การปฏิวัติของตัวตน: เมื่อวิทยาศาสตร์พบจิตวิญญาณผ่านนิเวศ
“เราไม่จำเป็นต้องใช้จริยธรรมเพื่อหายใจ เพราะมันคือธรรมชาติของเรา
เช่นเดียวกับการปกป้องธรรมชาติ หากเรารู้ว่า ‘ตัวเรา’ ก็คือธรรมชาติ”
⸻
🔁 วิทยาศาสตร์: ไม่เคยเป็นกลางอย่างที่เราคิด
เราเคยถูกสอนให้เชื่อว่า “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์” นั้น
แยกขาดจาก “ระบบคุณค่า” และ “สิ่งที่มนุษย์กระทำ”
แต่ในความเป็นจริง — วิทยาศาสตร์ทุกแขนงดำรงอยู่ใน “บริบททางจิตวิทยาและสังคม”
• ทุกทฤษฎีเกิดขึ้นจากการตั้งคำถาม
• ทุกคำถามเกิดจากประสบการณ์บางอย่าง
• และทุกประสบการณ์ดำรงอยู่ใน “กรอบคุณค่า” ของมนุษย์
นี่คือจุดที่ “กระบวนทัศน์” (Paradigm) กลายเป็นองค์ประกอบร่วมทางวิทยาศาสตร์
เราไม่เคยรู้จักโลก ตามที่มันเป็น แต่รู้จักโลก ตามที่เราถูกฝึกให้มองเห็น
⸻
🌱 นิเวศวิทยาแนวลึก (Deep Ecology): วิทยาศาสตร์ที่มองด้วยหัวใจ
แนวคิด “นิเวศวิทยาแนวลึก” ไม่เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งแวดล้อม
แต่มัน ย้อนถามกลับไปยังฐานรากของวิทยาศาสตร์เอง ว่า:
“ทำไมเราจึงแยกธรรมชาติออกจากตัวตน?”
“การมองโลกแบบแยกส่วน มีพื้นฐานมาจากอะไร?”
“และการรักษ์โลก จะเกิดขึ้นได้จริงไหม ถ้าเรายังมองว่าโลกอยู่ ‘นอกตัวเรา’?”
แนวคิดของ Arne Naess, Joanna Macy, Warwick Fox, และ Roszak
พาเราไปไกลกว่าความคิดเรื่อง “จริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม”
และบอกเราว่า:
เราไม่ควร “เมตตาโลก” — เพราะโลกนี้ไม่ใช่ “ผู้อื่น” แต่คือ “เราเอง”
⸻
🧘 “Ecological Self”: การขยายตัวตนไปถึงทุกสรรพชีวิต
เมื่อ “ตัวตน” ขยายจาก ego ไปสู่ ecological self:
• การดูแลป่าไม้ = การดูแลปอดของเราเอง
• การไม่ทิ้งขยะลงทะเล = การไม่ทำร้ายระบบไหลเวียนเลือดของเรา
• การรักษาสัตว์อื่น = การไม่ทำลายเครือข่ายชีวิตที่เราอาศัย
เมื่อใดก็ตามที่เรา “รู้สึก” ว่าตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับโลก
เมื่อนั้น “จริยธรรม” จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องบังคับอีกต่อไป
แต่จะเป็น “แรงกระตุ้นจากข้างใน” ที่เป็นธรรมชาติ
⸻
🧠 ตรรกะไม่สามารถพาเราไปถึงธรรมชาติได้ แต่ประสบการณ์ภายในทำได้
ผู้เขียนบทความนี้เสนอสิ่งสำคัญมากว่า:
“ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถพาเราจากข้อเท็จจริง ไปสู่บรรทัดฐานได้”
แต่ถ้าเรามี ประสบการณ์ทางนิเวศ — เราจะดำเนินชีวิตไปตามบรรทัดฐานเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งนี้จึงกลายเป็น “จิตวิทยาเชิงนิเวศ” (Ecopsychology)
