ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยเจอกับสถานการณ์ที่เรามีสิ่งที่ต้องทำ แต่เราก็ไม่ยอมลงมือทำสิ่งๆนั้นเสียที
.
ต่อให้สิ่งๆนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ไม่ยาก (เช่น ตากผ้า ตอบข้อความ เดินออกกำลังกาย) เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่ดี
.
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกดดันตัวเอง (เช่น พูดกับตัวเองว่า “ฉันควรจะต้องตากผ้าเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วนะ!”) หรือหลอกล่อตัวเอง (เช่น ตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ว่า หากตากผ้าเสร็จ เราจะอนุญาตให้ตัวเองเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือสัก 20 นาที) ขนาดไหน
.
…เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่เหมือนเดิม!
.
ในกรณีเช่นนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่? ทำยังไงเราถึงจะสามารถพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้อีกครั้ง?
.
สำหรับหลายๆคน คำตอบที่พวกเขามีให้กับคำถามในข้างต้นก็คือ พวกเขามองไม่เห็น “ความหมาย” ของสิ่งที่ต้องทำ ส่งผลให้พวกเขามองว่าเจ้าสิ่งที่ต้องทำนั้นมันดู “ไม่มีค่า” ในความรู้สึกขึ้นมา และทำให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจที่จะพาตัวเองไปลงมือทำสิ่งๆนั้นนั่นเอง
.
ฉะนั้น หากพวกเขาจะพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้สำเร็จ พวกเขาจะต้องมองให้เห็นอย่างชัดเจนเสียก่อนว่า อะไรคือ “ความหมาย” ของเจ้าสิ่งๆนั้น
.
พวกเขาจำเป็นต้องตอบคำถามกับตัวเองแบบ “เจาะลึก” ให้ได้ว่า…ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะทำสิ่งๆนั้น? การทำสิ่งๆนั้นมันให้อะไรกับพวกเขาบ้าง?
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
“ทำไมฉันถึงอยากจะพาตัวเองออกไปเดินออกกำลังกายในเย็นวันนี้?” “ก็เพราะฉันอยากจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”
“แล้วทำไมฉันถึงอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง?” “ก็เพราะฉันจะได้มีชีวิตอยู่ยาวๆ”
“แล้วทำไมฉันถึงอยากมีชีวิตอยู่ยาวๆ?” “ก็เพราะฉันอยากถ่ายรูปรับปริญญากับลูกตอนที่ลูกเรียนจบ”
“การได้ถ่ายรูปตอนลูกเรียนจบมันสำคัญกับฉันเพราะอะไร?” “ก็เพราะมันสะท้อนว่าฉัน ‘ส่งลูกขึ้นฝั่ง’ ได้สำเร็จแล้ว”
.
เป็นต้น
.
มันคือการตั้งคำถามว่า “ทำไม?” กับตัวเองไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเรา (ซึ่งคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป)
.
หากเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราเมื่อไหร่ เราสามารถหยิบคำตอบดังกล่าวมาใช้ “กระตุ้น” ตัวเองเวลาที่เราตั้งใจจะลงมือทำสิ่งๆนั้นได้
.
ซึ่งสำหรับหลายๆคน นี่ถือเป็นแนวทางที่ “ใช่” และ “ได้ผล” กับพวกเขาอย่างชะงัดเลยล่ะครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1016/B978-0-12-802862-9.00004-9
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.55.1.68
https://doi.org/10.1177/1088868307301033
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะเคยเจอกับสถานการณ์ที่เรามีสิ่งที่ต้องทำ แต่เราก็ไม่ยอมลงมือทำสิ่งๆนั้นเสียที
.
ต่อให้สิ่งๆนั้นจะเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ไม่ยาก (เช่น ตากผ้า ตอบข้อความ เดินออกกำลังกาย) เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่ดี
.
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกดดันตัวเอง (เช่น พูดกับตัวเองว่า “ฉันควรจะต้องตากผ้าเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วนะ!”) หรือหลอกล่อตัวเอง (เช่น ตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ว่า หากตากผ้าเสร็จ เราจะอนุญาตให้ตัวเองเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือสัก 20 นาที) ขนาดไหน
.
…เราก็ยังคงไม่ลงมือทำสิ่งๆนั้นอยู่เหมือนเดิม!
.
ในกรณีเช่นนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรากันแน่? ทำยังไงเราถึงจะสามารถพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้อีกครั้ง?
.
สำหรับหลายๆคน คำตอบที่พวกเขามีให้กับคำถามในข้างต้นก็คือ พวกเขามองไม่เห็น “ความหมาย” ของสิ่งที่ต้องทำ ส่งผลให้พวกเขามองว่าเจ้าสิ่งที่ต้องทำนั้นมันดู “ไม่มีค่า” ในความรู้สึกขึ้นมา และทำให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจที่จะพาตัวเองไปลงมือทำสิ่งๆนั้นนั่นเอง
.
ฉะนั้น หากพวกเขาจะพาตัวเองกลับไปลงมือทำสิ่งๆนั้นให้ได้สำเร็จ พวกเขาจะต้องมองให้เห็นอย่างชัดเจนเสียก่อนว่า อะไรคือ “ความหมาย” ของเจ้าสิ่งๆนั้น
.
พวกเขาจำเป็นต้องตอบคำถามกับตัวเองแบบ “เจาะลึก” ให้ได้ว่า…ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะทำสิ่งๆนั้น? การทำสิ่งๆนั้นมันให้อะไรกับพวกเขาบ้าง?
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
“ทำไมฉันถึงอยากจะพาตัวเองออกไปเดินออกกำลังกายในเย็นวันนี้?” “ก็เพราะฉันอยากจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”
“แล้วทำไมฉันถึงอยากมีสุขภาพที่แข็งแรง?” “ก็เพราะฉันจะได้มีชีวิตอยู่ยาวๆ”
“แล้วทำไมฉันถึงอยากมีชีวิตอยู่ยาวๆ?” “ก็เพราะฉันอยากถ่ายรูปรับปริญญากับลูกตอนที่ลูกเรียนจบ”
“การได้ถ่ายรูปตอนลูกเรียนจบมันสำคัญกับฉันเพราะอะไร?” “ก็เพราะมันสะท้อนว่าฉัน ‘ส่งลูกขึ้นฝั่ง’ ได้สำเร็จแล้ว”
.
เป็นต้น
.
มันคือการตั้งคำถามว่า “ทำไม?” กับตัวเองไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเรา (ซึ่งคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป)
.
หากเราค้นพบคำตอบที่ “ใช่” สำหรับเราเมื่อไหร่ เราสามารถหยิบคำตอบดังกล่าวมาใช้ “กระตุ้น” ตัวเองเวลาที่เราตั้งใจจะลงมือทำสิ่งๆนั้นได้
.
ซึ่งสำหรับหลายๆคน นี่ถือเป็นแนวทางที่ “ใช่” และ “ได้ผล” กับพวกเขาอย่างชะงัดเลยล่ะครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1016/B978-0-12-802862-9.00004-9
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.55.1.68
https://doi.org/10.1177/1088868307301033
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราแขนหัก และเราไปหาหมอ ต่อให้เราต้องการรักษาให้แขนของเราหายเจ็บในท้ายที่สุด แต่เราก็รู้ว่า ในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในกระบวนการรักษานั้น กระบวนการรักษามันอาจจะมีความเจ็บปวดอยู่บ้าง
.
การพูดคุยกับนักจิตวิทยาก็เช่นกันครับ
.
จริงอยู่ครับว่า เวลาที่เราทุกข์ใจ และเรามาพูดคุยกับนักจิตวิทยานั้น ในท้ายที่สุดแล้ว เราอาจจะคาดหวังให้ความทุกข์ใจดังกล่าวทุเลาลง
.
แต่ธรรมชาติของกระบวนการพูดคุยกับนักจิตวิทยานั้น มันอาจจะมีบางช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่า ความทุกข์ใจเราจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเรามีความวิตกกังวลเวลาพูดในที่สาธารณะ (เช่น เวลานำเสนองานในที่ประชุม) และเรามาพูดคุยกับนักจิตวิทยาเพราะเราต้องการจะบริหารจัดการความวิตกกังวลนั้นให้ดีขึ้น นักจิตวิทยาอาจจะทำหลายอย่างที่ดูเป็นการ “กระตุ้น” ความวิตกกังวลให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น
.
