สฬายตนวิภังค์ : ประตูทั้งหกของชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อายตนะหก เป็นพื้นฐานแห่งทุกประสบการณ์ของสัตว์โลก ได้แก่
• จักขุ (ตา)
• โสต (หู)
• ฆาน (จมูก)
• ชิวหา (ลิ้น)
• กาย (กายสัมผัส)
• มโน (ใจ)
สิ่งเหล่านี้คือ “ทวาร” หรือ “ช่องทาง” ที่โลกและชีวิตมาบรรจบพบกัน เมื่ออายตนะภายในกระทบอายตนะภายนอก (เช่น จักขุ–รูป, โสต–เสียง) ย่อมเกิด วิญญาณ เฉพาะทางขึ้น เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฯลฯ
การบรรจบนี้เองเป็น สัมผัส (phassa) ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการรับรู้ทั้งหมด
⸻
จากสัมผัสสู่เวทนา
เมื่อมีสัมผัส ย่อมเกิดเวทนา (vedanā) คือความเสวยอารมณ์ทางใจ มีทั้งสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งเวทนาไม่ใช่เพียงความรู้สึกหยาบเท่านั้น แต่รวมถึงความประณีตในระดับจิต เช่น ความพอใจ ความรำคาญ ความเฉยเมย
ดังพระพุทธวจนะใน สฬายตนวิภังค์สูตร (ม.ม.๑๔๙):
“เพราะจักขุและรูปเป็นปัจจัย จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น ความประกอบแห่งธรรม ๓ อย่างนี้ คือ จักขุ รูป จักขุวิญญาณ เรียกว่า จักขุสัมผัส เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้น …”
⸻
มโนปวิจารณ์ : ใจคือผู้กำกับทิศทาง
ตรงนี้เองที่ “มโน” หรือใจ ทำหน้าที่สำคัญในฐานะผู้พิจารณา (มโนปวิจารณ์) ใจจะไม่เพียงแต่รับเวทนาเฉย ๆ แต่จะ “ปรุงแต่ง” หรือ “ตีความ” ด้วยสัญญา (การจำได้หมายรู้) และสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)
• ถ้าใจยึดติดในสุขเวทนา ย่อมก่อให้เกิด ตัณหา
• ถ้าใจไม่ชอบทุกข์เวทนา ย่อมก่อให้เกิด โทสะ
• ถ้าใจเมินเฉยในอทุกขมสุขเวทนา ย่อมก่อให้เกิด โมหะ
นี่คือจุดเริ่มของกรรมทางใจ (มโนกัมมัสสกตา — เป็นไปตามกรรมที่คิด)
⸻
โครงสร้างในผัง : การแยกละเอียดของสัมผัส
จากผังที่ปรากฏ เราเห็นการแยกเป็น
• โสตายตนะ – โสตสัมผัส – เวทนา (โทมนัส, โสมนัส ฯลฯ)
• จักขุวิญญาณ – จักขุสัมผัส – อุเบกขา / โทมนัส / โสมนัส
• รูปายตนะ – จักขุายตนะ – โสมนัส / โทมนัส
สิ่งนี้ชี้ว่า สัมผัสหนึ่ง ๆ ไม่ได้ให้เวทนาเพียงแบบเดียว หากแต่แตกออกเป็นหลากหลายมิติ เช่น จากการมองเห็น อาจเกิดสุขเวทนา (ความพอใจ) ทุกขเวทนา (ความไม่ชอบใจ) หรืออุเบกขา (ความเป็นกลาง) ได้ ขึ้นกับการพิจารณาทางใจ
⸻
นัยลึกในเชิงพุทธธรรม
1. สัมผัสคือจุดกำเนิดของโลก
โลกที่เราอยู่ไม่ใช่สิ่งคงที่ภายนอก แต่เกิดขึ้นทุกขณะจากการกระทบกันของอายตนะหก โลกของเราแต่ละคนจึงเป็น “โลกส่วนตัว” ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการรับรู้
2. มโนคือผู้ชี้ชะตา
ใจเป็นผู้คัดกรอง ตัดสิน และใส่ค่าให้กับสิ่งที่ปรากฏขึ้น ถ้าใจยังติดอยู่ในอวิชชา โลกที่เกิดขึ้นจากสัมผัสย่อมเต็มไปด้วยตัณหาและทุกข์
3. การปฏิบัติอยู่ที่สัมผัส
การเจริญสติที่ “ประตูสัมผัส” จึงเป็นหัวใจของพุทธธรรม เมื่อสัมผัสเกิดขึ้น ให้รู้ตรง ๆ โดยไม่ปรุงแต่งต่อ เวทนาที่เกิดขึ้นย่อมไม่กลายเป็นเชื้อแห่งตัณหา
⸻
สรุป
สฬายตนวิภังค์ แสดงว่า ชีวิตทั้งหมดอธิบายได้จากอายตนะหกและการทำงานร่วมกัน เมื่อเกิดสัมผัส ย่อมมีเวทนา และใจคือผู้ตีความ (มโนปวิจารณ์) ถ้าใจมีอวิชชา สัมผัสย่อมกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่ถ้ามีปัญญา สัมผัสก็เป็นเพียง “ดังนี้เอง” ไม่ชักนำไปสู่ตัณหา
ดังพระพุทธดำรัส:
“ผู้ใดเห็นอายตนะหกโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ผู้นั้นย่อมเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น” (องฺ.ติก. ๒๐.๕๗)
⸻
สายธารแห่งปฏิจจสมุปบาทในสฬายตนวิภังค์
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า (วิภังค์ ๓๓–๓๔):
“ด้วยอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น ความประชุมพร้อมแห่งธรรมสามอย่างนี้เรียกว่า จักขุสัมผัส เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น …”
ตรงนี้คือหัวใจ — เมื่อมี สัมผัส ย่อมเกิด เวทนา และเมื่อใจ ไม่รู้เท่าทันเวทนา ก็ย่อมมี ตัณหา โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภท:
1. กามตัณหา – อยากได้ อยากเสพ
2. ภวตัณหา – อยากเป็น อยากดำรงอยู่
3. วิภวตัณหา – อยากไม่เป็น อยากให้สูญไป
จากนั้น ตัณหาย่อมนำไปสู่ อุปาทาน คือการยึดมั่นถือมั่น ว่า “นี่คือเรา” “นี่คือของเรา” “นี่คือตัวตนของเรา”
⸻
บทบาทของ “มโนปวิจารณ์”
เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ใจจะ “วิจารณ์” หรือใส่ค่า (ตีความ) ให้กับเวทนา เช่น
• เห็นรูปสวย → สุขเวทนา → ใจคิดว่า “น่าเสพ น่าได้” → เกิดกามตัณหา
• ได้ยินคำติ → ทุกขเวทนา → ใจคิดว่า “ไม่ควรมีสิ่งนี้” → เกิดวิภวตัณหา
• ได้ยินเสียงเฉย ๆ → อุเบกขาเวทนา → ใจคิดว่า “ไม่ใช่อะไรสำคัญ” → กลายเป็นโมหะ
ถ้าไม่มีปัญญา มโนปวิจารณ์จะทำงานในลักษณะของ การเสริมเชื้อให้กิเลส แต่ถ้ามีสติปัญญา มโนปวิจารณ์จะกลับเป็น การตัดเชื้อแห่งตัณหา
⸻
การภาวนา : ตัดวงจรที่ “เวทนา”
พระพุทธองค์ทรงสอนการปฏิบัติที่จุด “เวทนา” เพราะนี่คือหัวใจของวงจรการเกิดทุกข์
• เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ให้รู้ตามจริงว่า “เวทนาเกิดขึ้นแล้ว”
• รู้ตามจริงว่า “เวทนานี้ไม่เที่ยง เกิดแล้วดับ”
• ไม่เข้าไปแทรกด้วยความอยากหรือความชัง
นี่คือการเจริญ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่สอดคล้องกับสฬายตนวิภังค์
