maiakee's avatar
maiakee 23 hours ago
image “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม” การเข้าถึงความจริงในมุมพุทธพจน์ พุทธธรรม และคัมภีร์เถรวาท แนวคิดว่า “ที่สุดแล้วไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม” เป็นถ้อยคำที่ปรากฏในงานของครูบาอาจารย์หลายท่านในสายพุทธศาสนาไทย โดยเฉพาะแนวตีความเชิงธรรมะของ พุทธทาสภิกขุ ซึ่งเน้นว่า “ศาสนา” ในระดับสมมติอาจแตกต่างกัน แต่ “ธรรม” ในฐานะความจริงตามธรรมชาติ (ธรรมชาติของสภาวะ) นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน หากเข้าถึงระดับสูงสุดของความจริงแล้ว ความแบ่งแยกทางนามบัญญัติย่อมคลายลง บทความนี้จะอธิบายแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยอิง พุทธพจน์ในพระไตรปิฎก, หลักพุทธธรรมเชิงอภิธรรม และคำอธิบายในคัมภีร์เถรวาท ⸻ 1. ความหมายของ “ธรรม” ในพุทธพจน์ ในพระพุทธศาสนา คำว่า ธรรม (Dhamma) มิได้หมายถึงศาสนาในเชิงสถาบัน แต่หมายถึง • ความจริงตามธรรมชาติ • กฎของเหตุปัจจัย • สภาวะที่เป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับความเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” — สํยุตตนิกาย ขันธวารวรรค แสดงว่า “ธรรม” ไม่ใช่ชื่อศาสนา แต่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและชี้ให้เห็น อีกพุทธพจน์หนึ่งว่า “ธรรมย่อมดำรงอยู่ตามธรรมดา ไม่ว่าตถาคตจะอุบัติหรือไม่อุบัติ” — องฺคุตตรนิกาย แปลว่า ความจริงไม่ขึ้นกับศาสดา ไม่ขึ้นกับศาสนา ไม่ขึ้นกับยุคสมัย ธรรมมีอยู่ก่อนการเรียกชื่อใด ๆ ⸻ 2. ศาสนาในฐานะ “สมมติบัญญัติ” ในเชิงอภิธรรม พุทธศาสนาแยกความจริงออกเป็น 2 ระดับ 2.1 สมมติสัจจะ (ความจริงเชิงสมมติ) เช่น • ชื่อศาสนา • ชื่อบุคคล • ชาติ • ภาษา • นิกาย สิ่งเหล่านี้เป็น บัญญัติ ไม่ใช่สภาวะจริงแท้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “โลกนี้ยึดถือสมมติบัญญัติ ตถาคตรู้ตามความเป็นจริง” — สุตตนิบาต 2.2 ปรมัตถสัจจะ (ความจริงสูงสุด) คือ • รูป • เวทนา • สัญญา • สังขาร • วิญญาณ และกฎไตรลักษณ์ • อนิจจัง • ทุกขัง • อนัตตา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นธรรมชาติของสภาวะ ⸻ 3. พระพุทธเจ้าไม่ทรงเน้นชื่อศาสนา ในพระไตรปิฎก คำว่า “พุทธศาสนา” ในฐานะชื่อสถาบันแบบปัจจุบัน แทบไม่ปรากฏในรูปแบบเดียวกับที่เราใช้กัน พระองค์เรียกคำสอนของตนว่า • ธรรม • วินัย • มรรค • พรหมจรรย์ ตัวอย่างเช่น “ธรรมและวินัยนี้ จักเป็นศาสดาของพวกเธอ เมื่อเราล่วงไปแล้ว” — มหาปรินิพพานสูตร จุดสำคัญคือ พระองค์ไม่ได้เน้นการตั้งชื่อศาสนา แต่เน้นการปฏิบัติให้เห็นความจริง ⸻ 4. ธรรมเหนือการแบ่งแยก ในระดับปรมัตถ์ สิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” ไม่ได้แบ่งเป็น • พุทธ • คริสต์ • อิสลาม • ฮินดู เพราะกฎของเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นกับศาสนาใด เช่น • ความโลภทำให้เกิดทุกข์ • ความยึดมั่นทำให้เกิดทุกข์ • ความดับตัณหาทำให้พ้นทุกข์ กฎนี้ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร” — องฺคุตตรนิกาย นี่คือกฎธรรม ไม่ใช่กฎศาสนาเฉพาะกลุ่ม ⸻ 5. “ไม่มีคน มีแต่ธรรม” ในเชิงอนัตตา แนวคิดในภาพที่ว่า “ไม่มีคน มีแต่ธรรม” สอดคล้องกับหลัก อนัตตา พระพุทธเจ้าตรัสว่า “รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน” เมื่อพิจารณาถึงที่สุด ไม่มี “ตัวบุคคล” ที่แท้จริง มีแต่กระบวนการของธรรม ดังนั้น การแบ่งว่า • คนนี้ศาสนาอะไร • คนนี้ชาติอะไร จึงเป็นเพียงสมมติระดับโลก ⸻ 6. การเข้าถึงธรรม = เข้าถึงแก่นของทุกศาสนา ในคัมภีร์เถรวาท คำว่า อกาลิโก (ไม่ขึ้นกับกาล) หมายถึงธรรมที่ใช้ได้ทุกยุค ผู้เข้าถึงธรรมจริง จะเห็นความจริงเดียวกัน • ทุกสิ่งไม่เที่ยง • ทุกสิ่งเป็นทุกข์ • ทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นเช่นนี้ การแบ่งศาสนาเป็นเพียงเรื่องภายนอก พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้มีปัญญา ย่อมไม่ทะเลาะกันเพราะทิฏฐิ” — ขุททกนิกาย ⸻ 7. อย่างไรก็ตาม: พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธศาสนา ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า “ศาสนาไม่มีค่า” แต่บอกว่า • ศาสนาเป็นทาง • ธรรมเป็นจุดหมาย ศาสนา = แผนที่ ธรรม = ภูมิประเทศจริง ผู้ยังไม่ถึงธรรม ต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องนำ ⸻ 8. สรุปเชิงพุทธธรรม แนวคิด “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม” เมื่ออธิบายในเชิงพุทธพจน์ สามารถเข้าใจได้ว่า 1. ธรรมคือความจริงตามธรรมชาติ 2. ศาสนาเป็นสมมติบัญญัติ 3. ผู้เข้าถึงความจริงสูงสุด จะไม่ยึดติดชื่อศาสนา 4. แต่ในระดับโลก ศาสนายังมีความสำคัญเป็นทางปฏิบัติ ดังพุทธพจน์ว่า “ธรรมทั้งหลาย มีนิพพานเป็นที่สุด” เมื่อถึงที่สุด สิ่งที่เหลือไม่ใช่ชื่อ ไม่ใช่นิกาย ไม่ใช่ศาสนา แต่คือ การดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ⸻ บทส่งท้าย เมื่อมองจากมุมพุทธธรรม การแบ่งศาสนาเป็นเรื่องของโลกสมมติ แต่การเข้าถึงความจริงเป็นเรื่องของจิต ผู้ใดเห็นไตรลักษณ์ ผู้นั้นย่อมเข้าใจธรรม และเมื่อเข้าใจธรรมอย่างแท้จริง ความขัดแย้งทางศาสนา ย่อมคลายลง เพราะในระดับสูงสุด สิ่งที่มีอยู่ไม่ใช่ “ศาสนา” แต่คือ ธรรมชาติของความจริง ⸻ 9. ธรรมในฐานะ “กฎสากลของสภาวะ” พระพุทธเจ้าทรงยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ธรรมมิใช่ทรัพย์สินของศาสนาใด “ธรรมย่อมตั้งอยู่โดยธรรมดา ตถาคตเพียงแต่รู้และประกาศ” — องฺคุตตรนิกาย คำว่า ตถตา (ความเป็นเช่นนั้นเอง) ธัมมตา (ความเป็นไปตามธรรม) ปรากฏในพระสูตรหลายแห่ง ความหมายคือ • สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย • มิได้ขึ้นกับความเชื่อ • มิได้ขึ้นกับศาสนา ในอภิธรรม เรียกสิ่งนี้ว่า นิยามธรรม ได้แก่ 1. อุตุนิยาม — กฎธรรมชาติ 2. พีชนิยาม — กฎชีวภาพ 3. จิตนิยาม — กฎจิต 4. กรรมนิยาม — กฎกรรม 5. ธรรมนิยาม — กฎความจริง กฎเหล่านี้ ใช้ได้กับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าศาสนาใด ⸻ 10. อนัตตา: การสลายตัวตนและศาสนา เมื่อพิจารณาตามหลัก อนัตตา จะเห็นว่า • ไม่มีตัวตนถาวร • ไม่มี “เรา” ที่แท้จริง • ไม่มี “ของเรา” ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสในอนัตตลักขณสูตรว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน” เมื่อไม่มีตัวตน การแบ่งว่า • เราเป็นพุทธ • เราเป็นคริสต์ • เราเป็นอิสลาม จึงเป็นเพียงการยึดถือเชิงสมมติ ในระดับปรมัตถ์ มีเพียง • จิต • เจตสิก • รูป • นิพพาน ไม่มี “ศาสนา” อยู่ในรายการนี้เลย ⸻ 11. นิพพาน: จุดที่ไม่มีศาสนา นิพพานในคัมภีร์เถรวาท ถูกอธิบายว่า • อสังขตธรรม • ไม่เกิด • ไม่ดับ • ไม่ปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มีอยู่ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ถูกปรุงแต่ง ถ้าไม่มีสิ่งนั้น ย่อมไม่มีทางพ้นจากสิ่งที่เกิดดับ” นิพพาน ไม่ใช่พุทธ ไม่ใช่ฮินดู ไม่ใช่ศาสนาใด นิพพานคือสภาวะ ที่พ้นจากการบัญญัติทั้งหมด อรรถกถาอธิบายว่า นิพพานเป็น ปรมัตถสัจจะที่ไม่ขึ้นกับสมมติ ⸻ 12. ภาษาสมมติ vs ความจริง ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าทรงใช้สองระดับภาษา 12.1 โวหารโลก (ภาษาโลก) เช่น • คน • เทวดา • ศาสนา • ชาติ ใช้เพื่อสื่อสาร 12.2 ปรมัตถภาษา เช่น • จิต • เวทนา • สังขาร • นิพพาน ใช้เพื่ออธิบายความจริง คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า “ในที่สุดแล้ว มีเพียงนามและรูป ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน” ดังนั้น ศาสนาก็เป็นโวหารโลกเช่นกัน ⸻ 13. การไม่ยึดถือทิฏฐิ พระพุทธเจ้าตรัสเตือนเรื่องการยึดทิฏฐิว่า “ผู้ยึดถือทิฏฐิ ย่อมทะเลาะกัน” และอีกแห่งว่า “อย่ายึดแม้แต่ธรรม ดุจแพที่ใช้ข้ามฝั่ง” หมายความว่า แม้คำสอนก็เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งให้ยึด เมื่อถึงฝั่งแล้ว ต้องวางแพ ⸻ 14. เอกภาพของธรรมในหลายศาสนา ในพระสูตรบางแห่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ปฏิบัติดี ย่อมได้ผลดี ไม่ว่ามาจากที่ใด หลักสำคัญคือ • การละโลภ • การละโทสะ • การละโมหะ ใครทำได้ ย่อมเข้าถึงความสงบ นี่คือจุดร่วมของมนุษย์ ไม่ใช่ของศาสนา ⸻ 15. ความเข้าใจผิดที่ควรระวัง อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่า “ไม่มีศาสนา” อาจถูกตีความผิด ในพุทธธรรม ต้องแยกสองระดับ ระดับโลก ศาสนา มีความสำคัญ เป็นทางปฏิบัติ เป็นโครงสร้างวินัย ระดับปรมัตถ์ เมื่อเข้าถึงธรรม การแบ่งศาสนา ย่อมหมดความหมาย พระพุทธเจ้ามิได้สอนให้ล้มศาสนา แต่สอนให้ไม่ยึดติด ⸻ 16. สภาวะของผู้เข้าถึงธรรม ในคัมภีร์ พระอรหันต์ถูกอธิบายว่า • ไม่ยึดชาติ • ไม่ยึดตัวตน • ไม่ยึดทิฏฐิ ท่านอยู่เหนือความแบ่งแยก อุปมาว่า แม่น้ำหลายสาย ไหลลงทะเลเดียว เมื่อถึงทะเล ชื่อแม่น้ำย่อมหายไป ⸻ 17. บทสรุปเชิงอภิธรรม เมื่อพิจารณาตามพุทธพจน์และคัมภีร์ สิ่งที่มีจริงคือ • สภาวธรรม • เหตุปัจจัย • ความเกิดดับ • นิพพาน สิ่งที่เป็นสมมติคือ • ศาสนา • ชื่อ • ตัวตน ดังนั้น คำว่า “ไม่มีศาสนา มีแต่ธรรม” ในเชิงพุทธธรรม มิใช่การปฏิเสธศาสนา แต่เป็นการชี้ไปสู่ระดับที่สูงกว่า ระดับที่ ความจริง ไม่ถูกจำกัดด้วยชื่อใด ⸻ บทปิด เมื่อพิจารณาถึงที่สุด ผู้ที่เข้าถึงธรรมจริง จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องละ ไม่ใช่ศาสนา แต่คือความยึดมั่น เมื่อความยึดมั่นดับ ความแบ่งแยกก็ดับ เหลือเพียง ความจริงตามธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า ธรรม และมีนิพพานเป็นที่สุด. #Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ

Replies (1)