ความรักที่ “ไม่เกิดจากเหตุ” : บทสนทนาระหว่าง Krishnamurti และ Bohm ว่าด้วยธรรมชาติของจิตมนุษย์
ในหนังสือ The Ending of Time บทสนทนาระหว่าง Jiddu Krishnamurti และ David Bohm ได้พยายามสำรวจคำถามที่ลึกที่สุดข้อหนึ่งของมนุษย์ คือ เหตุใดมนุษย์จึงตอบสนองต่อ “ความเกลียด” ด้วยความเกลียด ทั้งที่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย และความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจากอะไร
Krishnamurti เริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า การตอบโต้ความเกลียดด้วยความเกลียดดูเหมือนเป็น “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ทั่วไป แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับว่านั่นคือสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขากล่าวว่า
“Why isn’t love natural to everybody?”
“เหตุใดความรักจึงไม่เป็นธรรมชาติสำหรับทุกคน?” (The Ending of Time, p.166)
คำถามนี้สำคัญมาก เพราะ Krishnamurti ไม่ได้ถามในเชิงศีลธรรม แต่ถามในเชิงโครงสร้างของจิต เขากำลังถามว่า หากมนุษย์บางคนสามารถไม่ตอบสนองต่อความเกลียดด้วยความเกลียดได้ เหตุใดสิ่งนั้นจึงไม่เกิดขึ้นกับทุกคน
David Bohm เสนอว่ามนุษย์อาจถูก “conditioned” หรือถูกกำหนดด้วยเหตุปัจจัยทางสังคม การศึกษา ประสบการณ์ และสัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ แต่ Krishnamurti เห็นว่านั่นยังไม่เพียงพอ เขากล่าวว่าแม้มนุษย์จะถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน บางคนกลับไม่ถูก “แตะต้อง” โดยความเกลียดเลย
“X has been put under all these circumstances, which could have produced blockages, but X wasn’t touched by them.”
(The Ending of Time, p.167)
นี่คือหัวใจของบทสนทนา — มีบางสิ่งในมนุษย์ที่ไม่ถูกครอบงำโดยกระบวนการแห่งเหตุและผลตามปกติ
Krishnamurti และ Bohm จึงเริ่มย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมนุษย์ Bohm กล่าวว่าโดยธรรมชาติแล้ว สัตว์จะตอบสนองด้วยการ “fight back” หรือโต้กลับเมื่อถูกคุกคาม แต่ Krishnamurti ชี้ว่าแม้สัตว์เองก็ยังตอบสนองด้วยความรักได้ หากถูกปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน
“The animal will respond with love, if you treat him with love.”
(The Ending of Time, p.168)
จากนั้น Krishnamurti จึงตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้ามนุษย์วิวัฒน์มาจากสัตว์ และสัญชาตญาณแห่งความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ เหตุใดจึงมีมนุษย์บางคนที่ “ไม่เดินตามกระแสนี้” เลย
เขากล่าวว่า
“At the beginning there were people… who never responded to hate, because they had love.”
(The Ending of Time, p.169)
สำหรับ Krishnamurti ความรักจึงไม่ใช่ผลผลิตของการฝึกฝน ไม่ใช่อุดมคติทางศาสนา และไม่ใช่สิ่งที่ “cultivate” ได้ เพราะสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความคิด ย่อมยังอยู่ในสนามของเหตุและผล และสามารถกลับกลายเป็นความขัดแย้งได้อีก
เขาพูดอย่างชัดเจนว่า
“Love has no cause; it is not cultivatable.”
(The Ending of Time, p.170)
ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้งมาก เพราะในมุมมองของ Krishnamurti สิ่งใดก็ตามที่มี “เหตุ” ย่อมเสื่อมสลายเมื่อเหตุนั้นหมดไป หากเรารักเพราะถูกสอน เพราะศาสนา เพราะอุดมการณ์ หรือเพราะหวังผลตอบแทน นั่นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาทางจิตที่ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
Bohm จึงเสนอว่า มนุษย์อาจ “เดินผิดทาง” มานานแล้ว โดยสังคมมนุษย์ได้ฝึกฝนการตอบสนองแบบ “hate by hate, violence by violence” จนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม (The Ending of Time, p.170)
Krishnamurti เห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ติดอยู่ในวงจรแห่ง “cause and effect” คือ เมื่อถูกทำร้ายก็โต้กลับ เมื่อถูกเกลียดก็เกลียดตอบ แต่มีบางคนที่ไม่ตกอยู่ในวงจรนี้เลย ซึ่ง Bohm เรียกว่า “insight”
“It must depend on insight, which shows the futility of hate.”
(The Ending of Time, p.173)
Insight ในที่นี้ไม่ใช่การคิดวิเคราะห์ แต่เป็นการเห็นโดยตรง (direct perception) ว่าความเกลียดนั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง และเมื่อเห็นอย่างแท้จริง ปฏิกิริยาแห่งความเกลียดจะดับลงเอง ไม่ใช่เพราะการควบคุม แต่เพราะจิตไม่เห็นคุณค่าของมันอีกต่อไป
Krishnamurti จึงตั้งคำถามที่ลึกที่สุดในตอนท้ายว่า
“Why isn’t insight present for everybody from the beginning?”
(The Ending of Time, p.174)
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัวในหนังสือ แต่ทั้งสองชี้ไปยังความเป็นไปได้ว่า “insight” อาจเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน เพียงแต่ถูกบดบังด้วย conditioning ของความคิด ความกลัว ความทรงจำ และโครงสร้างแห่งตัวตน
ทั้งหมดนี้ทำให้บทสนทนาใน The Ending of Time ไม่ใช่เพียงการถกเถียงเชิงจิตวิทยา แต่เป็นการสำรวจธรรมชาติของสติ ความรัก และความเป็นอิสระจากกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยทางจิตอย่างถึงรากที่สุด.
———
Krishnamurti พยายามพาจิตออกจากกรอบของ “การกลายเป็น” (becoming) ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของความคิดมนุษย์ เขาเห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับการ “จะเป็น” คนดี “จะไม่โกรธ” “จะรัก” หรือ “จะสงบ” แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในสนามของเวลา เพราะมี “ผู้พยายาม” และ “เป้าหมาย” แยกออกจากกัน
ดังนั้น แม้แต่การพยายาม “ฝึกความรัก” ก็อาจยังเป็นความต่อเนื่องของอัตตาในรูปแบบละเอียด
Krishnamurti จึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“Love has no cause.”
(The Ending of Time, p.170)
เพราะถ้าความรักมีเหตุ มันก็จะมี “การสิ้นสุด” เมื่อเหตุนั้นหายไป เช่น เรารักเพราะเขาดีกับเรา วันหนึ่งเมื่อเขาเปลี่ยน ความรักนั้นก็พังทลาย แต่สิ่งที่ Krishnamurti เรียกว่า “love” คือสภาวะที่ไม่ขึ้นกับเงื่อนไขทางจิตเลย
นี่ทำให้ Bohm เริ่มเชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับ “one mind” หรือจิตหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ เขากล่าวว่าแม้ A, B, C จะดูต่างจาก X, Y, Z แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดคือ “mind of humanity” เดียวกัน
“A, B, C are part of humanity… They are part of X, Y and Z’s consciousness.”
(The Ending of Time, p.171)
Krishnamurti เห็นด้วยอย่างชัดเจนว่า
“Of course. They are not different.”
(The Ending of Time, p.171)
นี่คือจุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่งในความคิดของ Krishnamurti — จิตมนุษย์ไม่ใช่สิ่งแยกขาดเป็นปัจเจกอย่างแท้จริง แต่เป็นกระแสแห่ง consciousness ร่วมกัน ความกลัว ความทะเยอทะยาน ความเจ็บปวด ความรุนแรง หรือความเหงาที่อยู่ในตัวเรา ล้วนเป็นสิ่งเดียวกับที่ดำรงอยู่ในมนุษย์ทั้งโลก
ดังนั้น เมื่อคนหนึ่งเกลียด โลกทั้งโลกก็ยังคงเกลียดผ่านเขา และเมื่อคนหนึ่งเข้าใจความไร้สาระของความเกลียดอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นจึงไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” แต่กระทบต่อ consciousness ทั้งหมด
Bohm จึงถามกลับว่า ถ้ามี “one mind” จริง เหตุใดจิตส่วนหนึ่งจึงมี insight แต่ส่วนอื่นไม่มี
“How does it come that another part of this one mind says no?”
(The Ending of Time, p.171)
นี่คือ paradox สำคัญ — ถ้ามนุษย์เป็นจิตเดียวกัน เหตุใดบางคนจึงหลุดพ้นจาก conditioning ได้ แต่บางคนยังติดอยู่
Krishnamurti ไม่ยอมรับคำอธิบายแบบอภิสิทธิ์หรือชนชั้นทางจิตวิญญาณ เขาไม่เชื่อว่ามี “ผู้ถูกเลือก” หรือ elite ทางจิต เขากล่าวว่า หาก insight เกิดได้กับมนุษย์คนหนึ่ง มันต้องเป็นศักยภาพของมนุษย์ทุกคน มิฉะนั้นสิ่งนั้นจะกลายเป็นเรื่อง “exception” ที่ไร้ความหมาย
“If that is an exception, then it is silly.”
(The Ending of Time, p.173)
ตรงนี้เองที่ Bohm เสนออย่างระมัดระวังว่า “possibility of insight is there in all mankind” — ความเป็นไปได้แห่ง insight มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน (The Ending of Time, p.173)
แต่ Krishnamurti ก็ยังไม่ยอมสรุปง่าย ๆ เขากล่าวว่า
“I am questioning.”
(The Ending of Time, p.173)
คำพูดนี้สะท้อนธรรมชาติทั้งหมดของ Krishnamurti — เขาไม่ต้องการสร้างระบบความเชื่อใหม่ เขาไม่ต้องการให้มนุษย์ “เชื่อว่า” ทุกคนมี enlightenment ซ่อนอยู่ แต่ต้องการให้มนุษย์เผชิญคำถามนี้โดยตรงด้วยตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Bohm ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี เริ่มเห็นว่าปัญหาของมนุษย์อาจไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็น “ความผิดพลาดในการรับรู้” (error in perception) คล้ายกับที่ในฟิสิกส์ การมองระบบแบบแยกส่วนทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อความเป็นองค์รวมของจักรวาล
Krishnamurti จึงมองว่าความคิด (thought) แม้มีประโยชน์ทางเทคนิค แต่กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของ psychological division เพราะความคิดสร้าง “ฉัน” และ “เธอ” “เรา” และ “พวกเขา” ขึ้นมา เมื่อเกิดการแบ่งแยก ก็เกิดความกลัว การป้องกัน และความรุนแรงตามมา
Bohm กล่าวไว้อย่างสำคัญว่า
“The animal instinct has now become entangled with thought.”
(The Ending of Time, p.174)
นั่นคือ สัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ไม่ได้หายไป แต่ถูกขยายพลังโดยความคิดของมนุษย์ จึงทำให้ความรุนแรงของมนุษย์ “subtle and dangerous” ยิ่งกว่าสัตว์ (The Ending of Time, p.174)
สัตว์ฆ่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่มนุษย์สามารถฆ่าเพราะอุดมการณ์ เพราะชาติ เพราะศาสนา หรือแม้แต่เพราะภาพจำในความคิดของตนเอง
ดังนั้น สำหรับ Krishnamurti การปฏิวัติที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเปลี่ยนระบบการเมืองหรือศาสนา แต่คือ “mutation of the brain cells” — การเปลี่ยนแปลงระดับรากของการรับรู้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตเห็นอย่างสมบูรณ์ว่ากระบวนการแห่ง hatred, becoming, comparison และ ego นั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
และเมื่อมี insight เช่นนั้น ความเงียบ ความรัก และความเมตตาจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เผยตัวเองออกมาเอง เมื่อความสับสนของความคิดสิ้นสุดลง.
#Siamstr #nostr #philosophy
ความรักที่ “ไม่เกิดจากเหตุ” : บทสนทนาระหว่าง Krishnamurti และ Bohm ว่าด้วยธรรมชาติของจิตมนุษย์
ในหนังสือ The Ending of Time บทสนทนาระหว่าง Jiddu Krishnamurti และ David Bohm ได้พยายามสำรวจคำถามที่ลึกที่สุดข้อหนึ่งของมนุษย์ คือ เหตุใดมนุษย์จึงตอบสนองต่อ “ความเกลียด” ด้วยความเกลียด ทั้งที่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย และความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจากอะไร
Krishnamurti เริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า การตอบโต้ความเกลียดด้วยความเกลียดดูเหมือนเป็น “ธรรมชาติ” ของมนุษย์ทั่วไป แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับว่านั่นคือสภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขากล่าวว่า
“Why isn’t love natural to everybody?”
“เหตุใดความรักจึงไม่เป็นธรรมชาติสำหรับทุกคน?” (The Ending of Time, p.166)
คำถามนี้สำคัญมาก เพราะ Krishnamurti ไม่ได้ถามในเชิงศีลธรรม แต่ถามในเชิงโครงสร้างของจิต เขากำลังถามว่า หากมนุษย์บางคนสามารถไม่ตอบสนองต่อความเกลียดด้วยความเกลียดได้ เหตุใดสิ่งนั้นจึงไม่เกิดขึ้นกับทุกคน
David Bohm เสนอว่ามนุษย์อาจถูก “conditioned” หรือถูกกำหนดด้วยเหตุปัจจัยทางสังคม การศึกษา ประสบการณ์ และสัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ แต่ Krishnamurti เห็นว่านั่นยังไม่เพียงพอ เขากล่าวว่าแม้มนุษย์จะถูกหล่อหลอมด้วยสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน บางคนกลับไม่ถูก “แตะต้อง” โดยความเกลียดเลย
“X has been put under all these circumstances, which could have produced blockages, but X wasn’t touched by them.”
(The Ending of Time, p.167)
นี่คือหัวใจของบทสนทนา — มีบางสิ่งในมนุษย์ที่ไม่ถูกครอบงำโดยกระบวนการแห่งเหตุและผลตามปกติ
Krishnamurti และ Bohm จึงเริ่มย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมนุษย์ Bohm กล่าวว่าโดยธรรมชาติแล้ว สัตว์จะตอบสนองด้วยการ “fight back” หรือโต้กลับเมื่อถูกคุกคาม แต่ Krishnamurti ชี้ว่าแม้สัตว์เองก็ยังตอบสนองด้วยความรักได้ หากถูกปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน
“The animal will respond with love, if you treat him with love.”
(The Ending of Time, p.168)
จากนั้น Krishnamurti จึงตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้ามนุษย์วิวัฒน์มาจากสัตว์ และสัญชาตญาณแห่งความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ เหตุใดจึงมีมนุษย์บางคนที่ “ไม่เดินตามกระแสนี้” เลย
เขากล่าวว่า
“At the beginning there were people… who never responded to hate, because they had love.”
(The Ending of Time, p.169)
สำหรับ Krishnamurti ความรักจึงไม่ใช่ผลผลิตของการฝึกฝน ไม่ใช่อุดมคติทางศาสนา และไม่ใช่สิ่งที่ “cultivate” ได้ เพราะสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความคิด ย่อมยังอยู่ในสนามของเหตุและผล และสามารถกลับกลายเป็นความขัดแย้งได้อีก
เขาพูดอย่างชัดเจนว่า
“Love has no cause; it is not cultivatable.”
(The Ending of Time, p.170)
ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้งมาก เพราะในมุมมองของ Krishnamurti สิ่งใดก็ตามที่มี “เหตุ” ย่อมเสื่อมสลายเมื่อเหตุนั้นหมดไป หากเรารักเพราะถูกสอน เพราะศาสนา เพราะอุดมการณ์ หรือเพราะหวังผลตอบแทน นั่นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาทางจิตที่ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไข
Bohm จึงเสนอว่า มนุษย์อาจ “เดินผิดทาง” มานานแล้ว โดยสังคมมนุษย์ได้ฝึกฝนการตอบสนองแบบ “hate by hate, violence by violence” จนกลายเป็นวัฒนธรรมร่วม (The Ending of Time, p.170)
Krishnamurti เห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ติดอยู่ในวงจรแห่ง “cause and effect” คือ เมื่อถูกทำร้ายก็โต้กลับ เมื่อถูกเกลียดก็เกลียดตอบ แต่มีบางคนที่ไม่ตกอยู่ในวงจรนี้เลย ซึ่ง Bohm เรียกว่า “insight”
“It must depend on insight, which shows the futility of hate.”
(The Ending of Time, p.173)
Insight ในที่นี้ไม่ใช่การคิดวิเคราะห์ แต่เป็นการเห็นโดยตรง (direct perception) ว่าความเกลียดนั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง และเมื่อเห็นอย่างแท้จริง ปฏิกิริยาแห่งความเกลียดจะดับลงเอง ไม่ใช่เพราะการควบคุม แต่เพราะจิตไม่เห็นคุณค่าของมันอีกต่อไป
Krishnamurti จึงตั้งคำถามที่ลึกที่สุดในตอนท้ายว่า
“Why isn’t insight present for everybody from the beginning?”
(The Ending of Time, p.174)
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัวในหนังสือ แต่ทั้งสองชี้ไปยังความเป็นไปได้ว่า “insight” อาจเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน เพียงแต่ถูกบดบังด้วย conditioning ของความคิด ความกลัว ความทรงจำ และโครงสร้างแห่งตัวตน
ทั้งหมดนี้ทำให้บทสนทนาใน The Ending of Time ไม่ใช่เพียงการถกเถียงเชิงจิตวิทยา แต่เป็นการสำรวจธรรมชาติของสติ ความรัก และความเป็นอิสระจากกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยทางจิตอย่างถึงรากที่สุด.
———
Krishnamurti พยายามพาจิตออกจากกรอบของ “การกลายเป็น” (becoming) ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของความคิดมนุษย์ เขาเห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับการ “จะเป็น” คนดี “จะไม่โกรธ” “จะรัก” หรือ “จะสงบ” แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในสนามของเวลา เพราะมี “ผู้พยายาม” และ “เป้าหมาย” แยกออกจากกัน
ดังนั้น แม้แต่การพยายาม “ฝึกความรัก” ก็อาจยังเป็นความต่อเนื่องของอัตตาในรูปแบบละเอียด
Krishnamurti จึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“Love has no cause.”
(The Ending of Time, p.170)
เพราะถ้าความรักมีเหตุ มันก็จะมี “การสิ้นสุด” เมื่อเหตุนั้นหายไป เช่น เรารักเพราะเขาดีกับเรา วันหนึ่งเมื่อเขาเปลี่ยน ความรักนั้นก็พังทลาย แต่สิ่งที่ Krishnamurti เรียกว่า “love” คือสภาวะที่ไม่ขึ้นกับเงื่อนไขทางจิตเลย
นี่ทำให้ Bohm เริ่มเชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับ “one mind” หรือจิตหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ เขากล่าวว่าแม้ A, B, C จะดูต่างจาก X, Y, Z แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดคือ “mind of humanity” เดียวกัน
“A, B, C are part of humanity… They are part of X, Y and Z’s consciousness.”
(The Ending of Time, p.171)
Krishnamurti เห็นด้วยอย่างชัดเจนว่า
“Of course. They are not different.”
(The Ending of Time, p.171)
นี่คือจุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่งในความคิดของ Krishnamurti — จิตมนุษย์ไม่ใช่สิ่งแยกขาดเป็นปัจเจกอย่างแท้จริง แต่เป็นกระแสแห่ง consciousness ร่วมกัน ความกลัว ความทะเยอทะยาน ความเจ็บปวด ความรุนแรง หรือความเหงาที่อยู่ในตัวเรา ล้วนเป็นสิ่งเดียวกับที่ดำรงอยู่ในมนุษย์ทั้งโลก
ดังนั้น เมื่อคนหนึ่งเกลียด โลกทั้งโลกก็ยังคงเกลียดผ่านเขา และเมื่อคนหนึ่งเข้าใจความไร้สาระของความเกลียดอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงนั้นจึงไม่ใช่เรื่อง “ส่วนตัว” แต่กระทบต่อ consciousness ทั้งหมด
Bohm จึงถามกลับว่า ถ้ามี “one mind” จริง เหตุใดจิตส่วนหนึ่งจึงมี insight แต่ส่วนอื่นไม่มี
“How does it come that another part of this one mind says no?”
