maiakee's avatar
maiakee 2 weeks ago
image Bitcoin จะอยู่รอดได้อย่างไร เมื่อ Block Reward กำลังตาย และ Fee ก็อาจไม่เกิด บทถกเถียงว่าด้วย “รากฐานความมั่นคง” ของเครือข่าย ⸻ คำถามตั้งต้น (จาก Yithsword) คำถามของ Yithsword ไม่ใช่คำถามพื้น ๆ แบบ “ราคาจะขึ้นไหม” แต่คือคำถามที่ แทงตรงหัวใจของ Bitcoin protocol เมื่อ Block reward ลดลงเรื่อย ๆ On-chain usage ถูกผลักออกไป Layer อื่น Fee มีแนวโน้มต่ำลง แล้วแรงจูงใจของ Miner จะมาจากไหน? คำถามนี้ ไม่ใช่ FUD แต่คือ existential question ของ Bitcoin ระยะยาว ⸻ คำตอบกระแสหลัก (Mainstream Bitcoin Narrative) ฝั่ง Bitcoiners ส่วนใหญ่ตอบอยู่ 2 แกน (ตามที่ Yithsword สรุป): 1. Network effect → Block space แน่น → Fee สูง 2. ราคาที่เพิ่มขึ้น → ชดเชย Block reward ที่ลดลง ซึ่งฟังดูดี แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบว่า สองข้อนี้ย้อนแย้งกันเอง ⸻ จุดแตกหักที่ 1 “ถ้า On-chain แน่น Fee สูง” — แล้วเราพัฒนา Lightning, SegWit, Taproot ไปทำไม? การพัฒนา Bitcoin ตลอด 7–8 ปีหลัง มุ่งลด On-chain footprint อย่างชัดเจน • SegWit ลด block weight (BIP141) • Taproot เพิ่ม privacy + efficiency (BIP340–342) • Lightning Network ย้าย microtransaction ออกนอก chain นี่ไม่ใช่ accident แต่มันคือ design philosophy งานวิจัยชี้ตรงกันว่า Layered scaling คือทางรอดเดียวของ global monetary network ไม่ใช่ high-fee base layer (Gervais et al., 2016; Decker & Wattenhofer, 2015) ผลลัพธ์คือ 👉 On-chain ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “หนาแน่นตลอดเวลา” ดังนั้น ความหวังว่า Fee จะมาแทน Block reward แบบธรรมชาติ คือความหวังที่สวนกับทิศทางการพัฒนาเองของ Bitcoin ⸻ จุดแตกหักที่ 2 “ราคาจะขึ้นเอง” — นี่คือ assumption ไม่ใช่กลไก Yithsword ชี้ประเด็นสำคัญมากว่า Halving price increase = historical pattern ไม่ใช่ physical law Stock-to-flow ไม่ใช่ causal model เป็นเพียง descriptive model ที่ล้มเหลวในการทำนายช่วงหลัง (PlanB model deviation 2021–2023) งานเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เมื่อ new supply → ใกล้ศูนย์ ราคาจะถูกขับเคลื่อนโดย demand side ล้วน ๆ ไม่ใช่ halving effect (Hayekian monetary theory; Huberman et al., 2021) กล่าวตรง ๆ คือ Halving ในอนาคตอาจ “ไม่กระทบราคา” อีกต่อไป และถ้า ราคาไม่ขึ้น x2 ทุก halving block reward (BTC) จะหดเร็วกว่า cost curve ของ miner ⸻ จุดแตกหักที่ 3 ยิ่งราคาแพง → คนยิ่งหนีไป Layer อื่น → Fee ยิ่งต่ำ นี่คือ feedback loop ที่ย้อนศรกับ narrative ดั้งเดิม • ราคา BTC สูง → ค่า fee ใน satoshi สูง • ผู้ใช้ rational → ย้ายไป L2 / custodial / netting • On-chain usage เหลือเฉพาะ settlement ใหญ่ ๆ • จำนวน tx น้อย → fee market ไม่ลึก งานวิจัยของ Roughgarden (2020) ชี้ว่า Fee market ไม่ได้ guarantee security หาก demand ไม่ต่อเนื่องและไม่หนาแน่น ⸻ “Death Spiral” มีจริงไหม? Piriya Sambandaraks โต้ว่า Death spiral ถูกพูดทุก cycle แต่ไม่เคยเกิด ซึ่งถูก — ในอดีต แต่ประเด็นของ Yithsword คือ อนาคตอาจไม่เหมือนอดีต เพราะ incentive structure กำลังเปลี่ยนเชิงคุณภาพ งานของ Carlsten et al. (2016) เตือนชัดว่า fee-only security model มี attack surface สูงกว่า subsidy-based model ⸻ ข้อเสนอที่ “แรง” และไม่โรแมนติก จากการถกเถียงทั้งหมด ข้อสรุปที่โผล่ขึ้นมา (ชัดในความเห็นของ Piriya + MMing Suk + Patsakorn) คือ 1. Mining อาจไม่ใช่ “ธุรกิจ” แต่เป็น “ต้นทุนความมั่นคง” • รัฐ • Sovereign fund • Critical infrastructure • Custodian รายใหญ่ ขุดไม่ใช่เพื่อกำไร แต่เพื่อ ไม่ให้ระบบพัง นี่สอดคล้องกับ economic theory เรื่อง public good & security externality (Varian, 1992) ⸻ 2. Bitcoin = All or Nothing Piriya กล่าวชัด: Bitcoin จะอยู่รอดไม่ได้ในฐานะ alternative asset ต้องเป็น global monetary network เท่านั้น ถ้า Bitcoin ไม่ถูกใช้เป็น settlement layer ของโลก แรงจูงใจในการ “รักษา chain” จะหายไป ⸻ 3. Game Theory ไม่ได้สวยงาม แต่โหด ถ้า Bitcoin กลายเป็น • ระบบชำระบัญชีระหว่างรัฐ • store of value ระดับ sovereign • rail ของทุนโลก ใคร “ไม่ช่วยขุด” = เปิดช่องให้ศัตรูโจมตีตัวเอง นี่คือ mutually assured security ไม่ใช่ libertarian utopia ⸻ บทสรุป (แบบไม่ปลอบใจ) คำถามของ Yithsword ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย และนั่นคือความจริงที่ Bitcoiners ต้องกล้ายอมรับ Bitcoin ไม่การันตีความสำเร็จ มันเพียงเสนอ rule set และปล่อยให้โลกตัดสิน ถ้าวันหนึ่ง consensus rules อ่อน node ถูกครอบงำ mining incentive หาย Bitcoin ก็ ไม่สมควรอยู่รอด และนั่นไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่มันคือ ธรรมชาติของระบบเปิด ⸻ เครดิตแนวคิดจากการสนทนา • Yithsword (เจ้าของโพส) • Piriya Sambandaraks • Puwadol Vichit • MMing Suk • Patsakorn Tripiboonsuk ⸻ ภาคต่อ เมื่อ Fee market ไม่ได้เกิดเอง และ Miner ไม่ใช่พระเอก Bitcoin ต้องเลือกระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเชื่อ” ⸻ 1) ความจริงข้อแรกที่ต้องยอมรับ Fee market ≠ Free market แบบอุดมคติ ในตำรามักพูดว่า “เมื่อ block reward หายไป fee market จะทำงานเอง” แต่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า Fee market ใน blockchain เป็นตลาดที่บิดเบี้ยวโดยโครงสร้าง • Block space เป็นของจำกัดแบบ hard cap • Demand ไม่ต่อเนื่อง (bursty, episodic) • ผู้ใช้มีทางหนี (L2, custodial, netting) Carlsten et al. (2016) แสดงชัดว่า Fee-only regime มีแรงจูงใจให้ miner ทำ “selfish mining” และ “reorg attack” มากขึ้น เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ พูดให้แรงกว่านั้นคือ Fee market ไม่ใช่รากฐานความมั่นคง แต่เป็นรายได้เสริมที่ผันผวน ⸻ 2) Layered scaling คือสิ่งจำเป็น แต่ Layered scaling “ฆ่า” narrative เรื่อง fee นี่คือความย้อนแย้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ • ถ้า Bitcoin ไม่ scale → ใช้ไม่ได้ → ตาย • ถ้า Bitcoin scale ด้วย L2 → on-chain tx ลด → fee ต่ำ นี่ไม่ใช่ bug แต่มันคือ trade-off ทางสถาปัตยกรรม ดังนั้นคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “Fee จะพอไหม” แต่คือ ใครควรเป็นผู้จ่ายค่าความมั่นคงของ base layer ⸻ 3) Miner จะไม่ใช่ “ตลาดเสรี” ตลอดไป นี่คือจุดที่บทสนทนาใน Siamese Bitcoiners เริ่มแตะของจริง ข้อเสนอที่โผล่ซ้ำ ๆ จากหลายคนคือ Mining จะกลายเป็น infrastructure ไม่ใช่ธุรกิจ commodity ลักษณะนี้เหมือนอะไร? • ระบบไฟฟ้า • โครงข่ายดาวเทียม • โครงสร้าง defense network คือ ขาดทุนได้ แต่ห้ามล่ม ถ้า Bitcoin กลายเป็น: • settlement layer ระดับรัฐ • reserve rail ของทุนโลก • censorship-resistant backbone ค่า mining = ค่า “ไม่ให้ระบบถูกโจมตี” ไม่ใช่ “ROI” ⸻ 4) “รัฐเข้ามาขุด = Bitcoin ตาย?” ไม่จำเป็น ถ้าเข้าใจ game theory จริง ๆ Bitcoiners สาย libertarian มักกลัวว่า ถ้ารัฐขุด = centralization แต่ในมุม game theory ขั้นสูง สถานการณ์ที่ “หลายรัฐขุดพร้อมกัน” กลับ ลดแรงจูงใจในการโจมตี เพราะ: • ไม่มีรัฐใดควบคุม majority เดียว • การโจมตี = ทำลายความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่ตนถือเอง • Nash equilibrium คือ “รักษา chain” นี่คือ Mutual Deterrence ไม่ใช่ decentralization แบบอุดมคติ แต่เป็น decentralization แบบโลกจริง ⸻ 5) ความจริงที่เจ็บที่สุด Bitcoin ไม่ได้ชนะเพราะ “ดี” แต่ชนะเพราะ “ทางเลือกอื่นแย่กว่า” ประเด็นจาก Patsakorn ชี้ชัดมาก: • Fiat ไม่มี bottom • Trust ในสถาบันลดลง • Capital controls เพิ่มขึ้น • Geopolitics ทำให้ neutral money จำเป็น Bitcoin ไม่ต้องสมบูรณ์ แค่ ไม่โกหก ไม่พิมพ์เพิ่ม ไม่เซ็นเซอร์ ก็พอจะถูก “เลือก” แล้ว ⸻ 6) Worst case ที่คนไม่อยากคิด ลองพูดตรง ๆ แบบไม่กลัวเสียศรัทธา: Worst case: • Fee ต่ำ • Reward ต่ำ • Hashrate ลด • Security margin บางลง แต่ถ้าในสถานการณ์นี้ Bitcoin ยังมีมูลค่าเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ถือรายใหญ่ รัฐ สถาบัน จะ “จำเป็นต้องอุด” security gap ไม่ใช่เพราะรัก Bitcoin แต่เพราะ ต้นทุนการปล่อยให้มันพังสูงกว่า ⸻ 7) Bitcoin ไม่ได้สัญญาว่าจะรอด แต่มันทดสอบมนุษย์ Bitcoin ไม่ได้ออกแบบมาให้ “อยู่รอดอัตโนมัติ” มันออกแบบมาเพื่อทดสอบว่า • เราจะปกป้องระบบที่ยุติธรรมกว่าหรือไม่ • เราจะจ่ายต้นทุนของความจริงหรือไม่ • เราจะยอมรับว่าเงินคือ power infrastructure หรือไม่ ถ้าวันหนึ่ง: • consensus ถูกบิด • node ถูกควบคุม • mining กลายเป็น facade Bitcoin ควรตาย และถ้ามันไม่ตาย นั่นแปลว่าโลก “เลือกมันแล้วจริง ๆ” ⸻ บทสรุปสุดท้าย (ไม่ปลอบใจ) คำถามของ Yithsword ไม่ใช่คำถามของนักลงทุน แต่เป็นคำถามของ สถาปนิกระบบ Bitcoin จะไม่อยู่รอดเพราะราคา ไม่อยู่รอดเพราะ meme ไม่อยู่รอดเพราะ faith มันจะอยู่รอด ก็ต่อเมื่อมีคนจำนวนพอ ยอมจ่ายต้นทุนเพื่อ “ไม่โกหก” และนั่น ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่อง จริยธรรมของอารยธรรม #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC