pango's avatar
pango
pangolin.s@siamstr.com
npub1hwaq...ns92
ordinary managers don’t trust, verify! #แอคหลุมRightShift #แอคหลุมร้ายชิบ 🤍🦘
pango's avatar
pango 1 year ago
#IFFTalk ep 124: Fat cell เซลล์ไขมัน การเปลี่ยนแปลงลักษณะของเซลล์ไขมัน ไขมันเก็บสะสมอยู่ในเซลล์ (Adipocyte) ตำแหน่ง 1. Subcutaneous fat ใต้ผิวหนัง ex เหนียง แก้ม พุง หน้าอก ท้องแขน 2. Visceral fat ในช่องท้อง ex พุง ดื่มแอล (อ้วนลงพุง) Adipocyte (เกิดจาก cell ทั่วไป สะสม droplets ของไขมัน > ฟีบและเต่งได้ ขึ้นกับปริมาณ จำนวนไขมันที่มี ทุกคนมีจำนวน fat cell จำกัด ขึ้นกับกรรมพันธุ์) ประเภท Adipocyte/fat cell 1. Brown fat cell พบที่คอ บ่า ไหล่ มีตั้งแต่เกิด พบมากตอนเราเป็นเด็ก มีเองโดยธรรมชาติ สร้างเพิ่มไม่ได้* ยิ่งเราอายุมากขึ้น จำนวน brown cell จะลดลงเรื่อยๆ 2. Beige fat cell (ลูกครึ่งระหว่าง Brown+White) เซลล์ไขมันที่ดี เปลี่ยนรูปร่างมาจาก white fat cell เราสร้างเพิ่มได้ 3. White fat cell มีทั่วร่างกาย 80-90% ของจำนวน fat cell ทั้งหมด มีเองโดยธรรมชาติ และขึ้นกับพฤติกรรมกับการกิน ที่มีผลทำให้เซลล์เต่งขึ้นหรือแฟ่บลง การดูดไขมัน คือ การดูดเซลล์ไขมันออกไปด้วยทั้งเซลล์ แต่ร่างกายสร้างเซลล์ไขมันกลับมาได้อีก หากเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลักษณะเซลล์ (ใต้กล้องจุลทรรศ์) Brown fat cell: เซลล์แน่น (dense) พบก้อนเล็กๆ พบ Mitochondria เยอะ Beige fat cell: ไม่ dense เท่า brown cell พบ Mitochondria กลางๆ White fat cell: เซลล์อ้วนๆ เต่งๆ ตรงกลางมีช่องว่าง คือ ไขมัน พบ Mitochondria น้อย - Brown (stock + burn*) เอาไว้ทำความร้อน/heat (สร้าง ATP) เด็กขี้ร้อน ไม่ค่อยหนาว (พบตอนเราเป็นเด็ก) - Beige (stock + burn) คือ สิ่งที่เราต้องการ* - White (stock*) เรากำจัด White fat cell ให้เป็น 0% ไม่ได้* ยังไงเราต้องมี ไม่ว่าจะมาก/น้อย มีจำนวนเท่าเดิมเสมอ พบเต่งหรือฟีบ มีหน้าที่เก็บ lipid droplet (fat) เท่านั้น ซึ่งต่อไปสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็น TG เข้ากระบวนการ Gluconeogenesis/ choles ผลิต Hormone คือ สิ่งที่ทำให้เราอ้วน หากต้องการให้เซลล์แฟบ/ฟีบลง เราต้องทำ IF* สิ่งที่เราต้องการ 1. ปรับ White > Beige fat cell ให้มากที่สุด 2. รักษา Beige และ Brown fat cell ที่มีอยู่ให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ วิธีเพิ่ม Beige fat cell - Cold exposure (เจอความเย็น) - Exercise: Cold/Heat therapy > Heat ทำให้เกิด Autophagy - IF: เกิด Autophagy - Food: Natural/Real food ลดของแปรรูปและน้ำตาล - Sunlight - Grounding # สรุป คือ ลดความเครียด เกิด Autophagy เพื่อสุดท้ายเพื่อ 'ลดการอักเสบ' ** Hot/Cold therapy Hot: Sauna การไหลเวียนโลหิต flow ดี สูบฉีดแรงขึ้น เมื่อมีสารอาหารและ O2 ที่เพียงพอ ทำให้เซลล์มีเสบียงเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงจาก White เป็น Beige (Mito แบ่งตัวได้เยอะขึ้น) Cold: ว่ายน้ำ แช่น้ำแข็ง Food การกินอาหารรสเผ็ด เพิ่มความร้อนให้กับร่างกายจากภายใน เผ็ด = การ burn จริงๆ ไม่ใช่รสชาติ เพราะลิ้นเราไม่มีต่อมรับรสเผ็ด กินอาหารมี Omega (O-3 : O-6 ratio* เหมาะสม) เราต้องการ omega 3 มากกว่า omega 6 (ในอาหารแปรรูป พบ O-6 มากกว่า) ex ปลาน้ำจืดที่เลี้ยงพบ O-6 สูง (ปลาตามธรรมชาติพบน้อยกว่า) # ธรรมชาติ คือ 'ง่าย' และกินให้ 'หลากหลาย' นะคะ #siamstr ที่มา:
pango's avatar
pango 1 year ago
ฟังคลิปแชร์ประสบการณ์การเรียนและได้งานทำที่ต่างประเทศมา รู้สึกว่าสกิลการทำงานหรือบุคลิกของคนที่หลายๆ บริษัทต้องการ คือ.. - Direct person การเป็น Direct person บอกสิ่งที่เราเป็นหรือต้องการแบบตรงไปตรงมา และ being honest! - Get shit done เป็นคนชอบจัดการงานของตัวเองให้เสร็จ (focus กับสิ่งที่ทำ, Action-oriented) เสร็จแล้วก็ไป ไม่ทำให้ใครเสียเวลา - Communication skill Communication skill สำคัญพอๆกับ Language skill การกล้าเข้าไปพูดคุยกับผู้คน สร้างปฏิสัมพันธ์ มีการสื่อสารที่ดี (Language skill เป็นการใช้ภาษานั้นเพื่อสื่อสารได้) - Don't give up ตั้งใจ เป้าหมายชัดเจน ไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราพร้อมที่จะมองไปที่ Goal แล้วพุ่งใส่มันอย่างบ้าคลั่ง there's second plan คล้ายๆ there's no second best ละมั้งคะ ;) have a wonderful weekend ka :) #siamstr
pango's avatar
pango 1 year ago
Lecture 2/8 Principles of Economics: Labor, Property and Capital 30.07.67 Wichit Saiklao ฉบับเต็ม uncut version # Introduction # Time เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในชีวิตเรา เป็น ultimate resource เราเกิดมาทุกคนต้องตาย เรามีเวลาจำกัด เราจึงควรมี quality time เวลาที่มีคุณภาพ Classified of Time 1. consume พักผ่อน 2. produced สร้างสรรค์ & work ใครๆ ก็ชอบพักผ่อน แต่พักผ่อนอย่างเดียวไม่มีชีวิตที่ยืนยาวและดีได้ ต้องทำงาน การทำงานคือการลงทุนให้กับชีวิต Theory of Labor consumption vs production ตอนเด็กขณะที่เพื่อนของพี่ชิตทำกิจกรรมอื่น พี่ชิตเลือกที่จะอ่านหนังสือ เรียน เพื่อเป็นการลงทุนเวลา ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ไม่มีใครหลีกหนีการทำงานได้ (Labor) เราต้องสร้างให้มากกว่าแดก # To save time you have to invest time work > output ต้องใช้ Labor + Capital (ความรู้ เทคโนโลยี วัตถุดิบ เครื่องจักร เครื่องมือ) วัตถุประสงค์ของการ work คือ work smart และเกิด productivity มากขึ้น ในเวลาที่เท่าเดิมหรือลดลง productivity ที่สูง จะตามมาด้วย production ที่ซับซ้อน และใช้เครื่องมือ (capital) ที่ advanced มากขึ้น การลงทุน capital จะมาจากการที่เรา work > เกิด productivity > consume > savings กลับมาลงที่ capital เช่น ชาวนาปลูกข้าว ได้ข้าว 10 กระสอบ แบ่งกินและเหลือเก็บไว้ปลูกฤดูกาลต่อไป (Economic energy) Capital (ทุน) หากเริ่มแรกเรายังไม่มีทุน เราต้องเป็น worker ก่อน เพื่อให้เกิด savings มาสะสมเป็น capital ตามมา Capitalist เป็นยาก ต้องมองการไกล ลดละการ consume เก็บสะสม capital มีความเสี่ยง ไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะสำเร็จไหม capital มีวันที่ด้อยค่า ล้มเหลวและถูกทำลาย สรุปคือ การเป็น capitalist มีความเสี่ยง และ capital ที่สะสมมาก็มีวันเสื่อมค่าลง เช่น เรือข้ามฝั่งที่เกาะเกร็ดของพี่ชิตต้องมีค่า maintenance ตลอดเวลา ไม่มีอะไรการันตีว่าสิ่งที่ capitalist สะสมมาจะเกิดเป็น productivity (consumer & productive goods) ได้ Property / Ownership หลักประกันให้กับ Capitalist ว่าสิ่งที่เขาสร้าง เขาเป็น owner ของสิ่งนั้น ความต้องการมักมีมากกว่าสิ่งของที่มีอยู่เสมอ นั่นคือ ‘Scarcity’ สิ่งที่ตามมาคือ Conflict หรือ ความขัดแย้ง แก้ด้วย concept ของ Property Property Right Physical vs Non-physical Physical = บ้าน เบียร์แก้วนี้ พี่ชิตเป็นเจ้าของคนเดียว Non-physical = application, software คนอื่นก็ใช้ร่วมด้วยได้ Ownership vs