📧📩Cryptography Mailing List วันที่ 17 มกราคม 2009 หลังการปล่อย Bitcoin v0.1 ซึ่งมีประโยคสำคัญว่า
“If enough people think the same way, that becomes a self fulfilling prophecy.”
ข้อความสั้น ๆ นี้ ไม่ใช่แค่การอธิบายซอฟต์แวร์ใหม่
แต่มันคือ “พิมพ์เขียวของการปฏิวัติระบบการเงินโลก”
บทความต่อไปนี้จะอธิบายอย่างเป็นระบบว่า
ทำไมประโยคนี้จึงลึกกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินยุคแรกเข้าใจ
โดยอิงกรอบวิชาการ เศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน ทฤษฎีเครือข่าย และระบบซับซ้อน
⸻
Bitcoin ไม่ได้เริ่มจาก “เทคโนโลยี”
แต่เริ่มจาก ความเชื่อร่วม (Collective Belief System)
ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เงินถูกอธิบายว่าเกิดจาก
• หน่วยแลกเปลี่ยน (medium of exchange)
• หน่วยวัดมูลค่า (unit of account)
• เครื่องเก็บมูลค่า (store of value)
แต่ในเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน เงินคือ
ข้อตกลงทางสังคมที่ต้องได้รับการยอมรับร่วมกัน (institutional fact)
(Searle, 1995)
อีเมลนี้ของ Satoshi Nakamoto กำลังพูดตรงจุดนั้นโดยไม่ใช้ศัพท์วิชาการเลย
เงินไม่ต้อง “ดีพอ”
เงินต้อง “มีคนเชื่อว่าคนอื่นจะเชื่อ”
นี่คือแก่นเดียวกับ
• Coordination Game
• Schelling Point
• Network Effect
(Katz & Shapiro, 1985)
⸻
Self-Fulfilling Prophecy: กลไกทางวิชาการ ไม่ใช่คำเปรียบเปรย
คำว่า self-fulfilling prophecy มีรากจากสังคมวิทยาคลาสสิกของ Robert K. Merton (1948)
กลไกคือ:
1. ความเชื่อ (belief) →
2. การกระทำที่สอดคล้องกับความเชื่อ →
3. โครงสร้างใหม่ที่ทำให้ความเชื่อนั้น “เป็นจริง”
Bitcoin ถูกออกแบบให้พึ่งกลไกนี้ ตั้งแต่บรรทัดแรกของโค้ด
• ไม่มี backing จากรัฐ
• ไม่มี intrinsic value
• ไม่มี force
แต่มี
• ความขาดแคลนที่ตรวจสอบได้ (verifiable scarcity)
• กติกาที่ไม่เปลี่ยนตามอำนาจ (credible commitment)
• ต้นทุนการโกงสูงมาก (proof-of-work)
(Nakamoto, 2008; North, 1990)
⸻
“Bootstrapping” เศรษฐกิจโดยไม่ต้องขออนุญาต
คำว่า bootstrapped ในอีเมลนี้คือหัวใจของการปฏิวัติ
Bitcoin ไม่รอ:
• ธนาคาร
• รัฐ
• กฎหมาย
• การอนุญาต
มันเริ่มจาก:
• นักเข้ารหัส
• นักพัฒนา
• คนไม่กี่คนที่ “ลองถือไว้เผื่อมันเวิร์ก”
นี่ตรงกับทฤษฎี Emergent Order
หรือ “ระเบียบที่เกิดเองโดยไม่มีศูนย์กลาง”
(Hayek, 1945)
Bitcoin คือ
ตลาดเงินที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมาย
ไม่ใช่ตลาดที่กฎหมายอนุญาตให้เกิด
⸻
Micropayment: สิ่งที่ระบบเดิมทำไม่ได้เชิงโครงสร้าง
ประโยคเรื่อง
“pay a few cents to a website effortlessly”
ไม่ใช่เรื่อง UX
แต่มันคือการโจมตีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการเงินเดิม
ระบบบัตรเครดิต:
• มี fixed cost ต่อธุรกรรม
• ต้องมี trusted intermediary
• ไม่เหมาะกับการจ่ายย่อย (microtransaction)
(Varian, 2019)
Bitcoin เสนอ:
• marginal cost ใกล้ศูนย์
• settlement แบบ peer-to-peer
• programmable money
นี่คือเหตุผลที่ Bitcoin ถูกออกแบบมาเพื่ออินเทอร์เน็ต
ไม่ใช่เพื่อ “แทนเงินสด”
⸻
เงินในฐานะ “โปรโตคอล” ไม่ใช่สถาบัน
สิ่งที่อีเมลนี้บอกโดยนัยคือ
เงินไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กร
เงินสามารถเป็นโปรโตคอลได้
เหมือน:
• TCP/IP ไม่ต้องมีรัฐบาลคุม
• SMTP ไม่ต้องมีธนาคารอนุญาต
• HTTPS ไม่ต้องมีศูนย์กลาง
Bitcoin คือการลดเงินให้เหลือ “กติกา + การตรวจสอบ”
(Buterin, 2014)
⸻
ทำไมคนส่วนใหญ่ “มองไม่เห็น” ในปี 2009
เพราะกรอบคิดของมนุษย์ติดกับ:
• Authority-based trust
• State monopoly on money
• Linear adoption models
แต่ Bitcoin เดินตาม:
• Exponential network growth
• Lindy Effect
• Fat-tailed distribution
(Taleb, 2012)
คนที่เข้าใจเร็ว ไม่ได้ฉลาดกว่า
แต่ “หลุดออกจากกรอบสถาบันเดิมเร็วกว่า”
⸻
บทสรุป: ประโยคที่สั่นคลอนรัฐชาติ
อีเมลนี้ไม่ใช่การโปรโมตซอฟต์แวร์
แต่มันคือคำประกาศว่า
อำนาจทางการเงิน
ไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย
แต่อยู่ที่การประสานความเชื่อของผู้คน
และนั่นคือเหตุผลที่
Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์
แต่เป็น เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอำนาจ
⸻
เมื่อรัฐเริ่มล้มเหลว: เงินคือสิ่งแรกที่แตกสลาย
ในทางประวัติศาสตร์
รัฐไม่เคยล้มพร้อมกันทุกมิติ
สิ่งที่พัง “ก่อน” เสมอคือ
• ความน่าเชื่อถือทางการเงิน
• เสถียรภาพของหน่วยเงิน
• ความสามารถในการรักษามูลค่าแรงงานของประชาชน
(Reinhart & Rogoff, 2009)
รัฐยังมีตำรวจ มีทหาร มีธง
แต่ เงินไม่ทำหน้าที่เป็นเงินอีกต่อไป
⸻
เงินเฟ้อไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นกลไกเชิงอำนาจ
ในเศรษฐศาสตร์การเมือง เงินเฟ้อคือ
“ภาษีที่ไม่ต้องออกกฎหมาย”
(Inflation as implicit taxation)
รัฐสามารถ:
• ใช้จ่ายเกินรายได้
• โอนภาระไปยังอนาคต
• ลดหนี้จริงด้วยการลดมูลค่าเงิน
โดยไม่ต้องขอความยินยอมโดยตรง
(Friedman, 1969)
ปัญหาคือ
ประชาชนไม่สามารถ opt-out ได้
⸻
เงินของรัฐ = สัญญาทางศีลธรรมที่บังคับฝ่ายเดียว
Fiat money ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
รัฐจะไม่ทำร้ายประชาชนผ่านเงินของตนเอง
แต่ในเชิงโครงสร้าง
รัฐ มีแรงจูงใจ ที่จะทำเช่นนั้นเสมอ เมื่อถึงทางตัน
(Alesina & Drazen, 1991)
นี่คือ moral hazard ระดับมหภาค
ที่ประชาชน “แบกรับความเสี่ยง”
โดยไม่มีอำนาจต่อรอง
⸻
Bitcoin ปรากฏในฐานะ “ทางออกเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่ความเห็นทางการเมือง
Bitcoin ไม่ได้โต้เถียงว่า
รัฐเลว หรือรัฐดี
มันตั้งคำถามว่า
ทำไมความอยู่รอดของแรงงานคนหนึ่ง
ต้องผูกกับวินัยทางการคลังของคนที่เขาไม่รู้จัก?
นี่คือการแยก เงินออกจากรัฐ
เหมือนที่ครั้งหนึ่ง
• ศาสนาถูกแยกออกจากรัฐ
• วิทยาศาสตร์ถูกแยกออกจากศาสนา
⸻
อธิปไตยบุคคล (Individual Sovereignty): แก่นแท้ที่ซ่อนอยู่
รัฐสมัยใหม่ผูกอธิปไตยไว้กับ:
• ดินแดน
• ประชากร
• เงิน
แต่ Bitcoin เสนอว่า
อธิปไตยสามารถเป็นคุณสมบัติของปัจเจกได้
คุณถือ private key =
• คุณถือสิทธิ์
• คุณถืออำนาจ
• คุณถือความเสี่ยง
โดยไม่ต้องมีผู้อนุญาต
(No permission, no gatekeeper)
⸻
จาก “ผู้เสียภาษี” สู่ “โหนดในเครือข่าย”
ในรัฐชาติ:
• คุณคือ subject
• เงินคุณคือ liability ของรัฐ
ในระบบ Bitcoin:
• คุณคือ node
• เงินคุณไม่ใช่หนี้ของใคร
นี่คือการเปลี่ยนสถานะทางอภิปรัชญา
จาก “ผู้พึ่งพา” → “ผู้รับผิดชอบตนเอง”
⸻
เงินเฟ้อทำลายเวลาในชีวิตมนุษย์
เงินเฟ้อไม่ใช่แค่ตัวเลข
มันคือการ ขโมยเวลา
• เวลาแรงงานในอดีตถูกลดค่า
• การวางแผนระยะยาวพังทลาย
• คนถูกบังคับให้เสี่ยงมากขึ้นเพื่อ “อยู่ที่เดิม”
(Keynes, 1923)
Bitcoin เสนอเงินที่:
• ไม่สามารถ dilute ได้
• ไม่ขึ้นกับวัฏจักรการเมือง
• ไม่ถูกรีเซ็ตด้วยการเลือกตั้ง
⸻
รัฐล้มเหลว = การสูญเสีย monopoly on truth
เมื่อเงินรัฐล้ม:
• ราคากลายเป็นข้อมูลที่บิดเบือน
• สัญญาระยะยาวหายไป
• ความไว้ใจระหว่างมนุษย์พัง
Bitcoin ไม่ได้ “แก้ปัญหารัฐ”
แต่มัน ป้องกันชีวิตปัจเจกจากผลของรัฐล้ม
(State failure hedge)
⸻
จากประชาชน → พลเมืองเครือข่าย (Network Citizen)
Bitcoin ทำให้เกิดตัวตนใหม่:
• ไม่ผูกกับพรมแดน
• ไม่ผูกกับสกุลเงิน
• ไม่ผูกกับระบบธนาคาร
นี่คือ พลเมืองของโปรโตคอล
ไม่ใช่พลเมืองของดินแดน
(Balaji Srinivasan, 2022 – network state concept)
⸻
บทสรุประดับลึก
Bitcoin ไม่ใช่การหนีรัฐ
แต่คือการ ถ่วงดุลรัฐด้วยคณิตศาสตร์
ไม่ใช่การล้มระบบ
แต่คือการสร้างระบบสำรองให้มนุษย์ธรรมดา
และในโลกที่:
• หนี้สูง
• การเมืองเปราะ
• เงินเฟ้อเป็นนโยบายแฝง
Bitcoin จึงไม่ใช่คำถามว่า
“จะสำเร็จไหม”
แต่คือคำถามว่า
“มนุษย์จะมีสิทธิ์ปกป้องเวลาชีวิตของตนเองหรือไม่”
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
📧📩Cryptography Mailing List วันที่ 17 มกราคม 2009 หลังการปล่อย Bitcoin v0.1 ซึ่งมีประโยคสำคัญว่า
“If enough people think the same way, that becomes a self fulfilling prophecy.”
