สภาพคล่องโลก (Global Liquidity), M2 และ “Catch-up Rally” ของ Bitcoin
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างจากทองคำ–เงิน สู่สินทรัพย์เสี่ยงยุคใหม่
1. M2 และสภาพคล่องโลก: กลไกที่อยู่เบื้องหลังราคาสินทรัพย์
ปริมาณเงิน M2 (รวมเงินสด เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากระยะสั้น) ถูกใช้เป็นตัวแทนสำคัญของ “สภาพคล่องในระบบการเงิน” เมื่อ M2 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หมายถึงต้นทุนเงินลดลง ความสามารถในการกู้ยืมสูงขึ้น และความต้องการถือสินทรัพย์เพิ่มขึ้น (Friedman & Schwartz, 1963; Borio, 2012)
งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การขยายตัวของ Global Liquidity มีความสัมพันธ์เชิงบวกระยะกลางกับราคาสินทรัพย์แทบทุกประเภท ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ (IMF, 2014; BIS, 2018)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง:
เมื่อเงินล้นระบบ → ผลตอบแทนพันธบัตรจริงลดลง → นักลงทุนถูกผลักออกจาก “เงินสด” ไปสู่ “สินทรัพย์”
⸻
2. ทำไมทองคำและเงินมัก “นำหน้า” ในวัฏจักรสภาพคล่อง
ทองคำ (Gold) และเงิน (Silver) ทำหน้าที่เป็น Monetary Hedge ต่อการเสื่อมค่าของเงิน (currency debasement) และเงินเฟ้อเชิงโครงสร้างมานานหลายศตวรรษ งานเชิงประจักษ์พบว่าในช่วงต้นของ Liquidity Cycle สินทรัพย์ปลอดภัยที่ “ไม่ผูกกับความเสี่ยงเครดิต” มักตอบสนองก่อน (Erb & Harvey, 2013; Baur & McDermott, 2010)
เหตุผลหลักคือ
1. ทองคำไม่ขึ้นกับกระแสเงินสด → ไวต่อ Real Yield มาก
2. เงิน (Silver) มีทั้งบทบาท monetary + industrial → เร่งตัวแรงในช่วงฟื้นตัวเศรษฐกิจ
เมื่อ M2 ขยายตัวต่อเนื่อง ราคาทองและเงินที่ทำ All-Time High จึงไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของสภาพคล่อง (leading indicator)
⸻
3. Bitcoin ในฐานะ “High-Beta Liquidity Asset”
แม้ Bitcoin จะถูกเรียกว่า “Digital Gold” แต่เชิงพฤติกรรมตลาดแล้ว BTC มีลักษณะเป็น สินทรัพย์เสี่ยงที่มี beta ต่อสภาพคล่องสูง มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย (Baur, Hong & Lee, 2018; Liu & Tsyvinski, 2021)
งานวิจัยพบว่า
• ผลตอบแทน Bitcoin มีความสัมพันธ์กับ Global Liquidity และ Risk Appetite
• มีความไวต่อทิศทางนโยบายการเงินมากกว่าทองคำ
• มัก lag ในช่วงแรกของ Liquidity Expansion และ เร่งตัวในช่วงหลัง
นี่คือที่มาของแนวคิด “Catch-up Effect”
⸻
4. Catch-up Effect: การปิดช่องว่างของสินทรัพย์
Catch-up Effect หมายถึงปรากฏการณ์ที่สินทรัพย์ซึ่ง “ตามหลัง” ปัจจัยพื้นฐาน (เช่น สภาพคล่อง) จะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อปิด gap เมื่อความไม่สอดคล้องนั้นดำรงอยู่ได้นานพอ (Shiller, 2015)
ในหลายรอบวัฏจักรที่ผ่านมา
• Global Liquidity ↑
• Gold / Silver ↑ ก่อน
• Bitcoin ↑ ตามมาแบบ เร็วและแรงกว่า
เหตุผลคือ
1. BTC มี Market Depth ต่ำกว่า → ราคาเคลื่อนไหวแรง
2. นักลงทุนมอง BTC เป็น option ต่อ liquidity
3. Narrative เปลี่ยนเร็วเมื่อ momentum มา (Shiller, 2017)
⸻
5. เงื่อนไขสำคัญที่สนับสนุน Catch-up Rally
จากทั้งทฤษฎีและข้อมูลเชิงประจักษ์ เงื่อนไขหลักได้แก่
1. Bitcoin ต้องยืนในโซนสะสม (accumulation range)
→ ลด downside risk จาก forced selling
2. ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อ่อนค่า
→ เพิ่ม Global Dollar Liquidity (Bruno & Shin, 2015)
3. สภาพคล่องยังไหลเข้าระบบการเงิน
→ ผ่าน QE, Fiscal dominance, หรือ Credit expansion
เมื่อทั้งสามปัจจัยเกิดพร้อมกัน ความน่าจะเป็นของ Catch-up Rally จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
⸻
6. แต่ทำไม “ไม่ใช่ทุกครั้ง” ที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
แม้ pattern จะปรากฏซ้ำในหลายรอบ แต่เศรษฐศาสตร์การเงินย้ำเสมอว่า
Correlation ≠ Causation
ปัจจัยที่ทำให้ Bitcoin “ไม่ตาม” ได้แก่
• Regulatory shock
• Leverage excess และ forced deleveraging
• Liquidity fragmentation ระหว่างประเทศ
• ความเสื่อมของ narrative ชั่วคราว (Gennaioli, Shleifer & Vishny, 2018)
ดังนั้น Catch-up Effect คือ ความน่าจะเป็น ไม่ใช่กฎตายตัว
⸻
7. บทสรุปเชิงโครงสร้าง
Bitcoin ไม่ได้เคลื่อนไหวลอยตัวจากระบบการเงินโลก
แต่เป็นผลลัพธ์ของ
สภาพคล่อง → พฤติกรรมนักลงทุน → โครงสร้างตลาด
การที่ทองและเงินทำจุดสูงสุดใหม่ในบริบทของ M2 และ Global Liquidity ที่ขยายตัว จึงเป็น “สัญญาณเชิงระบบ” มากกว่าข่าวเฉพาะตัว
Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มี sensitivity ต่อ liquidity สูง จึงมีเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์รองรับว่าทำไมตลาดจึงจับตา “Catch-up Rally”
แต่ในโลกจริง
การบริหารความเสี่ยงสำคัญกว่าการทำนายทิศทาง
⸻
เอกสารอ้างอิง (บางส่วน)
• Friedman, M. & Schwartz, A. (1963). A Monetary History of the United States
• Borio, C. (2012). The financial cycle and macroeconomics (BIS)
• IMF (2014). Global Liquidity: Issues for Surveillance
• Baur, D. & McDermott, T. (2010). Is gold a safe haven?
• Erb, C. & Harvey, C. (2013). The Golden Dilemma
• Baur, D., Hong, K., & Lee, A. (2018). Bitcoin: Medium of exchange or speculative assets?
• Liu, Y. & Tsyvinski, A. (2021). Risks and returns of cryptocurrency
• Bruno, V. & Shin, H.S. (2015). Cross-border banking and global liquidity
• Shiller, R. (2015, 2017). Narrative Economics
• Gennaioli, N., Shleifer, A., & Vishny, R. (2018). A Crisis of Beliefs
⸻
8. Global Liquidity ไม่ได้ไหล “เท่ากัน” ทุกสินทรัพย์
Liquidity Segmentation และเหตุผลที่ Bitcoin มัก lag
งานของ BIS และ IMF ชี้ตรงกันว่า สภาพคล่องโลกไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไหลผ่าน “ท่อ” ที่มีแรงต้านต่างกัน (Borio, 2014; BIS, 2018)
ลำดับโดยทั่วไปคือ
1. Sovereign bonds / เงินสด
2. Gold / Silver (สินทรัพย์ไร้เครดิต)
3. Equities ตลาดหลัก
4. High-beta assets / Crypto / EM
Bitcoin อยู่ปลายท่อของระบบการเงินโลกด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
• ไม่มี backstop จากรัฐ
• Market depth ยังเล็กเมื่อเทียบกับ Global Capital
• ถูกจัดอยู่ใน bucket “speculative asset” ในเชิงสถาบัน
ดังนั้นในช่วง ต้น–กลาง Liquidity Cycle เงินจึง “ยังมาไม่ถึง” BTC แม้ปัจจัยมหภาคจะเอื้อแล้ว
นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือ โครงสร้างของระบบ
⸻
9. Bitcoin ในฐานะ “Liquidity Convexity”
ทำไมเมื่อมา…ถึงมักมาแรง
งานวิจัยของ Liu & Tsyvinski (2021) และ Poyser (2022) เสนอแนวคิดสำคัญว่า
Bitcoin มีลักษณะคล้าย convex payoff ต่อสภาพคล่อง
แปลเป็นภาษาตลาดคือ
