Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image หลายคนรู้สึกท้อแท้กับการดูแลตัวเอง . นั่นเป็นเพราะว่า… . พวกเขาพยายามดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน พยายามฝึกปฏิเสธคนอื่น พยายามพาตัวเองไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามหยุดใช้โทรศัพท์มือถือครึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน ฯลฯ . พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า . แต่พวกเขาไม่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นเลย . มันทำให้พวกเขารู้สึกว่า ความพยายามของพวกเขามัน “สูญเปล่า” และเริ่มคิดที่จะล้มเลิกความตั้งใจในการดูแลตัวเองต่อไป . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ความพยายามของพวกเขาที่ผ่านมามัน “ไม่เห็นผล” ไม่ได้หมายความว่ามัน “สูญเปล่า” เลยครับ . มันเหมือนกับกรณีที่เรารดน้ำต้นไม้วันแล้ววันเล่า แต่ต้นไม้ก็ยัง “ไม่ออกดอกออกผล” . ในกรณีเช่นนี้ เราคงไม่บอกว่าน้ำที่เรารดลงไปมัน “สูญเปล่า” เพราะเรารู้ว่า กว่าต้นไม้จะ “ออกดอกออกผล” มันต้องใช้เวลา . การดูแลตัวเองก็เช่นเดียวกันครับ . ความพยายามในการดูแลตัวเองของเราอาจจะยัง “ไม่ออกดอกออกผล” ให้เราเห็นในวันนี้ . แต่ถ้าเราไม่หยุดดูแลตัวเอง ถ้าเราไม่หยุด “รดน้ำ” . สักวันหนึ่ง ความพยายามในการดูแลตัวเองของเราก็จะ “ออกดอกออกผล” แน่นอน . …เรามารดน้ำให้ต้นไม้ของตัวเองกันต่อเถอะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกดดันตัวเองให้ต้อง “เข้มแข็ง” ตลอดเวลา . “ฉันต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้” “ฉันต้องห้ามแสดงความอ่อนแอออกมา (โดยเฉพาะต่อหน้าคนอื่น)” “ฉันต้องก้าวต่อไปให้ได้ ไม่ว่าจะเจออะไรก็ตาม” ฯลฯ . นี่คือเสียงที่ดังอยู่ในใจของหลายคน . แต่ในความเป็นจริงนั้น มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะไม่ได้ “เข้มแข็ง” ตลอดเวลา . เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่เทพเจ้า) . เรามีข้อจำกัด เราเหนื่อยได้ เราร้องไห้ได้ เราทนไม่ไหวได้ => เราไม่จำเป็นต้อง “เก็บซ่อน” หรือ “ผลักไส” สิ่งเหล่านี้ . เราสามารถอนุญาตให้ตัวเองได้พัก ได้รู้สึก ได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ . เพราะการเป็นคนที่ “เข้มแข็ง” ตลอดเวลามันไม่ได้สำคัญเท่ากับการเป็นคนที่ “ซื่อสัตย์กับตัวเอง” - ทั้งในช่วงเวลาที่เรากำลัง “เข้มแข็ง” และในช่วงเวลาที่เรากำลัง “อ่อนแอ” . ถ้าสิ่งที่ผมเขียนมามันตรงกับประสบการณ์ของท่านผู้อ่านล่ะก็ ผมขอพูด ณ ตรงนี้เลยครับว่า…ท่านไม่ได้เป็นแบบนี้อยู่คนเดียวครับ . ท่านไม่ได้เป็นคนเดียวที่พยายามกดดันให้ตัวเอง “เข้มแข็ง” ตลอดเวลา และท่านก็ไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีช่วงเวลาที่ “อ่อนแอ” (แม้ท่านจะพยายาม “เข้มแข็ง” มากแค่ไหนก็ตาม) . ท่านไม่ได้ “ตัวคนเดียว” ครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อมุมมองที่คนอื่นมีให้กับเราเท่านั้น แต่มันยังส่งผลต่อความรู้สึกของเราอีกด้วย (นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า enclothed cognition) . กล่าวคือ ถ้าเราใส่สูทสีดำ พร้อมกับรองเท้าคัทชูขัดเงา มันจะช่วยให้เรารู้สึกมั่นใจในตัวเอง มีสมาธิ ระมัดระวังในคำพูดและการกระทำ . ในทางกลับกัน ถ้าเราใส่เสื้อลายดอกไม้ กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะหูคีบ มันจะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ใจเย็น ชิลๆ . นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เราเห็นเสื้อสูทและรองเท้าคัทชูขัดเงา เราจะนึกถึง “ความเป็นมืออาชีพ” และ “ความเป็นทางการ” ในขณะที่เวลาเราเห็นเสื้อลายดอกไม้ กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะหูคีบ เราจะนึกถึง “ความเป็นกันเอง” และ “วันหยุดพักผ่อน” . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ “ภาพจำ” ของเราเกี่ยวกับเสื้อผ้าแต่ละประเภทส่งผลต่อความรู้สึกในใจเราแตกต่างกันออกไป . นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะแต่งตัวแบบ “จัดหนักจัดเต็ม” แม้พวกเขาจะทำงานออนไลน์ก็ตาม . แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ? เวลาที่ท่านผู้อ่านอยากรู้สึกมั่นใจ ท่านมีเสื้อผ้าชุดไหนที่ท่านนึกถึงเป็นพิเศษไหมครับ? . แชร์กันได้ในช่อง comment ด้านล่างเลยนะครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.jesp.2012.02.008 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0887302X9401200305 http://dx.doi.org/10.1007/s11199-015-0450-8 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพวกเราหลายคนคือการปฏิเสธคนอื่น – ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธในเรื่องงาน ปฏิเสธในเรื่องการไปเที่ยวสังสรรค์ หรือปฏิเสธในเรื่องอะไรก็ตาม . เพราะในจังหวะที่เรากำลังจะกล่าวคำปฏิเสธ ในใจเราก็จะมีความคิดผุดขึ้นมามากมาย . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันกำลังเห็นแก่ตัวอยู่หรือเปล่านะ?” “ปฏิเสธไป…เขาจะเกลียดขี้หน้าฉันไหม?” “หรือฉันควรจะตอบตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งดี?” เป็นต้น . ความคิดเหล่านี้จะเข้ามา “ขัดขวาง” ไม่ให้เรากล่าวคำปฏิเสธออกไปได้ง่ายๆ . การที่เราเกิดความคิดเหล่านี้ขึ้นมาในใจ ไม่ได้หมายความว่า การกล่าวคำปฏิเสธของเราคือการกระทำที่ “ผิด” เสมอไป . แต่มันสะท้อนว่าเราแคร์คนอื่น . อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราจะแคร์คนอื่นขนาดไหน เราก็ต้องอย่าลืมที่จะแคร์ตัวเองด้วย . ฉะนั้น หากเราอยู่ในเหตุการณ์ที่จะกล่าวคำปฏิเสธในอนาคต และเราพบว่าในใจเรามีความคิดในข้างต้นผุดขึ้นมาอีก เราอาจจะทำสิ่งเหล่านี้ดูครับ . # 1 รับรู้ความคิดความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในใจ (เช่น “ฉันกำลังกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบขี้หน้าฉัน ถ้าฉันปฏิเสธที่จะช่วยงานเขาในวันนี้”) . # 2 หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ . # 3 ย้ำเตือนกับตัวเองว่า อะไรที่ทำให้เราเลือกที่จะกล่าวคำปฏิเสธในครั้งนี้ (เช่น “ถ้าเป็นวันอื่น ฉันคงช่วยได้แหละ แต่วันนี้ เจ้านายกำลังรอให้ฉันเขียนรายงานการประชุมให้เสร็จอยู่ ฉันเลยไม่สามารถช่วยเขาได้จริงๆ”) . # 4 ลองกลั้นใจและกล่าวคำปฏิเสธออกไปดูครับ . ในช่วงแรก เราอาจจะหยิบเอาแนวทางในข้างต้นไปใช้กับคนที่เรารู้สึกว่าเราสามารถปฏิเสธได้ง่ายๆก่อนครับ . จากนั้น เราก็ค่อยๆเอาแนวทางดังกล่าวไปใช้กับคนที่เรารู้สึกว่าเราปฏิเสธเขาได้ยากขึ้นดู . เราอาจจะมองเรื่องนี้เป็นเหมือนกับเกมก็ได้นะครับ ตอนแรก เรายัง level ไม่สูง