BeYourCyber's avatar
BeYourCyber
b@beyourcyber.com
npub13w8f...fle3
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
แนวทางการหาเงิน Fiat พร้อมเก็บความมั่งคั่งไว้ใน Bitcoin แนวทางของ DeFi ทำให้มีช่องทางการหาเงินได้มาก และ หลากหลายมากขึ้น อาจจะด้วยเป็นยุคของการเริ่มต้น DeFi เอง และคนจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากตรงนี้ออกไป แต่ใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มก่อน ก็เก็บโอกาสนี้ไปก่อน เอาแบบ ง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยการซื้อ Bitcoin จากนั้น เราก็ค่อยเอามาหาประโยชน์โดยการเอาไปฝากใน DeFi แต่ว่า การฝากเฉยๆนั้น ดอกเบี้ยฝาก ต่ำมาก ดังนั้น เราก็เริ่มการ Leverage โดยการกู้ USDT ออกมา จากนั้น ก็หาจังหวะที่ Bitcoin ราคาต่ำ ก็เอาเงินที่กู้ เข้าไปซื้อ Bitcoin นั้นออกมา ดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ต่อปี สมมุติเราต้องกู้มา 1 เดือน เท่ากับเราต้องจ่ายดอกเบี้ย 0.333% ในช่วงนั้น นี่คือ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายออก ดังนั้น ขอแค่เพียง Bitcoin กำไรมากกว่านี้ ในช่วงที่เราซื้อมาถือ ก็คือ กำไรแล้ว (ถ้า CEX คิดค่าธรรมเนียม 0.1+0.1% ดังนั้น เราจะต้องให้ bitcoin ขึ้นเกินกว่า 0.533%) แต่เราต่างรู้ว่า Bitcoin ราคาใน Fiat จะขึ้นได้มากกว่านั้น และเช่นกัน โดยปกติ ราคา Bitcoin สวิงได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว คิดที่ฐานเลย ว่า Bitcoin ราคาจะขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเรากู้มาซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1 ปี เราจ่ายดอก 4% ราคา BTC แพงขึ้น 15% แปลว่าเรากำไร 11% ซึ่ง 11% นี้คือส่วนเงินเกิน ที่เรากู้ออกมาจาก BTC เดิมที่เรามีในมือ เช่น เดิม เรามี 1 BTC value 60000 USDT และเรากู้ออกมา 30000 USDT จะได้ว่า กำไร 15% ของ 60000 + กำไร 11% ของ 30000 USDT นั่นเอง ทั้งที่ทุนเริ่มต้นเรามี 1 BTC ที่ 60000 บาทเท่านั้นเอง ความน่ากังวลของการทำแบบนี้ก็คือ platform ที่เราฝาก Bitcoin ต้องไม่หายไปตลอดเวลาที่เราทำท่านี้ (counter party risk) ดังนั้น ถ้าเป็น DeFi ที่รันบน Smart Contract แล้วเรามีการ monitor การเปลี่ยนแปลงของ Smart contract ตลอด ก็น่าเชื่อได้ว่ามันควรจะปลอดภัยดีตลอดการทำท่านี้ การเลือกใช้เจ้าใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย ถ้าบอกว่ามีท่าอื่นอีกมั้ย ก็มีอีกหลายท่าเลยแหล่ะ อย่างเช่น - ทำท่าตามที่เล่าไป แต่ว่าวน loop มากกว่า 1 รอบ คือ ฝาก BTC > กู้ USDT > ซื้อ BTC > ฝาก BTC > กู้ USDT วนไป แบบนี้คือการ Leverage เหมือน Futures position ที่มี leverage เป็นตัวคูณนั่นแหล่ะ ไม่ต่างกัน - ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มาเก็งกำไรเงินบาท เพราะตอนนี้ บาทกำลังอ่อน ก็เอา USDT มาขาย แล้วตอนที่บาทแข็งก็ค่อยไปซื้อมาคืน แต่ต้องระวังบาทแข็งน้อยกว่า 4% ต่อปี อาจจะแพ้ดอกที่กู้มาได้ - กู้เงิน Fiat มาซื้อ Bitcoin อย่าง จำนองบ้าน ตอนนี้ดอกเบี้ยจำนอง 7% ต่อปี , Bitcoin ราคาขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเราจะกำไร 8% ต่อปี (นี่แหล่ะ ที่มาของคำว่า ขายบ้าน ขายรถมาซื้อ คือหลักการนี้แหล่ะ) - ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา จากนั้น แบ่งครึ่งนึงไปซื้อ BTC จากนั้น เอา USDT + BTC ไปเข้า Provide liquidity ตาม DEX ต่างๆ ถ้าราคายังขึ้นไปเกินกรอบที่เรากำหนดเอาไว้ เราก็ได้ APR ตลอดช่วงเวลานั้น ถ้าราคาหลุดกรอบล่างก็ได้ BTC เพิ่ม USDT หมดมือ ถ้า BTC หลุดกรอบบน ก็ได้ USDT กลับคืนมา ทั้งหมด - ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา แล้วหาที่ฝากที่จ่ายดอกแพงกว่าต้นทุนที่กู้มา วิธีหาเงินเยอะแยะไปหมดเลย เสี่ยงมากน้อย กำไรมากน้อย ชอบแบบไหน ก็เลือกกันเองได้เลย หรือว่า อยู่ในโลก Fiat ต่อไป ให้กำไรติดลบไปเรื่อยๆ คือฝากเงินได้ดอก 0.25% แต่เงินเฟ้อ 4.6% คือกำไร -4.35% ต่อปี ก็ได้เหมือนกัน ทุกคนมีอิสระในการเลือก ไม่มีใครบังคับใครได้ #siamstr #bitcoin #fiat #DeFi
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
วันนี้ Binance Launch Pool เปิด Launch pool ตัวใหม่ REZ และจากข้อมูลที่ผมเก็บมาย้อนหลัง ไล่ไป เกือบ 10 รอบที่ผ่านมา ทุกครั้ง ให้ผลตอบแทนหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปีทุกครั้ง หมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ? มาจากการที่ผม กู้ BNB จาก DeFi platform ต่างๆ เพื่อเอามาเข้า Binance Launch pool และ เมื่อจบรอบ ก็คืน BNB + ดอกเบี้ยสำหรับการกู้ในรอบนั้นๆ (เป็น BNB) และ ตีว่า ดอกเบี้ยที่จ่ายตรงนี้คือทุน จากนั้นก็เอาไปหากำไรต่ออีกทีว่า เมื่อได้ free token ออกมาแล้วเอาไปขาย เรายังมีกำไรเหลือเท่าไร ซึ่ง ก็จะออกมาหลัก ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา launch pool ที่รันอยู่ ประมาณ 3-7 วัน แล้วแต่รอบ ตีออกมา ก็จะได้เป็นหมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งในช่วงเวลา launch pool นั้น หากเราไม่กู้ BNB เพื่อไปเข้า launch pool เราก็ยังสามารถเอา BNB / FDUSD มาฝากตาม DeFi ได้ จะได้ดอกอยู่แถวๆ 50-100% ต่อปี แล้วแต่ช่วง ดังนั้น การเอา BNB / FDUSD ในมือไปเข้า Launch pool จึงได้กำไรเยอะที่สุด เมื่อเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่ ตามหลักการ เงินฟรี คือเงินฟรี ได้มากน้อยก็คือเงินฟรี ถ้าจะเพิ่มความยาก และ ความโลภขึ้นไปอีก ก็คือ เอา Idle asset มาฝาก แล้วกู้ BNB เพิ่ม อย่างเช่น Bitcoin , Ethereum อะไรที่ถือเอาไว้เฉยๆ ก็ฝากเข้าไป แล้วกู้ BNB ออกมาไปเข้า Launch pool สำหรับความเสี่ยง ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ใน Smart Contract