พลวัตใหม่ของบิตคอยน์ในปี 2025
ปี 2025 คือจุดหักเหของบิตคอยน์ในฐานะ “สินทรัพย์โครงสร้าง” (structural asset) ที่ไม่ได้ถูกครอบครองโดยปัจเจกบุคคลเป็นหลักอีกต่อไป แต่กำลังถูกดูดซับเข้าสู่ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน กองทุน และรัฐบาล
1. การไหลออกจากปัจเจกบุคคล
ข้อมูลแสดงว่าในแต่ละวัน บุคคลทั่วไปขายหรือปล่อยออกจากการถือครองประมาณ 3,196 BTC ซึ่งถือเป็นการไหลออก (Net Outflows) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ สะท้อนว่า
• ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการทำกำไร (profit-taking) หลังราคาปรับสูงขึ้น
• อีกส่วนอาจเป็นการโอนความเป็นเจ้าของไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทุนหนาและมีวาระระยะยาวกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “มือเล็ก” กำลังสละบัลลังก์ และ “มือใหญ่” กำลังเข้าครอบครอง
2. การดูดซับโดยสถาบันและองค์กร
ทางฝั่ง Net Inflows เราเห็นการดูดซับที่ชัดเจน:
• กองทุนและ ETF ดูดซับ ~1,430 BTC/วัน
• บริษัทที่ถือ Treasury เป็นบิตคอยน์ ~1,399 BTC/วัน
• ธุรกิจทั่วไป ~356 BTC/วัน
• รัฐบาล แม้ยังเล็ก แต่ก็เริ่มสะสม ~39 BTC/วัน
• หมวดอื่น ๆ ~411 BTC/วัน
เมื่อรวมกัน การดูดซับนี้แทบจะชดเชยการไหลออกของบุคคลทั่วไปทั้งหมด
3. Bitcoin ที่ยังถูกขุดและที่สูญหาย
• 450 BTC/วัน คือจำนวนที่ยังถูกขุดออกมาเติมเข้าสู่ระบบ
• แต่ในขณะเดียวกัน 14 BTC/วัน สูญหายไปจากระบบ (อาจเพราะ private key สูญหาย กระเป๋าเข้าถึงไม่ได้ ฯลฯ) ทำให้ supply จริงที่หมุนเวียนในตลาดยิ่งตึงตัว
⸻
นัยสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม
1. จากการถือครองของมวลชน → การรวมศูนย์ในมือสถาบัน
ภาพนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “สินทรัพย์ของประชาชน” ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นเสรีภาพทางการเงิน ไปสู่ “สินทรัพย์เชิงโครงสร้าง” ที่สถาบันการเงินและรัฐใช้เป็นกลยุทธ์ระยะยาว
2. การเปลี่ยนธรรมชาติของตลาด
เมื่อกองทุนและบริษัทใหญ่เข้าถือครองมากขึ้น ราคาบิตคอยน์อาจเคลื่อนไหวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป — จากเดิมที่ driven by speculation (การเก็งกำไรของบุคคลทั่วไป) → สู่การเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับ macro strategy, ดุลยภาพทางเศรษฐกิจ และแม้แต่ภูมิรัฐศาสตร์
3. ภาวะตึงตัวของ Supply
การที่บิตคอยน์สูญหายวันละ 14 BTC แม้จะดูน้อย แต่สะสมระยะยาวแล้วเป็นแรงกดดันด้าน supply ประกอบกับการ halving และการดูดซับโดยสถาบัน ทำให้บิตคอยน์เข้าสู่ยุค “ขาดแคลนเชิงโครงสร้าง” (structural scarcity) อย่างแท้จริง