Right to use Ownership = คนบำรุงรักษา คอย upgrade software Right to use = คนที่ใช้งาน software นั้น Open source concept (Dematerialize) เป็นสิ่งที่ควรทำ หากอยากให้สิ่งใดเกิดการพัฒนา เกิด productivity ที่ดีขึ้นไป # นั่นคือการรวม Ownership & Right to use เข้าด้วยกัน Types of Property 4 Types 1. Consumer goods (For customer) ใช้แล้วหมดไป เหมือนเบียร์ในแก้วพี่ชิต 2. Durable consumer goods (Repeatable use) ใช้แล้วไม่หมดไป เช่น รถยนต์ 3. Capital good (Not direct consumption. For productive, increase productivity) ซื้อเครื่องเสียบหมูปิ้ง เพื่อเพิ่มปริมาณหมูปิ้งได้ในเวลาที่จำกัด 4. Monetary good (Not consume, not productive but exchange for other goods) คือ เงิน กินไม่ได้ เอาไปสร้างอะไรก็ไม่ได้ เอาไว้เพื่อการแลกเปลี่ยนอย่างเดียว Capital การลงทุนใน Capital เช่น สร้างเบ็ดตกปลา Give up on consumption เอา Economic energy มาสร้าง Capital อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ต่อมาจะได้ปลามากขึ้นในเวลาที่เท่ากัน แม้เต็มไปด้วยตวามเสี่ยง แต่มนุษย์ต้องทำเพื่อเพิ่ม productivity # Saving is mother of capital (แม่ทุกสถาบัน) พี่ชิต Savings เพื่อมีโรงเบียร์ ท่าเทียบเรือ เรือ (Saving for build up capital!) เพื่อเพิ่ม productivity More money supply > No more wealth ไม่ทำให้ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น เนื่องจาก money ไม่ใช่ capital goods เราต้องเอา money ไปแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ capital goods กลับมา money เป็นแค่ตัวเก็บ Economic energy # การสร้าง/สะสม capital goods คือการสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง Money ที่เราเลือกเพื่อเก็บ energy ต้องเป็น Hard money ไม่ใช่ Credit money เหมือนในปัจจุบัน # Credit money คือการเอา productive value ในอนาคตมาใช้ การเกิด Inflation ทำให้ Money ที่มาจาก POW vs การเสก สู้กัน การออมเงินเพื่อสร้าง Capital goods แทบเป็นไปไม่ได้ หากขาด Sound money วันนี้เราเจอเครื่องมือที่ save economic energy ได้แล้ว เป็น Save & Sound นั่นคือ Bitcoin ยิ่งเพิ่ม Credit money คนที่ถือ Hard money จะยิ่งสะสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ เกิด 'ความหวัง' # สรุป # Capitalist Society work ให้มาก สร้างมากกว่าบริโภค และ Save ในเครื่องมือที่เจ๋งที่สุด สะสม Capital goods คือความมั่งคั่ง เพิ่ม productivity เกิด Civilization ในที่สุด (The wealth of nation > เกิด Free market) การกระตุ้นเศรษฐกิจควรทำด้วย Investing not spending! #siamstr ปอลอ1 ไม่รวมเนื้อหา Q&A นะคะ ปอลอ2 ต่อจิ๊กซอว์ครบ 4 พาร์ทแล้วเย้ ;)
pango's avatar
pango 1 year ago
Lecture 4/8 Principles of Economics 15.08.67 by Wichit Saiklao : Trade and Money ____________________________________________________________________ ฉบับเต็ม* image # โฟกัสที่มุมมองระดับสังคม (social) คนมา interaction, engagement, transactions กัน save time = save cost time* คือต้นทุนที่แพงที่สุด การ trade ช่วย save cost ด้วยเช่นกัน เกิด specialization เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเกิด society เกิดจากการ produce เพื่อจะ serve/สนอง คนอื่น (produce to serve other) นำไปสู่ trading/exchange ซึ่งกันและกัน ภายนอก cooperation เกิดจากความสมัครใจ ส่วนภายใน เกิด competition เพื่อให้เกิดความแตกต่างและทำให้ต้นทุนลดลง เป็นการบังคับให้ทุกคน go specialization เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (competitive edge) สุดท้าย output ของเราก็จะไป competitive อยู่ในตลาด พี่ชิตเรียก.. 