RiTTo's avatar
RiTTo
npub15wte...7s62
I'm a dude playing a dude disguised as another dude.
RiTTo's avatar
ritto 1 year ago
EPL & The Last 10 Matches : หรือนี่จะเป็นปีของปืน เมื่อเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจนพรีเมียร์ลีกตอนนี้เหลือให้เตะกันอีกแค่ 10 นัดเท่านั้น การลุ้นแชมป์ตอนนี้ก็ดุเดือดเหลือเกิน อันดับ 1–3 หรือสามทีมลุ้นแชมป์นั้นมีแต้มห่างกันแค่ 1 คะแนน เรียกได้ว่าแทบจะลุ้นกันนัดต่อนัดและอันดับสามารถขยับเปลี่ยนกันได้ทุกสัปดาห์เลยทีเดียว โดยอับดับที่ 1 นั้นนำมาโดยทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล (Arsenal) ที่เปิดบ้านเฉือนเบรท์ฟอร์ดไป 2-1 ทำให้แต้มตอนนี้อยู่ที่ 64 คะแนน และด้วยอานิสงส์ของทีมอันดับ 2 และ 3 ที่มาเจอกันเองอย่าง “หงส์แดง” ลิวเวอร์พูล (Liverpool) กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ซิตี้ (Manchester City) จบลงด้วยผลเสมอกัน 1-1 ทำให้อันดับทั้งสองทีมร่วงลงมาเป็นที่ 2-3 ตามลำดับ โดยหงส์แดงตอนนี้มีอยู่ 64 คะแนนเท่ากับทีมปืนใหญ่ แต่มีลูกได้เสียที่น้อยกว่าอยู่ 7 ลูก และเรือใบสีฟ้ามี 63 คะแนนตามลำดับ ซึ่งอาจพูดได้ว่านอกจากแต้มจะมีผลต่อการลุ้มแชมป์แล้วลูกได้เสียก็อาจมีผลด้วยเช่นกัน — ส่วนในอันดับที่ 4 ตำแหน่งสุดท้ายที่จะได้ไปแข่ง UCL หรือ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก (Uefa Champions League) ที่ปีหน้าปรับระบบการแข่งใหม่เป็นเหมือนกับมินิลีกตอนนี้ยึดอยู่โดยทีม “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ที่ช่วงต้น ๆ เหมือนจะลุ้นแชมป์กับเขาด้วยแต่หลัง ๆ ก็เริ่มแผ่วให้เห็นแล้ว พลาดท่าโดนอันดับที่ 5 “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (Tottenham Hotspur) บุกไปอัดคาบ้านถึง 0-4 แบบผิดฟอร์มไปหน่อย ทำให้แต้มอันดับ 4-5 ไล่กันมาที่ 55 และ 53 คะแนน แถมไก่เดือยทองยังเตะน้อยกว่าหนึ่งนัด มีโอกาสแซงไปยึดอันดับที่ 4 อยู่สูงพอสมควร — คราวนี้เราจะมาเจาะดูสถานการณ์ของทีมลุ้นแชมป์แต่ละทีมกันหน่อย — มาเริ่มกันที่ทีมปืนใหญ่จ่าฝูงปัจจุบัน ที่ตั้งแต่หลังปีใหม่มาแข่งในลีกยังไม่แพ้ใครแถมกระซวกคู่แข่งไปได้ถึง 31 ลูกใน 8 นัด หรือเฉลี่ยนัดละเกือบ 4 ลูกเลยทีเดียว และเสียเพียงแค่ 4 ประตู แต่ยกเว้นในบอลถ้วย เอฟเอ คัพ (FA Cup) ที่ตกรอบไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยน้ำมือของหงส์แดง และในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก หรือ UCL (Uefa Champions League) ที่ในเลกแรกออกไปพ่ายต่อปอร์โต้ (Porto) 1-0 แบบที่ฟอร์มที่สวนทางกับในลีกแบบไม่ถูกใจแฟน ๆ นัก แต่ก็ยังมีให้โอกาสให้แก้มือในบ้านตัวเอง ฟอร์มของนักเตะในลีกก็กำลังเข้าฝัก โดยเฉพาะแนวรุกอย่าง ไค ฮาร์แวตซ์ (Kai Harvertz) หลัง ๆ เริ่มเรียกฟอร์มยิงประตูให้ทีมสี่นัดติด เหมือนกลับมาเกิดใหม่ในสมัยเล่นอยู่กับทีม “ห้างขายยา” ไบเยอร์ เลเวอร์คูเซ่น (Bayer Leverkusen) และแม้กระทั่งกองกลางตัวรับอย่าง เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) ที่หลัง ๆ คอยยิงประตูให้อยู่เนือง ๆ และคอยปัดกวาดและคุมจังหวะเกมอยู่หน้ากองหลัง ส่วนแนวรับก็ยังเหนียวแน่น นำโดยอยู่เซนเตอร์อย่าง วิลเลี่ยม ซาลิบา (William Saliba) และ กาเบรียล เมกัลเญส (Gabriel Magalhães) ที่จับคู่กันได้อย่างเหนียวแน่น แถมแบ็กทั้งสองข้างอย่าง เบ็น ไวท์ (Ben White) และ ยาคุบ คิวิออร์ (Jakub Kiwior) ก็ยังจ่ายให้แนวรุกทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวที่เจ็บไปตอนนี้มีแค่อดีตแบ็กขวา-ซ้ายตัวจริงอย่าง ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (Takehiro Tomiyasu) ที่ยังเจ็บยาวต่อไป และโอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ (Oleksandr Zinchenko) ที่นัดล่าสุดลงมาเป็นตัวสำรองได้แล้ว แต่นัดล่าสุดก็เสียแนวรุกคนสำคัญอย่าง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (Gabriel Martinelli) และ บูกาโย่ ซาก้า (Bukayo Saka) ที่ฟอร์มดีทั้งยิงทั้งจ่ายกันมาตั้งแต่เปิดฤดูกาล ซึ่งต้องดูการอัปเดตกันอีกทีว่าจะเจ็บกันหนักแค่ไหน โปรแกมการแข่งข้างหน้านั้นมีเกมสำคัญอยู่ที่เกมเยือนทีมเรือใบสีฟ้าคู่แข่งลุ้นแชมป์ในวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งแฟนหงส์แดงน่าจะลุ้นให้เสมอ ๆ ตัดแต้มกันเองไปซะ ยังมีดาร์บี้แมตช์กับทีมร่วมเมืองลอนดอนอย่างสเปอร์สและ “สิงห์บลู” เชลซี (Chelsea) ที่ฟอร์มเริ่มกระเตื้องที่ไม่ยอมให้ทีมปืนใหญ่ได้แชมป์ง่าย ๆ แน่นอน และนัดรองสุดท้ายที่ต้องเจอกับ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ที่ฟอร์มฤดูกาลนี้เหมือนจะไม่ดี และเล่นได้ไม่ถูกใจแฟน ๆ จนบ่กันขรม แต่อันดับของทีมก็ยังพอถูไถ บางนัดก็ฟอร์มไม่ดีแต่ดันชนะได้อีก และถ้ายิ่งได้ดาวยิงวัยรุ่นเดอะแบกอย่าง ราสมุส ฮอยลุนด์ (Rasmus Hojlund) กลับมาก็ประมาทไม่ได้เหมือนกัน และทำไปทำมาทีมผีแดงนี่แหละอาจจะเป็นตัวแปรการตัดสินแชมป์กันได้เลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทีมปืนใหญ่ตอนนี้มีสถิติเฮดทูเฮดที่ดีที่สุดในการเจอกับทีมบิ๊กซิกส์ด้วยกันในฤดูกาลนี้ ถ้าผ่านนัดเจอเกมหนักกับสี่ทีมที่กล่าวถึงข้างบนไปได้ ขุมกำลังก็ค่อนข้างจะพร้อมแถมฟอร์มก็กำลังดี รวมถึงยังไม่มีบอลถ้วยในประเทศมาให้กังวล และถ้าเกิดตกรอบ UCL ก็สามารถทำให้โฟกัสการลุ้มแชมป์ได้อย่างเต็มตัวอีกด้วย (ซึ่งแฟนปืนก็น่าจะให้ความสำคัญกับแชมป์ลีกมากกว่า) เรียกได้ว่ามีโอกาสที่ดีพอสมควร — มาต่อกันด้วยอันดับที่สองอย่างหงส์แดงที่ฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่โค๊ชมากฝีมือชาวเยอรมันอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ (Jürgen Klopp) จะคุมบังเหียน เพราะฉะนั้นรับประกันเลยว่านักเตะเล่นกันลืมตายส่งท้ายให้นายใหญ่คนสำคัญที่เคยพาทีมได้แชมป์รายการสำคัญ ๆ อย่างแน่นอน แถมตอนนี้ก็ได้แชมป์บอลถ้วยรายการเล็กอย่าง อีเอฟแอล คัพ (EFL Cup) มาครองไปแล้วด้วยหนึ่งรายการ แถมบอลถ้วยใหญ่อย่างเอฟเอคัพและยูโรป้า ลีก (Uefa Europa League) ก็ยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ ซึ่งมีโอกาสมากที่จะได้แชมป์มาประดับบารมีอย่างน้อยอีกหนึ่งรายการเลยทีเดียว หงส์แดงฤดูกาลนี้นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่การแก้เกมของ จอร์เก้น คล็อปป์ ส่วนใหญ่จะเปิดด้วยการให้คู่แข่งยิงนำไปก่อนแล้วแก้เกมแซงกลับมาชนะได้ด้วยอารมณ์แบบมึงยิงกูใช่มั้ยมึงตาย และเกมทีสูสี ๆ ก็ยิงนาทีท้าย ๆ แซงชนะไปอย่างหน้าตาเฉยแทบจะตลอด แม้ในบางช่วงจะขาดดาวยิงตัวสำคัญของทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ (Mohamed Salah) ที่นอกจากจะติดไปแอฟริกาคัพออฟเนชั่นส์ (AFCON) ช่วงต้นครึ่งหลังของฤดูกาลและกลับมาเจ็บไปอีกก็สามารถเอาตัวรอดได้ แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาลงสนามและยิงประตูให้กับทีมได้แล้ว และยังมีนักเตะญี่ปุ่นที่ช่วงแรกโดนค่อนขอดว่าซื้อมาเป็นแค่อะไหล่ แต่ตอนนี้สาถนาปนาตนเองเป็นขวัญใจแฟน ๆ และกำลังสำคัญของทีมที่แทบจะขาดไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้วอย่าง วาตารุ เอ็นโดะ (Wataru Endo) ที่คอยปัดกวาดให้แนวรับเล่นง่ายขึ้นและยังมียิงประตูสำคัญให้ทีมในบางครั้งอีกด้วย แต่ปัญหาใหญ่ของทีมในตอนนี้คือนักเตะทั้งตัวจริงตัวสำรองเจ็บกันบานตระไท ร่ายยังไงก็ไม่หมด ทำให้ต้องดันนักเตะวัยรุ่นขึ้นมาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ แต่ก็ทำผลงานให้ทีมได้ดีอย่าง คอเนอร์ แบรดลีย์ (Conor Bradley) ที่มาแทนแบ็กจอมบุก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) ที่ทั้งยิงประตูและแอสซิตส์แทนได้แบบที่แทบจะไร้รอยต่อ และ จาเรลล์ ควอนซาห์ เซนเตอร์วัยรุ่นที่ขึ้นมาจับคู่กับกัปตันทีม เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ได้อย่างยอดเยี่ยมจน โจ โกเมซ (Joe Gomez) ต้องโยกไปเล่นแบ็กซ้ายหลังจากที่ตัวจริงและตัวสำรองอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ คอสตาส ซิมิคาส (Andrew Robertson & Kostas Tsimikas) เจ็บไปพร้อมกันแล้วดันเล่นดีใช้ได้ ส่วนน้องหนูน ดาร์วิน นูนเญซ (Darwin Nunez) ดาวยิงชาวอุรุกวัยค่าตัวแพงที่ฤดูกาลที่แล้วโดนล้อยับว่าชอบพลาดโอกาสง่าย ๆ แต่พอมาฤดูกาลนี้ก็กลายเป็นกำลังสำคัญยิงประตูและจ่ายให้ทีมได้อย่างต่อเนื่อง โดยยิงไป 10 และจ่ายไปถึง 7 ลูกนับเฉพาะในลีก ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ซึ่งก็มากกว่าสถิติของฤดูกาลก่อนไปแล้ว ส่วนโปรแกมนั้นเรียกได้ว่าอาจจะหนักสุดในทีมกลุ่มลุ้นแชมป์ด้วยกันเอง เพราะมีทั้งไปเยือนในดาร์บี้แมตช์ทีมร่วมเมืองกับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน (Everton) ซึ่งมีความตั้งใจจะเบรกแน่นอนและต้องทำแต้มหนีการตกชั้นอีก แม้จะโดนลดโทษตัดแต้มไปแต่ก็ยังมีความสุมเสี่ยงอยู่ การไปเยือนทีมทีมคู่รักคู่แค้นตัวแปรทีมลุ้มแชมป์อย่างผีแดงอีก ซึ่งเพื่อศักศรีทีมผีแดงก็ไม่น่ายอมให้คู่รักคู่แค้นมาชิงแต้มจากในบ้านไปได้ง่าย ๆ และมีโปรแกมเจออีกทีมเคี้ยวยากที่กำลังพยายามทำแต้มไป UCL พร้อม ๆ กันอย่างแอสตัน วิลล่า และสเปอร์สอีก แถมบอลถ้วยก็ยังมีลุ้นให่ห่วงอีก แถมต้องลุ้นให้นักเตะที่มีอยู่ตอนนี้ไม่เจ็บไปนอนโรงหมอเพิ่มอีก ด้วยสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวไปทำให้หนทางข้างหน้าดูเหมือนจะเสียเปรียบอีกสองทีมลุ้นแชมป์ค่อนข้างพอสมควร — สุดท้ายที่ทีมเรือใบสีฟ้าที่ฤดูกาลนี้ฟอร์มค่อยไม่ดีเหมือนกับตอนได้ดับเบิ้ลแชมป์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แถมผลงานการเจอกับบิ๊กซิกซ์ด้วยกันเอง ก็เอาชนะได้แค่ผีแดงที่ฟอร์มแย่กว่า เมื่อตอนต้นฤดูกาลก็ขาดกองกลางตัวสำคัญที่เจ็บไปยาวอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (Kevin De Bruyne) ที่ตอนนี้กลับมาได้แต่ก็เหมือนยังไม่เต็มสูบนัก ดาวยิงตัวเก่งอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ก็มีเจ็บไปช่วงปีใหม่และพอกลับมาฟอร์มก็ไม่เฉียบขาดเหมือนเดิม แล้วแนวรับบางทีก็เสียประตูกันง่ายขึ้น ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) เกาหัวแกรก ๆ อยู่บ่อย ๆ ส่วนนักเตะเจ็บตอนนี้ก็มีแค่ แจ็ค กรีลิช (Jack Grealish) แต่ก็ไม่น่าจะกระทบอะไรมากเพราะฤดูกาลนี้ฟอร์มค่อนข้างรูด ผิดกับฤดูกาลที่แล้วลิบลับ แถมตัวใหม่อย่าง เฌเรมี่ โดกู (Jeremy Doku) ที่จะเอามาลากเลี้อยริมเส้นก็ยังทำผลงานไม่คงเส้นคงวาเท่าไหร่ ตอนนี้คงมีแค่ โรดรี้ (Rodri) ที่โคตรจะอันเดอร์เรตในวงการฟุตบอลตอนนี้คนเท่านั้นที่ยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ส่วนโปรแกมนั้นก็ถือว่าอาจจะพอ ๆ กับหงส์แดงที่ยังมีลุ้นในบอลถ้วยอยู่อีกสองรายการมาให้กังวล และในลีกก็มีเกมที่เรียกได้ว่าตัดสินชะตากลาย ๆ กับทีมปืนใหญ่ และก็เจอสองทีมลุ้นไป UCL ที่พร้อมจะมาตัดแต้มเป็นปัจจัยเหมือนกันอีก แต่ว่าโปรแกมนั้นมีเจอกับทีมระดับล่างที่มากกว่าทำให้เรือใบสีฟ้ามีแต้มต่อในมือ และรวมถึงขุมกำลังที่พร้อมกว่า เลยมีความได้เปรียบกว่าหงส์แดงอยู่บ้างในการลุ้นแชมป์ — เมื่อดูภาพรวมแล้วปืนใหญ่ค่อนข้างมีแต้มต่อในการคว้าแชมป์พอสมควร ถ้ายังสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้เอาไว้ และไม่มีนักเตะตัวสำคัญเจ็บเพิ่มไปอีก นี่ก็น่าจะเป็นปีของปืนใหญ่ของ มิเคล “สุดหล่อว์” อาร์เตต้า (Mikel Arteta) ที่มีโอกาสในการคว้าแชมป์มากที่สุด หลังจากที่รอคอยมาถึง 20 ปี — #siamstr #footballstr #epl #arsenal #liverpool #mancity #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #อาร์เซน่อล #ปืนใหญ่ #ลิเวอร์พูล #หงส์แดง #แมนเชสเตอร์ซิตี้ #เรือใบสีฟ้า image
RiTTo's avatar
ritto 1 year ago
Perfect Days: การบำบัดจิตใจคือการได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และการเจอคนที่เข้าใจ Perfect Days หรือชื่อในภาษาไทย “หยุดโลกเหงาไว้ตรงนี้” เป็นภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานที่ห่างหายจากวงการไปนานชาวเยอรมันอย่าง วิม เวนเดอร์ (Wim Wenders) และนำแสดงโดย โคจิ ยาคุโช (Kōji Yakusho) ที่ได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม และ Prize of the Ecumenical Jury ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่สร้างสรรค์ให้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) นอกจากนั้นยังได้เสนอชื่อชิงรางวัลใหญ่อย่างออสการ์ (Oscars หรือ The Academy Awards) ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศอีกด้วย — เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คล้ายสารคดีที่ติดตามชีวิตประจำวันของตัวเอก คุณลุงฮิรายามะ (แสดงโดย โคจิ ยาคุโช) เป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะวัยชราในเขตชิบูย่าของเมืองโตเกียว โดยที่ชีวิตของแกนั้นก็แสนจะเรียบง่าย ไม่หวือหวา ตั้งแต่ตอนตื่นนอน แปรงฟัน รดน้ำต้นไม้ กดกาแฟกระป๋องจากตู้ ขับรถไปทำงานและเปิดฟังเทปเพลงจากยุค 60–70’s ไปด้วยระหว่างทาง ทำงานอย่างขะมักขะเม้น พักกินข้าว พร้อมกับการถ่ายรูปธรรมชาติจากกล้องฟิล์มขาวดำ ทำงานเสร็จกลับมาอาบน้ำไปกินข้าว อ่านหนังสือนิยายก่อนนอน และก็นอนหลับไป แม้กระทั่งในวันหยุดก็ตื่นมาก็แปรงฟัน เอาผ้าไปซัก ไปอาบน้ำ ไปร้านซื้อหนังสือนิยายลดราคา ไปบาร์ที่ตัวเองคุ้นเคย และในเรื่องก็จะมีเหตุการณ์ที่แกได้พบเจอคนใหม่ ๆ หรือคนที่เคยรู้จักมาเป็นตัวแปรในชีวิตประจำวันของแกวนลูปไปจนจบ — ส่วนการแสดงก็เต็มไปด้วยความน้อยแต่มาก โดยเฉพาะคุณลุงฮิรายามะซึ่งในเรื่องก็เป็นคนไม่ค่อยพูดจากับคนอื่นอยู่แล้ว แต่การแสดงด้วยสีหน้าและสายตานั้นแสดงถึงอารมณ์ที่แกรู้สึกขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ส่วนการถ่ายทำนั้นก็อาจจะไม่ได้หวือหวาแต่ก็สวยงามปราณีตามสไตล์ญี่ปุ่น และยังแอบซ่อนนัยยะบางอย่างไว้ ยกตัวอย่างเช่นการใช้ภาพซ้อน (Superimpose) แนวขาวดำคล้ายภาพฟิล์มที่ตัวเองได้ถ่ายไว้ มาแทรกในช่วงที่คุณฮิรายามะหลับและกำลังจะเริ่มวันใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นภาพความฝันหรือเป็นการรำลึกถึงวันวานก็เป็นไปได้ — และอีกหนึ่งตัวเอกที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ “ห้องน้ำสารถารณะ” ที่มีการออกแบบได้อย่างสวยงามและมีเอกลักษณ์สะท้อนบรบทของพื้นที่ตั้งนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ผิดกับบ้านเราลิบลับ ที่ไม่ค่อยจะแยแสและให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะของประชาชนคนทั่วไปซักเท่าไหร่ ห้องน้ำเหล่านี้เป็นโครงการที่เรียกว่า THE TOKYO TOILET ซึ่งเป็นความร่วมมือของ The Nippon Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเน้นให้การสนับสนุนพัฒนาแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านมนุษยธรรม สวัสดิการสังคม การสาธารณสุข และการศึกษาไปทั่วโลก และ TOTO ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ห้องน้ำของประเทศญี่ปุ่นที่เราน่าจะรู้จักกันดี — โครงการ THE TOKYO TOILET นั้นเป็นการสร้างห้องน้ำสาธารณะจำนวน 17 แห่งในเขตชิบุย่าที่มีประชากรหนาแน่น โดยแต่ละแห่งจะถูกออกแบบโดยสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังระดับโลกของประเทศญี่ปุ่นที่บ้านเราน่าจะรู้จักกันดี ยกตัวอย่างเช่น ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ชิเกรุ บัน (Shigeru Ban) เคนโกะ คุมะ (Kengo Kuma) โซ ฟูจิโมโตะ (Sou Fujimoto) โตโย อิโตะ (Toyo Ito) โดยเป้าหมายคือเป็นการก้าวสู่สังคมที่โอบรับในความหลากหลาย ซึ่งสะท้อนออกมาในงานออกแบบที่เป็นเอกลักณ์เฉพาะตัวของห้องน้ำในแต่ละที่ — จากการที่นักวิจารณ์และบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้หลาย ๆ ขิ้นเอ่ยชมภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตอยู่ด้วยความพอเพียง เรียบง่าย และการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ นั่นแหละคือการใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง ดังเช่นที่เราพบเห็นได้จากวิถีชีวิตของคนสูงวัยในญี่ปุ่นดังที่เห็นได้จากตามสารคดี ที่ประกอบอาชีพเดิมตั้งแต่เด็กจนโตก็ยังคงทำในสิ่งที่ตัวเองรักและถนัดที่สุดไปจนกว่าที่ตนเองจะทำไม่ไหว ซึ่งสังคมญี่ปุ่นนั้นก็ได้เข้าสู่การเป็นสังสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 1970 แต่เมื่อได้สัมผัสภาพยนตร์เรื่องนี้มาด้วยตัวเองแล้วก็พบว่ามีอีกนัยยะนึงที่อาจจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงนัก ซึ่งอาจจะเป็นทางผู้กำกับเองจงใจหรือไม่ได้จงใจนำมาไว้ในภาพยนตร์ก็ได้ ซึ่งก็คือเรื่อง “แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม” (Asperger Syndrome) — แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม เป็นโรคที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางพัฒนาการที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น บกพร่องด้านทักษะในการเข้าสังคม หรือบกพร่องด้านทักษะการใช้ภาษา การสื่อสารและการแสดงออก ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ มักหมกมุ่นกับสิ่งที่ชอบเป็นเวลานาน แต่ไม่ใช่กลุ่มบกพร่องทางสติปัญญา เช่นโรคออทิสติก (Autistic) ซึ่งคนนั้นจะมีความเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษในสิ่งที่ตนเองชอบอีกด้วย ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุที่ชัดเจนของกลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการทำงานที่ผิดปกติทางสมอง พันธุกรรมสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และในปัจจุบันยังไม่มียารักษาอาการเหล่านี้ให้หายเป็นปกติ โดยผู้ที่เป็นโรคนี้ที่เรารู้จักกันดีก็น่าจะเป็น เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมวัยรุ่นชื่อดังชาวสวีเด็นที่ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกจากรัฐบาลและผู้มีอำนาจทางการปกครองของประเทศต่าง ๆ ที่ออกมายอมรับว่าเป็นแอสเพอร์เกอร์ และยังมีภาพยนตร์และซีรีย์ที่ถูกนำเสนอด้วยการเป็นโรคนี้อย่างเช่นเรื่อง Rain Man, Adam, The Accountant, Atypical เป็นต้น — ในเรื่องนั้นคุณฮิรายามะก็มีลักษณะนิสัยที่จะดูเข้ากับการเป็นโรคนี้อย่างน่าสนใจ ซึ่งในเรื่องนั้นคุณลุงฮิรายามะก็เป็นคนไม่ค่อยพูดกับคนอื่น แม้จะเป็นคนที่ทำงานด้วยก็ตามที แต่เมื่อเขาได้เจอคนที่สนใจในสิ่งเดียวกับเขา และเป็นคนที่เข้าใจการกระทำของเขา ชอบในสิ่งที่เขาทำ เขาก็จะแสดงออกด้วยท่าทีที่เป็นมิตร และมีแสดงออกทางอารมณ์ได้ชัดเจนว่าเขามีความสุขที่จะอยู่กับคนแบบนี้ ซึ่งจะตีภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อีกแบบว่าการกระทำที่เป็นกิจวัตรของคุณลุงฮิรายะมะในเรื่องนั้นอาจจะเลือกจะใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ เพื่อเป็นการบำบัดจิตใจของตัวเองมากกว่า ด้วยการที่มีเลือกที่จะมีความสุขด้วยตัวคนเดียว (Being alone ≠ Being lonely) โดยสุดท้ายนั้นไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่ามองว่าเขาทำตัวไม่เหมือนคนอื่นหรือมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยไม่มีเหตุผล คอยสนับสนุนและให้กำลังใจเขา ก็จะสามารถช่วยให้เขา “หยุดโลกเหงาไว้ตรงนี้” ได้เป็นอย่างดี — Resources * *https://www.manarom.com/blog/let_learn_asperger_syndrome.html * * — #film #perfectdays #wimwanders #japanesefilms #aspergers #siamstr — image
RiTTo's avatar
ritto 1 year ago
Evil Does Not Exist: ใครว่าปีศาจมีไม่จริง ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้เหมือนจะเป็นที่ช่วงที่ภาพยนตร์ อนิเมชั่น หรือแม้กระทั่งซีรีย์จากทางญี่ปุ่นกลับมาเป็นที่สนใจในกระแสหลักอีกครั้ง หลังจากปล่อยให้กระแสเกาหลีครองตลาดมานาน ซึ่งหลาย ๆ เรื่องก็มีเนื้อหาและความน่าสนใจอย่างมาก เช่น Godzilla: Minus One ที่หลาย ๆ คนอยากดู และยังทำเงินไปมากมายแต่ดันไม่ยอมเข้าฉายในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำเอาหลาย ๆ คนเคืองทางค่ายหนังกันยกใหญ่ว่าทำไมไม่เอาเข้ามาฉาย แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นที่ทางค่ายผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างโทโฮ (TOHO) ที่ต้องไปดีลกับสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มไว้แน่ ๆ เลยไม่ได้เข้าฉายในบ้านเเรา และภาพยนตร์อนิเมชั่นอย่าง Mobile Suit Gundam SEED Freedom ที่สาวกกันดั้มวัยเด็กหนวดชวนกันไปดูจนทำเงินถล่มทลายกลายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและบ้านเรา รวมไปถึงเรื่อง Monster ของผู้กำกับมือรางวัลชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ (Hirokazu Koreeda) ที่เนื้อหายังไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว แถมเรื่องนี้ยังได้รางวัล Queer Palm จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) อันเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ LGBTQ และรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และยังมี Perfect Days ภาพยนตร์ฟีลกู๊ดของผู้กับกับชาวเยอรมันที่ห่างหายจากวงการไปนานอย่าง วิม เวนเดอร์ (Wim Wenders) เรื่องนี้ยังได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากที่มอบให้ โคจิ ยาคุโช (Kōji Yakusho) และ Prize of the Ecumenical Jury ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่สร้างสรรค์ให้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อีกเช่นกัน และปิดท้ายด้วยภาพยนตร์ที่จะพูดถึงต่อไปอย่าง Evil Does Not Exist ซึ่งเป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับมาแรงในวงการ ริวสุเกะ ฮามากุจิ (Ryusuke Hamaguchi) ที่สร้างชื่อและกวาดคำชมและรางวัลไปมากมายจากเทศกาลหนัง รวมไปถึงรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ (Oscar) ในปี 2021 จากเรื่อง Drive My Car — เนื้อเรื่องของ Evil Does Not Exist นั้นแม้จะเรียบง่ายเหมือนจะไม่มีอะไรมากโดยที่ตัวละครเอกคือคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวอย่าง ทาคุมิ ชายที่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไปที่อาศัยอยู่กับ ฮานะ ลูกสาววัย 8 ขวบที่มักจะชอบออกไปวิ่งล่นเล่นตามป่าในหมู่บ้านฮาราซาว่าที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบเงียบ และผู้คนในหมู่บ้านก็พึ่งพาแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในการทำมาหากิน แต่ว่าเมื่อนายทุนจากโตเกียวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการมาซื้อที่ดินจะมาทำลาน “แกลมปิ้ง (Glamping = Glamorous + Camping)” ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน ซึ่งฝั่งนายทุนนั้นก็พยายามแสดงถึงผลประโยชน์ไว้ว่าต่อชุมชนว่าจะเป็นการสร้างเศรฐกิจและรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน แต่ว่าเนื่องจากสถานที่ตั้งนั้นอยู่บนหุบเขาที่เป็นแหล่งต้นน้ำของหมู่บ้านที่ใช้ในการดำรงชีวิตและทำมาหากิน จะทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยมลภาวะน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากลานแกล้มปิ้งแห่งนี้ และสุดท้ายนั้นจะมีการประณีประนอมอย่างไรที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจ ซึ่งคนที่ดูภาพยนตร์มาเยอะพอสมควรจะคุ้นกับพลอตเรื่องแบบนี้เป็นอย่างดีว่าใครคือ “ปีศาจ” ของเรื่องนี้ — แต่สิ่งที่ทำให้ Evil Does Not Exist น่าสนใจจริง ๆ แล้วนั้นคือสัญญะที่อยู่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เช่น การสร้างบรรกาศในการถ่ายทำที่ทำให้ฉุกคิดตลอดเวลาว่าจริง ๆ แล้วปีศาจที่ว่านั้นอยู่ที่ไหน ทั้งการถ่ายภาพธรรมชาติที่สวยงามแต่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เหมือนจะมีอันตรายแบบแฝงอยู่ทุกที่ และมุมมองการถ่ายทำในแบบบุคคลที่สาม การแพนกล้องติดตามตัวละครที่ทำให้เหมือนรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างคอยไล่ตามและแฝงตัวแอบดูอยู่ท่ามกลางธรรมชาติตลอดเวลา และการใช้ซาวด์เอฟเฟกต์และดนตรีประกอบที่ใช้เครื่องสายบรรเลงควาหม่นหมอง ลึกลับ มืดมน และจังหวะที่เริ่มและหยุดเอาดื้อ ๆ แบบไม่มีมีปี่มีขลุ่ยอันเป็นสัญญาณว่าจะมีอะไรร้าย ๆ กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปความย้อนแย้งและไม่น่าไว้วางใจของตัวละครต่าง ๆ ที่เหมือนจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และ “ผู้กระทำ” โดยทางฝั่งชาวบ้านนั้น ดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นชาวบ้านธรรมดา แต่กลับแฝงไปด้วยความฉลาดเฉลียว นิ่ง ใจเย็น พูดจามีเหตุผล แต่เหมือนจะคิดอะไรอยู่ในใจตลอดเวลา อีกทั้งตัวละครฝั่งตัวแทนของนายทุนที่เอามารับหน้าชาวบ้านอย่าง ทาคาฮาชิ และ มายุซึมิ ที่เหมือนจะมาแบบตัวร้ายแต่จริง ๆ แล้วนั้นเป็นคนที่มีจิตใจดี มีความเห็นใจชาวบ้าน แต่ด้วยอำนาจของตัวเองนั้นไม่สามารถจะทำอะไรได้นอกจากมารับคำด่าแทนหัวหน้าของพวกเขา และเลือกที่จะมาทำงานที่พวกเขาไม่ได้ชอบด้วยความจำเป็น และพอได้มาใกล้ชิดชาวบ้านมากยิ่งขึ้นก็เริ่มที่จะติดใจวิถีชีวิตที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบเงียบปราศจากการควบคุมของเจ้านาย และที่สำคัญที่สุดนั้นคือตอนจบที่สุดพีคต้องอุทานในใจว่า เฮ้ย! นี่มัน “ปีศาจ” ชัด ๆ — สารของภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นอยู่ที่เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครคือ “ปีศาจ” ได้ตั้งแต่แรกเห็น เหมือนเป็นดั่งสัจธรรมที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเราล้วนมีประโยชน์และโทษเสมอ ควรทำอะไรแต่พอดี ๆ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเราก็ควรจะรักษาธรรมชาติไว้ให้ดีที่สุด เพราะเรานั้นก็ยังเป็นแค่ “มนุษย์” ที่ต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ใน “ธรรมชาติ” แห่งนี้ เพราะในที่สุดแล้วไม่ว่ามนุษย์หรือธรรมชาตินั้นเมื่อได้ถูกทำร้ายหรือกดดันจนถึงที่สุด ต่อให้เบื้องหน้าจะดูสวยงามไม่มีพิษมีภัยแค่ไหนก็จะพร้อมที่จะกลายร่างเป็น “ปีศาจ” ที่พร้อมจะทำลายสิ่งต่าง ๆ ให้ดับสลายไปได้อยู่ดี — #film #evildoesnotexist #jmovies #ryusukehamaguchi #siamstr image
