maiakee's avatar
maiakee 4 months ago
image บทความ: มาทูราน่า, การรู้, และการสร้างตัวเอง – จากระบบประสาทสู่ Autopoiesis ในฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ. 1968 ฮุมเบอร์โต้ มาทูราน่า (Humberto Maturana) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมคณะวิจัยสหวิทยาการที่วิทยาลัยอิลลินอยส์ โดยไฮม์ ฟอน ฟอสเตอร์ และได้เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ในชิคาโกช่วงปลายปีนั้น เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้มาทูราน่าเริ่มเสนอแนวคิดพื้นฐานอันลึกซึ้งเกี่ยวกับ “การรู้” (knowing) และ “สิ่งมีชีวิต” (living being) ⸻ การรู้คือการอยู่ – ระบบประสาทในฐานะเครือข่ายปิด จากการศึกษาการรับรู้สี มาทูราน่าพบว่า ระบบประสาทไม่ได้ตอบสนองต่อโลกภายนอกแบบเชิงเส้น แต่กลับทำงานเป็น “เครือข่ายแบบปิด” (closed network) ที่องค์ประกอบย่อยแต่ละตัวมีผลต่อกันและกันในลักษณะที่ “วนเป็นวง” (circular) “ทุกการเปลี่ยนแปลงหนึ่ง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นในระบบ ซึ่งเปลี่ยนกลับมาสู่การเปลี่ยนแปลงแรกอีกครั้ง” เขาเรียกสิ่งนี้ว่า การจัดองค์ประกอบแบบวนเป็นวงปิด (closed circular organization) ซึ่งถือเป็น “คุณสมบัติพื้นฐาน” ของสิ่งมีชีวิต – และเป็นคำตอบแรกต่อคำถามสำคัญว่า “อะไรคือโครงสร้างที่ทำให้สิ่งมีชีวิตคงอยู่และดำเนินต่อไปได้?” ⸻ การรู้ไม่ใช่การสะท้อน แต่คือการปรากฏขึ้นภายใน ในข้อสรุปลำดับที่สอง มาทูราน่าพลิกความเข้าใจเรื่อง “การรู้” (knowing) แบบถอนรากถอนโคน: “ระบบประสาทไม่ได้สะท้อน (reflect) ความจริงภายนอก แต่มันก่อร่างโลกของมันขึ้นจากภายใน” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การรู้ไม่ใช่การทำสำเนา (representation) ของสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา แต่มันคือกระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตขององค์ประกอบในระบบภายในอย่างต่อเนื่อง ⸻ การรู้คือชีวิต – ชีวิตคือการรู้ จากสองข้อสรุปนี้ มาทูราน่าเสนอแนวคิดที่กลายเป็นรากฐานของปรัชญาใหม่ของชีววิทยา: “การมีชีวิต (living) และการรู้ (knowing) คือกระบวนการเดียวกัน” เขากล่าวว่า สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะมีระบบประสาทหรือไม่ก็ตาม ล้วนดำรงอยู่ในกระบวนการของการรู้ กล่าวคือ กระบวนการที่ระบบภายในสามารถรักษาตนเองและสร้างองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการคงอยู่ของตนเองไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ⸻ Autopoiesis – การสร้างตนเอง คำว่า “Autopoiesis” ถูกบัญญัติขึ้นโดยมาทูราน่าและฟรานซิสโก วาเรล่า (ลูกศิษย์ที่ต่อมาเป็นผู้ร่วมงาน) ในช่วงต้นยุค 1970 • Auto แปลว่า “ตัวเอง” • Poiesis มาจากภาษากรีก แปลว่า “การสร้าง” รวมกันคือ “การสร้างตนเอง” (self-making) แนวคิด autopoiesis จึงเป็นคำจำกัดความทางเทคนิคของสิ่งมีชีวิตว่า: “สิ่งมีชีวิต คือระบบที่สามารถผลิตองค์ประกอบของตนเอง รักษาโครงสร้างของตนเอง และก่อรูปอัตลักษณ์ของตนขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง” และที่สำคัญ มันไม่ต้องการอ้างอิงสิ่งภายนอก (external reference) ใด ๆ เพื่อดำรงอยู่ – นี่คือความปฏิวัติของแนวคิดมาทูราน่า ⸻ นัยเชิงปรัชญา แนวคิดนี้ไม่ได้เพียงเปลี่ยนชีววิทยา แต่ยังกระทบต่อ: • ปรัชญาแห่งจิต • ทฤษฎีระบบ • ปรัชญาการศึกษา • วิทยาศาสตร์ความรู้ (epistemology) • และแม้กระทั่งพุทธศาสนา ซึ่งมีแนวคิดใกล้เคียงเรื่อง “อนัตตา” และ “ปฏิจจสมุปบาท” เพราะ “สิ่งมีชีวิต” ตามแนวคิดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว แต่คือ “กระบวนการ” ที่ปรากฏชั่วคราวตามโครงสร้างความสัมพันธ์ – โดยไม่มีแก่นสารถาวร ⸻ สรุป มาทูราน่าไม่ได้เพียงพูดถึงสมอง แต่เขากำลังพูดถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด — ไม่ว่าเราจะเป็นสัตว์, พืช, หรือจุลชีพ การรู้ไม่ใช่ “สิ่งที่เรามี” แต่คือ “สิ่งที่เราเป็น” ชีวิตคือการรู้ และการรู้คือการดำรงอยู่ในกระบวนการของการสร้างตัวเองอยู่เสมอ ⸻ บทความต่อเนื่อง: “Autopoiesis กับพระพุทธศาสนา” ระบบที่สร้างตัวเอง กับหลักอนัตตา และปฏิจจสมุปบาท 1. จุดตัดระหว่าง Autopoiesis และอนัตตา Autopoiesis อธิบายสิ่งมีชีวิตว่าเป็น “ระบบที่สร้างตัวเอง” โดยไม่พึ่งสิ่งภายนอกเพื่อคงอยู่ กล่าวคือ ตัวระบบดำรงอยู่ได้ด้วยการสร้างส่วนประกอบของตนเองขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโครงสร้างและอัตลักษณ์ของตน หากมองจากมุมของพระพุทธศาสนา เราจะเห็นความคล้ายคลึงกับหลัก “อนัตตา” และ “ปฏิจจสมุปบาท” อย่างลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า: “สิ่งใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ปรากฏขึ้นเพราะเหตุ สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา” สิ่งที่เรียกว่า “เรา” ในทางพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว แล้วคงอยู่นิ่ง ๆ ตลอดไป หากแต่เป็น “กระบวนการที่เกิดจากเหตุปัจจัย” — เช่นเดียวกับ Autopoiesis ที่เน้นว่า ระบบมีชีวิตไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่ง แต่เป็นผลของ “โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงพลวัต” ที่ดำเนินไปไม่หยุดยั้ง ⸻ 2. ปฏิจจสมุปบาท = การสร้างตัวเองโดยไม่มีตัวตน หลักปฏิจจสมุปบาท (ความเกิดขึ้นโดยอิงอาศัย) ของพระพุทธศาสนา กล่าวว่า: “อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ … จนถึงความเกิด ความแก่ ความตาย” นี่คือกระบวนการ “ก่อรูปของความเป็นบุคคล” ที่เกิดจากกระแสของเหตุปัจจัยต่อเนื่อง — ไม่มีจุดเริ่มต้นถาวร ไม่มีตัวตนคงที่ — เหมือนที่มาทูราน่าอธิบายว่า: “ระบบที่มีชีวิตไม่ต้องการอ้างอิงสิ่งภายนอกใด ๆ ในการดำรงอยู่” เพราะมันสร้างโครงสร้างของมันขึ้นใหม่ตลอดเวลา ด้วยองค์ประกอบที่สร้างกันและกัน (mutual generation) ดังนั้น ปฏิจจสมุปบาทในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ “Autopoiesis without Self” — กระบวนการที่สร้างตนเอง โดยไม่มี “ตัวตน” ถาวรเลยแม้แต่น้อย ⸻ 3. การรู้ ไม่ใช่การสะสมความจริง แต่คือการอยู่กับกระบวนการ อีกจุดที่ลึกซึ้งและเชื่อมกัน คือแนวคิดของมาทูราน่าที่ว่า “การรู้คือการอยู่” (knowing is living) เพราะสิ่งมีชีวิตรู้ได้เท่าที่มันอยู่ และอยู่ได้เท่าที่มันรู้ ในทางพุทธศาสนา ความรู้ก็ไม่ใช่การสะสมข้อมูล (ปริยัติ) แต่คือการเห็นตามความเป็นจริงว่า: “สิ่งทั้งปวงไม่ควรถือมั่นว่าเป็นตัวตน” “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไป” นั่นคือ ปัญญา (paññā) ซึ่งเป็น “การรู้ที่นำไปสู่การหลุดพ้น” ไม่ใช่แค่รู้เพื่ออยู่รอดทางชีวภาพ แต่รู้เพื่อสิ้นสุดกระบวนการแห่งความยึดมั่นถือมั่น ⸻ 4. สรุป: Autopoiesis ในแสงของธรรม Autopoiesis /พุทธศาสนา ระบบสร้างตัวเอง/ ปฏิจจสมุปบาท ไม่มีศูนย์กลางคงที่ /อนัตตา อยู่ได้โดยความสัมพันธ์ภายใน /อยู่ได้โดยเหตุปัจจัย ไม่มีตัวแทนโลกภายนอก/ เวทนา/สัญญาไม่ใช่ของเรา การรู้ = การอยู่ ปัญญา = เห็นความไม่เที่ยง มาทูราน่าช่วยให้เราเข้าใจว่า “ชีวิตคือกระบวนการไม่หยุดนิ่งที่ไม่ต้องการศูนย์กลาง” พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า “การเห็นกระบวนการนี้ตามความเป็นจริง ก็คือทางหลุดพ้น” #Siamstr #nostr #ปรัชญา