4. ความหมายทางสังคม
แทนที่บุคคลธรรมดาจะใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือเสรีภาพทางการเงิน อาจกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้วบิตคอยน์กลับเข้าสู่ระบบสถาบัน และกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่อยู่ในการจัดสรรของผู้มีอำนาจและทุน
⸻
มุมมองเชิงอนาคต
• ในระดับตลาด: ความผันผวนอาจลดลงบ้าง เพราะผู้ถือครองหลักเป็นสถาบันที่มี horizon ยาว แต่ในขณะเดียวกัน การเก็งกำไรสั้นของบุคคลทั่วไปอาจถูกบีบให้เล่นใน margin ที่เล็กลง
• ในระดับเศรษฐกิจโลก: บิตคอยน์เริ่มถูกใช้เป็น “สินทรัพย์สงวน” (reserve asset) คล้ายทองคำ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบการเงินระหว่างประเทศ
• ในระดับอุดมการณ์: เส้นทางนี้น่าคิดอย่างยิ่ง — จากที่เคยเป็น “เงินของประชาชน ต่อต้านรัฐและธนาคาร” → กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ธนาคารและรัฐถือครอง” นี่อาจเป็นวัฏจักรกลับด้านของอุดมการณ์บิตคอยน์
⸻
บทสรุป
กราฟนี้สะท้อนชัดว่า ปี 2025 คือ ยุคเปลี่ยนผ่านของบิตคอยน์ จากการเป็นสินทรัพย์เสรีนิยมสู่สินทรัพย์เชิงสถาบัน โลกของบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ในมือบุคคลทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังถูกจัดระเบียบเข้าสู่ระบบการเงินโลกอย่างช้า ๆ
คำถามที่เหลือคือ — เมื่อเสรีภาพทางการเงินถูกดูดซับโดยโครงสร้างสถาบันแล้ว บิตคอยน์ยังเป็น “เงินของประชาชน” หรือกลายเป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” ที่อยู่ในกำมือของผู้มีทุนและรัฐ?
⸻
ขยายใน 2 มิติที่ลึกขึ้น คือ
1. เปรียบเทียบกับยุคทองคำ (Gold Standard)
2. นัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของรัฐที่เข้ามาสะสมบิตคอยน์
⸻
1. บิตคอยน์กับเงาสะท้อนของยุคทองคำ
ในประวัติศาสตร์การเงินโลก ทองคำ เคยทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สงวนสูงสุด (ultimate reserve asset) ภายใต้ระบบ Gold Standard รัฐบาลและธนาคารกลางสะสมทองคำเพื่อค้ำค่าเงิน และสร้างเสถียรภาพในการค้าระหว่างประเทศ
แต่เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ระบบทองคำเริ่มถูกบีบคั้นด้วยเศรษฐกิจสมัยใหม่ รัฐบาลใช้การพิมพ์เงินเพื่อทำสงครามและสร้างโครงการสาธารณะ จนที่สุดในปี 1971 ประธานาธิบดีนิกสันสหรัฐฯ ประกาศยุติการผูกเงินดอลลาร์กับทองคำ — ทองคำจึงถูกลดบทบาทจาก “เงิน” ไปสู่ “สินทรัพย์ลงทุน”
บิตคอยน์ในปี 2025 กำลังเดินเส้นทางคล้ายคลึง:
• จาก “เงินดิจิทัลของประชาชน” → กำลังกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล”
• จากที่ถูกใช้เพื่อการโอนส่วนบุคคล → กำลังถูกสะสมโดยสถาบันเพื่อเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันและป้องกันความเสี่ยง (hedging asset)
ต่างกันเพียงว่า ทองคำต้องถูกขุดจากโลกกายภาพ แต่บิตคอยน์เกิดจากโลกคณิตศาสตร์และพลังการคำนวณ ซึ่ง supply ถูกจำกัดไว้ตายตัวที่ 21 ล้าน BTC และยิ่งหายากเมื่อเวลาผ่านไป
⸻
2. นัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ : เมื่อรัฐเริ่มเข้าสะสม
การที่กราฟแสดง รัฐบาลซื้อสุทธิ ~39 BTC/วัน อาจดูเป็นสัดส่วนเล็ก แต่สัญญาณนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อรัฐก้าวเข้าสู่ตลาดบิตคอยน์ จะเกิดผลสืบเนื่องหลายประการ:
(ก) การแข่งขันสะสม (Accumulation Race)
เช่นเดียวกับสงครามเย็นที่มหาอำนาจแข่งกันสะสมทองคำและอาวุธนิวเคลียร์ รัฐในอนาคตอาจแข่งขันกันสะสมบิตคอยน์เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันทางการเงิน หากระบบดอลลาร์สั่นคลอน
(ข) การสร้างอำนาจต่อรองใหม่
รัฐที่มีทุนหนาและเข้าถือครองก่อน (เช่น บางประเทศในเอเชียหรือตะวันออกกลาง) อาจใช้บิตคอยน์เป็น อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงการค้าและการทูต ขณะที่รัฐที่เข้าสะสมช้าอาจเสียเปรียบ
(ค) การบีบเสรีภาพเดิมของบิตคอยน์
การที่รัฐสะสมและออกกฎควบคุม อาจทำให้บิตคอยน์สูญเสียเสรีภาพดั้งเดิม และกลายเป็น “สินทรัพย์ในกรง” ซึ่งถูกใช้เพื่อเสถียรภาพของรัฐ มากกว่าการปลดปล่อยประชาชนจากระบบการเงินแบบรวมศูนย์
⸻
3. มองไปข้างหน้า : โลกสองขั้วของบิตคอยน์
ในอนาคตอันใกล้ บิตคอยน์อาจแยกเป็นสองมิติ:
• บิตคอยน์ของสถาบัน/รัฐ → ใช้เป็นสินทรัพย์สงวน, hedge fund, reserve currency
• บิตคอยน์ของประชาชน → ใช้ในการโอนส่วนบุคคล, ปกป้องเงินจากเงินเฟ้อ, หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ
เส้นทางนี้ทำให้บิตคอยน์ไม่ได้ “ตาย” ในฐานะเงินของประชาชน แต่ถูกแบ่งชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน — คนที่มีทุนมหาศาลถือครองเพื่อเก็บมูลค่า ส่วนคนเล็ก ๆ ใช้เศษเสี้ยว (sats) เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
⸻
บทสรุป
บิตคอยน์ในปี 2025 จึงเป็นมากกว่าการเก็งกำไร มันคือ สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลก ที่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับที่ทองคำเคยเป็น แต่มีศักยภาพที่จะพลิกภูมิรัฐศาสตร์ของศตวรรษที่ 21
คำถามคือ:
• เรากำลังจะเห็น Bretton Woods เวอร์ชันใหม่ ที่มีบิตคอยน์เป็นส่วนหนึ่งของ reserve system หรือไม่?
• หรือสุดท้าย บิตคอยน์จะถูกบีบให้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” ที่รัฐและสถาบันเก็บสะสม ขณะที่ประชาชนเหลือไว้แต่เศษเสี้ยวแห่งอุดมการณ์เสรีภาพ?
