Binance กับ USD1: การเงิน การเมือง และอำนาจเชิงโครงสร้างของ Stablecoin
บทความวิเคราะห์เชิงลึก (ให้เครดิตต้นโพส + อิงงานวิจัย)
เครดิตต้นโพส: เพจ CryptoMint
โพสต้นทางสรุปข่าวจากสื่อตะวันตกว่า Binance ถือครอง stablecoin ชื่อ USD1 ในสัดส่วนสูงมาก (ราว 87%) ซึ่งเชื่อมโยงกับโปรเจกต์การเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ Donald Trump และก่อให้เกิดคำถามเรื่องอำนาจตลาด ความเสี่ยง และความสัมพันธ์ทางการเมือง
บทความนี้จะขยายจากโพสดังกล่าวในเชิงโครงสร้างการเงินคริปโต เศรษฐศาสตร์ stablecoin และงานวิจัยด้านความเสี่ยงเชิงระบบ
⸻
1. Stablecoin คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
Stablecoin คือคริปโตที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์ เช่น USD
ทำหน้าที่เหมือน
• เงินดอลลาร์ดิจิทัล
• สภาพคล่องในตลาดคริปโต
• ตัวกลางใน DeFi
งานวิจัยจาก BIS (Bank for International Settlements) ระบุว่า
stablecoin กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดคริปโต
โดยมีมูลค่าธุรกรรมหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (BIS, 2023)
⸻
2. ประเด็นหลัก: การกระจุกตัวของเหรียญ
โพสต้นทางระบุว่า
Binance อาจถือ USD1 ถึง ~87%
หากข้อมูลนี้ใกล้เคียงความจริง
จะสะท้อน market concentration สูงมาก
ซึ่งงานวิจัยด้านการเงินเตือนว่า
การกระจุกตัวใน stablecoin
เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk)
Federal Reserve และ IMF ระบุว่า
stablecoin ที่กระจุกตัว
อาจเกิด
• run risk
• liquidity shock
• contagion effect
(IMF, 2022)
⸻
3. Exchange Power: เมื่อแพลตฟอร์มถือสภาพคล่องส่วนใหญ่
งานวิจัยตลาดคริปโตพบว่า
exchange ขนาดใหญ่
มีอำนาจต่อรองสูงมาก
เพราะควบคุมสภาพคล่อง (liquidity control)
ถ้าเหรียญส่วนใหญ่ถูกถือโดย
exchange เดียว
จะเกิด
structural influence
แม้ไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง
นักวิจัย DeFi เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
“soft centralization”
คือดูเหมือนกระจายศูนย์
แต่จริง ๆ โครงสร้างรวมศูนย์ (Gorton & Zhang, 2021)
⸻
4. ความเสี่ยงเชิงระบบหากเหรียญกระจุกตัว
โพสต้นทางตั้งคำถามว่า
ถ้า Binance มีปัญหา
จะเกิดอะไรขึ้น?
งานวิจัยด้าน financial contagion ระบุว่า
ถ้า stablecoin หลักผูกกับแพลตฟอร์มเดียว
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นใน 3 มิติ
4.1 Custody Risk
ถ้าเหรียญอยู่ในกระเป๋าที่ exchange คุม
อาจถูก freeze หรือใช้ไม่ได้
4.2 Liquidity Risk
ถ้า exchange มีปัญหา
เหรียญอาจขาดสภาพคล่องทันที
4.3 Confidence Risk
stablecoin พึ่งพาความเชื่อมั่น
หากความเชื่อมั่นหาย
peg อาจหลุด
(Arner et al., 2020)
⸻
5. การเมืองกับคริปโต: มิติที่ซับซ้อนขึ้น
โพสต้นทางเชื่อมโยงว่า
USD1 อาจเกี่ยวกับเครือข่ายการเงินที่เชื่อมโยงกับ Trump
และผู้ก่อตั้ง Binance เคยมีประเด็นทางกฎหมายกับรัฐสหรัฐ
งานวิจัยด้าน political economy ของคริปโตพบว่า
คริปโตเริ่มเชื่อมกับการเมืองมากขึ้น
โดยเฉพาะ
• campaign finance
• regulatory lobbying
• geopolitical finance
(Zetzsche et al., 2020)
นักวิจัยบางคนเรียกยุคนี้ว่า
“crypto-political economy”
⸻
6. Stablecoin ในฐานะเครื่องมือการเงิน
โพสต้นทางอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ว่า
stablecoin อาจไม่ใช่แค่เงินดิจิทัล
แต่เป็นเครื่องมือทางการเงิน
งานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่า
ผู้ออก stablecoin
สามารถทำรายได้จาก
ดอกเบี้ยของเงินสำรอง
คล้าย shadow banking
(Gorton & Metrick, 2022)
ดังนั้น
ยิ่ง stablecoin ถูกใช้มาก
รายได้จากดอกเบี้ยยิ่งสูง
⸻
7. คำถามเรื่อง “กระจายศูนย์” vs ความจริง
โพสต้นทางตั้งข้อสังเกตว่า
คำว่า decentralization
อาจไม่ตรงกับโครงสร้างจริง
งานวิจัย blockchain governance ระบุว่า
ระบบจำนวนมาก
มีการรวมศูนย์เชิงโครงสร้าง
เช่น
• validator concentration
• exchange custody
• token ownership concentration
(Buterin, 2021; OECD, 2022)
ดังนั้น
คริปโตไม่ได้กระจายศูนย์เท่าที่โฆษณาเสมอ
⸻
8. มุมมองจากหน่วยงานกำกับดูแล
หน่วยงานกำกับทั่วโลก
กังวลเรื่อง stablecoin มานาน
Federal Reserve และ BIS ระบุว่า
stablecoin ขนาดใหญ่
อาจมีผลต่อระบบการเงินจริง
หากมีขนาดใหญ่พอ
ความกังวลหลักคือ
• bank-like risk
• run risk
• systemic impact
⸻
9. วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: ทำไมเรื่องนี้ถูกจับตา
ประเด็นนี้สำคัญเพราะ
มันไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญหนึ่ง
แต่คือ
โครงสร้างอำนาจในโลกคริปโต
ถ้า stablecoin
เชื่อมโยงกับ
• exchange ใหญ่
• เครือข่ายการเมือง
• เงินทุนมหาศาล
มันจะกลายเป็น
infrastructure ทางการเงินใหม่
และโครงสร้างอำนาจใหม่
⸻
10. บทสรุป
โพสจาก CryptoMint ตั้งคำถามสำคัญว่า
การที่ stablecoin กระจุกตัวสูง
และเชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมือง-การเงิน
มีนัยอะไร?
งานวิจัยด้านการเงินคริปโตชี้ว่า
ความเสี่ยงหลักไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
แต่คือ
โครงสร้างอำนาจและความเชื่อมั่น
stablecoin
เป็นทั้ง
• เครื่องมือสภาพคล่อง
• เครื่องมือการเงิน
• และอาจเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ
โลกคริปโตจึงกำลังเข้าสู่ยุค
ที่การเงิน เทคโนโลยี และการเมือง
ซ้อนทับกันมากกว่าที่เคย
⸻
อ้างอิงวิจัย (คัดสรร)
• BIS (2023) Stablecoin Report
• IMF (2022) Global Financial Stability
• Gorton & Zhang (2021) Stablecoin Economics
• Arner et al. (2020) Systemic Risk in Crypto
• Zetzsche et al. (2020) Crypto & Regulation
• OECD (2022) Crypto Market Structure
• Federal Reserve (2023) Stablecoin Risk
• Buterin (2021) Decentralization Analysis
⸻
เครดิตต้นโพส
ข้อมูลข่าวและการสรุปประเด็น: CryptoMint
แหล่งข่าวอ้างถึง: Forbes และการวิเคราะห์ตลาดคริปโต
⸻
11. Stablecoin = “ธนาคารเงา” ของโลกคริปโต
งานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่า
stablecoin ทำหน้าที่คล้าย shadow banking
คือ
• รับเงินดอลลาร์
• ลงทุนในพันธบัตร/สินทรัพย์ปลอดภัย
• ออกโทเคนแทนเงินสด
รายได้หลักมาจาก
ดอกเบี้ยของเงินสำรอง
งานของ Gorton & Metrick (Yale) ระบุว่า
โมเดลนี้คล้าย money market funds
ก่อนวิกฤตการเงินปี 2008
ความเสี่ยงคือ
ถ้าผู้ถือเหรียญต้องการถอนพร้อมกัน
อาจเกิด run ได้
เหมือน bank run
⸻
12. การกระจุกตัว = อำนาจต่อรองเชิงระบบ
หาก stablecoin หนึ่ง
ถูกถือโดย exchange ใหญ่
ในสัดส่วนสูง
exchange จะมีอำนาจ
โดยไม่ต้อง “สั่งการ”
นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า
structural power
คืออำนาจจากโครงสร้าง
ไม่ใช่คำสั่งตรง
ตัวอย่าง
• ควบคุมสภาพคล่อง
• ควบคุมตลาดรอง
• ควบคุมการเข้าถึงผู้ใช้
งานวิจัยตลาดการเงินพบว่า
สภาพคล่อง = อำนาจ
(Brunnermeier, 2016)
⸻
13. Stablecoin กับภูมิรัฐศาสตร์การเงิน
ในอดีต
ดอลลาร์สหรัฐครองโลก
ผ่านระบบธนาคาร
ปัจจุบัน
stablecoin เริ่มทำหน้าที่
“ดอลลาร์นอกระบบธนาคาร”
นักวิจัย BIS เรียกว่า
digital dollarization
ถ้า stablecoin
เชื่อมโยงกับ
• exchange ใหญ่
• เครือข่ายการเมือง
• ผู้เล่นระดับโลก
มันอาจกลายเป็น
โครงสร้างการเงินคู่ขนาน
กับระบบธนาคารเดิม
⸻
14. การเมือง + คริปโต = โครงสร้างใหม่ของอำนาจ
โพสต้นทางชี้ว่า
มีความเชื่อมโยงเชิงการเมือง
ระหว่างผู้มีอำนาจ
กับโครงสร้าง stablecoin
งานวิจัย political economy ระบุว่า
เทคโนโลยีการเงินใหม่
มักถูกใช้เพื่อ
• เพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจ
• สร้างเครือข่ายทุน
• ขยายอิทธิพล
(Zetzsche et al., 2020)
คริปโตจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
แต่เป็น
สนามอำนาจใหม่
⸻
15. ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Scenario)
ถ้า stablecoin กระจุกตัวสูง
และผูกกับแพลตฟอร์มเดียว
มี 3 scenario ที่นักวิจัยกังวล
Scenario A: Exchange Shock
หาก exchange ถูกสอบสวน
หรือมีปัญหาทางกฎหมาย
สภาพคล่องอาจหยุดทันที
Scenario B: Confidence Shock
ข่าวลบ → ผู้ใช้แห่ถอน
peg อาจหลุด
Scenario C: Political Shock
หากมีแรงกดดันจากรัฐ
stablecoin อาจถูกจำกัด
IMF ระบุว่า
stablecoin ใหญ่
อาจเป็น systemic risk
ต่อระบบการเงินโลก
(IMF, 2022)
⸻
16. Myth ของ Decentralization
โพสต้นทางตั้งคำถามว่า
คำว่า “กระจายศูนย์”
อาจไม่ตรงกับความจริง
งานวิจัยพบว่า
คริปโตจำนวนมาก
รวมศูนย์ใน 3 จุด
1. Exchange
2. Custody
3. Liquidity
Vitalik Buterin เองเคยเตือนว่า
ecosystem บางส่วน
กำลัง “re-centralize”
⸻
17. Stablecoin ในฐานะอาวุธการเงิน
นักวิจัย geopolitics เสนอว่า
stablecoin อาจกลายเป็น
financial weapon
เช่นเดียวกับ
SWIFT หรือดอลลาร์
หากเหรียญหนึ่ง
มีขนาดใหญ่พอ
และเชื่อมกับโครงสร้างอำนาจ
มันสามารถ
• เพิ่มอิทธิพลทางการเงิน
• สร้างเครือข่ายทุน
• กำหนดสภาพคล่องโลกคริปโต
⸻
18. สิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต
จากข้อมูลในโพสต้นทาง
และงานวิจัยปัจจุบัน
มี 5 ประเด็นที่ควรจับตา
1. การกระจุกตัวของเหรียญ
2. โครงสร้างการถือครองจริง
3. ความเชื่อมโยงกับการเมือง
4. การกำกับดูแล
5. ความเชื่อมั่นตลาด
stablecoin
พึ่งพา “ความเชื่อมั่น”
มากกว่าเทคโนโลยี
⸻
19. วิเคราะห์เชิงปรัชญาการเงิน
โลกคริปโตเริ่มต้นด้วย
อุดมการณ์กระจายศูนย์
ต่อต้านอำนาจรัฐและธนาคาร
แต่ปัจจุบัน
โครงสร้างเริ่มคล้าย
ระบบการเงินเดิม
มี
• ผู้เล่นใหญ่
• อำนาจสภาพคล่อง
• เครือข่ายการเมือง
นักวิจัยบางคนเรียกยุคนี้ว่า
post-decentralization era
⸻
20. บทสรุปใหญ่
โพสจาก CryptoMint
สะท้อนประเด็นสำคัญมาก
นี่ไม่ใช่แค่ข่าวคริปโต
แต่เป็นสัญญาณว่า
โครงสร้างการเงินโลก
กำลังเปลี่ยน
Stablecoin
กำลังกลายเป็น
โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเงิน
และคำถามสำคัญคือ
ใครควบคุมมัน?
