maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image Binance กับ USD1: การเงิน การเมือง และอำนาจเชิงโครงสร้างของ Stablecoin บทความวิเคราะห์เชิงลึก (ให้เครดิตต้นโพส + อิงงานวิจัย) เครดิตต้นโพส: เพจ CryptoMint โพสต้นทางสรุปข่าวจากสื่อตะวันตกว่า Binance ถือครอง stablecoin ชื่อ USD1 ในสัดส่วนสูงมาก (ราว 87%) ซึ่งเชื่อมโยงกับโปรเจกต์การเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ Donald Trump และก่อให้เกิดคำถามเรื่องอำนาจตลาด ความเสี่ยง และความสัมพันธ์ทางการเมือง บทความนี้จะขยายจากโพสดังกล่าวในเชิงโครงสร้างการเงินคริปโต เศรษฐศาสตร์ stablecoin และงานวิจัยด้านความเสี่ยงเชิงระบบ ⸻ 1. Stablecoin คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ Stablecoin คือคริปโตที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์ เช่น USD ทำหน้าที่เหมือน • เงินดอลลาร์ดิจิทัล • สภาพคล่องในตลาดคริปโต • ตัวกลางใน DeFi งานวิจัยจาก BIS (Bank for International Settlements) ระบุว่า stablecoin กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดคริปโต โดยมีมูลค่าธุรกรรมหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (BIS, 2023) ⸻ 2. ประเด็นหลัก: การกระจุกตัวของเหรียญ โพสต้นทางระบุว่า Binance อาจถือ USD1 ถึง ~87% หากข้อมูลนี้ใกล้เคียงความจริง จะสะท้อน market concentration สูงมาก ซึ่งงานวิจัยด้านการเงินเตือนว่า การกระจุกตัวใน stablecoin เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) Federal Reserve และ IMF ระบุว่า stablecoin ที่กระจุกตัว อาจเกิด • run risk • liquidity shock • contagion effect (IMF, 2022) ⸻ 3. Exchange Power: เมื่อแพลตฟอร์มถือสภาพคล่องส่วนใหญ่ งานวิจัยตลาดคริปโตพบว่า exchange ขนาดใหญ่ มีอำนาจต่อรองสูงมาก เพราะควบคุมสภาพคล่อง (liquidity control) ถ้าเหรียญส่วนใหญ่ถูกถือโดย exchange เดียว จะเกิด structural influence แม้ไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง นักวิจัย DeFi เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “soft centralization” คือดูเหมือนกระจายศูนย์ แต่จริง ๆ โครงสร้างรวมศูนย์ (Gorton & Zhang, 2021) ⸻ 4. ความเสี่ยงเชิงระบบหากเหรียญกระจุกตัว โพสต้นทางตั้งคำถามว่า ถ้า Binance มีปัญหา จะเกิดอะไรขึ้น? งานวิจัยด้าน financial contagion ระบุว่า ถ้า stablecoin หลักผูกกับแพลตฟอร์มเดียว ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นใน 3 มิติ 4.1 Custody Risk ถ้าเหรียญอยู่ในกระเป๋าที่ exchange คุม อาจถูก freeze หรือใช้ไม่ได้ 4.2 Liquidity Risk ถ้า exchange มีปัญหา เหรียญอาจขาดสภาพคล่องทันที 4.3 Confidence Risk stablecoin พึ่งพาความเชื่อมั่น หากความเชื่อมั่นหาย peg อาจหลุด (Arner et al., 2020) ⸻ 5. การเมืองกับคริปโต: มิติที่ซับซ้อนขึ้น โพสต้นทางเชื่อมโยงว่า USD1 อาจเกี่ยวกับเครือข่ายการเงินที่เชื่อมโยงกับ Trump และผู้ก่อตั้ง Binance เคยมีประเด็นทางกฎหมายกับรัฐสหรัฐ งานวิจัยด้าน political economy ของคริปโตพบว่า คริปโตเริ่มเชื่อมกับการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะ • campaign finance • regulatory lobbying • geopolitical finance (Zetzsche et al., 2020) นักวิจัยบางคนเรียกยุคนี้ว่า “crypto-political economy” ⸻ 6. Stablecoin ในฐานะเครื่องมือการเงิน โพสต้นทางอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ว่า stablecoin อาจไม่ใช่แค่เงินดิจิทัล แต่เป็นเครื่องมือทางการเงิน งานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่า ผู้ออก stablecoin สามารถทำรายได้จาก ดอกเบี้ยของเงินสำรอง คล้าย shadow banking (Gorton & Metrick, 2022) ดังนั้น ยิ่ง stablecoin ถูกใช้มาก รายได้จากดอกเบี้ยยิ่งสูง ⸻ 7. คำถามเรื่อง “กระจายศูนย์” vs ความจริง โพสต้นทางตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า decentralization อาจไม่ตรงกับโครงสร้างจริง งานวิจัย blockchain governance ระบุว่า ระบบจำนวนมาก มีการรวมศูนย์เชิงโครงสร้าง เช่น • validator concentration • exchange custody • token ownership concentration (Buterin, 2021; OECD, 2022) ดังนั้น คริปโตไม่ได้กระจายศูนย์เท่าที่โฆษณาเสมอ ⸻ 8. มุมมองจากหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานกำกับทั่วโลก กังวลเรื่อง stablecoin มานาน Federal Reserve และ BIS ระบุว่า stablecoin ขนาดใหญ่ อาจมีผลต่อระบบการเงินจริง หากมีขนาดใหญ่พอ ความกังวลหลักคือ • bank-like risk • run risk • systemic impact ⸻ 9. วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: ทำไมเรื่องนี้ถูกจับตา ประเด็นนี้สำคัญเพราะ มันไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญหนึ่ง แต่คือ โครงสร้างอำนาจในโลกคริปโต ถ้า stablecoin เชื่อมโยงกับ • exchange ใหญ่ • เครือข่ายการเมือง • เงินทุนมหาศาล มันจะกลายเป็น infrastructure ทางการเงินใหม่ และโครงสร้างอำนาจใหม่ ⸻ 10. บทสรุป โพสจาก CryptoMint ตั้งคำถามสำคัญว่า การที่ stablecoin กระจุกตัวสูง และเชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมือง-การเงิน มีนัยอะไร? งานวิจัยด้านการเงินคริปโตชี้ว่า ความเสี่ยงหลักไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ โครงสร้างอำนาจและความเชื่อมั่น stablecoin เป็นทั้ง • เครื่องมือสภาพคล่อง • เครื่องมือการเงิน • และอาจเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ โลกคริปโตจึงกำลังเข้าสู่ยุค ที่การเงิน เทคโนโลยี และการเมือง ซ้อนทับกันมากกว่าที่เคย ⸻ อ้างอิงวิจัย (คัดสรร) • BIS (2023) Stablecoin Report • IMF (2022) Global Financial Stability • Gorton & Zhang (2021) Stablecoin Economics • Arner et al. (2020) Systemic Risk in Crypto • Zetzsche et al. (2020) Crypto & Regulation • OECD (2022) Crypto Market Structure • Federal Reserve (2023) Stablecoin Risk • Buterin (2021) Decentralization Analysis ⸻ เครดิตต้นโพส ข้อมูลข่าวและการสรุปประเด็น: CryptoMint แหล่งข่าวอ้างถึง: Forbes และการวิเคราะห์ตลาดคริปโต ⸻ 11. Stablecoin = “ธนาคารเงา” ของโลกคริปโต งานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่า stablecoin ทำหน้าที่คล้าย shadow banking คือ • รับเงินดอลลาร์ • ลงทุนในพันธบัตร/สินทรัพย์ปลอดภัย • ออกโทเคนแทนเงินสด รายได้หลักมาจาก ดอกเบี้ยของเงินสำรอง งานของ Gorton & Metrick (Yale) ระบุว่า โมเดลนี้คล้าย money market funds ก่อนวิกฤตการเงินปี 2008 ความเสี่ยงคือ ถ้าผู้ถือเหรียญต้องการถอนพร้อมกัน อาจเกิด run ได้ เหมือน bank run ⸻ 12. การกระจุกตัว = อำนาจต่อรองเชิงระบบ หาก stablecoin หนึ่ง ถูกถือโดย exchange ใหญ่ ในสัดส่วนสูง exchange จะมีอำนาจ โดยไม่ต้อง “สั่งการ” นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า structural power คืออำนาจจากโครงสร้าง ไม่ใช่คำสั่งตรง ตัวอย่าง • ควบคุมสภาพคล่อง • ควบคุมตลาดรอง • ควบคุมการเข้าถึงผู้ใช้ งานวิจัยตลาดการเงินพบว่า สภาพคล่อง = อำนาจ (Brunnermeier, 2016) ⸻ 