⸻
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
1. การมองเห็น (จักขุสัมผัส)
เห็นรถหรู → สุขเวทนา → ใจอยากได้ → ถ้าไม่รู้เท่าทัน จะเป็นตัณหา → ทุกข์
ถ้ามีสติ → รู้ว่าเพียงรูปปรากฏ → สุขเวทนาเป็นเพียงปรากฏการณ์ → ไม่เกิดการยึด
2. การได้ยินเสียง (โสตสัมผัส)
ได้ยินเสียงตำหนิ → ทุกขเวทนา → ใจโกรธ → ถ้าไม่รู้เท่าทัน จะเป็นตัณหา (อยากผลักไส) → ทุกข์
ถ้ามีสติ → รู้ว่าเป็นเพียงเสียงกระทบหู → ทุกขเวทนาดับไป → ไม่เกิดอุปาทาน
3. การภาวนาโดยตรง (มโนสัมผัส)
ใจระลึกถึงความทรงจำที่สุข → สุขเวทนาเกิด → ใจอยากครอบครองซ้ำ → ตัณหา
ถ้ามีสติ → รู้ว่าเป็นเพียงภาพใจที่เกิดแล้วดับ → ไม่ต่อยอดเป็นอุปาทาน
⸻
สรุป : ทางออกจากวงจร
• อายตนะหก คือช่องทางของโลก
• สัมผัส คือการพบกัน
• เวทนา คือการเสวยผล
• มโนปวิจารณ์ คือการตีความของใจ
• ถ้าไม่รู้เท่าทัน → กลายเป็นตัณหาและอุปาทาน
• ถ้ารู้เท่าทันด้วยปัญญา → เวทนาเพียงเกิดแล้วดับ ไม่เป็นเชื้อแห่งทุกข์
ดังพระพุทธวจนะ:
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเห็นเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง … เพราะเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เธอจึงเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น” (สํ.เวทนา. ๓๕/๖๓)
#Siamstr #nostr #ธรรมะ
สฬายตนวิภังค์ : ประตูทั้งหกของชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อายตนะหก เป็นพื้นฐานแห่งทุกประสบการณ์ของสัตว์โลก ได้แก่
• จักขุ (ตา)
• โสต (หู)
• ฆาน (จมูก)
• ชิวหา (ลิ้น)
• กาย (กายสัมผัส)
• มโน (ใจ)
สิ่งเหล่านี้คือ “ทวาร” หรือ “ช่องทาง” ที่โลกและชีวิตมาบรรจบพบกัน เมื่ออายตนะภายในกระทบอายตนะภายนอก (เช่น จักขุ–รูป, โสต–เสียง) ย่อมเกิด วิญญาณ เฉพาะทางขึ้น เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฯลฯ
การบรรจบนี้เองเป็น สัมผัส (phassa) ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการรับรู้ทั้งหมด
⸻
จากสัมผัสสู่เวทนา
เมื่อมีสัมผัส ย่อมเกิดเวทนา (vedanā) คือความเสวยอารมณ์ทางใจ มีทั้งสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งเวทนาไม่ใช่เพียงความรู้สึกหยาบเท่านั้น แต่รวมถึงความประณีตในระดับจิต เช่น ความพอใจ ความรำคาญ ความเฉยเมย
ดังพระพุทธวจนะใน สฬายตนวิภังค์สูตร (ม.ม.๑๔๙):
“เพราะจักขุและรูปเป็นปัจจัย จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น ความประกอบแห่งธรรม ๓ อย่างนี้ คือ จักขุ รูป จักขุวิญญาณ เรียกว่า จักขุสัมผัส เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้น …”
⸻
มโนปวิจารณ์ : ใจคือผู้กำกับทิศทาง