'ทฤษฎีแตกใน' (ภายนอก cooperation ภายใน competition มีการเคลื่อนไหว) โลกอยู่ได้เพราะมี consumer เห็นคุณค่าของ producer ซึ่ง producer ต้องปรับตัวให้ทัน ต้องเก่งและเจ๋งจริง จึงจะสู้คนอื่นได้ image Commoditized/Commoditization เคยเจ๋ง แต่เมื่อทุกคนเข้าถึงเงินและเทคโนโลยี ใครๆ ก็ทำได้ เช่น ใครๆก็ต้มเบียร์ได้ แต่ไม่ใช่ใครก็ทำธุรกิจเบียร์ได้ การแข่งขันสูงขึ้นตลอดเวลา หาจุดที่แตกต่างจากคนอื่น จึงจะหลุดพ้นจาก commoditized เพื่อให้มีที่ยืนและได้ไปต่อ สุดท้ายเกิด civilization แม้จะมีการล้มหายตายจากไปมากมาย image T model once ถูก motivated ต้องมุ่งเข้าสู่ 'T model' ลงให้ลึกที่สุดของเรื่องนั้นๆ ได้ นั่นคือ การสร้าง masterpiece การพัฒนาตัวเองในด้านที่ตัวเองถนัดหรือหลงใหล มากกว่า 10,000 ชั่วโมง (ไม่การันตรีว่าจะได้เป็น expert แม้ผ่าน 10K ชั่วโมง) ท้ายสุด Finished good ยังต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ อีกมากมาย ก่อนจะถึงมือผู้บริโภค เราต้องลด Logistics & Supply chain ให้น้อย + เร็วที่สุด (ของจากโรงงานมาถึงมือผู้บริโภคเลย) # สรุป # มนุษย์ผลิตเพื่อคนอื่น (value for value/Time for time) เกิด Trade & Exchange มุ่งเป้าการพัฒนาตัวเองสู่ Masterpiece (go specialized) นำไปสู่สังคมที่เจริญรุ่งเรือง (Civilized society) image Money สำคัญ ทำให้ทุก transaction ลื่นไหลตามอุดมคติ แม้บางการ trade ไม่จำเป็นต้องใช้ money (barter system) ซึ่งทำได้ในระดับหมู่บ้าน/ตำบล image The coincident problem of wants มี 4 มิติ บางทีเราได้สิ่งนึงแต่อีกคนไม่ได้อยากได้ของเรา > ตกม้าตาย 1. Time (Durable, Hard to make) 2. Good (Select a few media as possible) 3. Space (Transportable) เคลื่อนย้ายไปได้ 4. Scale (Homogenous, Divisible) ต้องแบ่งย่อยเป็นหน่วยเล็กๆ ได้ image Indirect Exchange คือ medium of exchange (เงิน) ทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ ซึ่ง barter system จะเป็น direct system *โลกต้องอยู่ด้วย Indirect exchange image The purchasing power of money การขายเบียร์ของพี่ชิต ต้องหาที่เก็บ economic energy เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นได้ในอนาคต ซึ่งเงินทำหน้าที่เป็น store of value (หายากและยากที่จะสร้างใหม่), Medium of exchange และ Unit of account ซึ่งสินค้า (Goods) ที่ทำหน้าที่ Salability across time พี่ชิตมองว่าสำคัญที่สุด* เพราะรักษาพลังงานและมูลค่าข้ามผ่านเวลาได้ One money why ? The winner takes all Gold > USD > BTC Fixed money supply ควรจำกัด money supply เพราะสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่ money สิ่งที่เราต้องการคือ purchasing power เพื่อให้เกิดการอำนาจในแลกเปลี่ยนที่ไม่จำกัด Benefits of money - Division of Labor เกิดการแข่งขัน - Economics Calculation ตั้งราคาง่าย เพราะใช้หน่วยเดียวกัน - Low Time Preference เรามีแหล่งเก็บพลังงานที่ดี ใครก็ Dilute ไม่ได้ เกิด secure และ มองการไกล สละความสุขตอนนี้ เพื่อให้ลูกหลานเกิดความสุขในอนาคต #siamstr ปอลอ1 ตกหล่นตรงไหนขออภัยเนื่องจากเมา + ไม่มีเนื้อหา Q&A นะคะ ปอลอ2 ไฟลุกเว่อคลาสนี้ อาจจะไม่ได้ใส่มาทุกคำ แต่เต็มสองรูหู ปอลอ3 เอนจอยค่า :3 🍻