ข้อความสั้น ๆ นี้ ไม่ใช่แค่การอธิบายซอฟต์แวร์ใหม่
แต่มันคือ “พิมพ์เขียวของการปฏิวัติระบบการเงินโลก”
บทความต่อไปนี้จะอธิบายอย่างเป็นระบบว่า
ทำไมประโยคนี้จึงลึกกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินยุคแรกเข้าใจ
โดยอิงกรอบวิชาการ เศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน ทฤษฎีเครือข่าย และระบบซับซ้อน
⸻
Bitcoin ไม่ได้เริ่มจาก “เทคโนโลยี”
แต่เริ่มจาก ความเชื่อร่วม (Collective Belief System)
ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เงินถูกอธิบายว่าเกิดจาก
• หน่วยแลกเปลี่ยน (medium of exchange)
• หน่วยวัดมูลค่า (unit of account)
• เครื่องเก็บมูลค่า (store of value)
แต่ในเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน เงินคือ
ข้อตกลงทางสังคมที่ต้องได้รับการยอมรับร่วมกัน (institutional fact)
(Searle, 1995)
อีเมลนี้ของ Satoshi Nakamoto กำลังพูดตรงจุดนั้นโดยไม่ใช้ศัพท์วิชาการเลย
เงินไม่ต้อง “ดีพอ”
เงินต้อง “มีคนเชื่อว่าคนอื่นจะเชื่อ”
นี่คือแก่นเดียวกับ
• Coordination Game
• Schelling Point
• Network Effect
(Katz & Shapiro, 1985)
⸻
Self-Fulfilling Prophecy: กลไกทางวิชาการ ไม่ใช่คำเปรียบเปรย
คำว่า self-fulfilling prophecy มีรากจากสังคมวิทยาคลาสสิกของ Robert K. Merton (1948)
กลไกคือ:
1. ความเชื่อ (belief) →
2. การกระทำที่สอดคล้องกับความเชื่อ →
3. โครงสร้างใหม่ที่ทำให้ความเชื่อนั้น “เป็นจริง”
Bitcoin ถูกออกแบบให้พึ่งกลไกนี้ ตั้งแต่บรรทัดแรกของโค้ด
• ไม่มี backing จากรัฐ
• ไม่มี intrinsic value
• ไม่มี force
แต่มี
• ความขาดแคลนที่ตรวจสอบได้ (verifiable scarcity)
• กติกาที่ไม่เปลี่ยนตามอำนาจ (credible commitment)
• ต้นทุนการโกงสูงมาก (proof-of-work)
(Nakamoto, 2008; North, 1990)
⸻
“Bootstrapping” เศรษฐกิจโดยไม่ต้องขออนุญาต
คำว่า bootstrapped ในอีเมลนี้คือหัวใจของการปฏิวัติ
Bitcoin ไม่รอ:
• ธนาคาร
• รัฐ
• กฎหมาย
• การอนุญาต
มันเริ่มจาก:
• นักเข้ารหัส
• นักพัฒนา
• คนไม่กี่คนที่ “ลองถือไว้เผื่อมันเวิร์ก”
นี่ตรงกับทฤษฎี Emergent Order
หรือ “ระเบียบที่เกิดเองโดยไม่มีศูนย์กลาง”
(Hayek, 1945)
Bitcoin คือ
ตลาดเงินที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมาย
ไม่ใช่ตลาดที่กฎหมายอนุญาตให้เกิด
⸻
Micropayment: สิ่งที่ระบบเดิมทำไม่ได้เชิงโครงสร้าง
ประโยคเรื่อง
“pay a few cents to a website effortlessly”
ไม่ใช่เรื่อง UX
แต่มันคือการโจมตีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการเงินเดิม
ระบบบัตรเครดิต:
• มี fixed cost ต่อธุรกรรม
• ต้องมี trusted intermediary
• ไม่เหมาะกับการจ่ายย่อย (microtransaction)
(Varian, 2019)
Bitcoin เสนอ:
• marginal cost ใกล้ศูนย์