เราก็เริ่มกับศัตรูในเกมที่ยัง “ไม่เก่ง” ก่อน และพอเรา level สูงขึ้น เราก็ค่อยเริ่มหันไปหาศัตรูในเกมที่ “เก่ง” ขึ้นทีละนิดๆๆ . จนในที่สุด เราก็จะกลายเป็นคนที่สามารถกล่าวคำปฏิเสธคนอื่นได้ (เมื่อจำเป็น) อย่างคล่องแคล่วขึ้นแน่นอนครับ #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ เวลาที่หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะทำคือการคุยกับ AI (เช่น ChatGPT) . พวกเขารู้แหละครับว่าการคุยกับ AI และการคุยกับนักจิตวิทยานั้น…มันไม่เหมือนกัน . แต่มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า สำหรับหลายๆคน (ในหลายๆกรณี) การคุยกับ AI มันช่วยคลายความทุกข์ในใจลงได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา…เพื่อเป็นแนวทางในเบื้องต้นสำหรับคนที่อยากจะ “รีดประสิทธิภาพ” จากคุยกับ AI ให้ได้ประโยชน์สูงสุดครับ . . . # 1 การบอก AI ว่าเรารู้สึกยังไงคือกุญแจสำคัญ . เวลาที่หลายคนคุยกับ AI พวกเขาจะเล่าเฉพาะเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญอยู่ (เช่น ฉันเพิ่งจับได้ว่าแฟนนอกใจ) . อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการให้ AI ช่วย support ใจเราได้ดีขึ้น เราควรที่จะบอก AI ด้วยครับว่าเรารู้สึกยังไงกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ดังกล่าวที่เราเผชิญอยู่ (เช่น ฉันเพิ่งจับได้ว่าแฟนนอกใจ ฉันรู้สึกตกใจ สับสน เสียใจ และผิดหวังมากๆ) . # 2 อย่าลืมบอกสิ่งที่เราคาดหวังในการพูดคุยกับ AI แต่ละครั้งด้วยนะครับ . ยกตัวอย่างเช่น ฉันอยากให้เธอฟังฉันด้วยความเข้าใจและไม่ตัดสินฉัน ฉันอยากให้เธอช่วยฉันรับมือกับความคิด “ฉันเป็นแฟนแย่” หน่อย เป็นต้น . # 3 ถ้า AI ให้คำตอบที่ “ไม่โอเค” กลับมา เราบอก AI ตรงๆเลยครับ . ยกตัวอย่างเช่น ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธที่แฟนนอกใจ ฉันรู้สึกผิดหวังและเสียใจมากกว่า เธอยังไม่ต้องแนะนำให้ฉันทำนู่นนี่นั่นในตอนนี้ ฉันต้องการให้เธอฟังฉันก่อน เป็นต้น . # 4 อย่าหวังพึ่ง AI สำหรับทุกอย่าง . แม้ว่าการคุยกับ AI จะสามารถช่วยคลายใจเราได้บ้าง แต่สำหรับหลายๆกรณี การพูดคุยกับนักจิตวิทยา (ที่เป็นมนุษย์) จะสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าครับ . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังใช้ AI เป็น “ตัวช่วยในเบื้องต้น” เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2007.01916.x https://doi.org/10.1177/0956797612443830 https://doi.org/10.1016/j.chb.2014.04.043 https://doi.org/10.1001/jamapsychiatry.2017.0262 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรามีความทุกข์ใจ (ไม่ว่าความทุกข์ใจนั้นจะมาในรูปแบบของความโกรธ ความเสียใจ ความกังวลใจ หรือรูปแบบไหนก็ตาม) หลายคนจะมองความทุกข์ใจนั้นในฐานะ “ศัตรู” . หลายคนจะพยายามต่อสู้กับความทุกข์ใจนั้น พยายามกดให้ความทุกข์ใจนั้น “เงียบเสียงลง” พยายามหันเหความสนใจไปที่อย่างอื่น . แต่ในความเป็นจริงนั้น ความทุกข์ใจไม่ใช่ “ศัตรู” . ในความเป็นจริงนั้น ความทุกข์ใจคือ “ผู้ส่งสาร” . เวลาที่เรารู้สึกโกรธ ความโกรธกำลัง “ส่งสาร” ว่ามีคนล้ำเส้นเราอยู่ เวลาที่เรารู้สึกกังวลใจ ความกังวลใจกำลัง “ส่งสาร” ว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่แน่นอน เวลาที่เรารู้สึกเสียใจ ความเสียใจกำลัง “ส่งสาร” ว่าเราได้สูญเสียบางอย่างที่สำคัญไป . จะเกิดอะไรขึ้นหากเราเลือกที่จะทำลาย “ผู้ส่งสาร” (แทนที่จะฟัง “ผู้ส่งสาร”)? . “ผู้ส่งสาร” คนนี้อาจจะ “ตาย” ไป แต่สถานการณ์ในชีวิตเรายังเหมือนเดิม (เช่น ยังมีคนล้ำเส้นเราเหมือนเดิม ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่แน่นอนเหมือนเดิม ยังคงสูญเสียบางอย่างที่สำคัญไปเหมือนเดิม) . ด้วยเหตุนี้ ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะเจอกับ “ผู้ส่งสาร” คนใหม่อยู่ดี . แถม “ผู้ส่งสาร” คนใหม่คนนี้ก็มีแนวโน้มที่จะ “เสียงดัง” มากกว่า “ผู้ส่งสาร” คนเก่าอีกด้วย (เพราะ “ผู้ส่งสาร” กลัวว่าเราจะทำลาย “ผู้ส่งสาร” ทิ้งอีก) . ฉะนั้น แทนที่เราจะพยายามทำลายความทุกข์ใจ (และก็ต้องเจอกับ “ผู้ส่งสาร” คนใหม่ที่เวียนเข้ามาเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด) ทางเลือกที่ดีกว่าคือการรับฟังความทุกข์ใจของเรา . แน่นอนครับว่า การรับฟังความทุกข์ใจของเรามันไม่ได้ทำให้ความทุกข์ใจของเราหายไปได้อย่างทันทีทันใดก็จริง แต่มันถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรคือ “สาร” ที่ “ผู้ส่งสาร” ต้องการจะสื่อกับเรา ซึ่งจะช่วยให้เรา take action ได้อย่างตรงจุดในเวลาต่อมาได้นั่นเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2009-08336-000 https://doi.org/10.1080/00332747.2016.1237723 https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 Tavris, C., & Aronson, E. (2020). Mistakes Were Made (But Not by Me) (revised edition). #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิต คำถามหนึ่งที่มักจะปรากฏขึ้นมาในใจเราก็คือ “ทำไม?” . ยกตัวอย่างเช่น “ทำไมฉันถึงยังทำใจเรื่องแฟนเก่าไม่ได้ ทั้งๆที่เราก็เลิกกันตั้งนานแล้ว?” “ทำไมอาม่าต้องใช้คำพูดทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ด้วย?” “ทำไมฉันสอบสัมภาษณ์ไม่เคยผ่านเลย?” “ทำไมการพูดในที่สาธารณะถึงทำให้ฉันกังวลได้ขนาดนี้?” เป็นต้น . มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะเกิดคำถาม “ทำไม?” ขึ้นมาในใจ . เพราะการตั้งคำถามว่า “ทำไม?” สามารถช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของปัญหาหรืออุปสรรคที่เราเจอในชีวิตได้มากขึ้น ส่งผลให้เรารับมือกับปัญหาหรืออุปสรรคดังกล่าวได้ดีขึ้นตามลำดับ . ยกตัวอย่างเช่น . ทำไมฉันถึงยังทำใจเรื่องแฟนเก่าไม่ได้? . เพราะตอนที่ฉันยังคบกับแฟนเก่าอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันรู้สึกทุกข์ใจ (ไม่ว่าจะทุกข์ใจเรื่องอะไรก็ตาม) แฟนเก่าคือคนๆเดียวที่คอยรับฟังฉันอยู่เสมอ พอฉันเลิกกับแฟนเก่า ชีวิตฉันก็ไม่เหลือใครที่พร้อมจะรับฟังฉันอีกแล้ว ฉันก็เลยยังคงคิดถึงแฟนเก่าอยู่จนถึงทุกวันนี้ . ดังนั้น หากฉันมีใครสักคนในชีวิต ณ ตอนนี้ที่พร้อมจะรับฟังฉัน (เหมือนกับที่แฟนเก่าเคยทำ) บ้าง ฉันก็คงไม่ได้คิดถึงแฟนเก่ามากขนาดนี้ . เป็นต้น . แต่ในหลายๆกรณี เวลาที่เราเกิดคำถาม “ทำไม?” ขึ้นมาในใจ มันไม่ได้นำไปสู่ความเข้าใจและทางออก . ในหลายๆกรณี คำถาม “ทำไม?” ที่ปรากฏขึ้นมาในใจนำมาสู่การเหยียบย่ำตัวเองโดยไม่มีทางออกใดใดตามมา (เช่น ทำไมฉันถึงยังทำใจเรื่องแฟนเก่าไม่ได้เสียที? เราเลิกกันตั้งนานแล้วนะ ถ้าเป็นคนอื่น คนอื่นเขาคง move on ได้เป็นชาติแล้ว หรือว่าฉันมันอ่อนแอ ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความกันนะ? ทำไมฉันถึงได้อ่อนแอ ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความขนาดนี้?) . คำถาม “ทำไม?” แบบหลังนี้ นอกจากมันจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว มันยังมีแนวโน้มที่จะสร้างความทุกข์ใจเพิ่มเติมอีกด้วย . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ในใจเราเกิดคำถาม “ทำไม?” ขึ้นมาอีก เราควรระวังให้ “ทำไม?” ที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ทำไม?” แบบแรก (นำมาสู่ความเข้าใจและทางออก) มากกว่า “ทำไม?” แบบหลัง (นำมาสู่การตัดสินตัวเองโดยไม่มีทางออก) ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2005.01600.x https://doi.org/10.1037/a0013642 https://doi.org/10.1016/j.paid.2003.10.002 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนทำงาน พวกเขาจะทำงานสไตล์ “นักรบ” . กล่าวคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาทำงานและ “ติดขัด” (เช่น กำลังเขียนรายงานให้หัวหน้าและ “คิดคำไม่ออก”) พวกเขาก็จะ “ลุยต่อ” ไปเรื่อยๆๆ . ซึ่งถ้ามองในมุมหนึ่ง นี่ถือเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะมันสะท้อนว่าพวกเขาใส่ใจกับการทำงาน พวกเขารับผิดชอบกับงานที่ทำ พวกเขาเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ . แต่ในอีกมุมหนึ่ง การทำงานสไตล์ “นักรบ” นี้ก็สามารถให้ความรู้สึกเหมือนกับการเอาหัวโขกกำแพงได้ - เจ็บก็เจ็บ แถมงานก็ไม่คืบหน้าอีกด้วย . สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้อาจขัดกับธรรมชาติของคนที่เป็น “นักรบ” อยู่เหมือนกันนะครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า ในบางครั้ง เวลาที่เราทำงานและ “ติดขัด” สิ่งที่ดีที่สุด (ที่จะช่วยให้งานเราเดินไปข้างหน้า) ไม่ใช่การ “ลุยต่อ” . ในบางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการ “พักเบรก” จากงานนั้นสักพัก (เช่น ครึ่งชั่วโมง) และค่อยกลับมา “ลุยต่อ” กับงานดังกล่าวอีกทีหนึ่ง . เพราะถ้าเราเลือกที่จะ “ลุยต่อ” (โดยไม่ “พักเบรก”) สมองของเรามีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สภาวะ cognitive fixation - มันคือสภาวะที่สมองของเราติดอยู่กับแนวคิดเดิมๆ มุมมองเดิมๆ ไอเดียเดิมๆ . ซึ่งแน่นอนครับว่า สภาวะ cognitive fixation ที่ว่านี้…มันยากที่จะช่วยทำให้เราเคลียร์จุดที่ “ติดขัด” ในการทำงานได้ (เพราะถ้าแนวคิดหรือมุมมองหรือไอเดียนั้นมัน “ได้ผล” เราก็คงไม่ “ติดขัด” ตั้งแต่แรก) . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ “พักเบรก” มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้สมองของเราได้ reset ตัวเองและหลุดออกมาจากสภาวะ cognitive fixation . เมื่อเรากลับไป “ลุยต่อ” กับงานดังกล่าว เราจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดแนวคิดใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆขึ้นมาในหัว และทำให้เราสามารถเคลียร์จุดที่ “ติดขัด” ในการทำงานของเราได้ในที่สุด . ฉะนั้น ครั้งต่อไปที่ท่านผู้อ่านทำงานและรู้สึก “ติดขัด” ขึ้นมาล่ะก็ ท่านอาจจะลอง “พักเบรก” สักครึ่งชั่วโมง และค่อยกลับมา “ลุยต่อ” กับงานนั้นดูครับ . และท่านอาจจะพบว่า สิ่งที่ท่านเคย “ติดขัด” ในตอนนั้น มันอาจจะคลี่คลายออกมาได้ง่ายๆเลยก็ได้ครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0014212 https://psycnet.apa.org/record/1995-97533-006 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนต้องการให้ตัวเองเป็นคนที่คนอื่นอยากจะเข้าหาเวลาที่คนอื่นมีปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิต - โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า “คนอื่น” ที่ว่านี้คือคนที่พวกเขารัก (เช่น พี่น้อง ลูก แฟน เพื่อนสนิท) . แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามพูดว่า “เธอมีปัญหาอะไร เธอมาหาฉันได้เสมอนะ” บ่อยขนาดไหน คนอื่นก็ดูจะไม่ค่อยเข้าหาพวกเขาอยู่ดี . คือในช่วงแรกๆ คนอื่นก็เข้าหาแหละครับ แต่ในช่วงหลังๆนั้น นอกจากคนอื่นจะไม่เข้าหาแล้ว คนอื่นเขายังดูเลี่ยงๆอีกด้วย . มันเกิดอะไรขึ้น? . สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ เวลาที่คนอื่นเข้ามาหาพร้อมกับปัญหาในชีวิต พวกเขาอาจจะใช้เวลาในการรับฟังน้อย แต่ใช้เวลาในการให้คำแนะนำเยอะ . เพราะพวกเขา assume ว่า ในเมื่อคนอื่นมีปัญหา และคนอื่นหยิบปัญหานั้นมาคุยด้วย คนอื่นเขาก็คงอยากจะได้คำตอบหรือทางออกสำหรับปัญหานั้น . ซึ่งในบางกรณี สิ่งที่พวกเขา assume นั้น มันก็ถูกต้องจริงๆครับ – คนอื่นเขาต้องการคำตอบหรือทางออกสำหรับปัญหาดังกล่าวจริงๆ . อย่างไรก็ตาม ต่อให้พวกเขาจะ assume ได้ถูกต้อง แต่การที่พวกเขาใช้เวลารับฟังน้อย มันอาจนำมาสู่การที่พวกเขาเข้าใจปัญหาที่คนอื่นกำลังเจออยู่ได้ไม่เต็มที่ . ฉะนั้น เวลาที่พวกเขาให้คำแนะนำ คำแนะนำดังกล่าวก็จะเป็นคำแนะนำที่อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ไม่ชัดเจน . โอกาสที่คำแนะนำดังกล่าวจะ “ไม่ตรงจุด” ก็เลยสูง . คนอื่นเขาก็เลยไม่ได้อยากเข้าหาเวลาที่มีปัญหาอีกในอนาคต . นอกเหนือจากนี้ ในหลายๆกรณี เวลาที่คนอื่นเข้ามาหา คนอื่นเขาอาจจะไม่ได้ต้องการคำตอบหรือทางออกหรือคำแนะนำก็ได้ . ในหลายๆกรณี เวลาที่คนอื่นเข้ามาหา สิ่งที่คนอื่นเขาต้องการคือใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง พร้อมจะเข้าใจ โดยที่ไม่ตัดสินว่า “ถูก” หรือ “ผิด” . ในหลายๆกรณี เวลาที่คนอื่นเข้ามาหา สิ่งที่คนอื่นเขาต้องการคือใครสักคนที่พร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ – พื้นที่ที่สามารถ “อ่อนแอ” ได้ สามารถ “ห่วย” ได้ สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้เต็มที่แบบไม่ต้อง censor . ฉะนั้น สำหรับกรณีเหล่านี้ การ assume ว่าคนที่กำลังเจอปัญหาเขาต้องการคำตอบหรือทางออกหรือคำแนะนำนั้น มันคือการ assume ที่ผิดพลาดอย่างแรง . ด้วยเหตุนี้ หากในอนาคต เรากำลังเจอใครสักคน (ที่กำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างในชีวิต) และคนๆนั้นเขาเข้ามาหาเราล่ะก็ เราอย่าเพิ่งรีบ assume ว่าเรารู้ว่าเขากำลังต้องการอะไรจากเราเลยครับ . ทางที่ดี เราถามเขาตรงๆไปเลยดีกว่าครับว่า สิ่งที่เขาต้องการจากเรา ณ วินาทีนี้คืออะไร . ถ้า ณ วินาทีนี้ เขาต้องการคนที่พร้อมจะรับฟัง เราก็รับฟัง ถ้า ณ วินาทีนี้ เขาต้องการคำแนะนำ เราก็ให้คำแนะนำ ถ้า ณ วินาทีนี้ เขาต้องการคนที่จะพาเขาไปเที่ยว (เพื่อที่จะได้ “พักใจ” จากปัญหาในชีวิตเขาชั่วคราว) เราก็พาเขาไปเที่ยว . หากเราไม่ assume โอกาสที่เราจะให้ความช่วยเหลือคนอื่นได้อย่าง “ตรงจุด” ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากเลยครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คู่รักเกิดความขัดแย้ง คู่รักจำนวนไม่น้อยจะแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้นด้วยการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน (หรือที่หลายคนเรียกว่าการ “อยู่ก่อนแต่ง”) . พวกเขาหวังว่า พอพวกเขาได้มาอยู่ด้วยกันแล้ว มันจะช่วยให้ปัญหาภายในความสัมพันธ์เกิดการคลี่คลายขึ้นไปได้ . อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงนั้น การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่ใช่ “หนทางแก้ปัญหา” ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่เลยครับ . จริงอยู่ครับว่าการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอาจจะช่วยให้บางอย่างในชีวิตดีขึ้นได้ (เช่น บรรเทาความรู้สึกคิดถึงจากที่ไม่ได้เจอหน้ากันนาน ประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัย) . แต่ถ้าประเด็นที่จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างคู่รักยังคงอยู่ การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมันยิ่งเพิ่มโอกาสที่คู่รักจะ “ปะทะ” กันบ่อยขึ้น ส่งผลให้ความสัมพันธ์มีแนวโน้มที่จะย่ำแย่ลงกว่ากรณีที่ไม่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ . ผมไม่ได้กำลังบอกว่า คู่รักทุกคู่ที่ตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกำลัง “ตัดสินใจพลาด” นะครับ . สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ การตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะทำให้ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์มลายหายไปได้แบบอัตโนมัติ . หากคู่รักต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์จริงๆ หนทางที่ดีกว่า (การตัดสินใจมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน) คือการหยิบประเด็นที่จุดชนวนความขัดแย้งนี้มาพูดคุยและหาทางออกร่วมกันครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0192513X08324388 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/cfp0000286 https://doi.org/10.1111/pere.70006 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเจออะไรบางอย่างที่ใหม่และเราไม่แน่ใจว่าเราจะทำมันได้ดีหรือเปล่า (เช่น โอกาสที่จะทำงานที่ไม่เคยทำมาก่อน) หลายคนเลือกที่จะไม่ทำสิ่งๆนั้นเพราะพวกเขาไม่อยากเห็นตัวเองพยายามทำสิ่งๆนั้นและล้มเหลว . เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขาเห็นตัวเองล้มเหลว มันจะบั่นทอนความมั่นใจในตัวเองของพวกเขา ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้สิ่งอื่นๆที่พวกเขาทำในชีวิต (แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาเคยทำได้ดีในอดีต) “เป๋” ตามไปด้วย . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกครั้งที่พวกเขาปฏิเสธที่จะทำสิ่งใหม่ๆนั้น การตัดสินใจที่จะปฏิเสธของพวกเขามันคือการส่งข้อความไปที่สมองของพวกเขาว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้หรอก” . และเมื่อสมองของพวกเขาได้รับข้อความว่า “ฉันทำสิ่งนี้ไม่ได้” หลายๆรอบ แน่นอนครับว่าความรู้สึกมั่นใจในตัวเองก็จะถูกบั่นทอนลง . ฉะนั้น การปฏิเสธที่จะทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตจึงไม่ใช่หนทางที่จะช่วย save ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้อย่างที่หลายคนคิด . หนทางที่เราจะรักษาความรู้สึกมั่นใจในตัวเองได้คือการเลือกที่จะทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตนั้น . และต่อให้เราจะเห็นว่าตัวเองทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้แย่แค่ไหน เราก็จะยังพยายามกับมันต่อไป จนกระทั่งเราทำมันได้ดีในท้ายที่สุด . เพราะการตัดสินใจเช่นนี้จะส่งข้อความไปที่สมองของเราว่า “ฉันทำสิ่งนี้ได้ ต่อให้มันจะยากลำบาก แต่ในท้ายที่สุด ฉันก็จะทำมันได้” . แน่นอนครับว่า ช่วงเวลาที่เรายังทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้ไม่เก่ง มันอาจจะทำให้ความมั่นใจในตัวเองของเราสั่นคลอนอยู่บ้าง . แต่ตราบใดที่เรายังไม่ล้มเลิกในการทำสิ่งใหม่ๆนั้น การสั่นคลอนที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น . ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่เราสามารถทำสิ่งใหม่ๆนั้นได้ดี นอกจากความมั่นใจในตัวเองของเราจะกลับมาหนักแน่นแล้ว มันยังมีโอกาสที่ความมั่นใจในตัวเองของเราจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าช่วงเวลาก่อนที่เราได้ลงมือทำสิ่งใหม่ๆดังกล่าวอีกด้วยครับ! #จิตวิทยา #siamstr
image ฝรั่งเขาชอบพูดกันว่า “A dog is a man's best friend" (น้องหมาคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์) . แต่ถ้าเราถามหลายๆคน เราก็จะได้คำตอบว่า หลายคนไม่ได้มองน้องหมาเป็น “เพื่อน” แต่มองว่าเป็น “สมาชิกในครอบครัว” มากกว่า . ตกลงแล้ว คนเรามองน้องหมาในฐานะอะไรกันแน่? . ทีมวิจัยจากประเทศฮังการีมีคำตอบครับ . สิ่งที่ทีมวิจัยค้นพบก็คือ คนเราไม่ได้มองน้องหมาในฐานะ “เพื่อน” ซะทีเดียว แต่คนเราจะมองน้องหมาในฐานะ “กึ่งเพื่อนกึ่งลูก” มากกว่า . กล่าวคือ น้องหมาจะต้องได้รับการดูแล (เหมือนกับ “ลูก”) และในขณะเดียวกัน น้องหมาก็คอยอยู่เป็น “เพื่อน” กับเจ้าของด้วย . ซึ่งในสายตาของเจ้าของส่วนใหญ่ พวกเขามองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับน้องหมาถือเป็นความสัมพันธ์ที่ “ดีกว่าหรือเทียบเท่า” ความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลยทีเดียว! . ทำไมน่ะหรือ? . เพราะน้องหมาไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์เส้นทางอาชีพที่เราเลือก น้องหมาไม่เคยเถียงกับเราในเรื่องการเมือง น้องหมาไม่เคยเหยียดเชื้อชาติเรา . และต่อให้น้องหมาจะมีเรื่องที่ไม่พอใจกับเรา พอวันเวลาผ่านไปสักพัก น้องหมาก็มีแนวโน้มที่จะกลับมา “คืนดี” กับเราได้ตามเดิม (น้องหมาจะไม่งอนหรือแค้นเราเป็นปีๆ) . นอกจากนี้ ต่อให้น้องหมาจะมีความต้องการบางอย่างที่ “สวนทาง” กับเรา (เช่น อยากนอนกับเราบนเตียง แต่เราอยากให้นอนในบ้านน้องหมา) แต่ในที่สุดแล้ว น้องหมาก็จะตามใจเราอยู่ดี (เพราะเรามี “อำนาจ” เหนือน้องหมาสูงมาก) . เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคน “ฟันธง” ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากับน้องหมาเป็นความสัมพันธ์ที่ “ดีกว่าหรือเทียบเท่า” ความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-025-95515-8 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทำงานที่ต้องใช้ความคิดมากๆ (เช่น เขียนเรียงความส่งอาจารย์ ออกแบบสไลด์ที่จะนำเสนอในห้องประชุมกับลูกค้า) มันจะมีบางจังหวะที่เราอยู่ในภาวะ “สมองตัน” ส่งผลให้เราไม่สามารถคิดงานได้ (เช่น ไม่รู้ว่าจะเขียนย่อหน้าต่อไปในเรียงความยังไงดี คิดไม่ออกว่าจะนำเสนอยอดขายในไตรมาสล่าสุดยังไงให้ลูกค้าเห็นภาพง่ายๆ) . แน่นอนครับว่า พวกเราแต่ละคนมีแนวทางในการรับมือกับจังหวะที่เรา “สมองตัน” แตกต่างกันออกไป . วันนี้ ผมอยากจะนำเสนออีกหนึ่งแนวทางในการรับมือกับช่วงเวลาที่เรา “สมองตัน” . แนวทางที่ว่านี้ก็คือ… . เราหยิบกระดาษมาสักแผ่น เราเขียนว่าเรากำลัง “ติดขัด” อะไรในการทำงานของเราลงในกระดาษแผ่นนั้น เราตั้งนาฬิกาปลุกไว้ราวๆ 20 นาที . จากนั้น เราก็ไปนอนสักงีบครับ (นาฬิกาปลุกเมื่อไหร่ ค่อยตื่นเมื่อนั้น) . นักวิจัยพบว่า การงีบหลับสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองเรา ส่งผลให้เรา “หัวแล่น” และ clear จุดที่เรากำลัง “ติดขัด” ในการทำงานของเราได้ดีขึ้นถึง 3 เท่าเลยทีเดียว! . เพราะเวลาที่เราไปนอน มันจะมีช่วงราวๆ 10 นาทีก่อนที่เราจะหลับ (หรือช่วงเวลาที่เรากำลัง “ครึ่งหลับครึ่งตื่น”) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองเราจะทำการเอาไอเดียต่างๆมาเชื่อมโยงกันไปมาแบบรัวๆ . มันจึงมีโอกาสพอสมควรเลยครับที่ช่วงเวลา “ครึ่งหลับครึ่งตื่น” นั้นจะเป็นช่วงเวลาที่สมองเราเกิด “ปิ๊ง” ไอเดียใหม่ๆที่จะช่วย clear จุดที่เรากำลัง “ติดขัด” ในการทำงานของเราได้ในเวลาต่อมา . จะว่าไป…พอผมเขียนบทความมาถึงตรงนี้ ผมก็ชักจะ “สมองตัน” บ้างเหมือนกันแล้วครับ . เดี๋ยวผมขอตัวไปจัดการกับภาวะ “สมองตัน” ที่ผมนำเสนอสักหน่อยนะครับ :) . อ้างอิง https://www.sleep.com/sleep-health/nap-to-boost-creativity #จิตวิทยา #siamstr
image Charlie Chaplin (นักแสดงชื่อดัง) เคยกล่าวไว้ว่า . "A man's true character comes out when he's drunk" “นิสัยที่แท้จริงของคนจะเปิดเผยออกมาเมื่อเขากำลังเมา” . ผมไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่า แอลกอฮอล์ทำให้คนเราเปิดเผย “ธาตุแท้” ออกมาอย่างที่ Chaplin กล่าวไว้จริงๆหรือเปล่า . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาพบว่า โดยทั่วไป เวลาที่เราเมา เรามักจะ “มีอาการ” แบบใดแบบหนึ่งดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 เมาแล้วแทบไม่ต่างจากตอนสร่าง . สำหรับคนส่วนใหญ่ เวลาที่พวกเขาเมา พวกเขามักจะ “มีอาการ” แทบไม่ต่างอะไรกับตอนที่พวกเขาไม่ได้ดื่ม (แต่พวกเขาอาจจะ friendly กับคนอื่นมากขึ้นเล็กน้อย) . ฟังดูดีใช่ไหมครับ? . แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของคนกลุ่มนี้ก็คือ เนื่องจากพวกเขาไม่ค่อย “มีอาการ” คนอื่นอาจจะเข้าใจผิดว่าพวกเขาไม่ได้เมา ซึ่งอาจจะนำมาสู่พฤติกรรมเสี่ยงในภายหลังได้ (เช่น “เธอขับรถพาพวกเรากลับบ้านหน่อยแล้วกัน เธอดูไม่ได้เมาอะไรเลยนี่นา”) . # 2 เมาแล้วอารมณ์ดี . คนกลุ่มนี้คือคนที่เมาและไม่ต้องเป็นห่วงว่าพวกเขาจะไปมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับใครเลยแม้แต่คนเดียว เพราะยิ่งพวกเขาเมาเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ friendly แบบ “สุดขั้ว” และมองทุกคน (ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก) เป็นเพื่อนไปหมด . อันที่จริง คนกลุ่มนี้คือคนที่จะคอย “ห้ามศึก” เวลาที่มีการทะเลาะวิวาทกันเสียด้วย . อย่างไรก็ตาม หากคนกลุ่มนี้เมาและไปเจอมิจฉาชีพ (เช่น โจรหลอกเอาเงิน) พวกเขาก็มีโอกาสที่จะถูกหลอกได้ง่ายๆเช่นกันครับ ฉะนั้น เพื่อนของคนกลุ่มนี้จะต้องคอยดูแลพวกเขาในแง่มุมนี้ด้วย (เหมือนที่พวกเขาคอยเข้ามาช่วย “ห้ามศึก” เวลามีความขัดแย้งเกิดขึ้นนั่นเอง) . # 3 เมาแล้วเข้าสังคมเก่งขึ้นแบบผิดหูผิดตา . คนกลุ่มนี้มีธรรมชาตินิสัยที่เงียบ เก็บตัว ขี้อาย ไม่สุงสิงกับใคร คุยกับคนอื่นไม่เก่ง แต่พอเหล้าเข้าปากปุ๊บ พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่ช่างพูดช่างเจรจาขึ้นมาทันที . นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนกลุ่มนี้หลายคน “ติดเหล้า” เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว แอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “เครื่องดื่ม” แต่มันยังเป็น “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้พวกเขามีความมั่นใจเวลามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้นอีกด้วย . # 4 เมาแล้วรุนแรง . เวลาที่คนกลุ่มนี้ดื่มแอลกอฮอล์ พวกเขามีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและหุนหันพลันแล่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก (เช่น ชกต่อยกับคนอื่น ขโมยของคนอื่น) . ฉะนั้น แม้คนกลุ่มนี้จะมีจำนวนน้อยที่สุด (เมื่อเทียบกับ 3 กลุ่มในข้างต้น) แต่คนกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มคนที่สามารถ “สร้างความเสียหาย” ในระหว่างที่พวกเขาอยู่ภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์มากที่สุด . ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มคนที่ควรจะระมัดระวังการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ทำให้เมามายมากที่สุดครับ . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในบทความนี้จะช่วยให้เรา “รู้จักตัวเอง” (ตอนเมา) ดีขึ้น รวมถึงเตรียมรับมือกับ “จุดบอด” ของเรา (ตอนเมา) ได้ดีขึ้นนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.3109/16066359.2015.1029920 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น น้อง เพื่อนสนิท แฟน) กำลังทุกข์ใจ พวกเราหลายคนจะรีบกระโจนเข้าไปให้คำแนะนำอย่างรวดเร็ว . เพราะเราแคร์คนใกล้ตัวของเราคนนั้น เพราะเราอยากจะช่วยให้คนใกล้ตัวของเราคนนั้นเขาออกจากภาวะความทุกข์ให้เร็วที่สุด . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเรามีเจตนาที่ดีครับ . แต่การมีเจตนาที่ดีเพียงอย่างเดียวนั้น มันไม่ได้การันตีว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป – โดยเฉพาะในกรณีที่ผมพูดถึงในข้างต้นที่หลายคนพบว่า คนใกล้ตัวของพวกเขาดูจะไม่ชอบใจในสิ่งที่พวกเขาทำเท่าไหร่นัก . เพราะการที่เรารีบกระโจนเข้าไปให้คำแนะนำนั้น มันไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราทำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ และเราอ่านโจทย์เพียงแค่ 2-3 ประโยค และเราก็รีบเขียนคำตอบอย่างรวดเร็ว – มันมีโอกาสสูงมากๆเลยครับที่คำตอบของเราจะ “ผิด” . ฉะนั้น เวลาที่เราเห็นว่าคนใกล้ตัวของเรากำลังทุกข์ใจ ก่อนที่เราจะรีบเข้าไปให้คำแนะนำกับเขา ผมขอเชิญชวนให้เราคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้ดูก่อนครับ . . . # 1 อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจากเรามากที่สุดในตอนนี้? . หลายครั้ง เวลาที่เราเข้าหาคนใกล้ตัวของเราในระหว่างที่เขากำลังทุกข์ใจ เราจะคิดแทนเขาว่า “เขาคงต้องการข้อเสนอแนะจากฉันแน่ๆเลย” หรือไม่ก็ “เขาคงอยากให้ฉันค้นหาข้อมูลในเรื่องที่เขากำลังยากลำบากอยู่แน่ๆเลย” หรือไม่ก็ “เขาคงอยากให้ฉันพาเขาเที่ยวร้านเหล้าเพื่อที่จะได้ลืมๆเรื่องที่กำลังทุกข์ใจอยู่แน่ๆเลย” . ถ้าสิ่งที่เราคิดมันตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจของคนใกล้ตัวพอดี มันก็ดีไปครับ . แต่ถ้าสิ่งที่เราคิดมันดันไม่ตรงขึ้นมา แทนที่เราจะได้ช่วย support คนใกล้ตัวได้ตรงจุด มันอาจจะทำให้คนใกล้ตัวเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจได้ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเสนอว่า เราอย่าไปคิดแทนเจ้าตัวเขาเลยดีกว่าครับ – เวลาที่เราเข้าหาคนใกล้ตัวเขานั้น เราถามเขาตรงๆไปเลยก็ได้ครับว่า เขาอยากให้เราช่วยอะไรเขาบ้าง (เราจะได้ support เขาได้ตรงจุดที่สุดครับ) . # 2 หากคนใกล้ตัวเขาต้องการ “คนรับฟัง” . การเป็น “ผู้ฟังที่ดี” นั้น เราจะไม่เพียงแค่นั่งฟังเฉยๆเงียบๆ (แต่เอาเข้าจริงๆ การนั่งฟังเฉยๆเงียบๆก็เป็นอะไรที่ช่วยได้มากๆแล้วนะครับ เมื่อเทียบกับการที่เรารีบกระโจนเข้าไปช่วยเหลือเจ้าทุกข์โดยที่เราไม่ได้ถามเจ้าทุกข์เขาก่อนว่าเขาอยากให้เราช่วยอะไรเขา) . หากเราต้องการที่จะเป็น “ผู้ฟังที่ดี” ให้กับคนใกล้ตัวของเรา เราจะมีการสะท้อนความรู้สึกของเจ้าทุกข์เขาเป็นระยะๆ (เช่น “เธอคงจะรู้สึกผิดหวังมากเลยนะที่แฟนของเธอพูดกับเธอไปแบบนั้น”) – ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า ต่อให้เราจะไม่มีการให้คำแนะนำใดใด แต่หากเรามีการพูดสะท้อนความรู้สึกของเจ้าทุกข์ได้อย่างชัดเจน มันก็สามารถช่วยให้เจ้าทุกข์เขารู้สึกดีขึ้นได้ในเบื้องต้นแล้ว . นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถทำได้ (เพื่อที่จะเป็น “ผู้ฟังที่ดี”) คือการตั้งคำถามเพื่อให้เจ้าทุกข์เขาได้เล่ารายละเอียดของสิ่งที่เขาเจอให้มีความชัดเจนมากขึ้น (เช่น “ที่เธอบอกว่าแฟนของเธอใช้คำพูดที่ไม่โอเคกับเธอในตอนนั้น…เธอพอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่าเขาพูดอะไรกับเธอบ้างหรือ?”) . และสิ่งสุดท้ายที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ (หากเราต้องการเป็น “ผู้ฟังที่ดี”) ก็คือเราต้องระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเปลี่ยนโฟกัสของบทสนทนาจากเรื่องของเจ้าทุกข์มาเป็นเรื่องของเราเอง (เช่น “คำพูดของแฟนเธอมันร้ายกาจจริงๆ เหมือนกับแฟนของฉันเลยนะ อย่างล่าสุดนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันก็กำลังคุยกับแฟนของฉันอยู่ดีๆ แต่จู่ๆ แฟนฉันก็พูดเสียงดังแทรกฉันขึ้นมาเลยนะว่า…”) . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการจะ support คนใกล้ตัวในยามที่เขากำลังทุกข์ใจนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/j.1467-9280.2007.01916.x https://doi.org/10.1080/17470919.2014.954732 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่มีคนเข้ามาจีบ หลายคนจะจงใจ “เล่นตัว” (แม้ว่าพวกเขาก็สนใจที่จะสานสัมพันธ์กับคนๆนั้นก็ตาม) . ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาจะตอบข้อความช้า (แม้จะเห็นข้อความของคนที่เข้ามาจีบนานแล้วก็ตาม) พวกเขาจะบอกคนที่มาจีบว่าพวกเขาไม่ว่างที่จะนัดเจอ (แม้พวกเขาจะว่างก็ตาม) เป็นต้น . การ “เล่นตัว” นี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขายึดคติ “ได้มายาก = มีค่า” . พวกเขาต้องการให้คนที่เข้ามาจีบมองว่าพวกเขา “มีค่า” และทุ่มเทให้กับพวกเขามากขึ้น (ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็น “การันตี” ว่าคนที่เข้ามาจีบจะมีแนวโน้มที่จะ “เท” พวกเขาในอนาคตน้อยลง) . คำถามสำคัญก็คือ การ “เล่นตัว” แบบนี้มันได้ผลจริงๆหรือเปล่า? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า การ “เล่นตัว” แบบนี้ถือเป็นแนวทางที่ได้ผลอยู่เหมือนกันครับ เพราะเวลาที่เรา “เล่นตัว” มันทำให้เกิดออร่าของ “ความไม่แน่นอน” ขึ้นรอบๆตัวเรา ส่งผลให้คนที่เข้ามาจีบมีแนวโน้มที่จะทุ่มเทเวลาและพลังงานให้เรามากขึ้นตามลำดับ (เพื่อหวังจะกำจัดออร่าของ “ความไม่แน่นอน” นี้ออกไป) . อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการที่จะ “เล่นตัว” ให้ได้ผล มันจะมีเงื่อนไขอยู่อย่างน้อย 3 ข้อด้วยกันครับ . เงื่อนไข # 1 เราไม่ควรที่จะ “เล่นตัว” หนักๆกับทุกคน แต่เราควรที่จะ “เปิดช่อง” ให้กับคนที่เราสนใจสักหน่อย (แต่ยังคง “เล่นตัว” หนักๆกับคนอื่นๆอยู่) เพราะมันจะช่วยให้คนๆนั้นรู้สึกว่าตัวเอง “พิเศษ” (และมีกำลังใจที่จะอยากเข้าหาเรามากขึ้น) . เงื่อนไข # 2 เราไม่ควรที่จะ “เล่นตัว” กับคนที่เราสนใจมากเกินไป (เอาแค่พองาม) ไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเรากำลังปฏิเสธเขาหรือกำลังส่งสัญญาณว่าเราไม่ได้สนใจเขาได้ . เงื่อนไข # 3 หากคนที่เราสนใจเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา แทนที่การ “เล่นตัว” ของเราจะทำให้เขาอยากเข้าหาเรามากขึ้น มันอาจทำให้เขาหมดความสนใจที่จะสานสัมพันธ์กับเราได้เลยครับ . หากเรา “เล่นตัว” โดยที่ละเลยเงื่อนไขเหล่านี้ การ “เล่นตัว” ของเรามีโอกาสที่จะไม่ได้ผลไม่น้อยเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/00224499.2022.2070117 https://doi.org/10.1177/0956797610393745 https://doi.org/10.1016/0092-6566(79)90033-3 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยู่ในช่วงที่เพิ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต โดยที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้พวกเขาต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่พวกเขาไม่รู้จักใครเลยแม้แต่คนเดียว (เช่น กำลังเริ่มต้นทำงานที่องค์กรใหม่ กำลังเริ่มต้นใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ) . แน่นอนครับว่า บางคนอาจจะไม่มีปัญหากับการใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” . แต่สำหรับหลายๆคน พวกเขาไม่ต้องการที่จะใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” . หลายๆคนอยากที่จะมีเพื่อน . ตอนที่พวกเรายังอายุน้อยๆ การ make friends เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างง่าย . แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย พอพวกเขาโตขึ้น พวกเขาก็พบว่าการ make friends เริ่มเป็นเรื่องที่ยากขึ้นทุกทีๆๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็น extrovert) . วันนี้ ผมมี tips & tricks เล็กๆน้อยๆที่สามารถช่วยให้การ make friends เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น (เล็กน้อย) ดังต่อไปนี้ครับ . # 1 อยากเป็นเพื่อนกับใคร ให้ใช้เวลากับคนๆนั้นเยอะๆ . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า… . หากเราใช้เวลากับคนๆหนึ่งต่ำกว่า 30 ชั่วโมง ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนๆนั้นมักจะเป็นความสัมพันธ์แบบ “คนรู้จัก” . หากเราใช้เวลากับคนๆนั้น 30 ชั่วโมง ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนๆนั้นมีแนวโน้มที่จะขยับมาเป็นความสัมพันธ์แบบ “เพื่อน (ที่ไม่ได้สนิท)” . หากเราใช้เวลากับคนๆนั้นนาน 140 ชั่วโมง ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนๆนั้นมีแนวโน้มที่จะขยับมาเป็นความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนสนิท” . และหากเราใช้เวลากับคนๆนั้นนาน 300 ชั่วโมง (หรือมากกว่า) ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนๆนั้นมีแนวโน้มที่จะขยับมาเป็นความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนสนิทอันดับหนึ่ง” . # 2 อยากเป็นเพื่อนกับใคร ให้ใส่ใจฟังเวลาที่เขากำลังพูดอยู่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเขากำลังพูดถึงเรื่องส่วนตัวของเขา) . เราลองสังเกตดูตัวเราเองก็ได้ครับ หากเราพูดคุยกับคนๆหนึ่ง และคนๆนั้นเขาฟังเราไป พร้อมๆกับเล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย เราก็คงจะไม่ได้อยากเจอหน้าพบปะพูดคุยกับคนๆนั้นอีก . ในทางกลับกัน หากเราพูดคุยกับคนๆนั้น และคนๆนั้นคอยสบตาเรา คอยพยักหน้าเป็นระยะๆระหว่างที่กำลังฟังเราพูด คอยตั้งคำถาม follow-up เกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังพูดเพิ่มเติม ฯลฯ เราคงรู้สึกชอบใจที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับคนๆนั้น . # 3 อยากเป็นเพื่อนกับใคร อย่าลืมแชร์เรื่องราวส่วนตัวของเราให้เขารับรู้บ้าง . ใช่ครับ คนส่วนใหญ่ชอบที่จะพูดถึงเรื่องของตัวเอง . อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการจะพัฒนาความสัมพันธ์กับใครสักคน การที่เราเป็น “ผู้ฟังที่ดี” อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ . เพราะความสัมพันธ์จะพัฒนาไปข้างหน้าต่อไม่ได้ หากเรารู้จักอีกฝ่าย ในขณะที่อีกฝ่ายไม่รู้จักเราเลยแม้แต่นิดเดียว (ไม่อย่างนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับศิลปินดาราคนโปรดที่เราติดตามตามสื่อบ่อยๆก็คงจะพัฒนาไปข้างหน้าได้นานแล้ว) . อย่างไรก็ตาม เวลาที่เราแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวของเรานั้น เราต้องระวังไม่ให้เราแบ่งปันเยอะเกินไปหรือส่วนตัวเกินไปนะครับ (ไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายอาจจะผงะได้) . กฎคร่าวๆในการแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวก็คือ อีกฝ่ายเขาแชร์มาเท่าไหร่ เราก็แชร์กลับไปใน level ที่ใกล้เคียงกันครับ (เช่น ถ้าอีกฝ่ายเล่าว่าตัวเองทำงานอยู่ไหน เราก็จะสามารถเล่าว่าตัวเราทำงานอยู่ที่ไหนได้ ถ้าอีกฝ่ายเล่าว่าตัวเองมีความฝันอะไร เราก็จะสามารถเล่าถึงความฝันของเราได้ ถ้าอีกฝ่ายเล่าว่าตัวเองมีปัญหากับคนในบ้าน เราก็จะสามารถเล่าถึงปัญหาที่เรามีกับคนในบ้านของเราได้) . ปล. แน่นอนครับว่า หากเราไม่สะดวกใจที่จะแชร์เรื่องอะไร เราก็ไม่จำเป็นต้องแชร์เรื่องนั้นนะครับ . # 4 อยากเป็นเพื่อนกับใคร อย่ารอที่จะให้เขาเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเราอยู่ฝ่ายเดียว . หลายคนลังเลที่จะเป็นฝ่ายติดต่อไปหาคนอื่นก่อนเพราะกลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบหรือหงุดหงิดหรือรำคาญที่พวกเขาติดต่อไปหา แต่โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่เราติดต่อไปหาใครสักคน อีกฝ่ายมีแนวโน้มสูงมากๆที่จะรู้สึกดีใจและขอบคุณที่เรานึกถึงเขาครับ . # 5 อยากเป็นเพื่อนกับใคร อย่าลืมที่จะให้ความช่วยเหลือกับคนๆนั้น . ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือในรูปแบบของการ “ให้ข้อมูล” การ “แบ่งปันสิ่งของ” การ “คอยรับฟัง” การ “ไปเป็นเพื่อน” หรือรูปแบบไหนก็ตาม . เพราะความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่มีทั้ง give & take กันทั้งสองฝ่าย . หากความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่นเป็นความสัมพันธ์ที่เราเป็นฝ่าย take เพียงอย่างเดียว มันยากจริงๆครับที่ความสัมพันธ์นั้นจะพัฒนาไปข้างหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน เพราะต่อให้อีกฝ่ายยินดีที่จะ give อย่างเดียว ไม่ช้าก็เร็ว อีกฝ่ายก็จะ give จนตัวเอง “หมด” ส่งผลให้เขาต้องถอยห่างจากเราไปโดยอัตโนมัติ (และทำให้ความสัมพันธ์ไม่สามารถขยับไปข้างหน้าต่อได้) . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.34.4.578 https://doi.org/10.1177/0265407518761225 http://dx.doi.org/10.1525/california/9780520265462.001.0001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/pspi0000402 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/j.evolhumbehav.2014.02.004 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.76.6.893 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(10)42004-3 #จิตวิทยา #siamstr
image ท่านผู้อ่านเคยแต่งเพลงไหมครับ? เคยเขียนนิยายไหมครับ? เคยวาดภาพไหมครับ? . ผมเชื่อว่าหลายท่านคงตอบว่า “ไม่เคย” . เพราะสำหรับหลายๆท่าน กระบวนการในการสร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ออกมาสักชิ้น (ไม่ว่ามันจะเป็นเพลงสักเพลง นิยายสักเล่ม ภาพวาดสักภาพ ฯลฯ) มันเป็นกระบวนการที่ยากและยาวนานมากเกินไป . แต่ข่าวดีก็คือ ทุกวันนี้ เรามี AI . สมมติว่าท่านผู้อ่านอยากจะเริ่มต้นแต่งเพลงสักเพลงหนึ่ง ท่านเพียงแค่บอก AI ว่าท่านอยากให้เพลงๆนี้เป็นเพลงเกี่ยวกับอะไร เป็นเพลงสไตล์ไหน มีท่อนฮุคที่มีคำว่าอะไร ฯลฯ . ที่เหลือ…ท่านผู้อ่านสามารถปล่อยให้ AI จัดการของมันต่อ . เพียงแค่แป๊บเดียว AI ก็จะแต่งเพลงที่ “ตรงสเปค” กับที่ท่านผู้อ่านได้ระบุไว้ออกมาเสร็จสรรพ . ฟังดูง่ายดีนะครับ . อย่างไรก็ตาม นักแต่งเพลงมืออาชีพ (หรือคนที่แต่งเพลงเป็นงานอดิเรกเป็นประจำ) หลายคนอาจจะไม่ชอบความง่ายนี้ . เพราะหนึ่งในความสนุกของการแต่งเพลงสักเพลงคือช่วงเวลาที่นักแต่งเพลงกำลัง “ดิ้นรน” ในกระบวนการแต่งเพลง (เช่น “ดิ้นรน” กับการแต่งเนื้อ “ดิ้นรน” กับการแต่งเมโลดี้) . ยิ่งเรา “ดิ้นรน” มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึก “ฟิน” ตอนที่เราแต่งเพลงเสร็จมากเท่านั้น . แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากเราไม่ได้เป็นคนที่เชี่ยวชาญการแต่งเพลงล่ะ? เราจะอ้าแขนต้อนรับช่วงเวลาที่เราต้อง “ดิ้นรน” ในการแต่งเพลงเหมือนกับเหล่ามืออาชีพอยู่ไหม? . ถ้าไม่มี AI ผมเชื่อว่าหลายคน (ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านการแต่งเพลง) คงไม่คิดที่จะแต่งเพลงตั้งแต่แรก เพราะกระบวนการแต่งเพลงมันยากเกินไปจนพวกเขา “เอื้อมไม่ถึง” และไม่รู้สึกสนุกกับมัน . ดังนั้น หากมองในมุมของคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญหรือเป็นมืออาชีพ AI สามารถช่วยให้พวกเขา “เอื้อมถึง” การแต่งเพลงได้ง่ายขึ้น ทำให้กระบวนการแต่งเพลงเป็นเรื่องที่พวกเขารู้สึกสนุกกับมันได้ง่ายขึ้นตามมา . ถ้าจะให้พูดสรุปสั้นๆก็คือ คนที่เป็น “มือใหม่” อาจจะชอบ AI เพราะมันช่วยให้พวกเขา “เอื้อมถึง” การสร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ได้ง่ายขึ้น แต่คนที่ไม่ใช่ “มือใหม่” อาจจะไม่ชอบ AI เพราะมันทำให้กระบวนการสร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ง่ายจนขาดเสน่ห์สำหรับพวกเขาไป . อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราจะเป็นคนที่เชี่ยวชาญหรือเป็นมืออาชีพในการสร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” เราก็ยังสามารถที่จะรู้สึกสนุกกับกระบวนการสร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ได้อยู่ หากเราใช้ AI อย่าง “ถูกวิธี” ครับ . กล่าวคือ เราจะต้องไม่ใช้ AI ในลักษณะที่ให้ AI สร้าง “ผลงานศิลปะ” ให้เราเสร็จสรรพเรียบร้อย และเราค่อยหยิบมันมาปรับแก้อีกทีหนึ่ง (เช่น ให้ AI แต่งบทกลอนขึ้นมาก่อน จากนั้น เราค่อยเอาบทกลอนของ AI มาแก้ไขในภายหลัง) เพราะหากเราใช้ AI แบบนี้ เราจะอยู่ในฐานะ editor (บรรณาธิการ ผู้เรียบเรียง คนตัดต่อ) เท่านั้น . หากเรายังต้องการที่จะสนุกกับการสร้าง “ผลงานศิลปะ” (โดยมี AI เป็นตัวช่วย) เราจะต้องวางตัวเองเป็น creator (ผู้สร้างผลงาน) ที่มีส่วนร่วมกับ AI ในทุกๆขั้นตอนของกระบวนการสร้างสรรค์ “ผลงานศิลปะ” ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1007/978-94-017-9088-8_16 https://doi.org/10.1038/s41598-024-69423-2 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราซื้อของขวัญให้ใครสักคน และเราอยากให้คนที่รับของขวัญเขามีความสุข เราจะเลือกซื้อของขวัญอย่างไร? . เราจะซื้อของขวัญที่เราชอบ หรือว่าเราจะซื้อของขวัญที่เขาชอบ? . แน่นอนครับว่า หากเราอยากให้คนที่รับของขวัญเขามีความสุข เราจะต้องเลือกซื้อของขวัญที่เขาชอบอยู่แล้ว . การแสดงความรักให้กับคนที่เรารัก (เช่น ครอบครัว แฟน เพื่อนสนิท) ก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อของขวัญที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นเลยครับ . บ่อยครั้ง เวลาที่เราแสดงความรักให้กับคนที่เรารัก เราจะแสดงความรักในรูปแบบที่เราถนัด คุ้นชิน หรืออยากได้รับ โดยที่เราไม่ทันได้นึกว่า อีกฝ่ายเขาอาจอยากได้รับความรักจากเราในอีกรูปแบบหนึ่งมากกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . เราชอบที่จะแสดงความรักกับแฟนด้วยการบอกรักแฟน แต่แฟนอยากที่จะให้เราใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ด้วยกันเยอะๆมากกว่า . เราชอบที่จะแสดงความรักกับลูกด้วยการช่วยสอนลูกทำการบ้าน แต่ลูกอยากให้เราเล่นกีฬากับลูกมากกว่า . เราชอบที่จะแสดงความรักกับเพื่อนสนิทด้วยการซื้อของขวัญเล็กๆน้อยๆให้ แต่เพื่อนอยากให้เรารับฟังเวลาที่เพื่อนเล่าเรื่องทุกข์ใจในชีวิตมากกว่า . เป็นต้น . การแสดงความรักในรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอีกฝ่ายนี้ มันสามารถนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างตัวเรากับอีกฝ่ายได้ (เช่น อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าเรารัก ในขณะที่เราก็น้อยใจที่อีกฝ่ายดู “ไม่เห็นค่า” ในความรักที่เรามอบให้) . นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนมักจะพูดว่า “แค่ความรักเพียงอย่างเดียว…มันไม่เพียงพอ” . เพราะหากเรารักอีกฝ่ายในรูปแบบที่ “ไม่ตรงจุด” ไม่ว่าเราจะทุ่มเทกับการแสดงความรักนี้ขนาดไหน มันก็มีโอกาสที่อีกฝ่ายจะไม่ได้ “รู้สึก” ถึงความรักที่เรามีให้ขนาดนั้น (ซึ่งท่าทีที่ไม่ได้ “รู้สึก” นี้ก็สามารถสร้างความน้อยใจให้กับเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว) . ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารกับคนที่เรารักเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาต้องการความรักรูปแบบไหนจากเรานั้น จึงถือเป็นเรื่องที่ “ขาดไม่ได้” ในการช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขามีความเข้มแข็งครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1371/journal.pone.0269429 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก พวกเขาจะให้คอยสังเกตดูตัวเองในแต่ละวันว่าพวกเขามีความสุขมากน้อยแค่ไหน . หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขามีความสุข ก็ดีไป แต่หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาก็จะเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง (เช่น ฟังเพลง ออกกำลังกาย จดบันทึกว่าวันนี้มีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้าง) เพื่อ “ยกระดับความสุข” ในวันนั้นของพวกเขา . การทำแบบนี้ดูเหมือนจะช่วยให้พวกเขามีความสุขได้ในทุกๆวันนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขามีความสุขน้อยกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขาไม่ได้จับตาดูความสุขของตัวเองในแต่ละวันอย่างใกล้เช่นนี้ครับ! . นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เรา “หมกหมุ่น” กับความสุข มันอาจจะทำให้เราเกิดความคาดหวังขึ้นมาในใจว่า “ฉันต้องการเห็นตัวเองมีความสุขมากๆ” ซึ่งความคาดหวังนี้ก็มีแนวโน้มที่จะนำมาสู่ความผิดหวังได้ไม่น้อยเลยครับ . เพราะธรรมชาติของความสุขนั้น มันก็เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆ (เช่น ความเสียใจ ความโกรธ ความกังวล) ตรงที่มันจะมีความ “ขึ้นๆลงๆ” อยู่ตลอดเวลา (ต่อให้เราจะทำทุกอย่างที่เอื้อให้เกิดความสุขอย่าง “ถูกต้อง” ก็ตาม) . แทนที่เราจะคอยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “วันนี้ฉันมีความสุขมากน้อยแค่ไหน?” อีกหนึ่งทางเลือกที่ (ผมคิดว่า) ดีกว่าคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันในวันนี้มีมีคุณค่า/ความหมาย (ในมุมมองส่วนตัวของฉัน) มากน้อยแค่ไหน?” และปล่อยให้ความสุขมันปรากฎขึ้นมาในใจเราตามจังหวะเวลาของมันเองแทนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037/emo0001381 #จิตวิทยา #siamstr