ตรงนี้เองที่ “มโน” หรือใจ ทำหน้าที่สำคัญในฐานะผู้พิจารณา (มโนปวิจารณ์) ใจจะไม่เพียงแต่รับเวทนาเฉย ๆ แต่จะ “ปรุงแต่ง” หรือ “ตีความ” ด้วยสัญญา (การจำได้หมายรู้) และสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)
• ถ้าใจยึดติดในสุขเวทนา ย่อมก่อให้เกิด ตัณหา
• ถ้าใจไม่ชอบทุกข์เวทนา ย่อมก่อให้เกิด โทสะ
• ถ้าใจเมินเฉยในอทุกขมสุขเวทนา ย่อมก่อให้เกิด โมหะ
นี่คือจุดเริ่มของกรรมทางใจ (มโนกัมมัสสกตา — เป็นไปตามกรรมที่คิด)
⸻
โครงสร้างในผัง : การแยกละเอียดของสัมผัส
จากผังที่ปรากฏ เราเห็นการแยกเป็น
• โสตายตนะ – โสตสัมผัส – เวทนา (โทมนัส, โสมนัส ฯลฯ)
• จักขุวิญญาณ – จักขุสัมผัส – อุเบกขา / โทมนัส / โสมนัส
• รูปายตนะ – จักขุายตนะ – โสมนัส / โทมนัส
สิ่งนี้ชี้ว่า สัมผัสหนึ่ง ๆ ไม่ได้ให้เวทนาเพียงแบบเดียว หากแต่แตกออกเป็นหลากหลายมิติ เช่น จากการมองเห็น อาจเกิดสุขเวทนา (ความพอใจ) ทุกขเวทนา (ความไม่ชอบใจ) หรืออุเบกขา (ความเป็นกลาง) ได้ ขึ้นกับการพิจารณาทางใจ
⸻
นัยลึกในเชิงพุทธธรรม
1. สัมผัสคือจุดกำเนิดของโลก
โลกที่เราอยู่ไม่ใช่สิ่งคงที่ภายนอก แต่เกิดขึ้นทุกขณะจากการกระทบกันของอายตนะหก โลกของเราแต่ละคนจึงเป็น “โลกส่วนตัว” ที่ถูกสร้างขึ้นโดยการรับรู้
2. มโนคือผู้ชี้ชะตา
ใจเป็นผู้คัดกรอง ตัดสิน และใส่ค่าให้กับสิ่งที่ปรากฏขึ้น ถ้าใจยังติดอยู่ในอวิชชา โลกที่เกิดขึ้นจากสัมผัสย่อมเต็มไปด้วยตัณหาและทุกข์
3. การปฏิบัติอยู่ที่สัมผัส
การเจริญสติที่ “ประตูสัมผัส” จึงเป็นหัวใจของพุทธธรรม เมื่อสัมผัสเกิดขึ้น ให้รู้ตรง ๆ โดยไม่ปรุงแต่งต่อ เวทนาที่เกิดขึ้นย่อมไม่กลายเป็นเชื้อแห่งตัณหา
⸻
สรุป
สฬายตนวิภังค์ แสดงว่า ชีวิตทั้งหมดอธิบายได้จากอายตนะหกและการทำงานร่วมกัน เมื่อเกิดสัมผัส ย่อมมีเวทนา และใจคือผู้ตีความ (มโนปวิจารณ์) ถ้าใจมีอวิชชา สัมผัสย่อมกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่ถ้ามีปัญญา สัมผัสก็เป็นเพียง “ดังนี้เอง” ไม่ชักนำไปสู่ตัณหา
ดังพระพุทธดำรัส:
“ผู้ใดเห็นอายตนะหกโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ผู้นั้นย่อมเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น” (องฺ.ติก. ๒๐.๕๗)
⸻
สายธารแห่งปฏิจจสมุปบาทในสฬายตนวิภังค์
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า (วิภังค์ ๓๓–๓๔):
“ด้วยอาศัยจักขุและรูป จักขุวิญญาณจึงเกิดขึ้น ความประชุมพร้อมแห่งธรรมสามอย่างนี้เรียกว่า จักขุสัมผัส เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เวทนาจึงเกิดขึ้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น …”
ตรงนี้คือหัวใจ — เมื่อมี สัมผัส ย่อมเกิด เวทนา และเมื่อใจ ไม่รู้เท่าทันเวทนา ก็ย่อมมี ตัณหา โดยแบ่งเป็น ๓ ประเภท:
1. กามตัณหา – อยากได้ อยากเสพ
2. ภวตัณหา – อยากเป็น อยากดำรงอยู่
3. วิภวตัณหา – อยากไม่เป็น อยากให้สูญไป
จากนั้น ตัณหาย่อมนำไปสู่ อุปาทาน คือการยึดมั่นถือมั่น ว่า “นี่คือเรา” “นี่คือของเรา” “นี่คือตัวตนของเรา”
⸻
บทบาทของ “มโนปวิจารณ์”
เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ใจจะ “วิจารณ์” หรือใส่ค่า (ตีความ) ให้กับเวทนา เช่น
• เห็นรูปสวย → สุขเวทนา → ใจคิดว่า “น่าเสพ น่าได้” → เกิดกามตัณหา
• ได้ยินคำติ → ทุกขเวทนา → ใจคิดว่า “ไม่ควรมีสิ่งนี้” → เกิดวิภวตัณหา
• ได้ยินเสียงเฉย ๆ → อุเบกขาเวทนา → ใจคิดว่า “ไม่ใช่อะไรสำคัญ” → กลายเป็นโมหะ
ถ้าไม่มีปัญญา มโนปวิจารณ์จะทำงานในลักษณะของ การเสริมเชื้อให้กิเลส แต่ถ้ามีสติปัญญา มโนปวิจารณ์จะกลับเป็น การตัดเชื้อแห่งตัณหา
⸻
การภาวนา : ตัดวงจรที่ “เวทนา”
พระพุทธองค์ทรงสอนการปฏิบัติที่จุด “เวทนา” เพราะนี่คือหัวใจของวงจรการเกิดทุกข์
• เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ให้รู้ตามจริงว่า “เวทนาเกิดขึ้นแล้ว”
• รู้ตามจริงว่า “เวทนานี้ไม่เที่ยง เกิดแล้วดับ”
• ไม่เข้าไปแทรกด้วยความอยากหรือความชัง
นี่คือการเจริญ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ที่สอดคล้องกับสฬายตนวิภังค์
⸻
ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน
1. การมองเห็น (จักขุสัมผัส)
เห็นรถหรู → สุขเวทนา → ใจอยากได้ → ถ้าไม่รู้เท่าทัน จะเป็นตัณหา → ทุกข์
ถ้ามีสติ → รู้ว่าเพียงรูปปรากฏ → สุขเวทนาเป็นเพียงปรากฏการณ์ → ไม่เกิดการยึด
2. การได้ยินเสียง (โสตสัมผัส)
ได้ยินเสียงตำหนิ → ทุกขเวทนา → ใจโกรธ → ถ้าไม่รู้เท่าทัน จะเป็นตัณหา (อยากผลักไส) → ทุกข์
ถ้ามีสติ → รู้ว่าเป็นเพียงเสียงกระทบหู → ทุกขเวทนาดับไป → ไม่เกิดอุปาทาน
3. การภาวนาโดยตรง (มโนสัมผัส)
ใจระลึกถึงความทรงจำที่สุข → สุขเวทนาเกิด → ใจอยากครอบครองซ้ำ → ตัณหา
ถ้ามีสติ → รู้ว่าเป็นเพียงภาพใจที่เกิดแล้วดับ → ไม่ต่อยอดเป็นอุปาทาน
⸻
สรุป : ทางออกจากวงจร
• อายตนะหก คือช่องทางของโลก
• สัมผัส คือการพบกัน
• เวทนา คือการเสวยผล
• มโนปวิจารณ์ คือการตีความของใจ
• ถ้าไม่รู้เท่าทัน → กลายเป็นตัณหาและอุปาทาน
• ถ้ารู้เท่าทันด้วยปัญญา → เวทนาเพียงเกิดแล้วดับ ไม่เป็นเชื้อแห่งทุกข์
ดังพระพุทธวจนะ:
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเห็นเวทนาโดยความเป็นของไม่เที่ยง … เพราะเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เธอจึงเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น” (สํ.เวทนา. ๓๕/๖๓)
#Siamstr #nostr #ธรรมะ
Login to reply