GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi
galom@siamstr.com
npub16sdl...xc3d
I choose orange pill. 💊
GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi 10 months ago
Waiting for the new headline: #Bitcoin "CRASHES" from $1,100,000 to $850,000. Save the nostr. #siamstr
GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi 10 months ago
Monetary Premium vs. Utility Value Market Price = Monetary Premium + Utility Value การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Monetary Premium และ Utility Value เป็นกุญแจสำคัญในการเลือกสินทรัพย์เพื่อสะสมความมั่งคั่ง 1. คอนโดมิเนียม 🏢 คอนโดมิเนียมมี Utility Value ชัดเจน เพราะมันสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือปล่อยเช่าเพื่อสร้างกระแสเงินสด แต่ราคาขายของคอนโดในตลาดส่วนใหญ่ สูงเกินกว่ามูลค่าการอยู่อาศัยที่แท้จริง เพราะ Monetary Premium ที่เกิดจากการลงทุนเก็งกำไร 🔹 ทำเลที่ตั้ง – ใกล้ศูนย์กลางเมือง/รถไฟฟ้า 🔹 การตลาดและแบรนด์ – ใช้โฆษณาสร้างภาพของการลงทุนที่ "มั่นคง" 🔹 ความคาดหวังของนักลงทุน – คนจำนวนมากมองว่าคอนโดเป็น "Store of Value" 📌 ปัญหาที่เกิดขึ้น: ❌ คอนโดถูกมองเป็นสินทรัพย์สะสมมูลค่า ทั้งที่ไม่ควรเป็น ❌ ราคาถูกปั่นขึ้นจากการลงทุน ทำให้สูงเกินกว่ามูลค่าการอยู่อาศัยจริง ❌ ชนชั้นกลางแทบไม่สามารถซื้อคอนโดด้วยเงินสดได้ ต้องกู้เงินก้อนโตและเป็นหนี้หลายสิบปี ในอดีต คนซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่อ "อยู่จริง" แต่ทุกวันนี้ การซื้อคอนโดเพื่อเก็งกำไรทำให้ราคาสูงจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง 📌สรุป ราคาคอนโด (Market Price) = มูลค่าการอยู่อาศัย (Utility Value) + ค่าแบรนด์/ทำเล/โฆษณา (Monetary Premium) --- 2. #Bitcoin Bitcoin ไม่มี Utility Value ในเชิงการใช้งานแบบอสังหาฯ แต่ราคาตลาดของมันถูกกำหนดโดย Monetary Premium 100% ซึ่งเกิดจาก ✅ ความหายาก (Fixed Supply) – มีเพียง 21 ล้านเหรียญ ✅ ไร้พรมแดน – ส่งข้ามโลกได้ด้วยความไวแสง ✅ Store of Value – Digital scarcity และไม่มีค่าเสื่อมสภาพ 📌สรุป ราคา #bitcoin (Market Price) = Monetary Premium 100% 🔹 คอนโดไม่ควรเป็น Store of Value แต่ถูกใช้เพื่อเก็บมูลค่าจากกลุ่มคนรวยและนักลงทุน ทำให้ราคาพุ่งขึ้น 🔹 Bitcoin เป็น Store of Value ที่แท้จริง เพราะไม่มีค่าบำรุงรักษา ไม่เสื่อมสภาพ และมีความหายากในตัวเอง 💡 หากคนหยุดใช้คอนโดเป็นที่เก็บมูลค่า และหันมาใช้ Bitcoin แทน ✅ ราคาคอนโดจะสะท้อน Utility Value จริงมากขึ้น ✅ ชนชั้นกลางสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้ก้อนโต ✅ การลงทุนเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพจะลดลง -------------------------------------------------------------------- #siamstr image
GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi 11 months ago
🌐 สรุปหนังสือ The Sovereign Individual: Mastering the Transition to the Information Age — หัวข้อที่เกี่ยวกับ Cybercash ในปี 1997 โลกมีเหตุการณ์สำคัญมากมาย เช่น การเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Titanic 🎥 ที่กลายเป็นตำนาน การเกิดเทคโนโลยี Wi-Fi 📶 ที่เปลี่ยนโฉมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต วิกฤตต้มยำกุ้ง 🌐 ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบการเงินแบบดั้งเดิม และการเริ่มต้นของ Amazon 🛒 ในฐานะร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจดิจิทัล  ในปีเดียวกันนี้เอง หนังสือ The Sovereign Individual ซึ่งเขียนโดย William Rees-Mogg และ James Dale Davidson ได้ถูกตีพิมพ์ และได้นำเสนอแนวคิดที่ก้าวล้ำเกี่ยวกับ "cybercash" โดยมีคุณสมบัติและผลกระทบที่สำคัญดังนี้: 💳 คุณสมบัติของ Cybercash เข้ารหัสด้วยลำดับตัวเลขเฉพาะ: Cybercash ประกอบด้วยลำดับตัวเลขไพรม์หลายร้อยหลัก ทำให้มีความเอกลักษณ์ ไม่สามารถระบุตัวตน และตรวจสอบได้อย่างปลอดภัย รองรับการทำธุรกรรมทุกขนาด: สามารถใช้ในการทำธุรกรรมตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงเล็กที่สุด และยังแบ่งย่อยมูลค่าได้อย่างละเอียด ซื้อขายได้ง่าย: สามารถทำธุรกรรมได้ทันทีในตลาดค้าส่งที่ไร้พรมแดน ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ไร้สัญชาติ: Cybercash ไม่ผูกติดกับสกุลเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง ผู้ถือครองสามารถหลีกเลี่ยงการลดค่าเงินโดยรัฐบาลได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย: ผู้ใช้งานสามารถเลือกสื่อกลางในการทำธุรกรรมได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสกุลเงินของรัฐ ลดข้อเสียของการแลกเปลี่ยน: ทำให้การแลกเปลี่ยน (barter) มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการค้นหาคู่ค้าได้ทั่วโลก ป้องกันการปลอมแปลง: เป็นไปไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ที่จะปลอมแปลง cybercash เนื่องจากการเข้ารหัสที่ซับซ้อน คืนอำนาจให้เจ้าของความมั่งคั่ง: ผู้ใช้สามารถควบคุมสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้เอง ลดการแทรกแซงจากรัฐ ลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม: โดยเฉพาะการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าต่ำ เช่น การจ่ายค่าลิขสิทธิ์เสมือนจริง ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย: การใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำให้การทำธุรกรรมเหมือนมีธนาคารส่วนตัวในทุกที่ 📊 ผลกระทบจากการเกิด Cybercash การสิ้นสุดของภาวะเงินเฟ้อ: เนื่องจาก cybercash ไม่สามารถถูกลดค่าได้ง่ายเหมือนเงินกระดาษ การลดการพึ่งพาธนาคาร: ผู้คนสามารถโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร การแข่งขันระหว่างสกุลเงิน: รัฐบาลจะต้องแข่งขันกับสกุลเงินดิจิทัลของเอกชน อาจนำไปสู่การออกสกุลเงินที่มีพื้นฐานจากทองคำ ช่องว่างของผลตอบแทน: ในช่วงแรก cybercash อาจมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสกุลเงินของรัฐบาล แต่มีความปลอดภัยจากการลดค่าเงินมากกว่า หนังสือ The Sovereign Individual มองว่า cybercash จะเป็นเทคโนโลยีที่ปฏิวัติระบบการเงินโลก ลดบทบาทของรัฐบาลในการควบคุมเศรษฐกิจ และเพิ่มอิสระทางการเงินให้กับบุคคลทั่วไป. การเกิดขึ้นของ cybercash จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คน ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองในยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age). คุ้นๆไหม cybercash เหมือนกับอะไรเอ่ย? #bitcoin #siamstr image
GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi 11 months ago
หลังจากศึกษาจนเข้าใจ Fundamental ของ #bitcoin มาหลายปี จนสมาทาน #bitcoin ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวง ปีนี้ตั้งใจจะศึกษา #bitcoin ในแง่ technical ตามหลักการ “don’t trust, verify” เริ่มต้นด้วย ECDSA ก่อนเลย ใช้เวลาอ่านหลัง เลิกงานอยู่ 1 สัปดาห์ จนสรุปเป็นสมการแบบง่ายๆ 1 หน้า ดังแสดง ปล. ที่ใช้จริงๆเป็นสมการ บน elliptical curve ซึ่งมีหลักการสั้นๆง่ายๆว่า “บวกได้ คูณได้ แต่หารไม่ได้” #siamstr image
GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi 11 months ago
ในช่วงปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้เผชิญกับปัญหาศรัทธาในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น RS, CPAXT และ STARK ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ถือหุ้นต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวทางการดำเนินธุรกิจ ปัญหาด้านการเงิน หรือธรรมาภิบาลของผู้บริหาร เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการถือหุ้นในบริษัทหนึ่งๆ ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในอนาคต แต่ยังเป็นการรับความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายได้ในหลายมิติ จึงขอนำบทความที่น่าสนใจของ Anil (@AnilSaidSo) มาแปลให้เหล่า #siamstir ได้อ่านกัน ********************************************* 24 ความเสี่ยงของหุ้น การถือหุ้นหมายถึงการเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัท หรือการมีส่วนในสินทรัพย์ของบริษัทนั้น ๆ ในระยะยาว หุ้นอาจถูกมองว่าเป็น "ที่เก็บมูลค่า" เช่นเดียวกับ #bitcoin แต่สิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาคือความแตกต่างระหว่างหุ้นและ #bitcoin โดยเฉพาะความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 24 ข้อ ดังนี้: 1. ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล (Governance Risk) คุณกำลังนำเงินของคุณไปเสี่ยงกับการพึ่งพาการบริหารองค์กรซึ่งกระทำโดยคณะกรรมการและทีมผู้บริหาร บริษัทซึ่งเป็นมนุษย์ และการกระทำของมนุษย์เป็นที่มาของความเสี่ยงส่วนใหญ่ บริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือบริษัทที่ดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยมีปัจจัยเสี่ยงจากมนุษย์น้อยที่สุด ยิ่งมีมนุษย์เกี่ยวข้องมาก ยิ่งต้องตัดสินใจมากเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว 2. ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk) ธุรกิจทุกแห่งต้องมีการดำเนินงาน เช่น การขนส่งสินค้า การบิน หรือการบริหารเครื่องจักรในโรงงาน หากบริหารทรัพยากรที่มีได้ไม่ดี ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลกระทบ และในกรณีที่เกิดความผันผวนจากธรรมาชาติ ซึ่งควบคุมไม่ได้ ยิ่งการดำเนินงานยากขึ้นไปอีก 3. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) จากประสบการณ์ของฉัน(Anil) คู่แข่งของฉันทุกคนล้มเหลวเนื่องจากการเข้าซื้อกิจการที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากตัวเองเป็นบริษัทที่อ่อนแอและยังไปซื้อกิจการบริษัทที่อ่อนแออื่นๆอีก โดยมีเป้าหมายเพื่อประคองตัวเอง แต่สุดท้ายกลับเร่งให้ล่มสลายเร็วขึ้น พร้อมกับทำลายผลิตภัณฑ์ของตนเอง 4. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) บริษัทต้องมีเงินหมุนเวียนจำนวนมากในธนาคาร เช่น เราเคยฝากเงินในธนาคารบราซิลแต่ซีอีโอของธนาคารยักยอกเงินไป หรือในอาร์เจนตินา รัฐบาลยึดทรัพย์สินทั้งหมดและลดค่าเงินจนเราเสียหาย ความเสี่ยงจากเครดิต คู่สัญญา และธนาคารล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้บริษัทล้มละลายได้ 5. ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน (Competitive Risk) หากฉันเป็นผู้ผลิตที่เก่งที่สุดในโลก แต่มีคนอื่นที่ผลิตสินค้าที่ดีกว่าหรือถูกกว่า เช่น ร้านอาหารใหม่ที่ดีกว่า หรือโรงงานเหล็กที่ผลิตถูกกว่า สิ่งนี้สามารถทำลายฉันได้ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการแข่งขันในระยะยาวจึงแทบเป็นไปไม่ได้ 6. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk) เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น รถยนต์ของเฮนรี่ ฟอร์ด ที่ทำให้ไม่มีใครต้องการรถม้าอีกต่อไป บริษัทจำนวนมากล้มเหลวเพราะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ หรือบางบริษัทพยายามแข่งด้วยการลงทุนที่ผิดพลาดและสูญเสียมหาศาล 7. ความเสี่ยงด้านการเมือง (Political Risk) ความเสี่ยงทางการเมืองอาจเริ่มจากระดับท้องถิ่น เช่น การไม่อนุญาตให้ทำธุรกิจบางประเภทในพื้นที่ หรืออาจเกิดจากการกระทำของรัฐบาลต่างประเทศที่แบนธุรกิจของคุณ ความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา 8. ความเสี่ยงด้านสถานที่ (Facilities Risk) หากคุณมีโรงงาน ร้านอาหาร หรือเรือ ก็จะเสี่ยงต่อกฎระเบียบหรือข้อจำกัดในพื้นที่ต่างๆ 9. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regulatory Risk) กฎระเบียบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และกฎระเบียบที่มากมายทำให้การปฏิบัติตามยากขึ้น 10. ความเสี่ยงด้านพนักงาน (Employee Risk) บริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อการกระทำของพนักงานเหล่านั้น ยิ่งมีพนักงานมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง 11. ความเสี่ยงด้านผู้ขาย (Vendor Risk) หากต้นทุนจากผู้ขายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น ค่าไฟฟ้า หรือราคาวัตถุดิบของร้านอาหาร สิ่งนี้จะกระทบต่อธุรกิจ 12. ความเสี่ยงด้านลูกค้า (Customer Risk) เมื่อ trend เปลี่ยน ลูกค้าอาจหยุดซื้อสินค้า หรือบางครั้งลูกค้ารายใหญ่ก็มีอำนาจต่อรองราคาจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ 13. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputational Risk) ชื่อเสียงของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากการกระทำหรือประวัติของผู้นำองค์กร 14. ความเสี่ยงด้านสงคราม (War Risk) สงครามสามารถทำลายธุรกิจได้ เช่น บริษัทท่องเที่ยวในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 15. ความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Risk) การลดค่าของสกุลเงินส่งผลต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น และบางครั้งบริษัทต้องทำสิ่งที่เสี่ยงเพื่อชดเชย เช่น กู้เงินจำนวนมากหรือเข้าซื้อกิจการอื่น 16. ความเสี่ยงด้านภาษี (Tax Risk) การเก็บภาษีจากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงได้และอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ 17. ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (Weather Risk) สภาพอากาศส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น ร้านอาหารกลางแจ้งในวันที่ฝนตก หรือภัยธรรมชาติที่ทำลายธุรกิจท่องเที่ยว 18. ความเสี่ยงด้านศุลกากร (Customs Risk) การเปลี่ยนแปลงข้อตกลงทางการค้าข้ามพรมแดนอาจทำให้ธุรกิจล้มได้ 19. ความเสี่ยงด้านกฎหมาย (Legal Risk) ความเสี่ยงทางกฎหมายเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎ หรือการกระทำของพนักงานที่สร้างความเสียหาย 20. ความเสี่ยงด้านละเมิด (Tort Risk) หากสินค้าเสียหายหรือใช้งานไม่ได้ตามที่คาดหวัง บริษัทอาจถูกฟ้องร้อง 21. ความเสี่ยงด้านสิทธิบัตร (Patent Risk) การฟ้องร้องด้านสิทธิบัตรจากกลุ่มคนที่ไม่ได้ผลิตอะไร แต่แสวงประโยชน์จากระบบสิทธิบัตร 22. ความเสี่ยงด้านสุขภาพ (Health Risk) สุขภาพของผู้บริหารอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะหากมีปัญหาสุขภาพในช่วงสำคัญของบริษัท 23. ความเสี่ยงด้านวัฏจักรชีวิต (Lifecycle Risk) มุมมองของเจ้าของหรือผู้บริหารจะเปลี่ยนไปตามช่วงอายุและสถานการณ์ในชีวิต 24. ความเสี่ยงด้านการลดสัดส่วน (Dilution Risk) การออกหุ้นกู้เพิ่ม การเพิ่มทุน จะลดมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นได้ บทสรุป ความเสี่ยงทั้ง 24 ประเภทนี้เป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และซีอีโอทุกคนต้องพิจารณาอยู่เสมอ หากลดความเสี่ยงเหล่านี้จนเหลือศูนย์ คุณจะเหลือเพียง #bitcoin ที่ไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้. ปล.ข้อ 25. (Anil ไม่ได้เขียน แต่เห็นกำลัง live อยู่) “Tony risk ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศสารขัณฑ์ จะเปลี่ยนได้เพราะคำพูดคนคนเดียว”
GaLoM ₿maxi's avatar
GaLoM ₿maxi 0 years ago
เมื่อวานระหว่างไปรอคิวทานอาหารที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เหลือบไปเห็นชั้นขายหนังสือการ์ตูน และได้พบกับหนังสือการ์ตูนที่พิมพ์ต่อเนื่องมายาวนานเรื่องหนึ่งคือ ONE PIECE ทำให้ย้อนนึกถึงตอนที่หนังสือเล่มแรกเปิดตัวในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งในตอนนั้นราคาปกอยู่ที่ 30 บาท เมื่อหยิบเล่มล่าสุดที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2567 ขึ้นมาดู พบว่าราคาปกเพิ่มขึ้นเป็น 85 บาท การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงอิทธิพลของ "เงินเฟ้อ" ซึ่งหมายความว่าราคาหนังสือ ONE PIECE เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.02% ในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา ตัวเลข 4.02% นี้อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลอย่างมากต่อกำลังซื้อของประชาชน ตัวอย่างเช่น ในปี พ.ศ. 2541 เงิน 100 บาทสามารถซื้อหนังสือ ONE PIECE ได้ถึง 3 เล่ม แต่ในปี พ.ศ. 2567 เงิน 100 บาทซื้อได้เพียงเล่มเดียวเท่านั้น และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน หรือค่าโดยสาร ที่ต่างก็เพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ความน่ากลัวอย่างหนึ่งของเงินเฟ้อคือการค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันจนเราไม่ทันสังเกตเห็น เช่นเดียวกับราคาหนังสือการ์ตูน ONE PIECE ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ ตามกาลเวลา🌟 เราโชคดีที่ได้เกิดในยุคที่ Satoshi ค้นพบ ONE PIECE #bitcoin แล้ว #siamstr
Happy New year ชาว #siamstr ปี Super bull run image
