เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัด
.
ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ทำอาหารได้แย่มาก อาหารที่ผมทำได้อร่อยคืออาหารสำเร็จรูป และผมเอามา “ทำต่อ” เท่านั้น เป็นต้น
.
และมันก็ปกติมากๆเลยครับที่เราจะหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดนั้น (เหมือนตัวผมเองที่หลีกเลี่ยงการทำอาหาร)
.
เพราะเราไม่อยากเห็นผลลัพธ์ความ “ห่วย” ของตัวเอง (ซึ่งทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองอีกที)
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะเชิญชวนในวันนี้ก็คือ ผมอยากชวนให้เราลองพาตัวเองไปทำสิ่งที่เรารู้ตัวล่วงหน้าว่าจะทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดเป็นระยะๆ
.
เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับตัวเราอย่างน้อย 3 ประการด้วยกันครับ
.
ประการแรก มันจะช่วยให้เรากลัวความล้มเหลวน้อยลง
.
หลายคนกลัวความล้มเหลวมากจนทำให้พวกเขาไม่กล้าคว้าโอกาสสำคัญๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในเรื่องการทำงาน โอกาสในเรื่องความรัก หรือโอกาสในเรื่องอื่นๆ
.
การจงใจพาตัวเองไปลองทำสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราไม่เก่งหรือไม่ถนัด จะทำให้เราคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวมากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกกลัวมันน้อยลง
.
ฉะนั้น หากโอกาสสำคัญๆผ่านเข้ามาในชีวิตเราอีก เราก็มีโอกาสที่จะถูกความกลัวครอบงำน้อยลง และกล้าที่จะโอกาสนั้นไว้ในมือได้มากขึ้น
.
ประการที่สอง มันช่วยให้เราเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นมากขึ้น
.
เพราะเมื่อคนอื่นมองเห็น “ข้อผิดพลาด” ของเรา คนอื่นจะรู้สึกว่าเรา “เข้าถึงง่าย” มากขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่คนอื่นมองมาที่เราและเห็นแต่ “ความสำเร็จ” หรือ “ความเก่งกาจ” ของเราเพียงอย่างเดียว)
.
ฉะนั้น เราอาจจะ “ล้มเหลว” ในสิ่งที่เราทำ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ถนัด) แต่เรา “สำเร็จ” ในการ connect กับคนอื่นครับ
.
ประการที่สาม มันช่วยพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของเรา
.
เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราจะทำมันได้ไม่ดี เรามีโอกาสที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่เบาสบายไร้ความกดดัน (ต่างจากเวลาที่เราทำสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราสามารถทำมันให้ดีได้ เพราะในกรณีนี้ เรามีแนวโน้มที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่กดดันและหวังผลมากกว่า)
.
การที่เราได้มีประสบการณ์ที่ใจเรา “ปล่อยวางผลลัพธ์” (ไม่ใช่ “มุ่งเน้นผลลัพธ์”) สามารถกระตุ้นให้สมองของเรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้นอกจากเราจะแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว เรายังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเครียดได้ยากขึ้นอีกด้วย
.
อ้างอิง
Neff, KD. (2011). Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself. HarperCollins.
https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03342263
https://psycnet.apa.org/record/2009-17682-000
#จิตวิทยา #siamstr
Journaling Our Journey
npub1kmua...wk8n
ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัด
.
ยกตัวอย่างเช่น ตัวผมเองเป็นคนหนึ่งที่ทำอาหารได้แย่มาก อาหารที่ผมทำได้อร่อยคืออาหารสำเร็จรูป และผมเอามา “ทำต่อ” เท่านั้น เป็นต้น
.
และมันก็ปกติมากๆเลยครับที่เราจะหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดนั้น (เหมือนตัวผมเองที่หลีกเลี่ยงการทำอาหาร)
.
เพราะเราไม่อยากเห็นผลลัพธ์ความ “ห่วย” ของตัวเอง (ซึ่งทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองอีกที)
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมอยากจะเชิญชวนในวันนี้ก็คือ ผมอยากชวนให้เราลองพาตัวเองไปทำสิ่งที่เรารู้ตัวล่วงหน้าว่าจะทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง หรือไม่ถนัดเป็นระยะๆ
.
เพราะมันจะเป็นประโยชน์กับตัวเราอย่างน้อย 3 ประการด้วยกันครับ
.
ประการแรก มันจะช่วยให้เรากลัวความล้มเหลวน้อยลง
.
หลายคนกลัวความล้มเหลวมากจนทำให้พวกเขาไม่กล้าคว้าโอกาสสำคัญๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในเรื่องการทำงาน โอกาสในเรื่องความรัก หรือโอกาสในเรื่องอื่นๆ
.
การจงใจพาตัวเองไปลองทำสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราไม่เก่งหรือไม่ถนัด จะทำให้เราคุ้นชินกับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวมากขึ้น ส่งผลให้เรารู้สึกกลัวมันน้อยลง
.
ฉะนั้น หากโอกาสสำคัญๆผ่านเข้ามาในชีวิตเราอีก เราก็มีโอกาสที่จะถูกความกลัวครอบงำน้อยลง และกล้าที่จะโอกาสนั้นไว้ในมือได้มากขึ้น
.
ประการที่สอง มันช่วยให้เราเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นมากขึ้น
.
เพราะเมื่อคนอื่นมองเห็น “ข้อผิดพลาด” ของเรา คนอื่นจะรู้สึกว่าเรา “เข้าถึงง่าย” มากขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่คนอื่นมองมาที่เราและเห็นแต่ “ความสำเร็จ” หรือ “ความเก่งกาจ” ของเราเพียงอย่างเดียว)
.
ฉะนั้น เราอาจจะ “ล้มเหลว” ในสิ่งที่เราทำ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ถนัด) แต่เรา “สำเร็จ” ในการ connect กับคนอื่นครับ
.
ประการที่สาม มันช่วยพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของเรา
.
เวลาที่เราทำในสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราจะทำมันได้ไม่ดี เรามีโอกาสที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่เบาสบายไร้ความกดดัน (ต่างจากเวลาที่เราทำสิ่งที่เรารู้ล่วงหน้าว่าเราสามารถทำมันให้ดีได้ เพราะในกรณีนี้ เรามีแนวโน้มที่จะทำสิ่งๆนั้นด้วยใจที่กดดันและหวังผลมากกว่า)
.
การที่เราได้มีประสบการณ์ที่ใจเรา “ปล่อยวางผลลัพธ์” (ไม่ใช่ “มุ่งเน้นผลลัพธ์”) สามารถกระตุ้นให้สมองของเรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้นอกจากเราจะแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว เรายังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเครียดได้ยากขึ้นอีกด้วย
.
อ้างอิง
Neff, KD. (2011). Self-Compassion: The Proven Power of Being Kind to Yourself. HarperCollins.
https://psycnet.apa.org/doi/10.3758/BF03342263
https://psycnet.apa.org/record/2009-17682-000
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนรักแฟนของตัวเอง
.
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กับแฟนของตัวเองมาระยะหนึ่ง หลายคนพบว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องที่แฟนไม่สามารถ “ตอบโจทย์” ได้อีกต่อไป
.
พวกเขาพยายามสื่อสารปัญหานี้กับแฟน แต่การสื่อสารนั้นก็ไม่สามารถนำมาสู่ทางออกได้
.
ในที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจว่า พวกเขาจะ “นอกใจ” แฟน
.
การ “นอกใจ” นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาไม่รักแฟน หรือเพราะพวกเขาอยากได้ “คนใหม่” มาแทนที่แฟนตัวเอง
.
การ “นอกใจ” นี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาต้องการให้ “คนใหม่” มาเติมเต็มความต้องการของพวกเขาเรื่องเซ็กส์ล้วนๆ
.
และเพราะพวกเขาต้องการเฉพาะเซ็กส์อย่างเดียว พวกเขาจึงมีมาตรการต่างๆที่จะช่วยให้พวกเขามั่นใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับ “คนใหม่” จะไม่มีความรู้สึกใดๆเกิดขึ้น (เช่น ไม่มีการจูบ ไม่มีการกอดหลังจากที่มีเซ็กส์ด้วยกันเสร็จ ไม่มีการติดต่อกันนอกช่วงวัน-เวลาที่กำหนด ไม่มีการใช้คำพูดหวานๆ)
.
นอกจากนี้ เนื่องจาก “คนใหม่” มีโอกาสที่จะไม่สามารถ “ตอบโจทย์” พวกเขาได้เรื่องเซ็กส์ได้โดยสมบูรณ์ (หรือต่อให้สมบูรณ์ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่ความสัมพันธ์กับ “คนใหม่” นี้อาจมีเหตุให้ต้องจบลงได้ตลอดเวลา) พวกเขาจึงมักจะแสวงหา “คนใหม่” มาตุนเผื่อไว้มากกว่า 1 คน
.
ท่านผู้อ่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้อาจจะเกิดคำถามอยู่ในใจว่า ในเมื่อแฟนไม่สามารถ “ตอบโจทย์” ในเรื่องเซ็กส์ได้ แล้วทำไมพวกเขาเหล่านี้จึงไม่เลิกกับแฟนของตัวเอง
.
คำตอบสำหรับคำถามข้อนี้อยู่ในประโยคแรกของบทความนี้เลยครับ
.
คำตอบก็คือ…พวกเขารักแฟนของพวกเขาครับ
.
จริงอยู่ครับว่า ทางออกที่พวกเขาเลือก (การ “นอกใจ” แฟน) มันเป็นทางออกที่ดูไม่ดีในสายตาของคนในสังคม
.
แต่ในสายตาของพวกเขาแล้ว ทางออกที่พวกเขาเลือกนั้น…
.
มันไม่ต่างอะไรกับผู้ชายหลายคนที่ดูบอลกับคนอื่น (ไม่ใช่แฟน) เพราะดูบอลกับแฟนแล้วมันไม่สนุก
.
มันไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงหลายคนที่ไปช้อปปิ้งกับคนอื่น (ที่ไม่ใช่แฟน) เพราะช้อปปิ้งกับแฟนแล้วมันไม่สนุก
.
สำหรับกรณีของพวกเขา ในเมื่อพวกเขาไม่ได้รับการเติมเต็มจากแฟนในเรื่องเซ็กส์ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไปแสวงหาการเติมเต็มเรื่องเซ็กส์จากคนอื่นแทน
.