ที่ไม่ได้สอนว่า “เราควรทำอะไร”
แต่สอนว่า “เราคืออะไร” — และถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อตัวตน
การกระทำของเราจะเปลี่ยนไปโดยไม่ต้องมีใครบอก
⸻
🔬 การปฏิวัติกระบวนทัศน์: จากฟิสิกส์ → สู่ชีววิทยา → สู่ชีวิต
ในอดีต แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ตั้งอยู่บนต้นแบบของ “ฟิสิกส์แบบเดการ์ต”
ที่มองโลกเป็นกลไก มนุษย์คือผู้สังเกต โลกคือวัตถุให้วิเคราะห์
แต่ปัจจุบัน เราเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน:
• ฟิสิกส์เอง (เช่น quantum physics) เริ่มยอมรับว่า “ผู้สังเกตมีผลต่อสิ่งที่ถูกสังเกต”
• วิทยาศาสตร์แห่งชีวิต (life sciences) เริ่มยอมรับว่าความสัมพันธ์คือแก่นของระบบ
• และนิเวศวิทยาแนวลึก บอกว่า “ไม่มีสิ่งใดอยู่แยกจากกัน” — โลกคือเครือข่ายที่ลึกซึ้ง
การเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนวิชา
แต่มันคือ การเปลี่ยนวิธีที่เรา “มีชีวิตอยู่”
⸻
📌 สรุป: วิทยาศาสตร์จะไม่สมบูรณ์ จนกว่าจะรวม “จิต” เข้าไปใน “ภาพของโลก”
นิเวศวิทยาแนวลึกจึงเสนอว่า:
• เราไม่สามารถรักษาโลกได้ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าโลกคือใคร
• เราไม่สามารถรักษ์ธรรมชาติได้ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าตัวตนคืออะไร
• และเราจะไม่มีวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง จนกว่าเราจะรวม “จิตวิญญาณ” เข้ากับ “ข้อเท็จจริง”
⸻
🧩 วิทยาศาสตร์แบบเดิม = ภาพลวงของความเป็นกลาง
“ความจริง” ในวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม ถูกเข้าใจว่า:
• เป็นกลาง
• ไม่ขึ้นอยู่กับมนุษย์
• แยกจากโลกภายในจิต
แต่ความเข้าใจนี้ ล้มเหลวตั้งแต่จุดตั้งต้น
เพราะมัน มองข้ามตัวผู้สังเกต — และเชื่อว่าข้อเท็จจริงดำรงอยู่โดยไม่ต้องมีจิตรับรู้
ในความเป็นจริง:
ไม่มีการรับรู้ใดที่ปลอดจากกรอบความหมาย
ไม่มีการวิจัยใดที่ปลอดจากคุณค่า
และไม่มี “โลกที่แท้จริง” ใดที่ไม่ผ่านกรอบประสบการณ์ของมนุษย์
⸻
🌐 โลกไม่ได้อยู่ “นอกตัวเรา” — เรา คือ โลกที่รู้ตัวเอง
สิ่งที่นิเวศวิทยาแนวลึกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ:
ความเข้าใจว่าโลกเป็นกลไกที่ไร้จิต — คือภาพลวงที่อันตรายที่สุด
เพราะเมื่อเราคิดว่าโลกนี้ “ไม่มีชีวิต”
เราก็อนุญาตให้ตัวเอง เอาเปรียบทุกสิ่ง โดยไม่รู้สึกผิด
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ ดิน น้ำ อากาศ หรือแม้แต่กันและกัน
⸻
🌀 ตัวตนแบบใหม่: จาก “ปัจเจกอัตตา” → สู่ “ตัวตนเชิงนิเวศ” (Ecological Self)
