จิต เสรีภาพ และสภาวะมนุษย์
ในปรัชญาอัตถิภาวนิยมของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์
Jean-Paul Sartre คือหนึ่งในนักคิดที่พยายาม “มองมนุษย์จากภายใน” อย่างถึงที่สุด ปรัชญาของเขาไม่ได้เริ่มจากพระเจ้า ไม่ได้เริ่มจากธรรมชาติ หรือกฎสากลใด ๆ หากเริ่มจาก ประสบการณ์จิตของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริง—ความรู้สึกว่าตนเอง “มีอยู่” ก่อน แล้วจึงค่อยให้ความหมายกับโลกภายหลัง (existence precedes essence)
บทความนี้จะพิจารณา จิต และ สภาวะมนุษย์ ในกรอบความคิดของซาร์ตร์ โดยเชื่อมงานสำคัญของเขาเข้าด้วยกัน พร้อมอ้างอิงเป็นระยะ
⸻
1. จิตในทัศนะของซาร์ตร์ : จิตไม่ใช่สิ่งของ แต่คือการเปิดออกสู่โลก
ในงาน Being and Nothingness ซาร์ตร์อธิบายว่า “จิต” (consciousness) ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนแน่นอนแบบโต๊ะหรือก้อนหิน
จิตคือ การมุ่งออกไป (intentionality) — ทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้น จิตกำลัง รู้บางสิ่ง อยู่เสมอ (Sartre, 1943)
ดังนั้น
• จิต ไม่มีสาระในตัวเอง
• จิตไม่สามารถถูกกำหนดล่วงหน้า
• จิตเป็น “ช่องว่าง” หรือ ความไม่เป็นอะไร (nothingness) ที่เปิดให้เสรีภาพเกิดขึ้น
นี่คือจุดต่างสำคัญจากจิตวิทยาแบบกลไกหรือชีววิทยาแบบลดทอน ซาร์ตร์ปฏิเสธว่ามนุษย์จะถูกอธิบายได้หมดด้วยสมอง ฮอร์โมน หรือแรงผลักทางสังคมเพียงอย่างเดียว (Sartre, The Transcendence of the Ego)
⸻
2. สภาวะมนุษย์: ถูกสาปให้เป็นอิสระ
ซาร์ตร์มีประโยคที่โด่งดังที่สุดว่า
“มนุษย์ถูกสาปให้เป็นอิสระ”
(Man is condemned to be free)
คำว่า ถูกสาป ไม่ได้หมายถึงความเลวร้ายเชิงศีลธรรม แต่หมายถึง การไม่มีที่พึ่งสุดท้าย
เมื่อไม่มีพระเจ้าหรือธรรมชาติที่กำหนดความหมายให้เรา มนุษย์จึงต้อง
• เลือกเอง
• รับผิดชอบเอง
• แบกรับผลของการเลือกนั้นทั้งหมด
นี่คือแก่นของสภาวะมนุษย์ในปรัชญาซาร์ตร์ (Sartre, Existentialism Is a Humanism)
⸻
3. ความไม่จริงแท้ (Bad Faith): การหลบหนีจากเสรีภาพ
แม้มมนุษย์จะเป็นอิสระโดยโครงสร้างของจิต แต่เรามัก หนีเสรีภาพของตนเอง
ซาร์ตร์เรียกสิ่งนี้ว่า mauvaise foi หรือ bad faith
ตัวอย่างเช่น
• คนที่บอกว่า “ฉันเป็นแบบนี้ เปลี่ยนไม่ได้”
• คนที่ซ่อนตัวหลังบทบาท หน้าที่ หรือระบบ
• คนที่โยนความรับผิดชอบให้โชคชะตา สังคม หรืออดีต
ทั้งหมดคือความพยายามแปลงตนเองให้กลายเป็น “สิ่งของ” เพื่อไม่ต้องรับภาระของการเลือก (Sartre, 1943)
⸻
4. ความสัมพันธ์กับผู้อื่น: นรกคือคนอื่น?
