Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image หลายคนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก พวกเขาจะให้คอยสังเกตดูตัวเองในแต่ละวันว่าพวกเขามีความสุขมากน้อยแค่ไหน . หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขามีความสุข ก็ดีไป แต่หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาก็จะเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง (เช่น ฟังเพลง ออกกำลังกาย จดบันทึกว่าวันนี้มีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้าง) เพื่อ “ยกระดับความสุข” ในวันนั้นของพวกเขา . การทำแบบนี้ดูเหมือนจะช่วยให้พวกเขามีความสุขได้ในทุกๆวันนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขามีความสุขน้อยกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขาไม่ได้จับตาดูความสุขของตัวเองในแต่ละวันอย่างใกล้เช่นนี้ครับ! . นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เรา “หมกหมุ่น” กับความสุข มันอาจจะทำให้เราเกิดความคาดหวังขึ้นมาในใจว่า “ฉันต้องการเห็นตัวเองมีความสุขมากๆ” ซึ่งความคาดหวังนี้ก็มีแนวโน้มที่จะนำมาสู่ความผิดหวังได้ไม่น้อยเลยครับ . เพราะธรรมชาติของความสุขนั้น มันก็เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆ (เช่น ความเสียใจ ความโกรธ ความกังวล) ตรงที่มันจะมีความ “ขึ้นๆลงๆ” อยู่ตลอดเวลา (ต่อให้เราจะทำทุกอย่างที่เอื้อให้เกิดความสุขอย่าง “ถูกต้อง” ก็ตาม) . แทนที่เราจะคอยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “วันนี้ฉันมีความสุขมากน้อยแค่ไหน?” อีกหนึ่งทางเลือกที่ (ผมคิดว่า) ดีกว่าคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันในวันนี้มีมีคุณค่า/ความหมาย (ในมุมมองส่วนตัวของฉัน) มากน้อยแค่ไหน?” และปล่อยให้ความสุขมันปรากฎขึ้นมาในใจเราตามจังหวะเวลาของมันเองแทนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037/emo0001381 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในความสัมพันธ์ที่สร้างความปวดหัวให้กับเราได้มากที่สุดคือความสัมพันธ์กับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” . ยกตัวอย่างเช่น . เพื่อนร่วมงานกล่าวหาว่าเราเป็นคน “ไม่รับผิดชอบ” ทั้งๆที่ตัวเพื่อนร่วมงานเป็นคนที่โยนงานของตัวเองมาให้เราทำตั้งแต่แรก ส่งผลให้เราเกิดภาวะ “งานล้นมือ” ทำให้เราทำงานไม่ทันและส่งงานบางส่วนล่าช้า . แฟนกล่าวหาว่าเราเป็นคนที่ “ชอบชวนทะเลาะ” ทั้งๆที่ตัวแฟนเป็นคนที่เริ่มต้นใช้คำพูดกระแหนะกระแหนในการพูดคุยกับเรา (ก่อนหน้านี้ เราเพียงแค่นั่งอยู่เงียบๆ) . เป็นต้น . สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” สามารถสร้างความปั่นป่วนได้มากเป็นพิเศษคือการที่คนประเภทนี้มักจะมีการ “แฉความเลวร้าย” ของเราให้คนอื่นรับรู้ ส่งผลให้เราไม่เพียงแค่ต้องรับมือกับคนประเภทนี้เท่านั้น แต่เรายังต้องรับมือกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรของคนอื่นที่มองมาที่เราอีกด้วย . เราจะรับมือกับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” (รวมทั้งสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากคนที่ฟังความข้างเดียวและปักใจเชื่อ) อย่างไรดี? . ผมมองว่ากุญแจสำคัญในการรับมือกับคนประเภทนี้มีอยู่อย่างน้อย 3 ข้อด้วยกันครับ . . . # 1 แสดงออกอย่างใจเย็น (ไม่ว่าข้างใจเราจะเดือดปุดๆขนาดไหนก็ตาม) . เพราะถ้าเราแสดงความหัวร้อนออกมา มันเท่ากับว่าเรากำลังหยิบยื่น “วัตถุดิบ” ชั้นดีให้คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” หยิบมาขยี้เพิ่มเติม (เช่น “ทำไมฉันพูดแค่นี้และเธอต้องโกรธด้วย? ก็เธอไม่รับผิดชอบจริงๆนี่นา! หรือเธอรับไม่ได้ที่ฉันพูด ‘ความจริง’ กับเธอตรงๆแบบนี้?”) ส่งผลให้คนประเภทนี้ยิ่ง “ได้ทีขี่แพะไล่” เข้าไปใหญ่ แถมคนที่ฟังความข้างเดียวก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะปักใจเชื่อมากขึ้นอีกด้วย . # 2 ตั้งคำถามเจาะลึกลงรายละเอียด . คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” มักจะชอบใช้คำกว้างๆคลุมเครือๆในการกล่าวหาเรา (เช่น กล่าวหาว่าเรา “ไม่รับผิดชอบ” กล่าวหาว่าเรา “ชอบชวนทะเลาะ”) . ฉะนั้น หากเราตั้งคำถามเพื่อให้เจ้าตัวอธิบายเพิ่มเติมว่า อะไรคือพฤติกรรมของเราที่ทำให้เจ้าตัวเขากล่าวหาเรา (เช่น “เธอบอกว่าฉันชวนเธอทะเลาะในวันนี้ ถ้าอย่างนั้น เธอช่วยให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมว่าฉันพูดหรือทำอะไรที่เป็นการชวนเธอทะเลาะในวันนี้หรือ?”) มันมีโอกาสอยู่ไม่น้อยเลยครับที่เจ้าตัวจะไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ส่งผลให้ท่าทีของเจ้าตัว (รวมไปถึงคนที่ฟังความข้างเดียว) มีแนวโน้มที่จะลดราวาศอกลงตามมาครับ . # 3 อย่าลืมเก็บหลักฐาน . ทุกสิ่งที่คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” ได้พูดหรือทำลงไป (ที่เราสามารถหยิบมาใช้ “งัดข้อ” กับคนประเภทนี้ได้) เราต้องอย่าลืมที่จะเก็บหลักฐานนั้นไว้ครับ (ไม่ว่าจะเป็นอีเมล แชทข้อความ ใบเสร็จ หรืออะไรก็ตาม) . การมีหลักฐานที่จับต้องได้ชัดๆนี้จะช่วยให้เราเผชิญหน้ากับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” และจัดการกับคนประเภทนี้ได้อยู่หมัดมากขึ้น (เช่น “เธอกล่าวหาว่าฉันไม่รับผิดชอบกับภาระหน้าที่งานของตัวเอง แต่เธอลองดูข้อความในแชทนี้สิ เธอพิมพ์มาบอกฉันว่าเจ้านายอยากให้ฉันทำรายงานเรื่อง xxx แต่ฉันส่งข้อความไปถามเจ้านายมา และเจ้านายก็บอกฉันว่า จริงๆแล้ว รายงานเรื่อง xxx มันคือรายงานที่เธอควรจะต้องเป็นคนทำ ไม่ใช่ฉัน - นี่มันชัดเจนเลยนะว่า คนที่ไม่รับผิดชอบกับภาระหน้าที่งานของตัวเองคือเธอ ไม่ใช่ฉัน”) . ไม่อย่างนั้น หากเราเผชิญหน้ากับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” แบบไม่มีหลักฐานชัดเจน คนประเภทนี้ก็อาจจะทำตัวเฉไฉและเอาตัวรอดไปได้ครับ . . . ผมหวังว่าแนวทางที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” นี้นะครับ . อ้างอิง Knaus W.J. (2000). Take Charge Now! Powerful Techniques for Breaking the Blame Trap. pp 65-71. John Wiley. https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0963721414547737 #จิตวิทยา #siamstr
