jakkapat.S's avatar
jakkapat.S
npub1k38d...rh2c
MA[x] Biotech🍄🍄‍🟫🍄🍄‍🟫
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
การทำงานของแพลตฟอร์ม Nostr และ Facebook ต่างกันอย่างชัดเจนในหลายๆ ด้าน นี่คือการเปรียบเทียบระหว่างทั้งสองแพลตฟอร์มและข้อดีของ Nostr เมื่อเปรียบเทียบกับ Facebook การทำงาน Nostr: 1.การกระจายศูนย์ (Decentralized): Nostr ใช้โครงสร้างแบบกระจายศูนย์ โดยไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางที่ควบคุมข้อมูล ผู้ใช้เชื่อมต่อกับ Relay หลายๆ ตัวเพื่อส่งและรับข้อความ 2.คีย์คู่ (Key Pairs): ผู้ใช้มีคู่กุญแจ (public key และ private key) เพื่อยืนยันตัวตนและเข้ารหัสข้อมูล 3.Relays: ข้อความถูกส่งไปยัง Relays ที่ผู้ใช้เลือกและกระจายข้อมูลให้ผู้ใช้คนอื่นๆ โดยไม่มีการควบคุมจากส่วนกลาง Facebook: 1.การรวมศูนย์ (Centralized): Facebook ใช้โครงสร้างแบบรวมศูนย์ โดยมีเซิร์ฟเวอร์กลางที่ควบคุมข้อมูลทั้งหมด ผู้ใช้เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ Facebook เพื่อส่งและรับข้อมูล 2.บัญชีผู้ใช้ (User Accounts): ผู้ใช้ลงทะเบียนด้วยอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ และใช้บัญชีเพื่อยืนยันตัวตน 3.เซิร์ฟเวอร์กลาง (Central Servers): ข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของ Facebook และบริษัทมีการควบคุมการจัดการข้อมูล Nostr เมื่อเปรียบเทียบกับ Facebook 1.ความเป็นส่วนตัว (Privacy): Nostr ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากกว่า เนื่องจากไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางที่สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้ได้ ข้อมูลถูกเข้ารหัสและกระจายไปยัง Relays หลายๆ ตัว 2.ความปลอดภัย (Security): การใช้คู่กุญแจช่วยให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น และยากต่อการเจาะระบบหรือขโมยข้อมูล 3.การเซ็นเซอร์ (Censorship Resistance): เนื่องจากไม่มีหน่วยงานกลางที่ควบคุมข้อมูล การเซ็นเซอร์ข้อมูลทำได้ยากขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือก Relay ที่ต้องการใช้งานได้อย่างอิสระ 4.การควบคุมข้อมูลส่วนตัว (Control Over Personal Data): ผู้ใช้มีการควบคุมข้อมูลของตนเองมากขึ้น เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บไว้ใน Relays ที่ผู้ใช้เลือก ไม่ใช่ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท #siamstr image
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
ใจฟูเหมือนกันนะเจอสังคมดีๆแบบนี้ ชาวทุ่งม่วง🧡
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
ออกกำลังกายยามเช้ากันครับ 💪GM.☕️ #siamstr image
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
อากาศดีๆแบบนี้ หาทำอะไรกันดีครับ😝😜 #siamstr
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
การคำนวณอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในรูปแบบทบต้น (CAGR) 1. **ก๋วยเตี๋ยว**: จาก 2 บาทในปี 2514 เป็น 50 บาทในปี 2566 2. **น้ำเปล่า**: จาก 0.5 บาทในปี 2514 เป็น 10 บาทในปี 2566 3. **ค่าเช่าบ้าน**: จาก 300 บาท/เดือนในปี 2514 เป็น 10,000 บาท/เดือนในปี 2566 4. **เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน**: จาก 20 บาท/ชุดในปี 2514 เป็น 500 บาท/ชุดในปี 2566 5. **น้ำมันเบนซิน**: จาก 2 บาท/ลิตรในปี 2514 เป็น 35 บาท/ลิตรในปี 2566 6. **ยาสามัญประจำบ้าน**: จาก 5 บาท/ขวดในปี 2514 เป็น 100 บาท/ขวดในปี 2566 7. **ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์**: จาก 5 บาทในปี 2514 เป็น 250 บาทในปี 2566 8. **ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน**: จาก 200 บาท/ภาคเรียนในปี 2514 เป็น 20,000 บาท/ภาคเรียนในปี 2566 9. **ทองคำ**: จาก 400 บาท/บาททองในปี 2514 เป็น 30,000 บาท/บาททองในปี 2566 10. **ที่ดิน**: จาก 100 บาท/ตร.