ปล. ผมนำเสนอเนื้อหาในบทความวันนี้ ไม่ได้เป็นเพราะผมต้องการจะสนับสนุนการ “นอกใจ” แต่ผมต้องการนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจที่จะ “นอกใจ” ของคนบางกลุ่มครับ
ปล.2 ผมเชื่อว่า หากคู่รักรู้ว่าการ “นอกใจ” สามารถเกิดขึ้นด้วยเหตุผลในเรื่องเซ็กส์เพียวๆได้ (ไม่มีความรักความเสน่หาในตัว “คนใหม่”) คู่รักอาจมีแนวโน้มที่จะเปิดอกพูดคุยกันในเรื่องเซ็กส์มากขึ้น (ซึ่งสามารถนำมาสู่การป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลยเถิดจนเกิดการ “นอกใจ” แบบที่นำเสนอในวันนี้ได้)
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1080/00224499.2022.2079111
https://doi.org/10.1007/s10508-017-0968-7
https://doi.org/10.1017/S0033291716002488
https://doi.org/10.1023/a:1015205020769
https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/0092623X.2011.569637
Walker, A. M. (2017). The Secret Life of the Cheating Wife: Power, Pragmatism, and Pleasure in Women’s Infidelity. Lexington Books.
#จิตวิทยา #siamstr
“รักเราไม่เท่ากัน”
.
นี่คือชื่อเพลงของวงดนตรี Mild ที่มียอดวิวในยูทูปไม่ต่ำกว่า 30 ล้าน
.
ความนิยมของเพลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า เราต่างรับรู้โดยทั่วกันว่า ไม่ว่าคู่รักจะรักกันขนาดไหน มันจะมีฝ่ายหนึ่งที่ “ต้องการ” อีกฝ่ายมากกว่าที่อีกฝ่าย “ต้องการ” ฝ่ายๆนั้นเสมอ
.
ความ “ไม่เท่ากัน” ที่มีอยู่ในความสัมพันธ์นี้…มันเป็นปัญหาสำหรับคู่รักหรือเปล่า?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า…นี่อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกันครับ
.
เพราะฝ่ายที่ “เหนือกว่า” ในความสัมพันธ์มีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเอง “คู่ควร” กับแฟนที่ดีกว่าปัจจุบัน
.
ส่งผลให้ฝ่ายที่ “เหนือกว่า” มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรม “นอกใจ” เกิดขึ้นในเวลาต่อมานั่นเอง
.
และเนื่องจากคู่รักส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในสถานการณ์ที่ “รักเราไม่เท่ากัน” นั่นหมายความว่าคู่รักส่วนใหญ่จะต้องจบด้วยการ “นอกใจ” หรือเปล่า?
.
ไม่เสมอไปครับ
.
เพราะต่อให้คู่รักจะอยู่ในสถานการณ์ที่ “รักเราไม่เท่ากัน” แต่หากฝ่ายที่ “เหนือกว่า” ลงทุนกับความสัมพันธ์นี้ในปริมาณมาก (ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในด้านเวลา เงินทอง หรือด้านอื่นก็ตาม) การลงทุนดังกล่าวจะทำให้ฝ่ายที่ “เหนือกว่า” รู้สึก commit กับความสัมพันธ์นี้มากขึ้น
.
ส่งผลให้ฝ่ายที่ “เหนือกว่า” มีโอกาสที่จะ “นอกใจ” ลดลงได้ครับ
.
อ้างอิง

SpringerLink
The Power to Flirt: Power within Romantic Relationships and Its Contribution to Expressions of Extradyadic Desire - Archives of Sexual Behavior
Power in non-romantic contexts makes people confident in their ability to attract potential partners, increasing their mating motivation and the li...
หนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบดูมากที่สุดคือ The Lord of the Rings (ทั้ง 3 ภาค)
.
ตัวละครในภาพยนตร์นี้เผชิญกับความทุกข์ทรมานเกือบตลอดเรื่อง
.
ช่วงเวลาที่ตัวละครมีความสุข…มีน้อยมากๆเลยครับ
.
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
ทุกครั้งที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมจะรู้สึกเต็มไปด้วยความหวังเสมอ
.
เพราะแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะเจอกับความทุกข์ทรมานเต็มไปหมด (เกือบทั้งเรื่อง) แต่ในที่สุดแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงแบบ happy ending
.
(แม้กระทั่งตัวละครที่ “ปิดฉาย” ด้วยความตายอย่าง Boromir ก็ยังสามารถกู้คืนเกียรติยศที่เสียไปของตัวเองกลับมาได้สำเร็จก่อนตาย)
.
ตอนจบของเรื่องที่ happy ending นั้น (ซึ่งกินระยะเวลาในภาพยนตร์เพียงนิดเดียว) มีพลังมากกว่าความทุกข์ทรมานตลอดทั้งเรื่องรวมกันอย่างเทียบไม่ติด
.
เวลาที่ชีวิตของผมเจอกับอุปสรรคหรือความทุกข์ยากลำบาก ผมมักจะนึกถึงภาพยนตร์ The Lord of the Rings เป็นระยะๆ
.
เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้จะย้ำเตือนผมว่า ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ นั่นเท่ากับว่าผมยังมีโอกาสที่จะ “เขียนตอนจบ” ของเรื่องราวชีวิตผมให้ happy ending ได้เสมอ
#จิตวิทยา #siamstr
อะไรคือ “การเลี้ยงลูกที่ดี”?
.
นี่เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆครับ
.
อย่างไรก็ตาม หากเราเปลี่ยนคำถามกลายเป็น…อะไรคือ “การเลี้ยงลูกที่ไม่ดี”?
.
คำถามนี้ตอบง่ายขึ้นเยอะครับ
.
ผลการศึกษาพบว่า สไตล์การเลี้ยงลูกต่อไปนี้ถือเป็น “การเลี้ยงลูกที่ไม่ดี” ครับ
.
# 1 ไร้ความอบอุ่น มีแต่การควบคุม
.
นี่คือสไตล์การเลี้ยงลูกที่เน้นให้ลูกเชื่อฟังและทำตามแบบเป๊ะๆ โดยไม่สนใจอารมณ์ ความรู้สึก หรือความต้องการของลูก
.
บทสนทนาระหว่างพ่อแม่สไตล์นี้กับลูกของพวกเขา…จะเต็มไปด้วยประโยคคำสั่งจากพ่อแม่
.
ส่วนลูกก็มักจะเพียงแค่พูดตอบรับว่า “ครับ/ค่ะ”
.
สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้อาจจะทำให้ลูกดูเป็นเด็กที่มีวินัยสูง
.
แต่ “ผลข้างเคียง” ของสไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ก็คือ ลูกจะเกิดการเรียนรู้ว่า มุมมองและความรู้สึกของเขาไม่สำคัญ ส่งผลให้ลูกอาจมีปัญหาในการ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” เวลาที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายจ้องจะ “เหยียบย่ำ” ลูกในอนาคตได้ (เช่น ไม่กล้าปฏิเสธเวลาที่เพื่อนร่วมงาน “โยนงาน” มาให้ทำอย่างไม่เป็นธรรม)
.
นอกจากนี้ การที่พ่อแม่เป๊ะกับลูกมาก อาจส่งผลให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนที่กลัวล้มเหลว ทำให้ลูกไม่กล้าเลือกเส้นทางชีวิตที่มีความเสี่ยง (แม้ว่ามันจะเป็นความเสี่ยงที่ “คุ้มค่า” สำหรับลูกก็ตาม)
.
หรือในบางกรณี การที่พ่อแม่เป๊ะกับลูกมากๆ อาจทำให้ลูก “ทนไม่ไหว” และเริ่มต้นจงใจทำพฤติกรรมที่ “สวนทาง” กับทุกอย่างที่พ่อแม่ต้องการ (ซึ่งอาจสร้างปัญหาต่างๆในอนาคตมากมาย เช่น ปัญหาการใช้สารเสพติด)
.
ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ที่พ่อแม่ “โหด” กับลูกแบบนี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมี “ระยะห่าง” และอาจทำให้เป็นปัญหาเวลาที่ลูกเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด (เช่น ความสัมพันธ์กับแฟน) ในอนาคตอีกด้วย
.
# 2 อะไรก็ได้ไม่คาดหวัง
.
พ่อแม่ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกนี้จะมีความเป็น “เพื่อน” กับลูกสูง
.
สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้จะให้อิสระกับลูกสูงมาก ลูกอยากจะทำอะไร ลูกก็จะทำได้เต็มที่ พ่อแม่ไม่ค่อยห้าม ไม่ค่อยมีกฎกติกา ไม่ค่อยมีกรอบ
.
หากมองดูเผินๆ สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ “ดูดี” ไม่น้อยเลยนะครับ
.
อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจะชอบอิสรภาพที่ได้รับในสไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ แต่การที่ลูกไม่มีกรอบหรือไม่ได้รับการชี้นำจากพ่อแม่เลย มันก็สามารถทำให้ลูกรู้สึกเคว้งได้เหมือนกัน
.
ฉะนั้น ลูกที่ถูกเลี้ยงด้วยสไตล์นี้จึงมักจะต้อง “ลองผิดลองถูก” กับหลายๆเรื่องด้วยตัวเอง ซึ่งการ “ลองผิดลองถูก” นี้ก็อาจทำให้ลูกต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่อันตรายโดยไม่จำเป็น
.
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากการ “ลองผิดลองถูก” มักจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ “ล้มเหลว” มากกว่า “สำเร็จ” มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันครับที่เด็กอาจจะรู้สึกหมดกำลังใจและเริ่มตัดสินตัวเองว่า “ฉันไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก” (ซึ่งสามารถส่งผลเสียกับเด็กได้ในระยะยาวหากเด็ก “คุ้นชิน” กับการตัดสินตัวเองในลักษณะนี้บ่อยๆเข้า)
.
นอกจากนี้ การที่ลูก “คุ้นชิน” กับการได้รับอิสระจากพ่อแม่แบบเต็มสูบนี้ ยังสามารถส่งผลให้ลูกเติบโตขึ้นมามีนิสัย “เอาแต่ใจ” ได้ (โดยเฉพาะในช่วงที่ลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น) ซึ่งนี่จะเป็นปัญหาในการปรับตัวของลูกชัดเจน เวลาที่ลูกค้นพบว่า คนอื่นๆในสังคมไม่ได้ “ตามใจ” ลูกเหมือนกับพ่อแม่
.
# 3 แค่มีชีวิตเท่านั้น
.
นี่คือสไตล์การเลี้ยงลูกที่พ่อแม่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของลูก (อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ฯลฯ) เพียงอย่างเดียว
.
ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น พ่อแม่ไม่ได้เข้ามาสนใจอะไรด้วย
.
นี่คือสไตล์การเลี้ยงลูกที่พบได้บ่อยๆในครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานหนัก พอลูกกลับมาจากโรงเรียน ลูกก็จะเจอกับบ้านที่ว่างเปล่า ทานข้าวมื้อเย็นด้วยอาหารแช่แข็งที่พ่อแม่ซื้อใส่ตู้เย็นไว้ให้ก่อนหน้านี้ และใช้เวลาที่เหลืออยู่กับหน้าจอทีวี (หรือโทรศัพท์มือถือหรือเกม console)
.