⸻
Bitcoin Flow 2025: สถาปัตยกรรมใหม่ของอำนาจทางการเงิน
สิ่งที่กราฟนี้สะท้อน ไม่ใช่เพียง “จำนวนบิทคอยน์ที่เคลื่อนย้ายต่อวัน” แต่คือ การเปลี่ยนศูนย์กลางของอำนาจการเงินโลก
• Individuals (~ -3,196 BTC/day)
คนธรรมดายังคงเป็นผู้ปล่อยของออกมาอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะจากการขายเพื่อทำกำไร การใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งการตื่นกลัว (panic sell) นี่คือภาพสะท้อนว่า คริปโตที่ถือโดยคนเล็กคนน้อย กำลังไหลเข้าสู่กระเป๋าของสถาบันใหญ่
• Institutions as Net Absorbers
• Funds & ETFs: +1,430 BTC/day
• Bitcoin Treasury Companies: +1,399 BTC/day
• Conventional Businesses: +356 BTC/day
รวมกันเกือบ 3,200 BTC ต่อวัน — เกือบพอดีกับที่ individuals ปล่อยออกมา ซึ่งชี้ชัดว่า ตลาดกำลังสลับมือ จาก “retail-driven” ไปสู่ “institutional-driven”
• Governments (+39 BTC/day)
แม้ยังเล็ก แต่สัญญาณนี้สำคัญยิ่ง — แสดงว่า “รัฐ” เริ่มทยอยเข้าสู่สนาม ซึ่งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์อาจเปลี่ยนสมการการคุมค่าเงินโลก
• Lost Bitcoin (~14 BTC/day)
ทุกวันมีบิทคอยน์ถูกทำหาย สูญเสีย หรือเข้าถึงไม่ได้ ปริมาณเล็กน้อยนี้สะท้อนธรรมชาติ scarcity แบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ทำให้ราคามี tendency ขึ้น
⸻
Dynamics: พลังสมดุลใหม่ของตลาด
1. Mining Supply (~450 BTC/day)
เมื่อเทียบกับ inflow ของสถาบัน (~3,600 BTC/day) แทบจะไม่เพียงพอ การขาดแคลน (supply squeeze) กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
2. Wealth Transfer
Retail ขาย – Institution เก็บ → นี่ไม่ใช่แค่ “การซื้อขาย” แต่คือ การโอนถ่ายความมั่งคั่ง (wealth transfer) จากมือคนเล็ก ไปสู่ทุนใหญ่ ซึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะเป็นจุดเริ่มของ การกำหนดระเบียบใหม่
3. Liquidity & Power
เมื่อ BTC กระจุกตัวในกองทุน สถาบัน และรัฐ ผลคือ สภาพคล่องตลาดจะลดลง และราคาจะถูกกำหนดโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย ความหมายคือ Bitcoin กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ “เหมือนทองคำ” มากกว่าสกุลเงินเพื่อใช้จ่ายรายวัน
⸻
มิติปรัชญา: เสรีภาพ หรือการครอบงำใหม่?
Bitcoin เคยถูกวาดฝันว่าเป็น “เงินเสรี” ของประชาชน ที่ไม่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง แต่จากกราฟนี้ อำนาจกลับกำลังไหลเข้าสู่ กองทุน ETF, บริษัทมหาชน และแม้แต่รัฐบาล
นี่คือคำถามใหญ่ที่โลกการเงินต้องเผชิญ:
• Bitcoin จะยังคงเป็น เครื่องมือแห่งเสรีภาพ ได้จริงหรือ?
• หรือมันจะกลายเป็น สินทรัพย์ของชนชั้นนำ อีกชนิด ที่เพียงเปลี่ยนรูปแบบจากธนบัตรเป็นบล็อกเชน?
• เมื่อ Supply ลดลงเรื่อยๆ และ Demand มหาศาลจากสถาบันถาโถมเข้ามา — ความฝันแบบ “peer-to-peer cash” ของ Satoshi กำลังเลือนหายไป เหลือไว้เพียง “digital gold” ที่ผูกขาดโดยทุนใหญ่”
