maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image เงินปล้นโลก: เมื่อระบบการเงินโลกทำหน้าที่ “ดูดมูลค่า” อย่างเป็นระบบ บทความวิเคราะห์เชิงลึกจากโพสต์ CDC ChalokeDotCom (ให้เครดิตต้นทาง) บทความนี้เขียนขึ้นโดยให้เครดิตและยึดเนื้อหาหลักจากโพสต์ของเพจ CDC ChalokeDotCom ซึ่งสรุปและถอดความจากหนังสือ Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift พร้อมทั้งขยายความ วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง และอ้างอิงงานวิจัย/เอกสารวิชาการในวงเล็บตามบริบท เพื่อทำให้ผู้อ่านเห็น “กลไก” มากกว่าเพียง “ผู้ร้าย” ⸻ 1. คำถามที่ระบบไม่อยากให้ถาม: ทำไมประเทศที่ควรจะรวย กลับจน? ใจความสำคัญของโพสต์ CDC ChalokeDotCom เริ่มจากคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่กระทบโครงสร้างทั้งระบบคือ ทำไมประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีแร่ มีที่ดิน มีแรงงาน กลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก? คำตอบของโพสต์นี้ ไม่ได้โทษประชาชน และไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ผู้นำบริหารผิดพลาด” แต่ชี้ตรงไปยัง โครงสร้างการเงินและการค้าโลก ที่ถูกออกแบบให้ความมั่งคั่ง “ไหลขึ้น” จากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยระดับโลกสนับสนุนข้อสังเกตนี้อย่างชัดเจน โดยงาน Plunder in the Post-Colonial Era: Quantifying Drain from the Global South Through Unequal Exchange, 1960–2018 พบว่า ตั้งแต่ปี 1960 โลกใต้สูญเสียความมั่งคั่งสุทธิกว่า 62 ล้านล้านดอลลาร์ (มูลค่าคงที่ปี 2011) และอาจสูงถึง 152 ล้านล้านดอลลาร์ หากรวมโอกาสการเติบโตที่ถูกพรากไป (Hickel et al., 2021) นี่ไม่ใช่ “อุบัติเหตุทางเศรษฐกิจ” แต่คือ ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่เกิดซ้ำได้ ⸻ 2. ดอลลาร์ หนี้ และกับดักที่มองไม่เห็น โพสต์ต้นทางชี้ให้เห็นกลไกสำคัญที่สุดกลไกหนึ่ง คือ ระบบสกุลเงินโลกที่ผูกทุกประเทศเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน: • มีสกุลเงินกว่า 160 สกุล • แต่การค้า หนี้ และทุนสำรอง ถูกผูกกับเงินดอลลาร์เป็นหลัก ผลลัพธ์คือ: 1. ประเทศกำลังพัฒนาต้อง กู้เงินเป็นดอลลาร์ 2. แต่รายได้ส่วนใหญ่เป็น เงินท้องถิ่น 3. เมื่อค่าเงินอ่อน → ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทันที 4. ต้องกู้เพิ่มเพื่อใช้หนี้เดิม → วงจรหนี้ไม่รู้จบ แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Joseph Stiglitz ที่วิจารณ์บทบาท IMF และเงื่อนไขการกู้ยืมว่า ช่วย “รักษาเสถียรภาพของเจ้าหนี้” มากกว่าการพัฒนาของประเทศลูกหนี้ (Stiglitz, 2002) ดังที่โพสต์ CDC ChalokeDotCom สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า สูตรแก้หนี้ คือการสร้างหนี้เพิ่ม เพื่อไปใช้หนี้เดิม ⸻ 3. ลัทธิล่าอาณานิคมที่ไม่ต้องใช้ปืน แก่นวิเคราะห์สำคัญของ Broken Money ที่โพสต์หยิบมา คือ โลกไม่ได้หลุดพ้นจากลัทธิล่าอาณานิคม แต่เพียง เปลี่ยนรูปแบบ จาก: • การยึดครองด้วยกองทัพ เป็น: • การดูดมูลค่าผ่านการเงิน การค้า อัตราแลกเปลี่ยน และหนี้ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกโครงสร้างนี้ว่า Unequal Exchange และ Neo-colonialism ซึ่งอธิบายว่าประเทศยากจนขายแรงงานและทรัพยากรราคาถูก แต่ต้องซื้อสินค้ามูลค่าสูงจากประเทศอุตสาหกรรม (Emmanuel, 1972; Amin, 1976) ผลลัพธ์คือ: • ค่าแรงโลกใต้ถูกกดอย่างเป็นระบบ • มูลค่าเพิ่มสะสมที่ปลายห่วงโซ่การผลิตในโลกเหนือ ⸻ 4. แอฟริกา: ตัวอย่างที่ระบบไม่อยากพูดถึง โพสต์ CDC ChalokeDotCom ยกกรณีแอฟริกาอย่างชัดเจน: • ทวีปที่อุดมด้วยทรัพยากร • มีแร่หายาก สินค้าโภคภัณฑ์ และแรงงานจำนวนมาก แต่กลับเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุด ข้อมูลปี 2020 ระบุว่า ในปีเดียว กลุ่มประเทศร่ำรวยดูดทรัพยากรจากโลกใต้ไปกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากพอจะขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้ มากกว่า 15 เท่า (Hickel, 2021) สิ่งนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ใช่ “การขาดความช่วยเหลือ” แต่คือ การช่วยเหลือที่ทำหน้าที่ปิดบังการสูบมูลค่า ⸻ 5. ใครได้ประโยชน์ และใครรับภาระ โครงสร้างการเงินโลกปัจจุบัน: • เอื้อประโยชน์แก่ • บรรษัทข้ามชาติ • สถาบันการเงินขนาดใหญ่ • ประเทศเจ้าของสกุลเงินหลัก • แต่ผลักภาระไปยัง • แรงงาน • ชนชั้นล่าง • ประชาชนที่ไม่มีเสียงในโต๊ะตัดสินใจ ดังที่โพสต์ CDC ChalokeDotCom ชี้ว่า ออมของประชาชน กลับกลายเป็นความมั่งคั่งของบรรษัท และเมื่อวิกฤตเกิด คำอธิบายมักจบที่ “ประเทศนั้นบริหารผิดพลาด” ทั้งที่สนามแข่งขันไม่เคยเท่ากันตั้งแต่ต้น ⸻ 6. บทสรุป: เงินไม่เคยเป็นกลาง บทเรียนสำคัญจากโพสต์นี้ และจากหนังสือ Broken Money คือ เงินไม่ใช่เพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยน แต่คือโครงสร้างอำนาจ ตราบใดที่: • ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีอธิปไตยทางการเงิน • ค่าแรงถูกกดผ่านอัตราแลกเปลี่ยน • หนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุม ความยากจนจะไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่คือ ผลลัพธ์ที่ระบบผลิตซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ ⸻ เครดิตและเอกสารอ้างอิง เครดิตต้นทาง • เพจ: CDC ChalokeDotCom • หนังสือ: Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift อ้างอิงวิชาการ (ในวงเล็บตามเนื้อหา) • Hickel, J. et al. (2021). Plunder in the Post-Colonial Era. Global Environmental Change. • Stiglitz, J. (2002). Globalization and Its Discontents. • Emmanuel, A. (1972). Unequal Exchange. • Amin, S. (1976). Unequal Development. ⸻ 7. หนี้ในฐานะ “ระเบียบวินัย” ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา ในเรื่องเล่ากระแสหลัก หนี้สาธารณะถูกอธิบายว่าเป็น: • เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ • ทุนสำหรับการพัฒนา • สะพานข้ามวิกฤต แต่ในโครงสร้างจริง หนี้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือ การบังคับวินัยทางนโยบาย ประเทศที่เป็นหนี้: • ต้องรักษาเครดิตเรตติ้ง • ต้องทำตามเงื่อนไขผู้ให้กู้ • ต้อง “ไม่ทำให้ตลาดตกใจ” ซึ่งหมายความว่า นโยบายที่กระทบผลประโยชน์ทุนโลก จะถูกตัดออก ก่อน ที่ประชาชนจะได้ถกเถียง นี่คือสิ่งที่ David Harvey เรียกว่า accumulation by dispossession — การสะสมทุนผ่านการพรากสิทธิ (Harvey, 2003) ⸻ 8. จากอาณานิคมสู่ “การบริหารแบบอาณานิคม” ประเทศจำนวนมากในโลกใต้ ไม่ได้ถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรงแล้ว แต่ถูกปกครองผ่าน: • กรอบนโยบาย • กฎหมายการค้า • ข้อผูกมัดทางการเงิน รัฐยังคงมีธง มีรัฐบาล มีการเลือกตั้ง แต่ ขอบเขตการตัดสินใจจริงถูกล้อมกรอบไว้แล้ว Samir Amin อธิบายโครงสร้างนี้ว่า เป็นการพัฒนาที่ “เชื่อมต่อแต่ไม่เท่าเทียม” ประเทศโลกใต้ถูกผูกให้เป็นฐานทรัพยากร ไม่ใช่ศูนย์กลางการสร้างมูลค่า (Amin, 1976) ⸻ 9. กรณีประเทศไทย: หนี้ ความเงียบ และกฎหมายที่ไม่ถูกถาม โพสต์ CDC ChalokeDotCom ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า ประเทศไทยเองก็เคยอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้โลก” หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยต้อง: • เปิดเสรีการเงิน • แปรรูปรัฐวิสาหกิจ • ปรับโครงสร้างกฎหมายหลายฉบับ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก “ฉันทามติประชาชน” แต่จากแรงกดดันของระบบการเงินโลก (Stiglitz, 2002) กฎหมายข้ามชาติหลายฉบับ ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน แม้บริบทเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปแล้ว นี่สะท้อนว่า หนี้ไม่ได้จบเมื่อเงินถูกใช้คืน แต่ อำนาจที่มาพร้อมหนี้ยังคงอยู่ ⸻ 10. ค่าแรงที่ไม่เคยไล่ทันความจริง อีกกลไกหนึ่งที่ Broken Money ชี้ให้เห็นคือ การกดค่าแรงผ่านอัตราแลกเปลี่ยน แม้แรงงานในโลกใต้จะ: • ทำงานมากขึ้น • ผลิตได้มากขึ้น • เชื่อมกับห่วงโซ่โลกมากขึ้น แต่ค่าแรงจริงเมื่อเทียบกำลังซื้อโลก กลับแทบไม่ขยับ งานวิจัยด้าน global labor arbitrage ชี้ว่าความได้เปรียบเชิงค่าแรง คือหัวใจของระบบการผลิตโลกปัจจุบัน และเป็นเหตุผลที่ความเหลื่อมล้ำไม่หายไปเอง (Smith, 2016) ⸻ 11. ความยากจนในฐานะ “สภาวะที่ถูกทำให้เป็นปกติ” สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การถูกปล้น แต่คือการถูกทำให้เชื่อว่า: • ความจนคือเรื่องธรรมชาติ • ความเหลื่อมล้ำคือราคาของการพัฒนา • ทางเลือกอื่น “ไม่มีอยู่จริง” นี่คืออำนาจของเรื่องเล่า ที่ทำให้ระบบไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่ยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง ดังที่งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองวิพากษ์ชี้ว่า อุดมการณ์ตลาดเสรีทำหน้าที่ “ลบทางเลือก” ไม่ใช่เพียงเสนอทางเลือกหนึ่ง (Chang, 2002) ⸻ 12. บทสรุป: เงินไม่พัง แต่ถูกออกแบบมาแบบนี้ บทสรุปของ Broken Money และโพสต์ CDC ChalokeDotCom ไม่ได้บอกว่าโลกนี้ “พังเพราะคนเลว” แต่มันชี้ว่า ระบบการเงินโลกถูกออกแบบมา เพื่อรักษาความได้เปรียบของบางกลุ่ม และผลักต้นทุนไปยังคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เงินไม่ได้ปล้นโลก แต่โลกถูกปล้นผ่านเงิน และตราบใดที่โครงสร้างยังไม่ถูกตั้งคำถาม การช่วยเหลือ การกู้ การปฏิรูปเล็ก ๆ จะเป็นเพียงการยืดอายุของปัญหา ⸻ เครดิตและเอกสารอ้างอิง (เพิ่มเติม) เครดิตต้นทาง • เพจ: CDC ChalokeDotCom • หนังสือ: Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift เอกสารวิชาการ (อ้างในวงเล็บ) • Hickel, J. et al. (2021). Plunder in the Post-Colonial Era. • Stiglitz, J. (2002). Globalization and Its Discontents. • Amin, S. (1976). Unequal Development. • Harvey, D. (2003). The New Imperialism. • Chang, H.-J. (2002). Kicking Away the Ladder. • Smith, J. (2016). Imperialism in the Twenty-First Century. #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC