สงคราม: ใครแพ้ ใครได้? และรัฐได้ประโยชน์อะไรจากไฟสงคราม
เมื่อพูดถึง “สงคราม” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการสูญเสีย ความเจ็บปวด ความตาย หรือความล่มสลายของอารยธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง—สงครามคือกลไกทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง รัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ มักได้ประโยชน์จากสงคราม ไม่เพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อการขยายอิทธิพล สร้างอำนาจ และควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
1. การพิมพ์เงินในนาม “ช่วยเหลือ”: ประโยชน์ทางการเงินของรัฐมหาอำนาจ
หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20-21 คือการใช้สงครามเพื่อ “ขยายฐานอำนาจของเงินดอลลาร์” ผ่านการช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจต่อประเทศที่ใกล้ล่มสลาย ตัวอย่างเช่น:
• สงครามเวียดนาม (1955–1975): แม้ในแง่ยุทธศาสตร์สหรัฐจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่ในกระบวนการนั้น รัฐบาลสหรัฐใช้กลไกสงครามในการขยายการพิมพ์เงิน (ผ่าน Federal Reserve) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมๆ กับการใช้เงินเหล่านั้นในการสั่งซื้ออาวุธ อาหาร เสื้อผ้าสำหรับกองทัพ และการจ้างงานในอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐไม่ถดถอย แม้จะอยู่ในช่วงสงคราม
• สงครามอิรัก-อัฟกานิสถาน (2001–2021): ภายใต้การต่อสู้กับ “การก่อการร้าย” สหรัฐใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล (มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการก่อหนี้และพิมพ์เงินเพิ่มเพื่ออุดหนุนการใช้จ่ายทางทหาร บริษัทเอกชนเช่น Halliburton, Lockheed Martin, Raytheon ได้ประโยชน์เต็มๆ จากงบประมาณนี้ ทั้งยังสร้างงานและหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในอีกด้วย
2. สงครามและการควบคุมทรัพยากร: การเข้าไป “ช่วย” แล้วได้อำนาจ
ในหลายกรณี สงครามเป็นเครื่องมือในการเข้าไปควบคุมทรัพยากรในประเทศอื่น เช่น:
• สงครามอ่าว (1990–1991): สหรัฐอเมริกาเข้าช่วยคูเวตที่ถูกอิรักรุกราน ซึ่งดูเผิน ๆ เป็นเรื่องของการ “ปกป้องประเทศเล็ก” แต่หากมองลึกลงไป คูเวตเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำคัญอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง และหลังสงคราม บริษัทน้ำมันของสหรัฐมีบทบาทสำคัญในพื้นที่
• สงครามลิเบีย (2011): การเข้าแทรกแซงของ NATO โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสหรัฐ มีเบื้องหลังเรื่องการเข้าถึงแหล่งพลังงานใต้ดิน และการป้องกันไม่ให้กัดดาฟีสร้างระบบเงินตราที่ไม่ผูกกับดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นภัยต่อสถานะ “petrodollar” ในระยะยาว
3. การยืดเวลาความชอบธรรมของรัฐ: สงครามเพื่อรักษาอำนาจ
• สงครามฟอล์คแลนด์ (1982): รัฐบาลอังกฤษของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ซึ่งขณะนั้นได้รับความนิยมตกต่ำ ได้รับความนิยมกลับมาอย่างมากหลังจากชัยชนะเหนืออาร์เจนตินาในการยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ซึ่งชาวอังกฤษแทบไม่รู้จักมาก่อน
• สงครามยูเครน (2022–ปัจจุบัน): ขณะที่ยูเครนได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐและ NATO อย่างมหาศาล สิ่งที่ได้กลับมาคือโอกาสในการขยายอิทธิพลทางทหารในยุโรปตะวันออก การขายอาวุธ และการรักษาบทบาทของ NATO ที่กำลังถูกตั้งคำถามในยุคหลังสงครามเย็น
4. สงคราม = การทดลองอาวุธและเทคโนโลยี
รัฐที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน มักใช้สงครามเพื่อ ทดสอบอาวุธใหม่ ในสนามรบจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถได้จากห้องทดลอง ตัวอย่างเช่น:
• สงครามในซีเรีย: รัสเซียใช้สงครามนี้ในการทดลองระบบขีปนาวุธ และเครื่องบินรบ Su-34, Su-35
• สงครามในอิรัก: สหรัฐใช้ในการทดสอบระบบ UAV (โดรน) ระบบสอดแนมผ่านดาวเทียม และระบบ Cyberwarfare ขั้นสูง
5. การควบคุมแนวคิดและสื่อ: วาทกรรมแห่ง “ความถูกต้อง”
รัฐต่างๆ ใช้สงครามเป็นข้ออ้างในการควบคุมความคิดของประชาชนผ่านวาทกรรม เช่น “การช่วยเหลือประเทศที่ถูกรังแก”, “ปกป้องเสรีภาพ”, หรือ “สงครามกับความชั่วร้าย” ซึ่งทำให้เกิดความชอบธรรมในการใช้อำนาจอย่างรุนแรงโดยไม่ต้องถูกตั้งคำถาม
⸻
บทสรุป: ใครกันแน่ที่ชนะในสงคราม?