They laugh at me because I'm different; I laugh at them because they're all the same. 😜 Exchange Reserve ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง 📊📈 ปริมาณ Bitcoin ที่สามารถซื้อขายใน Exchange ลดลงเรื่อย ๆ 🚫 โดยข้อมูลล่าสุดจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่า Exchange Reserve เหลือเพียง 2.4 ล้าน BTC เท่านั้น ⚡ การลดลงนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมของเหล่า Bitcoiner 🔒 พวกเขากำลังถอน Bitcoin ออกจาก Exchange เพื่อเก็บใน Cold Wallet 🌐 ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในการขาย (Selling Pressure) อิทธิพลจาก ETFs 📊🌟 ในช่วงวันที่ 26 พฤศจิกายน – 13 ธันวาคม 2024 การซื้อ Bitcoin ผ่าน ETFs มีมูลค่าสูงถึง 35,576 ล้านดอลลาร์ 💸 โดย ETFs ซื้อ Bitcoin เฉลี่ยประมาณ 19,760 BTC ต่อวัน ⬆️ ในขณะที่การผลิต Bitcoin ใหม่เกิดขึ้นเพียง 450 BTC ต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าปริมาณการซื้อผ่าน ETFs ถึง 44 เท่า 🚀 ผลกระทบต่อราคาและตลาด Bitcoin 🚀⚡ การลดลงของ Exchange Reserve ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันในการขาย 🚫 แต่ยังสร้างแรงกดดันด้านอุปทานในตลาด ⏫ การซื้อขายผ่าน ETFs ที่มีปริมาณมหาศาลช่วยผลักดันราคาให้สูงขึ้น ⬆️ นี่คือจุดที่ตลาด Bitcoin แสดงพลังของความแตกต่าง — เหล่า Bitcoiner ผู้ Low time preference เลือกที่จะถือ Bitcoin ในลักษณะที่สร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินในระยะยาว 🌱 แทนที่จะเพียงแค่เก็งกำไรในระยะสั้น ⌛ เมื่อโลกการเงินกระแสหลักยังคงหัวเราะเยาะ Bitcoin ว่าเป็นเพียง "อากาศธาตุ" 🌬️ แต่การลดลงของ Exchange Reserve และการกว้านซื้อผ่าน ETFs ที่เพิ่มขึ้นจนหยุดไม่อยู่กลับกำลังเปลี่ยนเกมให้พวกเขาได้เผชิญกับความจริงที่ยากจะกลืนลง 😏 ซึ่งในท้ายที่สุด เราเหล่า Bitcoiner จะได้หัวเราะในขณะที่โลกเก่าต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของการมองข้ามสิ่งสำคัญนี้ #siamstr
🔒 Prisoner's Dilemma กับ Strategic Bitcoin Reserve ของสหรัฐฯ: เมื่อประเทศอื่นต้องเดินตามเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ข่าวที่สหรัฐฯ จะเริ่มต้นสร้าง Strategic Bitcoin Reserve ซึ่งเป็นการเก็บสะสม Bitcoin 💰 ในฐานะสินทรัพย์สำรอง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงการยอมรับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์สำคัญในระบบการเงินโลก 🌍 สถานการณ์นี้ทำให้หลายประเทศทั่วโลกตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะ "ตาม" หรือ "ไม่ตาม" การเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในการสำรอง Bitcoin เพื่อคุ้มครองสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง 💸 แต่การตัดสินใจครั้งนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่ายและคล้ายกับทฤษฎี Prisoner's Dilemma 🤔 การตัดสินใจของประเทศอื่น: สถานการณ์ของ Prisoner's Dilemma บนเวทีเศรษฐกิจโลก ทฤษฎี Prisoner's Dilemma แสดงถึงสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายต้องตัดสินใจว่าจะ “เข้าร่วม” หรือ “ปฏิเสธ” โดยไม่มีข้อมูลล่วงหน้าถึงการตัดสินใจของอีกฝ่าย 🗳️ ตัวอย่างในกรณีนี้คือ หากประเทศต่างๆ เลือกที่จะ "ไม่ตาม" สหรัฐฯ ในการสำรอง Bitcoin พวกเขาจะไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงระบบการเงิน 💹 แต่หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสร้างสำรอง Bitcoin อย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจเหนือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว 🌐 ประเทศที่ไม่สำรอง Bitcoin จะเสียเปรียบ📉 ⚖️ ตัวเลือกของประเทศอื่น: เข้าร่วม หรือ ปฏิเสธ ในกรณีนี้ “การเข้าร่วม” หมายถึง การที่ประเทศต่างๆ เดินตามสหรัฐฯ โดยเริ่มสร้างสำรอง Bitcoin เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล 🌐 ส่วน “การปฏิเสธ” หมายถึงการไม่สร้างสำรอง Bitcoin และคงพึ่งพาสินทรัพย์แบบดั้งเดิม เช่น ทองคำหรือสกุลเงินต่างชาติ หากประเทศเลือกที่จะปฏิเสธ (ไม่สร้างสำรอง Bitcoin) อาจได้ประโยชน์ในแง่ของการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงระยะสั้นและความไม่แน่นอนของ Bitcoin ⚠️ แต่ในระยะยาว หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าและ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญ ประเทศที่ไม่สำรอง Bitcoin อาจเสียเปรียบ ⏳ 🌍 สถานการณ์ของการสร้าง Strategic Bitcoin Reserve โดยสหรัฐฯ ได้ผลักดันให้ประเทศอื่นๆ อยู่ในสถานการณ์ของ Prisoner's Dilemma ในระดับเศรษฐกิจโลก ทุกประเทศต้องตัดสินใจว่าจะ “ตาม” หรือ “ไม่ตาม” สหรัฐฯ แม้ว่าจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ต้องการก็ตาม 🤷