⸻
บทสรุป
กราฟนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ บันทึกการเปลี่ยนยุค
• จาก การเงินกระจายศูนย์ → สู่ การเงินกระจุกตัวในมือสถาบัน
• จาก คนธรรมดา → สู่ กองทุนและรัฐบาล
• จาก อุดมการณ์เสรีภาพ → สู่ ระบบการควบคุมใหม่ในรูปแบบที่ต่างออกไป
Bitcoin กำลังเข้าสู่ บทใหม่ของประวัติศาสตร์การเงินโลก — ที่อาจเป็นทั้ง โอกาส และกับดัก ขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้กุมกุญแจของบล็อกเชนในศตวรรษนี้
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
พลวัตใหม่ของบิตคอยน์ในปี 2025
ปี 2025 คือจุดหักเหของบิตคอยน์ในฐานะ “สินทรัพย์โครงสร้าง” (structural asset) ที่ไม่ได้ถูกครอบครองโดยปัจเจกบุคคลเป็นหลักอีกต่อไป แต่กำลังถูกดูดซับเข้าสู่ สถาบันการเงิน บริษัทเอกชน กองทุน และรัฐบาล
1. การไหลออกจากปัจเจกบุคคล
ข้อมูลแสดงว่าในแต่ละวัน บุคคลทั่วไปขายหรือปล่อยออกจากการถือครองประมาณ 3,196 BTC ซึ่งถือเป็นการไหลออก (Net Outflows) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ สะท้อนว่า
• ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการทำกำไร (profit-taking) หลังราคาปรับสูงขึ้น
• อีกส่วนอาจเป็นการโอนความเป็นเจ้าของไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทุนหนาและมีวาระระยะยาวกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “มือเล็ก” กำลังสละบัลลังก์ และ “มือใหญ่” กำลังเข้าครอบครอง
2. การดูดซับโดยสถาบันและองค์กร
ทางฝั่ง Net Inflows เราเห็นการดูดซับที่ชัดเจน:
• กองทุนและ ETF ดูดซับ ~1,430 BTC/วัน
• บริษัทที่ถือ Treasury เป็นบิตคอยน์ ~1,399 BTC/วัน
• ธุรกิจทั่วไป ~356 BTC/วัน
• รัฐบาล แม้ยังเล็ก แต่ก็เริ่มสะสม ~39 BTC/วัน
• หมวดอื่น ๆ ~411 BTC/วัน
เมื่อรวมกัน การดูดซับนี้แทบจะชดเชยการไหลออกของบุคคลทั่วไปทั้งหมด
3. Bitcoin ที่ยังถูกขุดและที่สูญหาย
• 450 BTC/วัน คือจำนวนที่ยังถูกขุดออกมาเติมเข้าสู่ระบบ
• แต่ในขณะเดียวกัน 14 BTC/วัน สูญหายไปจากระบบ (อาจเพราะ private key สูญหาย กระเป๋าเข้าถึงไม่ได้ ฯลฯ) ทำให้ supply จริงที่หมุนเวียนในตลาดยิ่งตึงตัว
⸻
นัยสำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม
1. จากการถือครองของมวลชน → การรวมศูนย์ในมือสถาบัน
ภาพนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “สินทรัพย์ของประชาชน” ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นเสรีภาพทางการเงิน ไปสู่ “สินทรัพย์เชิงโครงสร้าง” ที่สถาบันการเงินและรัฐใช้เป็นกลยุทธ์ระยะยาว
2. การเปลี่ยนธรรมชาติของตลาด
เมื่อกองทุนและบริษัทใหญ่เข้าถือครองมากขึ้น ราคาบิตคอยน์อาจเคลื่อนไหวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป — จากเดิมที่ driven by speculation (การเก็งกำไรของบุคคลทั่วไป) → สู่การเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับ macro strategy, ดุลยภาพทางเศรษฐกิจ และแม้แต่ภูมิรัฐศาสตร์
