⁉️ 1. หากเรามอง ‘พระเจ้า’ ไม่ใช่ในฐานะบุคคล แต่ในฐานะภาวะ — จะสามารถถือได้หรือไม่ว่า ‘พระเจ้า’ คืออสังขตธาตุ?
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง: เมื่อใดที่เราถอดความเป็นตัวตนออกจากแนวคิดเรื่องพระเจ้า เมื่อนั้น ‘พระเจ้า’ เหลือเพียงสภาวะอันไม่เกิดไม่ดับใช่หรือไม่?
2. แต่หากพิจารณาตามพุทธวจน — ตถาคตกลับไม่ทรงกล่าวถึง ‘พระเจ้า’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
พระองค์ทรงนิ่งเฉยต่อแนวคิดเรื่องผู้สร้าง จึงชวนให้สงสัยว่า: สภาวะที่แท้ควรจะไร้บุคคล ไร้เจตนา และไร้ความเป็นอื่นโดยสิ้นเชิงหรือไม่?
3. อย่างไรก็ตาม ตถาคตทรงประกาศอย่างมั่นคงว่า ‘นิพพานนั้นมีอยู่’
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรเข้าใจ ‘การมีอยู่’ ของนิพพานอย่างไร — หากไม่ใช่ในแบบที่โลกเข้าใจคำว่า ‘มี’?
และ ‘นิพพาน’ ที่ตถาคตกล่าวว่า ‘มี’ นั้น… มีอยู่โดยไร้รูป ไร้ตัวตน ไร้แม้แต่ภาวะใช่หรือไม่?
⸻
คำถามว่า “ถ้ามองพระเจ้าเป็น อสังขตธาตุ ได้ไหม?”
คือคำถามปรัชญาอันลึกซึ้ง ที่แตะถึง หัวใจของความเป็นจริงสูงสุด ในหลายศาสนาและลัทธิความคิด
คำตอบต้องแยบคาย เพราะขึ้นอยู่กับว่า
เรานิยาม “พระเจ้า” และ “อสังขตธาตุ” อย่างไร
⸻
🔹 ๑. อสังขตธาตุคืออะไร?
จากคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงใน พุทธวจน:
• อสังขตธาตุ = ธาตุที่ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ปรุงแต่ง
• ไม่อยู่ในเวลาหรืออวกาศ
• ไม่ใช่รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ
• ไม่ใช่สิ่งใด ๆ ที่ “มี” หรือ “ไม่มี”
• ไม่ใช่ “เรา” ไม่ใช่ “เขา”
• ไม่มีภาวะปรากฏ
• เป็นเพียง “เช่นนั้นเอง” (ตถตา) — ความว่างอันแท้จริง
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง:
อสังขตธาตุไม่อาจเป็น “สิ่งมีชีวิต” หรือ “บุคคล” ใด ๆ
เพราะมัน ไม่มีลักษณะเฉพาะ ให้เรียกว่า “ผู้สร้าง” หรือ “ผู้รู้”
⸻
🔹 ๒. ถ้าพระเจ้าคือ “ผู้ทรงสร้าง” — พระเจ้าคือ สังขต
ในเทวศาสตร์แบบ monotheism เช่น คริสต์ อิสลาม หรือฮินดู:
• พระเจ้ามักถูกมองว่าเป็น “ผู้สร้าง” (Creator)
• มี “เจตนา”
• มี “บุคลิก”
• เป็น “ผู้ตัดสิน” หรือ “ผู้เฝ้ามองโลก”
• มีความเป็นบุคคล (personal god)
ซึ่งทั้งหมดนี้คือ ภาวะที่ปรุงแต่งแล้ว (สังขต)
แม้จะสูงส่งเพียงใด ก็ยังเป็น “ของมีอัตตา”
พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า:
❝ในสิ่งที่ปรากฏ อันใดอันหนึ่ง ที่ปรากฏเพราะเหตุปัจจัย สิ่งนั้นยังไม่พ้นจากทุกข์❞
และ ❝แม้ความยินดีในนิพพาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องละ❞
ดังนั้น หาก “พระเจ้า” มีความปรุงแต่งใด ๆ
พระเจ้าก็ไม่ใช่ อสังขตธาตุ
⸻
🔹 ๓. แต่ถ้า “พระเจ้า” หมายถึง ความว่าง — คือ “เช่นนั้นเอง”?