ไม่ว่าจะเป็นการขอให้เราอธิบาย (แบบลงรายละเอียด) ถึงช่วงเวลาที่ความวิตกกังวลของเรากำลัง peak มากๆ (ซึ่งอาจจะทำให้เรา “ใจสั่น” ระหว่างที่กำลังพูดอธิบายได้) หรือการชักชวนให้เราฝึกพูดนำเสนองานต่อหน้าคนกลุ่มเล็กๆ (ซึ่งแน่นอนครับว่ามันต้อง “กระตุ้น” ความวิตกกังวลขึ้นมาในใจอยู่แล้ว แม้จะเป็นกลุ่มคนเล็กๆก็ตาม)
.
เป็นต้น
.
นักจิตวิทยาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพราะมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้ง (ทำนองเดียวกันกับที่คุณหมอไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งเวลาเย็บแผลคนไข้) แต่นักจิตวิทยาทำสิ่งเหล่านี้เพราะมันเป็นกระบวนการทำงานที่จะช่วยให้ผู้รับบริการรับมือกับความทุกข์ใจที่หยิบมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้ดีขึ้นครับ (ทำนองเดียวกันกับที่คุณหมอเย็บแผลคนไข้เพราะต้องการให้แผลคนไข้หายดี)
.
ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาจำนวนมากจึงมักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า “It's possible to feel worse before you feel better in therapy.” ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
“ทุกครั้งที่ตื่นนอน อย่าลืมเก็บที่นอน”
.
ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำสอนในข้างต้นเป็นอย่างดี
.
แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง มันเป็นคำสอนที่น่าตั้งคำถามเหมือนกันนะครับว่า…ทำไม?
.
ทำไมต้องเก็บที่นอนด้วย ในเมื่อสุดท้ายแล้ว เราก็จะกลับมานอนอีกอยู่ดี? ทำไมถึงต้องสอนให้ “เปลืองแรงเปล่า” กับเรื่องแบบนี้ด้วย?
.
ผมเชื่อว่าแต่ละคนคงจะมีคำตอบให้กับคำถามในข้างต้นที่แตกต่างกันออกไป
.
แต่ถ้ามองในมุมของการดูแลสุขภาพจิตแล้ว คำสอนดังกล่าวมีประโยชน์ในหลากหลายแง่มุมด้วยกันครับ
.
ประการแรก คำสอนดังกล่าวช่วยให้เรารู้จักการสร้าง routine (กิจวัตรประจำวัน) ซึ่งการมี routine จะช่วยให้ชีวิตแต่ละวันของเรามีทิศทาง มี structure มีความแน่นอน (ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับคนที่มีภาวะวิตกกังวลสูง เพราะพวกเขาจะใช้ชีวิตได้ยากหากต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหรือความวุ่นวายไร้ระเบียบเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน)
.
ประการที่สอง คำสอนดังกล่าวจะช่วยให้เราเริ่มต้นชีวิตประจำวันของเราด้วยความสำเร็จ (เก็บที่นอนได้เสร็จ) มันจะทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจที่จะ “ลุย” กับสิ่งต่างๆที่รอคอยเราอยู่ในวันนั้นมากขึ้น
.
ประการที่สาม คำสอนดังกล่าวช่วยสร้างนิสัยให้เราไม่ละเลยกับ “สิ่งเล็กๆ” ในชีวิต (เพราะโดยทั่วไปแล้ว เรามีแนวโน้มที่จะมองข้าม “สิ่งเล็กๆ” ในชีวิต)
.
ประการที่สี่ หากเราเจอแต่เรื่องแย่ๆในวันนี้ อย่างน้อยที่สุด หากเราเก็บที่นอนไว้เรียบร้อยตอนตื่นนอน เราก็พอจะพูดกับตัวเองได้บ้างว่า “แม้วันนี้ฉันจะเจอแต่เรื่องแย่ๆเต็มไปหมด แต่อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมดแบบ 100% นะ เพราะตอนที่ฉันตื่นนอน ฉันได้ทำเรื่องดีๆไว้เรื่องนึงแล้ว”
.
ประการที่ห้า การทำตามคำสอนดังกล่าวเป็นการฝึกให้เราเป็นคนที่มีนิสัย “ลงมือทำในสิ่งที่ตั้งใจจะทำ” ซึ่งนิสัยนี้สามารถช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายต่างๆในชีวิตได้ง่ายขึ้น
.
ประการที่หก การเก็บที่นอนถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสภาพแวดล้อมภายในบ้านมีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกรุงรัง ซึ่งส่งผลให้เรารู้สึกดีขึ้นได้มากกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่เราใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่สกปรก รกรุงรัง
.
เหล่านี้ถือเป็นเหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้คำสอน “ทุกครั้งที่ตื่นนอน อย่าลืมเก็บที่นอน” ถือเป็นคำสอนที่ช่วยให้เราดูแลสุขภาพจิตของเราได้ดีขึ้นครับ
.
อ้างอิง
McRaven, Admiral William H. Make Your Bed. Grand Central Publishing, 2017.
https://doi.org/10.7189/jogh.10.020315
https://doi.org/10.1007/s10826-021-02063-6
https://doi.org/10.3928/02793695-20200316-02
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในนวนิยายที่ขายดีที่สุดตลอดกาลคือนวนิยายชุด Harry Potter
.
มีอยู่ตอนหนึ่ง ตัวละครเอกของเรื่องต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้คุมวิญญาณ” (dementor) – มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่จะคอยดูดกลืนเอาความสุขของเหยื่ออย่างต่อเนื่อง
.
ผู้เขียน Harry Potter เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เธอตั้งใจที่จะให้ “ผู้คุมวิญญาณ” เป็นตัวแทนของภาวะซึมเศร้า (depression)
.
ซึ่งในเรื่อง Harry Potter นั้น สิ่งหนึ่งที่พอจะช่วย “บรรเทา” ประสบการณ์การพบเจอ “ผู้คุมวิญญาณ” ได้ (ในเบื้องต้น) คือการทานช็อกโกแลต
.
มันชวนให้เกิดคำถามเล่นๆขึ้นมาเหมือนกันนะครับว่า…
.
หากช็อกโกแลตสามารถช่วย “บรรเทา” ประสบการณ์การเจอ “ผู้คุมวิญญาณ” ในโลกของ Harry Potter ได้ แล้วในโลกของพวกเราล่ะ? ช็อกโกแลตจะสามารถช่วย “บรรเทา” ภาวะซึมเศร้า (ในเบื้องต้น) ได้หรือเปล่า?
.
คำตอบคือได้ครับ!
.
นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เราทานช็อกโกแลต สาร Theobromine ที่อยู่ในช็อกโกแลตจะส่งผลต่อสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ “ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก” และทำให้ภาวะซึมเศร้าลดระดับความรุนแรงลงตามลำดับ
.
อย่างไรก็ตาม ช็อกโกแลตที่จะมีผลดีต่อภาวะซึมเศร้าได้นั้นต้องเป็นดาร์คช็อกโกแลต (dark chocolate) ที่มีสัดส่วนโกโก้มากกว่า 70% เท่านั้น (ถ้าสัดส่วนน้อยกว่านั้นมันจะ “ไม่ได้ผล” ครับ)
.
และเวลาที่เราทานดาร์คช็อกโกแลตนั้น เราไม่จำเป็นต้องทานเยอะนะครับ - เพียงแค่วันละ 30 กรัมก็พอแล้วครับ (เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า ปัญหาซึมเศร้าทุเลาลง แต่มีปัญหาน้ำหนักเพิ่มขึ้นแทนครับ)
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jnutbio.2021.108854
https://doi.org/10.3390/nu5104159
https://doi.org/10.1002/da.22950
https://doi.org/10.1038/s41598-024-74804-8
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในทุกๆความรักความสัมพันธ์คือการนอกใจ
.
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงคอยจับตามองดูแฟนของตัวเองอย่างใกล้ชิดเพื่อเช็คดูว่าแฟนมี “ร่องรอย” การนอกใจหรือไม่ (เช่น รอยลิปสติก การกดไลค์ตาม social media การส่งข้อความกลางดึก เป็นต้น)
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา Jeffrey Bernstein (เจ้าของหนังสือ Why Can’t You Read My Mind?) ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่เป็น “สัญญาณการนอกใจ” ที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ “ร่องรอย” ที่ผมยกตัวอย่างในข้างต้น
.
…แต่มันคือการที่แฟน disconnect ทางอารมณ์ความรู้สึกครับ
.
ซึ่งหากแฟน disconnect ทางอารมณ์ความรู้สึกกับเราขึ้นมาจริงๆ แฟนมีแนวโน้มที่จะมี “อาการ” (ในเบื้องต้น) ดังต่อไปนี้ครับ
.
ประการแรก แฟนจะไม่ค่อยอยากวางแผนเรื่องต่างๆร่วมกันกับเรา (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนไปเที่ยวด้วยกัน ซื้อบ้านร่วมกัน มีลูก หรือเรื่องอื่นๆ)
.