3. ภาวะตึงตัวของ Supply
การที่บิตคอยน์สูญหายวันละ 14 BTC แม้จะดูน้อย แต่สะสมระยะยาวแล้วเป็นแรงกดดันด้าน supply ประกอบกับการ halving และการดูดซับโดยสถาบัน ทำให้บิตคอยน์เข้าสู่ยุค “ขาดแคลนเชิงโครงสร้าง” (structural scarcity) อย่างแท้จริง
4. ความหมายทางสังคม
แทนที่บุคคลธรรมดาจะใช้บิตคอยน์เป็นเครื่องมือเสรีภาพทางการเงิน อาจกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้วบิตคอยน์กลับเข้าสู่ระบบสถาบัน และกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่อยู่ในการจัดสรรของผู้มีอำนาจและทุน
⸻
มุมมองเชิงอนาคต
• ในระดับตลาด: ความผันผวนอาจลดลงบ้าง เพราะผู้ถือครองหลักเป็นสถาบันที่มี horizon ยาว แต่ในขณะเดียวกัน การเก็งกำไรสั้นของบุคคลทั่วไปอาจถูกบีบให้เล่นใน margin ที่เล็กลง
• ในระดับเศรษฐกิจโลก: บิตคอยน์เริ่มถูกใช้เป็น “สินทรัพย์สงวน” (reserve asset) คล้ายทองคำ ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบการเงินระหว่างประเทศ
• ในระดับอุดมการณ์: เส้นทางนี้น่าคิดอย่างยิ่ง — จากที่เคยเป็น “เงินของประชาชน ต่อต้านรัฐและธนาคาร” → กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ธนาคารและรัฐถือครอง” นี่อาจเป็นวัฏจักรกลับด้านของอุดมการณ์บิตคอยน์
⸻
บทสรุป
กราฟนี้สะท้อนชัดว่า ปี 2025 คือ ยุคเปลี่ยนผ่านของบิตคอยน์ จากการเป็นสินทรัพย์เสรีนิยมสู่สินทรัพย์เชิงสถาบัน โลกของบิตคอยน์ไม่ได้อยู่ในมือบุคคลทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังถูกจัดระเบียบเข้าสู่ระบบการเงินโลกอย่างช้า ๆ
คำถามที่เหลือคือ — เมื่อเสรีภาพทางการเงินถูกดูดซับโดยโครงสร้างสถาบันแล้ว บิตคอยน์ยังเป็น “เงินของประชาชน” หรือกลายเป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” ที่อยู่ในกำมือของผู้มีทุนและรัฐ?
⸻
ขยายใน 2 มิติที่ลึกขึ้น คือ
1. เปรียบเทียบกับยุคทองคำ (Gold Standard)
2. นัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของรัฐที่เข้ามาสะสมบิตคอยน์
⸻
1. บิตคอยน์กับเงาสะท้อนของยุคทองคำ
ในประวัติศาสตร์การเงินโลก ทองคำ เคยทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สงวนสูงสุด (ultimate reserve asset) ภายใต้ระบบ Gold Standard รัฐบาลและธนาคารกลางสะสมทองคำเพื่อค้ำค่าเงิน และสร้างเสถียรภาพในการค้าระหว่างประเทศ
แต่เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ระบบทองคำเริ่มถูกบีบคั้นด้วยเศรษฐกิจสมัยใหม่ รัฐบาลใช้การพิมพ์เงินเพื่อทำสงครามและสร้างโครงการสาธารณะ จนที่สุดในปี 1971 ประธานาธิบดีนิกสันสหรัฐฯ ประกาศยุติการผูกเงินดอลลาร์กับทองคำ — ทองคำจึงถูกลดบทบาทจาก “เงิน” ไปสู่ “สินทรัพย์ลงทุน”
บิตคอยน์ในปี 2025 กำลังเดินเส้นทางคล้ายคลึง:
• จาก “เงินดิจิทัลของประชาชน” → กำลังกลายเป็น “ทองคำดิจิทัล”
• จากที่ถูกใช้เพื่อการโอนส่วนบุคคล → กำลังถูกสะสมโดยสถาบันเพื่อเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันและป้องกันความเสี่ยง (hedging asset)
ต่างกันเพียงว่า ทองคำต้องถูกขุดจากโลกกายภาพ แต่บิตคอยน์เกิดจากโลกคณิตศาสตร์และพลังการคำนวณ ซึ่ง supply ถูกจำกัดไว้ตายตัวที่ 21 ล้าน BTC และยิ่งหายากเมื่อเวลาผ่านไป
⸻
2. นัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ : เมื่อรัฐเริ่มเข้าสะสม
การที่กราฟแสดง รัฐบาลซื้อสุทธิ ~39 BTC/วัน อาจดูเป็นสัดส่วนเล็ก แต่สัญญาณนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อรัฐก้าวเข้าสู่ตลาดบิตคอยน์ จะเกิดผลสืบเนื่องหลายประการ:
(ก) การแข่งขันสะสม (Accumulation Race)
เช่นเดียวกับสงครามเย็นที่มหาอำนาจแข่งกันสะสมทองคำและอาวุธนิวเคลียร์ รัฐในอนาคตอาจแข่งขันกันสะสมบิตคอยน์เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันทางการเงิน หากระบบดอลลาร์สั่นคลอน
(ข) การสร้างอำนาจต่อรองใหม่
รัฐที่มีทุนหนาและเข้าถือครองก่อน (เช่น บางประเทศในเอเชียหรือตะวันออกกลาง) อาจใช้บิตคอยน์เป็น อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ทั้งในเชิงการค้าและการทูต ขณะที่รัฐที่เข้าสะสมช้าอาจเสียเปรียบ
(ค) การบีบเสรีภาพเดิมของบิตคอยน์
การที่รัฐสะสมและออกกฎควบคุม อาจทำให้บิตคอยน์สูญเสียเสรีภาพดั้งเดิม และกลายเป็น “สินทรัพย์ในกรง” ซึ่งถูกใช้เพื่อเสถียรภาพของรัฐ มากกว่าการปลดปล่อยประชาชนจากระบบการเงินแบบรวมศูนย์
⸻
3. มองไปข้างหน้า : โลกสองขั้วของบิตคอยน์
ในอนาคตอันใกล้ บิตคอยน์อาจแยกเป็นสองมิติ:
• บิตคอยน์ของสถาบัน/รัฐ → ใช้เป็นสินทรัพย์สงวน, hedge fund, reserve currency
• บิตคอยน์ของประชาชน → ใช้ในการโอนส่วนบุคคล, ปกป้องเงินจากเงินเฟ้อ, หรือเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ
เส้นทางนี้ทำให้บิตคอยน์ไม่ได้ “ตาย” ในฐานะเงินของประชาชน แต่ถูกแบ่งชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน — คนที่มีทุนมหาศาลถือครองเพื่อเก็บมูลค่า ส่วนคนเล็ก ๆ ใช้เศษเสี้ยว (sats) เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
⸻
บทสรุป
บิตคอยน์ในปี 2025 จึงเป็นมากกว่าการเก็งกำไร มันคือ สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนโครงสร้างการเงินโลก ที่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับที่ทองคำเคยเป็น แต่มีศักยภาพที่จะพลิกภูมิรัฐศาสตร์ของศตวรรษที่ 21
คำถามคือ:
• เรากำลังจะเห็น Bretton Woods เวอร์ชันใหม่ ที่มีบิตคอยน์เป็นส่วนหนึ่งของ reserve system หรือไม่?
• หรือสุดท้าย บิตคอยน์จะถูกบีบให้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” ที่รัฐและสถาบันเก็บสะสม ขณะที่ประชาชนเหลือไว้แต่เศษเสี้ยวแห่งอุดมการณ์เสรีภาพ?
