“ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม”
การเข้าถึงความจริงในมุมพุทธพจน์ พุทธธรรม และคัมภีร์เถรวาท
แนวคิดว่า “ที่สุดแล้วไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม” เป็นถ้อยคำที่ปรากฏในงานของครูบาอาจารย์หลายท่านในสายพุทธศาสนาไทย โดยเฉพาะแนวตีความเชิงธรรมะของ พุทธทาสภิกขุ ซึ่งเน้นว่า “ศาสนา” ในระดับสมมติอาจแตกต่างกัน แต่ “ธรรม” ในฐานะความจริงตามธรรมชาติ (ธรรมชาติของสภาวะ) นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน หากเข้าถึงระดับสูงสุดของความจริงแล้ว ความแบ่งแยกทางนามบัญญัติย่อมคลายลง
บทความนี้จะอธิบายแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยอิง พุทธพจน์ในพระไตรปิฎก, หลักพุทธธรรมเชิงอภิธรรม และคำอธิบายในคัมภีร์เถรวาท
⸻
1. ความหมายของ “ธรรม” ในพุทธพจน์
ในพระพุทธศาสนา คำว่า ธรรม (Dhamma) มิได้หมายถึงศาสนาในเชิงสถาบัน แต่หมายถึง
• ความจริงตามธรรมชาติ
• กฎของเหตุปัจจัย
• สภาวะที่เป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับความเชื่อ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
— สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
แสดงว่า “ธรรม” ไม่ใช่ชื่อศาสนา แต่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและชี้ให้เห็น
อีกพุทธพจน์หนึ่งว่า
“ธรรมย่อมดำรงอยู่ตามธรรมดา
ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติหรือไม่อุบัติ”
— องฺคุตตรนิกาย
แปลว่า
ความจริงไม่ขึ้นกับศาสดา
ไม่ขึ้นกับศาสนา
ไม่ขึ้นกับยุคสมัย
ธรรมมีอยู่ก่อนการเรียกชื่อใด ๆ
⸻
2. ศาสนาในฐานะ “สมมติบัญญัติ”
ในเชิงอภิธรรม
พุทธศาสนาแยกความจริงออกเป็น 2 ระดับ
2.1 สมมติสัจจะ (ความจริงเชิงสมมติ)
เช่น
• ชื่อศาสนา
• ชื่อบุคคล
• ชาติ
• ภาษา
• นิกาย
สิ่งเหล่านี้เป็น บัญญัติ
ไม่ใช่สภาวะจริงแท้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“โลกนี้ยึดถือสมมติบัญญัติ
ตถาคตรู้ตามความเป็นจริง”
— สุตตนิบาต
2.2 ปรมัตถสัจจะ (ความจริงสูงสุด)
คือ
• รูป
• เวทนา
• สัญญา
• สังขาร
• วิญญาณ
และกฎไตรลักษณ์
• อนิจจัง
• ทุกขัง
• อนัตตา
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ศาสนา
แต่เป็นธรรมชาติของสภาวะ
⸻
3. พระพุทธเจ้าไม่ทรงเน้นชื่อศาสนา
ในพระไตรปิฎก
คำว่า “พุทธศาสนา” ในฐานะชื่อสถาบันแบบปัจจุบัน
แทบไม่ปรากฏในรูปแบบเดียวกับที่เราใช้กัน
พระองค์เรียกคำสอนของตนว่า
• ธรรม
• วินัย
• มรรค
• พรหมจรรย์
ตัวอย่างเช่น
“ธรรมและวินัยนี้
จักเป็นศาสดาของพวกเธอ
เมื่อเราล่วงไปแล้ว”
— มหาปรินิพพานสูตร
จุดสำคัญคือ
พระองค์ไม่ได้เน้นการตั้งชื่อศาสนา
แต่เน้นการปฏิบัติให้เห็นความจริง
⸻
4. ธรรมเหนือการแบ่งแยก
ในระดับปรมัตถ์
สิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” ไม่ได้แบ่งเป็น
• พุทธ
• คริสต์
• อิสลาม
• ฮินดู
เพราะกฎของเหตุปัจจัย
ไม่ขึ้นกับศาสนาใด
เช่น
• ความโลภทำให้เกิดทุกข์
• ความยึดมั่นทำให้เกิดทุกข์
• ความดับตัณหาทำให้พ้นทุกข์
กฎนี้ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ผู้ใดทำกรรมดี
ย่อมได้ผลดี
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร”
— องฺคุตตรนิกาย
นี่คือกฎธรรม
ไม่ใช่กฎศาสนาเฉพาะกลุ่ม
⸻
5. “ไม่มีคน มีแต่ธรรม” ในเชิงอนัตตา
แนวคิดในภาพที่ว่า
“ไม่มีคน มีแต่ธรรม”
สอดคล้องกับหลัก อนัตตา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“รูปไม่ใช่ตัวตน
เวทนาไม่ใช่ตัวตน
สัญญาไม่ใช่ตัวตน
สังขารไม่ใช่ตัวตน
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน”
เมื่อพิจารณาถึงที่สุด
ไม่มี “ตัวบุคคล” ที่แท้จริง
มีแต่กระบวนการของธรรม
ดังนั้น
การแบ่งว่า
• คนนี้ศาสนาอะไร
• คนนี้ชาติอะไร
จึงเป็นเพียงสมมติระดับโลก
⸻
6. การเข้าถึงธรรม = เข้าถึงแก่นของทุกศาสนา
ในคัมภีร์เถรวาท
คำว่า อกาลิโก (ไม่ขึ้นกับกาล)
หมายถึงธรรมที่ใช้ได้ทุกยุค
ผู้เข้าถึงธรรมจริง
จะเห็นความจริงเดียวกัน
• ทุกสิ่งไม่เที่ยง
• ทุกสิ่งเป็นทุกข์
• ทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตน
เมื่อเห็นเช่นนี้
การแบ่งศาสนาเป็นเพียงเรื่องภายนอก
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ผู้มีปัญญา
ย่อมไม่ทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ”
— ขุททกนิกาย
⸻
7. อย่างไรก็ตาม: พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธศาสนา
ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า
พระพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า
“ศาสนาไม่มีค่า”
แต่บอกว่า
• ศาสนาเป็นทาง
• ธรรมเป็นจุดหมาย
ศาสนา = แผนที่
ธรรม = ภูมิประเทศจริง
ผู้ยังไม่ถึงธรรม
ต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องนำ
⸻
8. สรุปเชิงพุทธธรรม
แนวคิด “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม”
เมื่ออธิบายในเชิงพุทธพจน์
สามารถเข้าใจได้ว่า
1. ธรรมคือความจริงตามธรรมชาติ
2. ศาสนาเป็นสมมติบัญญัติ
3. ผู้เข้าถึงความจริงสูงสุด
จะไม่ยึดติดชื่อศาสนา
4. แต่ในระดับโลก
ศาสนายังมีความสำคัญเป็นทางปฏิบัติ
ดังพุทธพจน์ว่า
“ธรรมทั้งหลาย
มีนิพพานเป็นที่สุด”
เมื่อถึงที่สุด
สิ่งที่เหลือไม่ใช่ชื่อ
ไม่ใช่นิกาย
ไม่ใช่ศาสนา
แต่คือ
การดับทุกข์โดยสิ้นเชิง
⸻
บทส่งท้าย
เมื่อมองจากมุมพุทธธรรม
การแบ่งศาสนาเป็นเรื่องของโลกสมมติ
แต่การเข้าถึงความจริงเป็นเรื่องของจิต
ผู้ใดเห็นไตรลักษณ์
ผู้นั้นย่อมเข้าใจธรรม
และเมื่อเข้าใจธรรมอย่างแท้จริง
ความขัดแย้งทางศาสนา
ย่อมคลายลง
เพราะในระดับสูงสุด
สิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ “ศาสนา”
แต่คือ
ธรรมชาติของความจริง
⸻
9. ธรรมในฐานะ “กฎสากลของสภาวะ”