• ตอน liquidity เริ่มมา → BTC ขยับน้อย
• ตอน liquidity ท่วมระบบ → BTC เร่งแบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear)
สาเหตุเชิงโครงสร้างคือ
1. Supply fixed + float ต่ำ
2. Leverage เพิ่มเร็วในช่วง bullish regime
3. Narrative feedback loop (ราคา → ความเชื่อ → เงินใหม่)
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Catch-up Rally
ไม่ใช่ “ไต่ขึ้น”
แต่เป็น “กระโดด”
⸻
10. Narrative Economics: ทำไมตลาด “เชื่อพร้อมกัน”
Robert Shiller เสนอว่า ราคาสินทรัพย์จำนวนมากไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลใหม่
แต่ด้วย เรื่องเล่าที่แพร่กระจายเหมือนไวรัส (Shiller, 2017)
ในบริบทของ Bitcoin
Narrative ที่มัก “activate” ช่วง Catch-up ได้แก่
• Digital Gold
• Hedge against debasement
• Institutional adoption
• Supply shock (halving narrative)
เมื่อ
• Gold/Silver ทำ ATH
• M2 ขยาย
• DXY อ่อน
Narrative เหล่านี้จะถูก “เรียกกลับมาใช้” อย่างรวดเร็ว
แม้ข้อมูลพื้นฐานจะไม่ได้เปลี่ยนในวันนั้นก็ตาม
นี่คือเหตุผลว่าทำไม BTC
ดูเหมือน “นิ่งอยู่นาน”
แล้ว “เคลื่อนทีเดียวแรง”
⸻
11. Late Liquidity Regime: ช่วงอันตรายที่คนมักมองข้าม
จุดสำคัญที่งานวิชาการเตือนซ้ำ ๆ คือ
ช่วงปลายของ Liquidity Cycle ให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงไม่สมมาตร (Minsky, 1986; Kindleberger, 1978)
ลักษณะของ late regime ได้แก่
• Leverage เพิ่มเร็วกว่ารายได้จริง
• สินทรัพย์ราคาขึ้นพร้อมกันเกือบทั้งหมด
• ความเชื่อว่า “ครั้งนี้ต่างออกไป”
Bitcoin ในช่วง Catch-up Rally มักเกิดใน phase นี้
ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม
Upside เปิดกว้าง
แต่ downside มาเร็วมากเช่นกัน
⸻
12. เงื่อนไขที่ทำให้ Catch-up Rally “พัง”
จากการศึกษาอดีต cycle ปัจจัยล้ม pattern ที่สำคัญคือ
1. Dollar Shortage Shock
→ USD funding ตึงตัวฉับพลัน (Brunnermeier & Oehmke, 2013)
2. Policy Surprise
→ การคุมสภาพคล่องเร็วเกินคาด
3. Leverage Cascade
→ liquidation chain ใน crypto market
4. Narrative Collapse
→ ความเชื่อพังเร็วกว่าปัจจัยมหภาค
ทั้งหมดนี้ทำให้
Liquidity “ยังอยู่”
แต่ ราคาไม่สะท้อน
⸻
13. บทสรุปเชิงวิชาการ
Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ทางเลือก
แต่เป็น ตัวขยาย (amplifier) ของสภาพคล่องโลก
• ทอง/เงิน = สัญญาณนำของ monetary regime
• Bitcoin = สินทรัพย์ที่สะท้อน “ความสุดโต่ง” ของ regime นั้น
Catch-up Rally จึงไม่ใช่ความบังเอิญ
แต่เป็นผลรวมของ
Monetary expansion
Market structure
Human belief system
และสิ่งที่งานวิจัยเห็นตรงกันมากที่สุดคือ
การอยู่รอดในตลาดสำคัญกว่าการทายถูกทิศ
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม
• Borio, C. (2014). The financial cycle and macroeconomics
• BIS (2018). Global liquidity: Changing dimensions
• Liu, Y. & Tsyvinski, A. (2021). Risks and returns of cryptocurrency
• Poyser, O. (2022). Bitcoin and global liquidity
• Shiller, R. (2017). Narrative Economics
• Minsky, H. (1986). Stabilizing an Unstable Economy
• Kindleberger, C. (1978). Manias, Panics, and Crashes
• Brunnermeier, M. & Oehmke, M. (2013). The maturity rat race
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
