หลายคนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก พวกเขาจะให้คอยสังเกตดูตัวเองในแต่ละวันว่าพวกเขามีความสุขมากน้อยแค่ไหน
.
หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขามีความสุข ก็ดีไป แต่หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาก็จะเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง (เช่น ฟังเพลง ออกกำลังกาย จดบันทึกว่าวันนี้มีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้าง) เพื่อ “ยกระดับความสุข” ในวันนั้นของพวกเขา
.
การทำแบบนี้ดูเหมือนจะช่วยให้พวกเขามีความสุขได้ในทุกๆวันนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขามีความสุขน้อยกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขาไม่ได้จับตาดูความสุขของตัวเองในแต่ละวันอย่างใกล้เช่นนี้ครับ!
.
นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เรา “หมกหมุ่น” กับความสุข มันอาจจะทำให้เราเกิดความคาดหวังขึ้นมาในใจว่า “ฉันต้องการเห็นตัวเองมีความสุขมากๆ” ซึ่งความคาดหวังนี้ก็มีแนวโน้มที่จะนำมาสู่ความผิดหวังได้ไม่น้อยเลยครับ
.
เพราะธรรมชาติของความสุขนั้น มันก็เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆ (เช่น ความเสียใจ ความโกรธ ความกังวล) ตรงที่มันจะมีความ “ขึ้นๆลงๆ” อยู่ตลอดเวลา (ต่อให้เราจะทำทุกอย่างที่เอื้อให้เกิดความสุขอย่าง “ถูกต้อง” ก็ตาม)
.
แทนที่เราจะคอยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “วันนี้ฉันมีความสุขมากน้อยแค่ไหน?” อีกหนึ่งทางเลือกที่ (ผมคิดว่า) ดีกว่าคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันในวันนี้มีมีคุณค่า/ความหมาย (ในมุมมองส่วนตัวของฉัน) มากน้อยแค่ไหน?” และปล่อยให้ความสุขมันปรากฎขึ้นมาในใจเราตามจังหวะเวลาของมันเองแทนครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/emo0001381
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
หลายคนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก พวกเขาจะให้คอยสังเกตดูตัวเองในแต่ละวันว่าพวกเขามีความสุขมากน้อยแค่ไหน
.
หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขามีความสุข ก็ดีไป แต่หากวันนี้เป็นวันที่พวกเขาไม่มีความสุข พวกเขาก็จะเริ่มต้นลงมือทำอะไรบางอย่าง (เช่น ฟังเพลง ออกกำลังกาย จดบันทึกว่าวันนี้มีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้าง) เพื่อ “ยกระดับความสุข” ในวันนั้นของพวกเขา
.
การทำแบบนี้ดูเหมือนจะช่วยให้พวกเขามีความสุขได้ในทุกๆวันนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้พวกเขามีความสุขน้อยกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขาไม่ได้จับตาดูความสุขของตัวเองในแต่ละวันอย่างใกล้เช่นนี้ครับ!
.
นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เรา “หมกหมุ่น” กับความสุข มันอาจจะทำให้เราเกิดความคาดหวังขึ้นมาในใจว่า “ฉันต้องการเห็นตัวเองมีความสุขมากๆ” ซึ่งความคาดหวังนี้ก็มีแนวโน้มที่จะนำมาสู่ความผิดหวังได้ไม่น้อยเลยครับ
.
เพราะธรรมชาติของความสุขนั้น มันก็เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆ (เช่น ความเสียใจ ความโกรธ ความกังวล) ตรงที่มันจะมีความ “ขึ้นๆลงๆ” อยู่ตลอดเวลา (ต่อให้เราจะทำทุกอย่างที่เอื้อให้เกิดความสุขอย่าง “ถูกต้อง” ก็ตาม)
.
แทนที่เราจะคอยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “วันนี้ฉันมีความสุขมากน้อยแค่ไหน?” อีกหนึ่งทางเลือกที่ (ผมคิดว่า) ดีกว่าคือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันในวันนี้มีมีคุณค่า/ความหมาย (ในมุมมองส่วนตัวของฉัน) มากน้อยแค่ไหน?” และปล่อยให้ความสุขมันปรากฎขึ้นมาในใจเราตามจังหวะเวลาของมันเองแทนครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1037/emo0001381
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในความสัมพันธ์ที่สร้างความปวดหัวให้กับเราได้มากที่สุดคือความสัมพันธ์กับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น”
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เพื่อนร่วมงานกล่าวหาว่าเราเป็นคน “ไม่รับผิดชอบ” ทั้งๆที่ตัวเพื่อนร่วมงานเป็นคนที่โยนงานของตัวเองมาให้เราทำตั้งแต่แรก ส่งผลให้เราเกิดภาวะ “งานล้นมือ” ทำให้เราทำงานไม่ทันและส่งงานบางส่วนล่าช้า
.
แฟนกล่าวหาว่าเราเป็นคนที่ “ชอบชวนทะเลาะ” ทั้งๆที่ตัวแฟนเป็นคนที่เริ่มต้นใช้คำพูดกระแหนะกระแหนในการพูดคุยกับเรา (ก่อนหน้านี้ เราเพียงแค่นั่งอยู่เงียบๆ)
.
เป็นต้น
.
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” สามารถสร้างความปั่นป่วนได้มากเป็นพิเศษคือการที่คนประเภทนี้มักจะมีการ “แฉความเลวร้าย” ของเราให้คนอื่นรับรู้ ส่งผลให้เราไม่เพียงแค่ต้องรับมือกับคนประเภทนี้เท่านั้น แต่เรายังต้องรับมือกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรของคนอื่นที่มองมาที่เราอีกด้วย
.
เราจะรับมือกับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” (รวมทั้งสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากคนที่ฟังความข้างเดียวและปักใจเชื่อ) อย่างไรดี?
.
ผมมองว่ากุญแจสำคัญในการรับมือกับคนประเภทนี้มีอยู่อย่างน้อย 3 ข้อด้วยกันครับ
.
.
.
# 1 แสดงออกอย่างใจเย็น (ไม่ว่าข้างใจเราจะเดือดปุดๆขนาดไหนก็ตาม)
.
เพราะถ้าเราแสดงความหัวร้อนออกมา มันเท่ากับว่าเรากำลังหยิบยื่น “วัตถุดิบ” ชั้นดีให้คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” หยิบมาขยี้เพิ่มเติม (เช่น “ทำไมฉันพูดแค่นี้และเธอต้องโกรธด้วย? ก็เธอไม่รับผิดชอบจริงๆนี่นา! หรือเธอรับไม่ได้ที่ฉันพูด ‘ความจริง’ กับเธอตรงๆแบบนี้?”) ส่งผลให้คนประเภทนี้ยิ่ง “ได้ทีขี่แพะไล่” เข้าไปใหญ่ แถมคนที่ฟังความข้างเดียวก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะปักใจเชื่อมากขึ้นอีกด้วย
.
# 2 ตั้งคำถามเจาะลึกลงรายละเอียด
.
คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” มักจะชอบใช้คำกว้างๆคลุมเครือๆในการกล่าวหาเรา (เช่น กล่าวหาว่าเรา “ไม่รับผิดชอบ” กล่าวหาว่าเรา “ชอบชวนทะเลาะ”)
.
ฉะนั้น หากเราตั้งคำถามเพื่อให้เจ้าตัวอธิบายเพิ่มเติมว่า อะไรคือพฤติกรรมของเราที่ทำให้เจ้าตัวเขากล่าวหาเรา (เช่น “เธอบอกว่าฉันชวนเธอทะเลาะในวันนี้ ถ้าอย่างนั้น เธอช่วยให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหมว่าฉันพูดหรือทำอะไรที่เป็นการชวนเธอทะเลาะในวันนี้หรือ?”) มันมีโอกาสอยู่ไม่น้อยเลยครับที่เจ้าตัวจะไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ส่งผลให้ท่าทีของเจ้าตัว (รวมไปถึงคนที่ฟังความข้างเดียว) มีแนวโน้มที่จะลดราวาศอกลงตามมาครับ
.