เวลาที่ลูกเจอกับอุปสรรคต่างๆในชีวิต (เช่น ติดขัดเรื่องการบ้าน ถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง) ลูกจะต้องหาทางดิ้นรนแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่อาจไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
.
สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับลูกที่ถูกเลี้ยงแบบนี้ก็คือ ลูกมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก
.
นอกจากนี้ ลูกยังมีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเองถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ และเป็น “ภาระ” ของพ่อแม่อีกด้วย
.
ทั้งหมดนี้สามารถนำมาสู่ปัญหาสุขภาพจิตของลูก (เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล) รวมถึงการทำพฤติกรรม “มีปัญหา” ต่างๆ (เช่น ใช้สารเสพติด มีเรื่องทะเลาะวิวาท) เพื่อหวังว่าพ่อแม่จะหันมาให้ความสนใจกับตัวเอง
.
อ้างอิง
https://connect.springerpub.com/content/sgrjcp/24/3/151
https://www.researchgate.net/publication/265025870_Effects_of_Parenting_Style_on_Children_Development
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2699.10.1.43
https://doi.org/10.1080/07448481.2015.1060597

SpringerLink
Parenting Styles: A Closer Look at a Well-Known Concept - Journal of Child and Family Studies
Although parenting styles constitute a well-known concept in parenting research, two issues have largely been overlooked in existing studies. In pa...

The Effect of Parenting and the Parent-Child Relationship on a Child's Cognitive Development: A Literature Review
Various studies have been done on subjects such as parenting, parent-child relationships, parenting style, effortful parenting, the concept of pare...
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่จำนวนมากก็คือ เมื่อลูกของพวกเขาเติบโตขึ้น ลูกก็ได้ค้นพบว่า หลายสิ่งที่พ่อแม่เคยทำหรือพูดกับลูกในอดีตนั้นเป็นสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง”
.
ยกตัวอย่างเช่น การใช้ความรุนแรงกับลูก การลำเอียงกับลูกคนหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด การโกหกลูก เป็นต้น
.
แน่นอนครับว่าปฏิกิริยาของลูกแต่ละคน…ไม่เหมือนกัน
.
ลูกบางคนสามารถมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตาที่เข้าใจ (ว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถผิดพลาดได้)
.
แต่สำหรับลูกจำนวนไม่น้อย พวกเขามองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวด โกรธ ผิดหวัง ฯลฯ
.
นอกจากนี้ พวกเขายังหยิบสิ่งที่เกิดขึ้นไปพูดคุยกับพ่อแม่ในลักษณะที่เป็นการ “เผชิญหน้า” ด้วยอารมณ์ที่เข้มข้นอีกด้วย!
.
ในสถานการณ์เช่นนี้ พ่อแม่หลายคนจะพยายามแก้ต่างหรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น…เพื่อหวังว่าจะช่วงให้สภาวะอารมณ์ของลูกผ่อนลง
.
อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นมักจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างอะไรกับการ “ราดน้ำมันบนกองไฟ”
.
วิธีที่ดีกว่า (ในสายตาผม) คือการรับฟังลูก ทำความเข้าใจความรู้สึกที่อยู่ในใจลูก ณ ขณะนั้น และสื่อสารในลักษณะที่ “เปิดช่อง” ให้ลูกช่วยให้พ่อแม่เข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
“แม่ไม่เคยแคร์ผมเลย! แม่สนใจแต่พี่สาวคนเดียวตลอด!” => “แม่เสียใจที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าลูกไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย อะไรคือสิ่งที่แม่ยังทำทุกวันนี้ที่ทำให้ลูกยังรู้สึกแบบนี้หรือ?”
.
“ถ้าพ่อ support หนูมากกว่านี้ ชีวิตหนูก็คงไม่ตกอับถึงขนาดนี้หรอก!” => “พ่อเข้าใจว่าชีวิตลูกในตอนนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกหวังเอาไว้ มีอะไรที่พ่อสามารถทำได้เพื่อที่จะช่วย support ให้ลูกมีชีวิตที่ลูกต้องการมากขึ้นไหม?”
.
เป็นต้น
.
หากพ่อแม่รับมือกับลูกแบบตัวอย่างในข้างต้น ลูกมีโอกาสที่จะใจเย็นลง (เมื่อเทียบกับกรณีที่พ่อแม่พยายามแก้ต่างหรืออธิบาย) นอกจากนี้ การรับมือแบบข้างต้นยังจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจลูกมากขึ้น (ซึ่งจะนำมาสู่การที่พ่อแม่ “เกาถูกจุด” กับลูกได้มากขึ้นในอนาคต) อีกด้วย
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของลูกนั้น เป็นความผิดของพ่อแม่แบบ 100% นะครับ
.
ใช่ครับ พ่อแม่มีส่วนที่พ่อแม่อาจต้องรับผิดชอบ แต่ตัวลูกเองก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
.
แนวทางการรับมือที่ผมนำเสนอในวันนี้สามารถช่วยให้พ่อแม่เริ่มต้น “ก้าวแรก” ในการรับผิดชอบในส่วนของพ่อแม่ได้
.
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่จะต้อง “ไปต่อ” เรื่อยๆๆๆๆๆจนกระทั่งพ่อแม่กลายเป็นฝ่ายที่รับผิดชอบชีวิตลูกแบบ 100% นะครับ
#จิตวิทยา #siamstr
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ จำนวนคนที่แสวงหา “ความหมายในชีวิต” ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการแสวงหานั้น
.
ส่วนคนที่ “ประสบความสำเร็จ” ในการแสวงหาดังกล่าวนั้น ผมพบว่าพวกเขามักจะค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ครับ
.
# 1 การนึกถึงความตาย
.
พวกเราทุกคนรู้ว่า สักวันหนึ่ง พวกเราจะต้องตาย
.
แต่พวกเราหลายคนมักจะมองความตายเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า
.
มุมมองนี้ทำให้เราไม่สามารถสัมผัสถึง “ความจำกัด” ของชีวิตได้เต็มที่นัก ซึ่งมันก็ทำให้เรามองเห็นได้ยากว่า อะไร (หรือใคร) คือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราจริงๆ
.
อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้มีมุมมองแบบนี้ หากเราเริ่มต้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าฉันมีชีวิตอยู่อีกเพียงแค่ 1 ปี ฉันจะใช้ 1 ปีที่เหลืออยู่นี้อย่างไร?” เราจะเริ่มสัมผัสถึง “ความจำกัด” ของชีวิตได้เต็มที่ และมันก็จะช่วยให้เรามองเห็นได้ง่ายขึ้นว่า อะไร (หรือใคร) คือสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ
.
มันจะช่วยให้เราค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของเราได้ง่ายขึ้น
.
# 2 การนึกย้อนกลับไปในวัยเด็ก
.
อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นตอนเป็นเด็ก? อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราตอนเป็นเด็กและทำให้เรา “ลืมเวลา” ได้? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเราในวัยเด็กรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ทุกครั้ง?
.
คำถามเหล่านี้สามารถช่วยให้เราค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของเราได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับการตั้งคำถามว่า…อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นในตอนนี้? อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราและทำให้เรา “ลืมเวลา” ได้ในตอนนี้? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ตัวเราในตอนนี้รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ทุกครั้ง?
.
เพราะเวลาที่เราพยายามตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเราในตอนนี้ เรามีแนวโน้มที่จะ censor คำตอบเหล่านั้นในรูปแบบต่างๆนานา (เช่น “สิ่งนี้ทำเงินได้ไหม?” “สิ่งนี้มันเป็นไปได้หรือ?” “สิ่งนี้มันดูน่าตลกในสายตาคนอื่นไหม?”)
.
การ censor ตัวเองลักษณะนี้จึงอาจทำให้เรา disconnect กับใจของเราเอง
.
และเมื่อเรา disconnect กับใจตัวเอง มันก็ยากที่เราจะ connect กับสิ่งที่สร้าง “ความหมายในชีวิต” ให้กับเราได้
.
นี่จึงเหตุผลที่ทำให้หลายคนพบว่า พอพวกเขาย้อนกลับไปในอดีตตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก และตั้งคำถามในข้างต้นกับตัวเอง มันช่วยให้พวกเขาค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาได้ง่ายขึ้นอย่างชัดเจนเลยครับ
.
# 3 ตัดสิ่งที่ “ไม่ใช่” ออกจากชีวิต
.
หลายคนค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาโดยบังเอิญ
.
กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้โฟกัสที่การค้นพบ “ความหมายในชีวิต” พวกเขาเพียงแค่โฟกัสการกำจัดสิ่งที่ “ไม่ตอบโจทย์” ชีวิตพวกเขาออกไปทีละอย่างๆๆๆเท่านั้น
.
ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกที่ “ไม่ตอบโจทย์” ความสัมพันธ์ที่ “ไม่ตอบโจทย์” กิจวัตรประจำวันที่ “ไม่ตอบโจทย์” สิ่งของที่ “ไม่ตอบโจทย์” ความเชื่อที่ “ไม่ตอบโจทย์” ฯลฯ
.
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พวกเขากำจัดสิ่งที่ “ไม่ตอบโจทย์” ชีวิตพวกเขาออกไประดับหนึ่งแล้ว พวกเขาก็ได้พบว่าชีวิตของพวกเขามันรู้สึก “เบาขึ้น” และ “ว่างขึ้น”
.
ตอนนั้นที่พวกเขาได้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า อะไร (หรือใคร) คือสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของพวกเขาจริงๆ
.
และนั่นก็คือช่วงเวลาที่พวกเขาได้ค้นพบ “ความหมายในชีวิต” ของพวกเขาโดยบังเอิญนั่นเองครับ
#จิตวิทยา #siamstr
พ่อแม่ทุกวันนี้มีสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่สมัยก่อนไม่มี
.
สิ่งนั้นคือ smartphone
.
แน่นอนครับว่า smartphone ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตของคนที่เป็นพ่อแม่ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
เพราะถ้าพ่อแม่ “ติดขัด” เรื่องการเลี้ยงลูกในจุดไหน (เช่น “ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ลูกมีท่าทีว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือเปล่า”) พ่อแม่ก็สามารถหยิบ smartphone มาหาข้อมูลได้ทันที
.
หรือถ้าพ่อแม่กำลังทุกข์ใจกับการเลี้ยงลูก (เช่น “ลูกโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง แต่ลูกเลือกที่จะไม่บอก ลูกเก็บตัวแต่ในห้องอย่างเดียว กลุ้มใจจัง”) พ่อแม่คนอื่นก็พร้อมที่จะ support ใจในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว
.
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่พบว่า การใช้ smartphone ของพ่อแม่สามารถส่งผลกระทบทางลบต่อลูกได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบในด้านพัฒนาการทางภาษาของลูกในวัยก่อนเข้าโรงเรียน)
.
เพราะเวลาที่พ่อแม่หลายคนใช้ smartphone พวกเขาจะจดจ่ออยู่กับ smartphone มากจนรับรู้และตอบสนองต่อลูกน้อยลง ส่งผลให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยลง และนำมาสู่การที่ลูกมีพัฒนาการทางภาษาช้าลงตามลำดับ
.
อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ใช้ smartphone ร่วมกับลูก (เช่น ดูการ์ตูนใน smartphone พร้อมกันกับลูก) การรับรู้ การตอบสนอง และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกจะไม่ลดน้อยลงเหมือนกรณีที่พ่อแม่ใช้ smartphone ในลักษณะที่ไม่ได้ดึงให้ลูกเข้ามามีส่วนร่วม (เช่น พ่อแม่กำลังให้นมลูก และอ่านข่าวใน smartphone ไปพร้อมๆกัน)
.
ฉะนั้น การใช้ smartphone ของพ่อแม่จึงสามารถที่จะไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อลูกได้ หากมันเป็นการใช้ smartphone ร่วมกันครับ
.
อ้างอิง
https://www.researchgate.net/publication/325120583_Nod_nod_ignore_An_exploratory_observational_study_on_the_relation_between_parental_mobile_media_use_and_parental_responsiveness_towards_young_children
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0027366
https://doi.org/10.1002/imhj.21908
https://doi.org/10.3390/children7120284
https://doi.org/10.1016/j.infbeh.2021.101611
https://doi.org/10.1016/j.chb.2021.107051
https://doi.org/10.1080/17482798.2020.1815228
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/dev0001268
https://dl.acm.org/doi/10.1145/2702123.2702199
https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0747563217303722?via%3Dihub
Frontiers | Quality of Mother-Child Interaction Before, During, and After Smartphone Use
ScholarWorks
The presence of smartphones and their impact on the quality of parent-child interactions
Previous research indicates that media devices, such as televisions and mobile phones, may impact the quality of the parent-child interaction. The ...
Joint Attention and Early Language on JSTOR
Michael Tomasello, Michael Jeffrey Farrar, Joint Attention and Early Language, Child Development, Vol. 57, No. 6 (Dec., 1986), pp. 1454-1463
หลายคนเคยตกเป็นเป้าของการเล่นมุกที่ “คนอื่นฮาแต่เรา hurt”
.
ยกตัวอย่างเช่น การที่แฟนเล่นมุกล้อเลียนรูปร่างหน้าตาของเราต่อหน้าคนอื่น เป็นต้น
.
และเมื่อเราพยายามแสดงออกกับ “เจ้าของมุก” ว่าเราไม่โอเค คำพูดยอดฮิตที่ “เจ้าของมุก” หลายคนมักจะหยิบมาใช้ก็คือ “เล่นมุกขำๆเอง เธออย่าคิดมากไปหน่อยเลยน่า”
.
คำพูดทำนองนี้ถือเป็นการ “โยนความผิด” ให้ตกมาอยู่ที่เรา (โทษฐาน “คิดมากเกินไป” หรือ “โอเว่อร์เกินเหตุ”) ส่งผลให้ “เจ้าของมุก” ไม่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองแต่อย่างใด
.
แน่นอนครับว่า หลายคนไม่ชอบพฤติกรรมการ “โยนความผิด” แบบข้างต้น แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้ เพราะพวกเขากลัวว่าการพูดมากกว่านี้จะเป็นการยอมรับกลายๆว่าพวกเขา “คิดมากเกินไป” หรือ “โอเว่อร์เกินเหตุ” อย่างที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ
.
“เจ้าของมุก” จึงสามารถลอยนวลจากเหตุการณ์นี้ไปได้
.
“เจ้าของมุก” จึงมีโอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้ว่า ครั้งหน้า เขาสามารถเล่นมุกประเภท “คนอื่นฮาแต่เรา hurt” ได้อีก
.
เพราะต่อให้เราจะเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจ แต่ขอเพียง “เจ้าของมุก” พูดว่า “เล่นมุกขำๆเอง เธออย่าคิดมากไปหน่อยเลยน่า” ทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว
.
นี่คงจะไม่เป็นปัญหากับเราเท่าไหร่นัก หากเราไม่ได้ต้องพบเจอกับ “เจ้าของมุก” บ่อยๆ
.
แต่ถ้าเราต้องพบเจอกับ “เจ้าของมุก” บ่อยๆ (เช่น “เจ้าของมุก” คือแฟนของเราเอง) ในระยะยาว มันคงจะมีอยู่วันหนึ่งที่เราทนไม่ไหวอีกต่อไปและระเบิดตู้มออกมาอย่างแน่นอน (ซึ่งก็จะตอกย้ำความ “คิดมากเกินไป” หรือ “โอเว่อร์เกินเหตุ” ในมุมมองของอีกฝ่ายอยู่ดี)
.
ฉะนั้น ในกรณีแบบนี้ การเลือกที่จะเงียบอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในระยะยาวเท่าไหร่นัก
.
ทางเลือกที่อาจจะดีกว่าในระยะยาวคือการหยิบเรื่องนี้มาสื่อสารกับ “เจ้าของมุก” ตรงๆเลยว่า “เธออาจจะขำกับมุกนี้ แต่ฉันขำไม่ออกจริงๆ ถ้าเธออยากจะเล่นมุก ฉันอยากขอให้เธอเล่นมุกอื่นแทนดีกว่านะ”
.
การยืนหยัดแบบนี้ทำให้ “เจ้าของมุก” ไม่สามารถลอยนวลจากเหตุการณ์นี้ได้ และทำให้ “เจ้าของมุก” รู้สึกลังเลมากขึ้น หากเขาจะเล่นมุกประเภท “คนอื่นฮาแต่เรา hurt” กับเราในอนาคตครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราสูญเสียอะไรสักอย่างหรือใครสักคนไป การรับมือกับความสูญเสียนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
.
ยิ่งสิ่งที่เราสูญเสียหรือคนที่เราสูญเสียมีความสำคัญกับเรามากเท่าไหร่ ความสูญเสียดังกล่าวก็ยิ่งส่งผลกับเรามากเท่านั้น - มากจนอาจทำให้ชีวิตของเรา “เสียศูนย์” ได้เลยทีเดียว (ในบางกรณี)
.
เราจะรับมือกับความสูญเสียที่สำคัญๆในชีวิตอย่างไรไม่ให้ตัวเอง “เสียศูนย์” มากเกินไปนัก?
.
นักจิตวิทยา Rick Hanson (เจ้าของหนังสือ Hardwiring Happiness) มีคำตอบครับ
.
คำตอบของ Hanson ก็คือ Let Be, Let Go และ Let In ครับ
.
.
.
# 1 Let Be
.
Let Be คือการที่เราอนุญาตตัวเองให้นั่งอยู่กับความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากที่เราเจอกับความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกคิดถึง หรือความรู้สึกอะไรก็ตาม
.
และที่สำคัญก็คือ มันเป็นการที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้อยู่กับความรู้สึกเหล่านั้น โดยไม่ตัดสินความรู้สึกเหล่านั้นด้วยคำว่า “ควร/ไม่ควร” “ผิด/ถูก” “เหมาะสม/ไม่เหมาะสม”
.
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการตัดสินความรู้สึกของตัวเองที่ผมพูดถึงในย่อหน้าข้างต้นครับ
.
“ฉันควรจะ move on ได้แล้ว ฉันควรจะหยุดคิดถึงแฟนเก่าได้แล้ว ฉันจะจมอยู่กับแฟนเก่าทำไมกัน ในเมื่อแฟนเก่าเขา move on ไปได้แล้ว”
“ฉันไม่ควรโกรธคุณยายฉันเลย มันไม่ใช่ความผิดคุณยายเลยนะที่ป่วยและเสียไปแบบนั้น”
“ฉันควรหยุดโกรธและควรให้อภัยคนที่ขับรถชนฉันและทำให้ฉันต้องสูญเสียขาข้างนึงได้แล้ว เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
.
แทนที่เราจะตัดสินความรู้สึกของตัวเอง Hanson เสนอให้เราอ้าแขนต้อนรับความรู้สึกเหล่านี้ เราไม่จำเป็นต้อง “ชอบ” ความรู้สึกเหล่านี้ที่อยู่ในใจเรานะครับ แต่ Hanson เสนอให้เราอนุญาตให้ความรู้สึกเหล่านี้ได้ “มีพื้นที่” อยู่ในใจเรา (คล้ายๆกับการที่เราอาจจะไม่ได้ “ชอบ” เพื่อนร่วมห้องของเรา แต่เราก็เปิดทางให้เพื่อนร่วมห้องของเรา “มีพื้นที่” อยู่ในห้องเดียวกันกับเราครับ)
.
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของการอ้าแขนต้อนรับความรู้สึกของตัวเองที่ผมพูดถึงในย่อหน้าก่อนหน้านี้ครับ
.
“ฉันไม่ชอบเลยที่ตัวเองยังคงคิดถึงแฟนเก่า ทั้งๆที่แฟนเก่า move on ไปไกลแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าฉันยังคงคิดถึงเขามากๆอยู่”
“ฉันรู้ว่าคุณยายไม่ได้ตั้งใจที่จะป่วยและทิ้งฉันไว้แบบนี้ แต่เสี้ยวนึงในใจฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธคุณยายที่ทิ้งฉันไปอยู่ดี”
“ต่อให้คู่กรณีจะไม่ได้ตั้งใจขับรถชนฉัน แต่ถ้าจะให้ฉันให้อภัยเขาในตอนนี้ ฉันยอมรับว่าฉันกำลังรู้สึกโกรธเขามากเกินกว่าที่จะให้อภัยได้จริงๆ”
.
# 2 Let Go
.
สำหรับหลายๆคน เพียงแค่พวกเขาเริ่มต้น Let Be พวกเขาก็สัมผัสได้ว่า ความรู้สึกทั้งหลายที่เข้มข้นในใจ (หลังจากที่เกิดการสูญเสีย) มันก็ค่อยๆลดความเข้มข้นลงเรียบร้อยแล้ว
.
แต่สำหรับคนที่อยาก “ไปต่อ” Hanson เสนอว่าขั้นตอนต่อไป (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับการ Let Be นานระดับหนึ่งแล้ว) คือ Let Go ครับ
.
Let Go คือการที่เราหยิบเอาความคิดความรู้สึกที่เรามีอยู่ในใจ (หลังเกิดเหตุการณ์สูญเสีย) มาพิจารณาดูและเริ่มต้นปล่อยมันออกไปทีละนิดๆๆ
.
ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละวัน เราจะล็อกเวลาไว้ให้ตัวเองวันละ 10 นาที ซึ่งในช่วง 10 นาทีนี้ ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า เราจะหายใจเข้าพร้อมกับพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันรู้ว่าในใจฉันมีความรู้สึกโกรธที่เจ้านายเก่าไล่ฉันออกด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นธรรม” จากนั้น ทุกครั้งที่เราหายใจออก เราก็จะหายใจออกพร้อมกับพูดกับตัวเองในใจว่า “ฉันอยากจะเริ่มต้น ‘ปล่อยมือ’ จากความรู้สึกโกรธนี้ ฉันอยากให้พลังงานความโกรธนี้ค่อยๆออกไปจากใจฉันพร้อมกับลมหายใจออกนี้” เป็นต้น
.
ในช่วงแรกๆ เราอาจจะพบว่าเรายังไม่สามารถปล่อยความคิดความรู้สึกดังกล่าวได้
.
นี่ถือเป็นเรื่องปกติมากๆครับ และมันไม่เป็นไรเลยครับที่เราจะยัง “ปล่อยไม่หลุด” ในช่วงนี้
.
อย่างไรก็ตาม หากเรายังคงตั้งใจที่จะ Let Go อย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดแล้ว ความคิดความรู้สึกเหล่านั้นที่คั่งค้างอยู่ในใจเราก็จะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นลงจนได้ครับ
.
# 3 Let In
.
หลังจากที่เรา Let Go ความคิดความรู้สึกทางลบที่คั่งค้างอยู่ในใจไปได้แล้ว มันอาจจะช่วยลดความปั่นป่วนทรมานในใจลงไปได้ก็จริง แต่หลายคนก็พบว่าใจของพวกเขารู้สึก “ว่างเปล่า” จนน่าใจหายเช่นกัน
.
ด้วยเหตุนี้ Hanson จึงเสนอว่า นอกจากเราจะ Let Be และ Let Go แล้ว เราอาจจะลองเพิ่มในส่วนของ Let In (เมื่อเราพร้อม) ด้วย
.
กล่าวคือ เราควรจะเปิดใจต้อนรับสิ่งดีๆ อนุญาตให้สิ่งดีๆ หรือแม้กระทั่งแสวงหาสิ่งดีๆให้เข้ามาในชีวิตเรา (ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ดีๆ ผู้คนดีๆ กิจกรรมดีๆ ความทรงจำดีๆ หรือความคิดความรู้สึกดีๆก็ตาม)
.
ยกตัวอย่างเช่น…
.
เราอาจจะคอยสังเกตสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราแต่ละวัน (เช่น ซื้อผลไม้ในตลาดและแม่ค้าแถมผลไม้เพิ่มให้ 2 ผล) และจดบันทึกมันไว้
เราอาจจะพาตัวเองไปเจอเพื่อนสมัยมัธยมฯ หลังจากที่เรา “หายหน้าหายตา” ไปนานตอนที่เราเริ่มต้นคบกับแฟนคนเก่า (ที่เพิ่งเลิกกับเราไปเมื่อไม่นานมานี้)
เราอาจจะทำงานเป็นอาสาสมัครที่เข้ามาให้การดูแลกับผู้ป่วยไร้ญาติ (ที่ป่วยเป็นโรคด้วยกันกับที่พรากชีวิตของคุณยายเราไป)
.
.
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทาง Let Be, Let Go, Let In ของ Hanson นี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังรับมือกับความสูญเสียในชีวิตได้บ้าง…ไม่มากก็น้อยนะครับ
#จิตวิทยา #siamstr
หนึ่งในความรู้สึกที่สามารถกัดกินใจเราได้มากที่สุดคือความรู้สึกผิด
.
หลายคนเปรียบเปรยความรู้สึกผิดว่าเป็นเหมือนกับ “เชื้อโรค” พวกเขามองว่า หากพวกเขาไม่รีบกำจัด “เชื้อโรค” นี้และปล่อยให้มันกระจายไปทั่วร่างกาย มันจะทำให้ร่างกายของพวกเขา shut down เอาได้ง่ายๆ
.
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนพยายาม “ปัด” ความรู้สึกผิดทิ้ง ทุกครั้งที่ความรู้สึกดังกล่าวโผล่เข้ามาในใจ
.
แต่ข้อสังเกตข้อหนึ่งก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ปัด” ความรู้สึกผิดทิ้งกี่รอบ ความรู้สึกดังกล่าวก็ยังคงโผล่ขึ้นมาในใจเป็นระยะๆอยู่ดี
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?
.
สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ ความรู้สึกผิดของพวกเขามี “ข้อความ” บางอย่างที่ต้องการจะบอกพวกเขาครับ
.
พวกเขาจำเป็นต้องให้เวลากับตัวเอง นั่งอยู่กับความรู้สึกผิดของตัวเองสักพัก และเปิดใจ “ฟัง” ว่าความรู้สึกผิดของพวกเขาต้องการให้พวกเขารับรู้อะไรบ้าง
.
ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกผิดของเขาอาจต้องการให้เขารับรู้ว่า ตอนที่เขานอกใจแฟนเก่านั้น สิ่งที่เขาทำลงไปมันสร้างความเจ็บปวดให้กับแฟนเก่าเป็นอย่างมาก เป็นต้น
.
หลังจากที่พวกเขาเปิดใจ “ฟังข้อความ” ที่มาจากความรู้สึกผิดของพวกเขาแล้ว ขั้นตอนต่อไปของพวกเขาคือการ “ลงมือทำ”
.
ยกตัวอย่างเช่น แม้จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็สามารถขอโทษแฟนเก่าได้ (แม้แฟนเก่าจะไม่ให้อภัยก็ตาม) และหากเขามีแฟนใหม่ในอนาคต และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนใหม่มีปัญหา เขาก็จะหยิบปัญหานั้นมาหาทางออกร่วมกันกับแฟนใหม่ ซึ่งถ้าเขาไม่สามารถหาทางออกที่น่าพึงพอใจได้ เขาก็จะเลิกกับแฟนใหม่ (จะไม่มีการนอกใจระหว่างที่ยังคบกันอยู่อีก) เป็นต้น
.
ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ทำให้เสียงของความรู้สึกผิดเงียบหายไปจากใจได้โดยสมบูรณ์สำหรับทุกๆคนก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด หลายคนจะพบว่า เสียงของความรู้สึกผิดมันมีระดับ volume ที่เบาลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยครับ
.
อ้างอิง
Haaga, D. A. F. (2000). The psychology of guilt and shame: New perspectives. In P. R. Shaver & M. S. Mikulincer (Eds.), Human emotions: A handbook of research (pp. 354-376). Guilford Press.
Tangney, J. P. (1995). Shame and guilt in interpersonal relationships. In J. P. Tangney and K. W. Fischer (Eds.), Self-Conscious Emotions: The Psychology of Shame, Guilt, Embarrassment, and Pride (pp. 114-390). New York: Guilford
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราพูดถึง introvert หลายคนจะนึกถึงภาพของคนที่ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียวเยอะๆ
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว introvert แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
.
introvert บางคน enjoy การใช้เวลาอยู่กับตัวเองคนเดียว ในขณะที่ introvert บางคนไม่ชอบ (หรือแม้กระทั่งรู้สึกทรมาน) เวลาที่ตัวเองอยู่ตัวคนเดียวด้วยซ้ำ!
.
นักจิตวิทยาพบว่าพวกเขาสามารถแบ่ง introvert ทั้งหมดออกเป็นอย่างน้อย 4 กลุ่มด้วยกันดังต่อไปนี้ (โดยที่แต่ละกลุ่มก็จะชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากน้อยต่างกันออกไป)
.
# 1 Thinking Introvert
.
นี่คือชาว introvert ที่ชอบครุ่นคิดทบทวนเรื่องต่างๆกับตัวเองอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังมีพลังจินตนาการที่เข้มข้น
.
ชาว introvert กลุ่มนี้มักจะแสวงหาช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ตัวคนเดียวอยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขาต้องการ “ตัดสิ่งรบกวน” ออกจากชีวิตชั่วคราว เวลาที่พวกเขาต้องการสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง หรือตกผลึกทางความคิดกับเรื่องบางเรื่อง
.
# 2 Anxious Introvert
.
นี่คือชาว introvert ที่มีนิสัยขี้อายและ “ชอบคิดมาก”
.
ชาว introvert กลุ่มนี้ก็ถือเป็นอีกกลุ่มที่แสวงหาช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ตัวคนเดียวอยู่เนืองๆ
.
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ทำให้ชาว introvert กลุ่มนี้อยากอยู่คนเดียวนั้น ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขาต้องการ “ตัดสิ่งรบกวน” เวลาที่พวกเขาทำงานเหมือนกับชาว thinking introvert แต่เป็นเพราะพวกเขาต้องการหลีกหนีจากผู้คนมากกว่า
.
และที่พวกเขาต้องการหลีกหนีผู้คนนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่านิสัยขี้อายและ “ชอบคิดมาก” ของพวกเขาทำให้พวกเขามองว่าตัวเอง “ไม่เข้าพวก” หรือ “แปลกแยก” เมื่ออยู่กับคนอื่น (โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคย) นั่นเอง
.
# 3 Social Introvert
.
นี่คือชาว introvert ที่ชอบใช้เวลาอยู่กับคนอื่น (ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มคนเล็กๆไม่กี่คนมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มใหญ่ๆหลายสิบคน) มากพอๆกับอยู่คนเดียว
.
อันที่จริง ชาว introvert กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่แสวงหาช่วงเวลาที่จะได้อยู่คนเดียวมากที่สุด เมื่อเทียบกับชาว introvert กลุ่มอื่นๆ
.
ซึ่งในบางครั้ง ชาว introvert กลุ่มนี้ก็อยากอยู่คนเดียวเพราะต้องการ “ตัดสิ่งรบกวน” เวลาที่พวกเขาทำงานเหมือนกับชาว thinking introvert
.
แต่ในบางครั้ง ชาว introvert กลุ่มนี้ก็อยากอยู่คนเดียวเพราะต้องการหลีกหนีผู้คนที่พวกเขารู้สึก “ไม่สบายใจ” เหมือนกับชาว anxious introvert
.
# 4 Restrained Introvert
.
นี่คือชาว introvert ที่มีบุคลิกนิสัยนิ่งๆ ขึงขัง จริงจัง ระมัดระวังในการทำทุกอย่าง (รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วย)
.