RiTTo's avatar
ritto 1 year ago
Blue Valentine: เมื่อรักฉันเกิด...และดับสลายไป หลังจากหายไปนานด้วยเรื่องงานและเรื่องปัญหาสุขภาพ ขอกลับมาในฤกษ์งามยามดีในวันแห่งความรัก เลยอยากจะเขียนอะไรแบบสั้น ๆ พิเศษ ๆ ในแบบที่ไม่เคยเขียนถึงภาพยนตร์ Blue Valentine ที่ออกฉายปี 2010 นำแสดงโดย ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) หรีอพ่อบาร์บี้ของเรานั่นเอง และ มิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ (Michelle Willams) ดาราหญิงเจ้าบทบาทที่คอยเชียร์ให้ได้รางวัลออสการ์แต่ก็ยังไม่ได้ซักกะที โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเรื่องของ ดีน และ​ ซินดี้ สองหนุ่มสาวตั้งแต่เมื่อเริ่มได้ตกหลุมรักกัน แสดงให้เห็นถึงเมื่อยามความรักยังหวานชื่น ต่อมาเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกัน และมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ทำให้ความรักนั้นค่อย ๆ จางหายไปจนเกิดปัญหาจนเลิกรากันในที่สุด ถีงแม้จะเป็นเนื้อเรื่องที่ดูไม่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ด้วยพลังการแสดงและการตัดสลับช่วงเวลาที่เมื่อยามความรักของทั้งคู่ที่กำลังเบ่งบานสลับกับช่วงที่ความรักจืดจางจนถึงการจบสิ้นของความรัก ทำให้คนดูอย่างเรา ๆ นั้นเข้าใจ ตัวละครทั้งสองคน และเรียนรู้ถึงความเป็นจริงของ ”ความรัก” และ “ชีวิตคู่” ได้เป็นอย่างดี — รักที่ตอนแรกมอบความสุขที่ใช่ รักที่อยู่ด้วยกันแล้วให้ความสบายใจ รักที่หวานแหววจนหลายคนหมั่นไส้ รักที่ให้กันมั่นคงเป็นดั่งคำสัญญา รักที่สองคนจะมาใช้ชีวิตด้วยกัน รักที่มีลูกเกิดมาเป็นแก้วตาดวงใจ รักที่ใช่เหมือนดั่งมายาก็ใช่ว่าจะยั่งยืน รักที่ต้องทนหวามอมขมกลืน รักที่ฝืนทำเหมือนไม่มีอะไร รักที่เป็นดั่งฟืนไหม้ไปกับเวลา รักที่ไม่เยียวยาก็ไม่กลับมาเป็นดังเดิม รักที่บางครั้งแค่ความรักกันก็ไม่พอ รักที่อยากเคยขออยู่ด้วยกันตลอดไป รักที่สุดท้ายได้แค่เป็นบทเรียนให้แก่กัน — รักที่ดีต้องพร้อมปรับตัว รักที่ดีต้องมีความเข้าใจ รักที่ดีต้องรู้จักการให้อภัย รักที่ดีต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน รักที่ดีต้องรู้จักเปิดใจ รักที่ดีต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย รักที่ดีต้องเป็นกำลังใจให้แก่กัน รักที่ดีต้องไม่ใช่แค่ในวันวาเลนไทน์ — Happy Valentine’s Day — #film #michellewilliams #ryangosling #bluevalentine #valentinesday #siamstr image
RiTTo's avatar
ritto 1 year ago
The Brothers Suns: Family Matters การเลือกระว่างครอบครัวกับการทำตามฝัน [No Spoilers] เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสได้ดูซีรี่ส์เรื่อง The Brothers Suns ทาง Netflix ที่นอกจากทีมสร้างเป็นชาวเอเชียแทบทั้งหมด และอีกทั้งยังนำแสดงโดย มิเชล โหย่ว (Michelle Yeoh) ที่ตั้งแต่ได้รางวัลออสการ์มาจากเรื่อง Everything Everywhere All at Once ก็มีงานเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ที่เรื่องนี้อาจจะไม่ได้บู๊เยอะเหมือนเรื่องก่อน ๆ แต่ก็เล่นเป็นคุณแม่ที่ฉลาดเก๋าเกมเจนจัดได้ดี เป็นเหมือนเดอะแบกให้เรื่องนี้ ส่วนซีรี่ส์ถ้าดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นแบบบู๊ ๆ ตลก ๆ สไตล์เอเชียที่พอตอบโจทย์ความบันเทิงได้ กับผลที่ดูจนจบมาถึงจะไม่ดีมาก ดาราหน้าใหม่มีการแสดงที่ขัด ๆ ไปบ้าง มีบางตอนที่ยืด ๆ กับบทที่แปร่ง ๆ ในบางจุด แต่ก็แฝงด้วยความตลกร้าย (Black Comedy) มีการล้อหนังเรื่องอื่นแบบฮา ๆ คิวบู๊ที่เดือดเลือดสาดใช้ได้ และเล่นกับเรื่อง Asian Stereotype อย่างประเด็นครอบครัวได้อย่างน่าสนใจ — เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีประสบการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างทำตามความคาดหวังหรือรับมรดกตกทอดของครอบครัว กับการเลือกทำตามความฝันของตัวเองโดยที่ในซีรี่ส์นั้นตัวเอกสองพี่น้องตระกูลซันที่กำลังประสบปัญหานี้ เริ่มด้วยพี่คนโตนักฆ่ามือฉมัง และทายาทมาเฟียอั้งยี่ใหญ่ในไทเปอย่าง ชาร์ล (Charles) รับบทโดย จัสติน เฉียน (Justin Chein) หรือในเรื่องเรียกด้วยฉายาว่า “Chairleg” หรือ “ขาเก้าอี้พิฆาต” (ตั้งเอง) ที่มีที่มาจากการสร้างชื่อโดยใช้ขาเก้าอี้กำราบคู่อริมานักต่อนัก แต่กลับมีแพชชั่นในการทำขนมอย่างแรงกล้า ที่พ่อหัวหน้าครอบครัวมาเฟียถูกลอบสังหาร แล้วต้องเดินทางมายัง ลอง แองเจลีส (Los Angeles) เพื่อมาสืบว่าใครที่ต้องการจะสังหารพ่อ และมาปกป้องแม่ไอลีน (Eileen) หรือ มาม่า ซัน (Mama Sun) ที่รับบทโดย มิเชล โหย่ว ที่กุมความลับคอนเนกชั่นทั้งหมดของแก๊งค์อังยี่ในไต้หวัน และ บรูซ (Bruce) น้องชายคนเล็กที่รับบทโดย แซม ซอง ลี (Sam Song Li) ที่แม่อยากให้ตั้งใจเรียนเป็นหมอ (Sterotype สุดติ่ง) ช่วยเหลือคนอื่น และมีชีวิตให้ห่างไกลจากอดีตของครอบครัว แต่ตัวเองอยากจะเป็นนักแสดง Improv หรือ การเล่นละครด้นสดมากกว่า แถมยังเอาค่าเทอมที่แม้ให้ไปใช้ฝึกฝนสกิลนี้อีกต่างหาก — ภาระหน้าที่ต่อครอบครัวนั้นเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนออกมาแทบทุกตอนในเรื่อง จากพี่ชายที่นับถือกฏของมาเฟียและตระกูลยิ่งกว่าสิ่งใด และใช้กำลังในการแก้ปัญหาให้ครอบครัว พอมาได้ใช้ชีวิตอยู่กับแม่ที่สอนลูกคนนี้ตลอดว่าการวางแผนอย่างชาญฉลาดและการมีไหวพริบที่ดีก็เป็นการแก้ปัญหาในอีกทางโดยที่ไม่ต้องเกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น และน้องที่มีชีวิตที่ค่อนข้างอิสระไม่ต้องอยู่ในกรอบที่เขาอยู่มาทั้งชีวิตในดินแดนแห่งเสรีภาพก็เริ่มมีความคิดที่เปลี่ยนไป และบรูซที่พอรู้ว่าตัวเองมาจากตระกูลมาเฟีย แต่ก็อยากจะช่วยพี่และแม่ในแบบของตัวเองถึงแม้จะไม่ได้บู๊เป็นแถมออกแนวเนิร์ด ๆ ป๊อด ๆ อีกต่างหาก แต่ก็ไอเดียแปลก ๆ ตามสไตล์ที่การด้นสดที่ตัวเองถนัด คอยช่วยให้ทั้งสองคนรอดพ้นจากสถานการณ์ขับขันอยู่เรื่อย ๆ — และในชีวิตจริงของชาวเอเชียเชื้อสายจีนนั้นส่วนใหญ่นั้น ต้องถูกตีกรอบไว้ว่าครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด และความคาดหวังที่พ่อแม่เรานั้นอยากให้เป็นก็สำคัญ บางคนก็ได้โอกาสเลือกในการทำสิ่งที่ตัวเองต้องการและมีครอบครัวช่วยสนับสนุน และบางคนก็ต้องแบกรับความคาดหวังของที่ครอบครัวโดยที่ไม่มีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ หรือแม้กระทั่งบางคนที่แม้จะมีโอกาสได้ทำตามฝันแล้ว แต่ก็ต้องพะวงเรื่องครอบครัวที่ตัวเองยังต้องมีความรับผิดชอบ และต้องละทิ้งความฝันกลับมาทำเพื่อครอบครัวอีกครั้ง และเมื่อยิ่งเป็น “ลูกชายคนโต” ที่แบกความคาดหวังของพ่อแม่ ต้องคอยดูแลบ้านและคนในครอบครัว เป็นแบบอย่างที่ดีและเสียสละให้น้อง ๆ ตลอดจนสืบทอดกิจการของวงศ์ตระกูล ซึ่งสะท้อนในคาแรกเตอร์ของชาร์ลได้ซีรี่ส์นี้เป็นอย่างดี — แม้ในชีวิตจริงของเรา ๆ และด้วยบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละครอบครัว ไปเรื่องราวก็คงไม่ลงเอยง่าย ๆ แบบในภาพยนตร์และซีรี่ส์หลาย ๆ เรื่องที่การทำตามความฝันของตัวเองแล้วก็อาจจะไม่ต้องหันหลังให้ครอบครัวซะทีเดียว และการรักและกตัญญูต่อครอบครัวก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งความฝันของตัวเองเพื่อครอบครัว สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือเราและครอบครัวต้องเปิดใจให้กัน ยอมรับและเข้าใจกัน หาทางออกที่ดีที่สุด มอบความสุขและเป็นกำลังใจให้แก่กัน ที่จะสามารถทำให้ความฝันและครอบครัวเดินสามารถเดินไปด้วยกันได้ — #siamstr #netflix #series #thebrothersun #michelleyeoh image
RiTTo's avatar
ritto 1 year ago
EPL 23–24 After 1/2 Season: ครึ่งฤดูกาลผ่านมาเห็นอะไรบ้างกับตาในพรีเมียร์ลีก 23–24 ก็ผ่านกันไปแล้วกับช่วง Boxing Day ของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เรามาดูกันว่ามีอะไรที่สำคัญเกิดขึ้นกันบ้าง — การขับเคี่ยวจ่าฝูง | หลังจากที่ออกสตาร์ทฤดูกาลแบบกระท่อนกระแท่นนิดหน่อย และต้องโดนยิงก่อนถึงฮึด ตอนนี้ลิเวอร์พูลกลับมานำเป็นที่หนึ่งของตารางที่ 45 คะแนนโดยนำแอสตัน วิลล่า ทีมฟอร์มแรงที่เคยเขียนแบบเฉพาะกิจไปแล้วยึดอันดับที่ 2 อยู่สามคะแนน (วิลล่าทำคะแนนสะสมจากแมตช์ที่เตะในปี 2023 ได้เป็นรองแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้) และมากกว่าอันดับสาม 3 และ 4 อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ 6 นัดก่อนหน้าไปได้แชมป์ Club World Cup ที่หลุดเสมอไปถึงสี่นัด แพ้ชนะไปอย่างละนัด และอาร์เซน่อลที่หลัง ๆ เริ่มมีอาการแผ่วให้เห็นแล้วหลังจากไปยึดจ่าฝูงได้ซักพัก มีคะแนนเท่ากันที่ 40 คะแนน แต่ซิตี้นั้นยังเตะน้อยกว่าที่ลุ้นแชมป์ทีมอื่นอยู่หนึ่งแมตช์แถมมีลูกได้เสียที่ดีกว่านิดหน่อย และยังมีสเปอร์สตอนแรกออกตัวแรงนำจ่าฝูงตอนต้นฤดูกาลแต่หล่นมาอยู่ที่ 5 ตามมาติด ๆ ที่ 39 คะแนน ซึ่งจะเห็นได้ว่าอันดับ 1–5 นั้นมีอันดับที่ต่างกันแค่ 6 คะแนนเท่านั้น หลังจากนี้ยังมีตัวแปรการลุ้นแชมป์เบา ๆ มาบวกด้วยอย่าง เอเชียนคัพ (AFC Asian Cup) และ แอฟริกาคัพออฟเนชั่นส์ (AFCON) ซึ่งจะมีนักเตะตัวสำคัญของทีมลุ้นแชมป์ต้องกลับไปรับใช้ชาติ โดยเฉพาะทางลิเวอร์พูลที่ วาตารุ เอนโดะ (Wataru Endo) กองกลางฟอร์มกำลังดีที่ยึดตัวจริงในทีมได้อย่างต่อเนื่อง และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ดาวยิงเดอะแบกคิดไม่ออกบอกล่าห์ ทางอาร์เซน่อลก็จะเสียกองหลังสารพัดประโยชน์อย่าง ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (Takehiro Tomiyasu) ส่วนสเปอร์สที่ต้องเสียทั้ง อีฟส์ บิสซูม่า (Yves Bissouma) ปาเป้ มาต้า ซาร์ (Pape Matar Sarr) สองกองกลางตัวรับ และที่สำคัญคือ ซอน เฮือง-มิน (Heung-Min Son) กัปตันทีมคนเก่ง ซึ่งถ้ายิ่งทีมของชาตินักเตะเหล่านี้เข้ารอบลึกก็ต้องหายไปนานก็น่าจะกระทบไม่น้อย (โค้ชของทั้งสองทีมน่าจะแอบลุ้นให้กลับมาไว ๆ) แต่กลับกันทีมอย่างแมนซิตี้จะได้ดาวยิงตัวเก่ง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland) ที่น่าจะหายเจ็บกลับมาในแมตช์หน้า และกองกลางจอมแอสซิสต์อย่าง เควิน เดอบรอยน์ (Kevin De Bruyne) ที่หายหน้าไปนานกลับมามีชื่อเป็นตัวสำรองในนัดล่าสุดแม้จะไม่ได้ลงสนาม ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการกลับมาเป็นกำลังคัญอีกครั้ง ทำให้การล่าจ่าฝูงนั้นน่าจะสนุกขึ้นเยอะ — ทีมใหญ่ที่ร่วงต๋อม | อันดับ 8–10 ในตอนนี้เรียงลำดับโดยมีทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นิวคาสเซิล และเชลซีที่เกาะกันหนึบ ซึ่งน่าจะพูดได้กลาย ๆ ว่าผลงานที่ผ่านมาของทั้งสามทีมในตอนนี้ลุ้นไปยุโรปยังยากเลย โดยแมนยูนั้นแฟน ๆ น่าจะทำใจแล้วด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่เอาอ่าว พอเหมือนจะเจอจุดเปลี่ยนก็กลับไปแพ้อีกละ ตัวเจ็บเพียบ นักเตะไม่ทุ่มเท ตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีก และยังมีปัญหาหลังบ้านอีก สิ่งเดียวที่น่าดีใจของแฟนผีน่าจะเป็นการเบิกสกอร์แรกในพรีเมียร์ลีกของดาวยิงวัยรุ่นค่าตัวแพงอย่าง ราสมุส ฮอยลุนด์ (Rasmus Hojlund) แค่นั้นเอง และการเข้ามาซื้อหุ้นของเจ้าสัวชาวอังกฤษอย่าง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ (Jim Ratcliffe) ก็ยังไม่แน่ว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่ตอนนี้ได้มากแค่ไหน ส่วนนิวคาสเซิลนั้นตัวสำคัญเจ็บบานตะไทพอเข้าใจได้แถมยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาซักคน แฟน ๆ ก็น่าจะยังต้องลุ้นกันต่อไปไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อตัวเพิ่มมาเสริมเพื่อทำอันดับไปเล่นยุโรป เแถมตกรอบ UCL ไปแล้วอีก ไม่งั้นเจ้าของทีมไม่น่าจะพอใจแน่ สุดท้ายคือเชลซีที่ซื้อนักเตะมาเพียบเป็นจนเป็นสถิติพรีเมียร์ลีก แต่ก็ซื้อนักเตะแบบเกรดยังไม่ถึง ฟอร์มก็ยังไม่มา ที่พอแบกทีมได้ตอนนี้น่าจะมีแค่ โคล พาล์มเมอร์ (Cole Palmer) ที่ได้มาจากแมนซิตี้แค่คนเดียว แถมระบบทีมก็ยังจูนไม่ติด และเริ่มมีปัญหาบาดเจ็บกันอีก อันดับก็เลยค้างเติ่งอยู่ประมาณกลางตารางตั้งแต่เปิดฤดูกาล ถ้ายังไม่เห็นการพัฒนาในเร็ว ๆ นี้ ดูท่าโค้ชอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (Mauricio Pochettino) คงจะไม่รอดแน่ — เอฟเวอร์ตัน (Everton) โดนตัดแต้ม | จากที่สโมสรไปละเมิดกฎการเงินที่มีชื่อว่า Profit and Sustainability Rule (PSR) ที่ระบุไว้ว่าทุกสโมสรที่ลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีกจะต้องมีผลประกอบการขาดทุนห้ามเกิน 105 ล้านปอนด์ ภายในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งหากทีมใดละเมิดกฎจะถูกพิจารณาว่าทีมนั้นไม่มีความสามารถในงานด้านการบริหาร ซึ่งโทษที่ก็คือการตัดคะแนน ผลการตัดสินก็คือโดนตัดไป 10 คะแนน ทำให้ทีมมีแค่ 4 คะแนนเท่านั้นตอนเริ่มลงโทษ จนถึงปัจจุบันทีมทำผลงานพอใช้ได้จนปัจจุบันอยู่อันดับ 17 มี 16 แต้ม และถ้าไม่โดนตัดแต้มตอนนี้จะอยู่ถึงอันดับ 12 เลยทีเดียว แต่เนื่องจากโดนหักไปแล้ว แถมไม่รู้จะอุทธรณ์ผ่านไหมก็ต้องมาดิ้นรนหนีตกชั้นกับน้องใหม่สามทีมที่เต็งร่วงอย่าง ลูตัน (Luton Town) เบิร์นลี่ (Burnley) และ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (Sheffield United) แต่ดูฟอร์มแล้วคิดว่าน่าจะรอดหวุดหวิด อีกทั้งการทำผิดกฏในครั้งนี้ได้มีการเรียกร้องให้พรีเมียร์ลีกรีบเร่งการตรวจสอบทีมใหญ่อย่างแมนซิตี้และเชลซีที่มีคดีค้างอยู่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป — นักเตะญี่ปุ่นเกาหลีใต้สร้างผลงานสะท้านลีก | ปฏิเสธไม่ได้ว่านักเตะจากสองชาตินี้ถูกยกย่องว่าเข้าขั้นระดับท็อปของลีกไปแล้ว เริ่มด้วยนักเตะตัวหลักทีมชาติเกาหลีใต้คือ ซอน เฮือง-มิน (Heung-Min Son) และ ฮวาง ฮี-ชาน (Hee-Chan Hwang) ที่ช่วยกันยิงและจ่ายให้ทีมต้นสังกัดทำผลงานได้ดีอยู่ตอนนี้ [จริง ๆ นักเตะเกาหลีใต้ก็ยังมี คิม จิน-ซู (Ji-Soo Kim) กองหลังเบรนท์ฟอร์ด (Brentford) อยู่อีกคนแต่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามนัก] ร่วมด้วยนักเตะทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง คาโอรุ มิโตมะ (Kaoru Mitoma) ปีจอมเลื้อยของทีมไบรท์ตัน (Brighton & Hove Albion) ที่ช่วงแรก ๆ ทำผลงานลากเลื้อยสะเด่าลีกแต่หลัง ๆ เหมือนฟอร์มจะดรอปลงไปบ้างกับมีอาการบาดเจ็บรบกวน เช่นเดียวกับ ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (Takehiro Tomiyasu) ของอาร์เซน่อลที่สถานการณ์คล้ายกัน พอบาดเจ็บกลับมาแล้วได้เป็นตัวจริงก็ฟอร์มดีแต่ก็ดันมีปัญหาเจ็บไปซะอีก เป็นแบบนี้จนวนลูป สุดท้ายคือกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง วาตารุ เอนโดะ (Wataru Endo) จากลิเวอร์พูลที่ช่วงแรกตอนซื้อมาแฟนบางคนบอกว่าคลาสไม่ถึง ซื้อมาก็ได้เป็นแค่อะไหล่แถมอายุเยอะแล้วอีก ช่วงแรกเหมือนจะยังปรับตัวไม่ได้และยังเป็นแค่ตัวสำรอง ไป ๆ มา ๆ พอได้โอกาสตอนที่ อเล็กซิส แมค อัลลิสเตอร์ (Alexis Mac Allister) เจ็บไปตอนนี้ยึดตัวจริงไปแล้วแถมคลอปป์ชมออกสื่ออีกต่างหาก ในฐานะที่เป็นคนเอเชียด้วยกันก็ขอให้นักเตะเหล่านี้กลับมาทำผลงานได้ดีต่อเนื่องหลังจากกลับมาจาก AFC Asian Cup ด้วย — สุดท้ายก็ VAR เหมือนเคย | ก็ยังคงเป็นประเด็นตลอดมากับ VAR และมาตรฐานการตัดสินของกรรมการที่ค้านสายตาคนดูอย่างเรา ๆ เหมือนเคยกับเรื่องการใช้เทคโนโลยีมาช่วยตัดสินให้มีความแม่นยำมากขึ้น แต่กับกลายเป็นประเด็นมากกว่าเดิม จังหวะไหนควรเช็ค จังหวะในควรให้ใบเหลือง-แดง จุดโทษ-ไม่จุดโทษ ลูกออก-ไม่ออก ซึ่งน่าจะมีให้เห็นกันแทบทุกอาทิตย์ในพรีเมียร์ลีก แล้วกรรมการที่เป็นคนให้คำตัดสินสุดท้ายนั้นวิจารณญาณก็ไม่เหมือนกันซักคน เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับพรีเมียร์ลีก ซึ่งคณะกรรมการการตัดสินฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ หรือ PGMOL (Professional Game Match Officials Board) ก็ต้องออกมาแถลงขอโทษในภายหลัง หรือไม่ก็ลงโทษพักงานผู้ตัดสินที่ทำผิดพลาดอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง แล้วการตัดสินที่ค้านสายตากันนั้นบางทีก็ส่งผลมหาศาลต่อทีมที่เสียผลประโยชน์กันมากทีเดียว ซึ่งก็เห็นกันอยู่ปัญหาที่แท้นั้นน่าจะอยู่ที่คนใช้ มากกว่าตัวเทคโนโลยีที่นำมาใช้ซะมากกว่า ถ้าไม่รีบมีการสังคายนากันใหม่แล้วก็น่าจะเป็นแบบนี้ให้คนดูอย่างเรา ๆ รวมถีงนักเตะและผู้จัดการทีมหงุดหงิดอยู่ร่ำไป — ปล. ขอเลือกรูปประกอบเอาใจทีมจ่าฝูงบ้างนะ #siamstr #footballstr #epl #var #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก image