สภาพคล่องโลก (Global Liquidity), M2 และ “Catch-up Rally” ของ Bitcoin
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างจากทองคำ–เงิน สู่สินทรัพย์เสี่ยงยุคใหม่
1. M2 และสภาพคล่องโลก: กลไกที่อยู่เบื้องหลังราคาสินทรัพย์
ปริมาณเงิน M2 (รวมเงินสด เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากระยะสั้น) ถูกใช้เป็นตัวแทนสำคัญของ “สภาพคล่องในระบบการเงิน” เมื่อ M2 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หมายถึงต้นทุนเงินลดลง ความสามารถในการกู้ยืมสูงขึ้น และความต้องการถือสินทรัพย์เพิ่มขึ้น (Friedman & Schwartz, 1963; Borio, 2012)
งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า การขยายตัวของ Global Liquidity มีความสัมพันธ์เชิงบวกระยะกลางกับราคาสินทรัพย์แทบทุกประเภท ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ (IMF, 2014; BIS, 2018)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง:
เมื่อเงินล้นระบบ → ผลตอบแทนพันธบัตรจริงลดลง → นักลงทุนถูกผลักออกจาก “เงินสด” ไปสู่ “สินทรัพย์”
⸻
2. ทำไมทองคำและเงินมัก “นำหน้า” ในวัฏจักรสภาพคล่อง
ทองคำ (Gold) และเงิน (Silver) ทำหน้าที่เป็น Monetary Hedge ต่อการเสื่อมค่าของเงิน (currency debasement) และเงินเฟ้อเชิงโครงสร้างมานานหลายศตวรรษ งานเชิงประจักษ์พบว่าในช่วงต้นของ Liquidity Cycle สินทรัพย์ปลอดภัยที่ “ไม่ผูกกับความเสี่ยงเครดิต” มักตอบสนองก่อน (Erb & Harvey, 2013; Baur & McDermott, 2010)
เหตุผลหลักคือ
1. ทองคำไม่ขึ้นกับกระแสเงินสด → ไวต่อ Real Yield มาก
2. เงิน (Silver) มีทั้งบทบาท monetary + industrial → เร่งตัวแรงในช่วงฟื้นตัวเศรษฐกิจ
เมื่อ M2 ขยายตัวต่อเนื่อง ราคาทองและเงินที่ทำ All-Time High จึงไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของสภาพคล่อง (leading indicator)
⸻
3. Bitcoin ในฐานะ “High-Beta Liquidity Asset”
แม้ Bitcoin จะถูกเรียกว่า “Digital Gold” แต่เชิงพฤติกรรมตลาดแล้ว BTC มีลักษณะเป็น สินทรัพย์เสี่ยงที่มี beta ต่อสภาพคล่องสูง มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัย (Baur, Hong & Lee, 2018; Liu & Tsyvinski, 2021)
งานวิจัยพบว่า
• ผลตอบแทน Bitcoin มีความสัมพันธ์กับ Global Liquidity และ Risk Appetite
• มีความไวต่อทิศทางนโยบายการเงินมากกว่าทองคำ
• มัก lag ในช่วงแรกของ Liquidity Expansion และ เร่งตัวในช่วงหลัง
นี่คือที่มาของแนวคิด “Catch-up Effect”
⸻
4. Catch-up Effect: การปิดช่องว่างของสินทรัพย์
Catch-up Effect หมายถึงปรากฏการณ์ที่สินทรัพย์ซึ่ง “ตามหลัง” ปัจจัยพื้นฐาน (เช่น สภาพคล่อง) จะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อปิด gap เมื่อความไม่สอดคล้องนั้นดำรงอยู่ได้นานพอ (Shiller, 2015)
ในหลายรอบวัฏจักรที่ผ่านมา
• Global Liquidity ↑
• Gold / Silver ↑ ก่อน
• Bitcoin ↑ ตามมาแบบ เร็วและแรงกว่า
เหตุผลคือ
1. BTC มี Market Depth ต่ำกว่า → ราคาเคลื่อนไหวแรง
2. นักลงทุนมอง BTC เป็น option ต่อ liquidity
3. Narrative เปลี่ยนเร็วเมื่อ momentum มา (Shiller, 2017)
⸻
5. เงื่อนไขสำคัญที่สนับสนุน Catch-up Rally
จากทั้งทฤษฎีและข้อมูลเชิงประจักษ์ เงื่อนไขหลักได้แก่
1. Bitcoin ต้องยืนในโซนสะสม (accumulation range)
→ ลด downside risk จาก forced selling
2. ดัชนีดอลลาร์ (DXY) อ่อนค่า
→ เพิ่ม Global Dollar Liquidity (Bruno & Shin, 2015)
