maiakee's avatar
maiakee 1 week ago
image 🌊ความนิ่งใต้การเคลื่อนไหว: เอกภพโฮโลกราฟิก จิตสำนึก และภาพลวงตาของเวลา บทนำ คลิปที่คุณส่งมานำเสนอภาพของเอกภพในฐานะ “ความนิ่งสมบูรณ์” ที่ซ่อนอยู่ใต้การเคลื่อนไหวทั้งหมด โดยใช้ถ้อยคำเชิงกวีผสานภาษาฟิสิกส์สมัยใหม่ เช่น โฮโลกราฟี การพัวพันเชิงควอนตัม (entanglement) โหนดของความเป็นจริง และการเปลี่ยนรูปแบบของการแทรกสอดของคลื่น แนวคิดหลักของคลิปคือ สิ่งที่เราเรียกว่า “การเคลื่อนไหว” อาจเป็นเพียงประสบการณ์ของจิตสำนึกที่กำลังเปลี่ยนมุมมองผ่านรูปแบบข้อมูลที่มีอยู่แล้วทั้งหมดในเอกภพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดร่วมสมัยในฟิสิกส์เชิงทฤษฎี ปรัชญาเวลา และประสาทวิทยาการรับรู้ ที่เสนอว่าความเป็นจริงระดับลึกอาจไม่เคลื่อนไหวแบบที่เรารับรู้ และเวลาอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์หรือการประมวลผลข้อมูลของระบบต่าง ๆ มากกว่าจะเป็นมิติพื้นฐานของจักรวาล (Rovelli, 2018; Einstein & Minkowski spacetime; Friston, 2010) ⸻ เอกภพที่อาจ “นิ่ง” ใต้ภาพยนตร์ของเวลา คำกล่าวในคลิปว่า “ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนจริง ๆ” สะท้อนกับแนวคิดแบบ block universe ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซึ่งเสนอว่าอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมีอยู่พร้อมกันในโครงสร้างกาล–อวกาศสี่มิติ การเคลื่อนไหวที่เรารับรู้จึงอาจเป็นเพียงการที่สติรับรู้กำลังผ่านลำดับเหตุการณ์ที่มีอยู่แล้ว คล้ายกับการดูภาพยนตร์ทีละเฟรม ทั้งที่ฟิล์มทั้งม้วนมีอยู่ครบก่อนแล้ว (Einstein, 1915; Minkowski, 1908) นักฟิสิกส์ร่วมสมัยอย่าง Carlo Rovelli ยังเสนอว่าความเป็นจริงพื้นฐานอาจไม่ประกอบด้วยเวลาแบบสัมบูรณ์ แต่เวลาเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างระบบที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ดังนั้น “ความนิ่ง” ในระดับลึกอาจเป็นสภาวะของโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ขึ้นกับเวลา ส่วน “การเคลื่อนไหว” เป็นผลของการรับรู้และความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ (Rovelli, 2018) ⸻ เอกภพแบบโฮโลกราฟิกและข้อมูล คลิปใช้คำว่า “holographic motion” เพื่อบ่งชี้ว่าความเป็นจริงอาจมีลักษณะเหมือนโฮโลแกรม ซึ่งสอดคล้องกับ Holographic Principle ในฟิสิกส์ทฤษฎี แนวคิดนี้เสนอว่าข้อมูลทั้งหมดในเอกภพสามมิติอาจถูกเข้ารหัสบนพื้นผิวสองมิติที่ล้อมรอบมัน โดยมีการพัฒนาที่สำคัญผ่านทฤษฎี AdS/CFT correspondence ที่เชื่อมโยงทฤษฎีแรงโน้มถ่วงกับทฤษฎีสนามควอนตัมบนขอบเขต (Maldacena, 1997; ’t Hooft, 1993; Susskind, 1995) แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดมุมมองว่า “สสาร” และ “การเคลื่อนไหว” อาจเป็นเพียงรูปแบบของข้อมูลที่ปรากฏขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานที่ลึกกว่า ในทางปรัชญาฟิสิกส์ David Bohm ยังเสนอแนวคิด implicate order ซึ่งมองว่าความเป็นจริงทั้งหมดถูกพับซ่อนอยู่ในโครงสร้างลึก และสิ่งที่เราเห็นเป็นโลกที่คลี่ออกมาเป็นเพียงการแสดงออกของโครงสร้างนั้น (Bohm, 1980) ⸻ Entanglement และการเชื่อมโยงของทุกโหนด คลิปกล่าวว่าการพัวพันเชิงควอนตัมเชื่อมโยงทุกโหนดทันที และระยะทางเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏบน “หน้าจอ” แนวคิดนี้มีรากฐานจากการทดลองด้าน quantum entanglement ที่แสดงให้เห็นว่าอนุภาคสองตัวสามารถมีสถานะร่วมกันแม้อยู่ห่างกันมาก โดยการวัดหนึ่งส่งผลต่ออีกตัวในลักษณะที่ไม่อาจอธิบายด้วยฟิสิกส์คลาสสิก (Aspect et al., 1982; Nobel Prize in Physics, 2022) งานวิจัยเชิงทฤษฎีบางสายเสนอว่าโครงสร้างของกาล–อวกาศเองอาจเกิดจากเครือข่ายของความพัวพันระหว่างสถานะควอนตัม กล่าวคือ ถ้าการพัวพันลดลง โครงสร้างของกาล–อวกาศก็อาจแยกตัวหรือสลายไป (Van Raamsdonk, 2010) แนวคิดนี้ทำให้คำกล่าวในคลิปว่าระยะทางเป็นเพียงภาพที่ปรากฏบนจอมีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีที่มองว่ากาล–อวกาศเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างข้อมูลเชิงควอนตัม ⸻ โหนด สนาม และการเกิดของสสาร ภาพในคลิปที่แสดงโหนดเชื่อมโยงกันและกลายเป็นสสารสะท้อนกับแนวคิดใน quantum field theory ซึ่งมองว่าสสารไม่ใช่วัตถุแข็ง แต่เป็นการกระตุ้น (excitation) ของสนามพื้นฐานต่าง ๆ เช่น สนามอิเล็กตรอนหรือสนามควาร์ก (Weinberg, 1995) ในทฤษฎี Loop Quantum Gravity โครงสร้างของกาล–อวกาศเองอาจประกอบด้วยโหนดและเส้นเชื่อมโยงในรูปแบบของ spin networks ซึ่งเป็นเครือข่ายเชิงควอนตัมที่สร้างโครงสร้างของอวกาศขึ้นมา (Rovelli & Smolin, 1995) ดังนั้นคำกล่าวว่า “โหนดกลายเป็นสสาร” อาจตีความได้ว่าโครงสร้างข้อมูลหรือสนามพื้นฐานเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เราเรียกว่าวัตถุและพลังงาน ⸻ การเคลื่อนไหวในฐานะการเปลี่ยนรูปแบบการรับรู้ คลิปเสนอว่าการเคลื่อนไหวคือจิตสำนึกที่กำลังเปลี่ยนผ่านระหว่างรูปแบบการแทรกสอดของคลื่น แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎี predictive processing ในประสาทวิทยา ซึ่งเสนอว่าสมองสร้างแบบจำลองของโลกอย่างต่อเนื่องและคาดการณ์ข้อมูลประสาทสัมผัสล่วงหน้า การรับรู้จึงเป็นกระบวนการสร้างความเป็นจริงภายในมากกว่าการรับข้อมูลตรงจากภายนอก (Friston, 2010) ในมุมนี้ “การเคลื่อนไหว” ที่เรารับรู้ในโลกอาจเป็นผลของการที่สมองกำลังอัปเดตแบบจำลองของโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การเคลื่อนจริงของวัตถุในระดับพื้นฐาน ⸻ ความนิ่งในฐานะพื้นฐานของความเป็นจริง แนวคิดว่าความนิ่งเป็นความจริงพื้นฐานปรากฏทั้งในฟิสิกส์และปรัชญา ในฟิสิกส์ควอนตัม สถานะพื้นฐานของสนามหรือ vacuum state ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นสภาวะที่มีพลังงานพื้นฐานและความผันผวนเชิงควอนตัมตลอดเวลา (Peskin & Schroeder, 1995) ในปรัชญาตะวันตก Parmenides เสนอว่าความเป็นจริงที่แท้จริงไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนการเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงภาพลวงตาของการรับรู้ ขณะที่ในพุทธปรัชญา สภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับหรืออสังขตธรรมถูกมองว่าอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงของโลกปรากฏการณ์ ดังนั้นแนวคิดในคลิปจึงเป็นการผสานฟิสิกส์ร่วมสมัยกับปรัชญาเชิงอภิปรัชญา เพื่อเสนอภาพของเอกภพที่อาจมีโครงสร้างพื้นฐานนิ่งสงบ ขณะที่ประสบการณ์ของเวลา การเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากกระบวนการของการรับรู้ การสัมพันธ์ และการแสดงออกของข้อมูลในระดับต่าง ๆ ของความเป็นจริง ⸻ สรุป เมื่อพิจารณาเชิงวิชาการ คลิปไม่ได้เป็นทฤษฎีฟิสิกส์ที่ยอมรับโดยตรงทั้งหมด แต่เป็นการผสมผสานแนวคิดจากหลายสาขา ได้แก่ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ฟิสิกส์ควอนตัม ทฤษฎีข้อมูล