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
ธรรมมิใช่ทรัพย์สินของศาสนาใด
“ธรรมย่อมตั้งอยู่โดยธรรมดา
ตถาคตเพียงแต่รู้และประกาศ”
— องฺคุตตรนิกาย
คำว่า
ตถตา (ความเป็นเช่นนั้นเอง)
ธัมมตา (ความเป็นไปตามธรรม)
ปรากฏในพระสูตรหลายแห่ง
ความหมายคือ
• สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย
• มิได้ขึ้นกับความเชื่อ
• มิได้ขึ้นกับศาสนา
ในอภิธรรม
เรียกสิ่งนี้ว่า นิยามธรรม
ได้แก่
1. อุตุนิยาม — กฎธรรมชาติ
2. พีชนิยาม — กฎชีวภาพ
3. จิตนิยาม — กฎจิต
4. กรรมนิยาม — กฎกรรม
5. ธรรมนิยาม — กฎความจริง
กฎเหล่านี้
ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน
ไม่ว่าศาสนาใด
⸻
10. อนัตตา: การสลายตัวตนและศาสนา
เมื่อพิจารณาตามหลัก อนัตตา
จะเห็นว่า
• ไม่มีตัวตนถาวร
• ไม่มี “เรา” ที่แท้จริง
• ไม่มี “ของเรา” ที่แท้จริง
พระพุทธเจ้าตรัสในอนัตตลักขณสูตรว่า
“สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน”
เมื่อไม่มีตัวตน
การแบ่งว่า
• เราเป็นพุทธ
• เราเป็นคริสต์
• เราเป็นอิสลาม
จึงเป็นเพียงการยึดถือเชิงสมมติ
ในระดับปรมัตถ์
มีเพียง
• จิต
• เจตสิก
• รูป
• นิพพาน
ไม่มี “ศาสนา” อยู่ในรายการนี้เลย
⸻
11. นิพพาน: จุดที่ไม่มีศาสนา
นิพพานในคัมภีร์เถรวาท
ถูกอธิบายว่า
• อสังขตธรรม
• ไม่เกิด
• ไม่ดับ
• ไม่ปรุงแต่ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“มีอยู่ภิกษุทั้งหลาย
สิ่งที่ไม่เกิด ไม่ดับ
ไม่ถูกปรุงแต่ง
ถ้าไม่มีสิ่งนั้น
ย่อมไม่มีทางพ้นจากสิ่งที่เกิดดับ”
นิพพาน
ไม่ใช่พุทธ
ไม่ใช่ฮินดู
ไม่ใช่ศาสนาใด
นิพพานคือสภาวะ
ที่พ้นจากการบัญญัติทั้งหมด
อรรถกถาอธิบายว่า
นิพพานเป็น
ปรมัตถสัจจะที่ไม่ขึ้นกับสมมติ
⸻
12. ภาษาสมมติ vs ความจริง
ในพระไตรปิฎก
พระพุทธเจ้าทรงใช้สองระดับภาษา
12.1 โวหารโลก (ภาษาโลก)
เช่น
• คน
• เทวดา
• ศาสนา
• ชาติ
ใช้เพื่อสื่อสาร
12.2 ปรมัตถภาษา
เช่น
• จิต
• เวทนา
• สังขาร
• นิพพาน
ใช้เพื่ออธิบายความจริง
คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า
“ในที่สุดแล้ว
มีเพียงนามและรูป
ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน”
ดังนั้น
ศาสนาก็เป็นโวหารโลกเช่นกัน
⸻
13. การไม่ยึดถือทิฏฐิ
พระพุทธเจ้าตรัสเตือนเรื่องการยึดทิฏฐิว่า
“ผู้ยึดถือทิฏฐิ
ย่อมทะเลาะกัน”
และอีกแห่งว่า
“อย่ายึดแม้แต่ธรรม
ดุจแพที่ใช้ข้ามฝั่ง”
หมายความว่า
แม้คำสอนก็เป็นเครื่องมือ
ไม่ใช่สิ่งให้ยึด
เมื่อถึงฝั่งแล้ว
ต้องวางแพ
⸻
14. เอกภาพของธรรมในหลายศาสนา
ในพระสูตรบางแห่ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้ปฏิบัติดี
ย่อมได้ผลดี
ไม่ว่ามาจากที่ใด
หลักสำคัญคือ
• การละโลภ
• การละโทสะ
• การละโมหะ
ใครทำได้
ย่อมเข้าถึงความสงบ
นี่คือจุดร่วมของมนุษย์
ไม่ใช่ของศาสนา
⸻
15. ความเข้าใจผิดที่ควรระวัง
อย่างไรก็ตาม