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
อาทิตย์นี้บทความฟุตบอลมาช้านิดนึงนะครับชาว #siamstr เดี๋ยวขอเขียนรวบ Boxing Day เลยครับ
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
สวัสดีเช้าวัน X'mas Eve นะครับชาว #siamstr วันนี้มีบทความพิเศษต้อนรับวันคริสมาสต์มาให้ทุกคนครับ Christmas Eve: เพลงชาติช่วงคริสมาสต์ของชาวอาทิตย์อุทัยที่ไม่ใช่เพลงของป้ามาลัย ยามคริสต์มาส–ปีใหม่มาเยือน หนึ่งในเพลงที่ถูกเปิดยามที่เราออกไปข้างนอกมากที่สุด หรือแม้กระทั่งที่ต่างประเทศคงไม่พ้นเพลงชาติยามคริสต์มาสอย่าง All I Want For Christmas Is You ของป้ามาลัย หรือ มารายห์ แครี่ (Mariah Carey) ที่กินรายได้จากลิขสิทธ์เพลงนี้จนแบบอยู่ได้สบาย ๆ ไปทั้งชีวิตโดยไม่ต้องออกเพลงใหม่อีกเลย แต่ในญี่ปุ่นนั้นมีเพลงชาติขาประจและถ้าคนไปญี่ปุ่นช่วงนี้ต้องได้ยินเพลงนี้กันบ้างล่ะ เพลงนั้นคือ Chirstmas Eve ของ ทัตซึโร่ ยามาชิตะ (Tatsuro Yamashita) ที่เป็นดั่งบิดาแห่งแนวเพลงซิตี้ป๊อป (City-Pop) ที่กลับมาฮิตใหม่ในช่วง 2010’s และนอกจากนั้นยามาชิตะยังเป็นสามีของ มาริยะ ทาเคอุจิ (Mariya Takeuchi) เจ้าของเพลง Plastic Love เพลงในตำนานแห่งยูทูปที่เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเห็นตามฟีดในช่วงปี 2017–2019 เพราะอัลกอริทึม (Algorithm) ของตัวแพลตฟอร์มเองที่อยู่ดี ๆ ก็แนะนำเพลงนี้ขึ้นมา และก็ค่อย ๆ กลายป็นไวรัลไปในที่สุด ยิ่งทำให้แนวเพลงซิตี้ป๊อปกลับมาได้รับความนิยมและมีอิทธิพลไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน — เรามาทำความรู้จักเพลง Christmas Eve กัน โดยเพลงนี้ถูกรวมอยู่ในอัลบั้ม Melodies ของยามาขิตะซึ่งถูกปล่อยออกมาเมื่อปี 1983 แต่เพลงนี้ไม่ได้รับความนิยมอะไรมากมายนักในตอนนั้น แต่เมื่อนำมาถูกใช้เป็นเพลงประกอบในซีรี่ส์โฆษณาทางทีวีของ Central Japan Railway Company หรือ JR ที่ออกอากาศในช่วงปี 1988–1992 ในช่วงวันคริสมาสตร์ที่จะมีรถไฟสาย X’Mas Express ให้บริการ ทำให้เพลงนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก จนซิงเกิลที่ถูกตัดมาออกมาขายในปี 1986 กลับมาติดชาร์ทขายดีอันดับหนึ่งในปี 1989 อีกครั้ง และยังมีภาคต่อออกมาในปี 2000 แถมยังถูกนำไปประกอบภาพยนตร์เรื่อง Miracle: Devil Claus' Love and Magic (Miracle Debikuro kun no Koi to Mahou) ที่ออกฉายปี 2014 และยังถูกใช้ประกอบโฆษณาของค่ายมือถือ Softbank ในปี 2015 ทำให้เพลงนี้ยังคนเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากจ นออกซิงเกิลรีมาสเตอร์หรือรีแพคเกจออกมาขายเป็นระยะ ๆ จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเพลงที่ Guinness World Records บันทึกไว้ว่าสามารถอยู่ติดในชาร์ท Top 100 Weekly Sales ในญี่ปุ่นหรือ Oricon Chart ได้ยาวนานกว่า 30 ปี — ด้วยเนื้อหาของเพลงที่โดนใจก็เป็นส่วนที่ทำให้เพลงนี้ประสบความสำเร็จ โดยเนื้อหา ของเพลง Christmas Eve กล่าวถึงการรอคอยคนรักที่จะกลับมาหาในวันคริสมาสต์อีฟอย่างมีความหวัง แต่เขาก็ไม่กลับมา (เพลงอกหักแหละ) แต่ในซีรี่ส์โฆษณาของ JR จะเป็นการจบให้แบบแฮปปี้เอนด์ดิ้งที่ให้รถไฟสาย X’mas Express เป็นสื่อกลางในการเดินทางให้คนรัก (ผู้ชาย) มาถึงที่หมายในคืนวันคริสมาสตร์อีฟและได้เจอกับนางเอกในที่สุด ซึ่งเนื้อหาของเพลงก็มีความคล้ายคลึงกับ All I Want For Christmas Is You ของป้ามาลัย โดยที่มีเนื้อหาใจความสำคัญว่า เราไม่ต้องการสิ่งใด ขอเพียงการได้อยู่กับคนที่เรารักในวันที่พิเศษนี้ โดยจะขอเปรียบเทียบเป็นเนื้อเพลงบางส่วนให้เห็นภาพกัน ///////////////////////////////////////////////////////////////////////// Tatsuro Yamashita - Christmas Eve (Eng. Ver.) ///////////////////////////////////////////////////////////////////////// I was praying you'd be here with me But Christmas Eve ain't what it used to be Silent night Holy night If you were beside me Then I could hear angels And I'd give you rainbows For Christmas ///////////////////////////////////////////////////////////////////////// Mariah Carey – All I Want for Christmas Is You ///////////////////////////////////////////////////////////////////////// Oh, I don't want a lot for Christmas This is all I'm asking for I just wanna see my baby standing right outside my door Oh, I just want you for my own More than you could ever know Make my wish come true Oh, baby, all I want for Christmas is you You, baby — วีดีโอของโฆษณาและเพลงที่กล่าวไว้ด้านบนเท่าที่หาได้ทำการรวมไว้ให้ในคอมเมนต์ให้ทุกคนลองสัมผัสดูด้วยตัวเองว่าทำไมมันถึงได้ฮิตขนาดนี้ แต่ขอไม่รวมป้ามาลัยเพราะทุกคนต้องได้ยินกันอยู่แล้วแน่ ๆ — ก่อนจากกันไปในบทความนี้ก็ขอให้มีทุกคนเทศกาลฉลองคริสต์มาส–ปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน ได้อยู่กับคนที่รักอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้านะ 
Merry X’mas & Happy New Year!!! — Resources - www.en.wikipedia.org/wiki/Plastic_Love - www.en.wikipedia.org/wiki/Melodies_(album) - www.slate.com/business/2017/12/romantic-japanese-christmas-train-ads.html - www.japantimes.co.jp/culture/2016/04/01/music/christmas-song-ranks-top-100-30-years-recognized-guinness/ — #xmas #christmaseve #tatsuroyamashita #citypop #alliwantforchristmasisyou #mariahcarey #music #คริสต์มาส #เพลง #ซิตี้ป๊อป image
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
เมื่อวานหลาย ๆ คนน่าจะได้ฟังเรื่องนี้ในสภายาแดงเมื่อคืนกันไปแล้ว มันนี้จะมาแชร์มุมมองส่วนตัวที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ Barbie: Existentialism to Its Core เมื่อบาร์บี้คิดอยากจะเปลี่ยนแปลง [Spoilers] ยอมรับแต่แรกเลยว่าไม่คิดจะดูภาพยนตร์เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะด้วยความเป็นบาร์บี้ที่ตัวเองไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย ตุ๊กตาที่เด็กผู้หญิงเล่นกัน จะไปดูทำแมวน้ำอะไร และแถมสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับบาร์บี้ที่สุดคือเพลง Barbie Girl ของวง AQUA ที่เด็กยุค 90’s น่าจะจำกันได้ดี (ใครอยากรำลึกความหลังดูได้ในคอมเมนต์นะ) แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่ MATTEL บริษัทแม่ที่ผลิตบาร์บี้ไม่ค่อยปลื้มนัก ก็เลยคิดว่ามันไม่น่าจะมาเป็นเพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ได้ ก็เลยไม่คิดที่จะดูเข้าไปใหญ่ (แต่สุดท้ายก็ได้มาประกอบแต่ดันเป็นเวอร์ชั่น Barbie World ที่สองสาวฮิปฮอป Nicki Minaj และ Ice Spice เอาเพลงเดิมมาแซมพลิง หรือนำทำนองกับเนื้องร้องบางส่วนมาใส่ในเพลงใหม่เท่านั้น) บวกด้วยเสียงเล่าอ้างที่ว่ามีความเฟมินิสต์ (Feminist) หรือสตรีนิยมแบบสุดโต่งก็เลยตัดสินใจที่จะข้ามเรื่องนี้ไป แต่แล้วพอภาพยนตร์เรื่องนี้มาลงสตรีมมิ่งอย่าง HBO Go และบวกกับความที่ไม่รู้จะดูอะไร ก็เลยอ่ะ ลองเปิดใจดูซักนิดว่าเรื่องนี้มันเป็นจริงอย่างที่เขาว่ากันมั้ย และทำไมตัวภาพยนตร์ถึงทำเงินได้อย่างมหาศาล โดยรายรับรวมทั่วโลกสูงถึง 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ — พอภาพยนตร์ได้จบลงแล้วความคิดที่เคยมีต่อเรื่องนี้ก็ได้เปลี่ยนไป Barbie กลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้ให้อะไรมากกว่าสร้างความบันเทิงและความเป็นเฟมิสต์ที่เขาว่ากัน