ในบทวิเคราะห์เรื่อง สายตาของผู้อื่น (the Look) ซาร์ตร์ชี้ว่า
เมื่อมีผู้อื่นเข้ามา เราเริ่มเห็นตนเองผ่านสายตาของเขา และเสรีภาพของเราถูกคุกคาม
ประโยคในบทละคร No Exit ที่ว่า
“Hell is other people”
ไม่ได้หมายถึงการเกลียดมนุษย์
แต่หมายถึง ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง ระหว่างเสรีภาพของเรา กับเสรีภาพของผู้อื่น
— ทุกความสัมพันธ์คือสนามต่อรองของการนิยามตนเอง
⸻
5. ร้านกาแฟ: พื้นที่ของจิต เสรีภาพ และการครุ่นคิด
ซาร์ตร์และซีโมน เดอ โบวัวร์ ใช้ร้านกาแฟอย่าง Café de Flore และ Les Deux Magots เป็นทั้ง
• ห้องทำงาน
• พื้นที่สนทนาปรัชญา
• ห้องทดลองทางจิต
ร้านกาแฟจึงเป็น สัญลักษณ์ ของมนุษย์ในเมืองสมัยใหม่—นั่งท่ามกลางผู้อื่น แต่ยังต้องเผชิญความโดดเดี่ยวภายใน
เสรีภาพไม่ได้อยู่ในความเงียบสงัด หากอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกจริง (de Beauvoir, Memoirs)
⸻
6. จิตกับความว่าง: ใกล้พุทธ แต่ไม่เหมือนพุทธ
แม้ซาร์ตร์จะไม่อิงพุทธธรรม แต่แนวคิดเรื่อง nothingness มีความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างกับ “สุญญตา”
อย่างไรก็ตาม จุดต่างสำคัญคือ
• ซาร์ตร์เห็นความว่างเป็น ภาระของเสรีภาพ
• พุทธธรรมเห็นความว่างเป็น ทางออกจากการยึดมั่น
ดังนั้น จิตในซาร์ตร์จึงตึงเครียด หนัก และโดดเดี่ยวกว่าจิตในแนวพุทธอย่างชัดเจน
⸻
บทสรุป
สภาวะมนุษย์ในปรัชญาของซาร์ตร์คือ
• จิตที่ไม่มีแก่นสาร
• เสรีภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
• ความรับผิดชอบที่ไม่อาจโยนให้ใคร
• ความสัมพันธ์ที่ทั้งจำเป็นและคุกคาม
มนุษย์ไม่อาจหลบหนีจากการเป็นผู้เลือกได้
แม้การ “ไม่เลือก” ก็ยังเป็นการเลือกอยู่ดี
มนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างเสร็จ
แต่คือโครงการที่ต้องสร้างตนเองตลอดเวลา
(Sartre, Being and Nothingness)
⸻
7. ความรักในสายตาซาร์ตร์: ความปรารถนาที่ขัดแย้งในตัวเอง
ในกรอบความคิดของ Jean-Paul Sartre
ความรักไม่ใช่ที่พักพิงของจิต แต่เป็น สนามความตึงเครียดสูงสุดของเสรีภาพ
ซาร์ตร์ชี้ว่า ในความรัก มนุษย์ปรารถนาสองสิ่งที่ ขัดกันโดยโครงสร้าง คือ
1. อยากให้ผู้อื่นรักเราโดยสมัครใจ (เสรีภาพของเขา)
2. แต่อยากให้ความรักนั้น “มั่นคง” และ “ไม่เปลี่ยนแปลง” (เหมือนสิ่งของ)
เมื่อเราต้องการทั้งสองพร้อมกัน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที
เพราะเสรีภาพ ไม่เคยถูกตรึงได้ (Sartre, Being and Nothingness)
ดังนั้น ความรักจึงมักแปรรูปเป็น
• ความหึงหวง
• การครอบครอง
• การเรียกร้องให้ “เป็นแบบที่ฉันต้องการ”
ซึ่งทั้งหมดคือความพยายาม ทำลายเสรีภาพของอีกฝ่าย โดยไม่รู้ตัว