image หากเราจะเปรียบชีวิตว่าเป็นเหมือนการเดินทาง แฟนของเราก็คงเปรียบได้กับคนๆหนึ่งที่เราได้พบระหว่างที่เรากำลังเดินทางอยู่ และเราก็ตกลงที่จะเดินจับมือต่อไปด้วยกัน . ซึ่งแน่นอนครับว่า การที่คน 2 คนจะเดินจับมือไปด้วยกันได้ ทั้ง 2 คนจะต้องมีเส้นทางชีวิตที่ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้ง 2 คนจะต้องมีจังหวะการก้าวเดินที่พอๆกัน . แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากเส้นทางชีวิตของเรากำลังมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ แต่เส้นทางชีวิตของแฟนเรากำลังมุ่งหน้าไปยังทิศใต้? . หลายคนเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองเพื่อที่จะได้ยังคงเดินจับมือไปด้วยกันกับแฟนต่อได้ . แต่ว่า…มันเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” หรือเปล่า? . หลายคน (โดยเฉพาะคนที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองเพียงเล็กน้อย) อาจจะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” . แต่สำหรับหลายๆคน (โดยเฉพาะคนที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างมหาศาล) นี่ถือเป็นคำถามที่คอยหลอกหลอนพวกเขาอยู่ในใจเป็นระยะๆ . จริงอยู่ครับว่า พวกเขา (ที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างมหาศาลเพื่อความรัก) สามารถหยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกับแฟนเพื่อตกลงหาเส้นทางชีวิตที่ “ประนีประนอม” ระหว่างพวกเขากับแฟนได้ . แต่ในหลายๆกรณี ไม่ว่าพวกเขาจะพูดคุยกับแฟนขนาดไหน พวกเขากับแฟนก็ไม่สามารถหาเส้นทางชีวิตที่ “ประนีประนอม” นั้นได้จริงๆ . และนั่นก็หมายความว่า พวกเขากับแฟนไม่สามารถเดินจับมือไปด้วยกันต่อได้…แม้พวกเขากับแฟนจะรักกันก็ตาม . มันอาจจะฟังดูน่าเศร้านะครับ . แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง Ally Condie (นักเขียนชื่อดัง) ที่เคยกล่าวไว้ว่า . “Growing apart doesn't change the fact that for a long time we grew side by side; our roots will always be tangled. I'm glad for that.” “ถึงเราจะเติบโตและมีระยะห่างกันมากขึ้น แต่ในครั้งหนึ่ง เราก็เคยเติบโตอยู่เคียงข้างกันและกัน ฉันดีใจที่ “รากฐาน” การเติบโตของเราจะเกี่ยวพันตลอดไป” #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ที่เราตั้งเป้าหมายบางอย่าง และเราก็บรรลุเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ และเราก็พบว่าความ “ฟิน” ของการบรรลุเป้าหมายมันไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่คาดไว้ . ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง การสัมภาษณ์งานผ่าน หรือการได้คบกับคนที่เราแอบชอบก็ตาม . อันที่จริง หากเราสังเกตดีๆ เราจะพบว่าช่วงเวลาก่อนที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้น (เช่น ช่วงที่ยังไม่ประกาศผลสอบ ช่วงที่ยังไม่ได้ข่าวว่าบริษัทอยากได้เราไปทำงาน ช่วงที่ยังไม่รู้ว่าคนที่เราแอบชอบเขาก็อยากสานสัมพันธ์กับเราด้วยเหมือนกัน) มันให้ความรู้สึกที่ “ฟิน” กว่าอย่างเห็นได้ชัด . เพราะในช่วงเวลาก่อนที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้น เราสามารถที่จะ “วาดฝัน” ได้เต็มที่ว่า หากเราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ ชีวิตของเราจะดีขึ้นอย่างนู้นอย่างนี้อย่างนั้น . แต่พอเราบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้สำเร็จ ต่อให้การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวมันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างมาก แต่มันก็ยากที่จะดีได้เท่ากับภาพที่เรา “วาดฝัน” ไว้ . เพราะตอนที่เรา “วาดฝัน” ไว้นั้น เราสามารถทำได้แบบ “ไร้ขีดจำกัด” แต่โลกแห่งความเป็นจริง มันเต็มไปด้วย “ข้อจำกัด” . มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่หลายคนจะชอบพูดว่า “รสชาติของความสำเร็จมันไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด” . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.tins.2011.11.005 #จิตวิทยา #siamstr
image มีคนเคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่ง เขาซื้อดอกกล้วยไม้มา . หลังจากที่วันเวลาผ่านไป กล้วยไม้ก็เริ่มเหี่ยวลงเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง เขามาดูกล้วยไม้ต้นนี้ และพบว่ากล้วยไม้ของเขาแทบจะเหี่ยวจนเป็นซากมัมมี่กล้วยไม้ไปเสียแล้ว . แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงมีความหวัง . เขายังคงรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” นี้อย่างสม่ำเสมอ . วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน . “มัมมี่กล้วยไม้” ของเขาก็ยังคงเป็น “มัมมี่กล้วยไม้” อยู่อย่างนั้น . แต่เขาก็ยังคงรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” อย่างสม่ำเสมอด้วยความหวังอยู่ดี . จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเดินมาที่ “มัมมี่กล้วยไม้” นั้น และเขาก็ค้นพบว่ากล้วยไม้ของเขา “ฟื้นคืนชีพ” และกลับมาเริ่มต้นออกดอกอีกครั้ง! . ตอนนั้นเองที่เขาคิดขึ้นมาในใจว่า “ดีนะที่ฉันไม่ได้ด่วนตัดสินว่า ‘ไม่ได้แล้วแหละ!’ และโยนกล้วยไม้ต้นนั้นทิ้งไป” . เพราะธรรมชาติของกล้วยไม้นั้น หลังจากที่มันออกดอกเต็มที่แล้ว ดอกกล้วยไม้ก็จะค่อยๆร่วงโรยจนกระทั่งมันมีสภาพไม่ต่างอะไรกับ “มัมมี่กล้วยไม้” . บางคนอาจจะมองสภาพของ “มัมมี่กล้วยไม้” และมองว่ากล้วยไม้ตาย แต่ในความเป็นจริงนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวมันคือช่วงเวลาที่กล้วยไม้กำลังอยู่ในช่วง “พักฟื้น” . มันเป็นช่วงเวลาที่กล้วยไม้กำลังกักเก็บพลังงานตุนไว้ ก่อนที่จะกลับมา “ฟื้นคืนชีพ” และออกดอกอีกครั้งในอนาคต . หลายๆอย่างที่เราทำในชีวิตก็ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” เลยครับ เพราะมันเป็นการ “ลงทุนลงแรง” โดยที่เรามองไม่เห็น “ผลลัพธ์” ที่ชัดเจนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว . ไม่ว่าจะเป็น… . การลดน้ำหนักที่เราต้องออกกำลังกายและดูแลเรื่องอาหารการกินติดต่อกันเป็นระยะเวลาพักใหญ่โดยที่รูปร่างของเราก็ดูไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีคนทักเราว่า “เธอดูผอมลงนะ” แม้แต่คนเดียว . หรือการฝึกภาษาต่างประเทศที่เราต้องท่องคำศัพท์และเรียนไวยกรณ์ติดต่อกันพักใหญ่โดยที่เราก็ยังไม่สามารถพูดคุยกับเจ้าของภาษาได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนที่เราใช้ภาษาแม่ของเรา . หรือการทำธุรกิจร้านอาหารที่เราอาจจะเจอกับการขาดทุนเดือนแล้วเดือนเล่าติดต่อกันพักใหญ่กว่าที่จะเริ่มกำไร . มันไม่ง่ายเลยครับที่เราจะก้มหน้าก้มตารดน้ำต่อไปในวันที่เราเห็นว่ากล้วยไม้ของเรายังคงเป็น “มัมมี่กล้วยไม้” อยู่ . มันเป็นอะไรที่ชวนท้อแท้และหมดกำลังใจไม่น้อยเลยครับ . แต่ถ้าเราปล่อยให้ความท้อแท้และความรู้สึกหมดกำลังใจหยุดยั้งเราจากการรดน้ำต่อไป เราก็คงไม่มีโอกาสได้เห็น “มัมมี่กล้วยไม้” ของเรากลับมาออกดอกได้อีก . ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” ในชีวิตของตัวเองอยู่นะครับ! #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนเคยเจอกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวดในอดีต . บางคนถูกแฟนนอกใจ บางคนสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่รักมากๆไปกับอุบัติเหตุ บางคนถูกเพื่อนสมัยมัธยมฯ “แบน” จนไม่มีใครคุยด้วยแม้แต่คนเดียว บางคนโดนเจ้านายต่อว่าอย่างรุนแรงต่อหน้าลูกค้ารายใหญ่จำนวนมาก . และแม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะ “จบ” ลงไปแล้วในอดีต แต่ทุกวันนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นก็ยังคงผุดขึ้นมาในใจอยู่เป็นระยะๆ . และทุกครั้งที่ความทรงจำดังกล่าวปรากฏขึ้นมาในใจ ความเจ็บปวดที่เรารู้สึกในเหตุการณ์วันนั้นก็ปรากฎขึ้นมาในใจของเราวันนี้ด้วย . ด้วยเหตุนี้ พวกเราหลายคนจึงพยายามที่จะย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้ง (เช่น เผชิญหน้ากับแฟนเก่าที่นอกใจ) เพื่อที่จะ “แก้ไข” ให้มันดีขึ้น (เช่น ให้แฟนเก่ากล่าวคำขอโทษ) . พวกเราหลายคนเชื่อว่า นี่คือหนทางที่จะช่วยให้เรา “เป็นอิสระ” จากเหตุการณ์ในอดีตที่เจ็บปวดนี้ได้ . แต่ในกรณีที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อีกครั้งล่ะ? (เช่น ไม่สามารถติดต่อแฟนเก่าได้อีกแล้วเพราะแฟนเก่าตัดขาดการติดต่อทุกช่องทาง) . การที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อีกครั้งจะทำให้เราไม่สามารถ “เป็นอิสระ” จากเหตุการณ์นั้นหรือไม่? . คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” ครับ . จริงอยู่ครับว่า ในหลายๆครั้ง ความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ของเหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตอาจจะโผล่ขึ้นมาในใจเราแบบอัตโนมัติของมันเอง . เราอาจจะไม่สามารถ “ออกคำสั่ง” ห้ามความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ดังกล่าวไม่ให้โผล่ขึ้นมาในใจเราอีกได้ . แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า เวลาที่ความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ดังกล่าวปรากฏขึ้นมาในใจเรานั้น เราจะ “สานต่อ” ความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ดังกล่าวหรือว่าเราจะ “ขยับความสนใจ” ของเราไปที่สิ่งอื่นที่มีความหมายกับชีวิตของเรา ณ ปัจจุบัน . หากมองในแง่มุมหนึ่ง ใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับสวนในบ้านของเราเลยครับ . เราอาจจะไม่สามารถห้ามไม่ให้สวนเรามี “วัชพืช” โตขึ้นมาได้ แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า พอเราเห็นเจ้า “วัชพืช” นั้นแล้ว เราจะรดน้ำให้กับ “วัชพืช” ดังกล่าวหรือจะรดน้ำให้กับต้นไม้ต้นอื่นในสวนของเราแทน . หากเราเลือกที่จะไม่รดน้ำให้กับ “วัชพืช” ไปเรื่อยๆ มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “วัชพืช” ดังกล่าวจะหายไปจากสวนของเราในท้ายที่สุด แต่มันการันตีได้ว่า “วัชพืช” ก็จะไม่โตจนกินพื้นที่ในสวนของเราเต็มไปหมดแน่นอนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1176/appi.ajp.2016.16030353 https://doi.org/10.3389/fnhum.2012.00296 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10538-000 #จิตวิทยา #siamstr
image “ยิ่งโตมากขึ้น จำนวนคนที่ไม่ชอบหน้าเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น” . นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของหลายๆคน . เพราะอะไร? . เพราะตอนที่พวกเขายังอายุน้อยๆ พวกเขาเลือกที่จะตามใจคนอื่น เลือกที่จะคล้อยตามคนอื่น เลือกที่จะสงบปากสงบคำเวลาที่คนอื่นพูดอะไรที่พวกเขาไม่เห็นด้วย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนอื่นอาวุโสมากกว่า) . พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ พวกเขาก็เริ่มพบว่า การทำแบบนี้มันช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับคนอื่นได้ก็จริง แต่มันให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลัง “ทรยศตัวเอง” อยู่ . ตอนนั้นเองที่พวกเขาเริ่มฟังเสียงของความรู้สึกและความต้องการของตัวเองมากขึ้น เริ่มปฏิเสธคนอื่น เริ่มสื่อสารความรู้สึกและความต้องการของตัวเองกับคนอื่นตรงๆ เริ่มยืนหยัดต่อคนอื่นเวลาที่คนอื่นล้ำเส้น . ตอนนั้นเองที่คนอื่น (ซึ่งคุ้นชินกับการที่พวกเขาตามใจ คล้อยตาม สงบปากสงบคำมาโดยตลอด) เริ่มสัมผัสได้ว่าพวกเขาเปลี่ยนไป ส่งผลให้คนอื่น (บางส่วน) เริ่มตัดสินว่าพวกเขา “ไม่น่ารัก” เหมือนเมื่อก่อน . ซึ่งแน่นอนครับว่า การถูกคนอื่น (บางส่วน) ไม่ชอบนั้น มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์เอาเสียเลย . นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การหยุด “ทรยศตัวเอง” ไม่ใช่เรื่องง่าย . หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การหยุด “ทรยศตัวเอง” อาจจะเป็นเรื่องง่ายก็จริง แต่การหยุด “ทรยศตัวเอง” พร้อมกับต้องเผชิญกับการไม่ยอมรับจากคนอื่นนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย . แต่ถ้าจะพูดกันตามตรงแล้ว แม้การหยุด “ทรยศตัวเอง” (และเจอกับ “แรงเสียดทาน” ในรูปแบบของการไม่ยอมรับจากคนอื่น) จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเลือกที่จะ “ทรยศตัวเอง” ต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายเช่นกัน! . ฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พวกเราทุกคนล้วนต้องเจอกับความยากทั้งสิ้น . เราอาจจะไม่มีทางเลือกง่ายๆให้เราเลือก แต่อย่างน้อยที่สุด เรามีอำนาจในการเลือกได้ครับว่า เราอยากจะเจอกับความยากหรือ “ยาขม” แบบไหน – “ทรยศตัวเอง” แต่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น หรือหยุด “ทรยศตัวเอง” และเจอกับ “แรงเสียดทาน” จากคนอื่น . The choice is ours! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.53.6.1038 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนนึกถึงภาพของความรักความสัมพันธ์ พวกเขาจะนึกถึงภาพของคนสองคนที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา ทำอะไรต่างๆด้วยกันตลอดเวลา . พวกเขามองว่านี่คือภาพความรักที่ดี เพราะมันสะท้อนว่าคนสองคนนี้รักกันมากๆ ทุ่มเทให้กันมากๆ อยากอยู่ด้วยกันมากๆ . อย่างไรก็ตาม แม้ภาพความรักที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นจะเป็นภาพที่ดูดีในสายตาของหลายๆคน แต่มันเป็นภาพที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะยาวอย่างยั่งยืน . เพราะก่อนที่ทั้งสองคนจะมาเป็นแฟนกัน พวกเขาแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกบุคคลมาก่อน (เหมือนที่ฝรั่งชอบพูดว่า “We were individuals before we are couples”) . การใช้เวลาอยู่กับแฟนอาจจะเติมเต็มความต้องการของพวกเขาได้หลายอย่างก็จริง แต่พวกเขาก็จะมีความต้องการบางอย่างที่จะได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ใช้เวลาห่างแฟนเท่านั้น (เช่น การทบทวนชีวิตตัวเองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและวางแผนชีวิตตัวเองในสัปดาห์ถัดไป การเล่นกีฬากับเพื่อนสมัยเรียน การทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง) . ดังนั้น หากพวกเขาเลือกที่จะอยู่ตัวติดกันกับแฟนแบบปาท่องโก๋ตลอดเวลา ความต้องการบางส่วนของพวกเขาจะไม่ได้รับการเติมเต็ม ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถที่จะมีชีวิตที่รู้สึก “เต็มอิ่ม” ได้ . แทนที่พวกเขาจะอยู่ตัวติดกันกับแฟนแบบปาท่องโก๋ แนวทางที่น่าจะดีกว่าคือการมองความรักความสัมพันธ์เป็นเหมือนกับต้นไม้หนึ่งต้นที่มีกิ่งไม้แยกออกมาสองกิ่ง . ยิ่งกิ่งไม้แต่ละกิ่งได้มีโอกาสในการเจริญเติบโต งอกงาม แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปมากเท่าไหร่ ต้นไม้ความรักทั้งต้นก็จะยิ่งแข็งแรงมั่นคงมากเท่านั้นครับ #จิตวิทยา #siamstr
image Kelly Lambert (เจ้าของหนังสือ Lifting Depression: A Neuroscientist's Hands-On Approach to Activating Your Brain's Healing Power) ตั้งข้อสังเกตว่า คนในยุคปัจจุบันดูจะมีภาวะซึมเศร้ามากกว่า เมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน . ต่อให้ “คนยุคก่อน” ที่ว่านี้คือคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกหรือช่วง Great Depression (ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ) พวกเขาก็ดูจะมีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนในยุคปัจจุบันอยู่ดี! . ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นได้? . Lambert ใช้เวลาในการตอบคำถามข้อนี้อยู่พักใหญ่ และในที่สุด Lambert ก็ได้ค้นพบว่า สาเหตุสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้คนยุคปัจจุบันดูจะมีภาวะซึมเศร้ามากกว่า เป็นเพราะว่าคนยุคปัจจุบันมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน . ซึ่งความสะดวกสบายที่มากขึ้นนี้ส่งผลให้คนยุคปัจจุบัน “ลงมือทำ” สิ่งต่างๆน้อยลง เมื่อเทียบกับคนยุคก่อน . ยกตัวอย่างเช่น การซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า vs การซักผ้าด้วยมือ การจด lecture ด้วยการพิมพ์ลงบน device vs การจด lecture ด้วยดินสอ การเข้าห้องครัวทำอาหารทาน vs การซื้ออาหารพร้อมทาน เป็นต้น . Lambert บอกว่า เวลาที่เรา “ลงมือทำ” สิ่งต่างๆด้วยมือของเราเอง และเรามองเห็น “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจาก 2 มือของเรา (เช่น เห็นว่าเสื้อผ้าสะอาดขึ้นด้วยน้ำมือของเรา) มันจะส่งผลให้สมองของเราหลั่งสารที่ทำให้เรารู้สึกดีมีความสุข . นอกจากนี้ เวลาที่เราตั้งใจว่าจะ “ลงมือทำ” อะไรบางอย่าง ต่อให้เราจะยังไม่ได้ “ลงมือทำ” มันจริงๆ ณ วินาทีนั้น (เช่น ตั้งใจว่าจะเข้าครัวทำอาหารทานสำหรับมื้อเย็นวันนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอาหารเพราะกำลังทำงานอยู่ที่ที่ทำงาน/เรียนอยู่ที่โรงเรียน) แต่การที่เรามีความตั้งใจว่าเราจะ “ลงมือทำ” มันก็ส่งผลให้เกิดความรู้สึก “ตั้งหน้าตั้งตารอ” (ซึ่งทำให้เรารู้สึกดีมีความสุขตั้งแต่ก่อนที่จะ “ลงมือทำ” ไปเรียบร้อยแล้ว) . แน่นอนครับว่า Lambert ไม่ได้มีเจตนาต้องการจะสื่อสารว่า เธออยากจะให้โลก “ถอยหลังเข้าคลอง” กลับไปเหมือนสมัยก่อน เธอมองเห็นถึงคุณค่าของความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ (เมื่อเทียบกับคนรุ่นปู่ย่าตายายของเรา) . อย่างไรก็ตาม Lambert กำลังเชิญชวนให้เราอย่าละทิ้งการ “ลงมือทำ” อะไรบางอย่างด้วย 2 มือของเราเองในทุกๆวัน (เช่น การถักเสื้อกันหนาวเป็นงานอดิเรก) เพราะมันถือเป็น “แนวทางเบื้องต้น” ในการป้องกันไม่ให้ตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิต (เช่น ซึมเศร้า) นั่นเองครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนที่อยู่ในตำแหน่งของ “ผู้นำ” (ไม่ว่าจะเป็นผู้นำครอบครัว ชุมชน องค์กร ประเทศ หรือผู้นำในบริบทไหนก็ตาม) มีความเชื่อดังต่อไปนี้ . “Politics have no relation to morals.” (เรื่องการเมืองกับเรื่องศีลธรรมเป็น 2 เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน) “It is better to be feared than loved, if you cannot be both.” (การที่คนอื่นกลัวเราย่อมดีกว่าการที่คนอื่นรักเรา เว้นแต่เราจะทำให้คนอื่นกลัวและรักเราพร้อมๆกันได้) “If an injury has to be done to a man, it should be so severe that his vengeance need not be feared.” (ถ้าเราจะต้องทำร้ายใครสักคน เราต้องทำร้ายให้หนักหน่วงจนเราไม่ต้องมากลัวว่าเขาจะล้างแค้นเราในภายหลัง) “The promise given was a necessity of the past. The word broken is a necessity of the present.” (สัญญาที่ให้ไว้คือความจำเป็นในอดีต การผิดคำสัญญาคือความจำเป็นในปัจจุบัน) . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ “ผู้นำ” กลุ่มนี้เชื่อในการใช้กำลังและคำหลอกลวงเพื่อ “ชักใย” คนอื่นให้ทำและเป็นในสิ่งที่ “ผู้นำ” กลุ่มนี้ต้องการ . สิ่งที่ผมเขียนมานี้ มันอาจจะฟังดูไม่ดีเท่าไหร่นะครับ แต่ “ผู้นำ” กลุ่มนี้มองว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้าง “ผลลัพธ์” ที่ดี . อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่มีอยู่พบว่า “ผู้นำ” ลักษณะนี้ใช่ว่าจะสร้าง “ผลลัพธ์” ที่ดีได้เสมอไปครับ . จริงอยู่ครับว่า “ผู้นำ” ลักษณะนี้บางคนสามารถสร้าง “ผลลัพธ์” ที่เยี่ยมยอดออกมาได้ (ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขาไม่มีปัญหากับการ “ไล่บี้” ลูกน้องแบบสุดโต่งจนทำให้ “ผลลัพธ์” ออกมาสวยงาม) . แต่หากเรามองกันโดยภาพรวม “ผู้นำ” ลักษณะนี้ไม่ได้มี “ผลลัพธ์” ที่โดดเด่นไปกว่า “ผู้นำ” สไตล์อื่นเลยครับ . ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรามองในระยะยาว การใช้กำลังและคำหลอกลวงของ “ผู้นำ” กลุ่มนี้สามารถส่งผลกระทบทางลบในการทำงานได้อีกด้วย . เพราะแม้ว่าในระยะสั้น ลูกน้องอาจจะกัดฟันทนต่อพฤติกรรม toxic ของ “ผู้นำ” ได้ แต่ในระยะยาว ลูกน้องก็อาจจะไม่ทนต่อพฤติกรรม toxic เหล่านี้อีกต่อไป ส่งผลให้ “ผู้นำ” จำเป็นต้องหาลูกน้องใหม่ ต้อง train ลูกน้องใหม่ ต้องปรับจูนการทำงานของลูกน้องใหม่ให้เข้ากันได้กับลูกน้องเก่า ฯลฯ . ฉะนั้น หากเราต้องการเป็น “ผู้นำ” ที่มี “ผลลัพธ์” โดดเด่นได้ยาวๆ เราอย่าเป็น “ผู้นำ” ที่มีลักษณะแบบที่ผมนำเสนอในบทความนี้จะดีกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1002/job.2877 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะพูดถึงการออกกำลังกายและการดูแลอาหารการกิน . อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก (แต่ไม่ถูกพูดถึงกันบ่อยเท่ากับการออกกำลังกายและอาหารการกิน) คือความเครียด - ยิ่งเรามีความเครียดมากเท่าไหร่ การลดน้ำหนักยิ่งมีแนวโน้มที่จะยากมากขึ้นเท่านั้น . นั่นเป็นเพราะว่า หากย้อนเวลากลับไปในสมัยโบราณ สิ่งหนึ่งที่สร้างความเครียดให้กับเรามากที่สุดคือความยากลำบากในการแสวงหาอาหาร . หลายครั้ง บรรพบุรุษเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่พวกเขาไม่มีอาหารทานนานเป็นวันๆ . หากร่างกายของบรรพบุรุษเรายังคงเผาผลาญพลังงานปริมาณเท่าเดิมในช่วงเวลาที่ “อาหารหายาก” ล่ะก็ บรรพบุรุษเราคงยากที่จะมีชีวิตรอดได้ . ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของมนุษย์เราจึงปรับตัวเข้าสู่สภาวะ “ประหยัดพลังงาน” ทุกครั้งที่เราเผชิญกับความเครียด (เพราะร่างกายเรา assume ว่าความเครียดดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการขาดอาหาร) ส่งผลให้การลดน้ำหนักในช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น . ฉะนั้น หากเราต้องการที่จะลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการกับความเครียดถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยล่ะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1002/oby.20083 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนพบว่า ทันทีที่พวกเขาตื่นขึ้นมา (หลังจากที่พวกเขาได้นอนหลับอย่างเพียงพอแล้ว) พวกเขาก็รู้สึกเหนื่อย ทั้งๆที่พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรเลย! . มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่? ร่างกายของพวกเขากำลัง “มีปัญหา” อยู่หรือเปล่า? ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกเหนื่อยล้าแบบ “ไร้เหตุผล” เช่นนี้? . คำถามในข้างต้นจะเกิดขึ้น หากเรา assume ว่าความเหนื่อยล้าที่เรารู้สึกมันคือ “กระจก” ที่สะท้อนสภาพร่างกายของเรา ณ ปัจจุบัน . แต่ในความเป็นจริง ความเหนื่อยล้าที่เรารู้สึกมันไม่ได้สะท้อนเพียงแค่สถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนสิ่งที่สมองเราทำนายว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย . ฉะนั้น หากสมองเราทำนายว่า เดี๋ยวเราจะต้องเจอกับภาระหนักหน่วงในอนาคตแน่ๆ ต่อให้ตอนนี้ เราจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่แอะเดียว สมองก็จะ “ส่งสัญญาณ” ให้เรารู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ ณ วินาทีแล้ว . เพราะสมองต้องการให้เราพักเอาแรงตั้งแต่เนิ่นๆ พอถึงเวลาที่เราต้องเจอกับภาระที่หนักหน่วงนั้นขึ้นมาจริงๆ เราจะได้มีแรงสู้กับมันได้เพียงพอ . อย่างไรก็ตาม การทำนายอนาคตของสมองเราไม่ได้ perfect ขนาดนั้น . หลายครั้ง สมองเราทำนายว่า เรากำลังจะเจอกับภาระที่หนักหน่วงในอนาคต ส่งผลให้สมองของเราเริ่มต้น “ส่งสัญญาณ” ให้เรารู้สึกเหนื่อย . แต่พอถึงเวลาจริงๆ ภาระที่เราเจอกลับไม่ได้หนักหน่วงขนาดนั้น . มันเลยกลายเป็นว่าเรา “เหนื่อยฟรี” . หนทางหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เรา “เหนื่อยฟรี” แบบนี้คือการที่เราต้องคอยสังเกตหมั่นสังเกตตัวเองครับว่า เวลาที่เรารู้สึกเหนื่อย (ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ทำอะไร) ในใจเรากำลังคิดถึงอะไรอยู่ . หากเราพบว่าใจของเรากำลังคิดทำนายคาดการณ์ว่า ในอนาคต เราจะเจอกับปัญหาหรือภาระที่หนักหน่วงเป็นจำนวนมาก เราอาจจะต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า “ฉันกำลังคาดเดาอนาคตอีกแล้ว ถ้าอนาคตมันจะหนักหน่วงจริงๆ ก็ขอให้มันหนักหน่วงเฉพาะในช่วงอนาคตอย่างเดียวแล้วกัน อย่าให้ความหนักหน่วงของอนาคตเข้ามาสร้างความหนักหน่วงตั้งแต่ตอนนี้เลย” . การทำเช่นนี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราหยุด “วาดภาพ” อนาคตที่หนักหน่วงนั้นได้โดยสมบูรณ์แบบทันทีทันใดหรอกนะครับ แต่อย่างน้อย มันถือเป็นการเริ่มต้น “เหยียบเบรก” ให้การ “วาดภาพ” ของสมองเราทุเลาลงบ้างครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.neuropharm.2014.10.027 https://doi.org/10.1016/j.neubiorev.2017.01.015 Clark, A. (2024). The experience machine: How our minds predict and shape reality. Random House. Barrett, L. F. (2020). Seven and a half lessons about the brain. Mariner Books. Lyman, M. (2024). The Immune Mind: The New Science of Health. Random House. #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีปัญหา “นอนไม่หลับ” เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาพยายามจะนอน ในใจของพวกเขาก็จะมีความคิดปรากฎขึ้นมารัวๆไม่ต่างกับกระสุนปืนกล . ยกตัวอย่างเช่น “เมื่อตอนเย็น ฉันไม่น่าพูดกับลูกน้องไปแบบนั้นเลย” “ลูกกำลังจะไปเรียนต่างจังหวัดสัปดาห์หน้า - ลูกจะปรับตัวได้ไหมนะ?” “ฉันจะปฏิเสธคำชวนของเพื่อนยังไงไม่ให้เพื่อนรู้สึกเสียน้ำใจดี?” เป็นต้น . หลายคนพยายามที่จะ “คิดให้ตก” กับเรื่องที่ผุดขึ้นมาในความคิดเหล่านี้ เพราะพวกเขาหวังว่า หากพวกเขา “คิดตก” ได้เมื่อไหร่ ความปั่นป่วนในใจของพวกเขาก็จะสงบลง ส่งผลให้พวกเขาสามารถนอนหลับได้ในที่สุด . แต่ถ้าพวกเขาเกิดไม่สามารถ “คิดตก” ได้ล่ะ? หรือถ้าพวกเขา “คิดตก” ได้เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่สอง เรื่องที่สาม เรื่องที่สี่ “คิดไม่ตก” ล่ะ? พวกเขาไม่ต้องนอนตาค้างทั้งคืนหรอกหรือ? . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่าช่วงเวลานอนไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะกับการหยิบเรื่องราวต่างๆมา “คิดให้ตก” ครับ . แต่ถ้าเราไม่พยายามที่จะ “คิดให้ตก” แล้วเราจะรับมือกับชุดความคิดที่โผล่ขึ้นมาในใจรัวๆเป็นปืนกลเหล่านี้อย่างไร? . สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการสังเกตดูแต่ละเรื่องที่โผล่ขึ้นมาในความคิดของเรา จดพวกมันลงบนกระดาษให้หมด และบอกกับตัวเองว่า “ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อยู่ในใจฉัน แต่ฉันจะยังไม่จัดการกับพวกมันในตอนนี้ ตอนนี้ฉันขอนอนก่อน และถ้าฉันตื่นเมื่อไหร่ ฉันค่อยหยิบสิ่งที่อยู่บนกระดาษแผ่นนี้มาจัดการอีกที” . แนวทางที่ผมเสนอในข้างต้นอาจจะไม่ทำให้เรา “แก้ปัญหา” หรือ “คิดตก” ในเรื่องต่างๆที่ปรากฎขึ้นมาในความคิดของเราได้ก็จริง แต่มันจะช่วยให้เรา “ดาวน์โหลด” ประเด็นเหล่านั้นจากสมองของเราให้มาอยู่บนกระดาษ (เพื่อที่จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ) #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่ลูกยังอายุน้อยๆ เวลาที่พ่อแม่สอนลูก พ่อแม่มักจะสอนในลักษณะ “ออกคำสั่ง” (เช่น ห้ามเอามือแตะกาต้มน้ำ) เพราะลูกยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะเข้าใจ “เหตุผลเบื้องหลัง” คำสอนของพ่อแม่ได้ชัดเจนนัก . แต่เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยประถมฯปลายหรือมัธยมฯต้น ลูกจะเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยที่สามารถทำความเข้าใจกับ “เหตุผลเบื้องหลัง” คำสอนของพ่อแม่ได้บ้างแล้ว . แต่ถึงกระนั้น พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็ยังคุ้นชินกับการ “ออกคำสั่ง” กับลูกอยู่ดี และผลลัพธ์ที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ ลูกของพ่อแม่กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่มากขึ้น . เพราะเวลาที่ลูกโตขึ้น (โดยเฉพาะเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น) ลูกจะเริ่ม “ค้นหาตัวเอง” และเริ่มมีความต้องการที่จะ “เป็นตัวของตัวเอง” (เพราะนี่คือสิ่งที่จะนำมาสู่การที่ลูกสามารถพึ่งพาตัวเองในการใช้ชีวิตได้ในท้ายที่สุด) . การสอนของพ่อแม่ในลักษณะ “ออกคำสั่ง” จึงนำมาสู่การ “ปะทะ” กันระหว่างพ่อแม่กับลูกที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างจัง . ด้วยเหตุนี้ หากพ่อแม่ต้องการลดการ “ปะทะ” กับลูก (ที่กำลังเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น) สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้คือการเริ่มต้นอธิบาย “เหตุผลเบื้องหลัง” คำสอนของพ่อแม่แทนการสอนในลักษณะ “ออกคำสั่ง” เพียงอย่างเดียวครับ (และมันควรที่จะเป็นเหตุผลจริงๆนะครับ ไม่ใช่เหตุผลเช่น “ก็เพราะพ่อ/แม่บอกให้ทำแบบนี้ไงล่ะ!”) #จิตวิทยา #siamstr
image เราจะทำอะไร หากเราเห็นสัญญาณไฟบนหน้าปัดรถสว่างขึ้น ระหว่างที่เรากำลังขับรถอยู่? . เราคงจะพยายามทำความเข้าใจว่าสัญญาณไฟดังกล่าวหมายความว่าอะไร (เช่น สัญญาณดังกล่าวแปลว่า “น้ำมันใกล้หมด”) จากนั้น เราก็จะลงมือทำบางอย่างเพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ (เช่น ขับรถเข้าปั้มน้ำมันเพื่อเติมน้ำมัน) . เราคงจะไม่เมินเฉยกับสัญญาณไฟนั้น เราคงจะไม่อยากให้สัญญาณไฟนั้นหายไป . เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะขับรถของเราต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เราจะไม่รู้เลยว่ารถของเรากำลัง “มีปัญหา” จนกระทั่งปัญหาดังกล่าวมัน “ระเบิด” ใส่หน้าเราในท้ายที่สุด (เช่น รถน้ำมันหมดระหว่างที่กำลังขับอยู่กลางทางด่วน) . อารมณ์ความรู้สึกของเราก็ไม่ต่างอะไรกับสัญญาณไฟต่างๆที่อยู่บนหน้าปัดรถเลยครับ . เวลาที่เราเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ (เช่น ความรู้สึกไม่พอใจ) เราคงไม่อยากเมินเฉยต่อความรู้สึกนั้น เราคงไม่อยากหวังให้ความรู้สึกนั้นหายไป . สิ่งที่เราน่าจะทำคือการหยิบความรู้สึกนั้นมาทำความเข้าใจว่ามันกำลังบอกอะไรกับเรา (เช่น เรารู้สึกไม่พอใจเพราะเรากำลังจะเซ็นสัญญาธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมกับเรา) เพราะมันจะช่วยให้เรารู้ว่าเราจะลงมือจัดการกับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่อย่างไร (เช่น เราขอนัดประชุมกับคู่ค้าของเราเพื่อแก้ไขให้สัญญามีความเป็นธรรมมากขึ้น) . หากเราไม่ทำเช่นนี้ เราก็จะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่รู้เลยว่าเรากำลัง “มีปัญหา” อยู่ จนกระทั่งปัญหาดังกล่าวมัน “ระเบิด” ใส่หน้าเราในท้ายที่สุดครับ (เช่น เรา “ติดแหง็ก” อยู่ในการทำงานภายใต้สัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเรา) #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง (หรือแม้กระทั่งร่ำรวย) แต่เมื่อพวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ (เช่น ถูกองค์กรจ้างออก องค์กรที่ทำงานอยู่ปิดตัวลง เป็นต้น) พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “เสียศูนย์” อยู่ดี . มันเป็นเพราะอะไร? . เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ “แหล่งรายได้” แต่มันยังเป็นสิ่งที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับชีวิตของพวกเขา รวมถึง “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” ที่ดีอีกด้วย . ดังนั้น ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่เพียงแค่สูญเสีย “แหล่งรายได้” เท่านั้น พวกเขายังสูญเสีย “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” รวมถึง “คุณค่า/ความหมาย” ในชีวิตของพวกเขาไปอีกด้วย . แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้ไว้ได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม) แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถมีสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขาได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม) . แต่การรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ทำงานดังกล่าวอีกแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิมพอสมควร เช่นเดียวกับการหาสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา (มาทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียงาน) ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน . และยิ่งสำหรับคนจำนวนไม่น้อย งานที่พวกเขาทำแทบจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา อีกทั้งความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับคนในที่ทำงานก็แทบจะเป็น “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เดียวที่พวกเขามีอยู่ - มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่คนกลุ่มนี้จะรู้สึก “เสียศูนย์” มากเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาสูญเสียงานดังกล่าวไป . ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรา “เสียศูนย์” จากการสูญเสียงาน (ทั้งในรูปแบบ “สมัครใจ” และ “ไม่สมัครใจ”) การตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “นอกเหนือจากรายได้แล้ว ฉันได้อะไรจากงานที่ฉันทำอยู่ในปัจจุบันบ้าง?” ถือเป็นเรื่องสำคัญเลยครับ . เพราะการที่เราได้รู้คำตอบสำหรับคำถามนี้ (เช่น “นอกเหนือจากรายได้ สิ่งที่ฉันได้จากงานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่า”) จะช่วยทำให้เราหา “ทางหนีทีไล่” ที่ช่วยให้การออกจากงานไม่ทำให้เรา “เสียศูนย์” มากเกินไปครับ (เช่น “นอกเหนือจากการทำงานที่นี่แล้ว ฉันยังเติมเต็มความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่าด้วยการเป็นครูสอนโยคะให้เพื่อนบ้านทุกสัปดาห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย”) #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ เวลาที่เราอยากซื้อโทรศัพท์มือถือ หลายคนจะไปซื้อที่ Power Buy เวลาที่เราอยากทานสุกี้ หลายคนจะไปทานที่สุกี้ตี๋น้อย เวลาที่เราอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ หลายคนจะไปที่ Home Pro จริงอยู่ครับว่า ห้างสรรพสินค้าอย่าง Big C หรือ Lotus อาจจะมีทุกอย่างที่เราต้องการซื้อในข้างต้น (มีทั้งโทรศัพท์มือถือ มีทั้งชุดสุกี้สำเร็จรูป มีทั้งเฟอร์นิเจอร์) แต่คุณภาพ ราคา และ/หรือความหลากหลายของสินค้าที่ถูกขายอยู่ในห้างสรรพสินค้าดังกล่าวอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์เราได้ดีเท่ากับกรณีที่เราไปที่ Power Buy หรือสุกี้ตี๋น้อย หรือ Home Pro โดยตรง ความสัมพันธ์ที่เรามีกับผู้คนในชีวิตก็เหมือนกันครับ หากเราคาดหวังให้คนหนึ่งคน (เช่น เพื่อนสนิท แฟน) เป็นคนที่เราสามารถเล่นเกมด้วยกันได้ พูดคุยถกเถียงเรื่องปรัชญาการเมืองได้ คอยให้กำลังใจเวลาที่เราเผชิญกับอุปสรรคในชีวิต ไปเที่ยวสไตล์ adventure ด้วยกันได้ (เช่น ไปเดินป่า) เป็นที่ปรึกษาในเรื่องการทำงาน ฯลฯ นั่นเท่ากับเรากำลังคาดหวังให้คนๆนั้นรับบทเป็น Big C หรือ Lotus ซึ่งมันยากจริงๆครับที่คนหนึ่งคนจะรับบทเป็น Big C หรือ Lotus ได้ และต่อให้คนๆนั้นจะทำได้ มันก็ยากยิ่งเข้าไปใหญ่ครับที่เขาจะสามารถตอบโจทย์เราได้ดีในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะในด้าน “โทรศัพท์มือถือ” “สุกี้สำเร็จรูป” หรือ “เฟอร์นิเจอร์” (อันที่จริง หากเรามองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง และลองนึกภาพว่าตัวเรากำลังรับบทเป็น Big C หรือ Lotus ให้กับใครสักคน เราจะเห็นได้ชัดเจนสุดๆเลยครับว่ามันยากขนาดไหน) นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การมีความสัมพันธ์ที่หลากหลาย (โดยที่แต่ละความสัมพันธ์จะเน้นตอบโจทย์ความต้องการของเราที่แตกต่างกันไป) ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับการมีความสัมพันธ์กับคนๆเดียว (หรือไม่กี่คน) และคาดหวังให้คนๆนั้นตอบโจทย์ความต้องการในทุกๆด้านครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/1948550614564223 #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกวันนี้ คำว่า “ครอบครัว toxic” ถือเป็นคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ แต่มันมักจะเป็นการถูกพูดถึงโดยที่ความหมายของ “ครอบครัว toxic” ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไหร่นัก . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา Karyl McBride (เจ้าของหนังสือ Will I Ever Be Good Enough?: Healing the Daughters of Narcissistic Mothers) ตั้งข้อสังเกตว่า “ครอบครัว toxic” ที่เธอได้มีโอกาสสัมผัสในประสบการณ์การทำงานของเธอมักจะมี “กฎกติกา” ภายในบ้านดังต่อไปนี้ครับ . . . กฎกติกา # 1 ห้ามแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงออกมา . ยกตัวอย่างเช่น ห้ามแสดงความรู้สึกเสียใจหรือความโกรธออกมา ต้องทำสีหน้าท่าทางมีความสุข (แม้จะเป็นการฝืนยิ้ม) เมื่ออยู่ต่อหน้า “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งมักจะเป็น “ผู้ใหญ่” ในบ้าน เช่น คุณพ่อหรือคุณยาย) ในครอบครัวเท่านั้น เป็นต้น . กฎกติกา # 2 ทุกคนต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ “สมบูรณ์แบบ” ของครอบครัวในสายตาของคนอื่น . ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้ลูกจะถูกพ่อแม่ทำร้ายร่างกายอย่างหนัก แต่ถ้าคุณครูที่โรงเรียนถามว่า “แผลนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?” ลูกต้องห้ามบอกความจริง แต่ต้องโกหกคุณครูแทน (เช่น ขี่จักรยานและหกล้ม) เป็นต้น . กฎกติกา # 3 ความต้องการของ “ผู้มีอำนาจ” ในครอบครัว (ซึ่งมักจะเป็น “ผู้ใหญ่” ในบ้าน) มีความสำคัญเหนือความต้องการของสมาชิกคนอื่นในครอบครัว . ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าแม่จะมีนัดกับหมอไว้ แต่ถ้าวันนั้น อาม่าต้องการให้แม่ขับรถไปส่งอาม่าเพราะอาม่าอยากเดินทางไปเจอเพื่อน แม่ก็ต้องเลื่อนหมอ เป็นต้น . กฎกติกา # 4 “ผู้มีอำนาจ” ในครอบครัวสามารถ “ล้ำเส้น” หรือ “รุกล้ำความเป็นส่วนตัว” ของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวได้เสมอ . ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้พ่อแม่จะไม่สะดวกใจที่จะบอกให้ญาติๆรู้ว่าตนมีเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ลุงก็จะยังคงคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้จนถึงขั้นหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่ไปเปิดดูตอนที่พ่อแม่เอาโทรศัพท์มือถือวางไว้บนโต๊ะขณะที่กำลังเข้าห้องน้ำ เป็นต้น . . . จริงอยู่ครับว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้อาจจะยังไม่สามารถใช้ฟันธงได้ 100% ว่านี่คือ “ครอบครัว toxic” ชัวร์ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันครับว่า หากครอบครัวของเรามี “กฎกติกา” ภายในบ้านที่มีลักษณะทำนองนี้ล่ะก็ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวคงจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ healthy เท่าไหร่นัก #จิตวิทยา #siamstr