ประการที่สอง แฟนจะแสดงท่าทีหงุดหงิด รำคาญ หรือไม่พอใจเวลาที่มีคนถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แฟนมีกับเรา (เช่น “คบกันมานานแบบนี้ อีกกี่ปีจะแต่งหรือ?”)
.
ประการที่สาม แฟนจะไม่เล่าหรือแบ่งปันเรื่องราว ความคิด ความเชื่อ หรือความรู้สึกส่วนตัวกับเราอีกต่อไป (รวมทั้ง “หลีกเลี่ยง” หรือ “ปิดโอกาส” ไม่ให้เราเล่าหรือแบ่งปันเรื่องราว ความคิด ความเชื่อ หรือความรู้สึกส่วนตัวของเราให้แฟนฟังอีกด้วย)
.
ประการที่สี่ แฟนจะไม่เป็นฝ่าย “เริ่มต้น” ในการแสดงความรัก (เช่น ไม่ส่งข้อความมาหาเราก่อน ไม่เข้ามากอดเราก่อน ไม่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบหรือชีวิตประจำวันของเราก่อน) ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แฟนอาจจะเคยเป็นฝ่าย “เริ่มต้น” เป็นระยะๆ
.
แน่นอนครับว่า “อาการ” เหล่านี้อาจจะไม่ถึงกับฟันธงได้ 100% ว่าแฟน disconnect ทางอารมณ์ความรู้สึกกับเราแล้วชัวร์ๆ
.
แต่หากเราต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และแฟนของเรามี “อาการ” ในข้างต้น เราอาจจะต้องหาจังหวะจับเข่าพูดคุยกับแฟนสักหน่อยแล้วครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น
.
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะจับเข่าคุยกับแฟนด้วยท่าทีที่ “ชี้นิ้วกล่าวหา” แฟนนะครับ (เพราะเราอาจจะเข้าใจแฟนผิดตั้งแต่แรกก็เป็นได้)
.
ทางที่ดี การพูดคุยที่เกิดขึ้นนั้นควรจะเป็นไปด้วยท่าทีที่ “ใจเย็น” มากกว่าครับ (เช่น “ฉันสัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ช่วงนี้ของเราดูมีช่องว่างมากขึ้น และฉันอยากที่จะรู้สึกใกล้ชิดกับเธอมากกว่านี้ ฉันเลยอยากคุยกับเธอในครั้งนี้เพราะฉันหวังว่าฉันจะสามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราได้มากขึ้น”)
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/pere.12571Copy
https://doi.org/10.1080/14681994.2019.1577961
https://doi.org/10.1016/j.heliyon.2023.e23261
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เรามีเรื่องขัดแย้งกับใครสักคน สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ (และมีโอกาสสูงที่จะช่วยลด “อุณหภูมิ” ความขัดแย้งลง) คือการพูดกับ “คู่กรณี” ของเราว่า
.
“ฉันอยากเข้าใจเธอมากกว่านี้ เธอช่วยเล่าให้ฉันฟังเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม?”
.
ยกตัวอย่างเช่น หากเรากำลังทะเลาะกับแฟน โดยที่แฟนกำลังกล่าวหาว่า “เธอปฏิบัติกับฉันราวกับว่าฉันเป็นของตายยังไงยังงั้นเลยนะ!” สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ ณ วินาทีนั้นคือการขอให้แฟนเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าอะไรคือคำพูด/การกระทำของเราที่ทำให้แฟนรู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” บ้าง เป็นต้น
.
การทำแบบนี้จะช่วยลด “อุณหภูมิ” ความขัดแย้งลงได้เพราะมันเป็นการส่งสัญญาณให้ “คู่กรณี” รับรู้ว่า แม้ตอนนี้เรากำลังขัดแย้งกันอยู่ แต่เราไม่ได้ต้องการจะ “ต่อสู้” กับอีกฝ่าย – เราต้องการที่จะเข้าใจอีกฝ่ายมากกว่า
.
เมื่อ “คู่กรณี” รับรู้ถึงสัญญาณนี้ได้ มันจะทำให้เขา “ลดการ์ด” ลง (และส่งผลให้ “อุณหภูมิ” ความขัดแย้งลดลงตามมา)
.
และเมื่อเราได้มีโอกาสทำความเข้าใจ “คู่กรณี” มากขึ้น มันก็สามารถส่งผลให้ “คู่กรณี” เปิดใจและพยายามทำความเข้าใจมุมของเราในเวลาต่อมาด้วย (ซึ่งทั้งหมดนี้จะเอื้อให้เราและ “คู่กรณี” หาทางออกร่วมกันได้ง่ายขึ้นในท้ายที่สุด)
.
แต่ในทางกลับกัน หากการตัดสินใจของเราในตัวอย่างข้างต้นคือการพยายาม “ปกป้องตัวเอง” ด้วยการงัด “หลักฐาน” ต่างๆมาแย้งกับแฟน (ว่าจริงๆแล้ว เราไม่ได้ปฏิบัติกับแฟนเป็น “ของตาย” อย่างที่แฟนพูด) แฟนก็มีแนวโน้มที่จะ “ยืนหยัด” ในสิ่งที่แฟนพูดก่อนหน้านั้น (ว่าเราปฏิบัติกับแฟนเป็น “ของตาย”) ด้วยความหนักแน่นมากขึ้น
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ แฟนจะยิ่ง “ตั้งการ์ด” สูงขึ้น ส่งผลให้ “อุณหภูมิ” ความขัดแย้งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
.
และหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในทิศทางนี้เรื่อยๆ ความขัดแย้งก็อาจจะเข้มข้นมากขึ้นๆๆ จนกระทั่งทุกอย่างระเบิดตู้มออกมาในที่สุด
.
มันจะเป็นภาพของความขัดแย้งที่มีแต่การทะเลาะกัน - ไม่มีการเปิดใจ ไม่มีการทำความเข้าใจในมุมของกันและกัน ไม่มีการหาทางออกร่วมกัน
.
…ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือภาพที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นครับ (เว้นแต่เราจะไม่แคร์ความสัมพันธ์นี้อีกต่อไป)
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1111/jftr.12182
https://doi.org/10.1080/23761407.2018.1563013
http://dx.doi.org/10.1007/978-3-030-85921-3_3
Porges, S. W. (2011). The polyvagal theory: Neurophysiological foundations of emotions, attachment, communication, and self-regulation. W. W. Norton & Company.
Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. Little, Brown Spark.
Gottman, J. M., & Silver, IN. (1999). The Seven Principles for Making Marriage Work. Crown Publishing.
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่มีคนมาขอความช่วยเหลือจากเรา เราจะตอบตกลงหรือปฏิเสธ?
.
สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของเราก็คือ คนที่มาขอความช่วยเหลือกับเรานั้น เขาเป็นคนที่เรารู้จักและสนิทใจด้วยมากน้อยแค่ไหน
.
ผมเขียนมาแบบนี้ ผมคาดว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงจะเดาคำตอบอยู่ในใจว่า => หากคนที่ขอความช่วยเหลือเป็นคนที่เรารู้จักและสนิทด้วยมากๆ เราคงตอบตกลง แต่ถ้าคนที่มาขอความช่วยเหลือเป็นคนที่เรารู้จักและสนิทด้วยในระดับผิวเผิน เราคงปฏิเสธ
.
แต่ในความเป็นจริง มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ!
.
ในความเป็นจริง เรามีแนวโน้มที่จะตอบตกลงกับคนที่ “รู้จักผิวเผิน/ไม่สนิท” และมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธคนที่ “รู้จักใกล้ชิด”
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ยิ่งเราสนิทกับใครมากๆ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะตอบปฏิเสธนั่นเอง!
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้?
.
เหตุผลข้อหนึ่งก็คือ ในกรณีของคนที่เรา “รู้จักใกล้ชิด” นั้น เรามีความมั่นใจในความสัมพันธ์ว่า ต่อให้เราจะปฏิเสธไป มันก็จะไม่ทำลายความสัมพันธ์ให้พังลงได้แน่ๆ แต่สำหรับกรณีของคนที่เรา “รู้จักผิวเผิน/ไม่สนิท” นั้น เราไม่มั่นใจว่าการปฏิเสธจะทำลายความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน
.
และเหตุผลอีกข้อก็คือ ในกรณีของคนที่เรา “รู้จักใกล้ชิด” นั้น เราอาจจะเคยให้ความช่วยเหลือกับพวกเขาในอดีตมาเยอะแล้ว ส่งผลให้การกล่าวปฏิเสธในปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับกรณีของคนที่เรา “รู้จักผิวเผิน/ไม่สนิท” นั้น เรายังไม่เคยได้มีโอกาส “ตุน” หรือ “สะสม” ความช่วยเหลือไว้ก่อน การกล่าวปฏิเสธในปัจจุบันจึงอาจเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนักนั่นเองครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1038/s41598-023-30580-5

How to say no (Transcript)
TED is a nonprofit devoted to Ideas Worth Spreading - through TED.com, our annual conferences, the annual TED Prize and local TEDx events.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ พวกเราหลายคนใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ในโลกออนไลน์ (โดยเฉพาะตาม social media ทั้งหลาย)
.