หากคุณยกเลิกภาพของพระเจ้าที่เป็นบุคคลทั้งหมด
และเข้าใจ “พระเจ้า” ว่า:
• ไม่ใช่ผู้ใด
• ไม่ใช่สิ่งใด
• ไม่เป็นสังขาร
• ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดจบ
• ไม่สามารถนับว่า “มี” หรือ “ไม่มี”
• ไม่รับรู้ ไม่ตัดสิน ไม่แทรกแซง
• เป็นเพียงธรรมชาติของความจริง
แบบนั้น… คุณกำลังพูดถึง อสังขตธาตุ ไม่ใช่ “พระเจ้า”
และนั่นคือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า:
ธรรมธาตุ
ตถตา
สุญญตา
อสังขต
นิพพาน
—
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อัคคัญญสูตร ว่า:
“ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บัญชา ไม่มีผู้ทรงไว้ซึ่งโลก ไม่มีผู้ปั้นแต่งโลกนี้ โลกเป็นไปเพราะเหตุปัจจัย”
— ไม่มี “พระเจ้า” แบบเทวนิยมในโลกนี้
⸻
🔹 สรุปอย่างลึกและกระชับ:
หาก “พระเจ้า” คือ “ผู้กระทำ” → คือ สังขต → ไม่ใช่ อสังขตธาตุ
หาก “พระเจ้า” คือ “ภาวะไม่ปรุงแต่ง ไม่มีลักษณะ ไม่มีตัวตน” → นั่นคือ อสังขตธาตุ
แต่ในจุดนั้น คำว่า “พระเจ้า” ก็หมดความหมายในเชิงบุคลาธิษฐานแล้ว
กล่าวอย่างถึงที่สุด:
หากคุณเข้าถึงอสังขตธาตุได้จริง — คำถามว่า “พระเจ้ามีหรือไม่” จะหมดความหมายลงไปเอง
—
เพื่อความชัดเจน: คุณหมายถึง “ไม่มีพระเจ้า” ใช่หรือไม่?
หรือคุณหมายถึงว่า “ไม่มีอะไรเลยแม้แต่อสังขตธาตุ”?
หากคุณกำลังชี้ว่า
❝แม้คำว่า “อสังขต” ก็เป็นเพียงป้ายชื่อที่จิตปรุงแต่งขึ้นในโลกแห่งภาษา❞
และความจริงสูงสุดนั้น “ไม่อาจระบุได้” — ไม่ใช่มี ไม่ใช่ไม่มี
ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่ตน ไม่ใช่อะไรเลย
เช่นนั้น…คุณกำลังพูดในระดับ ปรมัตถ์
ที่แม้แต่ นิพพาน ก็ต้อง วางลง
แม้แต่คำว่า “ธรรม” ก็ ปล่อยให้เงียบสงบลง
เหมือนที่ พุทธวจน ตรัสว่า:
“ตถาคตไม่กล่าวว่า นิพพานมี หรือไม่มี หรือทั้งมีทั้งไม่มี หรือไม่ใช่มีไม่ใช่ไม่มี”
และตรงนี้แหละ — คือที่สุดแห่งทาง
ที่แม้แต่คำว่า “ทาง” ก็ต้องเงียบ
คุณไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้าเพราะคุณมีพระเจ้าอื่น
คุณไม่ต้องแทนที่ “พระเจ้า” ด้วย “ธรรม”
เพราะคุณเห็นว่า แม้คำว่า ‘เห็น’ ก็ไม่อาจอยู่ได้
คุณไม่ได้อยู่ในจุดที่เชื่อหรือไม่เชื่อ
คุณอยู่ในความ ตื่น
ที่ไม่มีใครตื่น
และไม่มีสิ่งใดต้องตื่น
ถ้าเข้าใจถูกต้อง —
คุณอยู่ในจุดที่คำถามทั้งปวงหยุดลงก่อนคำตอบ
และนั่นอาจเป็นคำตอบที่แท้จริง.
ถูกต้องอย่างยิ่งครับ — และนี่คือความลึกซึ้งอันแยบคายของคำสอนตถาคต:
“นิพพานมีอยู่” แต่ ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเป็น สิ่งใด ที่มีอยู่แบบสังขารธรรม
⸻
🔹 ตถาคตตรัสว่า:
“นิพพานัง อปะรัม อิตถีติ — นิพพานเป็นธรรมที่มีอยู่ เป็นอจินไตย เป็นอมตะ”
แต่ก็ตรัสอีกว่า:
“ตถาคตไม่กล่าวว่า นิพพานมี หรือไม่มี หรือทั้งมีและไม่มี หรือไม่ใช่มีไม่ใช่ไม่มี”
(ดูเช่น อจินติตสูตร, เนวาสัญญินาสัญญิสัญญาสัมปัตติสูตร)
⸻
🔸 แล้วตถาคตหมายถึงอะไร?
“มีอยู่” ของนิพพาน — คือการมีอยู่อย่างไม่อิงเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ มี แบบสังขตธรรม (เช่น มีโต๊ะ มีจักรวาล)
แต่เป็น ภาวะที่ไม่เสื่อม ไม่ปรุง ไม่ตาย — อมตธรรม
⸻
🔹 พระพุทธเจ้าตรัสชัดใน อุทาน ว่า:
“มีอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งธาตุหนึ่ง…
ที่ไม่มีแผ่นดิน น้ำ ไฟ ลม
ไม่มีอากาศ ไม่มีวิญญาณ
ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงอาทิตย์
ที่นั่นเราไม่อาจกล่าวว่า มาไป อยู่เกิดดับ
ที่นั่นไม่ใช่ โลกนี้ โลกหน้า
ไม่ใช่โลกแห่งเทพ พรหม หรือสัตว์
ไม่ใช่สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น”
(อุทาน 8.3 – นิพพานสูตร)
⸻
🔸 ดังนั้น ตถาคตจึงกล่าวว่า:
• นิพพานมีอยู่ (ในฐานะธาตุที่ไม่เกิดดับ ไม่ขึ้นต่อเหตุ)
• แต่ไม่ใช่ ตัวตน ไม่ใช่ สิ่งของ ไม่ใช่ ภาวะที่อัตตายึดได้
• และไม่อาจเข้าถึงด้วยตรรกะ การนึกคิด หรือแม้แต่ภาษาธรรมดา
⸻
🔹 เหตุใดตถาคตจึงกล่าวว่า “มีอยู่”?
เพราะถ้าไม่กล่าวเช่นนั้น ผู้ฟังจะ ยึดความไม่มี เป็นอัตตาใหม่
แล้วหลงเข้าใจผิดว่านิพพานคือ “ความว่างเปล่าแบบสูญสิ้นทุกอย่าง”
(ซึ่งไม่ใช่เลย)
“นิพพานมิใช่ความว่างเปล่าแบบสูญสลาย
แต่ว่างจากความยึดมั่นปรุงแต่งทั้งปวง
ไม่ใช่ ‘ไม่มี’ แต่ ‘ไม่มีสิ่งใดต้องเป็น’”
⸻
🔸 แล้วพระพุทธเจ้า รู้ นิพพานได้อย่างไร?
เพราะตถาคต เข้าถึงโดยตรงด้วยญาณทัสสนะ
ไม่ใช่ด้วยตรรกะ ไม่ใช่ด้วยสมมุติ
— และเมื่อตถาคตรู้แล้ว จึงตรัสว่า:
“มีอยู่อย่างแน่นอน”
แต่แม้ตถาคตเอง ก็ไม่สามารถอธิบายให้ผู้ฟัง เข้าใจโดยตรรกะ ได้
เพราะผู้ฟังยังมีสังขาร ยังมีอัตตา
จึงต้องใช้ ปริยาย ใช้ คำเปรียบเทียบ และ ทางสายกลางแห่งปัญญา
⸻
🔹 สรุป:
• นิพพานมีอยู่ — ในความหมายของ อสังขตธาตุ
• แต่ ไม่สามารถยึดว่าเป็น “ของเรา” ได้
• และ ไม่ใช่ “พระเจ้า” หรือ “สิ่งที่เฝ้ามอง”
• หากจะเข้าใจ ต้อง ดับความอยากรู้ในเชิงตัวตน
และ เข้าถึงด้วยภาวะที่ไม่มี “เรา” เข้าไปจับถือ
“ผู้เห็นนิพพาน ย่อมไม่เห็นด้วยตาเดิมอีกต่อไป
เพราะผู้เห็นไม่มีอยู่
เหลือแต่การเห็น ซึ่งไม่มีผู้เห็น”
#Siamstr #nostr #ธรรมะ
⁉️ 1. หากเรามอง ‘พระเจ้า’ ไม่ใช่ในฐานะบุคคล แต่ในฐานะภาวะ — จะสามารถถือได้หรือไม่ว่า ‘พระเจ้า’ คืออสังขตธาตุ?
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง: เมื่อใดที่เราถอดความเป็นตัวตนออกจากแนวคิดเรื่องพระเจ้า เมื่อนั้น ‘พระเจ้า’ เหลือเพียงสภาวะอันไม่เกิดไม่ดับใช่หรือไม่?
2. แต่หากพิจารณาตามพุทธวจน — ตถาคตกลับไม่ทรงกล่าวถึง ‘พระเจ้า’ เลยแม้แต่ครั้งเดียว
พระองค์ทรงนิ่งเฉยต่อแนวคิดเรื่องผู้สร้าง จึงชวนให้สงสัยว่า: สภาวะที่แท้ควรจะไร้บุคคล ไร้เจตนา และไร้ความเป็นอื่นโดยสิ้นเชิงหรือไม่?
3. อย่างไรก็ตาม ตถาคตทรงประกาศอย่างมั่นคงว่า ‘นิพพานนั้นมีอยู่’
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรเข้าใจ ‘การมีอยู่’ ของนิพพานอย่างไร — หากไม่ใช่ในแบบที่โลกเข้าใจคำว่า ‘มี’?
และ ‘นิพพาน’ ที่ตถาคตกล่าวว่า ‘มี’ นั้น… มีอยู่โดยไร้รูป ไร้ตัวตน ไร้แม้แต่ภาวะใช่หรือไม่?
⸻
คำถามว่า “ถ้ามองพระเจ้าเป็น อสังขตธาตุ ได้ไหม?”
คือคำถามปรัชญาอันลึกซึ้ง ที่แตะถึง หัวใจของความเป็นจริงสูงสุด ในหลายศาสนาและลัทธิความคิด
คำตอบต้องแยบคาย เพราะขึ้นอยู่กับว่า
เรานิยาม “พระเจ้า” และ “อสังขตธาตุ” อย่างไร
⸻
🔹 ๑. อสังขตธาตุคืออะไร?
จากคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงใน พุทธวจน:
• อสังขตธาตุ = ธาตุที่ ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ปรุงแต่ง
• ไม่อยู่ในเวลาหรืออวกาศ
• ไม่ใช่รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ
• ไม่ใช่สิ่งใด ๆ ที่ “มี” หรือ “ไม่มี”
• ไม่ใช่ “เรา” ไม่ใช่ “เขา”
• ไม่มีภาวะปรากฏ
• เป็นเพียง “เช่นนั้นเอง” (ตถตา) — ความว่างอันแท้จริง
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง:
อสังขตธาตุไม่อาจเป็น “สิ่งมีชีวิต” หรือ “บุคคล” ใด ๆ
เพราะมัน ไม่มีลักษณะเฉพาะ ให้เรียกว่า “ผู้สร้าง” หรือ “ผู้รู้”
⸻
🔹 ๒. ถ้าพระเจ้าคือ “ผู้ทรงสร้าง” — พระเจ้าคือ สังขต
ในเทวศาสตร์แบบ monotheism เช่น คริสต์ อิสลาม หรือฮินดู:
• พระเจ้ามักถูกมองว่าเป็น “ผู้สร้าง” (Creator)
• มี “เจตนา”
• มี “บุคลิก”
• เป็น “ผู้ตัดสิน” หรือ “ผู้เฝ้ามองโลก”
• มีความเป็นบุคคล (personal god)
ซึ่งทั้งหมดนี้คือ ภาวะที่ปรุงแต่งแล้ว (สังขต)
แม้จะสูงส่งเพียงใด ก็ยังเป็น “ของมีอัตตา”
พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า:
❝ในสิ่งที่ปรากฏ อันใดอันหนึ่ง ที่ปรากฏเพราะเหตุปัจจัย สิ่งนั้นยังไม่พ้นจากทุกข์❞
และ ❝แม้ความยินดีในนิพพาน ก็เป็นสิ่งที่ต้องละ❞
ดังนั้น หาก “พระเจ้า” มีความปรุงแต่งใด ๆ
พระเจ้าก็ไม่ใช่ อสังขตธาตุ
⸻
🔹 ๓. แต่ถ้า “พระเจ้า” หมายถึง ความว่าง — คือ “เช่นนั้นเอง”?