วาในปี 2514 เป็น 100,000 บาท/ตร.วาในปี 2566 เมื่อคำนวณจะได้ค่า CAGR ของสินค้าและบริการแต่ละรายการ และค่าเฉลี่ยของ CAGR สำหรับการประเมินเงินเฟ้อในช่วงเวลานั้น ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณจะมีลักษณะดังนี้: - ก๋วยเตี๋ยว: 6.40% - น้ำเปล่า: 7.30% - ค่าเช่าบ้าน: 8.84% - เสื้อผ้าและรองเท้านักเรียน: 7.27% - น้ำมันเบนซิน: 6.55% - ยาสามัญประจำบ้าน: 7.59% - ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์: 8.88% - ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน: 9.41% - ทองคำ: 6.63% - ที่ดิน: 11.41% ค่าเฉลี่ย CAGR ของสินค้าและบริการทั้งหมด: 8.23% #siamstr View quoted note →
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
กลิ่นถือว่าดีเลย🧡 กลิ่นฮอปส์หอมๆเด่นไปทางฟรุ๊ตตี้สดชื่น #ต้มทั้งแผ่นดิน #siamstr
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
การใช้ Bitcoin เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นสามารถพิจารณาได้หลายประเด็น ประเด็นที่ 1: การป้องกันอัตราเงินเฟ้อ •อัตราเงินเฟ้อสูง: ในประเทศที่สกุลเงินท้องถิ่นมีอัตราเงินเฟ้อสูงมาก เช่น เวเนซุเอลาหรือซิมบับเว ผู้คนมักสูญเสียความเชื่อมั่นในสกุลเงินของตนเอง •การใช้ Bitcoin เป็นทางเลือก: Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) และการออกเหรียญใหม่ที่ลดลงตามเวลา (การ Halving) ทำให้ Bitcoin ไม่สามารถเกิดอัตราเงินเฟ้อสูงได้ •การป้องกันมูลค่า: ผู้คนสามารถถือ Bitcoin เพื่อป้องกันมูลค่าของทรัพย์สินจากการเสื่อมมูลค่าของสกุลเงินท้องถิ่น ประเด็นที่ 2: การเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน •ประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร: ในหลายประเทศ ประชากรส่วนใหญ่ยังขาดการเข้าถึงบริการทางการเงิน (unbanked) Bitcoin สามารถเป็นทางเลือกให้ผู้คนเหล่านี้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ •การเข้าถึงผ่านมือถือ: ในหลายประเทศกำลังพัฒนา การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนกำลังเพิ่มขึ้น ผู้คนสามารถใช้ Bitcoin ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อทำธุรกรรม ประเด็นที่ 3: การลดต้นทุนการโอนเงิน •ต้นทุนการโอนเงินข้ามประเทศสูง: การโอนเงินข้ามประเทศโดยใช้บริการธนาคารหรือบริการโอนเงินอื่น ๆ มักมีค่าธรรมเนียมสูง •การใช้ Bitcoin: การโอนเงินด้วย Bitcoin สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้การส่งเงินกลับบ้านสำหรับแรงงานข้ามชาติ (remittances) มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเด็นที่ 4: การลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง •ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง การควบคุมการเข้าถึงและการใช้สกุลเงินท้องถิ่นอาจถูกจำกัดหรือควบคุม •การใช้งาน Bitcoin: Bitcoin ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใด ๆ และสามารถถือครองและโอนย้ายได้อย่างเสรี ช่วยให้ผู้คนสามารถปกป้องทรัพย์สินของตนจากการถูกยึดหรือควบคุมโดยรัฐ ประเด็นที่ 5: การสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัล •การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล: Bitcoin สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถเพิ่มการเชื่อมต่อและการค้าระหว่างประเทศ โดยไม่พึ่งพาระบบการเงินดั้งเดิม •การกระจายอำนาจ: ระบบการเงินที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักจะมีลักษณะการกระจายอำนาจ (decentralized) ทำให้ลดความเสี่ยงจากการควบคุมของกลุ่มอำนาจทางการเงินเดิม ข้อจำกัดและความเสี่ยง •ความผันผวนของมูลค่า: Bitcoin มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับการใช้เป็นสกุลเงินในชีวิตประจำวัน •กฎระเบียบและการยอมรับ: หลายประเทศยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับการใช้ Bitcoin และบางประเทศห้ามใช้โดยสิ้นเชิง •ความรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยี: ประชาชนในบางประเทศยังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Bitcoin รวมถึงขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็น บทสรุป Bitcoin สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยการป้องกันอัตราเงินเฟ้อ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน ลดต้นทุนการโอนเงิน และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของมูลค่าและความท้าทายทางกฎระเบียบยังคงเป็นข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา🧡 image
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
จำนวนซาโตชิทั้งหมดที่มีในระบบบิทคอยน์จะถูกคำนวณได้โดยการคูณจำนวนบิทคอยน์ทั้งหมด (21 ล้าน BTC) ด้วยจำนวนซาโตชิต่อบิทคอยน์ (100,000,000) 21,000,000 BTC * 100,000,000 ซาโตชิ/BTC = 2,100,000,000,000,000 (2.1 ล้านล้านซาโตชิ) #siamstr image
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
ความแตกต่างระหว่าง "เงิน" และ "สินเชื่อ" * **เงิน:** เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป มีมูลค่าในตัวของมันเอง และสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้โดยตรง * **สินเชื่อ:** เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ให้กู้ยืมและผู้กู้ยืม ซึ่งผู้ให้กู้ยืมให้ยืมเงินหรือสินทรัพย์อื่นๆ แก่ผู้กู้ยืม และผู้กู้ยืมต้องชำระคืนเงินหรือสินทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย **ผลกระทบของการปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อ:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อเกิดขึ้นเมื่อธนาคารและสถาบันการเงินสร้างเงินใหม่ผ่านการขยายเครดิต (การให้กู้) ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้ ได้แก่: * **เงินเฟ้อ:** การเพิ่มปริมาณเงินอย่างรวดเร็วเกินไปสามารถนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ (เงินเฟ้อ) * **หนี้เสีย:** เมื่อผู้กู้ยืมไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ อาจเกิดหนี้เสียขึ้น ซึ่งสามารถทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินล้มละลายได้ * **วิกฤตการณ์ทางการเงิน:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่ออย่างมากอาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินได้ เนื่องจากการล้มละลายของธนาคารและสถาบันการเงินสามารถสร้างผลลัพธ์แบบโดมิโนทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ * **ความไม่เสถียรทางเศรษฐกิจ:** การปนเปกันระหว่างเงินและสินเชื่อสามารถนำไปสู่ความผันผวนมากขึ้นในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนและภาวะถดถอย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ระบบการเงินต้องรักษาความแตกต่างระหว่างเงินและสินเชื่อ และป้องกันการปนเปกันระหว่างทั้งสองอย่าง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและป้องกันวิกฤตการณ์ทางการเงิน image
jakkapat.S's avatar
1BTC=1BTC 1 year ago
ขายเงินเฟียตเป็นบิทคอยน์อนาคตดี หาวิธีออมบิทคอยน์ป้องกันเงินเฟ้อ เงินกระดาษไร้ค่าอย่าได้เผลอ ลงทุนบิทคอยน์เถิดไม่เสี่ยงภัย ราคาขึ้นลงอย่าได้หวั่น ถือไว้นานวันกำไรไม่ต้องสงสัย อนาคตสดใสรอเราอยู่ไม่ไกล บิทคอยน์ไงคือคำตอบที่เราเฝ้าหา #siamstr image