การกล่าวว่า “ไม่มีศาสนา”
อาจถูกตีความผิด
ในพุทธธรรม
ต้องแยกสองระดับ
ระดับโลก
ศาสนา
มีความสำคัญ
เป็นทางปฏิบัติ
เป็นโครงสร้างวินัย
ระดับปรมัตถ์
เมื่อเข้าถึงธรรม
การแบ่งศาสนา
ย่อมหมดความหมาย
พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้ล้มศาสนา
แต่สอนให้ไม่ยึดติด
⸻
16. สภาวะของผู้เข้าถึงธรรม
ในคัมภีร์
พระอรหันต์ถูกอธิบายว่า
• ไม่ยึดชาติ
• ไม่ยึดตัวตน
• ไม่ยึดทิฏฐิ
ท่านอยู่เหนือความแบ่งแยก
อุปมาว่า
แม่น้ำหลายสาย
ไหลลงทะเลเดียว
เมื่อถึงทะเล
ชื่อแม่น้ำย่อมหายไป
⸻
17. บทสรุปเชิงอภิธรรม
เมื่อพิจารณาตามพุทธพจน์และคัมภีร์
สิ่งที่มีจริงคือ
• สภาวธรรม
• เหตุปัจจัย
• ความเกิดดับ
• นิพพาน
สิ่งที่เป็นสมมติคือ
• ศาสนา
• ชื่อ
• ตัวตน
ดังนั้น
คำว่า “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม”
ในเชิงพุทธธรรม
มิใช่การปฏิเสธศาสนา
แต่เป็นการชี้ไปสู่ระดับที่สูงกว่า
ระดับที่
ความจริง
ไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อใด
⸻
บทปิด
เมื่อพิจารณาถึงที่สุด
ผู้ที่เข้าถึงธรรมจริง
จะเห็นว่า
สิ่งที่ต้องละ
ไม่ใช่ศาสนา
แต่คือความยึดมั่น
เมื่อความยึดมั่นดับ
ความแบ่งแยกก็ดับ
เหลือเพียง
ความจริงตามธรรมชาติ
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า
ธรรม
และมีนิพพานเป็นที่สุด.
#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ
“ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม”
การเข้าถึงความจริงในมุมพุทธพจน์ พุทธธรรม และคัมภีร์เถรวาท
แนวคิดว่า “ที่สุดแล้วไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม” เป็นถ้อยคำที่ปรากฏในงานของครูบาอาจารย์หลายท่านในสายพุทธศาสนาไทย โดยเฉพาะแนวตีความเชิงธรรมะของ พุทธทาสภิกขุ ซึ่งเน้นว่า “ศาสนา” ในระดับสมมติอาจแตกต่างกัน แต่ “ธรรม” ในฐานะความจริงตามธรรมชาติ (ธรรมชาติของสภาวะ) นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน หากเข้าถึงระดับสูงสุดของความจริงแล้ว ความแบ่งแยกทางนามบัญญัติย่อมคลายลง
บทความนี้จะอธิบายแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยอิง พุทธพจน์ในพระไตรปิฎก, หลักพุทธธรรมเชิงอภิธรรม และคำอธิบายในคัมภีร์เถรวาท
⸻
1. ความหมายของ “ธรรม” ในพุทธพจน์
ในพระพุทธศาสนา คำว่า ธรรม (Dhamma) มิได้หมายถึงศาสนาในเชิงสถาบัน แต่หมายถึง
• ความจริงตามธรรมชาติ
• กฎของเหตุปัจจัย
• สภาวะที่เป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับความเชื่อ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”
— สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
แสดงว่า “ธรรม” ไม่ใช่ชื่อศาสนา แต่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและชี้ให้เห็น
อีกพุทธพจน์หนึ่งว่า
“ธรรมย่อมดำรงอยู่ตามธรรมดา
ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติหรือไม่อุบัติ”
— องฺคุตตรนิกาย
แปลว่า
ความจริงไม่ขึ้นกับศาสดา
ไม่ขึ้นกับศาสนา
ไม่ขึ้นกับยุคสมัย
ธรรมมีอยู่ก่อนการเรียกชื่อใด ๆ
⸻
2. ศาสนาในฐานะ “สมมติบัญญัติ”
ในเชิงอภิธรรม
พุทธศาสนาแยกความจริงออกเป็น 2 ระดับ
2.1 สมมติสัจจะ (ความจริงเชิงสมมติ)
เช่น
• ชื่อศาสนา
• ชื่อบุคคล
• ชาติ
• ภาษา
• นิกาย
สิ่งเหล่านี้เป็น บัญญัติ
ไม่ใช่สภาวะจริงแท้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“โลกนี้ยึดถือสมมติบัญญัติ
ตถาคตรู้ตามความเป็นจริง”
— สุตตนิบาต
2.2 ปรมัตถสัจจะ (ความจริงสูงสุด)
คือ
• รูป
• เวทนา
• สัญญา
• สังขาร
• วิญญาณ
และกฎไตรลักษณ์
• อนิจจัง
• ทุกขัง
• อนัตตา
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ศาสนา
แต่เป็นธรรมชาติของสภาวะ
⸻
3. พระพุทธเจ้าไม่ทรงเน้นชื่อศาสนา
ในพระไตรปิฎก
คำว่า “พุทธศาสนา” ในฐานะชื่อสถาบันแบบปัจจุบัน
แทบไม่ปรากฏในรูปแบบเดียวกับที่เราใช้กัน
พระองค์เรียกคำสอนของตนว่า
• ธรรม
• วินัย
• มรรค
• พรหมจรรย์
ตัวอย่างเช่น
“ธรรมและวินัยนี้
จักเป็นศาสดาของพวกเธอ
เมื่อเราล่วงไปแล้ว”
— มหาปรินิพพานสูตร
จุดสำคัญคือ
พระองค์ไม่ได้เน้นการตั้งชื่อศาสนา
แต่เน้นการปฏิบัติให้เห็นความจริง
⸻
4. ธรรมเหนือการแบ่งแยก
ในระดับปรมัตถ์
สิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” ไม่ได้แบ่งเป็น
• พุทธ
• คริสต์
• อิสลาม
• ฮินดู
เพราะกฎของเหตุปัจจัย
ไม่ขึ้นกับศาสนาใด
เช่น
• ความโลภทำให้เกิดทุกข์
• ความยึดมั่นทำให้เกิดทุกข์
• ความดับตัณหาทำให้พ้นทุกข์
กฎนี้ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ผู้ใดทำกรรมดี
ย่อมได้ผลดี
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร”
— องฺคุตตรนิกาย
นี่คือกฎธรรม
ไม่ใช่กฎศาสนาเฉพาะกลุ่ม
⸻
5. “ไม่มีคน มีแต่ธรรม” ในเชิงอนัตตา
แนวคิดในภาพที่ว่า
“ไม่มีคน มีแต่ธรรม”
สอดคล้องกับหลัก อนัตตา
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“รูปไม่ใช่ตัวตน
เวทนาไม่ใช่ตัวตน
สัญญาไม่ใช่ตัวตน
สังขารไม่ใช่ตัวตน
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน”
เมื่อพิจารณาถึงที่สุด
ไม่มี “ตัวบุคคล” ที่แท้จริง
มีแต่กระบวนการของธรรม
ดังนั้น
การแบ่งว่า
• คนนี้ศาสนาอะไร
• คนนี้ชาติอะไร
จึงเป็นเพียงสมมติระดับโลก
⸻
6. การเข้าถึงธรรม = เข้าถึงแก่นของทุกศาสนา
ในคัมภีร์เถรวาท
คำว่า อกาลิโก (ไม่ขึ้นกับกาล)
หมายถึงธรรมที่ใช้ได้ทุกยุค
ผู้เข้าถึงธรรมจริง
จะเห็นความจริงเดียวกัน
• ทุกสิ่งไม่เที่ยง
• ทุกสิ่งเป็นทุกข์
• ทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตน
เมื่อเห็นเช่นนี้
การแบ่งศาสนาเป็นเพียงเรื่องภายนอก
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ผู้มีปัญญา
ย่อมไม่ทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ”