เช่นเดียวกับ ที่เราเข้าใจเรื่อง Bitcoin เลย คือเราเข้าใจมาก อ่านโค้ดได้ เลือก Platform เป็น ความเสี่ยงจะต่ำลง เพราะ DeFi ทำงานตาม Smart Contract กับอีกส่วนก็คือ Binance เองนั่นแหล่ะ เพราะเราต้องเอา Asset ไปวางไว้เฉยๆ อย่าพึ่งปิดกันตัวเองจากการเรียนรู้ เมื่อเรามีความรู้ เราก็จะหาเงินได้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางหาเงินด้วยเช่นกัน มีคนที่รู้จัก ได้ทีนึงหลักล้านบาทนะ แต่อันนั้นคือ port ใหญ่จริง ก็ต้องยอมเค้าแหล่ะ #siamstr #DeFi
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
เมื่อวาน US อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือการทำสงครามใน ยูเครนอีก $61bn เลยสงสัยว่า สถานะปัจจุบัน เค้ายังเป็นหนี้อยู่มากมาย ทำไมไม่เอาเงินตรงนั้นมาจ่ายหนี้ก่อนนะ? รู้สึกเหมือนคนเป็นหนี้บัตรเครดิต แล้วก็กู้อีกบัตรไปจ่ายบัตรที่กำลังจะถึง due แล้วก็เปลี่ยนบัตรใหม่ กู้บัตรใหม่ไปโปะของเก่าไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาสถานะ credit ยังไงไม่รู้ นี่ถ้าใครกู้บัตรเครดิตมาทำแบบนี้ ไม่เกิน 2 ปี รู้เรื่องแน่นอน ทำไมเค้าทำได้นะ #siamstr
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
Series บทความ "ปัญหาของ Bitcoin (และคำอธิบาย)" ที่จะ public ให้อ่านฟรีทั้งหมด draft เสร็จแล้ว! ตัวอย่าง ปัญหา Bitcoin - ไม่สามารถเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) - ไม่สามารถเป็นมาตรฐานในการใช้วัดมูลค่า (Unit of Account) - ไม่สามารถเป็นเครื่องมือรักษามูลค่า (Store of Value) - ความเสี่ยงให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation) - ปริมาณเงินมีปริมาณคงที่ไม่สามารถปรับปริมาณเงินให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจได้ - ระบบที่ไม่มีผู้ดูแลเสถียรภาพทางการเงินจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจในระบบการเงินในยามวิกฤตได้ - ใช้บิตคอยน์สำหรับธุรกิจด้านมืดอย่างการฟอกเงินหรือการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย - ความเสี่ยงในการถูก Hack - บิทคอยน์ คือ ดิจิทัล ลวงโลก - แชร์ลูกโซ่ - ไม่มีใครควบคุมได้ มันทำได้ซะที่ไหน - เดี๋ยวจ้าวก็ทุบเละ - ตัดอินเตอร์เน็ตทั่วโลกพร้อมกันก็ทำลายได้แล้ว และอื่นๆ อีกมากมาย..... (นี่แค่ส่วนนึง) นั่งเขียนมานานเป็นเดือน ตอนนี้คิดว่าตอบได้ครบหัวข้อแล้ว copy เอามาใส่ word ด้วย font size 12 โดยทั้งหมด มีแต่ Text กับหัวข้อ ไม่มีรูปประกอบเลยแม้แต่รูปเดียว ยาว 38 หน้า A4 ! image นี่เราทำอะไรลงไป..... รอชม จะ release มาในเดือนพฤษภาคมนี้ แน่นอน ตอนนี้ขอไป review ขัดเกลา และสลับจัดลำดับ เนื้อหาอีกทีก่อน #siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ก.ล.ต. ไทย จะระงับการเข้าถึง Crypto Exchange ที่ไม่ได้รับอนุญาต​จาก ก.ล.