⸻
8. ความสัมพันธ์แบบไม่ครอบครอง: ซาร์ตร์–เดอ โบวัวร์
ความสัมพันธ์ระหว่างซาร์ตร์กับ
Simone de Beauvoir
จึงเป็นการทดลองเชิงจริยธรรมที่สำคัญในประวัติศาสตร์ความคิด
ทั้งสองปฏิเสธ
• การแต่งงานแบบผูกมัด
• ความเป็นเจ้าของทางอารมณ์
• แบบแผนศีลธรรมดั้งเดิม
และเลือกความสัมพันธ์ที่เปิดพื้นที่ให้
• การเลือกซ้ำทุกวัน
• การซื่อสัตย์ต่อเสรีภาพของกันและกัน
แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ “โรแมนติก” ในความหมายดั้งเดิม
แต่มันสอดคล้องกับแก่นปรัชญาซาร์ตร์อย่างลึกซึ้ง
คือ ไม่มีความรักใดชอบธรรม หากทำลายเสรีภาพ (de Beauvoir, Memoirs)
⸻
9. จิตที่โดดเดี่ยว: ความว่างเปล่าที่ไม่มีทางกลบ
ในสายตาซาร์ตร์
มนุษย์เกิดมาพร้อม “ช่องว่าง” ภายใน
ไม่ใช่เพราะขาดอะไร
แต่เพราะ จิตไม่มีสาระตั้งต้น
เราจึงพยายามกลบช่องว่างนั้นด้วย
• ความสำเร็จ
• ความสัมพันธ์
• อำนาจ
• การยอมรับจากผู้อื่น
แต่ซาร์ตร์ย้ำว่า
ไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถเติมจิตให้ “เต็ม” ได้อย่างถาวร
เพราะจิตไม่ใช่ภาชนะ (Sartre, 1943)
ความทุกข์ของมนุษย์จึงไม่ใช่เพราะ “ยังไม่พอ”
แต่เพราะ เข้าใจผิดว่าความว่างคือปัญหา
⸻
10. ความหมายของชีวิต: ไม่ได้ถูกค้นพบ แต่ถูกสร้าง
ในโลกที่ไม่มีพระเจ้ากำหนดความหมาย
มนุษย์ไม่ได้ “ค้นหา” ความหมาย
แต่มนุษย์ สร้างความหมายผ่านการกระทำ
ทุกการเลือกของเรา
• นิยามตัวเรา
• เป็นแบบอย่างให้มนุษย์คนอื่น
• และมีน้ำหนักเชิงจริยธรรมเสมอ
ซาร์ตร์จึงมองว่า
การใช้ชีวิตแบบไม่รับผิดชอบต่อการเลือก
ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
แต่คือการทรยศต่อมนุษยชาติทั้งหมด (Sartre, Existentialism Is a Humanism)
⸻
11. ซาร์ตร์กับสภาวะมนุษย์ร่วมสมัย
แม้เวลาจะผ่านไป
สภาวะมนุษย์แบบซาร์ตร์กลับยิ่งชัดในโลกปัจจุบัน
• เสรีภาพมากขึ้น → ความวิตกมากขึ้น
• ทางเลือกไม่จำกัด → ความสับสนลึกขึ้น
• การเชื่อมต่อมากขึ้น → ความโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้น
มนุษย์สมัยใหม่จึงอยู่ในสภาพเดียวกับที่ซาร์ตร์อธิบายไว้
คือ ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีที่หลบ และไม่มีสูตรสำเร็จ
⸻
บทสรุปสุดท้าย
จิตในปรัชญาซาร์ตร์
ไม่ใช่สิ่งสงบ
ไม่ใช่แก่นแท้
และไม่ใช่ที่พักพิง
แต่คือ
• พื้นที่ของเสรีภาพ
• แหล่งกำเนิดความรับผิดชอบ
• และต้นตอของความเปราะบางทั้งหมด
สภาวะมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “แก้ไข”
แต่เป็นสิ่งที่ต้อง ยอมรับอย่างกล้าหาญ
มนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดให้มีความหมาย