แนวคิดของ Joanna Macy และ Warwick Fox เสนอว่า:
• ตัวตนที่แท้ไม่สิ้นสุดที่ร่างกายหรือความคิด
• แต่แผ่ขยายครอบคลุมไปถึง “สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เราพึ่งพิงและสัมพันธ์”
• ยิ่งตัวตนขยาย → ยิ่งรู้สึกถึง “ความรักและการดูแล” อย่างเป็นธรรมชาติ
และเมื่อเกิดสภาวะนี้ขึ้นในใจจริง:
การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
= การดูแลตัวเอง
ไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีจริยธรรมมากดดัน
มันคือ สภาวะของการ “หายใจร่วมกัน” กับโลก
⸻
🧬 “การเปลี่ยนตัวตนให้เป็นสีเขียว” = วิวัฒนาการของจิต
Joanna Macy เรียกกระบวนการนี้ว่า The Greening of the Self
ไม่ใช่การ “เพิ่มความรู้” ทางนิเวศ
แต่เป็น การเปลี่ยนรูปแบบจิต ที่มองเห็นตัวเองใหม่ทั้งระบบ
จาก:
• “ฉัน = สิ่งมีชีวิตที่แยกขาด”
เป็น
• “ฉัน = ระบบที่รวมอยู่ในสายธารแห่งชีวิต”
การเปลี่ยนนี้ไม่ใช่เพียงจิตวิทยา แต่คือ การตื่นรู้แบบนิเวศ
⸻
📖 วิทยาศาสตร์ใหม่ = ต้องยอมรับ “จิต” เข้าสู่ “ธรรมชาติ”
Theodore Roszak จึงสร้างคำว่า Ecopsychology
เพื่ออธิบายว่า:
ถ้าจิตของมนุษย์ถูกรูปหล่อโดยโลก
และโลกถูกกระทำโดยจิตมนุษย์
เราไม่สามารถเยียวยาใดสิ่งหนึ่งได้ โดยไม่เข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง
นิเวศวิทยาแนวลึกจึงเรียกร้องให้:
• เยียวยาจิตมนุษย์ = ผ่านการกลับคืนสู่ธรรมชาติ
• ฟื้นฟูโลก = ด้วยการคืนเกียรติให้กับชีวิตทุกชีวิต ไม่ใช่เพียงมนุษย์
⸻
🔮 การเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างแท้จริง: ชีวิตอยู่ตรง “กลาง” ของความจริง
สุดท้าย บทความนี้เสนอการปฏิวัติที่สำคัญที่สุด:
วิทยาศาสตร์ใหม่ จะไม่เกิดขึ้นจากฟิสิกส์
แต่เกิดจากการยอมรับว่า “ชีวิต” คือศูนย์กลางของทุกกระบวนทัศน์
จาก “โลกคือวัตถุที่แยกจากกัน”
สู่ “โลกคือเครือข่ายของความสัมพันธ์อันมีชีวิต”
จาก “จิตคือสิ่งรอง”
สู่ “จิตคือปัจจัยร่วมในการสร้างความเป็นจริง”
⸻
🔖 สรุปบทที่ 2:
• ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกิดจากระบบคุณค่าที่เราดำรงอยู่
• นิเวศวิทยาแนวลึกเปลี่ยน “คำถามพื้นฐาน” ของวิทยาศาสตร์
• ตัวตนเชิงนิเวศ = พื้นฐานของจริยธรรมแบบใหม่ ที่เกิดจากความรู้สึกร่วม ไม่ใช่คำสั่ง
• วิทยาศาสตร์ใหม่ต้องไม่เพียงแม่นยำ — แต่ ต้องเมตตา
และเมื่อ “ความเข้าใจ” กับ “ความรัก” กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
โลกจะไม่ใช่สิ่งที่เราศึกษาอีกต่อไป —
แต่เป็นสิ่งที่เรา “รับผิดชอบร่วมกัน”
