ทุนนิยมสามารถทำให้เกิดคอมมิวนิสต์ได้จริงไหม? ในมุมมองของมาร์กซ์คือการที่ตัวเค้านั้นเปรียบทุนนิยมเป็นวัตถุหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนที่ไปตามการเปลี่ยนผ่าน โดยมองในมุมมองของการปกครอง คล้ายคลึงกับว่า ตัวทุนนิยมนั้นจะแปลเปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ ได้คล้ายระบอบกษัตริย์สู่ประชาธิปไตย เป็นการมองโลกแง่เดียวของคนในอดีต โดยเค้าเชื่อในโลกที่ทุกอย่างเท่าเทียมกัน แม้แต่ทรัพยากรณ์ที่หากตัดมูลค่าส่วนเกินของพวกนายทุนจะทำให้คนนั้นเท่ากันได้ Hans Hermann Hoppe นักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนเจ้าของวลีเด็ด “ลองถามไอ้พวกเคนเชี่ยนดูสิว่า ถ้าปริ๊นกระดาษออกมาเยอะๆจะทำให้คนรวยขึ้นได้อย่างไร” ได้บรรยายในเรื่อง Private Popperty ในการเทียบดินแดนของพระเจ้า ที่ทรัพยากรณ์มีไม่จำกัดผ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง โดยที่ โรบินสันครูโซ่ ได้เดินทางมาถึงที่เกาะเป็นคนแรก ทุกอย่างดูจะเป็นดั่งสวรรค์ ทรัพยากรณ์ใช้ไม่อั้น ยังกะบุฟเฟต์ร้านดัง โอ๊ยยยย อะไร มันจะช่างดีป่านนั้น จนวันหนึ่ง ชายนิรนามฟายเดย์ อยู่ๆก็เข้ามาติดอยู่ที่เกาะ คำถามถัดมาที่ Hoppe นำเสนอก็คือ อะไรคือสิ่งกำหนดว่าสิ่งนั้นคือ Private property ซึ่งมันดูจะขัดกับเนื้อเรื่องในเหตุการณ์ที่ Hoppe เล่ามา โดยเค้าบอกว่า ในขณะที่ทรัพยากรณ์มีไม่จำกัด แต่หากมี Body หรือ สิ่งที่เป็น physical อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นอากาศ คุณก็ไม่สามารถที่จะหา สิ่งใดมาแทนที่พื้นที่ตรงนั้นได้ “คุณไม่สามารถยืนตรงที่ที่ผู้อื่นยืนได้” ซึ่งนั่นแปลว่าทรัพยากรณ์ที่ไม่จำกัดนั้นได้ถูกจำกัดในพื้นที่นั้นๆ โดยการที่ ฟรายเดย์ ขึ้นเกาะแล้วเหยียบลงบนพื้นดินนั้นเรียบร้อยไปแล้ว ดังนั้นครูโซ่ไม่สามารถไปยืนตรงนั้น นอกจากฟายเดย์จะขยับเอง หรือพูดง่ายๆลงไปอีกคือ คุณต้องทำลาย private property ผู้อื่นหรือฆ่าฟรายเดย์แล้วเอาไปทิ้งซะ ซึ่งนั้นก็เทียบเท่ากับว่า คุณทำลาย Private property หรือมีการรุกล้ำเรียบร้อยแล้ว ตัดกลับมาที่มาร์กซ์ ในขณะที่มาร์กคิดว่าโลกของเค้านั้น การที่วัตถุหนึ่งถูกแทนที่คือการที่มนุษย์ไปแทนที่ ซึ่งจะต้องมีแรงผลักดันหรือแรงจูงใจให้มนุษย์ทำ ดังนั้นลักษณะแนวคิดมาร์กจึงต้องใช้วิธีคิดที่ซับซ้อนมากกว่านั้น และยังมิสามารถตอบโต้คำตอบเรื่อง Private property จากการนิยามพื้นที่และ Private property นี้ได้ จนต้องหยิบยกวาทกรรม personal property ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง ในการกำหนดตัวบุคคล ซึ่งเราจะเห็นหลักการพวกนี้ถูกกำหนดโดยคนกลาง หรือ ประธานธิบดี ตั้งแต่เลนินจนถึงยุคพินาศสมัยโกบาชอฟ การ shape สังคมนั้นน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมจาก ฝั่งซ้ายใหม่จากสำนักคิดแฟรงก์เฟิร์ต ที่กระจายไปทั่วทวีปยุโรปและอเมริกาในปัจจุบัน ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่าง ม๊อบเยาวชน ม๊อบเสื้อแดง ม๊อบสลิ่ม ม๊อบ กปปส. ที่เคยออกมา ทำลายข้าวของ พวกคนพวกนี้ไม่เคยซึมซับเรื่อง Private property ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ โดยการกระทำที่เข้าข่ายรุกรานมักจะมาพร้อม คำพูดกระแดะสำออยอย่าง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” จึงเป็นแค่คำประดิษสวยหรูของคนโง่บางตัวที่ต้องการทำลายทรัพย์สินผู้อื่น และ ”วาทะกรรมภาษีกู“ คือข้ออ้างของคนโง่ที่เสียภาษีให้รัฐบาลมักใช้กัน เพื่อให้รัฐบาลหรือพวกคอมมิวนิสต์นั้นใช้ปล้นตัวเอง เปรียบเสมอนงูกินหาง ไปจนไม่รู้จักจบ #siamstr