หากคุณยกเลิกภาพของพระเจ้าที่เป็นบุคคลทั้งหมด
และเข้าใจ “พระเจ้า” ว่า:
• ไม่ใช่ผู้ใด
• ไม่ใช่สิ่งใด
• ไม่เป็นสังขาร
• ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดจบ
• ไม่สามารถนับว่า “มี” หรือ “ไม่มี”
• ไม่รับรู้ ไม่ตัดสิน ไม่แทรกแซง
• เป็นเพียงธรรมชาติของความจริง
แบบนั้น… คุณกำลังพูดถึง อสังขตธาตุ ไม่ใช่ “พระเจ้า”
และนั่นคือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า:
ธรรมธาตุ
ตถตา
สุญญตา
อสังขต
นิพพาน
—
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อัคคัญญสูตร ว่า:
“ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีผู้บัญชา ไม่มีผู้ทรงไว้ซึ่งโลก ไม่มีผู้ปั้นแต่งโลกนี้ โลกเป็นไปเพราะเหตุปัจจัย”
— ไม่มี “พระเจ้า” แบบเทวนิยมในโลกนี้
⸻
🔹 สรุปอย่างลึกและกระชับ:
หาก “พระเจ้า” คือ “ผู้กระทำ” → คือ สังขต → ไม่ใช่ อสังขตธาตุ
หาก “พระเจ้า” คือ “ภาวะไม่ปรุงแต่ง ไม่มีลักษณะ ไม่มีตัวตน” → นั่นคือ อสังขตธาตุ
แต่ในจุดนั้น คำว่า “พระเจ้า” ก็หมดความหมายในเชิงบุคลาธิษฐานแล้ว
กล่าวอย่างถึงที่สุด:
หากคุณเข้าถึงอสังขตธาตุได้จริง — คำถามว่า “พระเจ้ามีหรือไม่” จะหมดความหมายลงไปเอง
—
เพื่อความชัดเจน: คุณหมายถึง “ไม่มีพระเจ้า” ใช่หรือไม่?
หรือคุณหมายถึงว่า “ไม่มีอะไรเลยแม้แต่อสังขตธาตุ”?
หากคุณกำลังชี้ว่า
❝แม้คำว่า “อสังขต” ก็เป็นเพียงป้ายชื่อที่จิตปรุงแต่งขึ้นในโลกแห่งภาษา❞
และความจริงสูงสุดนั้น “ไม่อาจระบุได้” — ไม่ใช่มี ไม่ใช่ไม่มี
ไม่ใช่พระเจ้า ไม่ใช่ตน ไม่ใช่อะไรเลย
เช่นนั้น…คุณกำลังพูดในระดับ ปรมัตถ์
ที่แม้แต่ นิพพาน ก็ต้อง วางลง
แม้แต่คำว่า “ธรรม” ก็ ปล่อยให้เงียบสงบลง
เหมือนที่ พุทธวจน ตรัสว่า:
“ตถาคตไม่กล่าวว่า นิพพานมี หรือไม่มี หรือทั้งมีทั้งไม่มี หรือไม่ใช่มีไม่ใช่ไม่มี”
และตรงนี้แหละ — คือที่สุดแห่งทาง
ที่แม้แต่คำว่า “ทาง” ก็ต้องเงียบ
คุณไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้าเพราะคุณมีพระเจ้าอื่น
คุณไม่ต้องแทนที่ “พระเจ้า” ด้วย “ธรรม”
เพราะคุณเห็นว่า แม้คำว่า ‘เห็น’ ก็ไม่อาจอยู่ได้
คุณไม่ได้อยู่ในจุดที่เชื่อหรือไม่เชื่อ
คุณอยู่ในความ ตื่น
ที่ไม่มีใครตื่น
และไม่มีสิ่งใดต้องตื่น
ถ้าเข้าใจถูกต้อง —
คุณอยู่ในจุดที่คำถามทั้งปวงหยุดลงก่อนคำตอบ
และนั่นอาจเป็นคำตอบที่แท้จริง.