ต. เอาจริง ไม่ใช่ fake news อ้างอิง การดำเนินการ : คิดว่าจะประสานกระทรวง DE ให้ดำเนินการ วิธิการดำเนินการ : คิดว่าทำเหมือนกับการปิดเว็บ pornhub และอื่นๆ ระยะเวลา : ไม่ทราบ Target : ไม่ชัดเจน - Binance ไม่มีการแถลงอะไรในเรื่องนี้ ดังนั้นคิดว่าใช้งานต่อได้ เพราะถ้า Binance จะระงับคนไทย Binance ต้องออกประกาศเอง - ไม่ใช่แค่ Binance, Bybit ที่โดน เนื้อข่าวไม่บอก แต่บอกว่า เว็บที่ไม่ได้ License จาก กลต นั่นคือ Crypto Exchange ที่ไม่มีปรากฏอยู่ในหน้านี้ เป็นไปได้ว่าโดนหมด https://market.sec.or.th/LicenseCheck/views/DABusiness?exchange - คนเข้าใจผิดว่าแค่ Binance, Bybit แต่แท้จริงคือ สองเว็บนี้เป็นตัวอย่างที่โดนชี้ความผิดไปก่อนนี้แล้วเท่านั้น - กลต ไม่กำหนดเวลาที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินการเมื่อไร แต่แค่บอกว่า ให้เร่งย้ายทรัพย์สิน​ออก โดยยกตัวอย่าง ฟิลิปปินส์, อินเดีย ที่เค้าให้เวลาย้ายออก ประมาณ 3 เดือน - รัฐไทย ยังคงทำงานไม่ชัดเจนเหมือนเดิม จะดำเนินการกับเว็บไหน จะทำเมื่อไร ไม่บอก - รัฐไทย และอีกหลายประเทศ ยังคงใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ ลิดรอนสิทธิ์​ประชาชน เหมือนเดิม - ทางออก มีหลายทาง หากยังต้องการใช้ต่อ คือ fixed dns ไปที่ 1.1.1.1 / 8.8.8.8 หรือใช้ warp ของ cloudflare https://warp.plus/L2WK3 ฟรี หรือใช้ VPN เจ้าไหนก็ได้ ส่วนตัวใช้ SurfShark https://surfshark.club/friend/QyKrWpFw เพราะมี feature ที่ดี ราคาไม่แพง และมี node Thailand - ยิ่งรัฐทำแบบนี้ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้ประชาชนต้องดิ้นรนเองมากขึ้น และหาทางออกจากระบบมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าอนาคตวันใด รัฐจะออกข้อกำหนดบีบบังคับลิดรอนสิทธิ์​อะไรอีกหรือไม่ - อย่าไปคิดว่าจะสู้กับรัฐเลย หาทางออกตัวเองเถอะ Bitcoin เป็นทางเลือกนึง ที่ใช้เก็บสินทรัพย์​ของเรา ในแบบที่ไม่มีใครสามารถมาลิดรอนสิทธิ์​เราได้ #siamstr #freedom #depriverights​
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
ดีอี กับ ก.ล.ต. ไทย เตรียม ban web Binance กับ Bybit 🤯 แจ้งประชาชนให้ถอนสินทรัพย์ออก อีกไม่นานคิดว่า block จริง🥵 👆 แนวทางแก้ไขคือ fixed DNS ของเครือข่ายที่ใช้งาน ให้ชี้ไปที่ 1.1.1.1 8.8.8.8 9.9.9.9 หรือท่าไม้ตาย คือ VPN ก็จะทำให้ใช้งานได้ ♟move นี้แสดงอำนาจรัฐ เหนือ เสรีภาพประชาชนอย่างแท้จริง ทุกคนมีเสรีภาพ ที่จะเลือก และ ใช้งาน platform ที่ตัวเองต้องการ และ ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วย แต่นี้คืออีกหนึ่งการริดรอนสิทธ์ อันพึงมีของประชาชนออกไป โดยใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการสั่งห้าม⚖️ เห็นหลายคนออกตัวเชียร์ Binance TH กันไปเยอะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่า เค้ามีเบื้องหลังเรื่องนี้มั้ย แต่ก็แค่แอบคิดก็เท่านั้นเอง เพราะเห็นว่า ก็ยังสู้ไม่ได้ สู้ในเกมไม่ได้ ต้องทำยังไงดีล่ะ? มีเครื่องมืออะไรที่ใช้ได้อีกบ้างล่ะ?