# 3 อย่าลืมเก็บหลักฐาน
.
ทุกสิ่งที่คนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” ได้พูดหรือทำลงไป (ที่เราสามารถหยิบมาใช้ “งัดข้อ” กับคนประเภทนี้ได้) เราต้องอย่าลืมที่จะเก็บหลักฐานนั้นไว้ครับ (ไม่ว่าจะเป็นอีเมล แชทข้อความ ใบเสร็จ หรืออะไรก็ตาม)
.
การมีหลักฐานที่จับต้องได้ชัดๆนี้จะช่วยให้เราเผชิญหน้ากับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” และจัดการกับคนประเภทนี้ได้อยู่หมัดมากขึ้น (เช่น “เธอกล่าวหาว่าฉันไม่รับผิดชอบกับภาระหน้าที่งานของตัวเอง แต่เธอลองดูข้อความในแชทนี้สิ เธอพิมพ์มาบอกฉันว่าเจ้านายอยากให้ฉันทำรายงานเรื่อง xxx แต่ฉันส่งข้อความไปถามเจ้านายมา และเจ้านายก็บอกฉันว่า จริงๆแล้ว รายงานเรื่อง xxx มันคือรายงานที่เธอควรจะต้องเป็นคนทำ ไม่ใช่ฉัน - นี่มันชัดเจนเลยนะว่า คนที่ไม่รับผิดชอบกับภาระหน้าที่งานของตัวเองคือเธอ ไม่ใช่ฉัน”)
.
ไม่อย่างนั้น หากเราเผชิญหน้ากับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” แบบไม่มีหลักฐานชัดเจน คนประเภทนี้ก็อาจจะทำตัวเฉไฉและเอาตัวรอดไปได้ครับ
.
.
.
ผมหวังว่าแนวทางที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคนประเภท “ชอบโบ้ยความผิดตัวเองให้คนอื่น” นี้นะครับ
.
อ้างอิง
Knaus W.J. (2000). Take Charge Now! Powerful Techniques for Breaking the Blame Trap. pp 65-71. John Wiley.
https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0963721414547737
#จิตวิทยา #siamstr
หากเราจะเปรียบชีวิตว่าเป็นเหมือนการเดินทาง แฟนของเราก็คงเปรียบได้กับคนๆหนึ่งที่เราได้พบระหว่างที่เรากำลังเดินทางอยู่ และเราก็ตกลงที่จะเดินจับมือต่อไปด้วยกัน
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า การที่คน 2 คนจะเดินจับมือไปด้วยกันได้ ทั้ง 2 คนจะต้องมีเส้นทางชีวิตที่ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้ง 2 คนจะต้องมีจังหวะการก้าวเดินที่พอๆกัน
.
แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากเส้นทางชีวิตของเรากำลังมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ แต่เส้นทางชีวิตของแฟนเรากำลังมุ่งหน้าไปยังทิศใต้?
.
หลายคนเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองเพื่อที่จะได้ยังคงเดินจับมือไปด้วยกันกับแฟนต่อได้
.
แต่ว่า…มันเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” หรือเปล่า?
.
หลายคน (โดยเฉพาะคนที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองเพียงเล็กน้อย) อาจจะตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง”
.
แต่สำหรับหลายๆคน (โดยเฉพาะคนที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างมหาศาล) นี่ถือเป็นคำถามที่คอยหลอกหลอนพวกเขาอยู่ในใจเป็นระยะๆ
.
จริงอยู่ครับว่า พวกเขา (ที่ปรับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองอย่างมหาศาลเพื่อความรัก) สามารถหยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกับแฟนเพื่อตกลงหาเส้นทางชีวิตที่ “ประนีประนอม” ระหว่างพวกเขากับแฟนได้
.
แต่ในหลายๆกรณี ไม่ว่าพวกเขาจะพูดคุยกับแฟนขนาดไหน พวกเขากับแฟนก็ไม่สามารถหาเส้นทางชีวิตที่ “ประนีประนอม” นั้นได้จริงๆ
.
และนั่นก็หมายความว่า พวกเขากับแฟนไม่สามารถเดินจับมือไปด้วยกันต่อได้…แม้พวกเขากับแฟนจะรักกันก็ตาม
.
มันอาจจะฟังดูน่าเศร้านะครับ
.
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง Ally Condie (นักเขียนชื่อดัง) ที่เคยกล่าวไว้ว่า
.
“Growing apart doesn't change the fact that for a long time we grew side by side; our roots will always be tangled. I'm glad for that.”
“ถึงเราจะเติบโตและมีระยะห่างกันมากขึ้น แต่ในครั้งหนึ่ง เราก็เคยเติบโตอยู่เคียงข้างกันและกัน ฉันดีใจที่ “รากฐาน” การเติบโตของเราจะเกี่ยวพันตลอดไป”
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ที่เราตั้งเป้าหมายบางอย่าง และเราก็บรรลุเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ และเราก็พบว่าความ “ฟิน” ของการบรรลุเป้าหมายมันไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่คาดไว้
.
ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง การสัมภาษณ์งานผ่าน หรือการได้คบกับคนที่เราแอบชอบก็ตาม
.
อันที่จริง หากเราสังเกตดีๆ เราจะพบว่าช่วงเวลาก่อนที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้น (เช่น ช่วงที่ยังไม่ประกาศผลสอบ ช่วงที่ยังไม่ได้ข่าวว่าบริษัทอยากได้เราไปทำงาน ช่วงที่ยังไม่รู้ว่าคนที่เราแอบชอบเขาก็อยากสานสัมพันธ์กับเราด้วยเหมือนกัน) มันให้ความรู้สึกที่ “ฟิน” กว่าอย่างเห็นได้ชัด
.
เพราะในช่วงเวลาก่อนที่เราจะบรรลุเป้าหมายนั้น เราสามารถที่จะ “วาดฝัน” ได้เต็มที่ว่า หากเราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ ชีวิตของเราจะดีขึ้นอย่างนู้นอย่างนี้อย่างนั้น
.
แต่พอเราบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้สำเร็จ ต่อให้การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวมันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างมาก แต่มันก็ยากที่จะดีได้เท่ากับภาพที่เรา “วาดฝัน” ไว้
.
เพราะตอนที่เรา “วาดฝัน” ไว้นั้น เราสามารถทำได้แบบ “ไร้ขีดจำกัด” แต่โลกแห่งความเป็นจริง มันเต็มไปด้วย “ข้อจำกัด”
.
มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่หลายคนจะชอบพูดว่า “รสชาติของความสำเร็จมันไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด”
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.tins.2011.11.005
#จิตวิทยา #siamstr
มีคนเคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่ง เขาซื้อดอกกล้วยไม้มา
.
หลังจากที่วันเวลาผ่านไป กล้วยไม้ก็เริ่มเหี่ยวลงเรื่อยๆ
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขามาดูกล้วยไม้ต้นนี้ และพบว่ากล้วยไม้ของเขาแทบจะเหี่ยวจนเป็นซากมัมมี่กล้วยไม้ไปเสียแล้ว
.
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงมีความหวัง
.
เขายังคงรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” นี้อย่างสม่ำเสมอ
.
วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน
.
“มัมมี่กล้วยไม้” ของเขาก็ยังคงเป็น “มัมมี่กล้วยไม้” อยู่อย่างนั้น
.
แต่เขาก็ยังคงรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” อย่างสม่ำเสมอด้วยความหวังอยู่ดี
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาเดินมาที่ “มัมมี่กล้วยไม้” นั้น และเขาก็ค้นพบว่ากล้วยไม้ของเขา “ฟื้นคืนชีพ” และกลับมาเริ่มต้นออกดอกอีกครั้ง!
.
ตอนนั้นเองที่เขาคิดขึ้นมาในใจว่า “ดีนะที่ฉันไม่ได้ด่วนตัดสินว่า ‘ไม่ได้แล้วแหละ!’ และโยนกล้วยไม้ต้นนั้นทิ้งไป”
.
