Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image เวลาที่สาวๆหลายคนเจอหน้ากัน สิ่งหนึ่งที่พวกเธอมักจะหยิบมาพูดคุย small talk กันอยู่บ่อยๆคือการพูดถึงรูปร่างของตัวเองแบบ “ติดลบ” . ยกตัวอย่างเช่น “ช่วงนี้ฉันรู้สึกตัวเองอ้วนจัง” “เมื่อวานฉันกินขนมไปตั้งเยอะแหน่ะ” “ฉันว่าฉันต้องคุมน้ำหนักตัวเองจริงๆจังๆแล้วแหละ” เป็นต้น . สำหรับสาวๆจำนวนมาก พวกเธอมองว่าการพูดถึงรูปร่างของตัวเองแบบ “ติดลบ” คือหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้พวกเธอ connect กับเพื่อนสาวได้มากขึ้น . นี่จึงทำให้สาวๆจำนวนมากเลือกที่จะหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย small talk (แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้รู้สึกแย่กับรูปร่างตัวเองเหมือนกับที่พูดขนาดนั้นก็ตาม) . อย่างไรก็ตาม หากเราพูดถึงรูปร่างตัวเองแบบ “ติดลบ” บ่อยๆเข้า (ต่อให้มันจะเป็นการพูดในลักษณะที่ “แค่พูดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น” ก็ตาม) มันยากมากเลยครับที่คำพูดเหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อความคิด ความเชื่อ และความรู้สึกของเราในเวลาต่อมา . ยกตัวอย่างเช่น . คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เราให้คุณค่า ให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับการมีรูปร่างที่ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคม (ซึ่ง “ดูดี” ที่ว่านี้อาจจะไม่ได้ “สุขภาพดี” เสมอไป) มากขึ้น คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความรู้สึกผิดให้ก่อตัวขึ้นมาในใจเรามากขึ้น (ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย) คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เรารู้สึกอับอายเมื่อรูปร่างของเราไม่ได้ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคม . เป็นต้น . นอกเหนือจากผลกระทบที่มีต่อตัวเราแล้ว คำพูดของเรา (ที่พูดถึงรูปร่างของเราแบบ “ติดลบ”) ยังสามารถส่งผลต่อคู่สนทนาของเราได้อีกด้วย . ยกตัวอย่างเช่น . คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คู่สนทนาให้คุณค่า ให้น้ำหนัก ให้ความสำคัญกับการมีรูปร่างที่ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคมมากขึ้น คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะสร้างความรู้สึกผิดให้ก่อตัวขึ้นมาในใจคู่สนทนามากขึ้น (ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย) คำพูดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คู่สนนารู้สึกอับอายเมื่อรูปร่างของตัวเองไม่ได้ “ดูดี” ตามมาตรฐานสังคม . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า หากเป็นไปได้ เราหลีกเลี่ยงการ small talk ด้วยการพูดถึงรูปร่างตัวเองแบบ “ติดลบ” ดีกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.bodyim.2020.11.006 https://doi.org/10.1080/10640266.2016.1255106 https://doi.org/10.1016/j.bodyim.2019.03.009 https://doi.org/10.1016/j.bodyim.2015.09.003 https://doi.org/10.1016/j.appet.2018.04.003 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรามีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล “ทางออก” ที่หลายคนมักจะนึกถึงคือการพูดคุยกับนักจิตวิทยา และการทานยาที่ได้รับจากคุณหมอจิตแพทย์ . อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลไม่ได้รุนแรงมาก หลายคนจะรู้สึกว่า “ทางออก” ในข้างต้นดูจะใช้เวลา พลังงาน และทรัพยากรมากไปเสียหน่อย . มันทำให้พวกเขาเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า นอกเหนือจากการพาตัวเองไปเจอกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์แล้ว มี “ทางออก” อื่นที่พวกเขาสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองบ้างไหม . มีครับ! . วันนี้ ผมอยากจะนำเสนอ “ทางออก” หนึ่งที่ทำได้ง่ายสุดๆเลยครับ - ง่ายถึงขนาดที่เราสามารถทำได้ภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที แถมมันยังเป็น “ทางออก” ที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงเยอะอีกด้วย . “ทางออก” ที่ว่านี้คือการดื่มน้ำ (ตลอดทั้งวัน) ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้วครับ! (ถ้าเราทานข้าววันละ 3 มื้อ ก็เท่ากับว่า เราดื่มน้ำมื้อละประมาณ 2 แก้ว) . หรือถ้าเราจะดื่มน้ำมากกว่าวันละ 5 แก้ว (เช่น วันละ 10 แก้ว วันละ 15 แก้ว) ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ครับ . ทำไมการดื่มน้ำถึงช่วยเรา (ในด้านสุขภาพจิต) ได้? . ก็เพราะว่าน้ำคือส่วนสำคัญในกระบวนการสร้าง serotonin (ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของเรา) . ฉะนั้น หากเราดื่มน้ำน้อย สมองของเราก็จะสร้าง serotonin ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เรามีแนวโน้มที่จะ “อารมณ์ไม่ดี” มากขึ้นได้นั่นเอง . ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่อ่านบทความนี้จบลงแล้ว ผมขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านเดินไปหยิบน้ำมาดื่มอีกสักแก้วนะครับ! . อ้างอิง https://doi.org/10.5498/wjp.v8.i3.88 https://doi.org/10.3390/nu16010118 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนชอบที่จะตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองในเรื่องต่างๆ (เช่น “ฉันจะต้องลดน้ำหนักให้เหลือ 60 กิโลกรัมให้ได้ภายในสิ้นปีนี้” “ฉันต้องการจะทำคะแนน IELTS ให้อยู่ที่ระดับ 6.0 ในการสอบครั้งถัดไป” “ฉันจะต้องได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการสาขาให้ได้ภายใน 2 ปี”) . พวกเขาชอบความรู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ . แต่ปัญหาหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ก็คือ เมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งที่พวกเขาเคยให้ความสำคัญ (และหยิบมาตั้งเป็นเป้าหมาย) อาจจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญอีกต่อไป . ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะเคยให้ความสำคัญกับการมี 6 packs แต่ตอนนี้เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันอีกแล้ว เราอาจจะเคยให้ความสำคัญกับการเป็นผู้บริหาร แต่ตอนนี้ เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันอีกแล้ว เราอาจจะเคยให้ความสำคัญกับการเรียนต่อปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ตอนนี้ เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันอีกแล้ว เป็นต้น . แต่ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังคงพยายามเดินหน้าที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้อยู่ดี! . เพราะต่อให้พวกเขาจะรับรู้ได้ว่า พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายดังกล่าวแล้วในวันนี้ แต่หากพวกเขาละทิ้งเป้าหมายดังกล่าว มันจะให้ความรู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลัง “ล้มเหลว” . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความกลัวที่จะ “ล้มเหลว” ทำให้พวกเขายอมถูกการตัดสินใจของตัวเองในอดีต “มัดมือชก” พวกเขาในปัจจุบัน . แต่ถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่ง การที่พวกเขายังคงดั้งด้นทำตามเป้าหมายที่ไม่ได้ตอบโจทย์พวกเขาอีกต่อไปแล้วนั้น มันก็ดูเหมือนเป็นการ “ล้มเหลว” อีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน! . ดังนั้น ไหนๆพวกเขาก็ต้อง “ล้มเหลว” อยู่แล้ว ผมมองว่าการ “ล้มเหลว” ในลักษณะที่ตอบโจทย์พวกเขาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการ “ล้มเหลว” ในลักษณะที่ไม่ได้ตอบโจทย์พวกเขาครับ #จิตวิทยา #siamstr
image Elton John (นักร้องชื่อดัง) บอกว่าการกล่าวคำขอโทษไม่ใช่เรื่องง่าย . อย่างไรก็ตาม Amanda Ann Gregory (นักจิตวิทยาผู้เขียนหนังสือ You Don’t Need to Forgive) นำเสนอว่า สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการกล่าวคำขอโทษคือการกล่าวขอโทษให้ “มีคุณภาพ” . เพราะถ้าคำขอโทษของเรา “ไม่มีคุณภาพ” (เช่น กล่าวคำขอโทษแบบส่งๆ) แทนที่การกล่าวคำขอโทษจะช่วย “ซ่อมแซม” ความสัมพันธ์ที่สึกหรอให้เริ่มต้นฟื้นคืนกลับได้ มันอาจจะยิ่งสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ . แต่ทีนี้ คำขอโทษที่ “ไม่มีคุณภาพ” นั้น มันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรบ้าง? Gregory มีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 ไม่ระบุให้ละเอียดและชัดเจนว่าเรากำลังขอโทษในเรื่องอะไร . ยกตัวอย่างเช่น . ถ้าเราพูดเพียงแค่ “ฉันขอโทษนะ” อีกฝ่ายอาจจะไม่รู้ว่าเรากำลังขอโทษเรื่องอะไรอยู่ หรืออาจจะไม่สามารถสัมผัสได้ว่าเราจริงใจกับคำขอโทษของเรา . แต่ถ้าเราพูดว่า “ฉันสัญญาว่าจะมาเจอเธอตอนเที่ยงวันนี้ แต่ฉันมาสายเป็นชั่วโมง ฉันขอโทษจริงๆนะ” นอกจากอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าเรากำลังขอโทษเรื่องอะไรแล้ว อีกฝ่ายจะยังมีแนวโน้มที่จะสัมผัสถึงความจริงใจของเราได้ในคำขอโทษอีกด้วย . เป็นต้น . # 2 มีการบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ . การบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบที่ว่านี้ก็เช่น “ฉันขอโทษนะที่มาสาย แต่ถ้าเธอส่งข้อความมาเตือนฉันอย่างที่เราตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ฉันก็คงออกเดินทางเร็วกว่านี้ และก็คงไม่สายแบบนี้หรอกนะ” . จากตัวอย่างในข้างต้น แม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะ “บกพร่อง” ในส่วนของเขาจริงๆ (เช่น ลืมส่งข้อความมาเตือนตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้) แต่นั่นคือส่วนที่เราไม่ควรหยิบมาปนเวลาที่เรากำลังกล่าวคำขอโทษ เพราะมันอาจจะทำให้อีกฝ่ายมองว่าเราไม่ยอมที่จะ “ยืดอกรับความผิด” ระหว่างที่กำลังขอโทษ (ซึ่งอาจส่งผลให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น แทนที่จะลดความรุนแรงลง) . หากเราต้องการที่จะพูดคุยในส่วนที่อีกฝ่าย “บกพร่อง” จริงๆ เราน่าจะหยิบมาพูดคุยหลังจากที่เรากล่าวคำขอโทษเสร็จแล้วมากกว่าครับ . # 3 มีการพูดแก้ต่างให้ตัวเอง . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันขอโทษนะที่มาสาย ช่วงนี้ฉันงานยุ่งมากๆเลย แถมโรคภูมิแพ้ของฉันก็มากำเริบหนักหลังๆนี้ด้วย มันเลยทำให้ฉันมาสายน่ะ ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจฉันในจุดนี้นะ” เป็นต้น . จริงๆแล้ว การพูดแก้ต่างให้ตัวเองหรือการพูดอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ในชีวิตของเรา มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือไม่เหมาะสมด้วยตัวมันเองเสียทีเดียวนะครับ . แต่ถ้าจะให้ดี เราควรทำสิ่งเหล่านี้หลังจากที่เรากล่าวคำขอโทษไปเรียบร้อยแล้วดีกว่าครับ ไม่เช่นนั้น อีกฝ่ายก็มีแนวโน้มที่จะมองว่าเราไม่ยอม “ยืดอกรับความผิด” ซึ่งอาจส่งผลให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น แทนที่จะลดความรุนแรงลงครับ (เหมือนอย่างกรณีข้อ # 2 ในข้างต้น) . # 4 ไม่มีการแสดงออกว่าเรานึกถึงใจเขา . ระหว่างการพูดว่า “ฉันสัญญาว่าจะมาเจอเธอตอนเที่ยงวันนี้ แต่ฉันมาสายเป็นชั่วโมง ฉันขอโทษจริงๆนะ” กับการพูดว่า “ฉันสัญญาว่าจะมาเจอเธอตอนเที่ยงวันนี้ แต่ฉันมาสายเป็นชั่วโมง เธอคงจะผิดหวังและหงุดหงิดกับฉันในจุดนี้ไม่น้อยเลย ฉันขอโทษจริงๆนะ” . การพูดขอโทษแบบกรณีหลังเป็นการแสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่า เรามีความเข้าใจดีว่าการกระทำของเรามันส่งผลกระทบแย่ๆกับเขาอย่างไรบ้าง . การพูดขอโทษแบบกรณีหลังแสดงให้อีกฝ่ายเห็นถึงความ “ใจเขาใจเรา” รวมถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งท่าทีเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้อีกฝ่ายเปิดใจหรือใจอ่อนกับเรามากขึ้นได้ . # 5 มีการคาดคั้นหรือหว่านล้อมให้อีกฝ่ายให้อภัย . ยกตัวอย่างเช่น การพูดว่า “เธอต้องให้อภัยฉันนะ” “เธอมองข้ามเรื่องนี้ไปเถอะนะ เธอจะได้สบายใจด้วยไง” เป็นต้น . เวลาที่เราพูดขอโทษใครสักคนและเราใช้คำพูด “บีบ” ให้เขาให้อภัยเรานั้น มันทำให้การขอโทษครั้งนี้ดูเป็นเรื่องที่ “เห็นแก่เรา” มากกว่า “เห็นแก่เขา” (ซึ่งมันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้อีกฝ่ายยิ่งรู้สึกไม่พอใจและไม่อยากให้อภัยเข้าไปใหญ่) . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านในวันหน้าที่ท่านผู้อ่านกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการจะกล่าวคำขอโทษกับใครสักคนนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในคำถามที่ผมถูกถามบ่อยที่สุดก็คือ “หลังจากที่เลิกกับแฟนแล้ว เราต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะทำใจได้แบบ 100%?” . มันเป็นคำถามที่ผู้ถามมักจะมีคำตอบในใจอยู่แล้ว (เช่น “6 เดือนก็น่าจะพอที่จะทำใจได้แล้วนะ” “ถ้า 1 ปีแล้วยังทำใจไม่ได้ก็ถือว่านานเกินไปมากๆแล้ว” เป็นต้น) . คำตอบที่พวกเขามีอยู่ในใจนั้น อาจจะอ้างอิงจากประสบการณ์ของคนที่พวกเขารู้จัก . แต่ถ้าเราจะอ้างอิงจากการศึกษาหรืองานวิจัยล่ะ? . ผลการศึกษาล่าสุด (ซึ่งเก็บข้อมูลจากคนจำนวน 328 คน โดยที่พวกเขาคบกับแฟนเก่าเป็นระยะเวลาเฉลี่ย 4.6 ปี) ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2025 พบว่า หลังจากที่เราเลิกกับแฟนเก่าไปได้ 4.18 ปี (นี่คือตัวเลขเฉลี่ย) ความรู้สึกที่เรามีกับแฟนเก่าจะ “คงค้าง” เหลืออยู่ราวๆครึ่งหนึ่ง . นั่นหมายความว่า หากเราไม่ต้องการให้มีความรู้สึก “คงค้าง” เหลืออยู่เลย เราอาจจะต้องให้เวลานานถึง 8 ปี (โดยเฉลี่ย) เลยทีเดียว! . หรือถ้าจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ เราคบกับแฟนเก่าเรามานานเท่าไหร่ (เช่น 4 ปี) เราก็อาจจะต้องใช้เวลานานราวๆ 2 เท่า (เช่น 8 ปี) จึงจะไม่เหลือความรู้สึกค้างคาอยู่ในใจนั่นเอง! . อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้ท่านผู้อ่านจริงจังกับตัวเลขที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้มากเกินไปนัก เพราะมันเป็นเพียงแค่ค่าเฉลี่ยเท่านั้น . ยิ่งไปกว่านั้น หากเราหยิบเอาข้อมูลของ 328 คนในการศึกษานี้มามองดูในรายละเอียด เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ระยะเวลาในการทำใจของแต่ละคนมีความแตกต่างกันสูงมากๆเลยครับ . ใช่ครับ “ค่ากลาง” หรือ “ค่าเฉลี่ย” อาจจะอยู่ที่ 8 ปี แต่หากเราไล่ดูไปทีละคนๆๆ เราจะพบว่าหลายคนใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน (หรือไม่กี่สัปดาห์) ก็สามารถเคลียร์ใจจนไม่เหลือความรู้สึกค้างคาได้แล้ว . ในทางกลับกัน สำหรับหลายๆคน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี (หรืออาจจะถึงขั้นเป็นสิบปี) ความรู้สึกในใจพวกเขาก็ไม่ได้จางลงเลยแม้แต่น้อย . แต่ก็แน่นอนครับ ต่อให้ผมจะพิมพ์แบบนี้ หลายคนก็จะยังคงยืนกรานที่จะอยากรู้ตัวเลขระยะเวลาเป๊ะๆเพื่อเอามาใช้เป็น “บรรทัดฐาน” อยู่ดี . ซึ่งในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่น่าจะใกล้เคียงกับ “บรรทัดฐาน” มากที่สุดก็คงจะช่วงระยะเวลา 4-8 ปีครับผม . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/19485506251323624 #จิตวิทยา #siamstr