สำหรับประชาชน—สงครามคือความทุกข์ สูญเสีย และความไม่แน่นอน
แต่สำหรับรัฐและทุนผูกขาด—สงครามคือเครื่องมือในการขยายอำนาจ ควบคุมทรัพยากร สร้างงาน และรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อย
คำถามที่ควรตั้งต่อไปคือ:
“เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร? เพื่อชาติ? เพื่ออุดมการณ์? หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใด?”
คำถามนี้สำคัญยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกผูกพันกับสงครามอย่างลึกซึ้ง และการพิมพ์เงินอย่างไร้ขอบเขตอาจนำไปสู่ฟองสบู่ที่แตกกระจายในอนาคต — เว้นแต่เราจะรู้เท่าทันว่า… สงครามที่ “ดูเหมือนจะไกลตัว” อาจเป็นเครื่องมือที่ใกล้ชิดกับกระเป๋าเงินของเรายิ่งกว่าที่คิด
⸻
ผลเสียของสงคราม: ต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ
แม้รัฐหรือกลุ่มทุนบางกลุ่มจะได้ประโยชน์จากสงคราม แต่ในมุมของสังคมโดยรวม สงครามทิ้งร่องรอยความพินาศไว้ในทุกระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงจิตวิญญาณของมนุษย์
⸻
1. ต้นทุนที่มองไม่เห็น: หนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ
สงครามมักถูกอ้างว่า “เพื่อชาติ” แต่แท้จริงแล้ว รัฐมักออกพันธบัตร หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเพื่อใช้จ่ายในสงคราม
• สหรัฐอเมริกาในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ (และยังมีภาระดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายสิบปี)
• หนี้สาธารณะกลายเป็นภาระที่ประชาชนรุ่นต่อไปต้องชำระ ผ่านภาษี การตัดงบสวัสดิการ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น
⸻
2. เศรษฐกิจภายในบิดเบี้ยว: อุตสาหกรรมอาวุธเฟื่องฟู แต่วิทยาศาสตร์-สุขภาพ-การศึกษาเสื่อมลง
เมื่อรัฐเลือกเทงบประมาณให้กองทัพและบริษัทผลิตอาวุธ
• ระบบการศึกษาและสาธารณสุขมักถูกตัดงบ
• เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Military-Industrial Complex” – ความร่วมมือเชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐ-ทุน-กองทัพ ที่ค้ำจุนกันและกันในระบบปิด
เช่นในสหรัฐฯ หลังสงครามเวียดนามและสงครามอ่าว สัดส่วนงบประมาณกลาโหมยังสูงกว่าด้านอื่น ๆ อย่างไม่สมดุล ทำให้ประชาชนรู้สึกถูกทอดทิ้งในเรื่องคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน
⸻
3. ความตายที่ไม่จำกัดเฉพาะแนวหน้า: พลเรือนคือผู้สูญเสียหลัก
แม้การต่อสู้จะเกิดขึ้นระหว่างกองทัพ แต่ พลเรือน เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเชิงสถิติ:
• สงครามโลกครั้งที่สอง พลเรือนเสียชีวิตกว่า 50% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
• สงครามในซีเรีย (2011–ปัจจุบัน) ผู้เสียชีวิตเกิน 300,000 ราย ส่วนใหญ่คือประชาชนผู้ไม่มีอาวุธ
สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ — แต่มุ่งสู่เมือง โรงเรียน โรงพยาบาล และบ้านของผู้บริสุทธิ์
⸻