และหลายคนก็พบว่า ยิ่งพวกเขาใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเจอกับความโกรธ ความเกลียด ความขัดแย้ง ความหดหู่ ความหวาดกลัว ฯลฯ มากเท่านั้น
.
เพราะ content แต่ละอย่างที่ปรากฏขึ้นมาใน feed ของ social media พวกเขาล้วนเต็มไปด้วย content ที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวทั้งสิ้น
.
มันจึงทำให้ช่วงเวลาเหล่านี้ (ซึ่งกินสัดส่วนไม่น้อยในชีวิตประจำวัน) กลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ (ทั้งๆที่หลายคนอยากให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน)
.
แต่ข่าวดีก็คือ feed ที่ปรากฏขึ้นมาใน social media ของเรานั้น มันไม่ได้โผล่ขึ้นมาแบบ random แต่มันเกิดจากการที่เราเคยใช้เวลาดู/ค้นหา/comment/กดไลค์/กดแชร์ content ทำนองดังกล่าวมาก่อน
.
นั่นหมายความว่า หากเราต้องการให้การใช้ social media ของเราเป็นประสบการณ์ที่ “จรรโลงใจ” มากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการตั้งใจค้นหา/comment/กดไลค์/กดแชร์เฉพาะ content ที่เราอยากจะให้โผล่ขึ้นมาใน feed ของเราเท่านั้น!
.
ไม่ว่าจะเป็น content วิดีโอสัตว์โลกน่ารัก content บทความความรู้ที่เป็นประโยชน์ หรือ content ภาพผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ ฯลฯ
.
หากเราทำเช่นนี้ติดต่อกันได้สักระยะ (เช่น 1-2 สัปดาห์) algorithm ของ social media ก็จะเริ่มทำงาน ส่งผลให้ feed ที่ปรากฏขึ้นมาใน social media ของเรามี content ที่ “จรรโลงใจ” เพิ่มขึ้นตามลำดับครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2006-23192-000
https://doi.org/10.1073/pnas.2023301118
https://doi.org/10.1371/journal.pone.0046362
#จิตวิทยา #siamstr
แม้ในวันที่เราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย เราก็ยังคงมีคนๆหนึ่งที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยเสมอ
.
คนๆนั้นคือตัวเราเอง
.
ความคิดที่เรามีต่อตัวเอง ความเชื่อที่เรามีต่อตัวเอง คำพูดที่เราพูดถึงตัวเอง => สิ่งเหล่านี้สะท้อนคุณภาพของปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับตัวเอง
.
หลายคนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง (สังเกตได้จากความคิดที่เรามีต่อตัวเองที่ “เป็นบวก”) แต่คนจำนวนไม่น้อยมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักกับตัวเอง (สังเกตได้จากความคิดที่เรามีต่อตัวเองที่ “ติดลบ”)
.
สำหรับคนกลุ่มหลัง ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเขียนในย่อหน้าถัดไปจะเป็นอะไรที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
.
“ฉันมันไม่ได้เรื่อง”
“ไม่มีใครแคร์ฉันจริงๆหรอก”
“ชีวิตของฉันมันไร้ค่า”
“ฉันทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด”
ฯลฯ
.
เหล่านี้คือตัวอย่างของความคิดที่ปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆในใจของหลายคนที่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีนักกับตัวเอง
.
หลายคนพยายามที่จะเปลี่ยนความคิดที่ปรากฏขึ้นมาในใจเหล่านี้ เพราะพวกเขาอยากที่จะมีความสัมพันธ์กับตัวเองที่ดีขึ้น (เพราะการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับตัวเองมันเป็นอะไรที่บั่นทอนจิตใจเป็นอย่างมาก)
.
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน พวกเขาก็ดูจะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดที่ปรากฏขึ้นมาในใจเหล่านี้ได้เสียที
.
อะไรที่ทำให้ความพยายามของพวกเขาล้มเหลว?
.
เหตุผลข้อหนึ่งที่พบได้บ่อยๆก็คือ เวลาที่พวกเขาพยายามปรับเปลี่ยนความคิดที่ปรากฏขึ้นมาในใจนั้น พวกเขาจะสร้างความคิดชุดใหม่มาแทนที่ความคิดชุดเดิม โดยที่ความคิดชุดใหม่นั้นเป็นความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
.
ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาแทนที่ความคิด “ฉันทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด” ด้วยความคิด “ฉันทำอะไรก็สำเร็จไปหมด” ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกๆสิ่งที่พวกเขาลงมือทำ เป็นต้น
.
การที่ความคิดชุดใหม่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มันให้ความรู้สึกว่าพวกเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ ส่งผลให้ความคิดชุดใหม่นั้นไม่สามารถเข้ามาแทนที่ความคิดชุดเดิมได้
.
ความชุดใหม่จะเข้ามาแทนที่ความคิดชุดเดิมได้ก็ต่อเมื่อมันสอดคล้องกับความเป็นจริงเท่านั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น แทนที่พวกเขาจะแทนที่ความคิด “ฉันทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด” ด้วยความคิด “ฉันทำอะไรก็สำเร็จไปหมด” ทางเลือกที่ดีกว่าคือการพูดกับตัวเองว่า “ฉันอาจจะล้มเหลวในหลายๆสิ่งที่ฉันทำ แต่ฉันก็มีสิ่งที่ฉันทำและประสบความสำเร็จด้วยเหมือนกันนะ” ซึ่งเป็นคำพูดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า เป็นต้น
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับตัวเองนะครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/record/2011-22098-000

Annual Reviews
The Dynamic Self-Concept: A Social Psychological Perspective
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีเวลาว่าง สิ่งหนึ่งที่หลายคนจะทำคือการหยิบโทรศัพท์มือถือมาไถ social media ไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นความเพลิดเพลินที่หาได้ง่ายๆ
.
อย่างไรก็ตาม หากเราใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการไถ social media สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ พวกเขาจะรู้สึกเบื่อ
.
เพราะมนุษย์เราไม่เพียงแค่ต้องการความเพลิดเพลินที่หาได้ง่ายๆเท่านั้น (เช่น การไถ social media) แต่พวกเรายังต้องการความพึงพอใจจากการได้ทำสิ่งที่ท้าทายแต่มีความหมายสำหรับเราอีกด้วย (เช่น การฝึกเล่นเครื่องดนตรี การสร้างผลงานศิลปะ การซ้อมวิ่งมาราธอน การเรียนภาษาต่างประเทศ)
.
มันคล้ายๆกับเรื่องอาหารการกินเลยครับ เวลาที่เรา “ท้องว่าง” เราไม่ได้ทานเพียงแค่ “อาหารจานด่วน” (เช่น การไถ social media) ที่ทานง่ายๆเท่านั้น แต่เราจะทาน “อาหารสุขภาพ” (เช่น การฝึกเล่นเครื่องดนตรี การสร้างผลงานศิลปะ การเล่นกีฬา การเรียนภาษาต่างประเทศ) ที่ทานยากสักหน่อยด้วย
.
ไม่อย่างนั้น หากเราทานแค่ “อาหารจานด่วน” อย่างเดียว มันมีโอกาสที่เราจะมีอาหารเต็มท้อง แต่ก็ยังคงรู้สึกไม่อิ่มได้
.
การใช้เวลาว่างของเราก็เช่นกันครับ ไม่ว่าเราจะมีเวลาว่าง “เยอะ” หรือ “น้อย” หากเราต้องการให้เวลาว่างของเรา “เต็มอิ่ม” เราควรใช้เวลาว่างของเราให้มีความหลากหลายครับ (มีทั้งกิจกรรมประเภท “อาหารจานด่วน” และ “อาหารสุขภาพ”)
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1002/mar.21886
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราทำงาน พวกเราหลายคนจะให้ความสำคัญกับการทำงานให้ออกมาดีมีคุณภาพ
.
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการทำงานให้ออกมาดีมีคุณภาพของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน - บางคนทำงานให้ออกมาดีมีคุณภาพเพราะต้องการจะพัฒนาตัวเอง บางคนทำงานให้ออกมาดีมีคุณภาพเพราะต้องการจะพิสูจน์ตัวเอง
.