แต่มนุษย์ถูกกำหนดให้ต้องรับผิดชอบต่อความหมายที่ตนสร้าง
— Jean-Paul Sartre
#Siamstr #nostr #jeanpaulsartre
จิต เสรีภาพ และสภาวะมนุษย์
ในปรัชญาอัตถิภาวนิยมของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์
Jean-Paul Sartre คือหนึ่งในนักคิดที่พยายาม “มองมนุษย์จากภายใน” อย่างถึงที่สุด ปรัชญาของเขาไม่ได้เริ่มจากพระเจ้า ไม่ได้เริ่มจากธรรมชาติ หรือกฎสากลใด ๆ หากเริ่มจาก ประสบการณ์จิตของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่จริง—ความรู้สึกว่าตนเอง “มีอยู่” ก่อน แล้วจึงค่อยให้ความหมายกับโลกภายหลัง (existence precedes essence)
บทความนี้จะพิจารณา จิต และ สภาวะมนุษย์ ในกรอบความคิดของซาร์ตร์ โดยเชื่อมงานสำคัญของเขาเข้าด้วยกัน พร้อมอ้างอิงเป็นระยะ
⸻
1. จิตในทัศนะของซาร์ตร์ : จิตไม่ใช่สิ่งของ แต่คือการเปิดออกสู่โลก
ในงาน Being and Nothingness ซาร์ตร์อธิบายว่า “จิต” (consciousness) ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนแน่นอนแบบโต๊ะหรือก้อนหิน
จิตคือ การมุ่งออกไป (intentionality) — ทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้น จิตกำลัง รู้บางสิ่ง อยู่เสมอ (Sartre, 1943)
ดังนั้น
• จิต ไม่มีสาระในตัวเอง
• จิตไม่สามารถถูกกำหนดล่วงหน้า
• จิตเป็น “ช่องว่าง” หรือ ความไม่เป็นอะไร (nothingness) ที่เปิดให้เสรีภาพเกิดขึ้น
นี่คือจุดต่างสำคัญจากจิตวิทยาแบบกลไกหรือชีววิทยาแบบลดทอน ซาร์ตร์ปฏิเสธว่ามนุษย์จะถูกอธิบายได้หมดด้วยสมอง ฮอร์โมน หรือแรงผลักทางสังคมเพียงอย่างเดียว (Sartre, The Transcendence of the Ego)
⸻
2. สภาวะมนุษย์: ถูกสาปให้เป็นอิสระ
ซาร์ตร์มีประโยคที่โด่งดังที่สุดว่า
“มนุษย์ถูกสาปให้เป็นอิสระ”
(Man is condemned to be free)
คำว่า ถูกสาป ไม่ได้หมายถึงความเลวร้ายเชิงศีลธรรม แต่หมายถึง การไม่มีที่พึ่งสุดท้าย
เมื่อไม่มีพระเจ้าหรือธรรมชาติที่กำหนดความหมายให้เรา มนุษย์จึงต้อง
• เลือกเอง
• รับผิดชอบเอง
• แบกรับผลของการเลือกนั้นทั้งหมด
นี่คือแก่นของสภาวะมนุษย์ในปรัชญาซาร์ตร์ (Sartre, Existentialism Is a Humanism)
⸻
3. ความไม่จริงแท้ (Bad Faith): การหลบหนีจากเสรีภาพ
แม้มมนุษย์จะเป็นอิสระโดยโครงสร้างของจิต แต่เรามัก หนีเสรีภาพของตนเอง
ซาร์ตร์เรียกสิ่งนี้ว่า mauvaise foi หรือ bad faith
ตัวอย่างเช่น
• คนที่บอกว่า “ฉันเป็นแบบนี้ เปลี่ยนไม่ได้”
• คนที่ซ่อนตัวหลังบทบาท หน้าที่ หรือระบบ
• คนที่โยนความรับผิดชอบให้โชคชะตา สังคม หรืออดีต
ทั้งหมดคือความพยายามแปลงตนเองให้กลายเป็น “สิ่งของ” เพื่อไม่ต้องรับภาระของการเลือก (Sartre, 1943)
⸻
4. ความสัมพันธ์กับผู้อื่น: นรกคือคนอื่น?