image ช่วงเวลาที่เรา happy มากๆในชีวิตคือตอนที่เราเป็นเด็ก แต่เมื่อเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็มักจะ happy น้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเริ่มมีอายุขึ้นมาอีกสักหน่อย เราก็จะมีแนวโน้มที่จะกลับมา happy มากขึ้นเหมือนตอนเด็กๆอีกครั้ง . นี่คือ trend ที่พบได้ในคน generation ก่อนๆ . แต่สำหรับคน generation หลังๆมานี้ (เช่น คนยุค Millennials หรือ gen Y) trend ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นเริ่มเปลี่ยนไป . กล่าวคือ ตอนเด็กๆ เรา happy พอเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เรา happy น้อยลง และแม้ว่าเราจะเริ่มมีอายุ เราก็ยังคง happy น้อยอยู่เหมือนเดิม! . เกิดอะไรขึ้นกับคน generation หลัง? อะไรคือความแตกต่างระหว่างคน generation หลังกับคน generation ก่อน? . สิ่งหนึ่งที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ก็คือ คน generation หลัง connect กันน้อยลง เมื่อเทียบกับคน generation ก่อนครับ . ใช่ครับ โลกเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทาง technology ที่ช่วยให้เราติดต่อกันง่ายขึ้น (ตั้งแต่โทรศัพท์ อีเมล จนถึง social media) แต่มันดูจะไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึก connect กันได้มากขึ้นแต่อย่างใด . อันที่จริง หากมองในบางแง่มุม ความก้าวหน้าทาง technology อาจทำให้เรา connect กับเพื่อนมนุษย์ของเราน้อยลงอีกด้วย (เช่น จากเดิมที่เราหันหน้าหากันเวลาที่อยากได้รับการ support ทางใจ ตอนนี้ เราสามารถพูดคุยกับ ChatGPT ได้ เป็นต้น) . แต่ถึงแม้ผมจะพิมพ์มาแบบนี้ ผมขอยืนยันว่าผมไม่ใช่คนที่ “อี๋” ความก้าวหน้าทาง technology นะครับ เพราะความก้าวหน้าทาง technology มันช่วยให้เรามีชีวิตที่สะดวกสบายแบบที่คนเมื่อ 100 ปีก่อนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว . อย่างไรก็ตาม แม้ความก้าวหน้าทาง technology สามารถช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในบางครั้ง ทางเลือกที่แลดู “low tech” และแลดู “ลำบาก” มากกว่า (เช่น การนัดเพื่อนมาเจอกันและกินข้าวด้วยกันแทนที่จะส่งข้อความพูดคุยกับเพื่อนทาง social media การพาตัวเองไปที่โบสถ์แทนที่จะเข้าร่วมในช่องทางออนไลน์ เป็นต้น) ดูจะตอบโจทย์ชีวิตเราในด้านของ human connection และความสุขในการใช้ชีวิตได้มากกว่าครับ . อ้างอิง https://www.researchgate.net/publication/232518458_Loneliness_Human_Nature_and_the_Need_for_Social_Connection https://doi.org/10.1038/s44220-025-00423-5 Caron, C. (2025). A Global Flourishing Study Finds That Young Adults, Well, Aren’t. The New York Times. #จิตวิทยา #siamstr
image ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยเจอกับสถานการณ์ที่เรามีสิ่งที่ต้องทำ แต่เราก็ไม่ยอมลงมือทำสิ่งๆนั้นเสียที . ต่อให้สิ่งๆนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ไม่ยาก (เช่น ตากผ้า ตอบข้อความ เดินออกกำลังกาย) เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่ดี . ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกดดันตัวเอง (เช่น พูดกับตัวเองว่า “ฉันควรจะต้องตากผ้าเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วนะ!”) หรือหลอกล่อตัวเอง (เช่น ตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ว่า หากตากผ้าเสร็จ เราจะอนุญาตให้ตัวเองเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือสัก 20 นาที) ขนาดไหน . …เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่เหมือนเดิม! . ในกรณีเช่นนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่? ทำยังไงเราถึงจะสามารถพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้อีกครั้ง? . สำหรับหลายๆคน คำตอบที่พวกเขามีให้กับคำถามในข้างต้นก็คือ พวกเขามองไม่เห็น “ความหมาย” ของสิ่งที่ต้องทำ ส่งผลให้พวกเขามองว่าเจ้าสิ่งที่ต้องทำนั้นมันดู “ไม่มีค่า” ในความรู้สึกขึ้นมา และทำให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจที่จะพาตัวเองไปลงมือทำสิ่งๆนั้นนั่นเอง . ฉะนั้น หากพวกเขาจะพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้สำเร็จ พวกเขาจะต้องมองให้เห็นอย่างชัดเจนเสียก่อนว่า อะไรคือ “ความหมาย” ของเจ้าสิ่งๆนั้น . พวกเขาจำเป็นต้องตอบคำถามกับตัวเองแบบ “เจาะลึก” ให้ได้ว่า…ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะทำสิ่งๆนั้น? การทำสิ่งๆนั้นมันให้อะไรกับพวกเขาบ้าง? . ยกตัวอย่างเช่น . “ทำไมฉันถึงอยากจะพาตัวเองออกไปเดินออกกำลังกายในเย็นวันนี้?” “ก็เพราะฉันอยากจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง” “แล้วทำไมฉันถึงอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง?” “ก็เพราะฉันจะได้มีชีวิตอยู่ยาวๆ” “แล้วทำไมฉันถึงอยากมีชีวิตอยู่ยาวๆ?” “ก็เพราะฉันอยากถ่ายรูปรับปริญญากับลูกตอนที่ลูกเรียนจบ” “การได้ถ่ายรูปตอนลูกเรียนจบมันสำคัญกับฉันเพราะอะไร?” “ก็เพราะมันสะท้อนว่าฉัน ‘ส่งลูกขึ้นฝั่ง’ ได้สำเร็จแล้ว” . เป็นต้น . มันคือการตั้งคำถามว่า “ทำไม?” กับตัวเองไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเรา (ซึ่งคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป) . หากเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราเมื่อไหร่ เราสามารถหยิบคำตอบดังกล่าวมาใช้ “กระตุ้น” ตัวเองเวลาที่เราตั้งใจจะลงมือทำสิ่งๆนั้นได้ . ซึ่งสำหรับหลายๆคน นี่ถือเป็นแนวทางที่ “ใช่” และ “ได้ผล” กับพวกเขาอย่างชะงัดเลยล่ะครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1016/B978-0-12-802862-9.00004-9 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.55.1.68 https://doi.org/10.1177/1088868307301033 #จิตวิทยา #siamstr