ไม่ใช่แค่
เทคโนโลยี
แต่คือ
อำนาจ
ความเชื่อมั่น
และการเมือง
⸻
อ้างอิงวิจัย (คัดสรร)
• BIS (2023) Stablecoins and Financial Stability
• IMF (2022) Global Financial Stability Report
• Gorton & Metrick (2022) Stablecoin Economics
• Brunnermeier (2016) Liquidity and Power
• Zetzsche et al. (2020) Crypto Regulation
• Arner et al. (2020) FinTech Risk
• OECD (2022) Crypto Market Structure
⸻
เครดิตต้นโพส
เนื้อหาข่าวและการตั้งคำถาม: CryptoMint
แหล่งข่าวที่ถูกกล่าวถึง: Forbes และการวิเคราะห์ตลาดคริปโต
#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
Binance กับ USD1: การเงิน การเมือง และอำนาจเชิงโครงสร้างของ Stablecoin
บทความวิเคราะห์เชิงลึก (ให้เครดิตต้นโพส + อิงงานวิจัย)
เครดิตต้นโพส: เพจ CryptoMint
โพสต้นทางสรุปข่าวจากสื่อตะวันตกว่า Binance ถือครอง stablecoin ชื่อ USD1 ในสัดส่วนสูงมาก (ราว 87%) ซึ่งเชื่อมโยงกับโปรเจกต์การเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ Donald Trump และก่อให้เกิดคำถามเรื่องอำนาจตลาด ความเสี่ยง และความสัมพันธ์ทางการเมือง
บทความนี้จะขยายจากโพสดังกล่าวในเชิงโครงสร้างการเงินคริปโต เศรษฐศาสตร์ stablecoin และงานวิจัยด้านความเสี่ยงเชิงระบบ
⸻
1. Stablecoin คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
Stablecoin คือคริปโตที่ตรึงมูลค่ากับสินทรัพย์ เช่น USD
ทำหน้าที่เหมือน
• เงินดอลลาร์ดิจิทัล
• สภาพคล่องในตลาดคริปโต
• ตัวกลางใน DeFi
งานวิจัยจาก BIS (Bank for International Settlements) ระบุว่า
stablecoin กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของตลาดคริปโต
โดยมีมูลค่าธุรกรรมหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี (BIS, 2023)
⸻
2. ประเด็นหลัก: การกระจุกตัวของเหรียญ
โพสต้นทางระบุว่า
Binance อาจถือ USD1 ถึง ~87%
หากข้อมูลนี้ใกล้เคียงความจริง
จะสะท้อน market concentration สูงมาก
ซึ่งงานวิจัยด้านการเงินเตือนว่า
การกระจุกตัวใน stablecoin
เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk)
Federal Reserve และ IMF ระบุว่า
stablecoin ที่กระจุกตัว
อาจเกิด
• run risk
• liquidity shock
• contagion effect
(IMF, 2022)
⸻
3. Exchange Power: เมื่อแพลตฟอร์มถือสภาพคล่องส่วนใหญ่
งานวิจัยตลาดคริปโตพบว่า
exchange ขนาดใหญ่
มีอำนาจต่อรองสูงมาก
เพราะควบคุมสภาพคล่อง (liquidity control)
ถ้าเหรียญส่วนใหญ่ถูกถือโดย
exchange เดียว
จะเกิด
structural influence
แม้ไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง
นักวิจัย DeFi เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
“soft centralization”
คือดูเหมือนกระจายศูนย์
แต่จริง ๆ โครงสร้างรวมศูนย์ (Gorton & Zhang, 2021)
⸻
4. ความเสี่ยงเชิงระบบหากเหรียญกระจุกตัว
โพสต้นทางตั้งคำถามว่า
ถ้า Binance มีปัญหา
จะเกิดอะไรขึ้น?