และหากจะเทียบกันแล้ว เหตุผล “พัฒนาตัวเอง” ถือเป็นเหตุผลที่สร้างความกดดันน้อยกว่าเหตุผล “พิสูจน์ตัวเอง” อย่างชัดเจนครับ
.
เพราะถ้าเราโฟกัสที่การ “พัฒนาตัวเอง” เวลาที่เราทำงาน ต่อให้ผลงานของเราจะออกมาไม่ perfect ต่อให้ผลงานของเราจะออกมายังไม่ดี แต่ตราบใดที่ผลงานของเราในวันนี้มันดีกว่าเมื่อวาน นั่นก็ตอบโจทย์การ “พัฒนาตัวเอง” แล้ว
.
ในทางกลับกัน หากเราโฟกัสที่การ “พิสูจน์ตัวเอง” เวลาทำงาน นั่นหมายความว่าเรามีแนวโน้มที่จะแสวงหาการยอมรับจากคนอื่น และนั่นก็หมายความว่า ต่อให้ผลงานของเราในวันนี้มันจะดีกว่าเมื่อวาน แต่ถ้ามันยังดีไม่พอในสายตาคนอื่น มันก็จะไม่สามารถตอบโจทย์การ “พิสูจน์ตัวเอง” ได้
.
ยิ่งไปกว่านั้น หากเทียบกันแล้ว ความต้องการที่อยากจะ “พิสูจน์ตัวเอง” ยังมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลงานมีคุณภาพต่ำกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่เราทำงานเพราะอยากที่จะ “พัฒนาตัวเอง” อีกด้วย!
.
เพราะเมื่อเรากำลังรู้สึกกดดันกับการ “พิสูจน์ตัวเอง” เรามีแนวโน้มที่จะเปิดใจรับ feedback จากคนอื่นน้อยลง อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะไม่กล้าเสี่ยงกับแนวทางการทำงานใหม่ๆ (ซึ่งอาจนำมาสู่การที่ผลงานของเราขาด “ความคิดสร้างสรรค์” ได้)
.
มันจึงกลายเป็นว่า ในกรณีของการ “พิสูจน์ตัวเอง” นั้น นอกจากมันมีแนวโน้มที่จะทำให้ผลงานของเรามีคุณภาพน้อยกว่าแล้ว (เมื่อเทียบกับการ “พัฒนาตัวเอง”) มันยังต้องอาศัยผลงานที่มีคุณภาพสูงกว่าอีกด้วย (เมื่อเทียบกับกรณีของการ “พัฒนาตัวเอง”)
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตคือการได้พบเจอและรู้จักกับผู้คนดีๆ
.
ในทางกลับกัน การได้พบเจอและมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ toxic ก็ถือเป็น “ฝันร้าย” ของชีวิตเช่นกัน
.
และมันจะยิ่ง “ฝันร้าย” หนักกว่าเดิม หากเราไม่รู้ว่าคนที่เรากำลังพบเจออยู่นั้นเป็นคนที่ toxic จนกระทั่งเรา “หลวมตัว” เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์กับคนๆนั้นแบบ “ฝังรากลึก” แล้ว
.
ด้วยเหตุนี้ การมองเห็น “สัญญาณอันตราย” ของคนที่เราพบเจอก่อนที่เราจะ “หลวมตัว” จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
.
และหนึ่งใน “สัญญาณอันตราย” ที่น่าจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือท่าทีของคนๆนั้นเวลาที่เขาไม่เห็นด้วยกับใครบางคน (เช่น คนในครอบครัวของเขา นักการเมืองที่เขาติดตามข่าวอยู่ หรือแม้กระทั่งตัวเราเอง)
.
เวลาที่คนๆนั้นเขาไม่เห็นด้วยกับใครบางคน คนๆนั้นเขาเปิดใจรับฟังอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ก่อน หรือว่าตัดสินอีกฝ่ายว่า “ผิด” ทันทีทันใด? เวลาที่เขาโต้เถียงกับอีกฝ่าย เขาโต้เถียงกันในส่วนของ “เนื้อหา” หรือเขาโจมตี “ตัวตน” ของอีกฝ่าย? หากเขาไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย เขายังคงเคารพอีกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์อยู่หรือไม่?
.
หากเราพบว่าคนๆนี้เขาไม่เห็นด้วย และเขามีท่าทีที่ไม่เปิดใจรับฟัง (แต่รีบตัดสินเลย) โจมตี “ตัวตน” และไม่มีความเคารพให้กับคนที่เขาไม่เห็นด้วย (ไม่แม้แต่จะเคารพในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน) นี่ถือเป็นสัญญาณว่าเราอาจจะต้องสานสัมพันธ์กับคนๆนี้ต่อด้วยความระมัดระวังครับ
#จิตวิทยา #siamstr
หลายสิ่งที่เราต้องการในชีวิตไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราไม่มีวินัย – ไม่ว่าจะเป็นการมีสุขภาพรูปร่างที่แข็งแรง การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้ได้ดีเหมือนเจ้าของภาษา หรือการสอบเข้าไปเรียนที่คณะ สาขา และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
.
นั่นเป็นเพราะว่า ในขณะที่เรากำลังพยายามไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ เราจะเจอกับ “สิ่งยั่วยุ” ที่สามารถทำให้เราไขว้เขวเป็นระยะๆ
.
ถ้าเราไม่มีวินัย เราก็จะไหลไปกับ “สิ่งยั่วยุ” ส่งผลให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ (เช่น ถ้าเราต้องการมีสุขภาพรูปร่างที่แข็งแรง แต่เราไม่มีวินัยในการกินการดื่ม เราก็จะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายของการมีสุขภาพรูปร่างที่แข็งแรงได้)
.
ปัญหาก็คือ การที่เราจะมีวินัยได้นั้น มันต้องใช้ “พลังใจ” (willpower) สูงอยู่ไม่น้อย – วันไหนที่ “พลังใจ” เรามีเหลือล้นก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าวันไหนที่ “พลังใจ” เราเหือดแห้ง วินัยเราก็จะขาดรุ่งริ่งเลยทีเดียว
.
ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งจึงได้พยายามศึกษาหาวิธีที่จะช่วยให้เรามีวินัยได้โดยที่ไม่ต้องใช้ “พลังใจ” จำนวนมากเกินไปนัก
.
ผลการศึกษาของพวกเขานำมาสู่ “กลยุทธ์” ดังต่อไปนี้ครับ
.
# 1 อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วย “สิ่งยั่วยุ” ตั้งแต่แรก (เช่น หากเราต้องการมีสุขภาพรูปร่างที่แข็งแรง และเรารู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบกิน bakery เราก็ไม่ควรพาตัวเองเดินผ่านร้าน bakery ตั้งแต่แรก)
.
# 2 จัดการสภาพแวดล้อมให้ “สิ่งยั่วยุ” อยู่พ้นหูพ้นตาเรา (เช่น หากเราต้องการมีสุขภาพรูปร่างที่แข็งแรงและสมาชิกภายในบ้านซื้อ bakery มาเก็บไว้ในตู้เย็น เราก็อาจจะจัดเรียงให้ bakery เหล่านั้นถูกเก็บไว้ด้านในสุดของตู้เย็นเพื่อที่พอเราเปิดตู้เย็นมาหยิบน้ำไปดื่มหรือหยิบวัตถุดิบไปทำอาหาร เราจะได้มองไม่เห็น bakery ดังกล่าวง่ายๆ)
.
# 3 เมื่อไหร่ก็ตามที่ใจเราเริ่มคิดถึง “สิ่งยั่วยุ” ให้เรารีบเบนความสนใจไปที่เรื่องอื่นให้เร็วที่สุด (เช่น เพลงที่เราชอบฟังหรือหนังที่เราอยากดู) ไม่อย่างนั้น หากเราอนุญาตให้ “สิ่งยั่วยุ” นั้นเข้ามาอยู่ในใจนานๆ มันจะค่อยๆก่อตัวเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ขึ้นๆๆในใจเรา จนกระทั่งในที่สุด เราก็จะต้านทานมันไม่ไหว
.
# 4 เมื่อไหร่ก็ตามที่ใจเราเริ่มคิดถึง “สิ่งยั่วยุ” ให้เรารีบนึกถึงด้านลบของ “สิ่งยั่วยุ” ดังกล่าวให้เร็วที่สุด (เช่น หากใจเรานึกถึง bakery ให้เรารีบจดจ่อไปที่สุขภาพรูปร่างของเราที่ “เละเทะ” อันเนื่องมาจากผลของการกิน bakery เป็นชีวิตจิตใจ)
.
ผมหวังว่า “กลยุทธ์” เหล่านี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านสามารถมีวินัยในการบรรลุเป้าหมายของแต่ละท่านได้ง่ายขึ้นนะครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2024.101860
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่หลายคนมีแฟน สิ่งหนึ่งที่พวกเขากลัวมากที่สุดคือการถูกแฟนนอกใจ
.