⸻
Bitcoin Flow 2025: สถาปัตยกรรมใหม่ของอำนาจทางการเงิน
สิ่งที่กราฟนี้สะท้อน ไม่ใช่เพียง “จำนวนบิทคอยน์ที่เคลื่อนย้ายต่อวัน” แต่คือ การเปลี่ยนศูนย์กลางของอำนาจการเงินโลก
• Individuals (~ -3,196 BTC/day)
คนธรรมดายังคงเป็นผู้ปล่อยของออกมาอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะจากการขายเพื่อทำกำไร การใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งการตื่นกลัว (panic sell) นี่คือภาพสะท้อนว่า คริปโตที่ถือโดยคนเล็กคนน้อย กำลังไหลเข้าสู่กระเป๋าของสถาบันใหญ่
• Institutions as Net Absorbers
• Funds & ETFs: +1,430 BTC/day
• Bitcoin Treasury Companies: +1,399 BTC/day
• Conventional Businesses: +356 BTC/day
รวมกันเกือบ 3,200 BTC ต่อวัน — เกือบพอดีกับที่ individuals ปล่อยออกมา ซึ่งชี้ชัดว่า ตลาดกำลังสลับมือ จาก “retail-driven” ไปสู่ “institutional-driven”
• Governments (+39 BTC/day)
แม้ยังเล็ก แต่สัญญาณนี้สำคัญยิ่ง — แสดงว่า “รัฐ” เริ่มทยอยเข้าสู่สนาม ซึ่งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์อาจเปลี่ยนสมการการคุมค่าเงินโลก
• Lost Bitcoin (~14 BTC/day)
ทุกวันมีบิทคอยน์ถูกทำหาย สูญเสีย หรือเข้าถึงไม่ได้ ปริมาณเล็กน้อยนี้สะท้อนธรรมชาติ scarcity แบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ทำให้ราคามี tendency ขึ้น
⸻
Dynamics: พลังสมดุลใหม่ของตลาด
1. Mining Supply (~450 BTC/day)
เมื่อเทียบกับ inflow ของสถาบัน (~3,600 BTC/day) แทบจะไม่เพียงพอ การขาดแคลน (supply squeeze) กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
2. Wealth Transfer
Retail ขาย – Institution เก็บ → นี่ไม่ใช่แค่ “การซื้อขาย” แต่คือ การโอนถ่ายความมั่งคั่ง (wealth transfer) จากมือคนเล็ก ไปสู่ทุนใหญ่ ซึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะเป็นจุดเริ่มของ การกำหนดระเบียบใหม่
3. Liquidity & Power
เมื่อ BTC กระจุกตัวในกองทุน สถาบัน และรัฐ ผลคือ สภาพคล่องตลาดจะลดลง และราคาจะถูกกำหนดโดยกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย ความหมายคือ Bitcoin กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ “เหมือนทองคำ” มากกว่าสกุลเงินเพื่อใช้จ่ายรายวัน
⸻
มิติปรัชญา: เสรีภาพ หรือการครอบงำใหม่?
Bitcoin เคยถูกวาดฝันว่าเป็น “เงินเสรี” ของประชาชน ที่ไม่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลาง แต่จากกราฟนี้ อำนาจกลับกำลังไหลเข้าสู่ กองทุน ETF, บริษัทมหาชน และแม้แต่รัฐบาล
นี่คือคำถามใหญ่ที่โลกการเงินต้องเผชิญ:
• Bitcoin จะยังคงเป็น เครื่องมือแห่งเสรีภาพ ได้จริงหรือ?
• หรือมันจะกลายเป็น สินทรัพย์ของชนชั้นนำ อีกชนิด ที่เพียงเปลี่ยนรูปแบบจากธนบัตรเป็นบล็อกเชน?
• เมื่อ Supply ลดลงเรื่อยๆ และ Demand มหาศาลจากสถาบันถาโถมเข้ามา — ความฝันแบบ “peer-to-peer cash” ของ Satoshi กำลังเลือนหายไป เหลือไว้เพียง “digital gold” ที่ผูกขาดโดยทุนใหญ่”
⸻
บทสรุป
กราฟนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ บันทึกการเปลี่ยนยุค
• จาก การเงินกระจายศูนย์ → สู่ การเงินกระจุกตัวในมือสถาบัน
• จาก คนธรรมดา → สู่ กองทุนและรัฐบาล
• จาก อุดมการณ์เสรีภาพ → สู่ ระบบการควบคุมใหม่ในรูปแบบที่ต่างออกไป
Bitcoin กำลังเข้าสู่ บทใหม่ของประวัติศาสตร์การเงินโลก — ที่อาจเป็นทั้ง โอกาส และกับดัก ขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้กุมกุญแจของบล็อกเชนในศตวรรษนี้
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
Login to reply
Replies (1)
ที่สงสัยคือ สูญหายทุกวัน อันนี้ ดูดาต้าได้จากไหน และตัดสินยังไงว่ามันสูญหายอะครับ วันละตั้ง 14 BTC เลยนะ ผมว่ามันเยอะมากโขอยู่