13. Stablecoin กับภูมิรัฐศาสตร์การเงิน ในอดีต ดอลลาร์สหรัฐครองโลก ผ่านระบบธนาคาร ปัจจุบัน stablecoin เริ่มทำหน้าที่ “ดอลลาร์นอกระบบธนาคาร” นักวิจัย BIS เรียกว่า digital dollarization ถ้า stablecoin เชื่อมโยงกับ • exchange ใหญ่ • เครือข่ายการเมือง • ผู้เล่นระดับโลก มันอาจกลายเป็น โครงสร้างการเงินคู่ขนาน กับระบบธนาคารเดิม ⸻ 14. การเมือง + คริปโต = โครงสร้างใหม่ของอำนาจ โพสต้นทางชี้ว่า มีความเชื่อมโยงเชิงการเมือง ระหว่างผู้มีอำนาจ กับโครงสร้าง stablecoin งานวิจัย political economy ระบุว่า เทคโนโลยีการเงินใหม่ มักถูกใช้เพื่อ • เพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจ • สร้างเครือข่ายทุน • ขยายอิทธิพล (Zetzsche et al., 2020) คริปโตจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็น สนามอำนาจใหม่ ⸻ 15. ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Scenario) ถ้า stablecoin กระจุกตัวสูง และผูกกับแพลตฟอร์มเดียว มี 3 scenario ที่นักวิจัยกังวล Scenario A: Exchange Shock หาก exchange ถูกสอบสวน หรือมีปัญหาทางกฎหมาย สภาพคล่องอาจหยุดทันที Scenario B: Confidence Shock ข่าวลบ → ผู้ใช้แห่ถอน peg อาจหลุด Scenario C: Political Shock หากมีแรงกดดันจากรัฐ stablecoin อาจถูกจำกัด IMF ระบุว่า stablecoin ใหญ่ อาจเป็น systemic risk ต่อระบบการเงินโลก (IMF, 2022) ⸻ 16. Myth ของ Decentralization โพสต้นทางตั้งคำถามว่า คำว่า “กระจายศูนย์” อาจไม่ตรงกับความจริง งานวิจัยพบว่า คริปโตจำนวนมาก รวมศูนย์ใน 3 จุด 1. Exchange 2. Custody 3. Liquidity Vitalik Buterin เองเคยเตือนว่า ecosystem บางส่วน กำลัง “re-centralize” ⸻ 17. Stablecoin ในฐานะอาวุธการเงิน นักวิจัย geopolitics เสนอว่า stablecoin อาจกลายเป็น financial weapon เช่นเดียวกับ SWIFT หรือดอลลาร์ หากเหรียญหนึ่ง มีขนาดใหญ่พอ และเชื่อมกับโครงสร้างอำนาจ มันสามารถ • เพิ่มอิทธิพลทางการเงิน • สร้างเครือข่ายทุน • กำหนดสภาพคล่องโลกคริปโต ⸻ 18. สิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต จากข้อมูลในโพสต้นทาง และงานวิจัยปัจจุบัน มี 5 ประเด็นที่ควรจับตา 1. การกระจุกตัวของเหรียญ 2. โครงสร้างการถือครองจริง 3. ความเชื่อมโยงกับการเมือง 4. การกำกับดูแล 5. ความเชื่อมั่นตลาด stablecoin พึ่งพา “ความเชื่อมั่น” มากกว่าเทคโนโลยี ⸻ 19. วิเคราะห์เชิงปรัชญาการเงิน โลกคริปโตเริ่มต้นด้วย อุดมการณ์กระจายศูนย์ ต่อต้านอำนาจรัฐและธนาคาร แต่ปัจจุบัน โครงสร้างเริ่มคล้าย ระบบการเงินเดิม มี • ผู้เล่นใหญ่ • อำนาจสภาพคล่อง • เครือข่ายการเมือง นักวิจัยบางคนเรียกยุคนี้ว่า post-decentralization era ⸻ 20. บทสรุปใหญ่ โพสจาก CryptoMint สะท้อนประเด็นสำคัญมาก นี่ไม่ใช่แค่ข่าวคริปโต แต่เป็นสัญญาณว่า โครงสร้างการเงินโลก กำลังเปลี่ยน Stablecoin กำลังกลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเงิน และคำถามสำคัญคือ ใครควบคุมมัน? ไม่ใช่แค่ เทคโนโลยี แต่คือ อำนาจ ความเชื่อมั่น และการเมือง ⸻ อ้างอิงวิจัย (คัดสรร) • BIS (2023) Stablecoins and Financial Stability • IMF (2022) Global Financial Stability Report • Gorton & Metrick (2022) Stablecoin Economics • Brunnermeier (2016) Liquidity and Power • Zetzsche et al. (2020) Crypto Regulation • Arner et al. (2020) FinTech Risk • OECD (2022) Crypto Market Structure ⸻ เครดิตต้นโพส เนื้อหาข่าวและการตั้งคำถาม: CryptoMint แหล่งข่าวที่ถูกกล่าวถึง: Forbes และการวิเคราะห์ตลาดคริปโต #Siamstr #nostr #BTC #bitcoin