ยิ่งพวกเขาได้ยินเรื่องราวการนอกใจ (ทั้งจากคนรู้จัก ทั้งจากข่าว) มากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งกลัวมากเท่านั้น
.
ความกลัวดังกล่าวส่งผลให้ท่าทีที่พวกเขามีกับแฟนเปลี่ยนไป
.
กล่าวคือ พวกเขาพยายามที่จะเอาอกเอาใจแฟนมากขึ้น (เพราะพวกเขาหวังว่า หากพวกเขาทำให้แฟนสมหวังในทุกๆอย่าง แฟนก็จะไม่อยากนอกใจพวกเขา)
.
หากมองในระยะสั้น การที่พวกเขาเอาใจแฟนมากขึ้นดูจะเป็นอะไรที่ “ได้ผล” อยู่นะครับ แต่ในระยะยาว การรับมือกับความกลัว (ว่าแฟนจะนอกใจ) ด้วยการเอาใจแฟนเช่นนี้ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก
.
นั่นเป็นเพราะว่า…
.
ประการแรก การที่เราต้องเอาใจแฟนหรือพิสูจน์ตัวเองให้แฟนเห็น (ว่าเราดีแค่ไหน) ตลอดเวลานั้น มันเป็นอะไรที่เหนื่อยมากเลยครับ
.
ประการที่สอง ยิ่งเราทุ่มพลังงานไปกับการเอาใจแฟนมากเท่าไหร่ มันก็อาจจะยิ่งสร้างความกดดัน (ที่จะต้องทุ่มเทเอาใจแฟนแบบ “จัดหนักจัดเต็ม” ต่อไปเรื่อยๆ) มากขึ้นเท่านั้น (เพราะแฟน “คุ้นชิน” กับการที่เราเอาใจแฟนแบบ “จัดหนักจัดเต็ม” ไปแล้ว หากวันหนึ่ง เราลดระดับการเอาใจแฟนลง แฟนก็อาจจะตีความว่าเรา “รู้สึกเปลี่ยนไป” ได้)
.
ประการที่สาม หากวันหนึ่ง แฟนดันมารู้เข้าว่าการเอาอกเอาใจของเราไม่ได้เกิดจากความรักเป็นหลัก (แต่เกิดจากความกลัวเป็นหลัก) มันอาจจะส่งผลให้การแสดงความรักของเราทั้งหมด (ทั้งที่แสดงออกเพราะเรารู้สึกรักจริงๆและที่แสดงออกเพราะเรารู้สึกกลัว) ดูมีค่าน้อยลงในสายตาของแฟนได้
.
แทนที่จะรับมือกับความกลัว (ว่าแฟนจะนอกใจ) ด้วยการเอาอกเอาใจแฟนมากขึ้นอย่าง “ไม่เป็นธรรมชาติ” ผมมองว่าทางเลือกที่ดีกว่าคือการสื่อสารกับแฟนอย่างตรงไปตรงมาเลยครับว่า เรามีความกลัวนี้อยู่ในใจของเรา
.
ใช่ครับ การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมานี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นที่เรามี (เช่น การเอาอกเอาใจแฟนอย่าง “ไม่เป็นธรรมชาติ”) การหยิบความกลัวในใจเรามา “วางบนโต๊ะ” และพูดคุยกับแฟนอย่างชัดเจนดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเรามองกันในระยะยาว) เยอะเลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr
ปัญหาหลายอย่างในชีวิตสามารถแก้ได้ด้วยการ “ปล่อยวาง”
.
ถูกแฟนนอกใจและทิ้งไปหาคนอื่น => ปล่อยวาง
สอบมหาวิทยาลัยไม่ติดคณะสาขาที่ต้องการ => ปล่อยวาง
ญาติผู้ใหญ่ที่เรารักมากๆเสียชีวิต => ปล่อยวาง
ฯลฯ
.
แต่ในทางปฏิบัตินั้น คำว่า “ปล่อยวาง” ถือเป็นคำที่พูดง่ายแต่ทำยากสุดๆเลยครับ
.
หลายคนพยายามอย่างมากที่จะออกคำสั่งให้ใจตัวเอง “ปล่อยวาง” ให้ได้ เพราะตราบใดที่พวกเขายัง “ปล่อยวาง” ไม่ได้ พวกเขาก็จะต้องเจอกับความเจ็บปวด
.
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน พวกเขาก็พบว่าใจของตัวเองไม่สามารถ “ปล่อยวาง” ได้เสียที
.
นั่นเป็นเพราะว่าการ “ปล่อยวาง” ไม่ใช่สิ่งที่เรามีพลังอำนาจในการกำหนดได้ขนาดนั้น
.
มันไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เราปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งเลยครับ เราไม่มีพลังอำนาจที่จะกำหนดให้ต้นไม้ต้นนั้นออกดอกออกผลได้ เราทำได้เพียงแค่รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ฯลฯ และหวังว่าต้นไม้ต้นนั้นจะออกดอกออกผลในท้ายที่สุดเท่านั้น
.
เช่นเดียวกันครับ ในเรื่องของการ “ปล่อยวาง” นั้น สิ่งที่เราทำได้คือการรับรู้ว่าใจของเรายังยึดอยู่ รวมถึงการทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ใจของเรายังยึดอยู่ (แม้การยึดนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม)
.
หลังจากที่เราได้ทำสิ่งเหล่านี้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับใจของเราแล้วครับว่าใจเราจะ “ปล่อยวาง” เมื่อไหร่
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราพบว่าแฟนของเรานอกใจและทิ้งเราไปหาคนอื่น ใจเราอาจจะยังคงยึดติดอยู่กับความคาดหวังอยากให้สิ่งที่เราค้นพบไม่เป็นความจริง ใจเราอาจจะยังคงยึดติดอยู่กับความคาดหวังอยากให้แฟนยังอยู่กับเราเหมือนเดิม
.
การที่ใจเรายึดติดอยู่กับความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนี้กำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับเราอยู่
.
สำหรับกรณีเช่นนี้ เราอาจจะไม่สามารถออกคำสั่งให้ใจเรา “ปล่อยวาง” จากความคาดหวังดังกล่าวได้ แต่เราสามารถรับรู้ได้ว่า “ใช่ ตอนนี้ ฉันกำลังคาดหวังอยู่นะ”
.
นอกจากนี้ เรายังสามารถหยิบความคาดหวังดังกล่าวมาทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้อีกว่า “อะไรที่ทำให้ใจฉันยังไม่ยอมปล่อยความคาดหวังนี้ ทั้งๆที่มันกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับฉันอยู่? แสดงว่าสิ่งที่ฉันคาดหวังนี้มันต้องมีความสำคัญกับใจฉันมากๆเลยนะ แล้วอะไรกันนะที่ทำให้สิ่งนี้สำคัญกับใจฉันได้ถึงเพียงนี้?”
.
การที่เรารับรู้และทำความเข้าใจความยึดที่เกิดขึ้นในใจเรานี้อาจจะไม่ได้ทำให้ใจเรา “ปล่อยวาง” ออกมาได้ทันทีทันใดเสมอไปนะครับ
.
แต่อย่างน้อยที่สุด หากเรารับรู้และทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราแบบนี้แล้ว มันก็เปรียบได้กับการที่เรา “รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ฯลฯ” เสร็จแล้ว
.
เราทำหน้าที่ในส่วนของเราเสร็จแล้ว ที่เหลือคือหน้าที่ของใจเราแล้วครับว่าจะ “ออกดอกออกผล” หรือ “ปล่อยวาง” เมื่อไหร่ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
“ถ้าเราทำวันนี้ให้ดี เราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้”
.
ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเห็นด้วยกับประโยคในข้างต้น
.
แต่คำถามคือ…แล้วเราจะ “ทำวันนี้ให้ดี” ได้อย่างไร?
.
สิ่งที่ผมกำลังจะพิมพ์ต่อไปนี้อาจจะฟังดูย้อนแย้งหน่อยนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราตอบคำถามข้างบนได้คือการวาดภาพถึงตัวเราในอนาคตครับ
.
เราอยากเห็นตัวเองเป็นคนแบบไหน? เราอยากเห็นตัวเองมีชีวิตอย่างไร? ถ้าเราสามารถมีชีวิตที่ “สมบูรณ์แบบ” (สำหรับเรา) ได้ ชีวิตประจำวันของเราจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? เราจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน? ในแต่ละวันเราจะทำอะไรบ้าง? ใครบ้างคือคนที่เราอยากจะให้เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา? เราจะรู้สึกกับตัวเองอย่างไรบ้าง? หากวันหนึ่ง เราไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว เราอยากให้คนที่รู้จักเราเขาจดจำเราอย่างไร?