ชาว introvert กลุ่มนี้ค่อนข้างจะรู้สึก “เฉยๆ” กับการใช้เวลาอยู่ตัวคนเดียว และก็ค่อนข้างจะ “เฉยๆ” กับการใช้เวลากับผู้อื่น
.
เพียงแต่ว่า ในสายตาของหลายๆคน แม้ชาว introvert กลุ่มนี้จะ “เฉยๆ” กับการใช้เวลาอยู่กับผู้อื่น แต่การที่คนอื่นจะ “เข้าถึง” หรือ “สนิทสนม” กับชาว introvert กลุ่มนี้ได้นั้น มันจะต้องใช้เวลาเยอะพอสมควรเลยครับ (เพราะนิสัยของชาว introvert กลุ่มนี้ที่มีความระมัดระวังสูงนั่นเอง)
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/ppm0000287
https://doi.org/10.1111/jopy.12970
http://dx.doi.org/10.13140/2.1.2173.5685
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนใช้ชีวิตในลักษณะ “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…”
.
ยกตัวอย่างเช่น “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้เจอความรักดีๆ” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อมีอิสรภาพทางการเงิน” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อลดน้ำหนักได้ครบ 10 กิโลกรัม” เป็นต้น
.
การใช้ชีวิตแบบนี้มีข้อดีในแง่ที่มันช่วยให้ชีวิตเรามีทิศทางที่ชัดเจน (มันก็ดีกว่าการใช้ชีวิตแบบเคว้งคว้างโดยไม่รู้ว่าชีวิตกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางไหนเยอะเลยทีเดียว)
.
อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการใช้ชีวิตแบบนี้คือการที่เรายกความสุขให้เป็นเรื่องของอนาคต
.
นอกจากนี้ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ พอเราสามารถทำในสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ได้ (เช่น ได้เจอความรักดีๆแล้ว มีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ลดน้ำหนักได้ครบ 10 กิโลกรัมแล้ว) เราอาจจะรู้สึกมีความสุขอยู่ระยะหนึ่งนะครับ
.
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะเข้ามาสู่ลูป “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” ต่อไป!
.
ยกตัวอย่างเช่น “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อฉันได้แต่งงานกับแฟนคนปัจจุบัน” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อฉันช่วยให้คนรอบข้างมีอิสรภาพทางการเงินเหมือนกับฉันได้” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อฉันมีไขมันต่ำจนเห็นกล้ามท้องชัดเจน” เป็นต้น
.
การใช้ชีวิตในลักษณะ “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” จึงเป็นการใช้ชีวิตที่แทบจะไม่มีโอกาสได้มีความสุขเลย (ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆที่เราบรรลุเป้าหมายเท่านั้น)
.
ทำอย่างไรเราจึงจะพาตัวเองออกมาจากการใช้ชีวิตลักษณะนี้ได้?
.
ต่อไปนี้คือแนวทางในเบื้องต้นที่สามารถช่วยให้เราเริ่มต้นมีความสุขตั้งแต่วันนี้ได้ครับ
.
# 1 คอยสังเกตใจตัวเอง
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นว่าตัวเองกำลังอยู่ในลูป “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” ให้เราพูดย้ำเตือนกับตัวเองในใจว่า “นี่ไง! ฉันกำลังอยู่ในลูปนี้อีกแล้ว!”
.
การทำแบบนี้สามารถช่วยลดพลังอำนาจของลูป “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” ในใจเราลงได้ครับ
.
# 2 ปรับเป้าหมายให้มีขนาดเล็กจนสามารถทำได้ภายในวันนี้
.
ยกตัวอย่างเช่น เดิมที ใจเราอาจล็อกเป้าไว้ว่า “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้เจอแฟนที่พร้อมรับฟังฉันด้วยความเข้าใจ” ซึ่งหากเราตั้งเป้าหมายกับตัวเองไว้ว่า วันนี้ เราจะพยายามรับฟังคนอื่น (เช่น เพื่อนร่วมงาน) ด้วยความเข้าอกเข้าใจโดยสมบูรณ์อย่างน้อย 5 นาที นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำได้สำเร็จภายในวันนี้ และมันก็จะช่วยให้เราได้ “ลิ้มรส” ความสุขตั้งแต่วันนี้เช่นกัน เป็นต้น
.
# 3 มองหาสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
.
เวลาที่เราใช้ชีวิตในลักษณะ “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ…” เรามีแนวโน้มที่จะโฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ในใจเพียงอย่างเดียว (เช่น การได้เจอความรักที่ดี การมีอิสรภาพทางการเงิน การลดน้ำหนักได้ครบ 10 กิโลกรัม)
.
การโฟกัสเช่นนี้อาจทำให้เรา “มองไม่เห็น” สิ่งดีๆที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุข ดีใจ สมหวัง ขอบคุณในแต่ละวันได้ง่ายๆ
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราตั้งใจมองหาสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน (ต่อให้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น มีคนช่วยเก็บของที่เราทำหล่น ทั้งๆที่เราไม่ได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้แต่แอะเดียว) และบันทึกสิ่งดีๆเหล่านั้นลงบนกระดาษหรือในโทรศัพท์ มันน่าจะช่วยเพิ่มความสุขในชีวิตประจำวันเราได้ไม่น้อยเลยครับ
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1007/s00199-022-01445-1
https://doi.org/10.1038/s41562-019-0666-7
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เรานึกถึงงานอดิเรก เราอาจจะมองว่างานอดิเรกคือสิ่งที่เราทำเพื่อ “ฆ่าเวลา” เฉยๆ
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานอดิเรกเป็นมากกว่าเพียงแค่ “กิจกรรมฆ่าเวลา”
.
งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองในแง่มุมที่เราอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยให้เรารู้จักกับผู้คนใหม่ๆ งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้ความรู้และทักษะใหม่ๆ งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยพัฒนาสุขภาพของเรา (ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ)
.
ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ผมเชื่อว่าทุกๆคนที่มีงานอดิเรกคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว
.
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอเพิ่มเติมในวันนี้ก็คือ หากเราต้องการจะได้รับประโยชน์จากงานอดิเรกอย่างเต็มอิ่ม เราไม่ควรมีงานอดิเรกเพียงอย่างเดียวครับ
.
หากเราต้องการได้รับประโยชน์จากงานอดิเรกอย่างเต็มอิ่ม เราควรมีงานอดิเรกอย่างน้อย 3 ประเภทดังต่อไปนี้ครับ
.
# 1 งานอดิเรกที่เน้นการขยับร่างกายของเรา
.
ไม่ว่าจะเป็นการเต้นซุมบ้า การว่ายน้ำ การเตะฟุตบอล การตีแบดมินตัน การเล่นโยคะ การต่อยมวย ฯลฯ
.
เราไม่จำเป็นต้อง “จัดหนักจัดเต็ม” กับการขยับร่างกาย (หากเราไม่ชอบ) แต่อย่างน้อยที่สุด ร่างกายของเราไม่ควรที่จะนั่งอยู่กับที่เฉยๆติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆในแต่ละวัน
.
อย่างน้อยที่สุด เราควรจะพาตัวเองไปเดินเล่น…วันละนิดๆหน่อยๆก็ยังดี
.
นอกจากงานอดิเรกประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงมากขึ้นแล้ว มันยังช่วยลดความเครียดและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต (เช่น โรคซึมเศร้า) ได้อีกด้วย
.
# 2 งานอดิเรกที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเรา
.
หลายคนอาจจะมองว่าตัวเองเป็นคนที่ “ไม่มีหัว” ในด้านความคิดสร้างสรรค์
.
ตอนเรียนวิชาศิลปะก็ได้คะแนนน้อย ตอนไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนก็โดนแซวว่า “(เสียง)เพี้ยน” ตอนเขียนนิยายลงบนเว็บไซต์ก็ไม่มีใครเข้ามาอ่าน ตอนทำอาหารในบ้านก็ไม่มีใครกล้ากิน ฯลฯ
.
อย่างไรก็ตาม เวลาที่เราทำงานอดิเรกนั้น หัวใจสำคัญไม่ใช่การ “ทำได้ดี”
.
หัวใจสำคัญคือการที่เราอนุญาตให้ตัวเองได้ “แสดงตัวตน” ออกมาผ่านการสร้างสรรค์ผลงานสักชิ้นหนึ่ง (โดยไม่ตัดสินผลงานดังกล่าวว่า “ดี” หรือ “แย่”) มากกว่า
.
ผลการศึกษาพบว่า เวลาที่เราทำงานอดิเรกประเภทนี้ (ไม่ว่าเราจะทำมันได้ออกกมา “ดี” หรือ “ไม่ดี” ก็ตาม) สิ่งที่เราจะได้แน่ๆคือความสุข ความพึงพอใจในชีวิต รวมถึงความรู้สึกว่า “ชีวิตนี้มีค่า” อีกด้วย
.
# 3 งานอดิเรกที่ลับคมสติปัญญาของเรา
.
ยกตัวอย่างเช่น การอ่านหนังสือ การเรียนภาษาต่างประเทศ การเล่นเกมแนวปริศนาหรือแนวกลยุทธ์วางแผน (เช่น crosswords ซูโดกุ หมากรุก) เป็นต้น
.
สำหรับช่วงแรกๆ งานอดิเรกประเภทนี้อาจจะดู “ทรมาน” หรือ “ไม่สนุก” สำหรับหลายคนอยู่บ้าง เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เรากำลัง “เรียนรู้” งานอดิเรกนั้นๆอยู่ เราจึงอาจจะยัง “ตะกุกตะกัก” อยู่ไม่น้อย
.
อย่างไรก็ตาม หากเราผ่านช่วงแรกๆไปได้ และเราเริ่ม “เป็น” ขึ้นมาได้แล้ว เราก็จะพบกับความสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง
.
มันเป็นความสนุกจากการที่เรามองเห็นตัวเอง “ก้าวหน้า” ในเรื่องนั้นๆ มันเป็นความสนุกจากการที่เรามองเห็นตัวเองก้าวข้ามผ่านความท้าทายหรืออุปสรรคที่เคยทำให้เรา “ติดขัด” ในช่วงแรกๆมาได้
.
และสำหรับหลายๆคน งานอดิเรกประเภทนี้ทำให้พวกเขาได้ค้นพบว่า แท้ที่จริงแล้ว พวกเขาเองก็มี “พรสวรรค์” กับอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน! (จากเดิมที่พวกเขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเหมือน “เป็ด” ที่ไม่เก่งโดดเด่นในเรื่องอะไรเลย)
.
ยกตัวอย่างเช่น บางคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมี “พรสวรรค์” ในด้านการเรียนรู้ภาษาสเปน จนกระทั่งเขาได้เริ่มเรียนรู้ภาษานี้เป็นงานอดิเรก เป็นต้น
.