มันกลับเป็นภาพยนตร์ที่แซะเฟมินิสต์แบบเบา ๆ ซะอีก นักแสดงก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี มาร์โก้ ร็อบบี้ (Margot Robbie) ตีบท ”บาร์บี้” หรือในเรื่องคือ “Stereotypical Barbie” ได้แตกกระจุย ไรอัน กอสลิ่ง (Ryan Gosling) ก็จะดูเอนจอยกับบทเคน (Ken) หรือในเรื่องคือบีชเคน (Beach Ken) ที่มีความรั่วแบบชายแท้อกสามศอกที่ได้รับมาก และยังมีนักแสดงจากซีรีส์ Sex Education ในเน็ตฟลิกซ์มาร่วมแจมอีกเพียบ สุดท้ายนักแสดงที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ อล็กซานดร้า ชิปป์ (Alexandra Shipp) ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าจากบทมิวแทนต์สตอร์ม (Storm) ในวัยใส จากภาพยนตร์ X-Men: Apocalypse และ X-Men: Dark Phoenix แสดงในเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเวอร์ชั่นของบาร์บี้ ที่ยิ่งดูยังไงยิ่งหน้าเหมือนดาราไทย “จันจิรา จูแจ้ง” ตอนสาว ๆ มากกกกกกกกก อย่างกับแอบไปโคลนนิ่งตัวเองที่สหรัฐอเมริกา — และเมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้วแกนของภาพยนตร์เรื่องนี้มันไม่ใช่ความเป็นเฟมินิสต์เหมือนที่หลาย ๆ คนและรีวิวต่าง ๆ ได้บอกกันมา แต่ส่วนตัวคิดว่าความเป็น “อัตถิภาวนิยม” หรือ “Existentialism” ต่างหากที่เป็นแกนของภาพยนตร์เรื่องนี้ — Existentialism คือ หลักปรัชญาว่าด้วย การดำรงอยู่ (Existence) ของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล (Individual) ที่มีคุณค่าและความหมาย ไม่ใช่วัตถุสิ่งของแต่มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก มีความต้องการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญของลัทธินี้ก็ คือ “ความมีเสรีภาพ ความรู้สึกรับผิดชอบและการเลือกตัดสินใจ” และสาเหตุที่เกิดคำจัดความของ “Existentialism” คือกรอบสังคมที่มีการสร้างบรรทัดฐานและจำกัดการดำรงชีวิตบุคคล และเมื่อเทคโนโลยียิ่งเจริญก้าวหน้า และบุคคลสามารถเสพย์สื่อและเข้าถึงข้อมูลได้แค่เพียงปลายนิ้ว ทำให้เราอาจจะอยากเป็นคนที่ได้เห็นตามหน้าฟีด หรือยากทำในสิ่งที่คนอื่นนั้นกำลังทำโดยที่ตัวเรากลับลืมตัวตนที่แท้จริง หรือสิ่งที่ตัวเองนั้นอยากจะทำจริง ๆ ไป โดยบาร์บี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน — เมื่อสมัยยุค 60’s ตุ๊กตาบาร์บี้เปรียบเสมือนกับ “Perfect Woman หรือ Beauty Standard” หรือการเป็นแม่แบบของความเป็นผู้หญิงของสังคมชาวตะวันตก เช่น ผมบลอนด์ยาว หุ่นดีมีทรวดทรงองเอว ใส่ส้นสูง เป็นต้น หรือที่ถูกนำเสนอด้วยตัวละคร Stereotypical Barbie ที่ มาร์โก้ ร๊อบบี้ นำแสดงนั่นเอง หรือแม้กระทั่งตัวเคนเองก็ตามที่ถูกสร้างเป็น “Perfect Man” ที่มีความเป็นผู้ชายเต็มขั้น ผมบลอนด์ ตัวโตกล้ามใหญ่ มาให้เป็นคู่สร้างคู่สมของกันและกัน แต่เมื่อยุคสมัยได้เปลี่ยนไปค่านิยมของความเป็น Ideal เองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักแต่เพิ่มเติมคือความหลายหลายทางสีผิวซะมากกว่า ซึ่งถูกแสดงด้วยตัวละครในเวอร์ชั่นต่าง ๆ ของบาร์บี้ในเรื่องนี้ — ดินแดนบาร์บี้หรือ Barbieland ภายในเรื่องนั้นก็เหมือนกับการที่อยู่เหล่าปวงชนชาวบาร์บี้เวอร์ชั่นต่าง ๆ ซึ่งมีแน่นอนต้องมีผู้หญิงเป็นผู้นำทางสังคม (Matriarchy) หรือ “มาตาธิปไตย” (เหมือนจะเปรียบได้ว่าเป็นดินแดนอุดมคติหรือ Utopia ของเหล่าบาร์บี้ก็ไม่ปาน) และมีอาชีพชั้นนำต่าง ๆ ส่วนเคนที่เหมือนกับตัวรองและเหมือนกับไม่มีอาขีพ เช่น นักท่องเที่ยว ศิลปิน ไม่ก็เป็นนักกีฬา หรือแม้กระทั่งเป็นเงือกก็โชว์ออฟความเป็นชายเพื่อที่จะได้รับความสนใจของบาร์บี้ โดยเหล่าบาร์บี้และเคนทั้งหลายในโลกก็นี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไร้ความทุกข์ไปวัน ๆ แต่ในโลกนี้ยังมีตัวละครเสริมที่ถูกละเลยโดยเหล่าบาร์บี้และเคนที่แสดงถึงความไม่สมบูรณ์หรือ “Imperfection” ในโลกของบาร์บี้อย่าง มิดจ์ (Midge) อัลลัน (Allan) ที่ถูกสร้างมาให้เป็นเพื่อนของบาร์บี้และเคน แต่โมเดลของทั้งสองนั้นถูกยกเลิกการผลิตไปนานพอสมควรแล้ว และยังรวมถึงบาร์บี้เพี้ยน (Weird Barbie) ที่ในโลกของบาร์บี้คือตุ๊กตาที่ถูกเจ้าของเล่นจับแต่งหน้า แต่งตัว ตัดผม แหกแข้งขาแหกขา จนมีสภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม — แต่มีอยู่วันนึงที่บาร์บี้รู้สีกคิดถึงเรื่องการตายขึ้นมา ต่อมาวันรุ่งขึ้นก็มีอาการอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างการมีกลิ่นปาก มีเซลลูไลท์ และภาวะเท้าแบนซึ่งทำให้ไม่สามารถใส่ส้นสูงได้อีกต่อไป ซึ่งทำให้บาร์บี้นั้นต้องไปขอความช่วยเหลือจากบาร์บี้เพี้ยนที่แนะนำให้บาร์บี้ออกตามหาเจ้าของตัวเองในโลกของความจริงเพื่อที่จะรักษาอาการที่ไม่สมบูรณ์เหล่านี้ และมีบีชเคนที่ขอติดตามไปด้วยโดยที่บาร์บี้เองนั้นไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อมาถึงโลกแห่งความจริงบาร์บี้ก็ได้เรียนรู้ว่าโลกแห่งความจริงนั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่บีชเคนนั้นดูเหมือนจะถูกโฉลกกับโลกที่ “ชายเป็นใหญ่” นี้พอสมควร — ในโลกแห่งความจริงเราได้เจอตัวละครอย่าง กลอเรีย พนักงานต้อนรับหน้าห้องในบริษัท MATTEL ที่ทำงานไปวัน ๆ และกำลังประสบกับความเป็น “Existential Crisis” แม้ตัวเองจะมีความสารถที่เป็นได้มากกว่าพนักงานต้อนรับ ที่สำคัญยังเป็นเจ้าของบาร์บี้กำลังตามหาอยู่ ลูกสาวของกลอเรียอย่างซาช่าที่มีความหัวขบถและยังเป็นคนที่บอกตัวว่าบาร์บี้นั้นคือ “Unrealistic Beauty Standard” ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเปรียนเหมือนความเป็น “Existential” ของคนสมัยใหม่ที่ไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ มีความเป็นตัวเองสูง และรวมไปถึงแก๊งค์บอร์ดบริหารของ MATTEL ซึ่งเป็นผู้ชายล้วน ๆ ที่มีความเป็นนายทุนหรือ “Capitalism” แบบเต็มสูบ ที่รู้ข่าวเรี่องบาร์บี้หลุดมาที่โลกนี้ ก็พยายามจับบาร์บี้ไปรีโปรดักส์ขายซะเลย — ส่วนบีชเคนนั้นเมื่อได้ติดใจโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้ก็เลยได้แรงบันดาลใจกลับไปยึดดินแดนบาร์บี้ร่วมกับเคนเวอร์ชั่นอื่น ๆ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นผู้ชายเป็นผู้นำทางสังคม (Patriarchy)” หรือ “ปิตาธิปไตย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนบาร์บี้ที่อยู่ในโลกนั้นให้กลายเป็นแค่บทบาทรองทางสังคมให้กับเหล่าเคน เช่น คู่รัก/ภรรยา หรือแม้กระทั่งเป็นคนรับใช้ ส่วนบาร์บี้นั้นหลังจากแยกกับบีชเคนแล้วโดนจับไปโดยเหล่าผู้บริหาร ทำการหลบหนีด้วยความช่วยเหลือของกลอเรียและซาช่า และได้หนีกลับไปที่ดินแดนบาร์บี้ด้วยกันสามคน — แต่หลังจากที่ได้กลับมาเจอโลกที่ “ชายเป็นใหญ่” บาร์บี้ได้พยายามชักชวนให้เหล่าบาร์บี้คนอื่น ๆ กลับมาทำให้ดินแดนบาร์บี้กลับมาเป็นดังเดิม แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่ด้วยการช่วยเหลือของคาแรกเตอร์ที่โดนสังคมเดิมหมางเมิน อย่าง มิดจ์ อัลลัน เหล่าบาร์บี้และเคนที่ตกรุ่น และไม่สมบูรณ์คนอื่น ๆ และด้วยการพูดปลุกใจของกลอเรียที่กล่าวถึงความคาดหวังของผู้หญิงในสังคมโดยมีใจความสำคัญว่า “I’m just so tired of watching myself and every single other woman tie herself into knots so that people will like us. And if all of that is also true for a doll just representing women, then I don't even know.” “ฉันเหนื่อยมากที่ต้องเห็นตัวเองแล้วก็ผู้หญิงทุกคนผูกตัวเองไว้กับปมที่ต้องมาคอยทำให้ทุกคนชอบ แล้วถ้านั่นมันเกิดขึ้นกับตุ๊กตาที่เป็นตัวแทนของผู้หญิงด้วยอีก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” ด้วยการปลุกใจนี้เองที่ทำให้เหล่าบาร์บี้ที่โดนล้างสมองกลับเป็นดังเดิมและช่วยกันวางแผนที่รวมตัวกันสับรางสร้างความอิจฉากันเองให้เหล่าเคนทั้งหลาย กลับมายึดคืนดินแดนบาร์บี้ให้กลับเป็นเหมือนเดิม แต่คราวนี้เมื่อได้เผชิญกับความกดขี่จากสังคมด้วยตัวเอง ทำให้เหล่าบาร์บี้นั้นสัญญาว่าจะปฏิบัติต่อเหล่าเคนและเหล่าคาแรกเตอร์อื่น ๆ ที่เคยถูกหมางเมินให้ดีกว่าเดิม — จากประโยคด้านบนจะเห็นได้ว่าตัวละครอย่างกลอเรียและบาร์บี้นั่นเองที่เป็นภาพสะท้อนของกันและกัน และเหมือนกับคารแรกเตอร์ตุ๊กตาบาร์บี้ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งข้อความให้คนดูได้รู้ว่าบาร์บี้นั้นจะไม่ยึดติดกับความเป็นบรรทัดฐานหรือกรอบทางสังคมอีกต่อไป