maiakee's avatar
maiakee 3 days ago
image จิต เสรีภาพ และสภาวะมนุษย์ ในปรัชญาอัตถิภาวนิยมของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ Jean-Paul Sartre คือหนึ่งในนักคิดที่พยายาม “มองมนุษย์จากภายใน” อย่างถึงที่สุด ปรัชญาของเขาไม่ได้เริ่มจากพระเจ้า ไม่ได้เริ่มจากธรรมชาติ หรือกฎสากลใด ๆ หากเริ่มจาก ประสบการณ์จิตของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริง—ความรู้สึกว่าตนเอง “มีอยู่” ก่อน แล้วจึงค่อยให้ความหมายกับโลกภายหลัง (existence precedes essence) บทความนี้จะพิจารณา จิต และ สภาวะมนุษย์ ในกรอบความคิดของซาร์ตร์ โดยเชื่อมงานสำคัญของเขาเข้าด้วยกัน พร้อมอ้างอิงเป็นระยะ ⸻ 1. จิตในทัศนะของซาร์ตร์ : จิตไม่ใช่สิ่งของ แต่คือการเปิดออกสู่โลก ในงาน Being and Nothingness ซาร์ตร์อธิบายว่า “จิต” (consciousness) ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนแน่นอนแบบโต๊ะหรือก้อนหิน จิตคือ การมุ่งออกไป (intentionality) — ทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้น จิตกำลัง รู้บางสิ่ง อยู่เสมอ (Sartre, 1943) ดังนั้น • จิต ไม่มีสาระในตัวเอง • จิตไม่สามารถถูกกำหนดล่วงหน้า • จิตเป็น “ช่องว่าง” หรือ ความไม่เป็นอะไร (nothingness) ที่เปิดให้เสรีภาพเกิดขึ้น นี่คือจุดต่างสำคัญจากจิตวิทยาแบบกลไกหรือชีววิทยาแบบลดทอน ซาร์ตร์ปฏิเสธว่ามนุษย์จะถูกอธิบายได้หมดด้วยสมอง ฮอร์โมน หรือแรงผลักทางสังคมเพียงอย่างเดียว (Sartre, The Transcendence of the Ego) ⸻ 2. สภาวะมนุษย์: ถูกสาปให้เป็นอิสระ ซาร์ตร์มีประโยคที่โด่งดังที่สุดว่า “มนุษย์ถูกสาปให้เป็นอิสระ” (Man is condemned to be free) คำว่า ถูกสาป ไม่ได้หมายถึงความเลวร้ายเชิงศีลธรรม แต่หมายถึง การไม่มีที่พึ่งสุดท้าย เมื่อไม่มีพระเจ้าหรือธรรมชาติที่กำหนดความหมายให้เรา มนุษย์จึงต้อง • เลือกเอง • รับผิดชอบเอง • แบกรับผลของการเลือกนั้นทั้งหมด นี่คือแก่นของสภาวะมนุษย์ในปรัชญาซาร์ตร์ (Sartre, Existentialism Is a Humanism) ⸻ 3. ความไม่จริงแท้ (Bad Faith): การหลบหนีจากเสรีภาพ แม้มมนุษย์จะเป็นอิสระโดยโครงสร้างของจิต แต่เรามัก หนีเสรีภาพของตนเอง ซาร์ตร์เรียกสิ่งนี้ว่า mauvaise foi หรือ bad faith ตัวอย่างเช่น • คนที่บอกว่า “ฉันเป็นแบบนี้ เปลี่ยนไม่ได้” • คนที่ซ่อนตัวหลังบทบาท หน้าที่ หรือระบบ • คนที่โยนความรับผิดชอบให้โชคชะตา สังคม หรืออดีต ทั้งหมดคือความพยายามแปลงตนเองให้กลายเป็น “สิ่งของ” เพื่อไม่ต้องรับภาระของการเลือก (Sartre, 1943) ⸻ 4. ความสัมพันธ์กับผู้อื่น: นรกคือคนอื่น? ในบทวิเคราะห์เรื่อง สายตาของผู้อื่น (the Look) ซาร์ตร์ชี้ว่า เมื่อมีผู้อื่นเข้ามา เราเริ่มเห็นตนเองผ่านสายตาของเขา และเสรีภาพของเราถูกคุกคาม ประโยคในบทละคร No Exit ที่ว่า “Hell is other people” ไม่ได้หมายถึงการเกลียดมนุษย์ แต่หมายถึง ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง ระหว่างเสรีภาพของเรา กับเสรีภาพของผู้อื่น — ทุกความสัมพันธ์คือสนามต่อรองของการนิยามตนเอง ⸻ 5. ร้านกาแฟ: พื้นที่ของจิต เสรีภาพ และการครุ่นคิด ซาร์ตร์และซีโมน เดอ โบวัวร์ ใช้ร้านกาแฟอย่าง Café de Flore และ Les Deux Magots เป็นทั้ง • ห้องทำงาน • พื้นที่สนทนาปรัชญา • ห้องทดลองทางจิต ร้านกาแฟจึงเป็น สัญลักษณ์ ของมนุษย์ในเมืองสมัยใหม่—นั่งท่ามกลางผู้อื่น แต่ยังต้องเผชิญความโดดเดี่ยวภายใน เสรีภาพไม่ได้อยู่ในความเงียบสงัด หากอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกจริง (de Beauvoir, Memoirs) ⸻ 6. จิตกับความว่าง: ใกล้พุทธ แต่ไม่เหมือนพุทธ แม้ซาร์ตร์จะไม่อิงพุทธธรรม แต่แนวคิดเรื่อง nothingness มีความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างกับ “สุญญตา” อย่างไรก็ตาม จุดต่างสำคัญคือ • ซาร์ตร์เห็นความว่างเป็น ภาระของเสรีภาพ • พุทธธรรมเห็นความว่างเป็น ทางออกจากการยึดมั่น ดังนั้น จิตในซาร์ตร์จึงตึงเครียด หนัก และโดดเดี่ยวกว่าจิตในแนวพุทธอย่างชัดเจน ⸻ บทสรุป สภาวะมนุษย์ในปรัชญาของซาร์ตร์คือ • จิตที่ไม่มีแก่นสาร • เสรีภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ • ความรับผิดชอบที่ไม่อาจโยนให้ใคร • ความสัมพันธ์ที่ทั้งจำเป็นและคุกคาม มนุษย์ไม่อาจหลบหนีจากการเป็นผู้เลือกได้ แม้การ “ไม่เลือก” ก็ยังเป็นการเลือกอยู่ดี มนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างเสร็จ แต่คือโครงการที่ต้องสร้างตนเองตลอดเวลา (Sartre, Being and Nothingness) ⸻ 7. ความรักในสายตาซาร์ตร์: ความปรารถนาที่ขัดแย้งในตัวเอง ในกรอบความคิดของ Jean-Paul Sartre ความรักไม่ใช่ที่พักพิงของจิต แต่เป็น สนามความตึงเครียดสูงสุดของเสรีภาพ ซาร์ตร์ชี้ว่า ในความรัก มนุษย์ปรารถนาสองสิ่งที่ ขัดกันโดยโครงสร้าง คือ 1. อยากให้ผู้อื่นรักเราโดยสมัครใจ (เสรีภาพของเขา) 2. แต่อยากให้ความรักนั้น “มั่นคง” และ “ไม่เปลี่ยนแปลง” (เหมือนสิ่งของ) เมื่อเราต้องการทั้งสองพร้อมกัน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที เพราะเสรีภาพ ไม่เคยถูกตรึงได้ (Sartre, Being and Nothingness) ดังนั้น ความรักจึงมักแปรรูปเป็น • ความหึงหวง • การครอบครอง • การเรียกร้องให้ “เป็นแบบที่ฉันต้องการ” ซึ่งทั้งหมดคือความพยายาม ทำลายเสรีภาพของอีกฝ่าย โดยไม่รู้ตัว ⸻ 8. ความสัมพันธ์แบบไม่ครอบครอง: ซาร์ตร์–เดอ โบวัวร์ ความสัมพันธ์ระหว่างซาร์ตร์กับ Simone de Beauvoir จึงเป็นการทดลองเชิงจริยธรรมที่สำคัญในประวัติศาสตร์ความคิด ทั้งสองปฏิเสธ • การแต่งงานแบบผูกมัด • ความเป็นเจ้าของทางอารมณ์ • แบบแผนศีลธรรมดั้งเดิม และเลือกความสัมพันธ์ที่เปิดพื้นที่ให้ • การเลือกซ้ำทุกวัน • การซื่อสัตย์ต่อเสรีภาพของกันและกัน แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ “โรแมนติก” ในความหมายดั้งเดิม แต่มันสอดคล้องกับแก่นปรัชญาซาร์ตร์อย่างลึกซึ้ง คือ ไม่มีความรักใดชอบธรรม หากทำลายเสรีภาพ (de Beauvoir, Memoirs) ⸻ 9. จิตที่โดดเดี่ยว: ความว่างเปล่าที่ไม่มีทางกลบ ในสายตาซาร์ตร์ มนุษย์เกิดมาพร้อม “ช่องว่าง” ภายใน ไม่ใช่เพราะขาดอะไร แต่เพราะ จิตไม่มีสาระตั้งต้น เราจึงพยายามกลบช่องว่างนั้นด้วย • ความสำเร็จ • ความสัมพันธ์ • อำนาจ • การยอมรับจากผู้อื่น แต่ซาร์ตร์ย้ำว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถเติมจิตให้ “เต็ม” ได้อย่างถาวร เพราะจิตไม่ใช่ภาชนะ (Sartre, 1943) ความทุกข์ของมนุษย์จึงไม่ใช่เพราะ “ยังไม่พอ” แต่เพราะ เข้าใจผิดว่าความว่างคือปัญหา ⸻ 10. ความหมายของชีวิต: ไม่ได้ถูกค้นพบ แต่ถูกสร้าง ในโลกที่ไม่มีพระเจ้ากำหนดความหมาย มนุษย์ไม่ได้ “ค้นหา” ความหมาย แต่มนุษย์ สร้างความหมายผ่านการกระทำ ทุกการเลือกของเรา • นิยามตัวเรา • เป็นแบบอย่างให้มนุษย์คนอื่น • และมีน้ำหนักเชิงจริยธรรมเสมอ ซาร์ตร์จึงมองว่า การใช้ชีวิตแบบไม่รับผิดชอบต่อการเลือก ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือการทรยศต่อมนุษยชาติทั้งหมด (Sartre, Existentialism Is a Humanism) ⸻ 11. ซาร์ตร์กับสภาวะมนุษย์ร่วมสมัย แม้เวลาจะผ่านไป สภาวะมนุษย์แบบซาร์ตร์กลับยิ่งชัดในโลกปัจจุบัน • เสรีภาพมากขึ้น → ความวิตกมากขึ้น • ทางเลือกไม่จำกัด → ความสับสนลึกขึ้น • การเชื่อมต่อมากขึ้น → ความโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้น มนุษย์สมัยใหม่จึงอยู่ในสภาพเดียวกับที่ซาร์ตร์อธิบายไว้ คือ ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีที่หลบ และไม่มีสูตรสำเร็จ ⸻ บทสรุปสุดท้าย จิตในปรัชญาซาร์ตร์ ไม่ใช่สิ่งสงบ ไม่ใช่แก่นแท้ และไม่ใช่ที่พักพิง แต่คือ • พื้นที่ของเสรีภาพ • แหล่งกำเนิดความรับผิดชอบ • และต้นตอของความเปราะบางทั้งหมด สภาวะมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “แก้ไข” แต่เป็นสิ่งที่ต้อง ยอมรับอย่างกล้าหาญ มนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดให้มีความหมาย แต่มนุษย์ถูกกำหนดให้ต้องรับผิดชอบต่อความหมายที่ตนสร้าง — Jean-Paul Sartre #Siamstr #nostr #jeanpaulsartre