งานวิจัยด้าน financial contagion ระบุว่า
ถ้า stablecoin หลักผูกกับแพลตฟอร์มเดียว
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นใน 3 มิติ
4.1 Custody Risk
ถ้าเหรียญอยู่ในกระเป๋าที่ exchange คุม
อาจถูก freeze หรือใช้ไม่ได้
4.2 Liquidity Risk
ถ้า exchange มีปัญหา
เหรียญอาจขาดสภาพคล่องทันที
4.3 Confidence Risk
stablecoin พึ่งพาความเชื่อมั่น
หากความเชื่อมั่นหาย
peg อาจหลุด
(Arner et al., 2020)
⸻
5. การเมืองกับคริปโต: มิติที่ซับซ้อนขึ้น
โพสต้นทางเชื่อมโยงว่า
USD1 อาจเกี่ยวกับเครือข่ายการเงินที่เชื่อมโยงกับ Trump
และผู้ก่อตั้ง Binance เคยมีประเด็นทางกฎหมายกับรัฐสหรัฐ
งานวิจัยด้าน political economy ของคริปโตพบว่า
คริปโตเริ่มเชื่อมกับการเมืองมากขึ้น
โดยเฉพาะ
• campaign finance
• regulatory lobbying
• geopolitical finance
(Zetzsche et al., 2020)
นักวิจัยบางคนเรียกยุคนี้ว่า
“crypto-political economy”
⸻
6. Stablecoin ในฐานะเครื่องมือการเงิน
โพสต้นทางอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ว่า
stablecoin อาจไม่ใช่แค่เงินดิจิทัล
แต่เป็นเครื่องมือทางการเงิน
งานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่า
ผู้ออก stablecoin
สามารถทำรายได้จาก
ดอกเบี้ยของเงินสำรอง
คล้าย shadow banking
(Gorton & Metrick, 2022)
ดังนั้น
ยิ่ง stablecoin ถูกใช้มาก
รายได้จากดอกเบี้ยยิ่งสูง
⸻
7. คำถามเรื่อง “กระจายศูนย์” vs ความจริง
โพสต้นทางตั้งข้อสังเกตว่า
คำว่า decentralization
อาจไม่ตรงกับโครงสร้างจริง
งานวิจัย blockchain governance ระบุว่า
ระบบจำนวนมาก
มีการรวมศูนย์เชิงโครงสร้าง
เช่น
• validator concentration
• exchange custody
• token ownership concentration
(Buterin, 2021; OECD, 2022)
ดังนั้น
คริปโตไม่ได้กระจายศูนย์เท่าที่โฆษณาเสมอ
⸻
8. มุมมองจากหน่วยงานกำกับดูแล
หน่วยงานกำกับทั่วโลก
กังวลเรื่อง stablecoin มานาน
Federal Reserve และ BIS ระบุว่า
stablecoin ขนาดใหญ่
อาจมีผลต่อระบบการเงินจริง
หากมีขนาดใหญ่พอ
ความกังวลหลักคือ
• bank-like risk
• run risk
• systemic impact
⸻
9. วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง: ทำไมเรื่องนี้ถูกจับตา
ประเด็นนี้สำคัญเพราะ
มันไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญหนึ่ง
แต่คือ
โครงสร้างอำนาจในโลกคริปโต
ถ้า stablecoin
เชื่อมโยงกับ
• exchange ใหญ่
• เครือข่ายการเมือง
• เงินทุนมหาศาล
มันจะกลายเป็น
infrastructure ทางการเงินใหม่
และโครงสร้างอำนาจใหม่
⸻
10. บทสรุป
โพสจาก CryptoMint ตั้งคำถามสำคัญว่า
การที่ stablecoin กระจุกตัวสูง
และเชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมือง-การเงิน
มีนัยอะไร?