เพราะธรรมชาติของกล้วยไม้นั้น หลังจากที่มันออกดอกเต็มที่แล้ว ดอกกล้วยไม้ก็จะค่อยๆร่วงโรยจนกระทั่งมันมีสภาพไม่ต่างอะไรกับ “มัมมี่กล้วยไม้”
.
บางคนอาจจะมองสภาพของ “มัมมี่กล้วยไม้” และมองว่ากล้วยไม้ตาย แต่ในความเป็นจริงนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวมันคือช่วงเวลาที่กล้วยไม้กำลังอยู่ในช่วง “พักฟื้น”
.
มันเป็นช่วงเวลาที่กล้วยไม้กำลังกักเก็บพลังงานตุนไว้ ก่อนที่จะกลับมา “ฟื้นคืนชีพ” และออกดอกอีกครั้งในอนาคต
.
หลายๆอย่างที่เราทำในชีวิตก็ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” เลยครับ เพราะมันเป็นการ “ลงทุนลงแรง” โดยที่เรามองไม่เห็น “ผลลัพธ์” ที่ชัดเจนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
.
ไม่ว่าจะเป็น…
.
การลดน้ำหนักที่เราต้องออกกำลังกายและดูแลเรื่องอาหารการกินติดต่อกันเป็นระยะเวลาพักใหญ่โดยที่รูปร่างของเราก็ดูไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนมีคนทักเราว่า “เธอดูผอมลงนะ” แม้แต่คนเดียว
.
หรือการฝึกภาษาต่างประเทศที่เราต้องท่องคำศัพท์และเรียนไวยกรณ์ติดต่อกันพักใหญ่โดยที่เราก็ยังไม่สามารถพูดคุยกับเจ้าของภาษาได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนที่เราใช้ภาษาแม่ของเรา
.
หรือการทำธุรกิจร้านอาหารที่เราอาจจะเจอกับการขาดทุนเดือนแล้วเดือนเล่าติดต่อกันพักใหญ่กว่าที่จะเริ่มกำไร
.
มันไม่ง่ายเลยครับที่เราจะก้มหน้าก้มตารดน้ำต่อไปในวันที่เราเห็นว่ากล้วยไม้ของเรายังคงเป็น “มัมมี่กล้วยไม้” อยู่
.
มันเป็นอะไรที่ชวนท้อแท้และหมดกำลังใจไม่น้อยเลยครับ
.
แต่ถ้าเราปล่อยให้ความท้อแท้และความรู้สึกหมดกำลังใจหยุดยั้งเราจากการรดน้ำต่อไป เราก็คงไม่มีโอกาสได้เห็น “มัมมี่กล้วยไม้” ของเรากลับมาออกดอกได้อีก
.
ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังรดน้ำให้กับ “มัมมี่กล้วยไม้” ในชีวิตของตัวเองอยู่นะครับ!
#จิตวิทยา #siamstr
พวกเราหลายคนเคยเจอกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวดในอดีต
.
บางคนถูกแฟนนอกใจ บางคนสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่รักมากๆไปกับอุบัติเหตุ บางคนถูกเพื่อนสมัยมัธยมฯ “แบน” จนไม่มีใครคุยด้วยแม้แต่คนเดียว บางคนโดนเจ้านายต่อว่าอย่างรุนแรงต่อหน้าลูกค้ารายใหญ่จำนวนมาก
.
และแม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะ “จบ” ลงไปแล้วในอดีต แต่ทุกวันนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นก็ยังคงผุดขึ้นมาในใจอยู่เป็นระยะๆ
.
และทุกครั้งที่ความทรงจำดังกล่าวปรากฏขึ้นมาในใจ ความเจ็บปวดที่เรารู้สึกในเหตุการณ์วันนั้นก็ปรากฎขึ้นมาในใจของเราวันนี้ด้วย
.
ด้วยเหตุนี้ พวกเราหลายคนจึงพยายามที่จะย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้ง (เช่น เผชิญหน้ากับแฟนเก่าที่นอกใจ) เพื่อที่จะ “แก้ไข” ให้มันดีขึ้น (เช่น ให้แฟนเก่ากล่าวคำขอโทษ)
.
พวกเราหลายคนเชื่อว่า นี่คือหนทางที่จะช่วยให้เรา “เป็นอิสระ” จากเหตุการณ์ในอดีตที่เจ็บปวดนี้ได้
.
แต่ในกรณีที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อีกครั้งล่ะ? (เช่น ไม่สามารถติดต่อแฟนเก่าได้อีกแล้วเพราะแฟนเก่าตัดขาดการติดต่อทุกช่องทาง)
.
การที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อีกครั้งจะทำให้เราไม่สามารถ “เป็นอิสระ” จากเหตุการณ์นั้นหรือไม่?
.
คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” ครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ในหลายๆครั้ง ความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ของเหตุการณ์ที่เลวร้ายในอดีตอาจจะโผล่ขึ้นมาในใจเราแบบอัตโนมัติของมันเอง
.
เราอาจจะไม่สามารถ “ออกคำสั่ง” ห้ามความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ดังกล่าวไม่ให้โผล่ขึ้นมาในใจเราอีกได้
.
แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า เวลาที่ความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ดังกล่าวปรากฏขึ้นมาในใจเรานั้น เราจะ “สานต่อ” ความทรงจำ (และความเจ็บปวด) ดังกล่าวหรือว่าเราจะ “ขยับความสนใจ” ของเราไปที่สิ่งอื่นที่มีความหมายกับชีวิตของเรา ณ ปัจจุบัน
.
หากมองในแง่มุมหนึ่ง ใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับสวนในบ้านของเราเลยครับ
.
เราอาจจะไม่สามารถห้ามไม่ให้สวนเรามี “วัชพืช” โตขึ้นมาได้ แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า พอเราเห็นเจ้า “วัชพืช” นั้นแล้ว เราจะรดน้ำให้กับ “วัชพืช” ดังกล่าวหรือจะรดน้ำให้กับต้นไม้ต้นอื่นในสวนของเราแทน
.
หากเราเลือกที่จะไม่รดน้ำให้กับ “วัชพืช” ไปเรื่อยๆ มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “วัชพืช” ดังกล่าวจะหายไปจากสวนของเราในท้ายที่สุด แต่มันการันตีได้ว่า “วัชพืช” ก็จะไม่โตจนกินพื้นที่ในสวนของเราเต็มไปหมดแน่นอนครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1176/appi.ajp.2016.16030353

Annual Reviews
Neural Mechanisms of Selective Visual Attention
“ยิ่งโตมากขึ้น จำนวนคนที่ไม่ชอบหน้าเราก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น”
.
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของหลายๆคน
.
เพราะอะไร?
.
เพราะตอนที่พวกเขายังอายุน้อยๆ พวกเขาเลือกที่จะตามใจคนอื่น เลือกที่จะคล้อยตามคนอื่น เลือกที่จะสงบปากสงบคำเวลาที่คนอื่นพูดอะไรที่พวกเขาไม่เห็นด้วย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนอื่นอาวุโสมากกว่า)
.
พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ พวกเขาก็เริ่มพบว่า การทำแบบนี้มันช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับคนอื่นได้ก็จริง แต่มันให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลัง “ทรยศตัวเอง” อยู่
.
ตอนนั้นเองที่พวกเขาเริ่มฟังเสียงของความรู้สึกและความต้องการของตัวเองมากขึ้น เริ่มปฏิเสธคนอื่น เริ่มสื่อสารความรู้สึกและความต้องการของตัวเองกับคนอื่นตรงๆ เริ่มยืนหยัดต่อคนอื่นเวลาที่คนอื่นล้ำเส้น
.
ตอนนั้นเองที่คนอื่น (ซึ่งคุ้นชินกับการที่พวกเขาตามใจ คล้อยตาม สงบปากสงบคำมาโดยตลอด) เริ่มสัมผัสได้ว่าพวกเขาเปลี่ยนไป ส่งผลให้คนอื่น (บางส่วน) เริ่มตัดสินว่าพวกเขา “ไม่น่ารัก” เหมือนเมื่อก่อน
.
