Journaling Our Journey's avatar
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
image ทุกความรักความสัมพันธ์ล้วนมีความขัดแย้ง . บางคนพยายามรักษาความสัมพันธ์ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด (หรือไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว) . อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไร้ความขัดแย้ง เพราะหลายครั้ง สภาวะที่ “ไร้ความขัดแย้ง” เกิดขึ้นได้เพราะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือทั้งสองฝ่าย) พยายามปฏิเสธหรือปัดตกความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง . (ซึ่งหากความรู้สึกและความต้องการดังกล่าวมันสำคัญกับเจ้าตัวจริงๆ ในที่สุดแล้ว เจ้าตัวก็จะไม่สามารถปฏิเสธหรือปัดตกมันได้อยู่ดี) . ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่มีความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งนั้นได้ถูกนำมาสื่อสารกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ ความซื่อสัตย์ และความเคารพซึ่งกันและกัน . ทำอย่างไรคู่รักจึงจะสามารถสื่อสารกันได้อย่าง “มีคุณภาพ” แบบข้างต้นได้? . สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยให้การสื่อสารอย่าง “มีคุณภาพ” เกิดได้ง่ายขึ้นคือการ “รู้ล่วงหน้า” ว่าอะไรคือประเด็นที่สามารถสร้างขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ได้ . ต่อไปนี้คือ 3 ประเด็นที่มักจะถูกพบว่าเป็นตัว “จุดชนวน” ความขัดแย้งระหว่างคู่รักหลายๆคู่ครับ . # 1 พฤติกรรมใช้เงิน . ตัวอย่างความขัดแย้งเรื่องพฤติกรรมใช้เงินที่พบเห็นได้บ่อยๆก็คือ ฝ่ายหนึ่งจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างประหยัด (เพราะให้ความสำคัญกับการวางแผนเพื่ออนาคตมากกว่าความสุขในปัจจุบัน) ส่วนอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างเต็มเหนี่ยว (เพราะให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบันมากกว่าการวางแผนเพื่ออนาคต) . # 2 การทำงานบ้าน . ความสัมพันธ์จำนวนมากเป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่ง (มักจะเป็นผู้หญิง) แบกรับภาระงานบ้านเยอะ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแบกรับภาระงานบ้านน้อย (หรือไม่แบกรับเลย) . ความแตกต่างของภาระงานบ้านในความสัมพันธ์นี้สามารถนำมาสู่ความขัดแย้งได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรม (โดยเฉพาะในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายทำงานนอกบ้านทั้งคู่ แต่ก็ยังมีฝ่ายหนึ่งที่แบกรับภาระงานบ้านเยอะจน “น่าเกลียด” อยู่ดี) . นอกเหนือจากนี้ หากฝ่ายที่แบกรับภาระงานบ้านเยอะๆได้รับการปฏิบัติจากแฟนตัวเองด้วยท่าทีที่ “ไม่เห็นคุณค่า” ของสิ่งที่เขาทำภายในบ้าน นี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถนำมาสู่ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์อีกด้วย . # 3 เป้าหมายชีวิต . ถ้าชีวิตคือการเดินทาง เป้าหมายชีวิตก็คือจุดหมายปลายทางที่เราอยากจะพาตัวเองไปให้ถึง . ฉะนั้น หากคู่รักมีจุดหมายปลายทางที่ “คนละทิศคนละทาง” (เช่น คนหนึ่งอยากมีลูกอีกคนหนึ่งไม่อยากมีลูก คนหนึ่งอยากทำงานในเมืองหลวงอีกคนหนึ่งอยากใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดใกล้พ่อแม่) ความสัมพันธ์ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนต่างฝ่ายต่าง “ชักเย่อ” กันอยู่ตลอดเวลาได้ . อ้างอิง https://doi.org/10.1177/02654075231187897 https://doi.org/10.1177/0192513X21993856 https://doi.org/10.1111/1467-6427.12225 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนเคยมีแฟนเก่าที่ perfect ที่สุดเท่าที่จะ perfect ได้ . แต่แล้ววันหนึ่ง แฟนเก่าที่ perfect คนนั้นก็หายไปจากชีวิต ด้วยเหตุผลบางอย่าง (เช่น เราไปนอกใจเขา เขาย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพราะต้องการเติบโตในหน้าที่การงาน) . แต่แม้ว่าแฟนเก่าที่ perfect คนนั้นจะหายไปแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงนึกถึงแฟนเก่าคนนั้นอยู่เป็นระยะๆในทุกวันนี้ . มันเป็นการนึกถึงที่เจือปนพร้อมกับความรู้สึกเสียดาย . เพราะพวกเขา “ฟันธง” ในใจว่า แฟนเก่าที่ perfect คนนั้นคือแฟนที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะได้มีโอกาสคบด้วยในชีวิตนี้แล้ว . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา John Kim (เจ้าของ The Angry Therapist Podcast) ไม่เห็นด้วยกับมุมมองลักษณะนี้ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการด้วยกัน . ประการแรก มุมมองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นการ “วาดภาพ” แฟนเก่านั้นให้ perfect เกินกว่าความเป็นจริง . Kim ไม่ได้กำลังบอกว่า แฟนเก่าคนนั้นคือแฟนเก่าที่แย่นะครับ อันที่จริง แฟนเก่าคนนั้นอาจจะเป็นแฟนเก่าที่ดีมากๆเลยด้วยซ้ำ . อย่างไรก็ตาม มันมีความแตกต่างมหาศาลระหว่าง “แฟนเก่าที่ดี (มากๆ)” กับ “แฟนเก่าที่ perfect” . เพราะถ้าแฟนเก่าเขา perfect สำหรับเราขนาดนั้นจริงๆ มันมีความเป็นไปได้ที่เรากับแฟนเก่าคงไม่ได้เลิกกันตั้งแต่แรกแล้ว (เช่น เราคงไม่ได้นอกใจแฟนเก่าเราตั้งแต่แรก เขาคงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีกับเรามากกว่าโอกาสในการเติบโตในหน้าที่การงาน) . ประการที่สอง มุมมองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้เราปิดกั้นตัวเองจากความรักครั้งใหม่ (ที่อาจจะดีกว่าความรักครั้งเก่าด้วยซ้ำ) เพราะเราดัน “ฟันธง” ในใจไปแล้วว่า เราจะไม่มีวันเจอความรักที่ดีกว่านี้อีก . ประการที่สาม ในกรณีที่เราเจอกับความรักครั้งใหม่ มุมมองลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ความรักครั้งใหม่ของเรา “ขรุขระ” มากกว่าที่ควร . เพราะมุมมองลักษณะนี้สามารถทำให้เราเปรียบเทียบแฟนใหม่กับแฟนเก่า และพบว่าแฟนใหม่สู้แฟนเก่าไม่ได้สักกะอย่าง (เพราะแฟนเก่าในใจเราเขาคือคนที่ perfect เกินจริงชนิดที่ต้องเป็นเทวดาเท่านั้นถึงจะสู้ได้) . มันจะทำให้เราปฏิบัติกับแฟนใหม่ราวกับว่าแฟนใหม่เป็นเพียง “รางวัลปลอบใจ” ของชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า แฟนใหม่ย่อมรู้สึกไม่พอใจที่ได้รับการปฏิบัติจากเราแบบนี้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราดูหนังฝรั่ง และมีฉากแต่งงานโบสถ์ คู่บ่าวสาวมักจะให้คำสัญญาต่อหน้าพระเจ้าและทุกคนในงานว่า พวกเขาจะอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่าจะในยามสุขหรือยามทุกข์ ยามมั่งมีหรือยามยากจน ยามเจ็บป่วยหรือยามสุขภาพดี . มันเป็นอะไรที่ฟังดูน่ารักมากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหลายคนก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า คำสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงแค่ “ลมปาก” หรือเป็นสิ่งที่คู่บ่าวสาวหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆกันแน่ . ผลการสำรวจที่มีอยู่พบว่า คู่สามีภรรยาส่วนใหญ่หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆครับ! . เพราะแม้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีปัญหาสุขภาพที่ “จริงจัง” (ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตก็ตาม) คู่สามีภรรยาส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่เคียงข้างกันอยู่ . อย่างไรก็ตาม พอนักวิจัยมองดูข้อมูล (ในรายละเอียด) ของคู่สามีภรรยาที่แยกทางเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีปัญหาสุขภาพ สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ . เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกรณีที่ “สามีป่วย-ภรรยาไม่ป่วย” กับกรณีที่ “สามีไม่ป่วย-ภรรยาป่วย” แล้ว การแยกทางมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ “สามีไม่ป่วย-ภรรยาป่วย” มากกว่า . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หากสามีป่วย ภรรยามีแนวโน้มที่จะ “คบต่อ” แต่หากภรรยาป่วย สามีมีแนวโน้มที่จะ “เลิก” นั่นเอง! . ทำไมผลการสำรวจถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ได้? . นักวิจัยให้เหตุผลที่เป็นไปได้ไว้อยู่อย่างน้อย 2 ข้อด้วยกันครับ . ข้อแรก มันเป็นไปได้ว่า ภรรยา (ที่ถูกเก็บข้อมูลในการศึกษานี้) มีการพึ่งพาสามีในเรื่องการเงินอยู่พอสมควร ดังนั้น ต่อให้พวกเธอจะอยาก “เลิก” แต่ปัจจัยเรื่องเงินก็อาจจะ “ผูกมัด” ให้พวกเธอยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ต่อไป . ข้อต่อมา สังคมเราอาจจะคุ้นชินกับภาพจำที่ว่า “ผู้ชาย = หารายได้, ผู้หญิง = ผู้ดูแล” ฉะนั้น เมื่อสามีเจ็บป่วยและภรรยาต้องรับบท “ผู้ดูแล” นี่อาจจะเป็นเรื่อง “ปกติ” แต่ในทางกลับกัน เมื่อภรรยาเจ็บป่วยและสามีต้องรับบท “ผู้ดูแล” การต้องรับบทบาทใหม่ที่ตัวเองไม่คุ้นชินอาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น (จากเดิมที่ตึงเครียดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว) ส่งผลให้ความสัมพันธ์จบลงด้วยการเลิกราในเวลาต่อมาได้ . ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับกับผลการสำรวจนี้? ท่านสามารถร่วมแบ่งปันความคิดเห็นกันได้ในช่อง comment ด้านล่างนี้เลยนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jomf.13077 https://doi.org/10.1002/cncr.24577 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรากำลังจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ (เช่น จะมีลูกกี่คน จะย้ายไปทำงานต่างประเทศหรือไม่) หลายครั้ง เราจะพบว่าตัวเอง “ตัดสินใจไม่ได้” . เพราะในหลายๆกรณี การตัดสินใจที่กำลังรอเราอยู่ตรงหน้า มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่มี “ถูกผิด” อย่างชัดเจน . ในมุมหนึ่ง การที่มันไม่มี “ถูกผิด” ชัดเจนแบบนี้ มันก็อาจจะทำให้บางคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ (เพราะไม่ว่าจะเลือกอะไร มันก็ไม่มีทาง “ผิด” ได้) . แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่มันไม่มี “ถูกผิด” ชัดเจนแบบนี้ มันก็ทำให้หลายคนตัดสินใจได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เพราะมันไม่มีทางเลือกที่ “ถูก” อย่างชัดเจนให้เลือก) . สำหรับกลุ่มคนที่ตัดสินใจได้ยากนั้น วันนี้ ผมมี “ตัวช่วย” ที่อาจจะช่วยให้การตัดสินใจมีความง่ายเพิ่มขึ้นดังนี้ครับ . # 1 เราอยากเห็นตัวเองเป็นคนแบบไหน? # 2 ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ “เปิดโอกาส” ให้ชีวิตเรามากกว่า? # 3 ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่ให้ผลประโยชน์กับเราในระยะยาวมากกว่า? # 4 ถ้าคนที่ฉันรักและหวังดีกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับฉันในตอนนี้ ฉันจะให้คำแนะนำคนๆนั้นว่าอย่างไร? # 5 ทางเลือกไหนคือทางเลือกที่สะท้อนถึง “ความกลัว” ในใจเรา? ทางเลือกทางไหนคือทางเลือกที่สะท้อนถึง “ความกล้าหาญ” ในใจเรา? . เราจะสังเกตเห็นได้ว่า… . คำถาม # 1 คือคำถามที่ช่วยให้เราเลือกเส้นทางที่จะพาเราไปสู่ “ตัวเองเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด” (best version of myself) คำถาม # 2 คือคำถามที่ช่วยให้เราไม่เจอกับ “ทางตัน” ข้างหน้า คำถาม # 3 คือคำถามที่ช่วยให้เราให้น้ำหนักกับ “ระยะยาว” มากกว่า “ระยะสั้น” คำถาม # 4 คือคำถามที่ช่วยให้เรามองการตัดสินใจนี้ในฐานะ “คนนอก” (ซึ่งอาจช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่ากรณีที่เรามองด้วยสายตาของ “คนใน”) คำถาม # 5 คือคำถามที่ช่วยให้เรามองแต่ละทางเลือกด้วยความซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น (เพราะบางครั้ง เรามักจะยกเหตุผลที่ “ดูดี” จำนวนมากมาใช้อำพราง “ความกลัว” ในใจเรา) . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำถาม 5 ข้อนี้จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากภาวะ “ตัดสินใจไม่ได้” ได้ง่ายขึ้นนะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคน “ใจร้ายกับตัวเอง” . กล่าวคือ เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างผิดพลาด คำพูดที่เราพูดกับตัวเองจะเป็นคำพูดที่รุนแรงสุดๆ . ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเขียนรายงานและเราสะกดคำผิด เราก็จะพูดกับตัวเองว่า “ฉันเป็นบ้าอะไรกัน! กะอีแค่สะกดคำให้ถูกง่ายๆแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้!” เป็นต้น . เรารู้ว่าการ “ใจร้ายกับตัวเอง” มันสร้างความทุกข์ใจให้กับเรา . แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้น “ใจดีกับตัวเอง” ล่ะก็ พวกเราหลายคนก็ไม่อยากทำแบบนั้น เพราะพวกเราหลายคนมองว่าการ “ใจดีกับตัวเอง” มันคือการ “สปอยตัวเอง” . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ เราสามารถ “ใจดีกับตัวเอง” โดยที่ไม่เข้าข่าย “สปอยตัวเอง” ได้ครับ . เราเพียงแค่ต้องปฏิบัติต่อตัวเองในลักษณะเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นเท่านั้น . เพราะสำหรับพวกเราหลายคน เวลาที่คนอื่นทำอะไรบางอย่างผิดพลาด (เช่น เขียนรายงานและสะกดคำผิด) คำพูดที่เราพูดกับคนอื่นมักจะแตกต่างจากคำพูดที่เราพูดกับตัวเองอย่างชัดเจน . ยกตัวอย่างเช่น “เธอมีสะกดคำผิดในรายงานหน้าที่ 5 - เดี๋ยวเธอไปแก้ไขตรงนั้นและส่งรายงานมาใหม่อีกทีภายในบ่ายนี้นะ” (คำพูดที่เราใช้กับคนอื่น) กับ “ฉันเป็นบ้าอะไรกัน! กะอีแค่สะกดคำให้ถูกง่ายๆแค่นี้ก็ยังทำไม่ได้!” (คำพูดที่เราใช้กับตัวเอง) เป็นต้น . ตัวอย่างข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า เวลาที่คนอื่นทำผิดพลาด เราก็ไม่ได้ “สปอยคนอื่น” ด้วยการปล่อยให้เขา “ลอยนวล” แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้ใช้คำพูดที่รุนแรงจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกถูก “เหยียบย่ำจนจมดิน” เช่นกัน . หากเราปฏิบัติต่อตัวเองด้วย “มาตรฐาน” เดียวกันกับที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นล่ะก็ ปัญหาการ “ใจร้ายกับตัวเอง” ที่หลายคนประสบพบเจอก็จะถูกแก้ไขได้ทันทีเลยครับ #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก หนึ่งในดาราฝรั่งที่ผมรู้จัก (ซึ่งผมรู้จักอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน) คือ Robin Williams . ผมรู้จัก Williams ผ่านภาพยนตร์ “สำหรับเด็ก” (เช่น Jumanji และ Aladdin) . พอผมโตขึ้น ผมก็เริ่มรู้จักผลงานการแสดงของ Williams ผ่านภาพยนตร์ที่ “ซีเรียส” มากขึ้น (เช่น Good Will Hunting, Mrs. Doubtfire, Bicentennial Man และ Good Morning, Vietnam) . นอกจากนี้ ผมยังได้รู้จักกับความตลกที่มีเสน่ห์ของ Williams เวลาที่เขาปรากฏตัวตามรายการ talk show ต่างๆอีกด้วย . แต่แล้ว… . ในปี 2014 ผมก็ได้ข่าวว่า Williams เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย . ผมจำได้ว่าตอนนั้น ข่าวการเสียชีวิตของ Williams ถูกสื่อนำมารายงานเยอะมาก (มีการลงรายละเอียดถึงวิธีฆ่าตัวตาย รวมทั้งยังมีวิธีการนำเสนอในลักษณะที่ “ขยี้ความรู้สึก” อย่างเข้มข้น) . ผมเชื่อว่าสิ่งที่สื่อทำในตอนนั้นไม่ได้มีเจตนาร้าย . อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่า หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ Williams จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (โดยเฉพาะการฆ่าตัวตายด้วยวิธีเดียวกับที่ Williams ใช้) . จริงอยู่ครับว่า จำนวนการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นนั้น มันค่อยๆลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ต่อมา . แต่มันปฏิเสธไม่ได้ว่า การนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ Williams มันส่งผลต่อจำนวนการฆ่าตัวตายในช่วงเวลานั้นจริงๆ . แล้วเราควรจะทำอย่างไร หากว่าในอนาคต เราเจอกับกรณีที่มีดาราดังทำร้ายตัวเองได้สำเร็จแบบ Williams อีก? เราควรจะปิดข่าวการเสียชีวิตอย่างนั้นหรือ? . แน่นอนครับว่าเราคงจะไม่ปิดข่าว . อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ต้องการให้ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีก ลักษณะการนำเสนอข่าวจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมครับ . จากเดิมที่มีการลงรายละเอียดว่าผู้เสียชีวิตทำร้ายตัวเองด้วยวิธีอะไร จากเดิมที่มีการรายงานในลักษณะ “ขยี้ความรู้สึก” หรือทำให้การทำร้ายตัวเองดูเป็นเรื่องที่ romantic => เราควรหยุดการรายงานลักษณะนี้ (แม้ว่ามันอาจทำให้ rating ดีก็ตาม) . สื่อควรจะใช้โอกาสนี้ (หลังจากที่ได้นำเสนอรายละเอียดการเสียชีวิตอย่างคร่าวๆแล้ว) ในการแจ้งให้ผู้ชมทราบถึงแหล่งบริการสุขภาพจิต (โดยเฉพาะแหล่งบริการที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและเข้าถึงได้ง่าย เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323) รวมถึงนำเสนอแง่มุมที่สะท้อนถึงความหวัง ความเข้มแข็ง และการฟื้นตัวจากปัญหาสุขภาพจิตมากกว่า . หากสื่อมีการรายงานข่าวในลักษณะนี้ นอกจากมันจะไม่ส่งผลให้อัตราการทำร้ายตัวเองเพิ่มขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยให้อัตราการทำร้ายตัวเองลดลงอีกด้วยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1126/sciadv.adq4074 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในสิ่งที่สามารถสร้างความทุกข์ใจให้กับเราได้มากที่สุดคือนิสัย “เดาใจคนอื่น” (หรือที่นักจิตวิทยาสาย Cognitive Behavioral Therapy เรียกว่า Mind Reading) . ยกตัวอย่างเช่น . เรากำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนสาธารณะ และเราเห็นว่ามีคุณป้าคนเดิม (ที่ขายของอยู่ในร้านค้าภายในสวน) กำลังจ้องมองเราอยู่ . ตอนนั้นเองที่นิสัย “เดาใจคนอื่น” ของเราทำงานขึ้นมา และทำให้เราเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ป้าเขาต้องส่ายหัวอยู่ในใจแน่ๆเลยว่า ฉันมาวิ่งออกกำลังกายที่สวนนี้ตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็ยังอ้วนอยู่ ฉันมันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย” ส่งผลให้เรารู้สึกผิดหวัง เสียใจ หดหู่ . เป็นต้น . ข้อสังเกตข้อหนึ่งของนิสัย “เดาใจคนอื่น” ก็คือ เรามีแนวโน้มที่จะ “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่ติดลบ (มากกว่าบวก) . นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นิสัย “เดาใจคนอื่น” สร้างความทุกข์ใจให้กับเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว . สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อที่จะเริ่มต้นแก้นิสัย “เดาใจคนอื่น” นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การตระหนักรู้ถึงนิสัย “เดาใจคนอื่น” ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฝึกสร้างความคิด “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่เป็นบวกเพิ่มเติมด้วย . ยกตัวอย่างเช่น . นอกจากเราจะตระหนักว่าตัวเองกำลัง “เดาใจคนอื่น” ในช่วงที่เกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า “ป้าเขาต้องส่ายหัวอยู่ในใจแน่ๆเลยว่า ฉันมาวิ่งออกกำลังกายที่สวนนี้ตั้งนานแล้ว แต่ฉันก็ยังอ้วนอยู่ ฉันมันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย” แล้ว . เราอาจจะต้องฝึกสร้างความคิด “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่เป็นบวกเพิ่มเติมด้วย (เช่น “ป้าเขาคงชื่นชมฉันอยู่ในใจนะ เพราะฉันสามารถมีความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายติดต่อกันได้แบบนี้”) . เป็นต้น . จริงอยู่ครับว่า ความคิด “เดาใจคนอื่น” ในลักษณะที่เป็นบวกดังกล่าว (ซึ่งเราได้สร้างขึ้นมา) มันอาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงหรอกครับ (เช่น จริงๆแล้ว ตอนที่ป้ามองมาที่เรา ในใจป้าอาจจะมีความคิดอยู่ในใจว่า “ฉันอยากให้ตัวเองกลับไปเป็นสาวเหมือนคนที่กำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนคนนี้จัง”) . แต่มันไม่สำคัญเลยครับว่า ความคิด “เดาใจคนอื่น” ที่เราสร้างขึ้นมานั้น มันจะตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า . สิ่งที่สำคัญก็คือ พอเราได้ลองสร้างความคิด “เดาใจคนอื่น” ของเราขึ้นมาแล้ว มันจะช่วยให้เราเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า การ “เดาใจคนอื่น” ให้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นเรื่องที่ยากขนาดไหน . จุดนี้แหละครับที่จะค่อยๆลดทอนพลังอำนาจของนิสัย “เดาใจคนอื่น” (ในลักษณะที่ติดลบ) ได้ . ยิ่งเราได้มีโอกาสฝึกทำ “แบบฝึกหัด” ในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นิสัย “เดาใจคนอื่น” (ในลักษณะที่ติดลบ) ก็จะค่อยๆจางลงเรื่อยๆ . …จนกระทั่งเราสามารถแก้ไขนิสัยนี้ของเราได้ในที่สุดครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนตัดสินใจมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และพวกเขาพบว่าการพูดคุยนี้มันไม่ตอบโจทย์พวกเขาอย่างแรง . ยกตัวอย่างเช่น . เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คิดไม่ตกว่า เขาจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่นี้ดี หรือจะคบกับแฟนที่กำลงคบอยู่นี้ต่อดี . เขาอยากได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากการมาคุยกับนักจิตวิทยาว่าเขาจะ “คบต่อ” หรือ “เลิก” . แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยามาระยะหนึ่ง เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนซะที . มันเลยทำให้เขารู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ รวมถึงทำให้เขาฟันธงในใจว่า “การคุยกันแบบนี้มันไม่เห็นจะตอบโจทย์ฉันเลย!” . เป็นต้น . ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายคนเลือกที่จะเก็บความผิดหวังและความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ นั่งคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนครบชั่วโมง และไม่นัดหมายเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยาต่อ . เวลาที่ผมได้ยินเรื่องราวลักษณะนี้ ผมจะรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ . เสียดายที่พวกเขาเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะได้รับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ดีกว่านี้ . ในกรณีเช่นนี้ แทนที่จะฝืนคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนจบ (ทั้งๆที่การพูดคุยไม่ตอบโจทย์) ผมอยากจะเชิญชวนให้เราแชร์กับนักจิตวิทยาที่เรากำลังคุยอยู่ด้วยตรงๆเลยครับว่า เรากำลังพบว่าการพูดคุยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้มันยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเรา . ยกตัวอย่างเช่น . “พี่นักจิตฯคะ หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะเลิกกับแฟนหนูดีไหม หนูหวังว่าพี่จะช่วยให้คำตอบกับหนูได้ แต่จากที่เราคุยกันมาจนถึงตอนนี้ หนูก็ยังคงสับสนและตัดสินใจไม่ถูกในเรื่องนี้อยู่เลยค่ะ” . เป็นต้น . หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจกับสิ่งที่ผมเชิญชวนให้ทำนี้ เพราะมันดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะจุดชนวนความขัดแย้งกับนักจิตวิทยา . แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักจิตวิทยาที่ดีทุกคนจะชอบและต้อนรับอะไรแบบนี้มากๆครับ . เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยาต้องการคือการที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการมาพูดคุยกัน . การที่ผู้รับบริการสื่อสารตรงๆกับนักจิตวิทยาแบบนี้ มันจะเป็น feedback ที่ช่วยให้นักจิตวิทยารู้ว่า ตัวเองจะต้องปรับการทำงานตรงไหนยังไง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้รับบริการได้มากขึ้นนั่นเองครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนตัดสินใจมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา และพวกเขาพบว่าการพูดคุยนี้มันไม่ตอบโจทย์พวกเขาอย่างแรง . ยกตัวอย่างเช่น . เขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คิดไม่ตกว่า เขาจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่นี้ดี หรือจะคบกับแฟนที่กำลงคบอยู่นี้ต่อดี . เขาอยากได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากการมาคุยกับนักจิตวิทยาว่าเขาจะ “คบต่อ” หรือ “เลิก” . แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกับนักจิตวิทยามาระยะหนึ่ง เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนซะที . มันเลยทำให้เขารู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ รวมถึงทำให้เขาฟันธงในใจว่า “การคุยกันแบบนี้มันไม่เห็นจะตอบโจทย์ฉันเลย!” . เป็นต้น . ในสถานการณ์เช่นนี้ หลายคนเลือกที่จะเก็บความผิดหวังและความไม่พอใจนี้ไว้ในใจ นั่งคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนครบชั่วโมง และไม่นัดหมายเพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยาต่อ . เวลาที่ผมได้ยินเรื่องราวลักษณะนี้ ผมจะรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ . เสียดายที่พวกเขาเหล่านี้พลาดโอกาสที่จะได้รับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ดีกว่านี้ . ในกรณีเช่นนี้ แทนที่จะฝืนคุยกับนักจิตวิทยาต่อจนจบ (ทั้งๆที่การพูดคุยไม่ตอบโจทย์) ผมอยากจะเชิญชวนให้เราแชร์กับนักจิตวิทยาที่เรากำลังคุยอยู่ด้วยตรงๆเลยครับว่า เรากำลังพบว่าการพูดคุยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้มันยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเรา . ยกตัวอย่างเช่น . “พี่นักจิตฯคะ หนูอยากรู้ว่าหนูควรจะเลิกกับแฟนหนูดีไหม หนูหวังว่าพี่จะช่วยให้คำตอบกับหนูได้ แต่จากที่เราคุยกันมาจนถึงตอนนี้ หนูก็ยังคงสับสนและตัดสินใจไม่ถูกในเรื่องนี้อยู่เลยค่ะ” . เป็นต้น . หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจกับสิ่งที่ผมเชิญชวนให้ทำนี้ เพราะมันดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะจุดชนวนความขัดแย้งกับนักจิตวิทยา . แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักจิตวิทยาที่ดีทุกคนจะชอบและต้อนรับอะไรแบบนี้มากๆครับ . เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่นักจิตวิทยาต้องการคือการที่ผู้รับบริการได้รับประโยชน์จากการมาพูดคุยกัน . การที่ผู้รับบริการสื่อสารตรงๆกับนักจิตวิทยาแบบนี้ มันจะเป็น feedback ที่ช่วยให้นักจิตวิทยารู้ว่า ตัวเองจะต้องปรับการทำงานตรงไหนยังไง เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้รับบริการได้มากขึ้นนั่นเองครับ #จิตวิทยา #siamatr
image เวลาที่เรามีอาการซึมเศร้า (หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้า) หลายคนจะพบว่าตัวเอง “แบตเตอรี่ต่ำ” ส่งผลให้พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจอยากจะทำอะไร . แต่ยิ่งพวกเขาไม่ค่อยได้ทำอะไร มันก็ยิ่งตอกย้ำกับพวกเขาว่า ชีวิตพวกเขาไม่ค่อยจะมีอะไร . และเมื่อพวกเขามองว่าชีวิตตัวเองไม่ค่อยจะมีอะไร พวกเขาก็อาจมีความคิดขึ้นมาในใจว่า “ชีวิตของฉันไม่มีค่า” ส่งผลให้อาการซึมเศร้าเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม (และทำให้พวกเขายิ่ง “แบตเตอรี่ต่ำ” กว่าเดิมและยิ่งไม่อยากทำอะไรเข้าไปอีก) . ทุกวันนี้ หลายคนเยียวยาอาการซึมเศร้า (หรือโรคซึมเศร้า) ด้วยการทานยาเป็นหลัก . อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่สะดวกจะทานยา (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายหรือเหตุผลเรื่องผลข้างเคียงของยาหรือเหตุผลอื่นๆก็ตาม) ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางอื่นในการเยียวยาอาการซึมเศร้า (หรือโรคซึมเศร้า) ของตัวเองซะทีเดียว . ผลการศึกษาในปี 2019 ค้นพบหนทางหนึ่งที่สามารถช่วยเยียวยาอาการซึมเศร้าให้ดีขึ้นได้เกือบ 50% เลยทีเดียว! . ยิ่งไปกว่านั้น หนทางที่ว่านี้ยังเป็นหนทางที่เราไม่ต้องพึ่ง “ผู้เชี่ยวชาญ” (เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา) อีกด้วย! (เพราะมันไม่ต้องใช้ความรู้เชิงจิตวิทยาหรือความรู้ทางการแพทย์แม้แต่นิดเดียว) . หนทางที่ว่านี้ก็คือ การพาตัวเองออกนอกบ้านไปดูภาพยนตร์ หรือละครเวที หรือพิพิธภัณฑ์อย่างน้อยเดือนละครั้ง (หรือถ้าเราไม่ได้เป็นคนที่ “อิน” กับภาพยนตร์ ละครเวที หรือพิพิธภัณฑ์ เราก็อาจจะเลือกพาตัวเองไปทำอย่างอื่นแทนก็ได้ครับ) . การทำเช่นนี้สามารถช่วยให้ชีวิตที่แลดู “ไม่มีอะไร” มันดู “มีอะไร” ขึ้นมา (อย่างน้อยก็มีความน่าสนใจหรือความสนุกสนานเพิ่มขึ้นกว่าตอนที่เราไม่ได้ทำอะไรแบบนี้) ส่งผลให้ความคิด “ชีวิตฉันไม่มีค่า” มีน้ำหนักในใจน้อยลง . การทำเช่นนี้ช่วยให้เรามีอะไรบางอย่างให้ตั้งหน้าตั้งตารอคอยในทุกๆเดือน ส่งผลให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นได้) . การทำเช่นนี้ช่วยให้เราได้ติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากขึ้น (เพราะกิจกรรมเหล่านี้มักจะไม่ใช่กิจกรรมที่เราทำคนเดียว) ส่งผลให้เรา “เข้าถึง” support จากคนเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น (หากเราต้องการ) . นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หนทางที่เรียบง่ายนี้ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เกือบครึ่งค่อนเลยทีเดียวครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/17439760903569154 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนมีเรื่องขัดแย้งกับคนอื่น และพวกเขาตัดสินใจที่จะยอมรับผิด (แม้พวกเขาไม่ได้มองว่าตัวเองผิดก็ตาม) . พวกเขาตัดสินใจแบบนั้นเพราะต้องการให้ความขัดแย้งจบลงเร็วๆ . และความขัดแย้งก็จะจบลงเร็วจริงๆครับ . แต่หากจะมองกันในระยะยาว การตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้คู่ขัดแย้งของพวกเขาเกิดการเรียนรู้ว่า “หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในอนาคตขึ้นมาอีก ขอเพียงแค่ฉันไม่ยอมซะอย่าง ในที่สุดแล้ว ฉันก็จะสมหวังแน่ๆ เพราะเธอจะทนความขัดแย้งนี้ไม่ไหวและยอมรับผิดเพื่อให้ความขัดแย้งจบลงเร็วๆ” . การยอมรับผิดในลักษณะนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่ “ได้อย่างเสียอย่าง” . สิ่งที่พวกเขาได้คือการที่ความขัดแย้งจบลงอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาเสียคือการที่พวกเขามีโอกาสที่จะตกเป็น “เป้าหมาย” การ bully ของคู่ขัดแย้งในอนาคต (ซึ่งก็จะนำมาสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม…และอาจจะจบลงด้วยการที่พวกเขายอมรับผิดไปเรื่อยๆอีก) . ฉะนั้น ความสามารถในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง (ซึ่งแตกต่างจากการแสวงหาความขัดแย้ง) จึงถือเป็น “ทักษะ” ที่สำคัญ . เราสามารถพัฒนา “ทักษะ” นี้ได้ด้วยการฝึกที่จะไม่โอนอ่อนผ่อนตามในสถานการณ์ที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” ก่อน (เช่น ฝึกที่จะกล่าวคำปฏิเสธกับคนที่เราวางใจได้ว่าเขาจะไม่มีปฏิกิริยาทางลบกับคำปฏิเสธของเรา) . พอเราคุ้นชินกับการไม่โอนอ่อนผ่อนตามในสถานการณ์ที่มี “ความเสี่ยงต่ำ” แล้ว เราจึงค่อยขยับมาลองฝึกในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงขึ้นทีละนิดๆๆ . จนกระทั่งเรามีความมั่นใจมากเพียงพอที่จะ “ยืนหยัด” ต่อคู่ขัดแย้งของเราในท้ายที่สุด . และเมื่อเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้ มันก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้คู่ขัดแย้งของเรารู้ว่า ณ ตอนนี้ เราไม่ใช่คนที่เขาจะ bully ได้ง่ายๆเหมือนเดิมอีกแล้ว . มันจะทำให้คู่ขัดแย้งมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติกับเราเปลี่ยนไป…จนอาจถึงขั้นที่คู่ขัดแย้งไม่เข้ามา “จุดชนวน” ความขัดแย้งกับเราอีกเลยก็เป็นได้! . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราไม่มี “ทักษะ” ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เรามีแนวโน้มที่จะเจอกับความขัดแย้งเป็นระยะ แต่หากเรามี “ทักษะ” ในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เรามีแนวโน้มที่จะเจอกับความขัดแย้งน้อยลง (จนอาจถึงขั้นไม่เจอเลย) #จิตวิทยา #siamstr
image สิ่งหนึ่งที่หลายคนรู้สึกหลังจากที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายชีวิต (เช่น ซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นแชมป์ประเทศในกีฬาที่ตนเองแข่งขัน) คือความรู้สึกว่างเปล่าและเคว้งคว้าง . เพราะเป้าหมายดังกล่าวคือสิ่งที่ให้ความหมายกับชีวิตพวกเขามาโดยตลอด . ด้วยเหตุนี้ วินาทีที่พวกเขาบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้คือวินาทีที่พวกเขาสูญเสียสิ่งที่ให้ความหมายกับชีวิตของพวกเขาไปด้วย . จริงอยู่ครับว่า หลายคนพยายามที่จะสร้างเป้าหมายใหม่กับตัวเอง (เช่น ซื้อบ้านหลังที่ใหญ่กว่าเดิม เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง เป็นแชมป์โลกในกีฬาที่ตนเองแข่งขัน) และหวังว่าเป้าหมายใหม่นั้นจะสามารถให้ความหมายกับชีวิตพวกเขาต่อไปได้ . ซึ่งการทำแบบนี้มันก็ได้ผลกับหลายๆคนนะครับ . แต่สำหรับหลายๆคน พวกเขาพบว่าเป้าหมายใหม่ไม่รู้สึกมีความหมายกับพวกเขาอีกแล้ว . มันเหมือนกับพวกเขาได้ “กินอิ่ม” แล้ว ต่อให้พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะ “กินเพิ่ม” มันก็ไม่ช่วยให้ใจพวกเขา “อิ่มเพิ่ม” อีกต่อไป . จากการสังเกตส่วนตัว ผมพบว่าเป้าหมายใหม่ที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้ (ที่ “กินอิ่ม” แล้ว) รู้สึกมีความหมายได้อีกครั้งมักจะมีความแตกต่างจากเป้าหมายเดิมอยู่เหมือนกันครับ . กล่าวคือ เป้าหมายใหม่มักจะเป็นการช่วยเหลือคนอื่นมากกว่าการแสวงหาความสำเร็จส่วนตัว . ยกตัวอย่างเช่น การช่วยโค้ชให้นักกีฬารุ่นน้องคว้าแชมป์ การให้เงินลงทุนและคำปรึกษากับคนที่กำลังทำธุรกิจ startup เป็นต้น . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เป้าหมายใหม่ที่เติมใจของพวกเขาได้นั้น ไม่ใช่การที่พวกเขาจะได้ “กินเพิ่ม” (เพราะพวกเขา “กินอิ่ม” แล้ว) แต่มันจะเป็นการช่วยให้คนอื่นได้ “กินอิ่ม” (เหมือนที่พวกเขาทำได้) มากกว่านั่นเอง . ฉะนั้น หากเราเป็นคนหนึ่งที่ชีวิตประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ และเรารู้สึกว่างเปล่าเคว้งคว้างหลังจากนั้นล่ะก็ . สิ่งที่จะช่วยเติมใจเราได้อาจไม่ใช่การที่เราไขว่คว้าความสำเร็จส่วนตัวเพิ่มเติม แต่เป็นการช่วยไกด์คนรุ่นต่อมาให้พวกเขาประสบความสำเร็จในเป้าหมายของพวกเขาแทนครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่ชอบ “คนสนิท” ของแฟน . ไม่ว่า “คนสนิท” คนนั้นจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง หัวหน้า หรือใครก็ตาม . บ่อยครั้ง ความไม่ชอบนี้นำมาสู่การยื่นคำขาดกับแฟนว่า “ถ้าเธอยังอยากมีฉันอยู่ในชีวิต เธอก็ต้องตัดขาดการติดต่อกับคนๆนั้น” . การยื่นคำขาดแบบนี้อาจจะทำให้แฟนยอมตัดขาดกับ “คนสนิท” คนนั้นก็จริง . แต่มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันครับว่า เนื่องจากคนๆนั้นคือ “คนสนิท” ของแฟน (และอาจจะอยู่ในชีวิตแฟนมานานกว่าเราหลายปี) แฟนก็อาจจะแอบติดต่อกับ “คนสนิท” นั้นอยู่ (แต่ไม่บอกให้เรารู้) . หรือในกรณีที่แฟนตัดขาดการติดต่อกับ “คนสนิท” นั้นไปจริงๆ มันมีโอกาสเหมือนกันครับที่แฟนจะรู้สึกขุ่นเคืองเราอยู่ในใจ . ไม่ว่าแฟนจะตัดสินใจแบบไหนก็ตาม (แอบติดต่อ vs ตัดขาดการติดต่อ) มันล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนทั้งสิ้น . เพราะถ้าแฟนเลือกที่จะแอบติดต่อ ไม่ช้าก็เร็ว แฟนก็จะ “โป๊ะแตก” ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ . หรือถ้าแฟนเลือกที่จะตัดขาดการติดต่อจริงๆ ในที่สุดแล้ว ความขุ่นเคืองในใจแฟนก็จะสะสมจนกระทั่งระเบิดตู้มออกมาอยู่ดี . ทั้งหมดที่ผมพิมพ์มานี้ ผมไม่มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราจะต้องฝืนใจตัวเองให้ชื่นชอบ “คนสนิท” ของแฟนนะครับ (ผมเชื่อว่า หากเราสามารถฝืนใจให้ชอบได้ เราคงทำไปแล้ว) . ผมมองว่าเราจะยังคงไม่ชอบ “คนสนิท” ของแฟนอยู่ก็ได้แหละครับ . แต่แทนที่เราจะยื่นคำขาดให้แฟนต้องเลือกระหว่าง “คนสนิท” กับตัวเรา ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าคือการสื่อสารกับแฟนว่า . “ฉันรู้ว่าพี่ชายของเธอคือคนสำคัญในชีวิตเธอ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า ฉันรู้สึกไม่สบายใจเวลาที่ต้องเจอพี่ชายเพราะ (เหตุผลข้อที่ 1) (เหตุผลข้อที่ 2) (เหตุผลข้อที่ 3) ฉันเลยอยากจะหยิบเรื่องมาคุยกับเธอเพื่อที่เราจะหาทางออกร่วมกันในเรื่องนี้” . ผมมองว่าแนวทางลักษณะนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า (หากเรายังต้องการจะรักษาความสัมพันธ์กับแฟนอยู่) เมื่อเทียบกับการยื่นคำขาดเลยครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนใฝ่ฝันว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาจะได้เจอกับ “รักแท้” . แต่หนึ่งคำถามที่มีความสำคัญ (และมักจะไม่ได้ถูกนำมาตอบจริงๆจังๆ) ก็คือ “รักแท้” ที่ว่านี้มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร? . สำหรับ April Eldemire (นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความรักความสัมพันธ์) “รักแท้” มีรูปร่างหน้าตาดังต่อไปนี้ครับ . . . “รักแท้” ไม่ใช่ดอกไม้ไฟที่สว่างเจิดจ้าเพียงไม่กี่วินาทีและหายไป แต่ “รักแท้” คือกองไฟที่ค่อยๆมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ . “รักแท้” ไม่ใช่การตกหลุกรักใครสักคน แต่ “รักแท้” คือการเลือกที่จะรักใครสักคน . “รักแท้” ไม่ใช่การมีแฟนที่สมบูรณ์แบบ แต่ “รักแท้” คือการมองเห็นความไม่สมบูรณ์แบบของแฟนและเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ข้างๆเขาต่อไป . “รักแท้” ไม่ใช่เพียงแค่การที่เรากับแฟนมีความชอบเหมือนกัน แต่ “รักแท้” คือการที่เรากับแฟนมีมุมมองต่อโลก เป้าหมายชีวิต และค่านิยมเหมือนกัน . “รักแท้” ไม่ใช่การสื่อสาร (ระหว่างเกิดความขัดแย้ง) เพื่อที่เราจะได้เถียงชนะแฟน แต่ “รักแท้” คือการสื่อสาร (ระหว่างเกิดความขัดแย้ง) เพื่อที่เราจะได้เข้าใจแฟน . “รักแท้” ไม่ใช่การที่เราเทชีวิตของเราให้กับคนๆหนึ่ง แต่ “รักแท้” คือการที่คนๆนั้นเข้ามาเติมให้ชีวิตเราเต็มอิ่มยิ่งขึ้น (จากเดิมที่เราก็เต็มอิ่มอยู่แล้วตอนที่ยังไม่มีใคร) . “รักแท้” ไม่ใช่การที่แฟนต้องการ “ตัวติดกัน” กับเราตลอดเวลา แต่ “รักแท้” คือการที่แฟนเคารพความต้องการพื้นที่ส่วนตัวของเรา . “รักแท้” ไม่ใช่การคบกับคนๆหนึ่งเป็นแฟน แต่ “รักแท้” คือการที่คนๆนั้นเป็นทั้งแฟนและเพื่อนที่ดีของเรา . “รักแท้” ไม่ใช่การที่เราพยายามพิสูจน์ตัวเองให้แฟนเห็นค่า แต่ “รักแท้” คือการที่แฟนเห็นคุณค่าในตัวเราอย่างที่เราเป็น . “รักแท้” ไม่ใช่เพียงแค่เรารักแฟนของเรา แต่ “รักแท้” คือการที่เราทั้งรัก ทั้งชอบ ทั้งเคารพแฟนของเรา . “รักแท้” ไม่ใช่เพียงแค่การที่เรามีแฟนมาเติมเต็มความฝันของเรา แต่ “รักแท้” คือการที่ทั้งเราและแฟนมีความฝันร่วมกัน . “รักแท้” ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติแบบง่ายๆ แต่ “รักแท้” คือสิ่งที่ต้องอาศัยความพยายาม การประนีประนอม ความอดทน และความตั้งใจที่จะอยู่ข้างๆกัน (โดยเฉพาะในวันที่ความสัมพันธ์ “ขรุขระ”) . “รักแท้” ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราทุ่มเทแรงกายแรงใจและเกิดความคิดว่า “เหนื่อยจังเลย” แต่ “รักแท้” คือสิ่งที่ทำให้เราทุ่มเทแรงกายแรงใจและเกิดความคิดว่า “เหนื่อยอยู่นะ แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเหนื่อย” . “รักแท้” ไม่ทำให้เรารู้สึกอิดออดเวลาต้องเสียสละเพื่อแฟน แต่ “รักแท้” จะทำให้เรายินดีเสียสละเพื่อแฟน เพราะเรารู้ว่าแฟนเราก็พร้อมที่จะเสียสละเพื่อเราเช่นกัน . “รักแท้” ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไร้ความขัดแย้ง แต่ “รักแท้” คือความสัมพันธ์ที่เรามั่นใจว่า ไม่ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะใหญ่แค่ไหน มันก็จะไม่มีทางใหญ่ไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับแฟนได้ . . . ผมหวังว่าทุกๆคนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับ “รักแท้” ที่ Eldemire พูดถึงนี้นะครับ #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราทุกคนล้วนเคยฝันร้าย . แต่โดยทั่วไปแล้ว ฝันร้ายที่พวกเรามีมักจะเกิดขึ้นเพียงครั้งคราวเท่านั้น . แต่สำหรับบางคน พวกเขาฝันร้ายติดต่อกันแทบทุกคืน . แถมยังเป็นฝันร้ายในเรื่องเดิมๆอีกด้วย! . ยกตัวอย่างเช่น ฝันว่ากำลังถูกใครบางคนไล่ตาม ฝันว่าตกลงจากที่สูง ฝันว่าทำงาน/ทำข้อสอบไม่ได้ เป็นต้น . การฝันร้ายลักษณะนี้สามารถทำให้การนอนของเราไม่มีคุณภาพ ซึ่งก็จะส่งผลให้เราใช้ชีวิตในวันถัดไปได้ไม่เต็มที่อีกทีหนึ่ง (เพราะเราไม่ได้รับการ “ชาร์จแบต” ที่เพียงพอ) . ทำยังไงเราจึงจะหยุดฝันร้ายติดกันทุกคืนแบบนี้ได้? . วันนี้ ผมขอนำเสนอแนวทางหนึ่งที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ฝันร้ายในเรื่องเดิมๆติดต่อกันทุกคืนครับ . . . ขั้นตอนที่ 1 . หยิบกระดาษมา 1 แผ่นและเขียนรายละเอียดของฝันที่เกิดขึ้นลงบนกระดาษแผ่นนั้นให้ละเอียดที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ (เช่น เกิดอะไรขึ้นในฝันบ้าง มีใครอยู่ในฝันบ้าง ฝันนั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร) . ขั้นตอนที่ 2 . หยิบกระดาษมาอีก 1 แผ่นและเขียนเกี่ยวกับฝันดังกล่าวอีกครั้ง . แต่คราวนี้ ขอให้เราเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วนของฝันนั้น เพื่อให้เรารู้สึกมีพลัง เข้มแข็ง ปลอดภัย . ยกตัวอย่างเช่น แทนที่เราจะสู้กับคนที่คุกคามเราในฝันไม่ได้ เราเปลี่ยนให้ตัวเองต่อสู้กับคนๆนั้นได้ แทนที่เราจะอยู่ตัวคนเดียวในฝัน เราเปลี่ยนเป็นให้ใครบางคนที่เข้ามาช่วยเหลือเรา แทนที่ “ผู้ร้าย” ในฝันจะดูน่ากลัว เราเปลี่ยนให้ “ผู้ร้าย” ดูน่าขำขัน เป็นต้น . ขั้นตอนที่ 3 . ใช้เวลา 5-10 นาที (ก่อนเข้านอน) ในการจินตนาการถึงภาพความฝันที่เราเขียนในขั้นตอนที่ 2 ทุกวันติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ (ยิ่งจินตนาการได้ละเอียดเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น) . . . เราจะเห็นได้ว่า แนวทางที่ผมหยิบมานำเสนอในข้างต้น มันเป็นแนวทางที่เราได้สำรวจดู (ในรายละเอียด) ว่าฝันร้ายของเรามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จากนั้น เราก็จะ rewrite ความฝันของเราให้เป็นไปในรูปแบบที่เราต้องการมากขึ้น (แทนที่จะอยู่เฉยๆและภาวนาให้ฝันร้ายหายไปด้วยตัวมันเอง) . มันเป็นแนวทางที่เรียบง่ายก็จริง แต่ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า มันเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยเลยทีเดียว . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้หยิบมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ฝันร้ายในเรื่องเดิมๆติดต่อกันทุกคืนนะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1055/s-0043-1776796 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น การเขียนบทความนี้) มันปกติมากเลยครับที่เราจะอยากทำมันให้ออกมาดีๆ . แต่ถ้าเราอยากจะทำมันให้ออกมาดี เราก็ต้อง “ออกแรง” กับมันเยอะ (ไม่ว่าจะเป็นแรงกายหรือแรงความคิดก็ตาม) . แต่มันจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะทำมันให้ออกมาดีได้โดยที่ไม่ต้อง “ออกแรง” กับมันเยอะ? . เป็นไปได้ครับ . นักจิตวิทยา Alice Boyes (เจ้าของหนังสือ Stress-Free Productivity: A Personalized Toolkit to Become Your Most Efficient and Creative Self) บอกว่า… . สมองของเรามีการทำงานอยู่ 2 แบบด้วยกัน การทำงานแบบที่เรา “รู้ตัว” และการทำงานแบบที่เรา “ไม่รู้ตัว” . ยกตัวอย่างเช่น . ในขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่ สมองของผมกำลังทำงานแบบที่ผม “รู้ตัว” . อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผมพักจากการเขียนบทความนี้และไปเล่นกับแมว สมองของผมก็จะยังคงขบคิดเรื่องบทความนี้อยู่เช่นกัน (แต่เป็นการขบคิดโดยที่ผม “ไม่รู้ตัว”) . ฉะนั้น หลังจากที่ผมเล่นกับแมวเสร็จ และกลับมานั่งเขียนบทความนี้ต่อ ผมจะพบว่าผมสามารถเขียนบทความนี้ได้ไหลลื่นมากขึ้น . เป็นต้น . เวลาที่พวกเราหลายคนทำงาน เรามักจะใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “รู้ตัว” แต่เรามักจะไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “ไม่รู้ตัว” . ตัวอย่างหนึ่งของการทำงานโดยไม่ค่อยใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “ไม่รู้ตัว” คือการนั่งทำงานชิ้นหนึ่งไปยาวๆๆๆๆๆๆ (จนกระทั่งทำมันเสร็จ) . การทำแบบนี้อาจจะทำให้เรา “ได้งาน” ก็จริง แต่เราจะต้อง “ออกแรง” กับมันเยอะ . ยิ่งไปกว่านั้น หากเทียบกันแล้ว การทำงานแบบ “รู้ตัว” มักจะ “คิดภาพใหญ่” ได้ไม่ดีเท่ากับการทำงานแบบ “ไม่รู้ตัว” . ดังนั้น หากเราใช้ประโยชน์จากการทำงานของสมองแบบ “รู้ตัว” เพียงอย่างเดียว นอกจากเราจะต้อง “ออกแรง” เยอะขึ้นแล้ว คุณภาพของงานที่เราทำก็มีแนวโน้มที่จะลดลงอีกด้วย! . นี่จึงเหตุผลที่ทำให้หลายคนเสนอว่า เวลาที่เราทำงานบางอย่าง เราไม่ควร “ยิงยาว” รวดเดียว แต่เราควรจะจดจ่ออยู่กับงานชิ้นนั้นสักระยะ (เช่น 20-90 นาที) จากนั้น เราควรจะพักเบรกจากงานชิ้นนั้นสักหน่อย และค่อยกลับมาทำงานชิ้นนั้นต่ออีกที . เพราะการทำแบบนี้จะช่วยให้เราได้ใช้ประโยชน์จากทั้งการทำงานของสมองแบบ “รู้ตัว” (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังนั่งทำงานดังกล่าว) และ “ไม่รู้ตัว” (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังพักเบรก) นั่นเองครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราสูญเสียใครสักคนที่สำคัญกับเรามากๆ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียนั้นสามารถทำให้ชีวิตของเรา “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป . มันเหมือนกับการที่เราเกิดมาครบ 32 แต่วันหนึ่ง เราเจออุบัติเหตุที่ทำให้เราต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างของเราไป แผลที่เกิดจากการสูญเสียขาในอุบัติเหตุอาจจะสมานตัวได้ แต่ชีวิตของเราหลังจากนั้นก็จะ “ไม่เหมือนเดิม” อีกแล้ว . นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนที่ผ่านการสูญเสียคนสำคัญ (เช่น นักเขียน Nora McInerny) พูดว่า “We don’t move on from grief. We move forward with it.” . แต่เราจะ move forward ได้อย่างไร? เราจะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากความสูญเสีย (โดยไม่ให้ความเจ็บปวดนั้นทำลายชีวิตเรา) ได้อย่างไร? . สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะช่วยให้การ move forward เกิดได้ง่ายขึ้นสำหรับหลายคนคือการอนุญาตให้คนที่เราสูญเสียไปได้ “มีชีวิต” ผ่านตัวเราครับ . ยกตัวอย่างเช่น หากเราสูญเสียแม่ของเรา และแม่เป็นคนที่ใจดีกับทุกๆคน เราสามารถอนุญาตให้ความใจดีของแม่ “มีชีวิต” ผ่านตัวเราเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันได้ เป็นต้น . การทำเช่นนี้สามารถช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้บ้างว่า แม้คนที่เราสูญเสียไปจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ “ความเป็นตัวเขา” ยังคงอยู่กับเรา . อย่างกรณีของตัวอย่างข้างต้นนั้น แม้ว่าแม่จะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่ “ความเป็นแม่” ยังคงอยู่กับเรา เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดหรือทำอะไรบางอย่างที่เป็นการแสดงออกถึงความใจดีกับคนอื่น มันก็จะให้ความรู้สึกเหมือนว่าแม่กำลังอยู่ข้างๆเราทุกครั้งนั่นเองครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในสิ่งที่หลายคนต้องการมากที่สุดในชีวิตของพวกเขาคือการได้มีแฟนที่ดี . ดังนั้น คำถามที่สำคัญมากๆสำหรับพวกเขาก็คือ ทำยังไงพวกเขาถึงจะมีแฟนที่ดีได้? . ผมมองว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องทำ (แต่หลายคนอาจจะยังไม่ได้ทำ) คือการมีภาพในใจให้ชัดเจนก่อนว่า พวกเขาอยากจะมีชีวิตแบบไหน . ภาพดังกล่าวไม่ควรจะมีเพียงแค่ความชัดเจนเท่านั้น แต่มันควรจะต้องมีความละเอียดด้วย . …ละเอียดในระดับที่พวกเขาสามารถพูดให้ทุกคนเห็นภาพได้ชัดๆเลยว่า หากพวกเขามีชีวิตแบบที่พวกเขาต้องการได้แล้ว ในแต่ละวัน หลังจากที่พวกเขาตื่นนอน พวกเขาจะทำอะไรบ้าง และทำอะไรบ้าง และทำอะไรบ้าง (จนกระทั่งถึงเวลาที่พวกเขาเข้านอน) . หากพวกเขาชัดเจนกับตัวเองได้ว่า พวกเขาอยากจะมีชีวิตแบบไหน (ในรายละเอียด) พวกเขาก็จะเปรียบได้กับนักเดินทางที่มีเป้าหมายชัดเจนว่ากำลังเดินทางไปที่ไหน . เวลาที่พวกเขาเจอใครสักคน (ที่พวกเขาสนใจอยากจะสานสัมพันธ์ด้วย) พวกเขาก็จะสามารถพูดกับคนๆนั้นได้ว่า “ฉันกำลังพาชีวิตตัวเองเดินทางไปที่จุดหมายแห่งนี้อยู่นะ เธอสนใจอยากจะไปด้วยกันกับฉันไหม?” . ในทางกลับกัน หากพวกเขาพูดกับคนๆนั้นว่า “ฉันอยากเดินทางร่วมกับเธอนะ แต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังพาชีวิตตัวเองไปทางไหน” มันคงเป็นอะไรที่ดูไม่มีเสน่ห์เท่าไหร่นัก . นอกจากนี้ การที่พวกเขาชัดเจนกับตัวเองว่าพวกเขากำลังพาชีวิตเดินทางไปทางไหน มันยังช่วยให้พวกเขาคัดกรองคนที่ไม่น่าจะ “เข้ากันได้” กับพวกเขาในฐานะแฟนออกไปอีกด้วย (ยกตัวอย่างเช่น หากเรากำลังเดินทางไป “เชียงใหม่” แต่คนที่เราคุยอยู่ด้วยกำลังเดินทางไป “นราธิวาส” นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคนๆนี้ไม่น่าจะใช่แฟนที่ดีสำหรับเรา เป็นต้น) . นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การมี “เป้าหมายชีวิต” ที่ชัดเจนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่อยากมีความรักที่ดีครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ชีวิตเราเจอกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ามันจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ดี (เช่น ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ได้แต่งงานกับคนที่รัก ได้เรียนในคณะสาขาที่อยากเรียน) หรือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดี (เช่น ถูกให้ออกจากงาน กำลังจะเซ็นใบหย่า ซิ่วเพราะพบว่าคณะสาขาที่เรียนอยู่ “ไม่ตอบโจทย์”) นั่นคือโอกาสที่เราจะได้สำรวจชีวิตตัวเองและตั้งคำถามตัวเองจริงๆจังๆว่า “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” . อย่างไรก็ตาม การตอบคำถาม “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายคนจะพยายามตอบคำถามนี้ด้วยการนึกว่า พวกเขา “ควร” จะใช้ชีวิตของพวกเขาต่อไปอย่างไร . คำว่า “ควร” นี้มีความสำคัญมากเลยครับ เพราะมันกำลังบ่งชี้ว่า คำถาม “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” มีคำตอบที่ “ถูกต้อง” อยู่ . มันจะนำมาสู่อีกหนึ่งคำถามที่สำคัญมากๆ ซึ่งก็คือ…ใครเล่าที่เป็นคนกำหนดว่าชีวิตแบบไหนคือชีวิตที่ “ถูกต้อง”? . พ่อแม่? เพื่อน? แฟน? ครู? อินฟลูเอ็นเซอร์? . ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรจะ “ปิดหูปิดตา” กับพวกเขาเหล่านี้นะครับ . มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะหันไปมองดูคนอื่น (โดยเฉพาะคนที่เราชื่นชมเป็นการส่วนตัว) เป็น “แนวทาง” ระหว่างที่เรากำลังขบคิดอยู่ว่า เราจะเอายังไงกับชีวิตของเราต่อดี . อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังข้อหนึ่งก็คือ ชีวิตที่ “ถูกต้อง” ของพวกเขาเหล่านี้ มันอาจจะเหมาะกับเจ้าตัวเขาก็จริง แต่มันอาจจะไม่ได้เหมาะกับเราเสมอไป . เพราะชีวิตของเราแต่ละคนก็เหมือนกับเสื้อที่เราสวมใส่ . คนที่เราชื่นชมเป็นการส่วนตัวเขาอาจจะกำลังใส่เสื้อคอเต่าสีดำอยู่ เขาอาจจะบอกว่าเสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่ดี ใส่สบาย ใส่แล้วดูดี เหมาะกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา . ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อาจจะจริงสำหรับเจ้าตัวเขานะครับ . แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า หากเราหยิบเสื้อคอเต่าสีดำแบบเดียวกันมาใส่ มันจะใส่แล้วสบาย ใส่แล้วดูดี เหมาะสมกับวิถีชีวิตประจำวันของเรา…เหมือนกับคนที่เราชื่นชมคนนั้นเสมอไป . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เรากำลังพยายามตอบคำถามที่ว่า “ฉันจะเอายังไงกับชีวิตของฉันต่อจากนี้ดี?” เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการค้นหาคำตอบที่ “ถูกต้อง” (ในมุมของคนที่เราชื่นชม) ก็จริง . แต่หลังจากนั้นแล้ว เราจะต้องเอาคำตอบที่ “ถูกต้อง” นั้นมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเราด้วยครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัด . ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ทำอาหารได้แย่มาก อาหารที่ผมทำได้อร่อยคืออาหารสำเร็จรูป และผมเอามา “ทำต่อ” เท่านั้น เป็นต้น . และมันก็ปกติมากๆเลยครับที่เราจะหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดนั้น (เหมือนตัวผมเองที่หลีกเลี่ยงการทำอาหาร) . เพราะเราไม่อยากเห็นผลลัพธ์ความ “ห่วย” ของตัวเอง (ซึ่งทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองอีกที) . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะเชิญชวนในวันนี้ก็คือ ผมอยากชวนให้เราลองพาตัวเองไปทำสิ่งที่เรารู้ตัวล่วงหน้าว่าจะทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดเป็นระยะๆ . เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับตัวเราอย่างน้อย 3 ประการด้วยกันครับ . ประการแรก มันจะช่วยให้เรากลัวความล้มเหลวน้อยลง . หลายคนกลัวความล้มเหลวมากจนทำให้พวกเขาไม่กล้าคว้าโอกาสสำคัญๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในเรื่องการทำงาน โอกาสในเรื่องความรัก หรือโอกาสในเรื่องอื่นๆ . การจงใจพาตัวเองไปลองทำสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราไม่เก่งหรือไม่ถนัด จะทำให้เราคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวมากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกกลัวมันน้อยลง . ฉะนั้น หากโอกาสสำคัญๆผ่านเข้ามาในชีวิตเราอีก เราก็มีโอกาสที่จะถูกความกลัวครอบงำน้อยลง และกล้าที่จะโอกาสนั้นไว้ในมือได้มากขึ้น . ประการที่สอง มันช่วยให้เราเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นมากขึ้น . เพราะเมื่อคนอื่นมองเห็น “ข้อผิดพลาด” ของเรา คนอื่นจะรู้สึกว่าเรา “เข้าถึงง่าย” มากขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่คนอื่นมองมาที่เราและเห็นแต่ “ความสำเร็จ” หรือ “ความเก่งกาจ” ของเราเพียงอย่างเดียว) . ฉะนั้น เราอาจจะ “ล้มเหลว” ในสิ่งที่เราทำ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ถนัด) แต่เรา “สำเร็จ” ในการ connect กับคนอื่นครับ . ประการที่สาม มันช่วยพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของเรา . เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราจะทำมันได้ไม่ดี เรามีโอกาสที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่เบาสบายไร้ความกดดัน (ต่างจากเวลาที่เราทำสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราสามารถทำมันให้ดีได้ เพราะในกรณีนี้ เรามีแนวโน้มที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่กดดันและหวังผลมากกว่า) . การที่เราได้มีประสบการณ์ที่ใจเรา “ปล่อยวางผลลัพธ์” (ไม่ใช่ “มุ่งเน้นผลลัพธ์”) สามารถกระตุ้นให้สมองของเรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้นอกจากเราจะแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว เรายังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเครียดได้ยากขึ้นอีกด้วย . อ้างอิง Neff, KD. (2011). Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself. HarperCollins. https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03342263 https://psycnet.apa.org/record/2009-17682-000 #จิตวิทยา #siamstr