.
ชุดคำถามในย่อหน้าล่าสุดนี้จะช่วยให้เราวาดภาพตัวเราและชีวิตของเราในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลให้เรา “ทำวันนี้ให้ดี” ได้ง่ายขึ้นตามลำดับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากวันหนึ่ง เราไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว และเราอยากให้ลูกจดจำเราในฐานะ “สุดยอดพ่อ/แม่สาย support” การ “ทำวันนี้ให้ดี” สำหรับเราก็คือการหาเวลาพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของลูกในทุกๆวัน ไม่ว่าวันนั้นเราจะยุ่งกับเรื่องอื่นๆแค่ไหนก็ตาม
.
หากเราอยากเห็นตัวเองมีสุขภาพที่แข็งแรงในวันที่เรามีชีวิตที่ “สมบูรณ์แบบ” การ “ทำวันนี้ให้ดี” สำหรับเราก็คือการดูแลอาหารการกินของเราในแต่ละมื้อให้มีสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุล (รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ)
.
หากเรามองเห็นภาพที่ตัวเราใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ การ “ทำวันนี้ให้ดี” สำหรับเราก็คือการแบ่งเวลาในแต่ละวันในการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาอื่นที่เราจะต้องใช้เมื่อเราไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่ประเทศนั้น
.
เป็นต้น
.
จะเห็นได้ว่า หากเราต้องการจะ “ทำวันนี้ให้ดี” การมองเห็นภาพตัวเราที่อยากเป็น (และชีวิตเราที่เราอยากมี) ในอนาคตให้ชัดเจนถือเป็นกุญแจสำคัญเลยครับ
.
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1177/0146167201277003
https://doi.org/10.1007/s10902-006-9019-0
https://psycnet.apa.org/record/2014-45859-000
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างผิดพลาด สิ่งหนึ่งที่มักจะปรากฏขึ้นมาในใจของหลายคน (แทบจะ) ทันทีคือความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง”
.
ยกตัวอย่างเช่น “ฉันนี่มันโง่จริงๆ!” “ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้ฉันยังพลาดได้!?” “ไม่มีใครเขาอยากอยู่ใกล้ๆคนอย่างฉันหรอก!” เป็นต้น
.
ความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” เหล่านี้สามารถทำให้เราเสียใจ ท้อแท้ กังวลใจ หดหู่ ฯลฯ ได้ง่ายๆ ซึ่งแน่นอนครับว่าหลายคนก็ไม่ได้อยากให้ตัวเองต้องตกอยู่ในห้วงความรู้สึกเหล่านี้
.
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงพยายามที่จะกำจัดความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” เหล่านี้ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน ความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” ก็ไม่ยอมหายไปจากใจพวกเขาอยู่ดี (หรือต่อให้หายไป มันก็เป็นการหายไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น พอเวลาผ่านไปสักพัก ความคิดเหล่านี้ก็ปรากฏขึ้นมาในใจพวกเขาอีก)
.
วันนี้ ผมอยากจะนำเสนอว่า แทนที่เราจะพยายามกำจัดความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” เหล่านี้ (ซึ่งเป็นความพยายามที่หลายคนพบว่า “ไม่ได้ผล”) อีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถทำได้คือการทำความเข้าใจความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” ของเรา
.
ทำความเข้าใจว่าอะไรคือประโยชน์ของความคิดเหล่านี้ ทำความเข้าใจว่าความคิดเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาในใจเราครั้งแรกเมื่อไหร่ ทำความเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ใจเรา “ผลิต” ความคิดเหล่านี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก
.
หากเราได้ใช้เวลาทำความเข้าใจความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” อย่างจริงจัง เราก็จะพบว่าความคิดเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาที่ต้องการจะ “ลงโทษ” หรือ “ทำร้าย” เรา
.
ตรงกันข้าม เราจะพบว่าความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” เหล่านี้มีเจตนาที่จะ “ปกป้อง” เราด้วยซ้ำไป (เช่น “ถ้าฉันต่อว่าตัวเองแรงๆไปก่อน และวันหนึ่ง ฉันโดนคนอื่นต่อว่าแรงๆบ้าง ฉันจะเจ็บปวดเพราะคำพูดของคนอื่นน้อยลง เพราะฉันคุ้นชินกับคำพูดต่อว่าแรงๆเหล่านี้แล้ว” “ฉันต่อว่าตัวเองแรงๆเพราะฉันกลัวว่า ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ฉันจะขี้เกียจ ฉันจะประมาท ฉันจะไม่เกิดการพัฒนา” เป็นต้น)
.
จริงอยู่ครับว่า ความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” เหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ปกป้อง” เราได้มีประสิทธิภาพเท่าไหร่นัก แต่เจตนาของพวกมันคือการพยายาม “ปกป้อง” เรา
.
ฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจเจตนาที่อยู่เบื้องหลังความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” แล้ว สิ่งที่เราสามารถทำได้ในขั้นตอนต่อไปคือการปรับเปลี่ยนคำพูดของความคิดเหล่านี้ให้ทำหน้าที่ “ปกป้อง” เราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (เช่น จากเดิมที่เราพูดกับตัวเองว่า “ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้ฉันยังพลาดได้!?” เราก็อาจจะเปลี่ยนคำพูดดังกล่าวเป็น “นี่คือข้อผิดพลาดที่ไม่น่าเล็ดลอดผ่านสายตาของฉันไปได้ ฉันจะต้องมีสมาธิมากกว่านี้!” เป็นต้น)
.
การทำแบบนี้อาจจะไม่ได้ทำให้ความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” หายไปก็จริง แต่มันสามารถช่วยให้ความคิดเชิง “ต่อว่าตัวเอง” เหล่านั้นไม่ได้มีลักษณะที่ “โบยตี” เราด้วยความรุนแรงเหมือนเดิมอีกแล้วครับ
#จิตวิทยา #siamstr
ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม
.
แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย หลังจากที่พวกเขาได้เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์กับแฟนตัวเองสักพัก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พวกเขาจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเอง “ตัวเล็ก” ลงเรื่อยๆ ในขณะที่แฟนของพวกเขา “ตัวใหญ่” มากขึ้นเรื่อยๆ
.
กล่าวคือ หลังจากที่หลายคนได้เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์กับแฟนของตัวเอง พวกเขาก็เริ่มรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีพลังอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆภายในความสัมพันธ์ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าความฝันและความต้องการที่พวกเขาเคยมี (ก่อนที่จะมาคบกับแฟน) กำลังเลือนหายลงเรื่อยๆ
.
มันเหมือนกับว่า พอพวกเขาได้เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์นี้ “แสงสว่าง” ในตัวพวกเขาก็ค่อยๆริบหรี่ลงเรื่อยๆๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองไม่เหลือ “แสงสว่าง” ในตัวอีกต่อไป
.
แน่นอนครับว่า คงไม่มีใครที่อยากเห็นตัวเองเป็นแบบนี้
.
ฉะนั้น การคอยหมั่นจับตาดู “สัญญาณเตือนภัย” ที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์เป็นระยะๆจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้เราไหวตัวได้ทัน ก่อนที่ “แสงสว่าง” ในตัวเราจะดับมืดลงอย่างรุนแรง
.
ต่อไปคือตัวอย่างของ “สัญญาณเตือนภัย” ที่เราควรจะต้องให้ความสนใจครับ
.
# 1 แฟน “ชี้นิ้วสั่ง” ว่าเราควรจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆอย่างไรบ้าง (เช่น เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องโอกาสในการทำงาน) แทนที่จะเป็นการพูดคุยแบบ “ปรึกษาหารือร่วมกัน”
.
# 2 แฟนมีการ “ชักใย” ให้เราสงสัยในประสบการณ์ของตัวเราเอง (เช่น เราเห็นว่าแฟนส่งข้อความสไตล์ “หยอดขนมจีบ” ใส่แฟนเก่าของแฟน แต่พอเราหยิบเรื่องนี้มาคุยกับแฟน แฟนก็บอกเราว่า “เธอมองผิดแล้ว ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลย!”)
.
# 3 แฟนใช้ความรู้สึกผิดเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวให้เราทำในสิ่งที่แฟนต้องการ (เช่น เราติดงานด่วนกับหัวหน้า ทำให้เราไม่สามารถขับรถไปรับแฟนได้เร็วตามที่ได้รับปากกับแฟนไว้ก่อนหน้านี้ แฟนเลยพูดในลักษณะประชดประชันกับเราว่า “ใช่สิ! ก็ฉันมันไม่มีค่ากับเธอนี่!”)
.
# 4 แฟนใช้คำพูดดูถูกถากถางความสามารถ ความฉลาด หรือความฝันของเรา (เช่น “เธอแน่ใจนะว่าเธอมีสมองมากพอที่จะเรียนต่อปริญญาโทได้”)
.
# 5 แฟนพยายามขัดขวางเวลาที่เราอยากจะติดต่อกับเพื่อนหรือครอบครัวของเรา
.
แน่นอนครับว่า “สัญญาณเตือนภัย” ข้างต้นอาจจะยังไม่สามารถฟันธงได้ (ด้วยตัวมันเอง) ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ “กลิ่นไม่ดี” ชัวร์ๆ 100%
.
อย่างไรก็ตาม หากความสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย “สัญญาณเตือนภัย” ข้างต้น อย่างน้อยที่สุด เราก็อาจต้องพิจารณาการ “เหยียบเบรก” ความสัมพันธ์ไม่ให้ขยับไปข้างหน้ามากกว่านี้บ้างแล้วแหละครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/pspi0000048
https://doi.org/10.1177/0146167207304790
LINGUISTIC PORTRAYAL OF GASLIGHTING IN INTERPERSONAL RELATIONSHIPS:
| Armenian Folia Anglistika
หลายคนถือคติในการใช้ชีวิตว่า “มั่นใจมากๆไว้ก่อน”
.
เพราะพวกเขาเชื่อว่า การที่พวกเขามีความมั่นใจสูงๆไว้ก่อนนั้นจะช่วยให้พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำสิ่งต่างๆมากขึ้น ส่งผลให้สิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นตามลำดับ
.
ยกตัวอย่างเช่น หากพวกเขากำลังจะสอบภาษาอังกฤษ IELTS และพวกเขารู้สึกมั่นใจสุดๆว่า “ฉันต้องทำคะแนนได้ในระดับ 9.0 ชัวร์ๆ!” มันอาจจะทำให้พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเตรียมตัวสอบหนักมาก ส่งผลให้พวกเขาสามารถสอบ IELTS จนได้คะแนน 9.0 ขึ้นมาจริงๆ เป็นต้น
.
และแน่นอนครับว่า หากเรากวาดสายตามองดูรอบๆ เราก็จะเห็นตัวอย่างจำนวนมากของหลายคนที่ถือคติ “มั่นใจมากๆไว้ก่อน” นี้และประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น
.
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่ง (เช่น Joachim I. Krueger และ Patrick R. Heck) ตั้งคำถามว่า “จริงอยู่ว่าเราเห็นตัวอย่างจำนวนมากของคนที่ถือคตินี้และประสบความสำเร็จ แล้วคนที่ถือคตินี้และไม่ได้ประสบความสำเร็จล่ะ? คนกลุ่มหลังนี้มีอยู่ไหม? คนกลุ่มหลังนี้มีอยู่กี่คน? คนกลุ่มหลังนี้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคนกลุ่มแรก?”
.
สิ่งที่นักจิตวิทยากลุ่มนี้ค้นพบก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว มีคนจำนวนไม่น้อยเลยครับที่ยึดถือคตินี้และล้มเหลว (อันที่จริง กลุ่มคนนี้มีจำนวนเยอะกว่ากลุ่มคนที่สำเร็จด้วยซ้ำ)
.
เพราะบ่อยครั้ง เวลาที่เรามีความมั่นใจสูงลิ่ว (เช่น “ฉันมั่นใจว่าจะสอบภาษาอังกฤษ IELTS และทำคะแนนได้ 9.0 แน่นอน!”) มันอาจทำให้เราประมาทและทุ่มเทแรงกายแรงใจน้อยลง ส่งผลให้โอกาสที่เราจะล้มเหลวเพิ่มขึ้นตามลำดับ
.
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มคนที่ล้มเหลวจะมีอยู่ไม่น้อย แต่เรามักจะไม่ค่อยได้ยินประสบการณ์ของคนกลุ่มนี้เพราะพวกเขาไม่ค่อยได้ออกมาพูด (หรือไม่ค่อยได้มีโอกาสมาพูด) ถึงประสบการณ์ของตัวเองเท่าไหร่นัก (ต่างจากกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จที่มักจะ “เสียงดัง” มากกว่า)
.
การที่กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ “เสียงดัง” มากกว่านี้จึงอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการยึดถือคติ “มั่นใจมากๆไว้ก่อน” ถือเป็น “กลยุทธ์” ที่ดีที่สุดได้
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว “กลยุทธ์” ที่ดีที่สุดไม่ใช่การ “มั่นใจมากๆไว้ก่อน” (หรือแม้กระทั่งการ “มั่นใจน้อยๆไว้ก่อน”)
.
ในความเป็นจริงแล้ว “กลยุทธ์” ที่ดีที่สุดคือการมีความมั่นใจในระดับที่สอดคล้องกับความสามารถของเราที่แท้จริง เพราะนอกจากมันจะช่วยป้องกันไม่ให้เราประมาท (ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเรามีความมั่นใจสูงเกินจริงได้) มันยังช่วยป้องกันไม่ให้เราเสียโอกาส (ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเรามีความมั่นใจต่ำเกินจริงได้) อีกด้วยครับ
.
อ้างอิง
Vyse, S. (2022). The uses of delusion: Why it’s not always rational to be rational. Oxford University Press.
Moore, D. A. (2020). Perfectly confident: How to calibrate your decisions wisely. HarperCollins.
https://doi.org/10.5406/amerjpsyc.134.1.0114
https://econpapers.repec.org/scripts/redir.pf?u=https%3A%2F%2Fdoi.org%2F10.1016%252Fj.euroecorev.2019.103302;h=repec:eee:eecrev:v:120:y:2019:i:c:s0014292119301540
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่สาวๆหลายคนเจอหน้ากัน สิ่งหนึ่งที่พวกเธอมักจะหยิบมาพูดคุย small talk กันอยู่บ่อยๆคือการพูดถึงรูปร่างของตัวเองแบบ “ติดลบ”
.
ยกตัวอย่างเช่น “ช่วงนี้ฉันรู้สึกตัวเองอ้วนจัง” “เมื่อวานฉันกินขนมไปตั้งเยอะแหน่ะ” “ฉันว่าฉันต้องคุมน้ำหนักตัวเองจริงๆจังๆแล้วแหละ” เป็นต้น
.
สำหรับสาวๆจำนวนมาก พวกเธอมองว่าการพูดถึงรูปร่างของตัวเองแบบ “ติดลบ” คือหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเธอ connect กับเพื่อนสาวได้มากขึ้น
.
นี่จึงทำให้สาวๆจำนวนมากเลือกที่จะหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย small talk (แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้รู้สึกแย่กับรูปร่างตัวเองเหมือนกับที่พูดขนาดนั้นก็ตาม)
.
อย่างไรก็ตาม หากเราพูดถึงรูปร่างตัวเองแบบ “ติดลบ” บ่อยๆเข้า (ต่อให้มันจะเป็นการพูดในลักษณะที่ “แค่พูดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น” ก็ตาม) มันยากมากเลยครับที่คำพูดเหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อความคิด ความเชื่อ และความรู้สึกของเราในเวลาต่อมา
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เราให้คุณค่า ให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับการมีรูปร่างที่ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคม (ซึ่ง “ดูดี” ที่ว่านี้อาจจะไม่ได้ “สุขภาพดี” เสมอไป) มากขึ้น
คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความรู้สึกผิดให้ก่อตัวขึ้นมาในใจเรามากขึ้น (ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย)
คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เรารู้สึกอับอายเมื่อรูปร่างของเราไม่ได้ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคม
.
เป็นต้น
.
นอกเหนือจากผลกระทบที่มีต่อตัวเราแล้ว คำพูดของเรา (ที่พูดถึงรูปร่างของเราแบบ “ติดลบ”) ยังสามารถส่งผลต่อคู่สนทนาของเราได้อีกด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คู่สนทนาให้คุณค่า ให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับการมีรูปร่างที่ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคมมากขึ้น
คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความรู้สึกผิดให้ก่อตัวขึ้นมาในใจคู่สนทนามากขึ้น (ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย)
คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คู่สนนารู้สึกอับอายเมื่อรูปร่างของตัวเองไม่ได้ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคม
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า หากเป็นไปได้ เราหลีกเลี่ยงการ small talk ด้วยการพูดถึงรูปร่างตัวเองแบบ “ติดลบ” ดีกว่าครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.bodyim.2020.11.006
https://doi.org/10.1080/10640266.2016.1255106
https://doi.org/10.1016/j.bodyim.2019.03.009
https://doi.org/10.1016/j.bodyim.2015.09.003
https://doi.org/10.1016/j.appet.2018.04.003

Crossref
Choose from multiple link options via Crossref