4. การล่มสลายของวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม
สงครามทำลายไม่เพียงชีวิต แต่ยังทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม:
• มหาวิหาร เมืองโบราณ โบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์ถูกทำลาย เช่นในอิรัก (กรุงแบกแดด, นีนะเวห์)
• ระบบครอบครัวแหลกสลาย เด็กต้องกลายเป็นกำพร้า หรือทหารเด็ก
• คนหนีตายกลายเป็นผู้อพยพเร่ร่อนหลายล้านคน เช่นในสงครามซีเรีย, ยูเครน และอัฟกานิสถาน
⸻
5. ความบอบช้ำทางจิตวิญญาณ: สงครามเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็น “เครื่องมือ”
สงครามทำให้ชีวิตมนุษย์ไร้ค่า:
• ทหารผ่านศึกจำนวนมากมีอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เช่นในสหรัฐอเมริกา ทหารที่กลับจากอิรักและอัฟกานิสถานมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า
• เด็กที่เติบโตในเขตสงครามมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า ความรุนแรงฝังลึกในจิตใต้สำนึก
• สังคมในภาพรวมสูญเสีย “ความไวต่อความทุกข์” กลายเป็นเฉยชาเมื่อเห็นคนตาย
⸻
6. ความจริงที่ถูกบิดเบือน: สงครามคือโรงงานสร้างวาทกรรม
รัฐมักควบคุมสื่อในช่วงสงคราม เพื่อรักษาความชอบธรรมของตน:
• สงครามอิรักเริ่มต้นจากข้อมูลเท็จเรื่อง “อาวุธชีวภาพ”
• สงครามเวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสื่อในช่วงต้น จนกระทั่งภาพความโหดร้ายรั่วไหล
• การสร้าง “ศัตรู” โดยปลุกอารมณ์ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือความกลัว ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อทำให้ประชาชนเห็นด้วยกับความรุนแรง
⸻
บทสรุปสุดท้าย: รัฐอาจได้ประโยชน์ แต่ประชาชนเสียศักดิ์ศรีและอนาคต
สงครามอาจเป็น “นโยบายของรัฐ” แต่เป็น “โศกนาฏกรรมของประชาชน”
มันเปิดโอกาสให้ผู้นำสะสมอำนาจ
ให้ทุนใหญ่สะสมทรัพย์
และให้โลกสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์”
คำถามไม่ใช่เพียงว่า “สงครามครั้งใดถูกหรือผิด”
แต่คือ:
“เรายอมให้รัฐใช้ชีวิตเราเป็นเดิมพันได้อีกกี่ครั้ง?”
⸻
สงคราม: การล้มเหลวของความเข้าใจ — และต้นทุนของการไม่เรียนรู้
7. เมื่อรัฐต่อสู้ รากเหง้ามนุษย์ถูกเผา
รัฐใช้คำว่า “ศัตรู” เพื่อวาดภาพคนอื่นให้กลายเป็นสิ่งที่ฆ่าได้ — แต่อย่าลืมว่า ก่อนเขาจะเป็น “ศัตรู” เขาคือ มนุษย์ที่รักลูกเหมือนกัน กลัวตายเหมือนกัน และเคยหัวเราะเหมือนกัน
แต่สงครามเปลี่ยน “ใบหน้า” ของมนุษย์ให้กลายเป็นเป้า
เปลี่ยนความรักให้กลายเป็นปืน
เปลี่ยนคำอธิษฐานให้กลายเป็นเสียงระเบิด
แม้สงครามจะจบลงในทางยุทธศาสตร์
แต่มันไม่เคยจบในใจของผู้รอดชีวิต
⸻
8. ประวัติศาสตร์ไม่สอนคนโง่ — มันแค่บันทึกให้คนกล้าทบทวน
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ
แต่เรากลับยกย่องวีรบุรุษที่ฆ่าได้มากกว่าคนที่ให้อภัย
เราสร้างอนุสาวรีย์ให้กับความกล้าหาญ แต่ไม่เคยสร้างสิ่งใดให้กับ “ความเข้าใจ”
“We learn from history that we do not learn from history.”