#Siamstr #nostr #ปรัชญา
การปฏิวัติของตัวตน: เมื่อวิทยาศาสตร์พบจิตวิญญาณผ่านนิเวศ
“เราไม่จำเป็นต้องใช้จริยธรรมเพื่อหายใจ เพราะมันคือธรรมชาติของเรา
เช่นเดียวกับการปกป้องธรรมชาติ หากเรารู้ว่า ‘ตัวเรา’ ก็คือธรรมชาติ”
⸻
🔁 วิทยาศาสตร์: ไม่เคยเป็นกลางอย่างที่เราคิด
เราเคยถูกสอนให้เชื่อว่า “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์” นั้น
แยกขาดจาก “ระบบคุณค่า” และ “สิ่งที่มนุษย์กระทำ”
แต่ในความเป็นจริง — วิทยาศาสตร์ทุกแขนงดำรงอยู่ใน “บริบททางจิตวิทยาและสังคม”
• ทุกทฤษฎีเกิดขึ้นจากการตั้งคำถาม
• ทุกคำถามเกิดจากประสบการณ์บางอย่าง
• และทุกประสบการณ์ดำรงอยู่ใน “กรอบคุณค่า” ของมนุษย์
นี่คือจุดที่ “กระบวนทัศน์” (Paradigm) กลายเป็นองค์ประกอบร่วมทางวิทยาศาสตร์
เราไม่เคยรู้จักโลก ตามที่มันเป็น แต่รู้จักโลก ตามที่เราถูกฝึกให้มองเห็น
⸻
🌱 นิเวศวิทยาแนวลึก (Deep Ecology): วิทยาศาสตร์ที่มองด้วยหัวใจ
แนวคิด “นิเวศวิทยาแนวลึก” ไม่เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งแวดล้อม
แต่มัน ย้อนถามกลับไปยังฐานรากของวิทยาศาสตร์เอง ว่า:
“ทำไมเราจึงแยกธรรมชาติออกจากตัวตน?”
“การมองโลกแบบแยกส่วน มีพื้นฐานมาจากอะไร?”
“และการรักษ์โลก จะเกิดขึ้นได้จริงไหม ถ้าเรายังมองว่าโลกอยู่ ‘นอกตัวเรา’?”
แนวคิดของ Arne Naess, Joanna Macy, Warwick Fox, และ Roszak
พาเราไปไกลกว่าความคิดเรื่อง “จริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม”
และบอกเราว่า:
เราไม่ควร “เมตตาโลก” — เพราะโลกนี้ไม่ใช่ “ผู้อื่น” แต่คือ “เราเอง”
⸻
🧘 “Ecological Self”: การขยายตัวตนไปถึงทุกสรรพชีวิต
เมื่อ “ตัวตน” ขยายจาก ego ไปสู่ ecological self:
• การดูแลป่าไม้ = การดูแลปอดของเราเอง
• การไม่ทิ้งขยะลงทะเล = การไม่ทำร้ายระบบไหลเวียนเลือดของเรา
• การรักษาสัตว์อื่น = การไม่ทำลายเครือข่ายชีวิตที่เราอาศัย
เมื่อใดก็ตามที่เรา “รู้สึก” ว่าตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกับโลก
เมื่อนั้น “จริยธรรม” จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องบังคับอีกต่อไป
แต่จะเป็น “แรงกระตุ้นจากข้างใน” ที่เป็นธรรมชาติ
⸻
🧠 ตรรกะไม่สามารถพาเราไปถึงธรรมชาติได้ แต่ประสบการณ์ภายในทำได้
ผู้เขียนบทความนี้เสนอสิ่งสำคัญมากว่า:
“ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถพาเราจากข้อเท็จจริง ไปสู่บรรทัดฐานได้”
แต่ถ้าเรามี ประสบการณ์ทางนิเวศ — เราจะดำเนินชีวิตไปตามบรรทัดฐานเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งนี้จึงกลายเป็น “จิตวิทยาเชิงนิเวศ” (Ecopsychology)
ที่ไม่ได้สอนว่า “เราควรทำอะไร”
แต่สอนว่า “เราคืออะไร” — และถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อตัวตน
การกระทำของเราจะเปลี่ยนไปโดยไม่ต้องมีใครบอก
⸻
🔬 การปฏิวัติกระบวนทัศน์: จากฟิสิกส์ → สู่ชีววิทยา → สู่ชีวิต
ในอดีต แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ตั้งอยู่บนต้นแบบของ “ฟิสิกส์แบบเดการ์ต”
ที่มองโลกเป็นกลไก มนุษย์คือผู้สังเกต โลกคือวัตถุให้วิเคราะห์
แต่ปัจจุบัน เราเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน:
• ฟิสิกส์เอง (เช่น quantum physics) เริ่มยอมรับว่า “ผู้สังเกตมีผลต่อสิ่งที่ถูกสังเกต”
• วิทยาศาสตร์แห่งชีวิต (life sciences) เริ่มยอมรับว่าความสัมพันธ์คือแก่นของระบบ
• และนิเวศวิทยาแนวลึก บอกว่า “ไม่มีสิ่งใดอยู่แยกจากกัน” — โลกคือเครือข่ายที่ลึกซึ้ง
การเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนวิชา
แต่มันคือ การเปลี่ยนวิธีที่เรา “มีชีวิตอยู่”
⸻
📌 สรุป: วิทยาศาสตร์จะไม่สมบูรณ์ จนกว่าจะรวม “จิต” เข้าไปใน “ภาพของโลก”
นิเวศวิทยาแนวลึกจึงเสนอว่า:
• เราไม่สามารถรักษาโลกได้ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าโลกคือใคร
• เราไม่สามารถรักษ์ธรรมชาติได้ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าตัวตนคืออะไร
• และเราจะไม่มีวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง จนกว่าเราจะรวม “จิตวิญญาณ” เข้ากับ “ข้อเท็จจริง”
⸻
🧩 วิทยาศาสตร์แบบเดิม = ภาพลวงของความเป็นกลาง
“ความจริง” ในวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม ถูกเข้าใจว่า:
• เป็นกลาง
• ไม่ขึ้นอยู่กับมนุษย์
• แยกจากโลกภายในจิต
แต่ความเข้าใจนี้ ล้มเหลวตั้งแต่จุดตั้งต้น
เพราะมัน มองข้ามตัวผู้สังเกต — และเชื่อว่าข้อเท็จจริงดำรงอยู่โดยไม่ต้องมีจิตรับรู้
ในความเป็นจริง:
ไม่มีการรับรู้ใดที่ปลอดจากกรอบความหมาย
ไม่มีการวิจัยใดที่ปลอดจากคุณค่า
และไม่มี “โลกที่แท้จริง” ใดที่ไม่ผ่านกรอบประสบการณ์ของมนุษย์
⸻
🌐 โลกไม่ได้อยู่ “นอกตัวเรา” — เรา คือ โลกที่รู้ตัวเอง
สิ่งที่นิเวศวิทยาแนวลึกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ:
ความเข้าใจว่าโลกเป็นกลไกที่ไร้จิต — คือภาพลวงที่อันตรายที่สุด
เพราะเมื่อเราคิดว่าโลกนี้ “ไม่มีชีวิต”
เราก็อนุญาตให้ตัวเอง เอาเปรียบทุกสิ่ง โดยไม่รู้สึกผิด
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ ดิน น้ำ อากาศ หรือแม้แต่กันและกัน
⸻