— ขุททกนิกาย
⸻
7. อย่างไรก็ตาม: พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธศาสนา
ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า
พระพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า
“ศาสนาไม่มีค่า”
แต่บอกว่า
• ศาสนาเป็นทาง
• ธรรมเป็นจุดหมาย
ศาสนา = แผนที่
ธรรม = ภูมิประเทศจริง
ผู้ยังไม่ถึงธรรม
ต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องนำ
⸻
8. สรุปเชิงพุทธธรรม
แนวคิด “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม”
เมื่ออธิบายในเชิงพุทธพจน์
สามารถเข้าใจได้ว่า
1. ธรรมคือความจริงตามธรรมชาติ
2. ศาสนาเป็นสมมติบัญญัติ
3. ผู้เข้าถึงความจริงสูงสุด
จะไม่ยึดติดชื่อศาสนา
4. แต่ในระดับโลก
ศาสนายังมีความสำคัญเป็นทางปฏิบัติ
ดังพุทธพจน์ว่า
“ธรรมทั้งหลาย
มีนิพพานเป็นที่สุด”
เมื่อถึงที่สุด
สิ่งที่เหลือไม่ใช่ชื่อ
ไม่ใช่นิกาย
ไม่ใช่ศาสนา
แต่คือ
การดับทุกข์โดยสิ้นเชิง
⸻
บทส่งท้าย
เมื่อมองจากมุมพุทธธรรม
การแบ่งศาสนาเป็นเรื่องของโลกสมมติ
แต่การเข้าถึงความจริงเป็นเรื่องของจิต
ผู้ใดเห็นไตรลักษณ์
ผู้นั้นย่อมเข้าใจธรรม
และเมื่อเข้าใจธรรมอย่างแท้จริง
ความขัดแย้งทางศาสนา
ย่อมคลายลง
เพราะในระดับสูงสุด
สิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ “ศาสนา”
แต่คือ
ธรรมชาติของความจริง
⸻
9. ธรรมในฐานะ “กฎสากลของสภาวะ”
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
ธรรมมิใช่ทรัพย์สินของศาสนาใด
“ธรรมย่อมตั้งอยู่โดยธรรมดา
ตถาคตเพียงแต่รู้และประกาศ”
— องฺคุตตรนิกาย
คำว่า
ตถตา (ความเป็นเช่นนั้นเอง)
ธัมมตา (ความเป็นไปตามธรรม)
ปรากฏในพระสูตรหลายแห่ง
ความหมายคือ
• สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย
• มิได้ขึ้นกับความเชื่อ
• มิได้ขึ้นกับศาสนา
ในอภิธรรม
เรียกสิ่งนี้ว่า นิยามธรรม
ได้แก่
1. อุตุนิยาม — กฎธรรมชาติ
2. พีชนิยาม — กฎชีวภาพ
3. จิตนิยาม — กฎจิต
4. กรรมนิยาม — กฎกรรม
5. ธรรมนิยาม — กฎความจริง
กฎเหล่านี้
ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน
ไม่ว่าศาสนาใด
⸻
10. อนัตตา: การสลายตัวตนและศาสนา
เมื่อพิจารณาตามหลัก อนัตตา
จะเห็นว่า
• ไม่มีตัวตนถาวร
• ไม่มี “เรา” ที่แท้จริง
• ไม่มี “ของเรา” ที่แท้จริง
พระพุทธเจ้าตรัสในอนัตตลักขณสูตรว่า
“สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน”
เมื่อไม่มีตัวตน
การแบ่งว่า
• เราเป็นพุทธ
• เราเป็นคริสต์
• เราเป็นอิสลาม
จึงเป็นเพียงการยึดถือเชิงสมมติ
ในระดับปรมัตถ์
มีเพียง
• จิต
• เจตสิก
• รูป
• นิพพาน
ไม่มี “ศาสนา” อยู่ในรายการนี้เลย
⸻
11. นิพพาน: จุดที่ไม่มีศาสนา
นิพพานในคัมภีร์เถรวาท
ถูกอธิบายว่า
• อสังขตธรรม
• ไม่เกิด
• ไม่ดับ
• ไม่ปรุงแต่ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“มีอยู่ภิกษุทั้งหลาย