— Georg Wilhelm Friedrich Hegel
โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บอกว่าจะไม่ทำผิดซ้ำอีก
แต่จากเวียดนาม สู่อิรัก สู่ยูเครน — เราทำซ้ำทุกครั้ง ด้วยเหตุผลใหม่ที่ฟังดูดีขึ้น
⸻
9. สันติภาพไม่ใช่แค่การไม่มีสงคราม แต่คือการไม่มี ‘ความกลัว’
รัฐมักอ้างว่า สงครามคือการป้องกัน “ภัยคุกคาม”
แต่คำถามคือ — ภัยนั้นมีอยู่จริง หรือถูกสร้างขึ้นเพราะ ความกลัว เป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์ได้ง่ายที่สุด?
สงครามจะไม่มีวันจบ ตราบใดที่มนุษย์ยังกลัวกันและกัน
ยังแบ่งพรมแดนทางใจ
ยังเห็นว่าความตายของคนอื่น “น้อยค่ากว่า” ความมั่นคงของชาติ
⸻
10. คำถามปลายเปิดสำหรับยุคใหม่: เราจะเป็นผู้คนแบบใด?
• เราจะให้สงครามอยู่ในมือของรัฐและเรียกมันว่า “ยุทธศาสตร์” หรือเราจะดึงกลับมาในมือของมนุษย์และเรียกมันว่า “บาดแผล”?
• เราจะสร้างชาติด้วยอาวุธ? หรือสร้างด้วยการกล้ารับฟังคนที่เราไม่เห็นด้วย?
• เราจะยกเด็กขึ้นสูงด้วยธงชาติ? หรือปกป้องพวกเขาด้วยสันติภาพที่แท้จริง?
⸻
บทสรุปสุดท้าย: สงครามอาจให้กำไรกับรัฐ — แต่พรากความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย
รัฐอาจได้ที่ดิน ได้พลังงาน ได้อำนาจ ได้การพิมพ์เงิน
แต่มนุษย์เสียใจ เสียลูก เสียบ้าน เสียคำอธิษฐาน
สงครามไม่เคยจบ เพราะมันไม่เคยเริ่มจากเหตุผล — มันเริ่มจากความไม่รู้
และมันจะจบได้ก็ต่อเมื่อเรา “เข้าใจ” ก่อน “ยิง”
#Siamstr #nostr #peace
สงคราม: ใครแพ้ ใครได้? และรัฐได้ประโยชน์อะไรจากไฟสงคราม
เมื่อพูดถึง “สงคราม” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการสูญเสีย ความเจ็บปวด ความตาย หรือความล่มสลายของอารยธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง—สงครามคือกลไกทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง รัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ มักได้ประโยชน์จากสงคราม ไม่เพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เพื่อการขยายอิทธิพล สร้างอำนาจ และควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
1. การพิมพ์เงินในนาม “ช่วยเหลือ”: ประโยชน์ทางการเงินของรัฐมหาอำนาจ
หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 20-21 คือการใช้สงครามเพื่อ “ขยายฐานอำนาจของเงินดอลลาร์” ผ่านการช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจต่อประเทศที่ใกล้ล่มสลาย ตัวอย่างเช่น:
• สงครามเวียดนาม (1955–1975): แม้ในแง่ยุทธศาสตร์สหรัฐจะไม่สามารถเอาชนะได้ แต่ในกระบวนการนั้น รัฐบาลสหรัฐใช้กลไกสงครามในการขยายการพิมพ์เงิน (ผ่าน Federal Reserve) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมๆ กับการใช้เงินเหล่านั้นในการสั่งซื้ออาวุธ อาหาร เสื้อผ้าสำหรับกองทัพ และการจ้างงานในอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐไม่ถดถอย แม้จะอยู่ในช่วงสงคราม