ซึ่งแน่นอนครับว่า การถูกคนอื่น (บางส่วน) ไม่ชอบนั้น มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์เอาเสียเลย
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การหยุด “ทรยศตัวเอง” ไม่ใช่เรื่องง่าย
.
หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การหยุด “ทรยศตัวเอง” อาจจะเป็นเรื่องง่ายก็จริง แต่การหยุด “ทรยศตัวเอง” พร้อมกับต้องเผชิญกับการไม่ยอมรับจากคนอื่นนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
.
แต่ถ้าจะพูดกันตามตรงแล้ว แม้การหยุด “ทรยศตัวเอง” (และเจอกับ “แรงเสียดทาน” ในรูปแบบของการไม่ยอมรับจากคนอื่น) จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเลือกที่จะ “ทรยศตัวเอง” ต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายเช่นกัน!
.
ฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกทางไหน พวกเราทุกคนล้วนต้องเจอกับความยากทั้งสิ้น
.
เราอาจจะไม่มีทางเลือกง่ายๆให้เราเลือก แต่อย่างน้อยที่สุด เรามีอำนาจในการเลือกได้ครับว่า เราอยากจะเจอกับความยากหรือ “ยาขม” แบบไหน – “ทรยศตัวเอง” แต่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น หรือหยุด “ทรยศตัวเอง” และเจอกับ “แรงเสียดทาน” จากคนอื่น
.
The choice is ours!
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.53.6.1038
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่หลายคนนึกถึงภาพของความรักความสัมพันธ์ พวกเขาจะนึกถึงภาพของคนสองคนที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลา ทำอะไรต่างๆด้วยกันตลอดเวลา
.
พวกเขามองว่านี่คือภาพความรักที่ดี เพราะมันสะท้อนว่าคนสองคนนี้รักกันมากๆ ทุ่มเทให้กันมากๆ อยากอยู่ด้วยกันมากๆ
.
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพความรักที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นจะเป็นภาพที่ดูดีในสายตาของหลายๆคน แต่มันเป็นภาพที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะยาวอย่างยั่งยืน
.
เพราะก่อนที่ทั้งสองคนจะมาเป็นแฟนกัน พวกเขาแต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกบุคคลมาก่อน (เหมือนที่ฝรั่งชอบพูดว่า “We were individuals before we are couples”)
.
การใช้เวลาอยู่กับแฟนอาจจะเติมเต็มความต้องการของพวกเขาได้หลายอย่างก็จริง แต่พวกเขาก็จะมีความต้องการบางอย่างที่จะได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้ใช้เวลาห่างแฟนเท่านั้น (เช่น การทบทวนชีวิตตัวเองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและวางแผนชีวิตตัวเองในสัปดาห์ถัดไป การเล่นกีฬากับเพื่อนสมัยเรียน การทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง)
.
ดังนั้น หากพวกเขาเลือกที่จะอยู่ตัวติดกันกับแฟนแบบปาท่องโก๋ตลอดเวลา ความต้องการบางส่วนของพวกเขาจะไม่ได้รับการเติมเต็ม ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถที่จะมีชีวิตที่รู้สึก “เต็มอิ่ม” ได้
.
แทนที่พวกเขาจะอยู่ตัวติดกันกับแฟนแบบปาท่องโก๋ แนวทางที่น่าจะดีกว่าคือการมองความรักความสัมพันธ์เป็นเหมือนกับต้นไม้หนึ่งต้นที่มีกิ่งไม้แยกออกมาสองกิ่ง
.
ยิ่งกิ่งไม้แต่ละกิ่งได้มีโอกาสในการเจริญเติบโต งอกงาม แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปมากเท่าไหร่ ต้นไม้ความรักทั้งต้นก็จะยิ่งแข็งแรงมั่นคงมากเท่านั้นครับ
#จิตวิทยา #siamstr
Kelly Lambert (เจ้าของหนังสือ Lifting Depression: A Neuroscientist's Hands-On Approach to Activating Your Brain's Healing Power) ตั้งข้อสังเกตว่า คนในยุคปัจจุบันดูจะมีภาวะซึมเศร้ามากกว่า เมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน
.
ต่อให้ “คนยุคก่อน” ที่ว่านี้คือคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกหรือช่วง Great Depression (ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ) พวกเขาก็ดูจะมีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนในยุคปัจจุบันอยู่ดี!
.
ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นได้?
.
Lambert ใช้เวลาในการตอบคำถามข้อนี้อยู่พักใหญ่ และในที่สุด Lambert ก็ได้ค้นพบว่า สาเหตุสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้คนยุคปัจจุบันดูจะมีภาวะซึมเศร้ามากกว่า เป็นเพราะว่าคนยุคปัจจุบันมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน
.
ซึ่งความสะดวกสบายที่มากขึ้นนี้ส่งผลให้คนยุคปัจจุบัน “ลงมือทำ” สิ่งต่างๆน้อยลง เมื่อเทียบกับคนยุคก่อน
.
ยกตัวอย่างเช่น การซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า vs การซักผ้าด้วยมือ การจด lecture ด้วยการพิมพ์ลงบน device vs การจด lecture ด้วยดินสอ การเข้าห้องครัวทำอาหารทาน vs การซื้ออาหารพร้อมทาน เป็นต้น
.
Lambert บอกว่า เวลาที่เรา “ลงมือทำ” สิ่งต่างๆด้วยมือของเราเอง และเรามองเห็น “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจาก 2 มือของเรา (เช่น เห็นว่าเสื้อผ้าสะอาดขึ้นด้วยน้ำมือของเรา) มันจะส่งผลให้สมองของเราหลั่งสารที่ทำให้เรารู้สึกดีมีความสุข
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราตั้งใจว่าจะ “ลงมือทำ” อะไรบางอย่าง ต่อให้เราจะยังไม่ได้ “ลงมือทำ” มันจริงๆ ณ วินาทีนั้น (เช่น ตั้งใจว่าจะเข้าครัวทำอาหารทานสำหรับมื้อเย็นวันนี้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอาหารเพราะกำลังทำงานอยู่ที่ที่ทำงาน/เรียนอยู่ที่โรงเรียน) แต่การที่เรามีความตั้งใจว่าเราจะ “ลงมือทำ” มันก็ส่งผลให้เกิดความรู้สึก “ตั้งหน้าตั้งตารอ” (ซึ่งทำให้เรารู้สึกดีมีความสุขตั้งแต่ก่อนที่จะ “ลงมือทำ” ไปเรียบร้อยแล้ว)
.
แน่นอนครับว่า Lambert ไม่ได้มีเจตนาต้องการจะสื่อสารว่า เธออยากจะให้โลก “ถอยหลังเข้าคลอง” กลับไปเหมือนสมัยก่อน เธอมองเห็นถึงคุณค่าของความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ (เมื่อเทียบกับคนรุ่นปู่ย่าตายายของเรา)
.
อย่างไรก็ตาม Lambert กำลังเชิญชวนให้เราอย่าละทิ้งการ “ลงมือทำ” อะไรบางอย่างด้วย 2 มือของเราเองในทุกๆวัน (เช่น การถักเสื้อกันหนาวเป็นงานอดิเรก) เพราะมันถือเป็น “แนวทางเบื้องต้น” ในการป้องกันไม่ให้ตัวเองมีปัญหาสุขภาพจิต (เช่น ซึมเศร้า) นั่นเองครับ
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนที่อยู่ในตำแหน่งของ “ผู้นำ” (ไม่ว่าจะเป็นผู้นำครอบครัว ชุมชน องค์กร ประเทศ หรือผู้นำในบริบทไหนก็ตาม) มีความเชื่อดังต่อไปนี้
.
“Politics have no relation to morals.”
(เรื่องการเมืองกับเรื่องศีลธรรมเป็น 2 เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน)
“It is better to be feared than loved, if you cannot be both.”
(การที่คนอื่นกลัวเราย่อมดีกว่าการที่คนอื่นรักเรา เว้นแต่เราจะทำให้คนอื่นกลัวและรักเราพร้อมๆกันได้)
“If an injury has to be done to a man, it should be so severe that his vengeance need not be feared.”
(ถ้าเราจะต้องทำร้ายใครสักคน เราต้องทำร้ายให้หนักหน่วงจนเราไม่ต้องมากลัวว่าเขาจะล้างแค้นเราในภายหลัง)
“The promise given was a necessity of the past. The word broken is a necessity of the present.”
(สัญญาที่ให้ไว้คือความจำเป็นในอดีต การผิดคำสัญญาคือความจำเป็นในปัจจุบัน)
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ “ผู้นำ” กลุ่มนี้เชื่อในการใช้กำลังและคำหลอกลวงเพื่อ “ชักใย” คนอื่นให้ทำและเป็นในสิ่งที่ “ผู้นำ” กลุ่มนี้ต้องการ
.
สิ่งที่ผมเขียนมานี้ มันอาจจะฟังดูไม่ดีเท่าไหร่นะครับ แต่ “ผู้นำ” กลุ่มนี้มองว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้าง “ผลลัพธ์” ที่ดี
.
อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่มีอยู่พบว่า “ผู้นำ” ลักษณะนี้ใช่ว่าจะสร้าง “ผลลัพธ์” ที่ดีได้เสมอไปครับ
.
จริงอยู่ครับว่า “ผู้นำ” ลักษณะนี้บางคนสามารถสร้าง “ผลลัพธ์” ที่เยี่ยมยอดออกมาได้ (ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขาไม่มีปัญหากับการ “ไล่บี้” ลูกน้องแบบสุดโต่งจนทำให้ “ผลลัพธ์” ออกมาสวยงาม)
.
แต่หากเรามองกันโดยภาพรวม “ผู้นำ” ลักษณะนี้ไม่ได้มี “ผลลัพธ์” ที่โดดเด่นไปกว่า “ผู้นำ” สไตล์อื่นเลยครับ
.
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรามองในระยะยาว การใช้กำลังและคำหลอกลวงของ “ผู้นำ” กลุ่มนี้สามารถส่งผลกระทบทางลบในการทำงานได้อีกด้วย
.
เพราะแม้ว่าในระยะสั้น ลูกน้องอาจจะกัดฟันทนต่อพฤติกรรม toxic ของ “ผู้นำ” ได้ แต่ในระยะยาว ลูกน้องก็อาจจะไม่ทนต่อพฤติกรรม toxic เหล่านี้อีกต่อไป ส่งผลให้ “ผู้นำ” จำเป็นต้องหาลูกน้องใหม่ ต้อง train ลูกน้องใหม่ ต้องปรับจูนการทำงานของลูกน้องใหม่ให้เข้ากันได้กับลูกน้องเก่า ฯลฯ
.
ฉะนั้น หากเราต้องการเป็น “ผู้นำ” ที่มี “ผลลัพธ์” โดดเด่นได้ยาวๆ เราอย่าเป็น “ผู้นำ” ที่มีลักษณะแบบที่ผมนำเสนอในบทความนี้จะดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1002/job.2877
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะพูดถึงการออกกำลังกายและการดูแลอาหารการกิน
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก (แต่ไม่ถูกพูดถึงกันบ่อยเท่ากับการออกกำลังกายและอาหารการกิน) คือความเครียด - ยิ่งเรามีความเครียดมากเท่าไหร่ การลดน้ำหนักยิ่งมีแนวโน้มที่จะยากมากขึ้นเท่านั้น
.
นั่นเป็นเพราะว่า หากย้อนเวลากลับไปในสมัยโบราณ สิ่งหนึ่งที่สร้างความเครียดให้กับเรามากที่สุดคือความยากลำบากในการแสวงหาอาหาร
.
หลายครั้ง บรรพบุรุษเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่พวกเขาไม่มีอาหารทานนานเป็นวันๆ
.
หากร่างกายของบรรพบุรุษเรายังคงเผาผลาญพลังงานปริมาณเท่าเดิมในช่วงเวลาที่ “อาหารหายาก” ล่ะก็ บรรพบุรุษเราคงยากที่จะมีชีวิตรอดได้
.
ด้วยเหตุนี้ ร่างกายของมนุษย์เราจึงปรับตัวเข้าสู่สภาวะ “ประหยัดพลังงาน” ทุกครั้งที่เราเผชิญกับความเครียด (เพราะร่างกายเรา assume ว่าความเครียดดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการขาดอาหาร) ส่งผลให้การลดน้ำหนักในช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น
.
ฉะนั้น หากเราต้องการที่จะลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการกับความเครียดถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยล่ะครับ
.
อ้างอิง

Annual Reviews
Stress and Obesity
Many pathways connect stress and obesity, two highly prevalent problems facing society today. First, stress interferes with cognitive processes suc...
หลายคนพบว่า ทันทีที่พวกเขาตื่นขึ้นมา (หลังจากที่พวกเขาได้นอนหลับอย่างเพียงพอแล้ว) พวกเขาก็รู้สึกเหนื่อย ทั้งๆที่พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรเลย!
.
มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่? ร่างกายของพวกเขากำลัง “มีปัญหา” อยู่หรือเปล่า? ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกเหนื่อยล้าแบบ “ไร้เหตุผล” เช่นนี้?
.
คำถามในข้างต้นจะเกิดขึ้น หากเรา assume ว่าความเหนื่อยล้าที่เรารู้สึกมันคือ “กระจก” ที่สะท้อนสภาพร่างกายของเรา ณ ปัจจุบัน
.
แต่ในความเป็นจริง ความเหนื่อยล้าที่เรารู้สึกมันไม่ได้สะท้อนเพียงแค่สถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนสิ่งที่สมองเราทำนายว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย
.
ฉะนั้น หากสมองเราทำนายว่า เดี๋ยวเราจะต้องเจอกับภาระหนักหน่วงในอนาคตแน่ๆ ต่อให้ตอนนี้ เราจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่แอะเดียว สมองก็จะ “ส่งสัญญาณ” ให้เรารู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ ณ วินาทีแล้ว
.
เพราะสมองต้องการให้เราพักเอาแรงตั้งแต่เนิ่นๆ พอถึงเวลาที่เราต้องเจอกับภาระที่หนักหน่วงนั้นขึ้นมาจริงๆ เราจะได้มีแรงสู้กับมันได้เพียงพอ
.
อย่างไรก็ตาม การทำนายอนาคตของสมองเราไม่ได้ perfect ขนาดนั้น
.
หลายครั้ง สมองเราทำนายว่า เรากำลังจะเจอกับภาระที่หนักหน่วงในอนาคต ส่งผลให้สมองของเราเริ่มต้น “ส่งสัญญาณ” ให้เรารู้สึกเหนื่อย
.
แต่พอถึงเวลาจริงๆ ภาระที่เราเจอกลับไม่ได้หนักหน่วงขนาดนั้น
.
มันเลยกลายเป็นว่าเรา “เหนื่อยฟรี”
.
หนทางหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เรา “เหนื่อยฟรี” แบบนี้คือการที่เราต้องคอยสังเกตหมั่นสังเกตตัวเองครับว่า เวลาที่เรารู้สึกเหนื่อย (ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ทำอะไร) ในใจเรากำลังคิดถึงอะไรอยู่
.
หากเราพบว่าใจของเรากำลังคิดทำนายคาดการณ์ว่า ในอนาคต เราจะเจอกับปัญหาหรือภาระที่หนักหน่วงเป็นจำนวนมาก เราอาจจะต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า “ฉันกำลังคาดเดาอนาคตอีกแล้ว ถ้าอนาคตมันจะหนักหน่วงจริงๆ ก็ขอให้มันหนักหน่วงเฉพาะในช่วงอนาคตอย่างเดียวแล้วกัน อย่าให้ความหนักหน่วงของอนาคตเข้ามาสร้างความหนักหน่วงตั้งแต่ตอนนี้เลย”
.
การทำเช่นนี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราหยุด “วาดภาพ” อนาคตที่หนักหน่วงนั้นได้โดยสมบูรณ์แบบทันทีทันใดหรอกนะครับ แต่อย่างน้อย มันถือเป็นการเริ่มต้น “เหยียบเบรก” ให้การ “วาดภาพ” ของสมองเราทุเลาลงบ้างครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.neuropharm.2014.10.027
https://doi.org/10.1016/j.neubiorev.2017.01.015

Cambridge Core
The role of interoception in the mechanism of pain and fatigue in fibromyalgia and myalgic encephalomyelitis/chronic fatigue syndrome (ME/CFS) | European Psychiatry | Cambridge Core
The role of interoception in the mechanism of pain and fatigue in fibromyalgia and myalgic encephalomyelitis/chronic fatigue syndrome (ME/CFS) - Vo...

SpringerLink
Fatigue sensation induced by the sounds associated with mental fatigue and its related neural activities: revealed by magnetoencephalography - Behavioral and Brain Functions
Background It has been proposed that an inappropriately conditioned fatigue sensation could be one cause of chronic fatigue. Although classical con...
หลายคนมีปัญหา “นอนไม่หลับ” เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาพยายามจะนอน ในใจของพวกเขาก็จะมีความคิดปรากฎขึ้นมารัวๆไม่ต่างกับกระสุนปืนกล
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เมื่อตอนเย็น ฉันไม่น่าพูดกับลูกน้องไปแบบนั้นเลย”
“ลูกกำลังจะไปเรียนต่างจังหวัดสัปดาห์หน้า - ลูกจะปรับตัวได้ไหมนะ?”
“ฉันจะปฏิเสธคำชวนของเพื่อนยังไงไม่ให้เพื่อนรู้สึกเสียน้ำใจดี?”
เป็นต้น
.
หลายคนพยายามที่จะ “คิดให้ตก” กับเรื่องที่ผุดขึ้นมาในความคิดเหล่านี้ เพราะพวกเขาหวังว่า หากพวกเขา “คิดตก” ได้เมื่อไหร่ ความปั่นป่วนในใจของพวกเขาก็จะสงบลง ส่งผลให้พวกเขาสามารถนอนหลับได้ในที่สุด
.
แต่ถ้าพวกเขาเกิดไม่สามารถ “คิดตก” ได้ล่ะ? หรือถ้าพวกเขา “คิดตก” ได้เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่สอง เรื่องที่สาม เรื่องที่สี่ “คิดไม่ตก” ล่ะ? พวกเขาไม่ต้องนอนตาค้างทั้งคืนหรอกหรือ?
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่าช่วงเวลานอนไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะกับการหยิบเรื่องราวต่างๆมา “คิดให้ตก” ครับ
.
แต่ถ้าเราไม่พยายามที่จะ “คิดให้ตก” แล้วเราจะรับมือกับชุดความคิดที่โผล่ขึ้นมาในใจรัวๆเป็นปืนกลเหล่านี้อย่างไร?
.
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการสังเกตดูแต่ละเรื่องที่โผล่ขึ้นมาในความคิดของเรา จดพวกมันลงบนกระดาษให้หมด และบอกกับตัวเองว่า “ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อยู่ในใจฉัน แต่ฉันจะยังไม่จัดการกับพวกมันในตอนนี้ ตอนนี้ฉันขอนอนก่อน และถ้าฉันตื่นเมื่อไหร่ ฉันค่อยหยิบสิ่งที่อยู่บนกระดาษแผ่นนี้มาจัดการอีกที”
.
แนวทางที่ผมเสนอในข้างต้นอาจจะไม่ทำให้เรา “แก้ปัญหา” หรือ “คิดตก” ในเรื่องต่างๆที่ปรากฎขึ้นมาในความคิดของเราได้ก็จริง แต่มันจะช่วยให้เรา “ดาวน์โหลด” ประเด็นเหล่านั้นจากสมองของเราให้มาอยู่บนกระดาษ (เพื่อที่จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ)
#จิตวิทยา #siamstr
ตอนที่ลูกยังอายุน้อยๆ เวลาที่พ่อแม่สอนลูก พ่อแม่มักจะสอนในลักษณะ “ออกคำสั่ง” (เช่น ห้ามเอามือแตะกาต้มน้ำ) เพราะลูกยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะเข้าใจ “เหตุผลเบื้องหลัง” คำสอนของพ่อแม่ได้ชัดเจนนัก
.
แต่เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยประถมฯปลายหรือมัธยมฯต้น ลูกจะเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยที่สามารถทำความเข้าใจกับ “เหตุผลเบื้องหลัง” คำสอนของพ่อแม่ได้บ้างแล้ว
.
แต่ถึงกระนั้น พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็ยังคุ้นชินกับการ “ออกคำสั่ง” กับลูกอยู่ดี และผลลัพธ์ที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ ลูกของพ่อแม่กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่มากขึ้น
.
เพราะเวลาที่ลูกโตขึ้น (โดยเฉพาะเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น) ลูกจะเริ่ม “ค้นหาตัวเอง” และเริ่มมีความต้องการที่จะ “เป็นตัวของตัวเอง” (เพราะนี่คือสิ่งที่จะนำมาสู่การที่ลูกสามารถพึ่งพาตัวเองในการใช้ชีวิตได้ในท้ายที่สุด)
.
การสอนของพ่อแม่ในลักษณะ “ออกคำสั่ง” จึงนำมาสู่การ “ปะทะ” กันระหว่างพ่อแม่กับลูกที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างจัง
.
ด้วยเหตุนี้ หากพ่อแม่ต้องการลดการ “ปะทะ” กับลูก (ที่กำลังเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น) สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้คือการเริ่มต้นอธิบาย “เหตุผลเบื้องหลัง” คำสอนของพ่อแม่แทนการสอนในลักษณะ “ออกคำสั่ง” เพียงอย่างเดียวครับ (และมันควรที่จะเป็นเหตุผลจริงๆนะครับ ไม่ใช่เหตุผลเช่น “ก็เพราะพ่อ/แม่บอกให้ทำแบบนี้ไงล่ะ!”)
#จิตวิทยา #siamstr
เราจะทำอะไร หากเราเห็นสัญญาณไฟบนหน้าปัดรถสว่างขึ้น ระหว่างที่เรากำลังขับรถอยู่?
.
เราคงจะพยายามทำความเข้าใจว่าสัญญาณไฟดังกล่าวหมายความว่าอะไร (เช่น สัญญาณดังกล่าวแปลว่า “น้ำมันใกล้หมด”) จากนั้น เราก็จะลงมือทำบางอย่างเพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ (เช่น ขับรถเข้าปั้มน้ำมันเพื่อเติมน้ำมัน)
.
เราคงจะไม่เมินเฉยกับสัญญาณไฟนั้น เราคงจะไม่อยากให้สัญญาณไฟนั้นหายไป
.
เพราะไม่อย่างนั้น เราก็จะขับรถของเราต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เราจะไม่รู้เลยว่ารถของเรากำลัง “มีปัญหา” จนกระทั่งปัญหาดังกล่าวมัน “ระเบิด” ใส่หน้าเราในท้ายที่สุด (เช่น รถน้ำมันหมดระหว่างที่กำลังขับอยู่กลางทางด่วน)
.
อารมณ์ความรู้สึกของเราก็ไม่ต่างอะไรกับสัญญาณไฟต่างๆที่อยู่บนหน้าปัดรถเลยครับ
.
เวลาที่เราเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจ (เช่น ความรู้สึกไม่พอใจ) เราคงไม่อยากเมินเฉยต่อความรู้สึกนั้น เราคงไม่อยากหวังให้ความรู้สึกนั้นหายไป
.
สิ่งที่เราน่าจะทำคือการหยิบความรู้สึกนั้นมาทำความเข้าใจว่ามันกำลังบอกอะไรกับเรา (เช่น เรารู้สึกไม่พอใจเพราะเรากำลังจะเซ็นสัญญาธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมกับเรา) เพราะมันจะช่วยให้เรารู้ว่าเราจะลงมือจัดการกับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่อย่างไร (เช่น เราขอนัดประชุมกับคู่ค้าของเราเพื่อแก้ไขให้สัญญามีความเป็นธรรมมากขึ้น)
.