image หากเราย้อนเวลากลับไปสัก 30-40 ปีก่อน เรื่องเซ็กส์ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบมาพูดถึงน้อยมาก . ยิ่งถ้าพูดถึงการมีเซ็กส์กับคนที่เราไม่ได้คบเป็นแฟนด้วยล่ะก็ ยิ่งเป็นสิ่งที่หายากเข้าไปใหญ่ . อย่างไรก็ตาม โลกยุคปัจจุบันไม่เหมือนกับโลกในอดีต . ทุกวันนี้ เรามีสิ่งที่เรียกว่า Hookup Culture (หรือวัฒนธรรมของการมีเซ็กส์กับคนที่เราไม่ได้คบจริงๆจังๆด้วย…อย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบ one-night stand) ที่แพร่หลายมากขึ้นในโลกตะวันตก (รวมถึงในประเทศไทยเรา) . …สังเกตเห็นได้จากช่องทางการติดต่อเพื่อ Hookup (เช่น dating app, openchat) ที่แพร่หลายมากขึ้น . นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจในต่างประเทศที่พบว่า มากกว่า 70% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเคยมีประสบการณ์ Hookup มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้งอีกด้วย (ส่วนการสำรวจในประเทศไทยนั้น ผมยังไม่มีข้อมูลเหมือนกันครับ แต่ผมเดาว่าตัวเลขก็คงไม่ได้น้อยไปกว่านี้สักเท่าไหร่นัก) . แน่นอนครับ ถ้ามองในแง่หนึ่ง ตราบใดที่การมีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นภายใต้การยินยอมของทุกฝ่าย (ที่บรรลุนิติภาวะ) ต่อให้ผลสำรวจในข้างต้นจะมีตัวเลขกี่ % มันก็ไม่เป็นปัญหาทั้งสิ้น . แต่หากมองในอีกแง่หนึ่ง Hookup Culture ก็สามารถสร้างปัญหาได้เช่นกัน เพราะผลการศึกษาในอดีตพบว่า การมีเซ็กส์กับคนที่เราไม่ได้คบจริงๆจังๆด้วย มักจะทำให้เรารู้สึกแย่ในภายหลังอย่างชัดเจน (เช่น “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะไม่เลือกที่จะมีเซ็กส์กับคนๆนี้” “ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เซ็กส์ทอยของคู่นอนฉันเท่านั้น”) . นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า การเข้ามามีส่วนร่วมใน Hookup Culture เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่เต็มใจอีกด้วย . หลายคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ (โดยเฉพาะคนที่มีลูกสาวและ/หรือหลานสาว) อาจจะรู้สึกกังวลใจและอยากจะปกป้องสมาชิกในครอบครัวจากผลกระทบทางลบของ Hookup Culture นี้ . และหนึ่งในหนทางที่ผู้ใหญ่หลายคนใช้ในการปกป้องสมาชิกครอบครัวคือการ “คุมเข้ม” ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของลูกหลาน (เช่น ห้ามลูกหรือหลานมีแฟนโดยเด็ดขาด) ตั้งแต่ก่อนที่ลูกหลานจะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย . แต่ข่าวร้ายก็คือ การแก้ปัญหาด้วยการ “คุมเข้ม” นั้น นอกจากมันจะ “ไม่ได้ผล” แล้ว มันยังมีแนวโน้มที่จะให้ “ผลร้าย” อีกด้วย! . เพราะผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ถูกทางบ้านเลี้ยงดูสไตล์ “คุมเข้ม” มีแนวโน้มที่จะพาตัวเองเข้ามา Hookup มากกว่า เมื่อเทียบกับนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ถูกทางบ้านเลี้ยงดูแบบ “คุมเข้ม” . ทำไมผลการศึกษาถึงออกมาเช่นนี้? เพราะนักศึกษาที่ถูก “คุมเข้ม” มาโดยตลอด มักจะมีประสบการณ์ในเรื่องความรักความสัมพันธ์น้อย (หรือไม่มีเลย) ส่งผลให้พวกเขาไม่ค่อยได้มีโอกาส “ฝึกฝน” หรือ “เรียนรู้” ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องความรักความสัมพันธ์มากนัก . ด้วยเหตุนี้ พอนักศึกษากลุ่มนี้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรักความสัมพันธ์ในรั้วมหาวิทยาลัย (ซึ่งสายตาของผู้ใหญ่ในครอบครัวไม่สามารถสอดส่องมาดูได้แบบทุกซอกทุกมุม) การตัดสินใจในเรื่องความรักความสัมพันธ์ของพวกเขาจึง “ด้อยประสิทธิภาพ” กว่า (เมื่อเทียบกับนักศึกษาที่ไม่ได้ถูก “คุมเข้ม” มาโดยตลอด) นั่นเองครับ . สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะนำเสนอว่า ผู้ใหญ่ควรจะ “ปล่อยฟรี” ลูกหลานในเรื่องความรักความสัมพันธ์นะครับ (แม้ว่าผมจะนำเสนอว่า การ “คุมเข้ม” จะไม่ใช่ทางออกที่ดีก็ตาม) . เพราะผมเชื่อว่ามันมีทางออกที่อยู่ “ตรงกลาง” ระหว่างการ “ปล่อยฟรี” ลูกหลานในเรื่องความรักความสัมพันธ์กับการ “คุมเข้ม” ลูกหลานในเรื่องความรักความสัมพันธ์ . มันไม่ใช่การห้ามไม่ให้ลูกหลานมีแฟนหรือคนคุยหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันคือการเปิดโอกาสให้ลูกหลานได้ลองสัมผัสกับประสบการณ์ความสัมพันธ์ โดยที่ผู้ใหญ่คอยจับตามองดู (รวมถึงคอยไกด์) เยอะหน่อยในช่วงแรกๆ และหากลูกหลานดูจะรับมือกับเรื่องนี้ได้ดีขึ้น ผู้ใหญ่ก็จะค่อยๆ “ปล่อยบังเหียน” ให้ลูกหลานเดินหน้าต่อด้วยตัวเองทีละนิดๆๆ . ผมมองว่าทางออกในลักษณะนี้จะส่งผลดีกับตัวลูกหลานในรั้วมหาวิทยาลัยได้มากกว่า เมื่อเทียบกรณีที่ผู้ใหญ่พยายาม “คุมเข้ม” ลูกหลานในทุกๆฝีก้าวอย่างชัดเจนมากๆเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1007/s12119-020-09786-6 https://www.apa.org/monitor/2013/02/ce-corner https://doi.org/10.1080/00224499.2014.910745 https://doi.org/10.1080/00224499.2019.1667946 https://doi.org/10.1080/00224499.2013.848255 https://doi.org/10.1080/00224499.2016.1255874 https://doi.org/10.1177/21676968251322205 #จิตวิทยา #siamstr
image คู่รักหลายคู่ไม่ได้เลิกกันเพราะพวกเขามีความขัดแย้งที่ชัดเจน ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถไปกันต่อได้ . สำหรับคู่รักจำนวนไม่น้อย ความสัมพันธ์ของพวกเขาดำเนินมาเรื่อยๆอย่างราบเรียบ จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าพวกเขาไม่ได้รักกันแล้ว . ในกรณีของคู่รักกลุ่มหลังนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? . สิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยๆในกรณีของคู่รักกลุ่มหลังนี้คือการที่คู่รักใส่ใจกันและกันน้อยลง . …สังเกตได้จากบทสนทนาระหว่างพวกเขาที่เต็มไปด้วยเรื่อง “ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ” ในชีวิต (เช่น วันนี้จะต้องไปรับลูกกี่โมง จ่ายค่าน้ำค่าไฟแล้วหรือยัง) หรือกิจกรรมที่พวกเขาทำร่วมกัน (เช่น การไปเที่ยว การกอด หรือแม้กระทั่งการมีเซ็กส์) ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็น “งาน routine” . ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ “ระยะห่าง” ในความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักกว้างขึ้นเรื่อยๆๆ…จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาก็อยู่ในจุดที่ห่างกันมากเกินกว่าที่จะ “ต่อกันติด” ได้อีก . วันนั้นเองครับ…คือวันที่พวกเขาเลิกกัน . มันเหมือนกับที่ Rollo May (นักจิตวิทยาชื่อดัง) เคยกล่าวไว้เลยครับว่า “Hate is not the opposite of love; apathy is.” (สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรักไม่ใช่ความเกลียดชัด แต่มันคือความเฉยชาไม่ยินดียินร้ายอะไร) . นี่ไม่ใช่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคู่รักที่เพิ่งเริ่มต้นคบกัน เพราะในช่วงแรกๆของความรักความสัมพันธ์ คู่รักยังรู้จักกันไม่มาก พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะใส่ใจกันและกันมาก (เพื่อที่จะทำความรู้จักกัน) . แต่สำหรับคู่รักที่คบกันมาสักระยะหนึ่งแล้ว พวกเขามีแนวโน้มที่จะฟันธงว่า “ฉันรู้จักแฟนของฉันดีแล้ว” ส่งผลให้ความต้องการที่อยากจะทำความรู้จักแฟนตัวเองลดน้อยลง (และทำให้ความใส่ใจในกันและกันลดน้อยลงมาเช่นกัน) . ยิ่งไปกว่านั้น พอคู่รักคบกันไปได้สักระยะและเริ่มต้น commit กันมากขึ้น (เช่น แต่งงานมีลูกด้วยกัน) ชีวิตของพวกเขาจะมี “ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ” งอกขึ้นมาอีกเป็นกระบุง (เช่น ต้องดูแลลูก ต้องบริหารเงินของครอบครัว) ส่งผลให้เรื่อง “ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ” เหล่านี้เข้ามาแทรกจนคู่รักไม่มีเวลามาใส่ใจกันและกันได้มากเท่ากับเมื่อก่อน . นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Jordan Peterson (นักจิตวิทยาชื่อดัง) มักจะให้คำแนะนำกับคู่รักว่า การมี date night (หรือการล็อกเวลาให้คู่รักได้ใช้ “เวลาคุณภาพ” ร่วมกันในฐานะคู่รักอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องสนใจถึงเรื่องอื่นๆในชีวิต) อย่างสม่ำเสมอคือสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” หากคู่รักไม่ต้องการให้ความรักความสัมพันธ์ของพวกเขาเหี่ยวเฉาครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนพบว่า ไม่ว่าพวกเขาจะมีแฟนกี่คน พวกเขาล้วนแต่จะเจอแฟนที่ปฏิบัติกับพวกเขาแย่ๆทั้งนั้น . ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดดูถูกต่อว่าเหยียดหยาม การวางท่าทีเมินเฉยราวกับว่าพวกเขาเป็น “อากาศธาตุ” เวลาที่พวกเขาอยากพูดคุยด้วย การนอกใจ การทำร้ายร่างกาย ฯลฯ . พวกเขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยอยู่ในใจว่า “ทำไม?” . ทำไมพวกเขาถึงได้เจอแต่ “แฟนห่วยๆ” มาโดยตลอดแบบนี้? . สาเหตุหนึ่งที่สามารถตอบข้อสงสัยนี้ได้ (สำหรับกรณีของหลายๆคน) คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเราเรียกว่า repetition compulsion ครับ . มันคือการที่เราเคยเจอกับความสัมพันธ์ที่แย่มาในอดีต ส่งผลให้เราพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่แย่ๆแบบนั้นในอนาคต (โดยที่เราเองก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว) . ยกตัวอย่างเช่น เราเกิดมาในครอบครัวที่ผู้ใหญ่ในบ้านจะถือคติ “ทำดี = เสมอตัว, ทำชั่ว = โดนด่า” พอเราโตขึ้นและเรามีแฟน แฟนของเราแต่ละคนก็มักจะนิ่งเฉยกับสิ่งดีๆที่เราทำให้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดหรือทำอะไรที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกใจแฟนขึ้นมา แฟนก็จะพร้อมที่จะต่อว่าเราด้วยคำพูดรุนแรงเสมอ เป็นต้น . ท่านผู้อ่านบางส่วนอาจจะสงสัยนะครับว่า ทำไมคนเราถึงมีเจ้า repetition compulsion นี้ด้วย? ในเมื่อความสัมพันธ์แบบนี้มันแย่ เราควรที่จะหลีกเลี่ยงมันไม่ใช่หรือ? ทำไมกลไกการทำงานของจิตใจมนุษย์จึงผลักดันให้เราพาตัวเองไปหาสิ่งที่เรารู้ว่ามันแย่ตั้งแต่แรกอีกเล่า? . นั่นเป็นเพราะว่า การรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราเอาตัวรอดได้ (โดยเฉพาะในสมัยโบราณที่หากเราถูก “เนรเทศ” ออกจากเผ่า มันการันตีได้เลยครับว่าเราจะต้องตายแน่ๆ เพราะโลกในยุคนั้นเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน) . ดังนั้น การที่เรามี repetition compulsion และพาตัวเอง (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) เข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่เลวร้ายเหมือนที่เคยเจออีกครั้งหนึ่งนั้น เป็นเพราะเรามีความหวังลึกๆว่า ครั้งนี้ เราจะได้นำบทเรียนที่เรามีกับความสัมพันธ์ในอดีต (เช่น ความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในบ้าน) มาใช้พัฒนาความสัมพันธ์ในปัจจุบัน (เช่น ความสัมพันธ์กับแฟน) นั่นเอง . อย่างไรก็ตาม หากเราวางท่าทีในความสัมพันธ์ครั้งใหม่ในลักษณะที่ไม่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ในอดีต มันมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันครับว่า ต่อให้ความสัมพันธ์ครั้งใหม่จบลง เราก็จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความสัมพันธ์ลักษณะนี้ในอนาคตอีก (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) . ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เราถูกผู้ใหญ่ในบ้านเลี้ยงดูด้วยคติ “ทำดี = เสมอตัว, ทำชั่ว = โดนด่า” เราเลือกที่จะเงียบเพราะเรากลัวที่จะสื่อสารกับผู้ใหญ่ว่า เราเสียใจและไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น (เพราะเรากลัวว่าผู้ใหญ่จะไม่พอใจและทอดทิ้งเรา) พอเราโตขึ้นมา เราเจอแฟนที่นิ่งเฉยเวลาที่เราทำสิ่งดีๆแต่ต่อว่าด้วยคำพูดรุนแรงทุกครั้งที่เราทำหรือพูดในสิ่งที่แฟนไม่ถูกใจ และเราก็เลือกที่จะเงียบเพราะเรากลัวที่จะพูดกับแฟนว่าเราเสียใจและไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้ (เพราะเรากลัวว่าแฟนจะไม่พอใจและทอดทิ้งเราเช่นกัน) ในกรณีลักษณะนี้ ต่อให้เราจะเลิกกับแฟนคนนี้และคบกับแฟนคนใหม่ มันมีโอกาสอยู่เหมือนกันครับที่เราจะเลือกคบกับแฟนคนใหม่ที่ “เข้าอีหรอบเดิม” เป็นต้น . หากเราต้องการจะเป็นอิสระจาก repetition compulsion สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยเราได้คือการเรียนรู้จากความสัมพันธ์ในอดีตและไม่ทำให้ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” กับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ (เช่น เราเคยนิ่งเงียบเพราะกลัวถูกผู้ใหญ่ทอดทิ้ง แต่ในความสัมพันธ์กับแฟน เราตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้ความกลัวถูกแฟนทอดทิ้งมา “ปิดปาก” เราอีก) . ในมุมหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นมันคล้ายๆกับเวลาที่เรียนหนังสือเลยครับ – หากเรายัง “สอบไม่ผ่าน” เราก็จะต้อง “ซ้ำชั้น” ไปเรื่อยๆๆๆ จนกว่าเราจะ “สอบผ่าน” ในท้ายที่สุดครับ . อ้างอิง Engel, Beverly. (2025). Put Your Past in the Past: Why You May Be Reenacting Your Trauma and How to Stop. Minneapolis, MN: Broadleaf Books. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราพูดถึงภาวะ burnout หลายคนจะนึกถึงภาพของคนที่ทำงานเยอะๆๆๆๆ . อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ประสบกับภาวะ burnout ไม่ได้มีภาระงานที่เยอะท่วมหัว . หลายคนที่ burnout คือคนที่แทบจะไม่มีอะไรทำในแต่ละวันมากกว่า! . เพราะพอพวกเขาไม่มีอะไรทำ พวกเขาจะรู้สึกเบื่อ และเจ้าความเบื่อนี้ก็จะกัดกินใจพวกเขาจนทำให้พวกเขาหมดแรง burnout นั่นเอง! . ใช่ครับ ความเบื่อมันมีพลังได้ถึงขั้นนี้เลยครับ! . เพราะความต้องการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆนั้น มันคือสิ่งที่เป็นความต้องการพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ . ลองสังเกตดูเด็กเล็กๆก็ได้ครับ พวกเขาจะมีความอยากรู้อยากเห็นเต็มไปหมด พวกเขาจะชอบตั้งคำถามเป็นประจำ (ซึ่งหลายครั้ง มันก็เป็นคำถามที่ผู้ใหญ่ “ไปไม่เป็น” อยู่ไม่น้อย) . นี่คือพลังของความต้องการที่ผลักดันให้มนุษย์เราเกิดการพัฒนาจนมีความแตกต่างจากลิงชิมแปนซี นี่คือพลังของความต้องการที่ผลักดันให้ Christopher Columbus ออกเรือไปสำรวจดินแดนใหม่ๆ นี่คือพลังของความต้องการที่ผลักดันให้ทุกวันนี้เรามี internet ใช้จนเป็นเรื่องปกติ . หากชีวิตของเราไม่สามารถตอบสนองกับความต้องการนี้ของเราได้ เราจะรู้สึกไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาเพราะไม่ได้รับการรดน้ำติดต่อกันเป็นเวลานาน . แต่ความท้าทายอย่างหนึ่งก็คือ พอเรารู้สึก “เฉา” มันจะทำให้เราไม่ค่อยมีแรงอยากจะทำอะไร ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องทำให้ชีวิตของเรายิ่งทวีความ “จำเจ” เข้าไปอีก (และทำให้เราก็ยิ่งรู้สึก “เฉา” เข้าไปอีก!) . ฉะนั้น หากเราต้องการจะดึงตัวเองออกจากภาวะ “ไม่มีอะไรทำ => เฉา => ไม่อยากทำอะไร => ยิ่งเฉา => ยิ่งไม่อยากทำอะไร” นี้ ในช่วงแรกๆ เราอาจจะต้องฝืนสักหน่อยครับ . ฝืนที่จะขุดตัวเองไปหาสิ่งใหม่ๆที่น่าสนใจสำหรับเรา (พร้อมกับลงมือทำสิ่งเหล่านั้น) . สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ แม้ว่าช่วงแรกๆ เราอาจจะรู้สึกฝืนๆฝืดๆสักหน่อย แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ ความ “เฉา” จะค่อยๆบรรเทาลง และส่งผลให้ความรู้สึกฝืนๆฝืดๆทยอยลดระดับความเข้มข้นลงในที่สุดครับ #จิตวิทยา #siamstr
image คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเวลาที่มีคนอื่นซุบซิบนินทาถึงตัวเอง – โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก “เนื้อหา” ของสิ่งที่ซุบซิบนินทานั้นเป็นเรื่องที่ “ติดลบ” (เช่น เรื่องความผิดพลาดของเรา) . อย่างไรก็ตาม สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ต่อให้พวกเขาจะถูกคนอื่นซุบซิบนินทาในทาง “ติดลบ” พวกเขาก็ยังคงชอบอยู่ดี! . คนกลุ่มนี้คือใคร? . พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ครับ . (1) พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถขั้นเทพ (2) พวกเขาเป็นคนที่ไม่มีการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” (3) พวกเขาคาดหวังว่าตนเองจะได้รับปฏิบัติหรือได้รับความสนใจหรือได้รับการดูแลอย่าง “เป็นพิเศษ” อยู่ตลอดเวลา (4) พวกเขามีแนวโน้มที่จะ “ฉวยประโยชน์” จากคนอื่นเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง (โดยที่ไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร) เป็นระยะๆ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (narcissism) นั่นเอง . ทำไมกลุ่มคนเหล่านี้ถึงอ้าแขนต้อนรับประสบการณ์ที่ถูกคนอื่นซุบซิบนินทา? . เพราะพวกเขามองว่า การที่พวกเขาเป็น “เป้าหมาย” ของการซุบซิบนินทานั้น มันสะท้อนว่าพวกเขามีความสำคัญในสายตาของคนอื่น . ยิ่งคนอื่นซุบซิบนินทาเกี่ยวกับพวกเขามากเท่าไหร่ แสดงว่าพวกเขาก็ยิ่งมีความสำคัญในสายตาของคนอื่นมากเท่านั้น (ส่วนเรื่องที่ถูกคนอื่นซุบซิบนินทาในเชิง “บวก” หรือ “ลบ” นั้น…มันถือเป็น “เรื่องรอง” สำหรับคนกลุ่มนี้) . ฉะนั้น หากเราต้องการจะ “ลงโทษ” คนที่มีมีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (narcissism) ด้วยการนินทาว่าร้ายเขาลับหลังกับคนอื่น นั่นจะไม่ใช่ “บทลงโทษ” สำหรับพวกเขา . สิ่งที่จะเป็น “บทลงโทษ” สำหรับคนกลุ่มนี้จริงๆคือการที่ไม่มีใครพูดถึงเขาเลยมากกว่าครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/15298868.2025.2467737 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคน “คิดมาก” จนไม่สามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้ . ยกตัวอย่างเช่น . เราอาจจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนกลางวันที่เรานำเสนองานต่อหน้าเจ้านาย และเราก็คิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองในใจว่า “ฉันไม่นำเสนอเรื่อง X แบบนั้นเลย ฉันน่าจะพูดถึงเรื่อง Y มากกว่านี้” . ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองดังกล่าวส่งผลให้เรารู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง ผิดหวังกับตัวเอง . มันทำให้เราไม่สามารถผ่อนคลายมากพอที่จะนอนหลับได้ เราก็เลยนอนตาค้างอยู่แบบนั้นทั้งคืนจนถึงเช้าวันถัดมา . เป็นต้น . ในสถานการณ์ทำนองนี้ หลายคนจะพยายามพูดกับตัวเอง (ในระหว่างที่กำลังนอนตาค้างอยู่) ว่า “ฉันรู้ว่าฉันอยากนำเสนองานให้ดีกว่านี้ แต่เหตุการณ์นั้นมันผ่านไปแล้วนะ ตอนนี้มันถึงเวลานอนแล้ว ฉันควรจะนอนก่อน ส่วนเรื่องที่จะถอดบทเรียนจากการนำเสนอในวันนี้…เดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลังนะ” . หลายคนพยายามพูดกับตัวเองแบบนี้เพราะพวกเขาหวังว่ามันจะช่วยให้ใจพวกเขาผ่อนคลายลงและทำให้พวกเขานอนหลับได้ง่ายขึ้น . แนวทางนี้มันได้ผลกับหลายๆคนนะครับ แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย พวกเขาพบว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามพูดกับตัวเองขนาดไหน มันก็ไม่สามารถกล่อมใจให้พวกเขาหยุด “คิดมาก” ได้สักที . วันนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนออีกหนึ่งแนวทางที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนกลุ่มหลังครับ . แนวทางที่ว่านี้ก็คือ แทนที่พวกเขาจะนอนตาค้างอยู่บนเตียงและพยายามพูดกล่อมใจตัวเองให้ผ่อนคลาย ผมขอเสนอให้พวกเขาลุกออกจากเตียงและทำอะไรบางอย่างเล็กๆน้อยๆที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายให้เกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเขาแทน (เช่น ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อ) . การทำเช่นนี้สามารถดึงความสนใจจาก “ความคิด” ให้มาอยู่ที่ “ความรู้สึกทางกาย” ซึ่งอาจจะส่งผลให้ภาวะ “คิดมาก” ของพวกเขาลดระดับความเข้มข้นลงได้ . นอกจากนี้ มันยังสามารถสร้างความผ่อนคลายให้เกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเขา ซึ่งสามารถส่งผลต่อเนื่องให้ใจของพวกเขาผ่อนคลายตามมา (และช่วยให้พวกเขานอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย!) #จิตวิทยา #siamstr
image เคยรู้สึกหงุดหงิดใจกับพฤติกรรมบางอย่างของคนอื่นไหมครับ? . ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะตอบอย่างรวดเร็วว่า “เคย!” . ผมเองก็เคยครับ – แถมยังบ่อยเสียด้วย! . สิ่งหนึ่งที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับผมบ่อยๆคือการที่ผมเห็นพฤติกรรมประเภท “ฉันไม่พอใจเธอนะ แต่ฉันเลือกที่จะเงียบแทนที่จะหยิบความไม่พอใจดังกล่าวมาคุยกับเธอตรงๆ” . ถ้าย้อนเวลากลับไปสมัยที่ผมยังเด็กๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเจอกับพฤติกรรมประเภทนี้ ในใจผมจะเกิดความคิดว่า “จะเงียบไปทำไมกันเล่า!? กลัวอะไรอยู่ล่ะ!? กล้าๆหน่อยสิ! จะขี้ขลาดตาขาวไปถึงไหน!?” . อย่างไรก็ตาม พอผมได้เข้ามาเรียนจิตวิทยาและได้มีโอกาสเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนๆร่วมรุ่นของผมทุกคนจะต้องเจอ) ผมก็ได้ค้นพบว่า จริงๆแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดกลุ่มคนเหล่านั้นที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าว . ผมได้ค้นพบว่า จริงๆแล้ว ผมรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง . เพราะตัวผมเองก็มีพฤติกรรมที่ “ขี้ขลาดตาขาว” นี้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว! (โดยเฉพาะกับแฟนเก่าของผมแต่ละคนที่ผมเลือกที่จะเงียบแทนที่จะพูดกับแฟนเก่าว่า “สิ่งที่เธอพูด/ทำเมื่อกี้…ฉันรู้สึกไม่โอเคนะ” เพราะผมกลัวที่จะจุดประเด็นความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์) . หลังจากที่ผมได้ค้นพบว่า “เป้าหมาย” ของความหงุดหงิดนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคนอื่น (แต่อยู่ที่ตัวผมเอง) สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ความรู้สึกหงุดหงิดดังกล่าวนั้น มันอาจจะไม่ได้หายไปจากใจผมหรอกนะครับ . แต่ระดับความเข้มข้นของความหงุดหงิดนั้น มันได้ลดลงอย่างชัดเจนเลยทีเดียว . นอกจากนี้ ผมยังพบว่าตัวเองก็เริ่มเรียนรู้ที่จะกล้าทำในสิ่งที่ผมกลัว (ซึ่งก็คือการสื่อสารความไม่พอใจของตัวเองกับคนใกล้ตัว) มากขึ้นอีกด้วย . กรณีที่ผมหยิบมาเล่าให้ฟังนี้ มันอาจจะไม่ใช่ “คำอธิบาย” สำหรับทุกความหงุดหงิดที่เรามีต่อคนอื่นนะครับ . แต่ในกรณีที่มันใช่ (เหมือนกรณีที่ผมยกตัวอย่างของผมเองในข้างต้น) การมองเห็น “เบื้องหลัง” ความหงุดหงิดของเราอย่างชัดเจน (ว่ามันคือเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น) ถือเป็นอะไรที่ทรงพลังไม่น้อยเลยครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีความเป็น perfectionist ระดับสูง . กล่าวคือ เวลาที่พวกเขาทำอะไรสักอย่าง (ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อสอบ การนำเสนองานในที่ประชุม การออกกำลังกาย ฯลฯ) พวกเขาจะคาดหวังอยากให้ตัวเองทำสิ่งนั้นให้ได้ในระดับ “ไร้ที่ติ” . ในใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความคิดที่คอยส่งเสียงเป็นระยะๆว่า “ฉันยังดีไม่พอ” “ฉันควรต้องทำให้ได้ดีกว่านี้” “แค่นี้ยังใช้ไม่ได้” ฯลฯ . เสียงเหล่านี้คอยสร้างความกดดันให้กับพวกเขา ส่งผลให้พวกเขาถีบตัวเองให้ได้ในระดับ “ไร้ที่ติ” อย่างต่อเนื่อง . แต่เนื่องจากในที่สุดแล้ว พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ ต่อให้พวกเขาจะสามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ระยะหนึ่ง แต่พวกเขาก็จะไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ตลอดไป . วันที่พวกเขาพบว่าตัวเองไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ เสียงของความคิดในใจพวกเขาก็จะเริ่ม “ถ่มถุย” พวกเขาด้วยคำต่อว่าและคำตัดสินต่างๆนานา . มันเหมือนกับว่า ในใจของพวกเขามีคุณครูโหดๆแบบสมัยโบราณที่ยืนถือไม้เรียวอยู่ และพร้อมที่จะใช้ไม้เรียวกระหน่ำฟาดใส่พวกเขาทุกครั้งที่ไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ . หลายคนไม่อยากที่จะให้คุณครูในใจมีอิทธิพลมากขนาดนี้อีกแล้ว แต่พวกเขาก็จนใจเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับคุณครูในใจนี้อย่างไร . ผมขอนำเสนอแนวทางในเบื้องต้นที่อาจจะช่วยให้ทุกคนรับมือกับคุณครูในใจได้ง่ายขึ้นดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 อะไรคือ “คำพูดติดปาก” ของคุณครูในใจบ้าง? (เขียนมันลงบนกระดาษให้หมดเลยครับ) . ถ้าเราอยากจะรับมือกับสิ่งใดให้มีประสิทธิภาพ ขั้นแรก เราควรที่จะมองเห็นให้ชัดเจนก่อนว่า สิ่งที่เรากำลังรับมืออยู่นั้น มันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรบ้าง . นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเชิญชวนให้เราฟังเสียงของคุณครูในใจเราให้ชัดๆ และเขียน “คำพูดติดปาก” ของคุณครูลงในกระดาษทุกๆประโยคครับ . # 2 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “คำพูดติดปาก” เหล่านี้ของคุณครู มันเป็นประโยชน์ (และโทษ) ในการช่วยให้เรามีชีวิตที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหน? (เขียนทั้งประโยชน์และโทษลงบนกระดาษให้หมดเช่นกันครับ) . ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณครูส่งเสียงในใจเราว่า “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ!? นี่มันห่วยแตกสิ้นดี!” มันอาจจะเป็นประโยชน์ในแง่ที่กระตุ้นให้เราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อเช่นกัน เป็นต้น . # 3 ถ้าเราจะเปลี่ยน “คำพูดติดปาก” ของคุณครูเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตของเรามากกว่าเดิม เราจะเปลี่ยนเป็นอะไร? (ใช้ปากกาหรือดินสอขีดฆ่า “คำพูดติดปาก” เหล่านั้น และเขียนคำพูดเวอร์ชั่นใหม่ต่อท้ายเลยครับ) . ยกตัวอย่างเช่น แทนที่คุณครูจะส่งเสียงในใจว่า “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ!? นี่มันห่วยแตกสิ้นดี!” คำพูดที่ดีกว่าก็คือ “ในการทำงานครั้งล่าสุด เรายังมีข้อผิดพลาดในจุด X จุด Y และจุด Z มันน่าเสียดายนะที่เราพลาดในจุดเหล่านี้ แต่เราสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านี้เพื่อที่จะทำงานนี้ได้ดีกว่าเดิมในครั้งต่อไปได้” เป็นต้น . # 4 หยิบกระดาษที่เราใช้ในการทำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3 ในข้างต้น มาอ่านทุกๆวัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ใจเราค่อยๆคลายอิทธิพลจาก “คำพูดติดปาก” ของคุณครูเวอร์ชั่นเก่าได้มากขึ้น . . . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์ (ในเบื้องต้น) กับทุกๆคนที่อยากจะ “ปลดแอก” ตัวเองจากอิทธิพลของคุณครูในใจนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเจอใครสักคนเป็นครั้งแรก และเราอยากที่จะให้คนๆนั้นรู้สึกประทับใจในตัวเรา ช่วงเวลา 1 นาทีแรกถือเป็น “นาทีทอง” ที่มีความสำคัญมากๆ . หลายคนพยายามสร้างความประทับใจด้วยการใช้ “นาทีทอง” ในการนำเสนอว่าตัวเองมีดีอย่างไรบ้าง – คล้ายๆกับเวลาที่พนักงาน sale ร่ายยาวถึงสรรพคุณต่างๆนานาของสินค้าที่นำมาขาย . อย่างไรก็ตาม ในหลายๆครั้ง ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่อีกฝ่ายเขารู้ว่าเรามีดีอะไรบ้าง (อันที่จริง มันมีความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะมองว่าเรา “ขี้โม้” หากว่าเรานำเสนอตัวเองเหมือนกับพนักงาน sale ในช่วง “นาทีทอง” นั้น) . ในหลายๆครั้ง ความประทับใจเกิดขึ้นจากการที่เราทำให้อีกฝ่ายเขารู้สึกว่า เราให้คุณค่า ให้ความสำคัญ ให้ความสนใจกับอีกฝ่ายจริงๆ . เราอาจจะลองนึกย้อนกลับมาที่ประสบการณ์ส่วนตัวของเราดูก็ได้ครับว่า คนที่เราเพิ่งจะรู้จักและรู้สึกประทับใจในตัวเขานั้น เขามี “สไตล์” แบบไหน . “สไตล์” ของเขาคือการพูดถึงความสำเร็จของตัวเอง ความสามารถของตัวเอง รางวัลที่ตัวเองได้รับ หรือว่า “สไตล์” ของเขาคือการตั้งใจฟังในสิ่งที่เราพูดและมีการตั้งคำถามเพิ่มเติม (ด้วยความอยากรู้) เกี่ยวกับสิ่งที่เราได้พูดไป? . สำหรับผมแล้ว ผมพบว่าผมรู้สึกประทับใจกับ “สไตล์” แบบหลังมากกว่าเยอะเลยครับ . ปล. ทั้งหมดนี้ทำให้ผมนึกถึงคำพูดคำนึงที่ฝรั่งเขาชอบพูดกันเลยครับ – “People don’t care how much you know (or how much you’ve done) unless they know how much you care” . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/apl0000921 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/pspp0000363 https://doi.org/10.1177/19485506221086138 #จิตวิทยา #siamstr
image หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงก่อนที่จะมี internet หรือ social media การที่เราจะถ่ายรูปและเอารูปมาใส่กรอบวางไว้ในห้องนั่งเล่นของบ้านเรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย . มันต้องเป็น “โอกาสพิเศษ” เท่านั้น . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราไปเยี่ยมใครสักคนที่บ้าน และเราเห็นรูปที่เขาถ่ายใส่กรอบไว้ในห้องนั่งเล่นของบ้านเขานั้น เราจะรู้ว่ารูปเหล่านั้นมันคือ collection ของ “โอกาสพิเศษ” ในชีวิตเขา . เราจะรู้ว่าภาพเหล่านี้มันไม่ได้สะท้อน “ชีวิตปกติประจำวัน” ของเขา . อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันที่มี internet ความเร็วสูงและ social media การถ่ายรูปไม่ใช่เรื่องที่ “พิเศษ” อีกต่อไป ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาไปแล้ว . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เรามองเห็นโพสต์ต่างๆที่ปรากฏอยู่ตาม social media ของเพื่อนๆเรา เราก็มีแนวโน้มที่จะมองว่านี่คือ “ชีวิตปกติประจำวัน” ของเพื่อนมากขึ้น . แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้การถ่ายรูปจะเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากขึ้น โพสต์ที่ปรากฏอยู่ตาม social media ของพวกเราแต่ละคนก็ยังคงสะท้อน “โอกาสพิเศษ” ในชีวิตพวกเรามากกว่า “ชีวิตปกติประจำวัน” ของพวกเราอยู่ดี . การที่เรามองว่า “โอกาสพิเศษ” ที่ถูกแชร์ลงใน social media มันคือ “ชีวิตปกติประจำวัน” ของพวกเขานั้น สามารถสร้างความกดดันให้กับเราอย่างมหาศาล เพราะเราก็จะคาดหวังให้ชีวิตของเรามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับสิ่งที่เรามองเห็นใน social media ในทุกๆวัน . ซึ่งแน่นอนครับว่า ด้วยความคาดหวังเช่นนี้ มันย่อมมีโอกาสสูงที่จะจบลงด้วยความผิดหวัง (เพราะต่อให้เจ้าของโพสต์เองก็คงยากที่จะมีชีวิตในทุกๆวันเหมือนกับโพสต์ของเขาได้) . นี่จึงเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนมักจะแนะนำให้เราจำกัดการใช้ social media ในแต่ละวัน . เพราะต่อให้เราจะรู้หรือเข้าใจในสิ่งที่ผมพิมพ์ไว้ในข้างต้น แต่พอเราได้มองเห็นโพสต์เหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็อดไม่ได้เหมือนกันครับที่ใจเราจะคิดเปรียบเทียบและคาดหวังกับตัวเองในลักษณะที่ผมกล่าวไปแบบ “อัตโนมัติ” อยู่ดีครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/ppm0000047 https://doi.org/10.3390/ejihpe13020027 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนแก้ปัญหา “งานท่วมหัว” ด้วยการพยายามทำหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน . การแก้ปัญหาวิธีนี้อาจจะ “ได้ผล” ในกรณีที่งานหนึ่งเป็นงานที่ “ใช้ความคิด” ส่วนอีกงานหนึ่ง “ไม่ใช้ความคิด” (เช่น คุยโทรศัพท์กับลูกค้าขณะที่กำลังเดินถือเอกสารไปวางไว้ที่โต๊ะของหัวหน้า) . อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาวิธีนี้ยากที่จะ “ได้ผล” ในกรณีที่แต่ละงานที่เราพยายามทำล้วนเป็นงานที่ “ใช้ความคิด” ทั้งหมด (เช่น เขียนอีเมลพร้อมๆกับฟังการนำเสนองาน) . เพราะสมองเราสามารถ “ประมวลผล” ได้ทีละอย่างเท่านั้น . หากเราพยายามฝืนทำงานที่ “ใช้ความคิด” ภายในเวลาเดียวกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ สมองเราจะ “โฟกัส” งานชิ้นที่หนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ (เช่น คิดว่าจะเขียนอีเมลประโยคต่อไปอย่างไรดี) จากนั้น สมองเราก็จะเปลี่ยนมา “โฟกัส” กับงานชิ้นที่สองเป็นระยะเวลาสั้นๆ (เช่น ฟังสิ่งที่คนนำเสนองานกำลังพูดอยู่สัก 2-3 ประโยค) และหลังจากนั้น สมองเราก็จะขยับกลับมา “โฟกัส” กับงานชิ้นแรกเป็นระยะเวลาสั้นๆอีก (เช่น คิดว่าจะเขียนอีเมลประโยคต่อไปอย่างไรดี) . สลับไปมาแบบนี้ไปเรื่อยๆ . ผลลัพธ์ของการสลับกันไปมาอย่างรวดเร็วนี้ก็คือ งานแต่ละอย่างที่เราทำจะออกมา “คุณภาพต่ำ” กันถ้วนหน้า (เช่น อีเมลที่เราส่งไปเต็มไปด้วยการสะกดคำที่ผิด แถมยังฟังไม่เข้าใจเนื้อหาการนำเสนอไปครึ่งนึงอีกด้วย) . พอเป็นแบบนี้ เราก็อาจจะต้องเสียเวลากลับไปแก้ไขงานที่เราทำอีกรอบ (เช่น กลับไปเขียนอีเมลใหม่ กลับไปฟังเนื้อหาการนำเสนอใหม่) ทำให้ปัญหา “งานท่วมหัว” ไม่ได้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด . ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เราจะมีปัญหา “งานท่วมหัว” หนักขนาดไหน การแก้ปัญหาด้วยการพยายามทำหลายสิ่งในเวลาเดียวกันอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากมันดูจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาเบาขึ้นแล้ว มันยังสามารถสร้างปัญหาเพิ่มเติมได้อีกด้วย . อ้างอิง https://doi.org/10.1073/pnas.1611612115 https://doi.org/10.1073/pnas.1611612115 https://doi.org/10.1111/1467-8721.ep11509734 https://doi.org/10.1177/0956797612471540 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0106698 #จิตวิทยา #siamstr
image พ่อแม่หลายคนไม่ได้ตั้งเป้าอยากให้ลูกเป็นเด็กเรียนเก่ง . อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกของพวกเขาเรียนเก่งเพราะมีความสนใจ (หรือความถนัด) ในสิ่งที่เรียนด้วยตัวเอง พ่อแม่ก็ไม่ได้คัดค้านนะครับ . เพียงแต่ว่า…นั่นไม่ใช่ “โฟกัสหลัก” ของพ่อแม่กลุ่มนี้ . “โฟกัสหลัก” ของพ่อแม่กลุ่มนี้คือการเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ . ยิ่งวันเวลาผ่านไป ผมพบว่าพ่อแม่กลุ่มนี้ดูจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆๆ . คำถามสำคัญสำหรับพ่อแม่กลุ่มนี้ก็คือ พวกเขาจะเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างไร . บทความในวันนี้มีคำตอบ (บางส่วน) ให้กับคำถามนี้ครับ . # 1 . เวลาที่ลูกกำลังเกิดความรู้สึกบางอย่างที่เข้มข้น แทนที่จะ “ปัดตก” ความรู้สึกที่เข้มข้นนั้น (เช่น “ช่างมันเถอะ ลูก”) พ่อแม่สามารถพูด “สะท้อน” ความรู้สึกที่ลูกกำลังเจออยู่ ณ ขณะนั้นได้ (เช่น “แม่รู้ว่าลูกเสียใจที่ทำคะแนนได้ต่ำกว่าที่ลูกหวังไว้”) . เพราะการพูดชื่ออารมณ์ความรู้สึกที่เข้มข้นอยู่ในใจลูกนั้นสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่ “ควบคุมกำกับอารมณ์” ของลูก ส่งผลให้ความรู้สึกที่เข้มข้นของลูกลดระดับความเข้มข้นลงได้นั่นเองครับ (นักจิตวิทยามีชื่อเรียกสิ่งนี้ว่า Name it to tame it) . # 2 . เวลาที่ลูกเจอกับปัญหาบางอย่าง แทนที่พ่อแม่จะรีบกระโจนเข้าไปให้คำแนะนำหรือเสนอวิธีแก้ปัญหากับลูกอย่างรวดเร็ว พ่อแม่อาจจะใช้เวลาชวนลูกคิดดูก่อนว่าลูกจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตัวเองอย่างไร . ยกตัวอย่างเช่น หากพ่อแม่เห็นว่าลูกกำลังสับสนกับการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ แทนที่พ่อแม่จะรีบให้คำแนะนำกับลูกว่า “ลูกเดินไปถามคุณครูดูซิ” พ่อแม่อาจจะพูดในเชิงชวนลูกคิดดูว่า “ลูกไม่เข้าใจแบบฝึกหัดข้อนี้ และลูกอยากจะเข้าใจมันมากขึ้น – ลูกคิดว่ามีอะไรที่ลูกสามารถทำได้ไหมที่จะช่วยให้ลูกเข้าใจมันได้มากขึ้น?” เป็นต้น . การทำแบบนี้มันอาจจะดู “เสียเวลา” สักหน่อย (เพราะการให้ลูกหาทางออกด้วยตัวเองมันกินเวลามากกว่ากรณีที่พ่อแม่ให้ทางออกกับลูกไปเลย) แต่ประสบการณ์ที่ลูกได้ดิ้นรนและหาทางออกด้วยตัวเองนี้จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่มีความมั่นใจและคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆในชีวิตด้วยตัวเองในระยะยาวครับ . # 3 . เวลาที่พ่อแม่เกิดความรู้สึกที่เข้มข้นต่อหน้าลูก (เช่น ไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก) วิธีที่พ่อแม่รับมือกับความรู้สึกดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ต้นแบบ” ให้ลูกได้ . ด้วยเหตุนี้ หากพ่อแม่ต้องการเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางอารมณ์ เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อแม่เกิดความรู้สึกที่เข้มข้นต่อหน้าลูก สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อาจจะตั้งคำถามกับตัวเองก็คือ “ถ้าลูกเป็นฉันในตอนนี้ ฉันจะอยากให้ลูกรับมือกับสถานการณ์ ณ วินาทีนี้อย่างไร?” . หากพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก และพ่อแม่ต้องการให้ลูก “กด” ความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าว พ่อแม่ก็จะ “กด” ความรู้สึกนั้น . หากพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก และพ่อแม่ต้องการให้ลูกตวาดใส่คนที่สร้างความไม่พอใจให้กับลูก พ่อแม่ก็จะตวาดลูกด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว . หากพ่อแม่รู้สึกไม่พอใจกับการใช้คำพูดที่ “ไม่เคารพ” ของลูก และพ่อแม่อยากให้ลูกใช้เวลาสงบสติอารมณ์สักพัก ก่อนที่จะสื่อสารความไม่พอใจนั้นออกไปอย่างมีวุฒิภาวะ พ่อแม่ก็จะสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินออกจากห้องไปสัก 2-3 นาที และกลับมาคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “คำพูดที่ลูกใช้เมื่อสักครู่ พ่อรู้สึกไม่พอใจนะ” . เพราะในที่สุดแล้ว คำสอนที่ดีที่สุดของพ่อแม่คือการทำให้ลูกดูนั่นเองครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/1754073917742706 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0279303 https://doi.org/10.1007/s10826-018-01326-z #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราทุกคนเป็นมนุษย์ . และเนื่องจากพวกเราเป็นมนุษย์ พวกเราจึงมาพร้อมกับความไม่สมบูรณ์แบบ . แต่ถึงพวกเราจะไม่สมบูรณ์แบบ พวกเราก็ยังมีคุณค่าอยู่ดี . สิ่งที่ผมพิมพ์มาในข้างต้นนี้ หลายคนไม่เห็นด้วยอย่างแรง . เพราะหลายคนเชื่อว่า “ความไม่สมบูรณ์แบบ” และ “คุณค่า” คือ 2 สิ่งที่ไม่มีวันอยู่คู่กันได้ . หลายคนเชื่อว่า เราจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อเราสมบูรณ์แบบเท่านั้น . อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผมนึกถึงแต่ละสิ่งที่ผมให้คุณค่า ผมพบว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบอย่างชัดเจน . ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคือภาพยนตร์ที่ผมชอบครับ . The Matrix (ภาคแรก), The Lord of the Rings (ทั้งสามภาค), โหมโรง, Fullmetal Alchemist: Brotherhood (ถึงจะเป็นอนิเมะ แต่ผมขอนับเป็น “ภาพยนตร์” แล้วกันนะครับ) => ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ . ผมชอบถึงขนาดที่ผมเคยรู้สึกอิจฉาตัวเองในอดีตที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์การดูภาพยนตร์เหล่านี้เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ! . ใช่ครับ ผมชอบถึงเพียงนั้นเลย . อย่างไรก็ตาม ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเช่นกันว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาในข้างต้นนั้น ล้วนมี “ข้อตำหนิ” หรือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” กันทั้งสิ้น . แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังคงให้คุณค่ากับภาพยนตร์เหล่านี้มากๆอยู่ดี . ตัวพวกเราเองก็เช่นกันครับ เราอาจจะเป็นคนที่มี “ข้อตำหนิ” หรือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “ข้อตำหนิ” หรือ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” เหล่านี้จะทำให้เราเป็นคนที่ “ไร้ค่า” ได้ครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในคำพูดที่เราได้ยินกันบ่อยๆ (เวลาที่คู่รักเลิกกัน) ก็คือ “เธอไม่ใช่คนที่ฉันตกลงเป็นแฟนด้วยคนนั้นอีกแล้ว” . มันเป็นคำพูดที่สะท้อนว่า ความรักครั้งนี้ “ไปต่อไม่ได้” เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์เกิดการเปลี่ยนแปลง . มันเป็นคำพูดที่หลายคนอาจจะเอาไปตีความต่อยอดได้ว่า หากความรักครั้งนี้จะ “ไปต่อได้” ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์จะต้องไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง . อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครที่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงได้ . ดังนั้น หากเงื่อนไขที่จะทำให้ความรัก “ไปต่อได้” คือการที่ทุกฝ่ายในความสัมพันธ์ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นก็เท่ากับว่า ทุกๆความรักคงจะไม่สามารถ “ไปต่อได้” กันทั้งนั้น . ถ้าเช่นนั้นแล้ว อะไรกันนะคือสิ่งที่จะทำให้ความรัก “ไปต่อได้”? . ผมมองว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ความรัก “ไปต่อได้” คือการที่คู่รักเลือกที่จะอ้าแขนต้อนรับกันและกัน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมใดก็ตาม – ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางมุมมองความคิด . (แต่แน่นอนครับว่า หากแฟนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ abusive กับเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องอ้าแขนต้อนรับสิ่งนี้) . ซึ่งการที่คู่รักจะอ้าแขนต้อนรับกันและกันในทุกๆความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้นั้น คู่รักก็จำเป็นต้องสลัดความเชื่อ “ฉันรู้ดีว่าเธอเป็นอย่างไร” ออกไปเสียก่อน . เพราะตราบใดที่เรายังคงมีความเชื่อ “ฉันรู้ดีว่าเธอเป็นอย่างไร” เราก็จะไม่เปิดใจทำความรู้จักกับแฟนของเราในแต่ละวัน ส่งผลให้เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแฟนได้ยาก . และเราจะอ้าแขนต้อนรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแฟนของเราได้อย่างไร หากเรายังมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเลยด้วยซ้ำ? . มีคนๆหนึ่งเคยบอกผมว่า ชีวิตของเราแต่ละคนก็เปรียบเหมือนกับหนังสือแต่ละเล่ม แต่ละวันที่เรามีชีวิตคือหน้ากระดาษแต่ละแผ่นที่เราเขียนเพิ่มลงในหนังสือเล่มนี้ . หลายคนอาจจะใช้เวลาอ่าน “หนังสือ” ของแฟนจนจบในช่วง 1-2 ปีแรกที่คบกัน แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่ค่อยได้ใช้เวลาในการอ่าน “หนังสือ” ของแฟนเพิ่มอีก เพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองอ่านทุกอย่างที่อยู่ใน “หนังสือ” เล่มนี้แล้ว . จนกระทั่งวันหนึ่ง มันได้เกิดหตุการณ์บางอย่างที่ “บีบบังคับ” ให้พวกเขากลับมาอ่าน “หนังสือ” ของแฟนอีกครั้ง และตอนนั้นเองที่พวกเขาก็ได้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาเคยเข้าใจเกี่ยวกับ “หนังสือ” เล่มนี้มัน “ล้าสมัย” ไปเยอะเลยทีเดียว . ซึ่งพอถึงตอนนั้น มันก็อาจจะ “สายเกินไป” สำหรับความรักระหว่างพวกเขากับแฟนที่จะ “ไปต่อได้” แล้ว . เพราะฉะนั้น เราอย่าลืมหมั่นอ่าน “หนังสือ” ของกันและกันเป็นระยะๆนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image ทุกความรักความสัมพันธ์ล้วนมีความขัดแย้ง . บางคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด (หรือไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว) . อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไร้ความขัดแย้ง เพราะหลายครั้ง สภาวะที่ “ไร้ความขัดแย้ง” เกิดขึ้นได้เพราะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือทั้งสองฝ่าย) พยายามปฏิเสธหรือปัดตกความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง . (ซึ่งหากความรู้สึกและความต้องการดังกล่าวมันสำคัญกับเจ้าตัวจริงๆ ในที่สุดแล้ว เจ้าตัวก็จะไม่สามารถปฏิเสธหรือปัดตกมันได้อยู่ดี) . ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่มีความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งนั้นได้ถูกนำมาสื่อสารกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ ความซื่อสัตย์ และความเคารพซึ่งกันและกัน . ทำอย่างไรคู่รักจึงจะสามารถสื่อสารกันได้อย่าง “มีคุณภาพ” แบบข้างต้นได้? . สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยให้การสื่อสารอย่าง “มีคุณภาพ” เกิดได้ง่ายขึ้นคือการ “รู้ล่วงหน้า” ว่าอะไรคือประเด็นที่สามารถสร้างขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ได้ . ต่อไปนี้คือ 3 ประเด็นที่มักจะถูกพบว่าเป็นตัว “จุดชนวน” ความขัดแย้งระหว่างคู่รักหลายๆคู่ครับ . # 1 พฤติกรรมใช้เงิน . ตัวอย่างความขัดแย้งเรื่องพฤติกรรมใช้เงินที่พบเห็นได้บ่อยๆก็คือ ฝ่ายหนึ่งจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างประหยัด (เพราะให้ความสำคัญกับการวางแผนเพื่ออนาคตมากกว่าความสุขในปัจจุบัน) ส่วนอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างเต็มเหนี่ยว (เพราะให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนเพื่ออนาคต) . # 2 การทำงานบ้าน . ความสัมพันธ์จำนวนมากเป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่ง (มักจะเป็นผู้หญิง) แบกรับภาระงานบ้านเยอะ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแบกรับภาระงานบ้านน้อย (หรือไม่แบกรับเลย) . ความแตกต่างของภาระงานบ้านในความสัมพันธ์นี้สามารถนำมาสู่ความขัดแย้งได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรม (โดยเฉพาะในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แต่ก็ยังมีฝ่ายหนึ่งที่แบกรับภาระงานบ้านเยอะจน “น่าเกลียด” อยู่ดี) . นอกเหนือจากนี้ หากฝ่ายที่แบกรับภาระงานบ้านเยอะๆได้รับการปฏิบัติจากแฟนตัวเองด้วยท่าทีที่ “ไม่เห็นคุณค่า” ของสิ่งที่เขาทำภายในบ้าน นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถนำมาสู่ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์อีกด้วย . # 3 เป้าหมายชีวิต . ถ้าชีวิตคือการเดินทาง เป้าหมายชีวิตก็คือจุดหมายปลายทางที่เราอยากจะพาตัวเองไปให้ถึง . ฉะนั้น หากคู่รักมีจุดหมายปลายทางที่ “คนละทิศคนละทาง” (เช่น คนหนึ่งอยากมีลูกอีกคนหนึ่งไม่อยากมีลูก คนหนึ่งอยากทำงานในเมืองหลวงอีกคนหนึ่งอยากใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดใกล้พ่อแม่) ความสัมพันธ์ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนต่างฝ่ายต่าง “ชักเย่อ” กันอยู่ตลอดเวลาได้ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/02654075231187897 https://doi.org/10.1177/0192513X21993856 https://doi.org/10.1111/1467-6427.12225 #จิตวิทยา #siamstr