• สงครามอิรัก-อัฟกานิสถาน (2001–2021): ภายใต้การต่อสู้กับ “การก่อการร้าย” สหรัฐใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล (มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการก่อหนี้และพิมพ์เงินเพิ่มเพื่ออุดหนุนการใช้จ่ายทางทหาร บริษัทเอกชนเช่น Halliburton, Lockheed Martin, Raytheon ได้ประโยชน์เต็มๆ จากงบประมาณนี้ ทั้งยังสร้างงานและหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในอีกด้วย
2. สงครามและการควบคุมทรัพยากร: การเข้าไป “ช่วย” แล้วได้อำนาจ
ในหลายกรณี สงครามเป็นเครื่องมือในการเข้าไปควบคุมทรัพยากรในประเทศอื่น เช่น:
• สงครามอ่าว (1990–1991): สหรัฐอเมริกาเข้าช่วยคูเวตที่ถูกอิรักรุกราน ซึ่งดูเผิน ๆ เป็นเรื่องของการ “ปกป้องประเทศเล็ก” แต่หากมองลึกลงไป คูเวตเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันสำคัญอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง และหลังสงคราม บริษัทน้ำมันของสหรัฐมีบทบาทสำคัญในพื้นที่
• สงครามลิเบีย (2011): การเข้าแทรกแซงของ NATO โดยเฉพาะฝรั่งเศสและสหรัฐ มีเบื้องหลังเรื่องการเข้าถึงแหล่งพลังงานใต้ดิน และการป้องกันไม่ให้กัดดาฟีสร้างระบบเงินตราที่ไม่ผูกกับดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นภัยต่อสถานะ “petrodollar” ในระยะยาว
3. การยืดเวลาความชอบธรรมของรัฐ: สงครามเพื่อรักษาอำนาจ
• สงครามฟอล์คแลนด์ (1982): รัฐบาลอังกฤษของมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ซึ่งขณะนั้นได้รับความนิยมตกต่ำ ได้รับความนิยมกลับมาอย่างมากหลังจากชัยชนะเหนืออาร์เจนตินาในการยึดหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ซึ่งชาวอังกฤษแทบไม่รู้จักมาก่อน
• สงครามยูเครน (2022–ปัจจุบัน): ขณะที่ยูเครนได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐและ NATO อย่างมหาศาล สิ่งที่ได้กลับมาคือโอกาสในการขยายอิทธิพลทางทหารในยุโรปตะวันออก การขายอาวุธ และการรักษาบทบาทของ NATO ที่กำลังถูกตั้งคำถามในยุคหลังสงครามเย็น
4. สงคราม = การทดลองอาวุธและเทคโนโลยี
รัฐที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน มักใช้สงครามเพื่อ ทดสอบอาวุธใหม่ ในสนามรบจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถได้จากห้องทดลอง ตัวอย่างเช่น:
• สงครามในซีเรีย: รัสเซียใช้สงครามนี้ในการทดลองระบบขีปนาวุธ และเครื่องบินรบ Su-34, Su-35
• สงครามในอิรัก: สหรัฐใช้ในการทดสอบระบบ UAV (โดรน) ระบบสอดแนมผ่านดาวเทียม และระบบ Cyberwarfare ขั้นสูง
5. การควบคุมแนวคิดและสื่อ: วาทกรรมแห่ง “ความถูกต้อง”
รัฐต่างๆ ใช้สงครามเป็นข้ออ้างในการควบคุมความคิดของประชาชนผ่านวาทกรรม เช่น “การช่วยเหลือประเทศที่ถูกรังแก”, “ปกป้องเสรีภาพ”, หรือ “สงครามกับความชั่วร้าย” ซึ่งทำให้เกิดความชอบธรรมในการใช้อำนาจอย่างรุนแรงโดยไม่ต้องถูกตั้งคำถาม
⸻
บทสรุป: ใครกันแน่ที่ชนะในสงคราม?
สำหรับประชาชน—สงครามคือความทุกข์ สูญเสีย และความไม่แน่นอน
แต่สำหรับรัฐและทุนผูกขาด—สงครามคือเครื่องมือในการขยายอำนาจ ควบคุมทรัพยากร สร้างงาน และรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มน้อย
คำถามที่ควรตั้งต่อไปคือ:
“เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร? เพื่อชาติ? เพื่ออุดมการณ์? หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใด?”
