งนี้ลูกอาจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ได้ (เช่น มีปัญหาสุขภาพ โดนครูต่อว่า ไม่มีใครอยากคบด้วย กลายเป็นบุคคลล้มละลาย) . แต่ในทางกลับกัน การที่เราไม่ได้ตามใจลูกแบบ 100% ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้มงวดกับลูกแบบ 100% เช่นกัน (เช่น ห้ามลูกกินขนมเลยแม้แต่คำเดียว บังคับให้ลูกไปโรงเรียนทุกวัน แม้ในวันที่ลูกไม่สบาย ต่อว่าลูกด้วยความรุนแรงหลังจากที่เห็นว่าลูกแสดงความไม่พอใจอย่างไม่เหมาะสมใส่คนอื่น ไม่อนุญาตให้ลูกซื้อของเล่นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว) . เพราะแม้ว่าเราจะไม่อยากเห็นลูกมีความทุกข์ในวันพรุ่งนี้ แต่เราก็อยากเห็นลูกมีความสุขในวันนี้ได้ด้วยเช่นกัน . การ “รักตัวเอง” ก็ไม่ต่างกันครับ - มันไม่ใช่การ “ตามใจตัวเอง” แบบสุดขั้วและมันก็ไม่ใช่การ “เข้มงวดกับตัวเอง” แบบสุดขั้ว . การ “รักตัวเอง” คือการ “ตามใจตัวเอง” โดยที่ไม่ทำให้วันพรุ่งนี้เสียหาย แต่ก็ไม่ได้ “เข้มงวดกับตัวเอง” จนทำให้เราไม่มีความสุขในวันนี้นั่นเองครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1751-9004.2010.00330.x #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่ชอบที่จะพูดว่า “ไม่รู้” . เพราะในสายตาของพวกเขา การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” มันดูไม่ฉลาด ดูไม่มีความสามารถ ดูไม่ดี . พวกเขาจึงเลือกที่จะพูดต่อไปเรื่อยๆ เดาต่อไปเรื่อยๆ และหวังว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าพวกเขา “ไม่รู้” . อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้น การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” มันไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไร้ความสามารถ . การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” มันสะท้อนว่า… . เราเป็นคนที่ถ่อมตัว เรามีความตระหนักรู้ในตัวเอง . และในหลายๆกรณี การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” มันสะท้อนว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริงด้วยซ้ำไป! . เพราะคนที่ “รู้จริง” เท่านั้นที่จะรับรู้ถึง “ข้อจำกัด” ของเรื่องที่ “รู้จริง” ได้ . เหมือนอย่างที่ขงจื๊อ (นักปราชญ์ชาวจีนชื่อดัง) เคยกล่าวไว้ว่า “ความรู้ที่แท้จริงคือการรู้ขอบเขตของความไม่รู้ของตน” . ใช่ครับ การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” มันไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ . แต่มันคือการซื่อสัตย์กับตัวเอง (และคนอื่น) . หากเราไม่มีความซื่อสัตย์นี้ เราก็จะไม่มี “รากฐาน” ที่สำคัญในการเรียนรู้และเติบโตต่อไปได้ . เราก็จะกลายเป็นคนที่ “เหมือนจะรู้…แต่ไม่รู้” ต่อไปเรื่อยๆ . นอกจากนี้ หากเรากำลังพูดคุยอยู่กับคนที่ “รู้จริง” ล่ะก็ . ไม่มีคนที่ “รู้จริง” คนไหนที่จะมองว่าเรา “ไม่ได้เรื่อง” เพียงเพราะเรายอมรับว่าเรา “ไม่รู้” หรอกครับ . อันที่จริง หากเรากำลังคุยกับคนที่ “รู้จริง” อยู่ล่ะก็ มันมีโอกาสสูงที่เขาจะมองเห็น “ความรู้ที่แท้จริง” (แบบที่ขงจื๊อพูดถึง) ที่สะท้อนผ่านคำว่า “ไม่รู้” ของเราครับ! . อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0022-3514.77.6.1121 https://doi.org/10.1007/978-0-306-47630-3_22 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมาคุยกับนักจิตวิทยา พร้อมกับความคาดหวังว่าพวกเขาจะรู้สึกดีขึ้น . มันเป็นความคาดหวังที่เข้าใจได้มากๆเลยครับ . แต่หลายคนก็พบว่า การมาคุยกับนักจิตวิทยามันไม่ได้ช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นเสมอไป (อย่างน้อยก็ในช่วงแรก) . เพราะสำหรับหลายๆคน การมาคุยกับนักจิตวิทยามันคือการที่พวกเขามาเผชิญหน้ากับเรื่องราว เหตุการณ์ ความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกที่พวกเขาหลีกเลี่ยงมานาน . มันทำให้บางคนร้องไห้ มันทำให้บางคนรู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม มันทำให้บางคนมองเห็นความเจ็บปวดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน . เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการมาคุยกับนักจิตวิทยา “ไม่ได้ผล” . แต่มันคือสัญญาณว่า การมาคุยกับนักจิตวิทยากำลัง “ได้ผล” ในระดับที่ “ลึกขึ้น” . มันเหมือนกับเวลาที่เราไปหาหมอ และหมอกรีดแผลของเราเลยครับ . มันเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดสำหรับเราก็จริง