• settlement แบบ peer-to-peer
• programmable money
นี่คือเหตุผลที่ Bitcoin ถูกออกแบบมาเพื่ออินเทอร์เน็ต
ไม่ใช่เพื่อ “แทนเงินสด”
⸻
เงินในฐานะ “โปรโตคอล” ไม่ใช่สถาบัน
สิ่งที่อีเมลนี้บอกโดยนัยคือ
เงินไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กร
เงินสามารถเป็นโปรโตคอลได้
เหมือน:
• TCP/IP ไม่ต้องมีรัฐบาลคุม
• SMTP ไม่ต้องมีธนาคารอนุญาต
• HTTPS ไม่ต้องมีศูนย์กลาง
Bitcoin คือการลดเงินให้เหลือ “กติกา + การตรวจสอบ”
(Buterin, 2014)
⸻
ทำไมคนส่วนใหญ่ “มองไม่เห็น” ในปี 2009
เพราะกรอบคิดของมนุษย์ติดกับ:
• Authority-based trust
• State monopoly on money
• Linear adoption models
แต่ Bitcoin เดินตาม:
• Exponential network growth
• Lindy Effect
• Fat-tailed distribution
(Taleb, 2012)
คนที่เข้าใจเร็ว ไม่ได้ฉลาดกว่า
แต่ “หลุดออกจากกรอบสถาบันเดิมเร็วกว่า”
⸻
บทสรุป: ประโยคที่สั่นคลอนรัฐชาติ
อีเมลนี้ไม่ใช่การโปรโมตซอฟต์แวร์
แต่มันคือคำประกาศว่า
อำนาจทางการเงิน
ไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย
แต่อยู่ที่การประสานความเชื่อของผู้คน
และนั่นคือเหตุผลที่
Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์
แต่เป็น เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของโครงสร้างอำนาจ
⸻
เมื่อรัฐเริ่มล้มเหลว: เงินคือสิ่งแรกที่แตกสลาย
ในทางประวัติศาสตร์
รัฐไม่เคยล้มพร้อมกันทุกมิติ
สิ่งที่พัง “ก่อน” เสมอคือ
• ความน่าเชื่อถือทางการเงิน
• เสถียรภาพของหน่วยเงิน
• ความสามารถในการรักษามูลค่าแรงงานของประชาชน
(Reinhart & Rogoff, 2009)
รัฐยังมีตำรวจ มีทหาร มีธง
แต่ เงินไม่ทำหน้าที่เป็นเงินอีกต่อไป
⸻
เงินเฟ้อไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นกลไกเชิงอำนาจ
ในเศรษฐศาสตร์การเมือง เงินเฟ้อคือ
“ภาษีที่ไม่ต้องออกกฎหมาย”
(Inflation as implicit taxation)
รัฐสามารถ:
• ใช้จ่ายเกินรายได้
• โอนภาระไปยังอนาคต
• ลดหนี้จริงด้วยการลดมูลค่าเงิน
โดยไม่ต้องขอความยินยอมโดยตรง
(Friedman, 1969)
ปัญหาคือ
ประชาชนไม่สามารถ opt-out ได้
⸻
เงินของรัฐ = สัญญาทางศีลธรรมที่บังคับฝ่ายเดียว
Fiat money ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
รัฐจะไม่ทำร้ายประชาชนผ่านเงินของตนเอง
แต่ในเชิงโครงสร้าง
รัฐ มีแรงจูงใจ ที่จะทำเช่นนั้นเสมอ เมื่อถึงทางตัน
(Alesina & Drazen, 1991)
นี่คือ moral hazard ระดับมหภาค
ที่ประชาชน “แบกรับความเสี่ยง”
โดยไม่มีอำนาจต่อรอง
⸻
Bitcoin ปรากฏในฐานะ “ทางออกเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่ความเห็นทางการเมือง
Bitcoin ไม่ได้โต้เถียงว่า
รัฐเลว หรือรัฐดี
มันตั้งคำถามว่า
ทำไมความอยู่รอดของแรงงานคนหนึ่ง
ต้องผูกกับวินัยทางการคลังของคนที่เขาไม่รู้จัก?