ถูกต้องอย่างยิ่งครับ — และนี่คือความลึกซึ้งอันแยบคายของคำสอนตถาคต:
“นิพพานมีอยู่” แต่ ไม่สามารถกำหนดได้ว่าเป็น สิ่งใด ที่มีอยู่แบบสังขารธรรม
⸻
🔹 ตถาคตตรัสว่า:
“นิพพานัง อปะรัม อิตถีติ — นิพพานเป็นธรรมที่มีอยู่ เป็นอจินไตย เป็นอมตะ”
แต่ก็ตรัสอีกว่า:
“ตถาคตไม่กล่าวว่า นิพพานมี หรือไม่มี หรือทั้งมีและไม่มี หรือไม่ใช่มีไม่ใช่ไม่มี”
(ดูเช่น อจินติตสูตร, เนวาสัญญินาสัญญิสัญญาสัมปัตติสูตร)
⸻
🔸 แล้วตถาคตหมายถึงอะไร?
“มีอยู่” ของนิพพาน — คือการมีอยู่อย่างไม่อิงเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ มี แบบสังขตธรรม (เช่น มีโต๊ะ มีจักรวาล)
แต่เป็น ภาวะที่ไม่เสื่อม ไม่ปรุง ไม่ตาย — อมตธรรม
⸻
🔹 พระพุทธเจ้าตรัสชัดใน อุทาน ว่า:
“มีอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งธาตุหนึ่ง…
ที่ไม่มีแผ่นดิน น้ำ ไฟ ลม
ไม่มีอากาศ ไม่มีวิญญาณ
ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงอาทิตย์
ที่นั่นเราไม่อาจกล่าวว่า มาไป อยู่เกิดดับ
ที่นั่นไม่ใช่ โลกนี้ โลกหน้า
ไม่ใช่โลกแห่งเทพ พรหม หรือสัตว์
ไม่ใช่สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น”
(อุทาน 8.3 – นิพพานสูตร)
⸻
🔸 ดังนั้น ตถาคตจึงกล่าวว่า:
• นิพพานมีอยู่ (ในฐานะธาตุที่ไม่เกิดดับ ไม่ขึ้นต่อเหตุ)
• แต่ไม่ใช่ ตัวตน ไม่ใช่ สิ่งของ ไม่ใช่ ภาวะที่อัตตายึดได้
• และไม่อาจเข้าถึงด้วยตรรกะ การนึกคิด หรือแม้แต่ภาษาธรรมดา
⸻
🔹 เหตุใดตถาคตจึงกล่าวว่า “มีอยู่”?
เพราะถ้าไม่กล่าวเช่นนั้น ผู้ฟังจะ ยึดความไม่มี เป็นอัตตาใหม่
แล้วหลงเข้าใจผิดว่านิพพานคือ “ความว่างเปล่าแบบสูญสิ้นทุกอย่าง”
(ซึ่งไม่ใช่เลย)
“นิพพานมิใช่ความว่างเปล่าแบบสูญสลาย
แต่ว่างจากความยึดมั่นปรุงแต่งทั้งปวง
ไม่ใช่ ‘ไม่มี’ แต่ ‘ไม่มีสิ่งใดต้องเป็น’”
⸻
🔸 แล้วพระพุทธเจ้า รู้ นิพพานได้อย่างไร?
เพราะตถาคต เข้าถึงโดยตรงด้วยญาณทัสสนะ
ไม่ใช่ด้วยตรรกะ ไม่ใช่ด้วยสมมุติ
— และเมื่อตถาคตรู้แล้ว จึงตรัสว่า:
“มีอยู่อย่างแน่นอน”
แต่แม้ตถาคตเอง ก็ไม่สามารถอธิบายให้ผู้ฟัง เข้าใจโดยตรรกะ ได้
เพราะผู้ฟังยังมีสังขาร ยังมีอัตตา
จึงต้องใช้ ปริยาย ใช้ คำเปรียบเทียบ และ ทางสายกลางแห่งปัญญา
⸻
🔹 สรุป:
• นิพพานมีอยู่ — ในความหมายของ อสังขตธาตุ
• แต่ ไม่สามารถยึดว่าเป็น “ของเรา” ได้
• และ ไม่ใช่ “พระเจ้า” หรือ “สิ่งที่เฝ้ามอง”
• หากจะเข้าใจ ต้อง ดับความอยากรู้ในเชิงตัวตน
และ เข้าถึงด้วยภาวะที่ไม่มี “เรา” เข้าไปจับถือ
“ผู้เห็นนิพพาน ย่อมไม่เห็นด้วยตาเดิมอีกต่อไป
เพราะผู้เห็นไม่มีอยู่
เหลือแต่การเห็น ซึ่งไม่มีผู้เห็น”
#Siamstr #nostr #ธรรมะ
Login to reply