หากเราไม่ทำเช่นนี้ เราก็จะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่รู้เลยว่าเรากำลัง “มีปัญหา” อยู่ จนกระทั่งปัญหาดังกล่าวมัน “ระเบิด” ใส่หน้าเราในท้ายที่สุดครับ (เช่น เรา “ติดแหง็ก” อยู่ในการทำงานภายใต้สัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับเรา)
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง (หรือแม้กระทั่งร่ำรวย) แต่เมื่อพวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ (เช่น ถูกองค์กรจ้างออก องค์กรที่ทำงานอยู่ปิดตัวลง เป็นต้น) พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึก “เสียศูนย์” อยู่ดี
.
มันเป็นเพราะอะไร?
.
เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว งานของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ “แหล่งรายได้” แต่มันยังเป็นสิ่งที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับชีวิตของพวกเขา รวมถึง “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” ที่ดีอีกด้วย
.
ดังนั้น ในวันที่พวกเขาสูญเสียงานที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่เพียงแค่สูญเสีย “แหล่งรายได้” เท่านั้น พวกเขายังสูญเสีย “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” รวมถึง “คุณค่า/ความหมาย” ในชีวิตของพวกเขาไปอีกด้วย
.
แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้ไว้ได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม) แน่นอนครับว่าพวกเขายังคงสามารถมีสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขาได้ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำงานดังกล่าวแล้วก็ตาม)
.
แต่การรักษา “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เหล่านี้หลังจากที่พวกเขาไม่ได้ทำงานดังกล่าวอีกแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าเดิมพอสมควร เช่นเดียวกับการหาสิ่งอื่นในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา (มาทดแทนช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียงาน) ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
.
และยิ่งสำหรับคนจำนวนไม่น้อย งานที่พวกเขาทำแทบจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ “คุณค่า/ความหมาย” กับพวกเขา อีกทั้งความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับคนในที่ทำงานก็แทบจะเป็น “ความสัมพันธ์/มิตรภาพ” เดียวที่พวกเขามีอยู่ - มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่คนกลุ่มนี้จะรู้สึก “เสียศูนย์” มากเป็นพิเศษเมื่อพวกเขาสูญเสียงานดังกล่าวไป
.
ฉะนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เรา “เสียศูนย์” จากการสูญเสียงาน (ทั้งในรูปแบบ “สมัครใจ” และ “ไม่สมัครใจ”) การตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “นอกเหนือจากรายได้แล้ว ฉันได้อะไรจากงานที่ฉันทำอยู่ในปัจจุบันบ้าง?” ถือเป็นเรื่องสำคัญเลยครับ
.
เพราะการที่เราได้รู้คำตอบสำหรับคำถามนี้ (เช่น “นอกเหนือจากรายได้ สิ่งที่ฉันได้จากงานที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่า”) จะช่วยทำให้เราหา “ทางหนีทีไล่” ที่ช่วยให้การออกจากงานไม่ทำให้เรา “เสียศูนย์” มากเกินไปครับ (เช่น “นอกเหนือจากการทำงานที่นี่แล้ว ฉันยังเติมเต็มความรู้สึกว่าตัวฉันมีคุณค่าด้วยการเป็นครูสอนโยคะให้เพื่อนบ้านทุกสัปดาห์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย”)
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ เวลาที่เราอยากซื้อโทรศัพท์มือถือ หลายคนจะไปซื้อที่ Power Buy เวลาที่เราอยากทานสุกี้ หลายคนจะไปทานที่สุกี้ตี๋น้อย เวลาที่เราอยากซื้อเฟอร์นิเจอร์ หลายคนจะไปที่ Home Pro
จริงอยู่ครับว่า ห้างสรรพสินค้าอย่าง Big C หรือ Lotus อาจจะมีทุกอย่างที่เราต้องการซื้อในข้างต้น (มีทั้งโทรศัพท์มือถือ มีทั้งชุดสุกี้สำเร็จรูป มีทั้งเฟอร์นิเจอร์) แต่คุณภาพ ราคา และ/หรือความหลากหลายของสินค้าที่ถูกขายอยู่ในห้างสรรพสินค้าดังกล่าวอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์เราได้ดีเท่ากับกรณีที่เราไปที่ Power Buy หรือสุกี้ตี๋น้อย หรือ Home Pro โดยตรง
ความสัมพันธ์ที่เรามีกับผู้คนในชีวิตก็เหมือนกันครับ
หากเราคาดหวังให้คนหนึ่งคน (เช่น เพื่อนสนิท แฟน) เป็นคนที่เราสามารถเล่นเกมด้วยกันได้ พูดคุยถกเถียงเรื่องปรัชญาการเมืองได้ คอยให้กำลังใจเวลาที่เราเผชิญกับอุปสรรคในชีวิต ไปเที่ยวสไตล์ adventure ด้วยกันได้ (เช่น ไปเดินป่า) เป็นที่ปรึกษาในเรื่องการทำงาน ฯลฯ นั่นเท่ากับเรากำลังคาดหวังให้คนๆนั้นรับบทเป็น Big C หรือ Lotus
ซึ่งมันยากจริงๆครับที่คนหนึ่งคนจะรับบทเป็น Big C หรือ Lotus ได้ และต่อให้คนๆนั้นจะทำได้ มันก็ยากยิ่งเข้าไปใหญ่ครับที่เขาจะสามารถตอบโจทย์เราได้ดีในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะในด้าน “โทรศัพท์มือถือ” “สุกี้สำเร็จรูป” หรือ “เฟอร์นิเจอร์” (อันที่จริง หากเรามองย้อนกลับมาที่ตัวเราเอง และลองนึกภาพว่าตัวเรากำลังรับบทเป็น Big C หรือ Lotus ให้กับใครสักคน เราจะเห็นได้ชัดเจนสุดๆเลยครับว่ามันยากขนาดไหน)
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การมีความสัมพันธ์ที่หลากหลาย (โดยที่แต่ละความสัมพันธ์จะเน้นตอบโจทย์ความต้องการของเราที่แตกต่างกันไป) ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับการมีความสัมพันธ์กับคนๆเดียว (หรือไม่กี่คน) และคาดหวังให้คนๆนั้นตอบโจทย์ความต้องการในทุกๆด้านครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1177/1948550614564223
#จิตวิทยา #siamstr
ทุกวันนี้ คำว่า “ครอบครัว toxic” ถือเป็นคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ แต่มันมักจะเป็นการถูกพูดถึงโดยที่ความหมายของ “ครอบครัว toxic” ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไหร่นัก
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา Karyl McBride (เจ้าของหนังสือ Will I Ever Be Good Enough?: Healing the Daughters of Narcissistic Mothers) ตั้งข้อสังเกตว่า “ครอบครัว toxic” ที่เธอได้มีโอกาสสัมผัสในประสบการณ์การทำงานของเธอมักจะมี “กฎกติกา” ภายในบ้านดังต่อไปนี้ครับ
.
.
.
กฎกติกา # 1 ห้ามแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
.
ยกตัวอย่างเช่น ห้ามแสดงความรู้สึกเสียใจหรือความโกรธออกมา ต้องทำสีหน้าท่าทางมีความสุข (แม้จะเป็นการฝืนยิ้ม) เมื่ออยู่ต่อหน้า “ผู้มีอำนาจ” (ซึ่งมักจะเป็น “ผู้ใหญ่” ในบ้าน เช่น คุณพ่อหรือคุณยาย) ในครอบครัวเท่านั้น เป็นต้น
.
กฎกติกา # 2 ทุกคนต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ “สมบูรณ์แบบ” ของครอบครัวในสายตาของคนอื่น
.
ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้ลูกจะถูกพ่อแม่ทำร้ายร่างกายอย่างหนัก แต่ถ้าคุณครูที่โรงเรียนถามว่า “แผลนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?” ลูกต้องห้ามบอกความจริง แต่ต้องโกหกคุณครูแทน (เช่น ขี่จักรยานและหกล้ม) เป็นต้น
.
กฎกติกา # 3 ความต้องการของ “ผู้มีอำนาจ” ในครอบครัว (ซึ่งมักจะเป็น “ผู้ใหญ่” ในบ้าน) มีความสำคัญเหนือความต้องการของสมาชิกคนอื่นในครอบครัว
.
ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าแม่จะมีนัดกับหมอไว้ แต่ถ้าวันนั้น อาม่าต้องการให้แม่ขับรถไปส่งอาม่าเพราะอาม่าอยากเดินทางไปเจอเพื่อน แม่ก็ต้องเลื่อนหมอ เป็นต้น
.
กฎกติกา # 4 “ผู้มีอำนาจ” ในครอบครัวสามารถ “ล้ำเส้น” หรือ “รุกล้ำความเป็นส่วนตัว” ของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวได้เสมอ
.
ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้พ่อแม่จะไม่สะดวกใจที่จะบอกให้ญาติๆรู้ว่าตนมีเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ลุงก็จะยังคงคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้จนถึงขั้นหยิบเอาโทรศัพท์มือถือของพ่อแม่ไปเปิดดูตอนที่พ่อแม่เอาโทรศัพท์มือถือวางไว้บนโต๊ะขณะที่กำลังเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
.
.
.
จริงอยู่ครับว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าให้ฟังในวันนี้อาจจะยังไม่สามารถใช้ฟันธงได้ 100% ว่านี่คือ “ครอบครัว toxic” ชัวร์ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันครับว่า หากครอบครัวของเรามี “กฎกติกา” ภายในบ้านที่มีลักษณะทำนองนี้ล่ะก็ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวคงจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ healthy เท่าไหร่นัก
#จิตวิทยา #siamstr
ช่วงเวลาที่เรา happy มากๆในชีวิตคือตอนที่เราเป็นเด็ก แต่เมื่อเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็มักจะ happy น้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเริ่มมีอายุขึ้นมาอีกสักหน่อย เราก็จะมีแนวโน้มที่จะกลับมา happy มากขึ้นเหมือนตอนเด็กๆอีกครั้ง
.
นี่คือ trend ที่พบได้ในคน generation ก่อนๆ
.
แต่สำหรับคน generation หลังๆมานี้ (เช่น คนยุค Millennials หรือ gen Y) trend ที่ผมกล่าวถึงในข้างต้นเริ่มเปลี่ยนไป
.
กล่าวคือ ตอนเด็กๆ เรา happy พอเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เรา happy น้อยลง และแม้ว่าเราจะเริ่มมีอายุ เราก็ยังคง happy น้อยอยู่เหมือนเดิม!
.
เกิดอะไรขึ้นกับคน generation หลัง? อะไรคือความแตกต่างระหว่างคน generation หลังกับคน generation ก่อน?
.
สิ่งหนึ่งที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้ก็คือ คน generation หลัง connect กันน้อยลง เมื่อเทียบกับคน generation ก่อนครับ
.
ใช่ครับ โลกเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทาง technology ที่ช่วยให้เราติดต่อกันง่ายขึ้น (ตั้งแต่โทรศัพท์ อีเมล จนถึง social media) แต่มันดูจะไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึก connect กันได้มากขึ้นแต่อย่างใด
.
อันที่จริง หากมองในบางแง่มุม ความก้าวหน้าทาง technology อาจทำให้เรา connect กับเพื่อนมนุษย์ของเราน้อยลงอีกด้วย (เช่น จากเดิมที่เราหันหน้าหากันเวลาที่อยากได้รับการ support ทางใจ ตอนนี้ เราสามารถพูดคุยกับ ChatGPT ได้ เป็นต้น)
.
แต่ถึงแม้ผมจะพิมพ์มาแบบนี้ ผมขอยืนยันว่าผมไม่ใช่คนที่ “อี๋” ความก้าวหน้าทาง technology นะครับ เพราะความก้าวหน้าทาง technology มันช่วยให้เรามีชีวิตที่สะดวกสบายแบบที่คนเมื่อ 100 ปีก่อนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
.
อย่างไรก็ตาม แม้ความก้าวหน้าทาง technology สามารถช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในบางครั้ง ทางเลือกที่แลดู “low tech” และแลดู “ลำบาก” มากกว่า (เช่น การนัดเพื่อนมาเจอกันและกินข้าวด้วยกันแทนที่จะส่งข้อความพูดคุยกับเพื่อนทาง social media การพาตัวเองไปที่โบสถ์แทนที่จะเข้าร่วมในช่องทางออนไลน์ เป็นต้น) ดูจะตอบโจทย์ชีวิตเราในด้านของ human connection และความสุขในการใช้ชีวิตได้มากกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://www.researchgate.net/publication/232518458_Loneliness_Human_Nature_and_the_Need_for_Social_Connection
https://doi.org/10.1038/s44220-025-00423-5
The Polyvagal Theory: Neurophysiological Foundations of Emotions, Attachment, Communication, Self-Regulation - PMC
ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยเจอกับสถานการณ์ที่เรามีสิ่งที่ต้องทำ แต่เราก็ไม่ยอมลงมือทำสิ่งๆนั้นเสียที
.
ต่อให้สิ่งๆนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ไม่ยาก (เช่น ตากผ้า ตอบข้อความ เดินออกกำลังกาย) เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่ดี
.
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกดดันตัวเอง (เช่น พูดกับตัวเองว่า “ฉันควรจะต้องตากผ้าเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วนะ!”) หรือหลอกล่อตัวเอง (เช่น ตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ว่า หากตากผ้าเสร็จ เราจะอนุญาตให้ตัวเองเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือสัก 20 นาที) ขนาดไหน
.
…เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่เหมือนเดิม!
.
ในกรณีเช่นนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่? ทำยังไงเราถึงจะสามารถพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้อีกครั้ง?
.
สำหรับหลายๆคน คำตอบที่พวกเขามีให้กับคำถามในข้างต้นก็คือ พวกเขามองไม่เห็น “ความหมาย” ของสิ่งที่ต้องทำ ส่งผลให้พวกเขามองว่าเจ้าสิ่งที่ต้องทำนั้นมันดู “ไม่มีค่า” ในความรู้สึกขึ้นมา และทำให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจที่จะพาตัวเองไปลงมือทำสิ่งๆนั้นนั่นเอง
.
ฉะนั้น หากพวกเขาจะพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้สำเร็จ พวกเขาจะต้องมองให้เห็นอย่างชัดเจนเสียก่อนว่า อะไรคือ “ความหมาย” ของเจ้าสิ่งๆนั้น
.
พวกเขาจำเป็นต้องตอบคำถามกับตัวเองแบบ “เจาะลึก” ให้ได้ว่า…ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะทำสิ่งๆนั้น? การทำสิ่งๆนั้นมันให้อะไรกับพวกเขาบ้าง?
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
“ทำไมฉันถึงอยากจะพาตัวเองออกไปเดินออกกำลังกายในเย็นวันนี้?” “ก็เพราะฉันอยากจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”
“แล้วทำไมฉันถึงอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง?” “ก็เพราะฉันจะได้มีชีวิตอยู่ยาวๆ”
“แล้วทำไมฉันถึงอยากมีชีวิตอยู่ยาวๆ?” “ก็เพราะฉันอยากถ่ายรูปรับปริญญากับลูกตอนที่ลูกเรียนจบ”
“การได้ถ่ายรูปตอนลูกเรียนจบมันสำคัญกับฉันเพราะอะไร?” “ก็เพราะมันสะท้อนว่าฉัน ‘ส่งลูกขึ้นฝั่ง’ ได้สำเร็จแล้ว”
.
เป็นต้น
.
มันคือการตั้งคำถามว่า “ทำไม?” กับตัวเองไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเรา (ซึ่งคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป)
.
หากเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราเมื่อไหร่ เราสามารถหยิบคำตอบดังกล่าวมาใช้ “กระตุ้น” ตัวเองเวลาที่เราตั้งใจจะลงมือทำสิ่งๆนั้นได้
.
ซึ่งสำหรับหลายๆคน นี่ถือเป็นแนวทางที่ “ใช่” และ “ได้ผล” กับพวกเขาอย่างชะงัดเลยล่ะครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1016/B978-0-12-802862-9.00004-9
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.55.1.68
https://doi.org/10.1177/1088868307301033
#จิตวิทยา #siamstr