และประสาทวิทยาการรับรู้ เพื่อเสนอภาพของเอกภพในฐานะโครงสร้างข้อมูลหรือความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าโลกที่เรารับรู้ แนวคิดว่าการเคลื่อนไหวอาจเป็นภาพลวงตาเชิงการรับรู้ และความนิ่งอาจเป็นพื้นฐานของความเป็นจริง มีความสอดคล้องบางส่วนกับงานวิจัยร่วมสมัยที่มองว่าเวลา กาล–อวกาศ และแม้แต่สสารอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างข้อมูลและความสัมพันธ์เชิงควอนตัม มากกว่าจะเป็นสิ่งพื้นฐานที่แยกจากกันอย่างที่ฟิสิกส์คลาสสิกเคยเข้าใจ (Rovelli, 2018; Maldacena, 1997; Van Raamsdonk, 2010; Friston, 2010) ——— จิตสำนึกในฐานะผู้ “เลื่อนเฟส” ของเอกภพ เมื่อคลิปกล่าวว่าการเคลื่อนไหวคือจิตสำนึกที่กำลังเปลี่ยนผ่านระหว่างรูปแบบการแทรกสอดของคลื่น แนวคิดนี้สามารถเชื่อมโยงกับงานวิจัยร่วมสมัยที่มองว่าจิตสำนึกไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตของสมอง แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดระเบียบข้อมูลในระบบที่ซับซ้อน ในประสาทวิทยาและวิทยาศาสตร์การรับรู้ แนวคิด predictive processing เสนอว่าสมองทำงานในลักษณะเครื่องสร้างแบบจำลอง (model-generating system) ที่คาดการณ์โลกอยู่ตลอดเวลา และปรับปรุงแบบจำลองตามข้อมูลที่ได้รับ การรับรู้จึงเป็นกระบวนการสร้างความต่อเนื่องของโลกภายใน มากกว่าการสะท้อนโลกภายนอกโดยตรง (Friston, 2010) เมื่อมองผ่านกรอบนี้ “การเคลื่อนไหว” ที่เรารับรู้อาจเป็นผลของการที่ระบบประสาทกำลังอัปเดตสถานะข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ในระดับลึกอาจมีเพียงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบข้อมูลในเครือข่าย ในฟิสิกส์เชิงทฤษฎี แนวคิดเกี่ยวกับข้อมูลมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ นักวิจัยบางคนเสนอว่าเอกภพอาจมีลักษณะคล้ายระบบคำนวณควอนตัมขนาดมหึมา ซึ่งสถานะทั้งหมดของมันสามารถอธิบายได้ด้วยข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล (Lloyd, 2006) หากมองเช่นนี้ การที่จิตสำนึก “เลื่อน” ระหว่างรูปแบบต่าง ๆ อาจเทียบได้กับการที่ผู้สังเกตกำลังเปลี่ยนสถานะการเข้าถึงข้อมูลในเครือข่ายของเอกภพ แม้แนวคิดนี้ยังเป็นเชิงปรัชญาและไม่ได้รับการยืนยันทางทดลองโดยตรง แต่ก็สะท้อนความพยายามของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ความเป็นจริง และโครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของจักรวาล กาล–อวกาศที่เกิดจากความสัมพันธ์ คลิปยังเสนอว่าระยะทางและการแยกจากกันเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏบน “หน้าจอ” ของการรับรู้ แนวคิดนี้มีความสอดคล้องกับทฤษฎีที่มองว่ากาล–อวกาศไม่ใช่เวทีพื้นฐานที่วัตถุเคลื่อนที่อยู่ภายใน แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสถานะควอนตัม งานวิจัยในทฤษฎีแรงโน้มถ่วงควอนตัมและทฤษฎีสนามเชิงควอนตัมชี้ว่าโครงสร้างของอวกาศอาจเกิดจากเครือข่ายของความพัวพันระหว่างอนุภาคหรือสถานะข้อมูล หากความพัวพันลดลง โครงสร้างของอวกาศก็อาจแยกออกหรือสูญเสียความต่อเนื่อง (Van Raamsdonk, 2010) แนวคิดนี้ทำให้การพูดว่าระยะทางเป็นเพียงภาพที่ปรากฏไม่ใช่เพียงบทกวี แต่เป็นการตีความเชิงปรัชญาของทฤษฎีที่มองว่าความใกล้–ไกลในอวกาศอาจเป็นผลของความสัมพันธ์เชิงข้อมูล มากกว่าระยะทางทางกายภาพในความหมายดั้งเดิม ในทำนองเดียวกัน งานใน Loop Quantum Gravity เสนอว่าโครงสร้างของอวกาศประกอบด้วยโหนดและเส้นเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายเชิงควอนตัม (spin networks) ซึ่งก่อให้เกิดคุณสมบัติของอวกาศและเวลาในระดับมหภาค (Rovelli & Smolin, 1995) ภาพโหนดที่เชื่อมโยงกันในคลิปจึงสามารถตีความว่าเป็นการเปรียบเทียบกับโครงสร้างพื้นฐานของกาล–อวกาศในทฤษฎีเหล่านี้ ซึ่งมองว่าความเป็นจริงระดับลึกไม่ได้ประกอบด้วยวัตถุที่แยกจากกัน แต่เป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์ ความนิ่งและสุญญากาศควอนตัม คำกล่าวในคลิปว่า “ความนิ่งคือความจริง” ยังสะท้อนกับแนวคิดในฟิสิกส์ควอนตัมเกี่ยวกับสุญญากาศ (quantum vacuum) ซึ่งไม่ได้เป็นความว่างเปล่า แต่เป็นสภาวะพื้นฐานที่เต็มไปด้วยความผันผวนของสนามควอนตัม แม้จะดูนิ่งในระดับมหภาค แต่ในระดับจุลภาคมีการเกิด–ดับของอนุภาคเสมือนอยู่ตลอดเวลา (Peskin & Schroeder, 1995) ความนิ่งในความหมายนี้จึงไม่ใช่การไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เป็นสภาวะพื้นฐานที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากมัน คล้ายกับแนวคิดในปรัชญาหลายสายที่มองว่าความเป็นจริงพื้นฐานอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลง ขณะที่โลกของประสบการณ์เต็มไปด้วยการเกิดและดับ ในปรัชญาตะวันตก Parmenides เสนอว่าความเป็นจริงแท้จริงไม่เปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงภาพลวงตาของประสาทสัมผัส ส่วนในพุทธปรัชญา แนวคิดเรื่องอสังขตธรรมหรือสภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับถูกมองว่าอยู่เหนือกระบวนการของการปรุงแต่งและการเปลี่ยนแปลง แม้กรอบความคิดเหล่านี้มาจากบริบทต่างกัน แต่คลิปได้รวมแนวคิดเหล่านี้เข้ากับภาษาของฟิสิกส์สมัยใหม่ เพื่อเสนอภาพของเอกภพที่มีพื้นฐานเป็นความนิ่งและความเป็นหนึ่งเดียว บทสรุปเชิงสหสาขา เมื่อพิจารณาในภาพรวม คลิปไม่ได้เป็นทฤษฎีฟิสิกส์ที่ยอมรับอย่างเป็นทางการ หากแต่เป็นการผสมผสานแนวคิดจากฟิสิกส์ควอนตัม ทฤษฎีข้อมูล ประสาทวิทยา และปรัชญา เพื่อสร้างภาพของเอกภพที่ความนิ่งเป็นพื้นฐาน และการเคลื่อนไหวเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการรับรู้และความสัมพันธ์ของข้อมูล แนวคิดหลายประเด็นมีความสอดคล้องกับงานวิจัยจริง เช่น การที่เวลาอาจไม่ใช่สิ่งพื้นฐาน (Rovelli, 2018) การที่กาล–อวกาศอาจเกิดจากความพัวพันเชิงควอนตัม (Van Raamsdonk, 2010) และการที่สมองสร้างโลกที่เรารับรู้ผ่านกระบวนการคาดการณ์และการประมวลผลข้อมูล (Friston, 2010) อย่างไรก็ตาม การสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเป็นภาพลวงตาเชิงอภิปรัชญายังคงเป็นข้อเสนอเชิงปรัชญามากกว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ถึงกระนั้น คลิปดังกล่าวสะท้อนทิศทางสำคัญของความคิดร่วมสมัยในหลายสาขา นั่นคือการมองความเป็นจริงไม่ใช่เป็นชุดของวัตถุที่เคลื่อนที่ในอวกาศและเวลา แต่เป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์ ข้อมูล และการรับรู้ที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ของโลก การตั้งคำถามว่าความนิ่งหรือการเคลื่อนไหวคือสิ่งพื้นฐานจึงไม่ใช่เพียงคำถามเชิงกวี แต่เป็นคำถามที่อยู่ใจกลางการวิจัยฟิสิกส์และปรัชญาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ซึ่งพยายามทำความเข้าใจว่าความเป็นจริงระดับลึกสุดของเอกภพคืออะไร และบทบาทของจิตสำนึกในโครงสร้างนั้นมีลักษณะอย่างไร (Rovelli, 2018; Maldacena, 1997; Lloyd, 2006; Friston, 2010) #Siamstr #nostr #quantum