🎉 เนื่องในวันครบรอบ 16 ปีของการเผยแพร่เอกสาร Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System หรือ #bitcoin white paper ขอเชิญทุกคนมาร่วมย้อนมองแนวคิดและนวัตกรรมสุดล้ำที่ Satoshi Nakamoto ได้นำเสนอในเอกสารนี้กันครับ 📜 🛑 การแก้ปัญหาการใช้จ่ายซ้ำซ้อน (Double-Spending) โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง ก่อนหน้าการมาของ Bitcoin ปัญหาการใช้จ่ายซ้ำซ้อนถือเป็นข้อกังวลใหญ่ในโลกการเงินดิจิทัล 💸 โดยต้องพึ่งพาตัวกลางที่เชื่อถือได้ เช่น ธนาคาร แต่ Satoshi แก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ระบบเครือข่ายกระจายอำนาจ (decentralized network) ที่ทุกคนในเครือข่ายช่วยกันตรวจสอบธุรกรรม ทำให้ไม่ต้องพึ่งตัวกลางใดๆ 🤝 ⛓ บล็อกเชน (Blockchain) และการบันทึกประวัติธุรกรรมแบบถาวร บล็อกเชนเกิดขึ้นครั้งแรกในเอกสารนี้! 🚀 Satoshi ใช้การสร้างโซ่ของบล็อกที่แต่ละบล็อกบันทึกธุรกรรมและเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ยาว 🌐 ทำให้ธุรกรรมที่บันทึกไว้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ด้วยการใช้หลักฐานของงาน (Proof-of-Work) 🛠 ที่ต้องใช้พลังการประมวลผลมหาศาล 💪 💪 การใช้ระบบ Proof-of-Work เพื่อยืนยันธุรกรรม Satoshi นำหลักการ Proof-of-Work ที่เดิมทีถูกใช้เพื่อป้องกันการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการยืนยันธุรกรรม 🔍 ซึ่งช่วยให้ทุกคนในเครือข่ายสามารถเห็นพ้องกับประวัติการทำธุรกรรมเดียวกัน 📝 ทำให้ระบบปลอดภัยและป้องกันการแก้ไขประวัติย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ 🛡 🌍 การกระจายอำนาจ (Decentralization) และการตัดสินใจร่วมกันในเครือข่าย Satoshi ได้สร้างระบบที่ให้ผู้ใช้งานในเครือข่ายทำงานร่วมกันเพื่อยืนยันธุรกรรม โดยไม่ต้องมีศูนย์กลางหรือคนกลาง 📊 การตัดสินใจร่วมกันนี้ทำให้เครือข่าย Bitcoin มีความปลอดภัยสูง และไม่สามารถโจมตีจากจุดศูนย์กลางได้ 🛑 💸 แรงจูงใจในการขุดเหรียญและการสร้างเงินดิจิทัลแบบจำกัด การขุดบล็อก (block mining) คือกระบวนการที่สร้างเหรียญใหม่เข้าระบบเป็นรางวัลให้แก่ผู้ขุด 🏆 ทำให้ Bitcoin มีการกระจายตัวอย่างโปร่งใส ไม่มีองค์กรกลางเป็นผู้กำหนดจำนวนเหรียญ 💰 และระบบนี้ยังส่งเสริมให้เครือข่ายรักษาความปลอดภัยและโปร่งใสตลอดเวลา 🔒 🔒 ความเป็นส่วนตัวในระบบที่ไม่ระบุตัวตน แม้ธุรกรรมทั้งหมดจะถูกประกาศในบล็อกเชน 🌐 แต่ Satoshi ใช้คีย์สาธารณะ (public key) เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน 👤 ซึ่งเพิ่มระดับความเป็นส่วนตัวของ Bitcoin ในทุกการทำธุรกรรม 📈 สรุป 🎯 Satoshi Nakamoto ได้สร้างนวัตกรรมที่รวมเทคโนโลยีและแนวคิดหลายด้านที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า ทั้งการกระจายอำนาจ การเข้ารหัส การประมวลผล และการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ 🌟 การผสมผสานนี้ทำให้ Bitcoin กลายเป็นระบบการเงินดิจิทัลที่ไม่ต้องพึ่งความเชื่อใจแห่งแรกของโลก (Trust without Trust) 🌍✨ Thank you Satoshi, We Are All Satoshi. #siamstr image
💸 เงินเฟ้อ: ภัยคุกคามต่อกองทุนประกันสังคม เงินเฟ้อได้กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจที่บ่อนทำลายความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน เมื่อราคาสินค้าและบริการพุ่งสูงขึ้น ค่ารักษาพยาบาลย่อมเพิ่มตามไปด้วย และรายได้จากการลงทุนของกองทุนก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตน ในปี 2566 ที่ผ่านมา กองทุนทำผลตอบแทนได้เพียง 2.7-2.8% ซึ่งไม่สามารถรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้อย่างเต็มที่ 📈 📊 การตอบโต้เงินเฟ้อด้วยการเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน รัฐมีแผนเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนให้ได้ 5% ภายในปี 2568 นโยบายนี้อาจช่วยเพิ่มรายได้ของกองทุนในระยะสั้น แต่เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราควรตั้งคำถามว่าผลตอบแทนนี้เพียงพอหรือไม่ที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้จริง? 🕒 ⏳ การขยายอายุเกษียณ: ภาระที่หนักหนาขึ้นของคนทำงาน หนึ่งในมาตรการของภาครัฐเพื่อยืดอายุกองทุนคือการขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 61-65 ปี ซึ่งหมายความว่าผู้คนต้องทำงานนานขึ้น และเวลาพักผ่อนหลังเกษียณก็จะลดลง การใช้ชีวิตหลังเกษียณจึงสั้นลง นี่คือคุณภาพชีวิตที่คนทำงานตรากตรำมา 40 ปีควรได้รับหรือไม่? 😓 🌍 แรงงานต่างด้าว: แรงขับเคลื่อนใหม่ของกองทุน การเก็บเงินสมทบจากแรงงานต่างด้าวถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ภาครัฐใช้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุน แต่คำถามคือ แรงงานเหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่พวกเขามีสิทธิอย่างแท้จริงหรือไม่? ทั้งหมดนี้คือปัญหาที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อที่บ่อนทำลายระบบการเงินและสวัสดิการของรัฐ ทำไมการพิมพ์เงินเพิ่มกลับทำให้มูลค่าของมันลดลงแทนที่จะช่วยรักษาความมั่นคง? #Bitcoin ไม่ใช่ทาง'เลือก' แต่คือทาง'รอด' Fix the money, Fix the world. #siamstr image
สืบเนื่องจากข่าวกระแสดังในช่วงนี้ นิยาม Pyramid Schemes ของ SEC (อ้างอิง: https://www.investor.gov/introduction-investing/general-resources/news-alerts/alerts-bulletins/investor-alerts/investor-30) ลองมาวิเคราะห์กันว่า Fiat มีลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่! 1. ไม่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการจริง (No Genuine Product or Service) Fiat ใช้ระบบ Fractional-Reserve Banking ในการสร้างเงินจากอากาศ 🌬️ ผ่านการปล่อยสินเชื่อที่เกินกว่าจำนวนสินทรัพย์สำรอง — เหมือนเสกเงินออกมาโดยไม่มีสิ่งใดรองรับอย่างแท้จริง! 2. เงินที่สร้างง่าย (Easy Money or Passive Income) Fiat กระตุ้นให้คนเข้าถึงเครดิตได้ง่าย 💳 เพื่อที่จะเสกเงินเพิ่มในระบบ 💸 3. ไม่มีรายได้จากการขายจริง (No Demonstrated Revenue from Retail Sales) ธนาคาร Fiat สร้างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อที่เกินจากเงินสำรอง 📊 โดยรายได้หลักมาจากดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ใช่จาก Productivity ที่มีประโยชน์ 🤷 4. โครงสร้างค่าคอมมิชชันที่ซับซ้อน (Complex Commission Structure) Fiat สร้างความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ มีคำศัพท์เฉพาะและโครงสร้างที่ดูหรูหรา ทำให้คนทั่วไปเข้าใจยาก 🤯 เพื่อปิดบังความเสี่ยงเอาไว้ 5. เน้นการหาสมาชิกใหม่ (Emphasis on Recruiting) Fiat พึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจ 🚀 โดยต้องการผู้กู้รายใหม่เข้าระบบตลอดเวลา เพื่อรักษาการหมุนเวียนของเงินในระบบ การปรับอัตราดอกเบี้ยยังถูกชักนำโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ซึ่งไม่ต่างจากการเน้นหา "สมาชิกใหม่"😬 หรือเราทุกคนกำลังอยู่ใน Pyramid Scheme วงใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ Sapiens 🤔 #siamstr image
🌍 ทำไมบางประเทศถึงร่ำรวย ในขณะที่บางประเทศยังคงยากจน? งานวิจัยที่ทำให้ Daron Acemoglu, Simon Johnson, และ James A. Robinson ได้รับรางวัลเศรษฐศาสตร์ในปี 2024 🏆 พวกเขาอธิบายว่า สถาบัน มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความมั่งคั่งของประเทศต่าง ๆ ✍️ Inclusive vs. Extractive Institutions ในงานวิจัยของพวกเขา มีการแบ่งสถาบันออกเป็นสองประเภท คือ สถาบันที่สนับสนุนการกระจายอำนาจ (Inclusive Institutions) และ สถาบันแบบกดขี่ (Extractive Institutions) ✨ Inclusive Institutions เป็นสถาบันที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม และส่งเสริมการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน 📈 🚫 Extractive Institutions เป็นสถาบันที่มุ่งเน้นการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองจะอยู่กับชนชั้นนำหรือกลุ่มผลประโยชน์ 🥀 งานวิจัยของ Acemoglu, Johnson, และ Robinson ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีสถาบันที่สนับสนุนการกระจายอำนาจ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเท่าเทียม 💪 และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบางประเทศถึงสามารถเติบโตได้ ในขณะที่บางประเทศยังคงล้มเหลวอยู่ในกับดักของสถาบันแบบกดขี่ 💡 การเปลี่ยนแปลงระบบสถาบันให้กระจายอำนาจและเป็นธรรมเป็นสิ่งที่ต้องการการร่วมมือของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือชนชั้นนำ เพื่อให้ทุกคนในสังคมได้รับประโยชน์จากการเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน 🌱✨ Bitcoin ₿ เป็นพ่อทุกสถาบัน เนื่องจากไม่มีศูนย์กลาง (Decentralized) การไม่มีศูนย์กลางนี้ทำให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้งาน ทำให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรม 💡✨🤔 #Bitcoin #Siamstr ที่มา https://www.nobelprize.org/uploads/2024/10/popular-economicsciencesprize2024.pdf
ว่ากันว่า “ถ้าเรียนรู้อดีต จะเข้าใจปัจจุบัน และจะแลเห็นอนาคต” ประโยคนี้เป็นจริงเสมอ เมื่อเรามองย้อนกลับไปในหลายยุคสมัยที่มนุษย์เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ สิ่งใหม่เข้ามาแทนที่สิ่งเก่าที่เคยคุ้นชิน เหมือนกับตอนที่ผู้คนเคยลังเลใจที่จะทิ้งม้าคู่ใจและหันมาใช้รถยนต์ หรือเมื่อครั้งที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาท แต่กลับถูกมองว่าเป็นเพียง "กระแสชั่วคราว" เท่านั้น และทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ผู้คนที่ยังไม่เห็นศักยภาพก็พากันลังเลและต่อต้าน ลองมองย้อนกลับในยุคนั้น ม้ายังคงเป็นพาหนะสำคัญ คนทั่วไปใช้มันในการเดินทาง การขนส่ง และการทำงาน เมื่อรถยนต์เริ่มเข้ามา ผู้คนต่างตั้งคำถามว่านี่จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าจริงหรือ? คุ้มค่ากับการเปลี่ยนแปลงไหม? พ่อค้าขายอานม้าพยายามโน้มน้าวว่าม้าไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่ต้องซ่อมบำรุงเหมือนรถยนต์ และจะพาคุณเดินทางได้ในทุกสภาพอากาศ แต่ในท้ายที่สุด รถยนต์ก็กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ และเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดครั้งสำคัญหรือ paradigm shift ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล อีกตัวอย่างหนึ่งคือภาพข่าว นสพ.Daily mail เกี่ยวกับ Internet ในปี 2000 ซึ่งสื่อบางแห่งเชื่อว่า Internet อาจเป็นเพียงเทรนด์ที่มาแล้วก็จะไป พวกเขารายงานว่ามีคนเลิกใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก และมองว่านี่อาจเป็น "แฟชั่น" ที่ไม่น่าจะอยู่ได้นาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็เห็นชัดเจนว่าอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่มีใครปฏิเสธถึงพลังของมันได้ การสื่อสาร การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ ทุกอย่างถูกเชื่อมโยงกันผ่านอินเทอร์เน็ต นี่คือ paradigm shift ที่ใหญ่หลวงอีกครั้ง ซึ่งในเวลานั้นหลายคนยังไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน และในวันนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และครั้งนี้มันคือ บิทคอยน์ ที่เดิมถูกมองเป็นแค่ nerd money แต่ตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดเรื่องการเงินในระดับโลก คนจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามว่า "บิทคอยน์จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราวเหมือนที่พวกเขาคิดกับอินเทอร์เน็ตในอดีตหรือไม่?" พวกเขายังลังเลใจที่จะยอมรับมัน เพราะมันดูซับซ้อนและห่างไกลจากความคุ้นเคย แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ทุกๆ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ล้วนเผชิญกับความสงสัย รถยนต์ที่มาแทนม้า อินเทอร์เน็ตที่แทนที่การสื่อสารแบบดั้งเดิม และในวันนี้ บิทคอยน์กำลังท้าทายระบบการเงินที่เราคุ้นเคย มันคือการกระจายศูนย์ที่ไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร ไม่ต้องการตัวกลางใดๆ นี่คือการปฏิวัติระบบการเงินที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกของเราเหมือนกับที่อินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ล้วนมีช่วงเวลาที่คนยังมองไม่เห็นอนาคต แต่ท้ายที่สุด สิ่งใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างประโยชน์ได้ดีกว่า ก็จะถูกยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หรือเป็น ‘ความจริงใหม่’ เหมือนกับรถยนต์ เหมือนกับอินเทอร์เน็ต และบางที อนาคตของบิทคอยน์ก็อาจจะไม่ต่างกัน paradigm shift กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา และคำถามคือ เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่? Choice is yours. #siamstr
“The best way to keep a prisoner from escaping is to make sure he never knows he's in prison" FYODOR DOSTOEVSKY #siamstr image
GM ยัง escape จากงาน #TBC2024 ไม่ได้ #siamstr image
จากการที่ได้ไปงานทั้ง 2 ปี ได้เห็นถึงการเติบโต ของ communities Bitcoin ชาวไทยได้ชัดเจน กลับมาอย่างอิ่มเอมใจครับ ขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกๆท่าน ด้วยใจครับ #siamstr #TBC2024
โฆษณา vs ดอกจันตัวเล็กๆ Don't Trust, Verify. #siamstr