3. สภาพคล่องยังไหลเข้าระบบการเงิน
→ ผ่าน QE, Fiscal dominance, หรือ Credit expansion
เมื่อทั้งสามปัจจัยเกิดพร้อมกัน ความน่าจะเป็นของ Catch-up Rally จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
⸻
6. แต่ทำไม “ไม่ใช่ทุกครั้ง” ที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
แม้ pattern จะปรากฏซ้ำในหลายรอบ แต่เศรษฐศาสตร์การเงินย้ำเสมอว่า
Correlation ≠ Causation
ปัจจัยที่ทำให้ Bitcoin “ไม่ตาม” ได้แก่
• Regulatory shock
• Leverage excess และ forced deleveraging
• Liquidity fragmentation ระหว่างประเทศ
• ความเสื่อมของ narrative ชั่วคราว (Gennaioli, Shleifer & Vishny, 2018)
ดังนั้น Catch-up Effect คือ ความน่าจะเป็น ไม่ใช่กฎตายตัว
⸻
7. บทสรุปเชิงโครงสร้าง
Bitcoin ไม่ได้เคลื่อนไหวลอยตัวจากระบบการเงินโลก
แต่เป็นผลลัพธ์ของ
สภาพคล่อง → พฤติกรรมนักลงทุน → โครงสร้างตลาด
การที่ทองและเงินทำจุดสูงสุดใหม่ในบริบทของ M2 และ Global Liquidity ที่ขยายตัว จึงเป็น “สัญญาณเชิงระบบ” มากกว่าข่าวเฉพาะตัว
Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ที่มี sensitivity ต่อ liquidity สูง จึงมีเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์รองรับว่าทำไมตลาดจึงจับตา “Catch-up Rally”
แต่ในโลกจริง
การบริหารความเสี่ยงสำคัญกว่าการทำนายทิศทาง
⸻
เอกสารอ้างอิง (บางส่วน)
• Friedman, M. & Schwartz, A. (1963). A Monetary History of the United States
• Borio, C. (2012). The financial cycle and macroeconomics (BIS)
• IMF (2014). Global Liquidity: Issues for Surveillance
• Baur, D. & McDermott, T. (2010). Is gold a safe haven?
• Erb, C. & Harvey, C. (2013). The Golden Dilemma
• Baur, D., Hong, K., & Lee, A. (2018). Bitcoin: Medium of exchange or speculative assets?
• Liu, Y. & Tsyvinski, A. (2021). Risks and returns of cryptocurrency
• Bruno, V. & Shin, H.S. (2015). Cross-border banking and global liquidity
• Shiller, R. (2015, 2017). Narrative Economics
• Gennaioli, N., Shleifer, A., & Vishny, R. (2018). A Crisis of Beliefs
⸻
8. Global Liquidity ไม่ได้ไหล “เท่ากัน” ทุกสินทรัพย์
Liquidity Segmentation และเหตุผลที่ Bitcoin มัก lag
งานของ BIS และ IMF ชี้ตรงกันว่า สภาพคล่องโลกไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอ แต่ไหลผ่าน “ท่อ” ที่มีแรงต้านต่างกัน (Borio, 2014; BIS, 2018)
ลำดับโดยทั่วไปคือ
1. Sovereign bonds / เงินสด
2. Gold / Silver (สินทรัพย์ไร้เครดิต)
3. Equities ตลาดหลัก
4. High-beta assets / Crypto / EM
Bitcoin อยู่ปลายท่อของระบบการเงินโลกด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ
• ไม่มี backstop จากรัฐ
• Market depth ยังเล็กเมื่อเทียบกับ Global Capital
• ถูกจัดอยู่ใน bucket “speculative asset” ในเชิงสถาบัน
ดังนั้นในช่วง ต้น–กลาง Liquidity Cycle เงินจึง “ยังมาไม่ถึง” BTC แม้ปัจจัยมหภาคจะเอื้อแล้ว
นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ
แต่คือ โครงสร้างของระบบ
⸻
9. Bitcoin ในฐานะ “Liquidity Convexity”
ทำไมเมื่อมา…ถึงมักมาแรง
งานวิจัยของ Liu & Tsyvinski (2021) และ Poyser (2022) เสนอแนวคิดสำคัญว่า
Bitcoin มีลักษณะคล้าย convex payoff ต่อสภาพคล่อง
แปลเป็นภาษาตลาดคือ