ฉะนั้น งานอดิเรกประเภทนี้จึงสามารถเพิ่มความรู้สึกมั่นใจในตัวเองและภาคภูมิใจในตัวเองได้ นอกจากนี้ มันยังช่วยลดความเสี่ยงของ “ภาวะสมองเสื่อมถอย” เมื่อเราอายุมากขึ้นอีกด้วย
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.9734/BJESBS/2015/21865
Frontiers | Creating arts and crafting positively predicts subjective wellbeing
Frontiers | Mind-stimulating leisure activities: Prospective associations with health, wellbeing, and longevity
เวลาที่เราปลูกต้นไม้สักต้น เราจะหมั่นสังเกตดู “สัญญาณอันตราย” ที่อาจทำให้ต้นไม้ตายได้ในท้ายที่สุด
.
เพราะถ้าเรามองเห็น “สัญญาณอันตราย” เหล่านั้นตั้งแต่เนิ่นๆ เราก็จะสามารถลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยต้นไม้ที่เราปลูกไว้ได้ทันท่วงที
.
ความรักความสัมพันธ์ก็เช่นกัน
.
หากเราต้องการให้ความรักความสัมพันธ์ของเรา “มีชีวิตอยู่ต่อไป” การหมั่นสังเกตดู “สัญญาณอันตราย” ในความรักความสัมพันธ์คือสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ
.
คำถามสำคัญก็คือ “สัญญาณอันตราย” ที่อาจนำมาสู่ “ความตาย” ของความรักความสัมพันธ์นั้น มันมีอะไรบ้าง?
.
วันนี้ ผมอยากจะหยิบมานำเสนอ 3 ข้อด้วยกันครับ
.
# 1 บทสนทนาของเรากับแฟนเต็มไปด้วยเรื่อง “ผิวเผิน” มากกว่าเรื่อง “ลึกซึ้ง”
.
ยกตัวอย่างเช่น เราคุยกับแฟนในเรื่องประเภท “เย็นนี้กินข้าวที่ไหนดี” และ “เดือนนี้จ่ายค่าไฟแล้วใช่ไหม” มากกว่าเรื่องประเภท “ความฝันของเรา” และ “สิ่งที่แฟนกลัวมากที่สุด” เป็นต้น
.
มันสะท้อนให้เห็นว่าใจของเรากับแฟนมี “ระยะห่าง” กันมากขึ้น
.
# 2 เรากับแฟนสัมผัสกันน้อยลง
.
ยกตัวอย่างเช่น เรากับแฟนไม่จับมือถือแขนระหว่างเดินอยู่ในห้างเหมือนเก่า เรากับแฟนไม่นั่งกอดกันระหว่างดูทีวีเหมือนเก่า เรากับแฟนไม่จุ๊บแก้มกันทุนคืนก่อนนอนเหมือนเก่า เป็นต้น
.
หรือถ้ามีการสัมผัสกัน มันก็จะเป็นการสัมผัสที่ติดๆขัดๆฝืนๆอย่างเห็นได้ชัด
.
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่ “สังเกตเห็นได้ยาก” สำหรับคู่รักที่ไม่ค่อยสัมผัสกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่สำหรับคู่รักที่สัมผัสกันบ่อยในช่วงแรกๆที่คบกัน เรื่องนี้สามารถเป็นเรื่องที่ “สังเกตเห็นได้ง่าย” สุดๆเลยครับ
.
# 3 เราไม่รู้สึกว่าเป็น “ทีมเดียวกัน” กับแฟนอีกต่อไป
.
คู่รักที่ความสัมพันธ์เหนียวแน่นคือคู่รักที่พร้อมจะจับมือเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆที่เข้ามาในชีวิตไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าอุปสรรคดังกล่าวจะเป็น “อุปสรรคของเรา” หรือ “อุปสรรคของเขา” ก็ตาม
.
อย่างน้อยที่สุด ต่อให้เราจะไม่สามารถจัดการแก้ไข “อุปสรรคของเขา” ได้โดยตรง เราก็พร้อมที่จะนั่งมือแฟนอยู่ข้างๆเพื่อให้แฟนอุ่นใจว่า ไม่ว่า “อุปสรรคของเขา” จะหนักหนาสาหัสแค่ไหน แฟนจะไม่โดดเดี่ยวอย่างแน่นอน
.
อย่างไรก็ตาม หากแฟนเผชิญหน้ากับ “อุปสรรคของเขา” และเราไม่แคร์ (รวมถึงหากเราเผชิญหน้ากับ “อุปสรรคของเรา” และแฟนไม่แคร์) นั่นอาจหมายความว่าเรากับแฟนเริ่มไม่ได้ “ลงเรือลำเดียวกัน” แล้ว…ก็เป็นได้ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
หลายคนทุ่มเทให้กับความรักเป็นอย่างมาก
.
พวกเขาหวังว่า แฟนจะมองเห็นความทุ่มเทของพวกเขา และอยากขยับความสัมพันธ์ไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว (เช่น ขยับสถานะจาก “แฟน” เป็น “คู่หมั้น”)
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเทให้กับแฟนขนาดไหน แฟนก็ยังคง “นิ่งเฉย” และไม่มีท่าทีว่าอยากจะขยับความสัมพันธ์ไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย
.
สถานการณ์ความสัมพันธ์ดำเนินไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาเลิกกันในท้ายที่สุด
.
แต่หลังจากที่พวกเขาเลิกกับแฟนไปได้ไม่นาน แฟนของพวกเขาก็เริ่มต้นกับคนใหม่
.
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่แฟนของพวกเขาเริ่มต้นกับคนใหม่ไปได้ไม่นาน ความสัมพันธ์ครั้งใหม่นี้ก็มีการขยับไปข้างหน้า (เช่น เปลี่ยนสถานะจาก “แฟน” เป็น “คู่หมั้น”) เป็นที่เรียบร้อย!
.
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะตัดสินตัวเองว่า “ฉันต้องดีไม่พอแน่ๆเลย เมื่อเทียบกับแฟนคนใหม่นั้น”
.
อย่างไรก็ตาม การตัดสินตัวเองในลักษณะนี้อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียวครับ
.
เพราะความเป็นจริงก็คือ เวลาที่คู่รักเพิ่งจะคบกันในช่วงแรกๆ สิ่งที่คู่รักทุ่มเทให้กันและกันมันเป็นอะไรที่ “พิเศษ” ในความรู้สึกของแฟน ต่อให้สิ่งที่ทุ่มเทให้กันจะเป็นเรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” ก็ตาม (เช่น การต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้แฟนกิน)
.
แต่พอคู่รักคบกันไปนานๆสักระยะ สิ่งที่คู่รักทุ่มเทให้กันและกัน มันเริ่มไม่รู้สึก “พิเศษ” อีกต่อไป ต่อให้สิ่งที่ทุ่มเทให้กันจะมีขนาด “ใหญ่โต” ก็ตาม (เช่น การทำอาหารระดับ “ภัตตาคาร” ให้แฟนกิน)
.
อันที่จริง สำหรับคู่รักที่คบกันไปนานๆหลายคู่ นอกจากมันจะไม่ได้รู้สึก “พิเศษ” แล้ว มันยังเริ่มรู้สึก “ชินชา” อีกด้วย!
.
นี่จึงเป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่อาจจะอธิบายสถานการณ์ “ทุ่มเทแทบตาย แต่ก็ไร้การตอบสนองใดใด” ได้
.
มันไม่ได้หมายความว่าเรา “ดีไม่พอ” เสมอไป
.
เพราะมันก็มีความเป็นไปได้ว่า หลังจากที่ระยะเวลาผ่านไปสักพัก ความ “ชินชา” หรือ “เฉยเมย” ที่เราเคยได้รับจากแฟนเก่าของเรา ก็อาจเป็นสิ่งที่คนใหม่จะต้องเจอเช่นกันครับ (เว้นแต่แฟนเก่าจะมีการทบทวนตัวเองและตั้งใจแก้ไขจุดนี้อย่างจริงจัง…ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเพราะเรา “ดีไม่พอ” อยู่ดีครับ)
.
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/0022-1031(80)90007-4
#จิตวิทยา #siamstr
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อยคงจะคุ้นหูคุ้นตากับคำว่า gaslight กันอยู่บ้าง
.
เวลาที่เรา gaslight ใครสักคน เรากำลัง “ชักใย” ให้คนๆนั้นเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่เขารับรู้
.
ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาเห็นว่าสามีส่งข้อความพูดคุยกับผู้หญิงคนอื่นในลักษณะ “ชู้สาว” แต่สามีก็ใช้คำพูดต่างๆนานาในการ gaslight ให้ภรรยาคิดว่าตัวเอง “เข้าใจผิด” จนได้ เป็นต้น
.
และหนึ่งใน “ประโยคยอดฮิต” ของคนที่ชอบ gaslight คนอื่นบ่อยๆก็คือ “เธออ่อนไหวมากเกินไป”
.
ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนสนิทของเราเล่นมุกตลกล้อเลียนรูปร่างของเราต่อหน้าคนอื่น ส่งผลให้เรารู้สึกอับอาย เจ็บปวด และไม่พอใจเป็นอย่างมาก และเมื่อเราหยิบเรื่องนี้มาคุยกับเพื่อนสนิท เพื่อนสนิทก็พูดตอบกลับมาว่า “มันแค่ขำๆนิดหน่อยเองนะ! เธออ่อนไหวโอเว่อร์เกินไปแล้ว!” เป็นต้น
.
เราจะเห็นได้ (จากตัวอย่างในย่อหน้าข้างบน) ว่า นอกจากประโยค “เธออ่อนไหวโอเว่อร์เกินไปแล้ว!” จะถือเป็นการ “ดูเบา” ความรู้สึกของเราแล้ว มันยังเป็นการ “ปัดความรับผิดชอบพ้นตัว” ด้วยการโยนความผิดมาอยู่ที่เรา (ที่อ่อนไหวมากเกินไป) แทนที่ความผิดนั้นจะอยู่ที่ตัวเพื่อนสนิทอีกด้วย
.
หากเราเจอเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นครั้งแรก เราอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก
.
แต่หากเราเจอเหตุการณ์ทำนองนี้บ่อยๆเข้า มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันครับที่ประโยคประเภท “เธออ่อนไหวโอเว่อร์เกินไปแล้ว!” จะค่อยๆบั่นทอนจิตใจเราไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรา “คล้อยตาม” อีกฝ่ายในท้ายที่สุด
.
ซึ่งหากสถานการณ์ดำเนินไปจนถึงจุดนั้นจริงๆ นั่นแสดงว่าอีกฝ่ายเขา gaslight เราได้สำเร็จแล้ว
.
ทำยังไงเราจึงจะป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกอีกฝ่าย gaslight ได้สำเร็จ?
.
ในเบื้องต้น หากเรา “ได้กลิ่น” ว่าเรากำลังถูกใครบางคนพยายามที่จะ gaslight เรา สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการพาตัวเองออกห่างจากคนๆนั้น
.
แต่หากเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนๆนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถทำเพื่อสกัดกั้นความพยายามในการ gaslight ของเขาคือการ “ยืนหยัด” ในสิ่งที่เรารู้สึก
.
ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะพูดกับเพื่อนสนิทของเราว่า “เธออาจไม่รู้สึกอะไรกับการถูกล้อเลียนแบบนี้ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้สึกนะ” เป็นต้น
.
การ “ยืนหยัด” ในลักษณะนี้มีประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน ประการแรก มันเป็นการ “หักล้าง” ความพยายามของอีกฝ่ายที่จะทำให้ความรู้สึกอับอาย เจ็บปวด ไม่พอใจของเราดู “เล็กน้อย” ประการที่สอง มันเป็นการ “หักล้าง” ความพยายามของอีกฝ่ายที่จะโยนความผิดมาที่เรา (โทษฐานที่อ่อนไหวมาเกินไป)
.
การ “ยืนหยัด” ลักษณะนี้จะช่วยให้เราตกเป็นเหยื่อของการถูก gaslight ได้ยากขึ้นครับ
#จิตวิทยา #siamstr
คู่รักจำนวนมากมองว่า 1+1 = 2 ไม่ใช่ 1+1 = 1
.
กล่าวคือ แม้พวกเขาจะเป็นแฟนกัน แต่พวกเขาไม่ต้องการให้ชีวิตของตัวเองและแฟน “หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง”
.
พวกเขายังอยากที่จะมีชีวิตของตัวเองที่แยกต่างหากออกจากแฟน และพวกเขาก็อยากให้แฟนมีชีวิตของแฟนเองที่แยกต่างหากออกจากพวกเขา
.
เพียงแต่ว่า แม้ต่างคนจะต่างมีชีวิตของตัวเอง แต่พวกเขาก็จะมีช่วงเวลาที่มาอยู่ด้วยกัน มามีปฏิสัมพันธ์กัน มาทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันด้วย
.
มุมมองลักษณะนี้คือสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” ที่เกิดขึ้นกับคู่รักจำนวนไม่น้อย
.
ปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” เกิดขึ้นเวลาที่คู่รักไม่เพียงแค่คาดหวังให้แฟนเป็นเพียงแค่แฟนเท่านั้น แต่ยังคาดหวังให้แฟนเป็นเพื่อนสนิท เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นนักจิตวิทยา เป็นไกด์นำเที่ยว เป็นช่างประปา เป็นคนขับรถ และอื่นๆอีกด้วย
.
แน่นอนครับว่า แฟนแต่ละคนอาจจะ “รับบท” ได้หลายบทบาทก็จริง (เช่น เป็นทั้งแฟน เพื่อนสนิท และช่างประปา) แต่หากความคาดหวังมันอยู่ในระดับที่ “มากเกินไป” มันก็ยากจริงๆครับที่คนๆหนึ่งจะ “รับบท” ได้เยอะขนาดนั้น
.
มุมมอง 1+1 = 2 จึงเข้ามาช่วยป้องกันหรือลดทอนปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” นี้ได้ เพราะถ้าทั้งเราและแฟนต่างก็มีชีวิต (และสังคม) เป็นของตัวเอง โอกาสที่เราและแฟนจะคาดหวังให้อีกฝ่าย “รับบท” เยอะๆก็จะน้อยลง
.
อย่างไรก็ตาม หากเรา “สุดโต่ง” กับมุมมอง 1+1 = 2 มากเกินไป มุมมองนี้ก็สามารถสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาในความสัมพันธ์ได้เหมือนกัน
.
ปัญหาใหม่นี้คือปัญหา “disconnect”
.
มันคือการที่ทั้งเราหรือแฟน (หรืออาจจะทั้งคู่) ต่างทุ่มเทเวลาให้กับชีวิต (และสังคม) ของตัวเองมากจนไม่มีเวลาเหลือ (หรือแทบจะไม่มีเวลาเหลือ) ให้กับกันและกันอีกต่อไป
.
มันสามารถทำให้ทั้งเราหรือแฟน (หรืออาจจะทั้งคู่) เกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า “มีแฟนก็เหมือนไม่มี” ซึ่งอาจนำมาสู่การเลิกรากันในท้ายที่สุดได้
.
ด้วยเหตุนี้ แม้มุมมองต่อความรักแบบ 1+1 = 2 จะเป็นมุมมองที่ดีและสามารถแก้ไข (หรือลดทอน) ปัญหา “พึ่งพากันมากเกินไป” ได้ แต่หากคู่รักยึดมุมมองนี้แบบสุดโต่ง มันก็สามารถทำให้ความรัก “ถึงทางตัน” ได้เช่นกันครับ
#จิตวิทยา #siamstr
พ่อแม่หลายคนชอบที่จะบันทึก moment ต่างๆในชีวิตของลูก
.
ไม่ว่าจะเป็น moment ที่ลูกไปโรงเรียนครั้งแรก
moment ที่ลูกกำลังดื้องอแง
moment ที่ลูกกำลังวิ่งเล่นกับครอบครัว
ฯลฯ
.
พ่อแม่หลายคนบันทึก moment เหล่านี้ไว้ในรูปแบบของภาพถ่าย
หลายคนบันทึกไว้ในรูปแบบของคลิปวิดีโอ
หลายคนบันทึกไว้ในรูปแบบของไดอารี่
.
และนอกจากจะบันทึก moment เหล่านี้แล้ว
พ่อแม่หลายคนก็มีการแชร์ moment เหล่านี้กับคนอื่น
(ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะครอบครัวหรือเพื่อนที่สนิทใกล้ชิด) อีกด้วย
.
การแชร์ที่เกิดขึ้นนี้ พ่อแม่หลายคนไม่ได้มีเจตนาที่เลวร้ายเลยครับ
หลายคนเพียงแค่มองว่า moment เหล่านี้มันน่ารักดีก็เลยแชร์
หลายคนอยากแบ่งปัน “บทเรียน” ที่ตัวเองได้เรียนรู้กับเพื่อนๆพ่อแม่ด้วยกัน
.
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสิ่งที่พ่อแม่แชร์
มันคือ moment ต่างๆของลูก (ไม่ใช่ของพ่อแม่)
มันจึงมีความ “สุ่มเสี่ยง” อยู่เหมือนกันครับ
.
เพราะพอลูกเติบโตขึ้น
moment ต่างๆของเขาที่ถูกแชร์ไป
(โดยเฉพาะการแชร์ในโลกออนไลน์ที่ลบทิ้งไม่ได้)
อาจเป็น moment ที่สร้างความอับอาย
หรือความไม่สบายใจให้กับลูกได้
.
จริงอยู่ครับว่า ก่อนที่พ่อแม่จะแชร์อะไรกับคนอื่น
พ่อแม่สามารถที่จะ “ขออนุญาต” จากลูกได้
.
แต่ในทางปฏิบัตินั้น
มันยากเหมือนกันครับที่เด็ก (โดยเฉพาะเด็กเล็ก)
จะปฏิเสธพ่อแม่ของตัวเอง
เพราะถึงอย่างไร
เด็กก็ยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ในการมีชีวิตรอดสูงมาก
.
ด้วยเหตุนี้ หากเราจะยึดหลัก “ปลอดภัยไว้ก่อน”
การไม่แชร์ moment “ส่วนตัว” ของลูกในโลกออนไลน์
(โดยเฉพาะการแชร์ในรูปแบบที่ “เปิดสาธารณะ” ให้ทุกคนเข้ามาดูได้)
อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ
.
อ้างอิง
Franke, S. (2025). The house of my mother: A daughter's quest for freedom. Gallery Books.
https://doi.org/10.3390/healthcare11101359
Frontiers | Mindful sharenting: how millennial parents balance between sharing and protecting
หลายคนชอบที่จะตามใจคนอื่น
ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง พ่อแม่ เพื่อน แฟน หัวหน้า ครู หรือใครก็ตาม
.
เพราะพวกเขามองว่านี่คือหนทาง
ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์
.
เพราะพวกเขามองว่านี่คือหนทาง
ที่จะช่วยให้คนอื่นยอมรับพวกเขา
.
แต่แน่นอนครับว่าการตามใจคนอื่นมันมีราคาที่ต้องจ่าย
.
หากเราตามใจคนอื่น นั่นก็เท่ากับว่า
เราจะไม่มีพื้นที่ให้ความรู้สึกและความต้องการของเราเอง
.
หากเราตามใจคนอื่น นั่นก็เท่ากับว่า
เรากำลังแบกรับความเสี่ยงที่คนอื่นอาจจะ “ปู้ยี่ปู้ยำ” เราได้
.
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หลายคนนึกถึงเวลาที่พูดถึงการตามใจคนอื่น
.
อย่างไรก็ตาม
จุดนึงที่ไม่ได้ถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก
คือความไว้วางใจภายในความสัมพันธ์
.
เวลาที่เราตามใจคนอื่น
คนอื่นเขาก็มักจะรู้แหละครับว่า
เรากำลังตามใจเขา
.
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมักจะเกิดความสงสัยในใจว่า
การที่เรา “คล้อยตาม” พวกเขานั้น
มันเป็นเพราะเราเห็นตรงกับพวกเขาจริงๆ
หรือมันเป็นเพราะเราแค่อยากตามใจพวกเขาเท่านั้น
.
พวกเขาไม่รู้ว่าความคิดความรู้สึกของเราจริงๆคืออะไร
พวกเขาไม่รู้ว่าในใจเรา “เห็นด้วย” หรือ “เห็นต่าง”
.
การที่พวกเขา “ไม่รู้” ทำให้พวกเขายากที่จะไว้วางใจเราได้เต็มร้อย
.
และเนื่องจากความไว้วางใจถือเป็น
“เสาเข็ม” สำคัญของทุกๆความสัมพันธ์
มันจึงอาจกล่าวได้ว่า
หากเราเลือกที่จะตามใจใครสักคน
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา
จะเป็นความสัมพันธ์ที่ “ง่อนแง่น” อยู่พอสมควร
.
นี่คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก
หากเราไม่ได้มีเจตนาที่จะพัฒนา
ความสัมพันธ์กับคนๆนั้นให้ไปไกลกว่านี้
.
แต่หากเราต้องการพัฒนาความสัมพันธ์
กับคนๆนั้นให้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันมากขึ้น
การเลือกที่จะตามใจเขาเยอะๆ
สามารถกลายเป็นอุปสรรค
ที่ทำให้ความสัมพันธ์ “ไปไม่ถึงไหน” ได้เลยครับ
#จิตวิทยา #siamstr