งานวิจัยด้านการเงินคริปโตชี้ว่า
ความเสี่ยงหลักไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
แต่คือ
โครงสร้างอำนาจและความเชื่อมั่น
stablecoin
เป็นทั้ง
• เครื่องมือสภาพคล่อง
• เครื่องมือการเงิน
• และอาจเป็นเครื่องมือเชิงอำนาจ
โลกคริปโตจึงกำลังเข้าสู่ยุค
ที่การเงิน เทคโนโลยี และการเมือง
ซ้อนทับกันมากกว่าที่เคย
⸻
อ้างอิงวิจัย (คัดสรร)
• BIS (2023) Stablecoin Report
• IMF (2022) Global Financial Stability
• Gorton & Zhang (2021) Stablecoin Economics
• Arner et al. (2020) Systemic Risk in Crypto
• Zetzsche et al. (2020) Crypto & Regulation
• OECD (2022) Crypto Market Structure
• Federal Reserve (2023) Stablecoin Risk
• Buterin (2021) Decentralization Analysis
⸻
เครดิตต้นโพส
ข้อมูลข่าวและการสรุปประเด็น: CryptoMint
แหล่งข่าวอ้างถึง: Forbes และการวิเคราะห์ตลาดคริปโต
⸻
11. Stablecoin = “ธนาคารเงา” ของโลกคริปโต
งานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่า
stablecoin ทำหน้าที่คล้าย shadow banking
คือ
• รับเงินดอลลาร์
• ลงทุนในพันธบัตร/สินทรัพย์ปลอดภัย
• ออกโทเคนแทนเงินสด
รายได้หลักมาจาก
ดอกเบี้ยของเงินสำรอง
งานของ Gorton & Metrick (Yale) ระบุว่า
โมเดลนี้คล้าย money market funds
ก่อนวิกฤตการเงินปี 2008
ความเสี่ยงคือ
ถ้าผู้ถือเหรียญต้องการถอนพร้อมกัน
อาจเกิด run ได้
เหมือน bank run
⸻
12. การกระจุกตัว = อำนาจต่อรองเชิงระบบ
หาก stablecoin หนึ่ง
ถูกถือโดย exchange ใหญ่
ในสัดส่วนสูง
exchange จะมีอำนาจ
โดยไม่ต้อง “สั่งการ”
นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า
structural power
คืออำนาจจากโครงสร้าง
ไม่ใช่คำสั่งตรง
ตัวอย่าง
• ควบคุมสภาพคล่อง
• ควบคุมตลาดรอง
• ควบคุมการเข้าถึงผู้ใช้
งานวิจัยตลาดการเงินพบว่า
สภาพคล่อง = อำนาจ
(Brunnermeier, 2016)
⸻
13. Stablecoin กับภูมิรัฐศาสตร์การเงิน
ในอดีต
ดอลลาร์สหรัฐครองโลก
ผ่านระบบธนาคาร
ปัจจุบัน
stablecoin เริ่มทำหน้าที่
“ดอลลาร์นอกระบบธนาคาร”
นักวิจัย BIS เรียกว่า
digital dollarization
ถ้า stablecoin
เชื่อมโยงกับ
• exchange ใหญ่
• เครือข่ายการเมือง
• ผู้เล่นระดับโลก
มันอาจกลายเป็น
โครงสร้างการเงินคู่ขนาน
กับระบบธนาคารเดิม
⸻
14. การเมือง + คริปโต = โครงสร้างใหม่ของอำนาจ
โพสต้นทางชี้ว่า
มีความเชื่อมโยงเชิงการเมือง
ระหว่างผู้มีอำนาจ
กับโครงสร้าง stablecoin
งานวิจัย political economy ระบุว่า
เทคโนโลยีการเงินใหม่
มักถูกใช้เพื่อ
• เพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจ
• สร้างเครือข่ายทุน
• ขยายอิทธิพล
(Zetzsche et al., 2020)
คริปโตจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
แต่เป็น
สนามอำนาจใหม่
⸻
15. ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Scenario)
ถ้า stablecoin กระจุกตัวสูง
และผูกกับแพลตฟอร์มเดียว
มี 3 scenario ที่นักวิจัยกังวล
Scenario A: Exchange Shock
หาก exchange ถูกสอบสวน
หรือมีปัญหาทางกฎหมาย
สภาพคล่องอาจหยุดทันที
Scenario B: Confidence Shock
ข่าวลบ → ผู้ใช้แห่ถอน
peg อาจหลุด
Scenario C: Political Shock
หากมีแรงกดดันจากรัฐ
stablecoin อาจถูกจำกัด
IMF ระบุว่า
stablecoin ใหญ่
อาจเป็น systemic risk
ต่อระบบการเงินโลก
(IMF, 2022)
⸻
16. Myth ของ Decentralization
โพสต้นทางตั้งคำถามว่า
คำว่า “กระจายศูนย์”
อาจไม่ตรงกับความจริง
งานวิจัยพบว่า
คริปโตจำนวนมาก
รวมศูนย์ใน 3 จุด
1. Exchange
2. Custody
3. Liquidity
Vitalik Buterin เองเคยเตือนว่า
ecosystem บางส่วน
กำลัง “re-centralize”
⸻
17. Stablecoin ในฐานะอาวุธการเงิน
นักวิจัย geopolitics เสนอว่า
stablecoin อาจกลายเป็น
financial weapon
เช่นเดียวกับ
SWIFT หรือดอลลาร์
หากเหรียญหนึ่ง
มีขนาดใหญ่พอ
และเชื่อมกับโครงสร้างอำนาจ
มันสามารถ
• เพิ่มอิทธิพลทางการเงิน
• สร้างเครือข่ายทุน
• กำหนดสภาพคล่องโลกคริปโต
⸻
18. สิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต
จากข้อมูลในโพสต้นทาง
และงานวิจัยปัจจุบัน
มี 5 ประเด็นที่ควรจับตา
1. การกระจุกตัวของเหรียญ
2. โครงสร้างการถือครองจริง
3. ความเชื่อมโยงกับการเมือง
4. การกำกับดูแล
5. ความเชื่อมั่นตลาด
stablecoin
พึ่งพา “ความเชื่อมั่น”
มากกว่าเทคโนโลยี
⸻
19. วิเคราะห์เชิงปรัชญาการเงิน
โลกคริปโตเริ่มต้นด้วย
อุดมการณ์กระจายศูนย์
ต่อต้านอำนาจรัฐและธนาคาร
แต่ปัจจุบัน
โครงสร้างเริ่มคล้าย
ระบบการเงินเดิม
มี
• ผู้เล่นใหญ่
• อำนาจสภาพคล่อง
• เครือข่ายการเมือง
นักวิจัยบางคนเรียกยุคนี้ว่า
post-decentralization era
⸻
20. บทสรุปใหญ่
โพสจาก CryptoMint
สะท้อนประเด็นสำคัญมาก
นี่ไม่ใช่แค่ข่าวคริปโต
แต่เป็นสัญญาณว่า
โครงสร้างการเงินโลก
กำลังเปลี่ยน
Stablecoin
กำลังกลายเป็น
โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเงิน
และคำถามสำคัญคือ
ใครควบคุมมัน?
ไม่ใช่แค่
เทคโนโลยี
แต่คือ
อำนาจ
ความเชื่อมั่น
และการเมือง
⸻
อ้างอิงวิจัย (คัดสรร)
• BIS (2023) Stablecoins and Financial Stability
• IMF (2022) Global Financial Stability Report
• Gorton & Metrick (2022) Stablecoin Economics
• Brunnermeier (2016) Liquidity and Power
• Zetzsche et al. (2020) Crypto Regulation
• Arner et al. (2020) FinTech Risk
• OECD (2022) Crypto Market Structure
⸻
เครดิตต้นโพส
เนื้อหาข่าวและการตั้งคำถาม: CryptoMint
แหล่งข่าวที่ถูกกล่าวถึง: Forbes และการวิเคราะห์ตลาดคริปโต
#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
Login to reply