• ตอน liquidity เริ่มมา → BTC ขยับน้อย
• ตอน liquidity ท่วมระบบ → BTC เร่งแบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear)
สาเหตุเชิงโครงสร้างคือ
1. Supply fixed + float ต่ำ
2. Leverage เพิ่มเร็วในช่วง bullish regime
3. Narrative feedback loop (ราคา → ความเชื่อ → เงินใหม่)
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Catch-up Rally
ไม่ใช่ “ไต่ขึ้น”
แต่เป็น “กระโดด”
⸻
10. Narrative Economics: ทำไมตลาด “เชื่อพร้อมกัน”
Robert Shiller เสนอว่า ราคาสินทรัพย์จำนวนมากไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลใหม่
แต่ด้วย เรื่องเล่าที่แพร่กระจายเหมือนไวรัส (Shiller, 2017)
ในบริบทของ Bitcoin
Narrative ที่มัก “activate” ช่วง Catch-up ได้แก่
• Digital Gold
• Hedge against debasement
• Institutional adoption
• Supply shock (halving narrative)
เมื่อ
• Gold/Silver ทำ ATH
• M2 ขยาย
• DXY อ่อน
Narrative เหล่านี้จะถูก “เรียกกลับมาใช้” อย่างรวดเร็ว
แม้ข้อมูลพื้นฐานจะไม่ได้เปลี่ยนในวันนั้นก็ตาม
นี่คือเหตุผลว่าทำไม BTC
ดูเหมือน “นิ่งอยู่นาน”
แล้ว “เคลื่อนทีเดียวแรง”
⸻
11. Late Liquidity Regime: ช่วงอันตรายที่คนมักมองข้าม
จุดสำคัญที่งานวิชาการเตือนซ้ำ ๆ คือ
ช่วงปลายของ Liquidity Cycle ให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงไม่สมมาตร (Minsky, 1986; Kindleberger, 1978)
ลักษณะของ late regime ได้แก่
• Leverage เพิ่มเร็วกว่ารายได้จริง
• สินทรัพย์ราคาขึ้นพร้อมกันเกือบทั้งหมด
• ความเชื่อว่า “ครั้งนี้ต่างออกไป”
Bitcoin ในช่วง Catch-up Rally มักเกิดใน phase นี้
ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไม
Upside เปิดกว้าง
แต่ downside มาเร็วมากเช่นกัน
⸻
12. เงื่อนไขที่ทำให้ Catch-up Rally “พัง”
จากการศึกษาอดีต cycle ปัจจัยล้ม pattern ที่สำคัญคือ
1. Dollar Shortage Shock
→ USD funding ตึงตัวฉับพลัน (Brunnermeier & Oehmke, 2013)
2. Policy Surprise
→ การคุมสภาพคล่องเร็วเกินคาด
3. Leverage Cascade
→ liquidation chain ใน crypto market
4. Narrative Collapse
→ ความเชื่อพังเร็วกว่าปัจจัยมหภาค
ทั้งหมดนี้ทำให้
Liquidity “ยังอยู่”
แต่ ราคาไม่สะท้อน
⸻
13. บทสรุปเชิงวิชาการ
Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ทางเลือก
แต่เป็น ตัวขยาย (amplifier) ของสภาพคล่องโลก
• ทอง/เงิน = สัญญาณนำของ monetary regime
• Bitcoin = สินทรัพย์ที่สะท้อน “ความสุดโต่ง” ของ regime นั้น
Catch-up Rally จึงไม่ใช่ความบังเอิญ
แต่เป็นผลรวมของ
Monetary expansion
Market structure
Human belief system
และสิ่งที่งานวิจัยเห็นตรงกันมากที่สุดคือ
การอยู่รอดในตลาดสำคัญกว่าการทายถูกทิศ
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม
• Borio, C. (2014). The financial cycle and macroeconomics
• BIS (2018). Global liquidity: Changing dimensions
• Liu, Y. & Tsyvinski, A. (2021). Risks and returns of cryptocurrency
• Poyser, O. (2022). Bitcoin and global liquidity
• Shiller, R. (2017). Narrative Economics
• Minsky, H. (1986). Stabilizing an Unstable Economy
• Kindleberger, C. (1978). Manias, Panics, and Crashes
• Brunnermeier, M. & Oehmke, M. (2013). The maturity rat race
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
Login to reply