🤴🏻 🧨 แก้ต้นเหตุไม่ได้ ก็ไปแก้ที่ปลายเหตุ รัฐก็พยายามแก้ แต่ไม่รู้ยังไง ก็ยังแก้ไม่ได้ ต้นเหตุที่แท้จริง คิดความรู้ของ user แต่ก็ไม่ได้มีการให้ความรู้อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรมอะไร ทำแบบลูบหน้าปะจมูกกันไปเรื่อย สุดท้าย block web ที่ใช้งานระบบพวกนี้ไปเลยแล้วกัน กระทบใครยังไงบ้าง ช่างมัน และ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลย 💡 ถ้าจะให้แนะนำ แบบ effective หน่อย ก็คือ จัดทำ online learning ขึ้นมา ว่าด้วยเรื่อง data privacy แล้วบรรจุหลักสูตรนี้ เข้าไปในการศึกษาภาคบังคับด้วย ให้เป็นวิชาหนึ่งเลย นั่นคือคนที่อยู่ในระบบการศึกษา ต่อมาคือคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ให้ทุกคน ต้องทำ online learning + test ให้ผ่าน เพื่อขอรับรอง certificate สำหรับการจดทะเบียน sim card หมายถึงว่า ต่อจากนี้ ใครที่ยังไม่มี certificate ตัวนี้ ขอจดทะเบียน sim card หมายเลขใหม่ไม่ได้ certificate ตัวนี้ก็มีอายุ 2 ปี ต้องสอบ และ renew ใหม่ เพื่อให้ update เนื้อหาได้ทัน หรืออย่างน้อย ก็มีการกระตุ้นความรู้ทุก 2 ปี ทั้งหมดนี้ งบประมาณไม่เยอะมาก บังคับใช้ก็ประมาณนึง ยอมโดนประชาชนด่าหน่อย สุดท้ายตัวเลขมันต้องลด ถ้าไม่ไปจ้างคนอื่นมาสอบให้ (หน้าเว็บก็ขึ้นคำสาบเอาไว้ หากผู้ใด ไม่ได้ทำการศึกษา และ สอบวัดผลด้วยตัวเอง ขอให้ผู้นั้นประสบเหตุกับการถูกหลอกลวงทาง online จนกว่าจะกลับมาอ่าน และ สอบด้วยตัวเอง⚰️> ต้องแบบนี้ถึงจะเหมาะกับบริบทคนไทย ที่กราบไหว้ผีสาง ความเชื่อเหนือความจริงอยู่ )💸 🔒 เรื่อง data privacy นี่จริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของ cyber security เลย แล้วประชาชน ก็จะได้มีความรู้ และป้องกันตัวเองได้ ไม่ใช่มีแต่ PDPA อะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เห็นใช้งานได้ รังแต่จะสร้างความยุ่งยากให้บริษัทต่างๆ เฉยๆ แค่นั้น บริษัทเหล่านั้น ก็ยังใช้ข้อมูลมั่วซั่วเหมือนเดิม ในฐานะประชาชนคนนึง ที่ไม่ได้เอาแต่พร่ำบ่น แต่เสนอแนวทางให้แล้ว ขอให้รับฟัง และเอาเข้าไปเป็นองค์ประกอบการคิด และ ดำเนินการด้วย จะดีมาก
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
เมื่อวานได้อ่าน thread นึง ที่เค้าคุยกันว่า ทำอย่างไร ให้ #nostr มีคนใช้งานจากชาติต่างๆมากขึ้น เพราะปัจจุบัน มาจาก US เป็นหลักเลย เป็นเรื่องของการแปลภาษาหรือเปล่า? แต่ก็มีคนนึงบอกว่า พบว่ามีคนไทย ก็ใช้งานเยอะด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ทำไมอ่ะนะ มี reply นึง ที่น่าสนใจ กล่าวคือ ควรมี non-tech content creator เข้ามาใน platform ให้มากขึ้น ซึ่งหลายคน ก็ agree กับข้อเสนอนี้ เพราะจะเป็น magnet เพื่อดึงดูดคนอ่านให้เข้ามารู้จักมากขึ้นได้ง่าย ซึ่งผมก็ชอบ Idea นั้นนะ เพราะจากประสบการณ์ที่แอบซุ่มๆอ่าน มานาน พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ ไปทาง Bitcoin , Technical ซะมาก คือไม่ทั้งหมด เพราะมีอีกหลายคนที่พูดอีกหลายเรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนน้อยแหล่ะ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะจุดกำเนิดของ nostr ก็มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดของ Bitcoin ที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกเป็นอิสระจากระบบการเงินเดิมอยู่ ดังนั้น social network ก็เช่นกัน ถ้ามี non-tech content creator เข้ามาในพื้นที่นี้มากขึ้น ก็จะช่วยดึงดูดคนทั่วไปเข้ามาอ่านได้มากขึ้น และ ก็จะเกิดความสนใจใน platform ได้มากขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะเข้ามาช่วย เป็น non-tech content creator ทั่วๆไปอีกหนึ่งคน เพราะปกติ ก็ publish content free เรื่อยๆอยู่แล้ว แล้วจะทยอยไปกวาดต้อนคนเข้ามาอีกที #siamstr #BeYourCyber
BeYourCyber's avatar
BeYourCyber 1 year ago
💡 ยิ่งมาก ยิ่งต้องวาง ตอนนี้มีความรู้สึกว่า เวลาอ่าน post social ต่างๆ ที่เค้าให้ความเห็น แล้วไม่ถูกต้อง เราก็ยิ่งอยากเข้าไปแก้ไข พอแก้ไขแล้วก็กลับมานั่งถามตัวเองว่า เราทำไปเพื่ออะไร 1 comment จากเรา จะทำให้สังคมดีขึ้นได้จริงหรือ? เวลาเรามีมากพอที่จะแก้ไขความผิดพลาดอีกมากมายอย่างนั้นหรือ? คิดได้แบบนั้น ก็ทำให้คิดได้ว่า นั่นไม่น่าจะใช่สาระ หรือว่า แก่นการใช้ชีวิตของเราแล้วล่ะ 💡 ปล่อย ด้วยการไม่ยึดติด หลังจากนั้นก็เริ่มต้นปล่อยวาง ไม่ยินดี ว่าเค้าจะ post ถูก หรือ ผิด เรามีหน้าที่ตั้งคำถาม และ หาคำตอบ หากว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเรามีคำตอบที่ถูกต้อง เราก็จบแต่เพียงเท่านั้น ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องตอบโต้อะไรอีกต่อไป มีแต่จะขุ่นข้อง หมองเคืองกันไปเปล่าๆ 💡 หาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข เราต่างก็ควรที่จะชีวิต เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองให้มากที่สุด ไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็นในการใช้ชีวิตหรอกหรือ? 💡 ความสุขเรา ต้องไม่เดือดร้อนใคร เราควรมีชีวิตที่ดี และมีความสุข แต่การหาความสุขของเราก็ไม่ควรจะต้องเดือดร้อนใครด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นการดีที่สุด ไม่ต้องอ้างอิงหลักการจากศาสนาอะไร ใดๆ หรอก แต่ว่า เราสร้างให้ตัวเรามีความสุขให้มากๆ และสิ่งที่เราทำ ต่างไม่มีใครต้องเดือดร้อน เท่านั้นก็มากเพียงพอแล้วล่ะ เพราะท้ายที่สุด เมื่อเรามีความสุขมากๆแล้ว ความสุขมันก็จะล้นเอ่อออกมา เผื่อแผ่ไปยังบุคคลรอบข้างได้เอง แต่หากเรายังขาดซึ่งความสุขให้กับตัวเองแล้ว เรามีโอกาสสูงมากที่จะไปเบียดบังเอาความสุขของคนอื่นมาเป็นของตัวเองได้ง่ายมากๆ