นี่คือการแยก เงินออกจากรัฐ
เหมือนที่ครั้งหนึ่ง
• ศาสนาถูกแยกออกจากรัฐ
• วิทยาศาสตร์ถูกแยกออกจากศาสนา
⸻
อธิปไตยบุคคล (Individual Sovereignty): แก่นแท้ที่ซ่อนอยู่
รัฐสมัยใหม่ผูกอธิปไตยไว้กับ:
• ดินแดน
• ประชากร
• เงิน
แต่ Bitcoin เสนอว่า
อธิปไตยสามารถเป็นคุณสมบัติของปัจเจกได้
คุณถือ private key =
• คุณถือสิทธิ์
• คุณถืออำนาจ
• คุณถือความเสี่ยง
โดยไม่ต้องมีผู้อนุญาต
(No permission, no gatekeeper)
⸻
จาก “ผู้เสียภาษี” สู่ “โหนดในเครือข่าย”
ในรัฐชาติ:
• คุณคือ subject
• เงินคุณคือ liability ของรัฐ
ในระบบ Bitcoin:
• คุณคือ node
• เงินคุณไม่ใช่หนี้ของใคร
นี่คือการเปลี่ยนสถานะทางอภิปรัชญา
จาก “ผู้พึ่งพา” → “ผู้รับผิดชอบตนเอง”
⸻
เงินเฟ้อทำลายเวลาในชีวิตมนุษย์
เงินเฟ้อไม่ใช่แค่ตัวเลข
มันคือการ ขโมยเวลา
• เวลาแรงงานในอดีตถูกลดค่า
• การวางแผนระยะยาวพังทลาย
• คนถูกบังคับให้เสี่ยงมากขึ้นเพื่อ “อยู่ที่เดิม”
(Keynes, 1923)
Bitcoin เสนอเงินที่:
• ไม่สามารถ dilute ได้
• ไม่ขึ้นกับวัฏจักรการเมือง
• ไม่ถูกรีเซ็ตด้วยการเลือกตั้ง
⸻
รัฐล้มเหลว = การสูญเสีย monopoly on truth
เมื่อเงินรัฐล้ม:
• ราคากลายเป็นข้อมูลที่บิดเบือน
• สัญญาระยะยาวหายไป
• ความไว้ใจระหว่างมนุษย์พัง
Bitcoin ไม่ได้ “แก้ปัญหารัฐ”
แต่มัน ป้องกันชีวิตปัจเจกจากผลของรัฐล้ม
(State failure hedge)
⸻
จากประชาชน → พลเมืองเครือข่าย (Network Citizen)
Bitcoin ทำให้เกิดตัวตนใหม่:
• ไม่ผูกกับพรมแดน
• ไม่ผูกกับสกุลเงิน
• ไม่ผูกกับระบบธนาคาร
นี่คือ พลเมืองของโปรโตคอล
ไม่ใช่พลเมืองของดินแดน
(Balaji Srinivasan, 2022 – network state concept)
⸻
บทสรุประดับลึก
Bitcoin ไม่ใช่การหนีรัฐ
แต่คือการ ถ่วงดุลรัฐด้วยคณิตศาสตร์
ไม่ใช่การล้มระบบ
แต่คือการสร้างระบบสำรองให้มนุษย์ธรรมดา
และในโลกที่:
• หนี้สูง
• การเมืองเปราะ
• เงินเฟ้อเป็นนโยบายแฝง
Bitcoin จึงไม่ใช่คำถามว่า
“จะสำเร็จไหม”
แต่คือคำถามว่า
“มนุษย์จะมีสิทธิ์ปกป้องเวลาชีวิตของตนเองหรือไม่”
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
Login to reply