สิ่งที่ไม่เกิด ไม่ดับ
ไม่ถูกปรุงแต่ง
ถ้าไม่มีสิ่งนั้น
ย่อมไม่มีทางพ้นจากสิ่งที่เกิดดับ”
นิพพาน
ไม่ใช่พุทธ
ไม่ใช่ฮินดู
ไม่ใช่ศาสนาใด
นิพพานคือสภาวะ
ที่พ้นจากการบัญญัติทั้งหมด
อรรถกถาอธิบายว่า
นิพพานเป็น
ปรมัตถสัจจะที่ไม่ขึ้นกับสมมติ
⸻
12. ภาษาสมมติ vs ความจริง
ในพระไตรปิฎก
พระพุทธเจ้าทรงใช้สองระดับภาษา
12.1 โวหารโลก (ภาษาโลก)
เช่น
• คน
• เทวดา
• ศาสนา
• ชาติ
ใช้เพื่อสื่อสาร
12.2 ปรมัตถภาษา
เช่น
• จิต
• เวทนา
• สังขาร
• นิพพาน
ใช้เพื่ออธิบายความจริง
คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า
“ในที่สุดแล้ว
มีเพียงนามและรูป
ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน”
ดังนั้น
ศาสนาก็เป็นโวหารโลกเช่นกัน
⸻
13. การไม่ยึดถือทิฏฐิ
พระพุทธเจ้าตรัสเตือนเรื่องการยึดทิฏฐิว่า
“ผู้ยึดถือทิฏฐิ
ย่อมทะเลาะกัน”
และอีกแห่งว่า
“อย่ายึดแม้แต่ธรรม
ดุจแพที่ใช้ข้ามฝั่ง”
หมายความว่า
แม้คำสอนก็เป็นเครื่องมือ
ไม่ใช่สิ่งให้ยึด
เมื่อถึงฝั่งแล้ว
ต้องวางแพ
⸻
14. เอกภาพของธรรมในหลายศาสนา
ในพระสูตรบางแห่ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้ปฏิบัติดี
ย่อมได้ผลดี
ไม่ว่ามาจากที่ใด
หลักสำคัญคือ
• การละโลภ
• การละโทสะ
• การละโมหะ
ใครทำได้
ย่อมเข้าถึงความสงบ
นี่คือจุดร่วมของมนุษย์
ไม่ใช่ของศาสนา
⸻
15. ความเข้าใจผิดที่ควรระวัง
อย่างไรก็ตาม
การกล่าวว่า “ไม่มีศาสนา”
อาจถูกตีความผิด
ในพุทธธรรม
ต้องแยกสองระดับ
ระดับโลก
ศาสนา
มีความสำคัญ
เป็นทางปฏิบัติ
เป็นโครงสร้างวินัย
ระดับปรมัตถ์
เมื่อเข้าถึงธรรม
การแบ่งศาสนา
ย่อมหมดความหมาย
พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้ล้มศาสนา
แต่สอนให้ไม่ยึดติด
⸻
16. สภาวะของผู้เข้าถึงธรรม
ในคัมภีร์
พระอรหันต์ถูกอธิบายว่า
• ไม่ยึดชาติ
• ไม่ยึดตัวตน
• ไม่ยึดทิฏฐิ
ท่านอยู่เหนือความแบ่งแยก
อุปมาว่า
แม่น้ำหลายสาย
ไหลลงทะเลเดียว
เมื่อถึงทะเล
ชื่อแม่น้ำย่อมหายไป
⸻
17. บทสรุปเชิงอภิธรรม
เมื่อพิจารณาตามพุทธพจน์และคัมภีร์
สิ่งที่มีจริงคือ
• สภาวธรรม
• เหตุปัจจัย
• ความเกิดดับ
• นิพพาน
สิ่งที่เป็นสมมติคือ
• ศาสนา
• ชื่อ
• ตัวตน
ดังนั้น
คำว่า “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม”
ในเชิงพุทธธรรม
มิใช่การปฏิเสธศาสนา
แต่เป็นการชี้ไปสู่ระดับที่สูงกว่า
ระดับที่
ความจริง
ไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อใด
⸻
บทปิด
เมื่อพิจารณาถึงที่สุด
ผู้ที่เข้าถึงธรรมจริง
จะเห็นว่า
สิ่งที่ต้องละ
ไม่ใช่ศาสนา
แต่คือความยึดมั่น
เมื่อความยึดมั่นดับ
ความแบ่งแยกก็ดับ
เหลือเพียง
ความจริงตามธรรมชาติ
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า
ธรรม
และมีนิพพานเป็นที่สุด.
#Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ
Login to reply
Replies (1)
The concept