ในบทวิเคราะห์เรื่อง สายตาของผู้อื่น (the Look) ซาร์ตร์ชี้ว่า
เมื่อมีผู้อื่นเข้ามา เราเริ่มเห็นตนเองผ่านสายตาของเขา และเสรีภาพของเราถูกคุกคาม
ประโยคในบทละคร No Exit ที่ว่า
“Hell is other people”
ไม่ได้หมายถึงการเกลียดมนุษย์
แต่หมายถึง ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง ระหว่างเสรีภาพของเรา กับเสรีภาพของผู้อื่น
— ทุกความสัมพันธ์คือสนามต่อรองของการนิยามตนเอง
⸻
5. ร้านกาแฟ: พื้นที่ของจิต เสรีภาพ และการครุ่นคิด
ซาร์ตร์และซีโมน เดอ โบวัวร์ ใช้ร้านกาแฟอย่าง Café de Flore และ Les Deux Magots เป็นทั้ง
• ห้องทำงาน
• พื้นที่สนทนาปรัชญา
• ห้องทดลองทางจิต
ร้านกาแฟจึงเป็น สัญลักษณ์ ของมนุษย์ในเมืองสมัยใหม่—นั่งท่ามกลางผู้อื่น แต่ยังต้องเผชิญความโดดเดี่ยวภายใน
เสรีภาพไม่ได้อยู่ในความเงียบสงัด หากอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกจริง (de Beauvoir, Memoirs)
⸻
6. จิตกับความว่าง: ใกล้พุทธ แต่ไม่เหมือนพุทธ
แม้ซาร์ตร์จะไม่อิงพุทธธรรม แต่แนวคิดเรื่อง nothingness มีความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างกับ “สุญญตา”
อย่างไรก็ตาม จุดต่างสำคัญคือ
• ซาร์ตร์เห็นความว่างเป็น ภาระของเสรีภาพ
• พุทธธรรมเห็นความว่างเป็น ทางออกจากการยึดมั่น
ดังนั้น จิตในซาร์ตร์จึงตึงเครียด หนัก และโดดเดี่ยวกว่าจิตในแนวพุทธอย่างชัดเจน
⸻
บทสรุป
สภาวะมนุษย์ในปรัชญาของซาร์ตร์คือ
• จิตที่ไม่มีแก่นสาร
• เสรีภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
• ความรับผิดชอบที่ไม่อาจโยนให้ใคร
• ความสัมพันธ์ที่ทั้งจำเป็นและคุกคาม
มนุษย์ไม่อาจหลบหนีจากการเป็นผู้เลือกได้
แม้การ “ไม่เลือก” ก็ยังเป็นการเลือกอยู่ดี
มนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างเสร็จ
แต่คือโครงการที่ต้องสร้างตนเองตลอดเวลา
(Sartre, Being and Nothingness)
⸻
7. ความรักในสายตาซาร์ตร์: ความปรารถนาที่ขัดแย้งในตัวเอง
ในกรอบความคิดของ Jean-Paul Sartre
ความรักไม่ใช่ที่พักพิงของจิต แต่เป็น สนามความตึงเครียดสูงสุดของเสรีภาพ
ซาร์ตร์ชี้ว่า ในความรัก มนุษย์ปรารถนาสองสิ่งที่ ขัดกันโดยโครงสร้าง คือ
1. อยากให้ผู้อื่นรักเราโดยสมัครใจ (เสรีภาพของเขา)
2. แต่อยากให้ความรักนั้น “มั่นคง” และ “ไม่เปลี่ยนแปลง” (เหมือนสิ่งของ)
เมื่อเราต้องการทั้งสองพร้อมกัน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที
เพราะเสรีภาพ ไม่เคยถูกตรึงได้ (Sartre, Being and Nothingness)
ดังนั้น ความรักจึงมักแปรรูปเป็น
• ความหึงหวง
• การครอบครอง
• การเรียกร้องให้ “เป็นแบบที่ฉันต้องการ”
ซึ่งทั้งหมดคือความพยายาม ทำลายเสรีภาพของอีกฝ่าย โดยไม่รู้ตัว
⸻