(The Ending of Time, p.171)
นี่คือ paradox สำคัญ — ถ้ามนุษย์เป็นจิตเดียวกัน เหตุใดบางคนจึงหลุดพ้นจาก conditioning ได้ แต่บางคนยังติดอยู่
Krishnamurti ไม่ยอมรับคำอธิบายแบบอภิสิทธิ์หรือชนชั้นทางจิตวิญญาณ เขาไม่เชื่อว่ามี “ผู้ถูกเลือก” หรือ elite ทางจิต เขากล่าวว่า หาก insight เกิดได้กับมนุษย์คนหนึ่ง มันต้องเป็นศักยภาพของมนุษย์ทุกคน มิฉะนั้นสิ่งนั้นจะกลายเป็นเรื่อง “exception” ที่ไร้ความหมาย
“If that is an exception, then it is silly.”
(The Ending of Time, p.173)
ตรงนี้เองที่ Bohm เสนออย่างระมัดระวังว่า “possibility of insight is there in all mankind” — ความเป็นไปได้แห่ง insight มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน (The Ending of Time, p.173)
แต่ Krishnamurti ก็ยังไม่ยอมสรุปง่าย ๆ เขากล่าวว่า
“I am questioning.”
(The Ending of Time, p.173)
คำพูดนี้สะท้อนธรรมชาติทั้งหมดของ Krishnamurti — เขาไม่ต้องการสร้างระบบความเชื่อใหม่ เขาไม่ต้องการให้มนุษย์ “เชื่อว่า” ทุกคนมี enlightenment ซ่อนอยู่ แต่ต้องการให้มนุษย์เผชิญคำถามนี้โดยตรงด้วยตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Bohm ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี เริ่มเห็นว่าปัญหาของมนุษย์อาจไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็น “ความผิดพลาดในการรับรู้” (error in perception) คล้ายกับที่ในฟิสิกส์ การมองระบบแบบแยกส่วนทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อความเป็นองค์รวมของจักรวาล
Krishnamurti จึงมองว่าความคิด (thought) แม้มีประโยชน์ทางเทคนิค แต่กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของ psychological division เพราะความคิดสร้าง “ฉัน” และ “เธอ” “เรา” และ “พวกเขา” ขึ้นมา เมื่อเกิดการแบ่งแยก ก็เกิดความกลัว การป้องกัน และความรุนแรงตามมา
Bohm กล่าวไว้อย่างสำคัญว่า
“The animal instinct has now become entangled with thought.”
(The Ending of Time, p.174)
นั่นคือ สัญชาตญาณดั้งเดิมของสัตว์ไม่ได้หายไป แต่ถูกขยายพลังโดยความคิดของมนุษย์ จึงทำให้ความรุนแรงของมนุษย์ “subtle and dangerous” ยิ่งกว่าสัตว์ (The Ending of Time, p.174)
สัตว์ฆ่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่มนุษย์สามารถฆ่าเพราะอุดมการณ์ เพราะชาติ เพราะศาสนา หรือแม้แต่เพราะภาพจำในความคิดของตนเอง
ดังนั้น สำหรับ Krishnamurti การปฏิวัติที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเปลี่ยนระบบการเมืองหรือศาสนา แต่คือ “mutation of the brain cells” — การเปลี่ยนแปลงระดับรากของการรับรู้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตเห็นอย่างสมบูรณ์ว่ากระบวนการแห่ง hatred, becoming, comparison และ ego นั้นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
และเมื่อมี insight เช่นนั้น ความเงียบ ความรัก และความเมตตาจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้น แต่เป็นสิ่งที่เผยตัวเองออกมาเอง เมื่อความสับสนของความคิดสิ้นสุดลง.
#Siamstr #nostr #philosophy
Login to reply