maiakee's avatar
maiakee 4 months ago
image บทความ: “จิตที่รู้ว่ารู้” กับปริศนาผู้สังเกต—จากประสาทวิทยา สู่ธาตุรู้” (บทวิเคราะห์เชื่อมโยงประสาทวิทยาศาสตร์ ปรัชญาจิต และพุทธปรัชญา) ⸻ 1. ปริศนาแห่ง “การรู้ว่าเรารู้” (First-Person Awareness) ในโลกของประสาทวิทยาศาสตร์ นักวิจัยมากมายพยายามหาคำตอบว่า “จิตสำนึก” (consciousness) เกิดจากอะไร นักประสาทวิทยาชั้นนำอย่าง Antonio Damasio มองว่า จิตสำนึกคือผลผลิตจาก “การหลอมรวมกันระหว่างร่างกาย สมอง และระบบประสาท” ซึ่งก่อรูปเป็นความรู้สึกของการเป็นตัวตน — a “sense of self.” Gerald Edelman เสริมว่าสมองมีลักษณะเป็นระบบแบบพลวัต ที่ปรับตัวได้ตามประสบการณ์ เรียกว่า Neural Darwinism ซึ่งก่อรูป “จิตรู้ตัว” ผ่านการจัดระบบแบบซ้ำซ้อน (re-entrant mapping) ของเครือข่ายประสาท แต่ไม่ว่าเราจะอธิบายกลไกทางสมองได้ละเอียดเพียงใด คำถามสำคัญยังคงอยู่: “ทำไมกลไกสมองจึงก่อให้เกิด ประสบการณ์ภายใน?” เช่น เจ็บแล้ว “รู้ว่าเจ็บ” หรือเห็นสีแดงแล้ว “รู้ว่าสีแดงคือแดง” นี่คือปัญหาอมตะของ David Chalmers — The Hard Problem of Consciousness ⸻ 2. ผู้สังเกต คือ สิ่งที่ถูกสังเกต? ขยับจากวิทยาศาสตร์ สู่การสังเกตภายในแบบปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะในพุทธธรรม เมื่อเราหลับตาแล้วถามตัวเองว่า “ใครเป็นผู้รู้สึก?” จะพบว่าเราเริ่ม สังเกตจิตของตนเอง แต่ผู้สังเกตนั้น…ใช่เราแน่หรือ? ในประสบการณ์ภาวนา หากเราสังเกตจิตที่กำลังคิดอยู่ แล้วรู้ว่ามันคิด เราจะพบว่า: • “จิตที่คิด” → เป็นสิ่งหนึ่ง • “จิตที่รู้ว่ามันคิด” → เป็นอีกสิ่งหนึ่ง และเมื่อเรายังสามารถ “รู้ว่ารู้อีก” ได้เรื่อย ๆ ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่า “ผู้รู้” ก็เป็นเพียงวัตถุที่ถูกรู้โดยผู้รู้ที่ลึกกว่า กระบวนการนี้ชี้ให้เห็นว่า “จิต” ที่เราคิดว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ผู้รู้” นั้น จริง ๆ แล้วก็เป็น “จิตหลอก” เพราะมันยัง ถูกรู้ ได้ ⸻ 3. ผู้รู้สุดท้ายคืออะไร? ธาตุรู้หรือนิพพานธาตุ เมื่อลงลึกถึงจุดหนึ่งของการสังเกตภายใน เราจะพบว่า: • จิตที่เคยฟุ้งซ่านจะนิ่งลง • สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ “ผู้สังเกต” แบบที่คิด แต่เป็น “ความตื่นรู้ที่ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง” มันไม่ใช่ “ใคร” ที่รู้ แต่มันคือ “การรู้ที่ไม่มีตัวตน” คือการรู้ที่ไม่คิด ไม่ตีความ ไม่สร้างภาพ ไม่แบ่งแยกผู้รู้-สิ่งที่ถูกรู้ สิ่งนี้ ในพุทธธรรม เรียกว่า ธาตุรู้ หรือ นิพพานธาตุ ซึ่งเป็น อสังขตธรรม – คือสิ่งที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่เสื่อม ไม่เกิด ไม่ดับ เป็นภาวะที่ “ผู้สังเกตกับสิ่งที่ถูกสังเกต” ไม่มีการแบ่งแยก เป็น ความรู้โดยไม่มีตัวตนผู้รู้ เป็น การตื่นเต็มที่ ที่ไม่ต้องอาศัยสมอง ความจำ หรือภาษาของจิต ⸻ 4. จากสมองถึงนิพพาน — เส้นทางข้ามขีดจำกัดของประสาทวิทยาศาสตร์ ในขณะที่สมองและระบบประสาทสร้างประสบการณ์ของ “การเป็นตัวตน” ได้ แต่การมี “ประสบการณ์ของการไม่มีตัวตน” กลับไม่อาจสร้างได้โดยสมอง สมองอาจเป็น “เครื่องมือของการรู้” แต่ไม่ใช่ “ที่มาของความรู้อันไม่มีเงื่อนไข” ดังนั้น จิตที่รู้ว่า “ตนเองรู้” ยังเป็นภาพลวง แต่การสังเกตจนภาพลวงสลาย จะเผยให้เห็น “การรู้ที่ไม่มีตัวตนอยู่เบื้องหลัง” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สมองจะอธิบายได้ เพราะมัน ไม่ใช่ผลผลิตของระบบประสาท แต่มันคือ ฐานสุดท้ายของการมีอยู่ ⸻ บทสรุป “ความรู้สึกว่าเราเป็นผู้สังเกต” คือมายาของจิตสำนึกที่ซับซ้อน แต่หากเราสังเกตจิตอย่างไม่ลวง จิตที่เป็น “ผู้สังเกต” จะถูกเปิดโปงว่าเป็นแค่ “สิ่งที่ถูกสังเกต” และสิ่งที่เหลืออยู่ คือ ธาตุรู้ที่ไม่มีตัวตน คือความรู้ที่บริสุทธิ์ คือความเงียบที่ไม่ใช่ผลผลิตของสมอง คือประตูสู่ความเป็นอิสระเหนือกาลเวลา ⸻ จิตสำนึก กับ “การรู้ว่าเรารู้” : ข้ามขอบเขตประสาทวิทยา สู่การหยั่งเห็นจิตแท้ ⸻ ในโลกของประสาทวิทยาศาสตร์ “จิตสำนึก” มักถูกจำกัดไว้ในกรอบของกิจกรรมสมอง—เปรียบได้กับเสียงสะท้อนของกระแสไฟฟ้าเคมีที่พาดผ่านโครงข่ายประสาท ทว่า ความรู้สึกว่า “เรารู้ตัว” หรือ first-person awareness กลับยังเป็นเงามืดที่แม้แต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ล้ำยุคก็เอื้อมไม่ถึง David Chalmers เรียกปัญหานี้ว่า “the hard problem of consciousness” — เราอาจบอกได้ว่าสมองส่วนไหนทำงานเมื่อมีประสบการณ์เจ็บหรือเห็นสีแดง แต่เราไม่อาจอธิบายได้เลยว่า “ความรู้สึกเป็นเรา” เกิดขึ้นจากอะไร ⸻ 🔍 จุดพลิก: ผู้สังเกต ≠ จิตที่สังเกต ในทางธรรมะโดยเฉพาะพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม (พุทธวจน) มีมุมมองแหลมคมต่อเรื่องนี้ — การ “รู้ว่าเรารู้” ไม่ได้เกิดจากสมองโดยลำพัง หากเกิดจาก “ผู้สังเกต” ที่ไม่ใช่จิตคิดธรรมดา จิตที่คิดว่า “ฉันรู้” คือจิตหลอก เป็นเพียงกระบวนการทางขันธ์ (นามรูป) ที่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ในขอบเขตของ “อวิชชา” ผู้สังเกตที่แท้ไม่ใช่จิตคิด ไม่ใช่ความจำ ไม่ใช่การเรียบเรียงเหตุผล หากเราสังเกต “จิตที่รู้” ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เข้าไปคิด หรือยึดว่าเป็น “เรา” จิตจะค่อย ๆ สงบและแยกตัวเองออกจากกระแสของการยึดถือ ⸻ 🌀 การคลี่ออกของธาตุรู้ เมื่อไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มี “ความเป็นเรา” เข้ามาแทรกแซง จิตจะเผยความจริงออกมาว่า: “ผู้สังเกต” กับ “สิ่งที่ถูกสังเกต” คือสองสิ่งที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง ผู้สังเกตที่ไม่ปรุง ไม่รู้แบบมีเจตนา เป็น ธาตุรู้ที่สงบ คือ “อสังขตธาตุ” หรือที่เรียกว่า “นิพพานธาตุ” ⸻ 🧘‍♂️ สภาวะ “รู้เฉย ๆ” — ไม่มี “ตัวรู้” สิ่งนี้ไม่ใช่การอธิบายตามแบบวิทยาศาสตร์ แต่เป็นประสบการณ์ตรง ไม่มีใคร “ทำ” ให้เกิดได้ — ต้องหยุด “ผู้กระทำ” จึงเห็น “ธาตุผู้รู้” ที่ไม่ถูกครอบงำด้วยเจตนา ความคิด หรือสำนึกแห่งตัวตน ไม่ใช่จิตที่ “รู้ว่าเรารู้” แต่คือ “ความรู้” ที่ไม่มี “เรา” อยู่ในนั้นเลย ⸻ 🔁 วงจรที่คลี่ออก 1. เริ่มจากจิตที่คิดว่ารู้ — สังเกตมัน 2. จิตจะคิดซ้อนอีกว่า “ฉันกำลังรู้ว่าฉันรู้” — สังเกตต่อ 3. สังเกตลึกลงไปอีก — ไม่เข้าไปปรุงแต่ง 4. จิตเข้าสู่ความว่าง — เห็น “ธาตุรู้” ที่ไม่ปรุง 5. ธาตุนั้น ไม่ใช่จิตคิด ไม่ใช่ “เรา” หากเป็น “ความรู้แจ้ง” ที่ไม่มีความยึดอยู่ในนั้นเลย ⸻ ✨ สัมผัสจิตแท้ — หลุดพ้นจากมายาของ “การรู้ว่าเรารู้” ในที่สุด สิ่งที่ Chalmers เรียกว่า Hard Problem จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป — หาก “เรา” ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เมื่อไม่มี “ผู้รู้” — ก็ไม่มี “ผู้ทุกข์” เมื่อไม่มี “ตัวฉันที่รู้” — ความรู้บริสุทธิ์จึงเผยตัว นิพพานธาตุจึงไม่ใช่แค่ภาวะว่างเปล่า แต่คือ “ธาตุรู้ที่พ้นจากการยึดถือว่าเป็นเรา” ⸻ ❖ “การรู้ว่าเรารู้” คืออะไร? ทางประสาทวิทยาศาสตร์อธิบายว่า metacognition หรือ “การรู้ว่าเรารู้” เกิดจากกระบวนการย้อนกลับของจิตที่ประเมินสถานะของตัวเอง เช่น รู้ว่ากำลังโกรธ รู้ว่ากำลังคิด ฯลฯ โดยมีสมองส่วน prefrontal cortex เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คำถามคือ: ใครกันแน่ที่รู้ว่ารู้? เราบอกว่า “เรารู้ว่าเรากำลังคิด” แต่เมื่อเฝ้าสังเกตลึกเข้าไป… จะพบว่า “ความคิด” นั้นเป็นสิ่งถูกรู้ และ “เราผู้รู้” ก็ยังเป็นอีกชั้นของจิต ที่จริงแล้ว ผู้รู้เหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงได้ และตกอยู่ภายใต้กฎ “อนิจจัง” ทั้งสิ้น ⸻ ❖ ผู้สังเกต ≠ สิ่งที่ถูกสังเกต ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกรู้ ก็ไม่ใช่เรา” ความหมายก็คือ หากสังเกตเห็นความคิด – มันไม่ใช่เรา หากสังเกตเห็นความโกรธ – มันไม่ใช่เรา แม้แต่ความรู้สึกว่า “เราเป็นผู้สังเกตอยู่” – ก็ถูกรู้ได้ แปลว่าอะไร? “ผู้รู้” ที่เรายึดว่าคือ เรา ก็เป็น “สิ่งถูกรู้” เช่นกัน จึง ไม่ใช่เราโดยแท้จริง ⸻ ❖ สภาวะที่ไม่มีใครรู้ — ธาตุรู้ที่ไม่รู้เลย? ที่จุดสุดท้ายของการสังเกต เมื่อไม่เหลืออะไรให้เกาะเกี่ยว แม้แต่ “ผู้สังเกต” จิตจะเข้าสู่ภาวะที่ ไม่ใช่จิตที่คิด ไม่ใช่จิตที่รู้ ไม่ใช่จิตที่รู้ว่ารู้ เป็นภาวะ ธาตุรู้ ที่ไม่ยึดว่าเป็นอะไรเลย หรือในอีกนัยหนึ่งคือ อสังขตธาตุ หรือ นิพพานธาตุ นั่นเอง ⸻ ❖ จิตสำนึก ≠ ธาตุรู้ • จิตสำนึก (consciousness) ในแบบที่สมองแปรผล และรู้ตัวตนตลอดเวลา เป็น จิตที่ปรุงแต่ง โดยอาศัยการทำงานของระบบประสาท → เกิดและดับ เป็น “สังขาร” • ธาตุรู้ (element of knowing) คือสิ่งที่ ปรากฏในความนิ่งลึกที่สุด ไม่ใช่จิตที่คิด ไม่ใช่ผู้รู้ แต่เป็น ความเป็น อย่างหมดจด → ไม่เกิด ไม่ดับ เป็น “อสังขตธรรม” ⸻ ❖ บทสรุป 1. “การรู้ว่าเรารู้” ที่อธิบายโดยประสาทวิทยาศาสตร์ → เป็นแค่การสะท้อนซ้อนชั้นของจิตที่ปรุงแต่ง 2. ผู้รู้ก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ → ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา 3. เมื่อสังเกตลึกไปจนจิตนิ่ง → สิ่งที่ยังปรากฏอยู่ ไม่ใช่จิตที่คิด → แต่คือ “ธาตุรู้” ที่ไม่ปรุง ไม่ยึด ไม่แบ่งแยก → เป็นฐานของนิพพาน ⸻ หากกล่าวตามแบบ พระพุทธองค์: “ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา” และผู้ที่ เห็นแจ้ง ตรงนี้ จึงชื่อว่า ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ทั้งปวงแล้ว #Siamstr #nostr #quantum #ธรรมะ