คำถามนี้สำคัญยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกผูกพันกับสงครามอย่างลึกซึ้ง และการพิมพ์เงินอย่างไร้ขอบเขตอาจนำไปสู่ฟองสบู่ที่แตกกระจายในอนาคต — เว้นแต่เราจะรู้เท่าทันว่า… สงครามที่ “ดูเหมือนจะไกลตัว” อาจเป็นเครื่องมือที่ใกล้ชิดกับกระเป๋าเงินของเรายิ่งกว่าที่คิด
⸻
ผลเสียของสงคราม: ต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ
แม้รัฐหรือกลุ่มทุนบางกลุ่มจะได้ประโยชน์จากสงคราม แต่ในมุมของสังคมโดยรวม สงครามทิ้งร่องรอยความพินาศไว้ในทุกระดับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงจิตวิญญาณของมนุษย์
⸻
1. ต้นทุนที่มองไม่เห็น: หนี้สาธารณะและเงินเฟ้อ
สงครามมักถูกอ้างว่า “เพื่อชาติ” แต่แท้จริงแล้ว รัฐมักออกพันธบัตร หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเพื่อใช้จ่ายในสงคราม
• สหรัฐอเมริกาในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ใช้งบประมาณรวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ (และยังมีภาระดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายสิบปี)
• หนี้สาธารณะกลายเป็นภาระที่ประชาชนรุ่นต่อไปต้องชำระ ผ่านภาษี การตัดงบสวัสดิการ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น
⸻
2. เศรษฐกิจภายในบิดเบี้ยว: อุตสาหกรรมอาวุธเฟื่องฟู แต่วิทยาศาสตร์-สุขภาพ-การศึกษาเสื่อมลง
เมื่อรัฐเลือกเทงบประมาณให้กองทัพและบริษัทผลิตอาวุธ
• ระบบการศึกษาและสาธารณสุขมักถูกตัดงบ
• เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Military-Industrial Complex” – ความร่วมมือเชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐ-ทุน-กองทัพ ที่ค้ำจุนกันและกันในระบบปิด
เช่นในสหรัฐฯ หลังสงครามเวียดนามและสงครามอ่าว สัดส่วนงบประมาณกลาโหมยังสูงกว่าด้านอื่น ๆ อย่างไม่สมดุล ทำให้ประชาชนรู้สึกถูกทอดทิ้งในเรื่องคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน
⸻
3. ความตายที่ไม่จำกัดเฉพาะแนวหน้า: พลเรือนคือผู้สูญเสียหลัก
แม้การต่อสู้จะเกิดขึ้นระหว่างกองทัพ แต่ พลเรือน เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเชิงสถิติ:
• สงครามโลกครั้งที่สอง พลเรือนเสียชีวิตกว่า 50% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
• สงครามในซีเรีย (2011–ปัจจุบัน) ผู้เสียชีวิตเกิน 300,000 ราย ส่วนใหญ่คือประชาชนผู้ไม่มีอาวุธ
สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบ — แต่มุ่งสู่เมือง โรงเรียน โรงพยาบาล และบ้านของผู้บริสุทธิ์
⸻
4. การล่มสลายของวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม
สงครามทำลายไม่เพียงชีวิต แต่ยังทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม:
• มหาวิหาร เมืองโบราณ โบราณสถาน และพิพิธภัณฑ์ถูกทำลาย เช่นในอิรัก (กรุงแบกแดด, นีนะเวห์)
• ระบบครอบครัวแหลกสลาย เด็กต้องกลายเป็นกำพร้า หรือทหารเด็ก
• คนหนีตายกลายเป็นผู้อพยพเร่ร่อนหลายล้านคน เช่นในสงครามซีเรีย, ยูเครน และอัฟกานิสถาน
⸻
5. ความบอบช้ำทางจิตวิญญาณ: สงครามเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็น “เครื่องมือ”
สงครามทำให้ชีวิตมนุษย์ไร้ค่า:
• ทหารผ่านศึกจำนวนมากมีอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เช่นในสหรัฐอเมริกา ทหารที่กลับจากอิรักและอัฟกานิสถานมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่า
• เด็กที่เติบโตในเขตสงครามมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า ความรุนแรงฝังลึกในจิตใต้สำนึก
• สังคมในภาพรวมสูญเสีย “ความไวต่อความทุกข์” กลายเป็นเฉยชาเมื่อเห็นคนตาย
⸻
6. ความจริงที่ถูกบิดเบือน: สงครามคือโรงงานสร้างวาทกรรม
รัฐมักควบคุมสื่อในช่วงสงคราม เพื่อรักษาความชอบธรรมของตน:
• สงครามอิรักเริ่มต้นจากข้อมูลเท็จเรื่อง “อาวุธชีวภาพ”
• สงครามเวียดนามได้รับการสนับสนุนจากสื่อในช่วงต้น จนกระทั่งภาพความโหดร้ายรั่วไหล
• การสร้าง “ศัตรู” โดยปลุกอารมณ์ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือความกลัว ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อทำให้ประชาชนเห็นด้วยกับความรุนแรง
⸻
บทสรุปสุดท้าย: รัฐอาจได้ประโยชน์ แต่ประชาชนเสียศักดิ์ศรีและอนาคต
สงครามอาจเป็น “นโยบายของรัฐ” แต่เป็น “โศกนาฏกรรมของประชาชน”
มันเปิดโอกาสให้ผู้นำสะสมอำนาจ
ให้ทุนใหญ่สะสมทรัพย์
และให้โลกสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์”
คำถามไม่ใช่เพียงว่า “สงครามครั้งใดถูกหรือผิด”
แต่คือ:
“เรายอมให้รัฐใช้ชีวิตเราเป็นเดิมพันได้อีกกี่ครั้ง?”
