คลื่นลูกใหม่ทางความคิด: เมื่อแนวคิดรัฐศาสตร์ Austrian School ผสานกับแนวคิดของ Bitcoiner
หากนักรัฐศาสตร์ชั้นนำในแนวเสรีนิยมเชิงอิสรนิยม(Libertarianism) สามารถผนวกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ "ทลายอำนาจรัฐ" เข้ากับแนวคิดของ Friedrich Hayek ที่เน้นเรื่องกลไกตลาดเสรีและการจำกัดอำนาจรัฐ รวมถึงแนวคิดของ Bitcoiner ที่มุ่งทลายอำนาจการผูกขาดการพิมพ์เงินของรัฐ แน่นอนว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิด "คลื่นลูกใหม่ทางความคิด" ที่ทรงพลังในสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การปฏิวัติทางความคิดที่เป็นไปได้
การผสมผสานแนวคิดเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การรวมตัวกันของทฤษฎี แต่เป็นการจุดประกายให้เกิดการปฏิวัติทางความคิดในหลายมิติ:
การท้าทายอำนาจรวมศูนย์อย่างถึงราก: แนวคิดของนักรัฐศาสตร์ไทยที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ จะถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยมุมมองของ Hayek ที่มองว่าการแทรกแซงของรัฐนำไปสู่ความบิดเบือนและการลดทอนเสรีภาพ รวมถึงแนวคิดของ Bitcoiner ที่ต้องการให้กลไกการเงินเป็นอิสระจากรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจปัจจุบันอย่างเข้มข้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น
มิติเศรษฐกิจและการเงินในภาพใหญ่: จากเดิมที่การวิเคราะห์เรื่องอำนาจรัฐมักจำกัดอยู่ในมิติทางการเมือง การผนวกแนวคิดแบบ Hayek และ Bitcoiner จะทำให้ประเด็นการผูกขาดการพิมพ์เงิน การควบคุมเศรษฐกิจโดยรัฐ และบทบาทของตลาดเสรี กลายเป็นส่วนสำคัญในการถกเถียงเรื่องการทลายอำนาจรัฐ ซึ่งจะขยายขอบเขตความเข้าใจและการเคลื่อนไหวออกไปสู่มิติทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง
การมองหาทางเลือกใหม่ในการจัดระเบียบสังคม: เมื่อวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐอย่างรอบด้านมากขึ้น การสนทนาจะมุ่งเน้นไปที่การหาวิธีการจัดระเบียบสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาการรวมศูนย์อำนาจจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่การสำรวจโมเดลการปกครองแบบกระจายอำนาจ (decentralized governance) หรือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอิสระและโปร่งใส
การเคลื่อนไหวทางสังคมที่หลากหลายและมีข้อมูลมากขึ้น: การสร้างความเข้าใจในมิติที่ซับซ้อนของอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมือง แต่รวมถึงเศรษฐกิจและการเงิน จะช่วยให้การเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ มีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นขึ้น สามารถเชื่อมโยงประเด็นปัญหาที่ดูเหมือนแยกจากกันเข้าด้วยกัน และนำไปสู่การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การศึกษาและภาควิชาการที่เปิดกว้าง: นักวิชาการในสาขาต่างๆ อาจหันมาศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้มากขึ้น ทำให้เกิดงานวิจัยและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ท้าทายกระแสหลัก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในภาควิชาการ
แน่นอนว่าการปฏิวัติทางความคิดนี้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย:
ความซับซ้อนของแนวคิด: การผสานแนวคิดที่แตกต่างกันและมีความซับซ้อน อาจทำให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นเรื่องยาก ต้องหาวิธีอธิบายให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงคนวงกว้างได้
แรงต้านจากผู้ได้ประโยชน์: ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์และระบบการเงินแบบเดิม ย่อมจะออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง
การตีความที่ผิดเพี้ยน: มีโอกาสที่แนวคิดเหล่านี้จะถูกบิดเบือนหรือนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง
ปัจจุบันแนวคิดของทั้งสองกลุ่มอันมีความคล้ายคลึงกันหลายประการ(การทลายอำนาจที่ไม่เป็นธรรม) แต่ทั้งสองกลุ่มแนวคิดค่อนข้างจะเป็นการแสดงออกแบบคู่ขนานกันฝั่งหนึ่งใช้หลักรัฐศาสตร์เพียวๆ อีกฝั่งใช้หลักการ กระจายอำนาจเพียวๆ
ทำให้พลังของสองแนวคิดนี้กระจุกตัวอยู่ในแต่ละกลุ่ม (อัตตาของแต่ละศาสตร์)
ปล.แนวคิดเหล่านี้จะหลอมรวมกันได้จะต้องใช้แรงกดทับภายใต้พื้นฐานการปกครองในรูปแบบใดๆก็ตามที่ว่าด้วย รัฐถะ(state) ,ชายแดน(frontier) ,พรมแดน (Border) ,อาณาเขต(ter
ritory)ซึ่งถึงรัฐถะกำลังก่อตัวและเผชิญกับสิ่งนี้อยู่เมื่อคำตอบใหม่ได้เกิดขึ้น
#siamstr
#fixthemoneyfixtheworld