🌀 ตัวตนแบบใหม่: จาก “ปัจเจกอัตตา” → สู่ “ตัวตนเชิงนิเวศ” (Ecological Self)
แนวคิดของ Joanna Macy และ Warwick Fox เสนอว่า:
• ตัวตนที่แท้ไม่สิ้นสุดที่ร่างกายหรือความคิด
• แต่แผ่ขยายครอบคลุมไปถึง “สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เราพึ่งพิงและสัมพันธ์”
• ยิ่งตัวตนขยาย → ยิ่งรู้สึกถึง “ความรักและการดูแล” อย่างเป็นธรรมชาติ
และเมื่อเกิดสภาวะนี้ขึ้นในใจจริง:
การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
= การดูแลตัวเอง
ไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีจริยธรรมมากดดัน
มันคือ สภาวะของการ “หายใจร่วมกัน” กับโลก
⸻
🧬 “การเปลี่ยนตัวตนให้เป็นสีเขียว” = วิวัฒนาการของจิต
Joanna Macy เรียกกระบวนการนี้ว่า The Greening of the Self
ไม่ใช่การ “เพิ่มความรู้” ทางนิเวศ
แต่เป็น การเปลี่ยนรูปแบบจิต ที่มองเห็นตัวเองใหม่ทั้งระบบ
จาก:
• “ฉัน = สิ่งมีชีวิตที่แยกขาด”
เป็น
• “ฉัน = ระบบที่รวมอยู่ในสายธารแห่งชีวิต”
การเปลี่ยนนี้ไม่ใช่เพียงจิตวิทยา แต่คือ การตื่นรู้แบบนิเวศ
⸻
📖 วิทยาศาสตร์ใหม่ = ต้องยอมรับ “จิต” เข้าสู่ “ธรรมชาติ”
Theodore Roszak จึงสร้างคำว่า Ecopsychology
เพื่ออธิบายว่า:
ถ้าจิตของมนุษย์ถูกรูปหล่อโดยโลก
และโลกถูกกระทำโดยจิตมนุษย์
เราไม่สามารถเยียวยาใดสิ่งหนึ่งได้ โดยไม่เข้าใจอีกสิ่งหนึ่ง
นิเวศวิทยาแนวลึกจึงเรียกร้องให้:
• เยียวยาจิตมนุษย์ = ผ่านการกลับคืนสู่ธรรมชาติ
• ฟื้นฟูโลก = ด้วยการคืนเกียรติให้กับชีวิตทุกชีวิต ไม่ใช่เพียงมนุษย์
⸻
🔮 การเปลี่ยนกระบวนทัศน์อย่างแท้จริง: ชีวิตอยู่ตรง “กลาง” ของความจริง
สุดท้าย บทความนี้เสนอการปฏิวัติที่สำคัญที่สุด:
วิทยาศาสตร์ใหม่ จะไม่เกิดขึ้นจากฟิสิกส์
แต่เกิดจากการยอมรับว่า “ชีวิต” คือศูนย์กลางของทุกกระบวนทัศน์
จาก “โลกคือวัตถุที่แยกจากกัน”
สู่ “โลกคือเครือข่ายของความสัมพันธ์อันมีชีวิต”
จาก “จิตคือสิ่งรอง”
สู่ “จิตคือปัจจัยร่วมในการสร้างความเป็นจริง”
⸻
🔖 สรุปบทที่ 2:
• ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เกิดจากระบบคุณค่าที่เราดำรงอยู่
• นิเวศวิทยาแนวลึกเปลี่ยน “คำถามพื้นฐาน” ของวิทยาศาสตร์
• ตัวตนเชิงนิเวศ = พื้นฐานของจริยธรรมแบบใหม่ ที่เกิดจากความรู้สึกร่วม ไม่ใช่คำสั่ง
• วิทยาศาสตร์ใหม่ต้องไม่เพียงแม่นยำ — แต่ ต้องเมตตา
และเมื่อ “ความเข้าใจ” กับ “ความรัก” กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
โลกจะไม่ใช่สิ่งที่เราศึกษาอีกต่อไป —
แต่เป็นสิ่งที่เรา “รับผิดชอบร่วมกัน”
#Siamstr #nostr #ปรัชญา
Login to reply
Replies (1)
🙏🙏🙏