⸻
สงคราม: การล้มเหลวของความเข้าใจ — และต้นทุนของการไม่เรียนรู้
7. เมื่อรัฐต่อสู้ รากเหง้ามนุษย์ถูกเผา
รัฐใช้คำว่า “ศัตรู” เพื่อวาดภาพคนอื่นให้กลายเป็นสิ่งที่ฆ่าได้ — แต่อย่าลืมว่า ก่อนเขาจะเป็น “ศัตรู” เขาคือ มนุษย์ที่รักลูกเหมือนกัน กลัวตายเหมือนกัน และเคยหัวเราะเหมือนกัน
แต่สงครามเปลี่ยน “ใบหน้า” ของมนุษย์ให้กลายเป็นเป้า
เปลี่ยนความรักให้กลายเป็นปืน
เปลี่ยนคำอธิษฐานให้กลายเป็นเสียงระเบิด
แม้สงครามจะจบลงในทางยุทธศาสตร์
แต่มันไม่เคยจบในใจของผู้รอดชีวิต
⸻
8. ประวัติศาสตร์ไม่สอนคนโง่ — มันแค่บันทึกให้คนกล้าทบทวน
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ
แต่เรากลับยกย่องวีรบุรุษที่ฆ่าได้มากกว่าคนที่ให้อภัย
เราสร้างอนุสาวรีย์ให้กับความกล้าหาญ แต่ไม่เคยสร้างสิ่งใดให้กับ “ความเข้าใจ”
“We learn from history that we do not learn from history.”
— Georg Wilhelm Friedrich Hegel
โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บอกว่าจะไม่ทำผิดซ้ำอีก
แต่จากเวียดนาม สู่อิรัก สู่ยูเครน — เราทำซ้ำทุกครั้ง ด้วยเหตุผลใหม่ที่ฟังดูดีขึ้น
⸻
9. สันติภาพไม่ใช่แค่การไม่มีสงคราม แต่คือการไม่มี ‘ความกลัว’
รัฐมักอ้างว่า สงครามคือการป้องกัน “ภัยคุกคาม”
แต่คำถามคือ — ภัยนั้นมีอยู่จริง หรือถูกสร้างขึ้นเพราะ ความกลัว เป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์ได้ง่ายที่สุด?
สงครามจะไม่มีวันจบ ตราบใดที่มนุษย์ยังกลัวกันและกัน
ยังแบ่งพรมแดนทางใจ
ยังเห็นว่าความตายของคนอื่น “น้อยค่ากว่า” ความมั่นคงของชาติ
⸻
10. คำถามปลายเปิดสำหรับยุคใหม่: เราจะเป็นผู้คนแบบใด?
• เราจะให้สงครามอยู่ในมือของรัฐและเรียกมันว่า “ยุทธศาสตร์” หรือเราจะดึงกลับมาในมือของมนุษย์และเรียกมันว่า “บาดแผล”?
• เราจะสร้างชาติด้วยอาวุธ? หรือสร้างด้วยการกล้ารับฟังคนที่เราไม่เห็นด้วย?
• เราจะยกเด็กขึ้นสูงด้วยธงชาติ? หรือปกป้องพวกเขาด้วยสันติภาพที่แท้จริง?
⸻
บทสรุปสุดท้าย: สงครามอาจให้กำไรกับรัฐ — แต่พรากความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย
รัฐอาจได้ที่ดิน ได้พลังงาน ได้อำนาจ ได้การพิมพ์เงิน
แต่มนุษย์เสียใจ เสียลูก เสียบ้าน เสียคำอธิษฐาน
สงครามไม่เคยจบ เพราะมันไม่เคยเริ่มจากเหตุผล — มันเริ่มจากความไม่รู้
และมันจะจบได้ก็ต่อเมื่อเรา “เข้าใจ” ก่อน “ยิง”
#Siamstr #nostr #peace
Login to reply