แต่มันก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบาดแผลของเราเยียวยาได้สนิทในท้ายที่สุดครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึงการพักผ่อน เรามักจะนึกถึงช่วงสุดสัปดาห์ที่ได้นอนเต็มอิ่ม หรือไม่ก็วันหยุดยาวช่วงเทศกาลที่เราได้ไปเที่ยวกับครอบครัวและเพื่อน . การพักผ่อนที่กินระยะเวลายาวนานเป็นวันแบบนั้นสามารถช่วยให้เรา “ชาร์จแบต” ให้ตัวเองได้อย่างเต็มอิ่ม . แต่ในบางครั้ง ชีวิตก็ไม่เปิดช่องให้เราได้พักผ่อนยาวๆแบบนั้นได้ . อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราไม่ได้มีเวลาพักผ่อนที่ยาวนานเป็นวันๆ เราก็ยังสามารถ “ชาร์จแบต” ให้ตัวเองได้อยู่ครับ! . เพราะนักวิจัยพบว่า ระยะเวลาเพียงแค่ 60 วินาทีก็เพียงพอในการเริ่มต้น “ชาร์จแบต” ให้ร่างกายและจิตใจของเราได้แล้ว . ไม่ว่าจะเป็นการหายใจเข้าออกลึกๆติดต่อกันเป็นเวลา 60 วินาที หรือการยืดเหยียดแขนขาของเราเป็นเวลา 60 วินาที หรือการหลับตาลงและฟังเสียงคลื่นทะเลติดต่อกันเป็นเวลา 60 วินาที . จริงอยู่ครับว่า ระยะเวลาเพียงแค่ 60 วินาทีมันอาจจะไม่ได้ “ชาร์จแบต” ให้เราได้เต็มอิ่ม 100% เหมือนเวลาที่เราลาพักร้อนติดต่อกันหลายวัน . แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตเรากำลังยุ่งสุดๆ การได้มีจังหวะ “ชาร์จแบต” ทีละนิดทีละหน่อยตลอดทั้งวันเช่นนี้ มันสามารถช่วยให้เรามีแรงที่จะรับมือกับชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว . …อย่าลืมหมั่น “ชาร์จแบต” ให้กันบ่อยๆนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1076-8998.12.3.204 #จิตวิทยา #siamstr
image “เราควรรักตัวเองก่อนรักคนอื่น” “ถ้าเรายังไม่สามารถ ‘สมบูรณ์’ ได้ด้วยตัวเอง เราจะไปรักคนอื่นได้ยังไง?” “ไม่มีใครที่จะมาเติมเต็มเราได้ นอกจากตัวเราเอง” . ท่านผู้อ่านเคยได้ยินประโยคในลักษณะข้างต้นไหมครับ? . ผมเชื่อว่าหลายท่านต้องเคยได้ยินกันมาบ้าง…ไม่มากก็น้อย . ประโยคเหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของการมีคุณค่าในตัวเองและการรับผิดชอบในอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง…ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม บางคนหยิบเอาแนวคิดเหล่านี้มาตีความไปในทิศทางที่ “สุดโต่ง” . ยกตัวอย่างเช่น “ถ้าฉันยังเยียวยาตัวเองได้ไม่ 100% ฉันจะไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความรักเด็ดขาด” “การที่ฉันยังมีแผลใจอยู่ มันแสดงว่าฉันยังไม่ควรค่ากับการมีคนมารัก” “ฉันไม่มีทางมีความรักที่ดีได้ หากฉันยังมีความอ่อนแออยู่” เป็นต้น . ซึ่งการตีความเหล่านี้…ดูจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก . เพราะในความเป็นจริงนั้น . ต่อให้เราจะยังไม่ได้ “เข้มแข็ง” ต่อให้เรากำลังอยู่ในช่วงที่ “เรียนรู้และเติบโต” ต่อให้เรายังคงมี “ความเจ็บปวด” อยู่ในใจ . เราก็สามารถมีความรักที่งดงามได้ . เพราะความรักที่งดงามไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบ . สิ่งที่ความรักต้องการคือคนที่พร้อมจะจริงใจและเติบโตไปกับความรักนั้นมากกว่าครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึกท้อแท้กับการดูแลตัวเอง . นั่นเป็นเพราะว่า… . พวกเขาพยายามดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน พยายามฝึกปฏิเสธคนอื่น พยายามพาตัวเองไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามหยุดใช้โทรศัพท์มือถือครึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน ฯลฯ . พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า . แต่พวกเขาไม่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเลย . มันทำให้พวกเขารู้สึกว่า ความพยายามของพวกเขามัน “สูญเปล่า” และเริ่มคิดที่จะล้มเลิกความตั้งใจในการดูแลตัวเองต่อไป . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ความพยายามของพวกเขาที่ผ่านมามัน “ไม่เห็นผล” ไม่ได้หมายความว่ามัน “สูญเปล่า” เลยครับ . มันเหมือนกับกรณีที่เรารดน้ำต้นไม้วันแล้ววันเล่า แต่ต้นไม้ก็ยัง “ไม่ออกดอกออกผล” . ในกรณีเช่นนี้ เราคงไม่บอกว่าน้ำที่เรารดลงไปมัน “สูญเปล่า” เพราะเรารู้ว่า กว่าต้นไม้จะ “ออกดอกออกผล” มันต้องใช้เวลา . การดูแลตัวเองก็เช่นเดียวกันครับ . ความพยายามในการดูแลตัวเองของเราอาจจะยัง “ไม่ออกดอกออกผล” ให้เราเห็นในวันนี้ . แต่ถ้าเราไม่หยุดดูแลตัวเอง ถ้าเราไม่หยุด “รดน้ำ” . สักวันหนึ่ง ความพยายามในการดูแลตัวเองของเราก็จะ “ออกดอกออกผล” แน่นอน . …เรามารดน้ำให้ต้นไม้ของตัวเองกันต่อเถอะครับ #จิตวิทยา #siamstr