8. ความสัมพันธ์แบบไม่ครอบครอง: ซาร์ตร์–เดอ โบวัวร์
ความสัมพันธ์ระหว่างซาร์ตร์กับ
Simone de Beauvoir
จึงเป็นการทดลองเชิงจริยธรรมที่สำคัญในประวัติศาสตร์ความคิด
ทั้งสองปฏิเสธ
• การแต่งงานแบบผูกมัด
• ความเป็นเจ้าของทางอารมณ์
• แบบแผนศีลธรรมดั้งเดิม
และเลือกความสัมพันธ์ที่เปิดพื้นที่ให้
• การเลือกซ้ำทุกวัน
• การซื่อสัตย์ต่อเสรีภาพของกันและกัน
แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ “โรแมนติก” ในความหมายดั้งเดิม
แต่มันสอดคล้องกับแก่นปรัชญาซาร์ตร์อย่างลึกซึ้ง
คือ ไม่มีความรักใดชอบธรรม หากทำลายเสรีภาพ (de Beauvoir, Memoirs)
⸻
9. จิตที่โดดเดี่ยว: ความว่างเปล่าที่ไม่มีทางกลบ
ในสายตาซาร์ตร์
มนุษย์เกิดมาพร้อม “ช่องว่าง” ภายใน
ไม่ใช่เพราะขาดอะไร
แต่เพราะ จิตไม่มีสาระตั้งต้น
เราจึงพยายามกลบช่องว่างนั้นด้วย
• ความสำเร็จ
• ความสัมพันธ์
• อำนาจ
• การยอมรับจากผู้อื่น
แต่ซาร์ตร์ย้ำว่า
ไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถเติมจิตให้ “เต็ม” ได้อย่างถาวร
เพราะจิตไม่ใช่ภาชนะ (Sartre, 1943)
ความทุกข์ของมนุษย์จึงไม่ใช่เพราะ “ยังไม่พอ”
แต่เพราะ เข้าใจผิดว่าความว่างคือปัญหา
⸻
10. ความหมายของชีวิต: ไม่ได้ถูกค้นพบ แต่ถูกสร้าง
ในโลกที่ไม่มีพระเจ้ากำหนดความหมาย
มนุษย์ไม่ได้ “ค้นหา” ความหมาย
แต่มนุษย์ สร้างความหมายผ่านการกระทำ
ทุกการเลือกของเรา
• นิยามตัวเรา
• เป็นแบบอย่างให้มนุษย์คนอื่น
• และมีน้ำหนักเชิงจริยธรรมเสมอ
ซาร์ตร์จึงมองว่า
การใช้ชีวิตแบบไม่รับผิดชอบต่อการเลือก
ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
แต่คือการทรยศต่อมนุษยชาติทั้งหมด (Sartre, Existentialism Is a Humanism)
⸻
11. ซาร์ตร์กับสภาวะมนุษย์ร่วมสมัย
แม้เวลาจะผ่านไป
สภาวะมนุษย์แบบซาร์ตร์กลับยิ่งชัดในโลกปัจจุบัน
• เสรีภาพมากขึ้น → ความวิตกมากขึ้น
• ทางเลือกไม่จำกัด → ความสับสนลึกขึ้น
• การเชื่อมต่อมากขึ้น → ความโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้น
มนุษย์สมัยใหม่จึงอยู่ในสภาพเดียวกับที่ซาร์ตร์อธิบายไว้
คือ ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีที่หลบ และไม่มีสูตรสำเร็จ
⸻
บทสรุปสุดท้าย
จิตในปรัชญาซาร์ตร์
ไม่ใช่สิ่งสงบ
ไม่ใช่แก่นแท้
และไม่ใช่ที่พักพิง
แต่คือ
• พื้นที่ของเสรีภาพ
• แหล่งกำเนิดความรับผิดชอบ
• และต้นตอของความเปราะบางทั้งหมด
สภาวะมนุษย์จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้อง “แก้ไข”
แต่เป็นสิ่งที่ต้อง ยอมรับอย่างกล้าหาญ
มนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดให้มีความหมาย
แต่มนุษย์ถูกกำหนดให้ต้องรับผิดชอบต่อความหมายที่ตนสร้าง
— Jean-Paul Sartre
#Siamstr #nostr #jeanpaulsartre
Login to reply