และการเป็นตัวของตัวเองแหละนั้นดีที่สุดแล้ว โดยที่บาร์บี้ยังบอกบีชเคนว่าให้ค้นหาความเป็นตัวเองให้เจอโดยที่ไม่ต้องยึดติดกับบทบาทเดิมของเคนที่เคยถูกสร้างเพื่อมาให้เป็นคู่กับบาร์บี้ ซึ่งนั่นก็คือความเป็น “Existentialism” — และหลังจากนั้นเองที่บาร์บี้กำลังตัดสินใจว่าตัวเองควรจะเป็นอะไรได้พบกับ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ผู้คิดค้นและหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท MATTEL ซึ่งตัวจริงเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2022 ด้วยอายุ 85 ปี ซึ่งบอกบาร์บี้ว่าเรื่องราวบาร์บี้นั้นไม่มีจุดจบและเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่ต้องยึดติดกับประวัติศาสตร์และบรรทัดฐานความเป็นบาร์บี้เดิม ๆ และหลังจากนั้นเองที่บาร์บี้ตัดสินใจได้แล้วว่าควรจะเป็นอะไร แล้วก็กลับโลกแห่งความเป็นจริงพร้อมกับกลอเรียและซาช่า ซึ่งนั้นก็คือไปเป็น “มนุษย์” นั่นเอง — จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้มีความเป็น “Existentialism” สูงมาก ซึ่งในทางสังคมอุดมคตินั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเข้ากับในสมัยปัจจุบัน โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโลยีใหม่ ๆ ค่านิยมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ใครอยากเป็นอะไรก็เป็น ขอให้มีความเชื่อมั่นในและมีความพยายามในตัวเอง แต่สุดท้ายนั้นการเป็น “Existentialism” หรือแม้กระทั่งความเชื่ออื่น ๆ ด้วยนั้น ต้องไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายใครที่มีความเชื่อที่ต่างกัน ไม่ให้พูดให้ร้ายซึ่งกันและกัน เคารพความแตกต่าง เข้าใจซึ่งกันและกัน คุยกันด้วยเหตุและผล ไม่อย่างนั้นสังคมก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากที่หลาย ๆ คนคาดหวังอยากให้เป็น และเราก็จะอยู่กับการแตกแยกแบบเดิม ๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พูดง่าย ๆ ว่าสังคมเราก็ยังรักษามาตรฐานเดิม ๆ แบบในอดีตนั่นแหละ แค่ทะเลาะกันด้วยวิธีที่ต่างกัน จากที่เรียกว่า “มนุษย์” เราก็แค่เป็นได้แค่ดั่ง “ตุ๊กตา” ทำตามโปรแกมหรือบรรทัดฐานที่วางมาตั้งแต่อดีตแค่นั้นเอง — Resources * * * * #siamstr #barbie #film #margotrobbie #ryangosling #hbogo #บาร์บี้ #ภาพยนตร์ #มาร์โกร๊อบบี้ #ไรอันกอสลิ่ง #สภายาแดง image
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
Good Ebenning Aston Villa!: ฤา สิงห์ผงาดจะผงาดสมชื่อซะที พรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ 17 นี้คู่เอกศึกแดงเดือดก็จบไปแบบไร้สกอร์แบ่งแต้มกันไป แต่แฟนผีคงแอบสะใจเล็ก ๆ กับการเบรกหงส์แดงไม่ให้รักษาตำแหน่งจ่าฝูงได้ ปล่อยให้ปืนใหญ่ที่ชนะไบรท์ตันแซงขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงอีกครั้ง ส่วนเรือใบสีฝ้าก็สะดุดแบบต่อเนื่องกันต่อไป แต่ดั๊นมีอยู่ทีมนึงที่มาแบบเงียบ ๆ ไป ๆ มา ๆ ทำแต้มมาเท่าหงส์แดงแต่มีลูกได้เสียที่น้อยกว่า แต้มมากว่าเรือใบสีฝ้าถึงสี่แต้ม และแต้มน้อยกว่าจ่าฝูงอย่างปืนใหญ่แค่แต้มเดียวเท่านั้น และทีมนั้นคือ “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “วิลล่า” นั่นเอง — จากที่ต้นฤดูกาลทีมที่หลาย ๆ คนคิดว่าจะมาสอดแทรกหัวตางรางได้อย่างไบรท์ตัน (Brighton & Hove Albion) ที่เล่นเกมรุกบุกแหลกไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรมจะทำผลงานได้ดี แต่ทว่าด้วยขนาดทีมที่เล็ก บวกกับปัญหาผู้เล่นที่บาดเจ็บไป และกุนซืออิตาเลียนอย่างโรแบร์โต้ เด แซร์บี้ (Roberto De Zerbi) เลือกที่เล่นแบบนี้ทุกเกมจนเริ่มถูกจับทางได้ แม้จะออกสตาร์ทฤดูกาลได้ดีพอสมควร แต่ตอนนี้อยู่แค่เพียงอันดับ 9 ในตารางเท่านั้น กลับเป็นทีมอย่างสิงห์ผงาดของกุนซือชาวสเปน อูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ (Unai “Good Ebening” Emery”) ซึ่งฉายา “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” นั้นมีที่แฟนบอลล้อสำเนียงสเปนของแกเวลาที่พูดภาษาอังกฤษคำว่า “กู๊ด อีฟนิ่ง” เวลาเริ่มตอนให้สัมภาษณ์ก่อน-หลังเกมในสมัยที่แกยังคุมทีมปืนใหญ่ (ขนาดถึงมีการทำเพลงออกมาด้วยนะ) ที่ทำผลงานแรงแซงทางทุกโค้งมาอยู่อันดับ 3 ซะอย่างงั้น แถมฤดูกาลนี้เล่นในบ้านทุกนัดชนะทุกนัด และชนะทีมอย่างเรือใบสีฟ้าชนิดที่ว่าสู้ไม่ได้เลย — ปัจจัยที่วิลล่ากำลังบินสูงในตอนนี้จากการสังเกตตั้งแต่การเสริมทัพตั้งแต่ต้นฤดูกาลนั้นมีความน่าสนใจอย่างมากโดยเฉพาะแนวรับ ตั้งแต่การได้ เปา ตอร์เรส (Pau Torres) กองหลังเนื้อหอมชาวสเปนที่ทีมใหญ่ ๆ จีบกันให้ควั่กจากบีร์ยาเรอัล ที่ไม่รู้อูไนไปกล่อมอดีตลูกทีมคนนี้อีท่าไหนได้ตัวมาเฉยเลย เกลมองต์ ลองเลต์ (Clément Lenglet) กองหลังชาวฝรั่งเศษ​ที่ยืมตัวมาจากบาร์เซโลน่า ยังมีกองกลางที่ได้มาฟรีอย่าง ยูริ ติเลอม็องส์ (Youri Tielemans) อดีตตัวหลักของทีมจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ และ นิโกโล่ ซานิโอโล่ (Nicolo Zaniolo) กองกลางชาวอิตาเลียนดีกรีไม่ธรรมดาจากกาลาตาซาราย และที่สำคัญได้ปีกความเร็วสูงปรี๊ดชาวฝรั้งเศษอย่าง มุซซ่า ดิยาบี้ (Moussa Diaby) มาเติมแนวรุกให้อันตรายยิ่งขึ้นไปอีก — ส่งพวกตัวเดิม ๆ ที่ฟอร์มแต่ละคนก็กำลังเข้าฟอร์มฝักพร้อม ๆ กันอย่าง โอลลี่ วัตกินส์ (Ollie Watkins) กองหน้าตัวอันตรายที่ยิงไปแล้ว 9 ประตู แอสซิสต์ไปแล้วอีก 8 ลูก และยังมีปีกที่ความเร็วสูงอีกคนที่ย้ายมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วอย่าง ลีออน เบย์ลี่ (Leon Bailey) ที่แม้จะยังดูไม่ฟิตเต็มถังแต่ลงมาเป็นตัวสำรองเปลี่ยนเกมให้อยู่บ่อยครั้งก็ยิงไปแล้ว 5 แอสซิสต์ไป 5 และยังมีคู่กองกลางกัปตันทีมอย่าง จอห์น แม็คกินน์ (John McGinn) กับ ดักกลาส ลูอิซ (Douglas Luiz) ที่ช่วยกันทำประตูให้วิลล่ารวมกัน 10 ลูกไปแล้ว รวมไปถึง บูบาร์การ์ กามาร่า (Boubacar Kamara) ที่เล่นเป็นตัวปัดกวาดและเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกให้กับทีม ส่วนกองหลังอย่าง ดิเอโก้ คาร์ลอส (Diego Carlos) ที่ฤดูกาลที่แล้วโชคร้ายลงสนามไปสามนัดแล้วเจ็บยาวไปเลย มาตอนนี้เพิ่งกลับมาเป็นตัวหลักให้วิลล่าใน 5 นัดหลังสุดแล้วทีมไม่แพ้ซักนัด และเอซรี่ คอนซ่า (Ezri Konza) ที่ผันตัวไปเล่นเป็นแบ็กกึ่งสต๊อปเปอร์ด้านขวาได้อย่างยอดเยี่ยม แถมมีเปอร์เซ็นต์การจ่ายบอลเข้าเป้าสูงสุดในทีมที่ 92% สุดท้ายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ (Emiliano Martinez) ผู้รักษาประตู แชมป์โลกลีลายียวนที่แม้จะมีหลุด ๆ ให้เห็นบ้างเล็กน้อย แต่ก็ช่วยเซฟให้ทีมหลายต่อหลายหนเหมือนกัน — และที่สำคัญต้องให้เครดิตกุนซืออย่าง อูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ ที่จูนทีมจนติดด้วยแผนยืนพื้นอย่าง 4-4-2 ซึ่งเปลี่ยนเป็น 4-2-2-2 เวลาเล่นเกมรุก โดยใช้กองหลังที่ขึ้นเกมได้ดีอย่าง ตอร์เรส คอนซ่า คอยวางบอลขึ้นหน้า แบ็กซ้ายที่มี ลูก้า ดีญ (Lucas Digne) รวมถึงตัวสำรองอย่าง อเล็กซ์ โมเรโน่ (Alex Moreno) ที่วางบอลและครอสบอลดี แถมยิงประตูได้ทั้งคู่ไม่ว่าใครจะลง ​แถมยังมี แมตตี แคช (Matty Cash) ที่ช่วงหลังแม้ฟอร์มจะตกและหลุดเป็นสำรองไปหลังจากบาดเจ็บก็ยังมีส่วนในการลากตะลุยจากแนวรับอยู่ ส่วนกองกลางก็ใช้สไตล์ Double Pivot อย่างลูอิซกับกามาร่าที่คอยช่วยกันสลับกันขึ้น-ลงในเกมรุกและรับ คู่กองกลางตัวสไตล์ไดนาโมบู๊แหลกที่มีทีเด็ดด้วยการทำประตู ยืนพื้นโดยแม็กกินน์กัปตันทีมที่มีทีเด็ดด้วยเท้าซ้ายสุดอันตรายกับ เตเลมองส์หรือซานิโอโล่ที่คอยสลับกันลงเป็นตัวจริง และใช้กองหน้าสายสปีดจี๊ดจ๊าดวิ่งที่หายแบบวัตกินส์กับดิยาบี้ที่คอยใช้ความเร็วคอยป่วนและคอยรับบอลยาวจากแนวหลัง ถ้ากองหลังฝ่ายตรงข้ามพลาดก็คือเสร็จ แถมยังมีตัวสำรองในแนวรุกอย่างเบย์ลี่และบูอินเดียที่คอยลงมาช่วยพลิกเกมอีกต่างหาก ทำให้เกมรุกของวิลล่าอันตรายสุด ๆ ในเวลานี้ และนอกจากนั้นเกมรับในระบบ 4-4-2 แบบเบสิกที่ยืนข้อนข้างสูงคอยดักสกัดคู่แข่งในด้านกว้างของสนามก็ยังเหนียวแน่น โดยที่วิลล่านั้นมีสถิติที่ดักล้ำหน้าได้สูงสุดในลีกที่ 4.85 ครั้งต่อเกม — ถ้ารักษาความต่อเนื่องได้และไม่เจอปัญหาการบาดเจ็บรบกวน ฤดูกาลนี้อาจจะเป็นตัวสอดแทรกถึงขั้นกลับไปลุ้นแชมป์ได้เลยทีเดียว โดยฤดูกาลที่วิลล่าทำผลงานใกล้เคียงกับแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สุดคือจบด้วยการเป็นรองแชมป์ในฤดูกาล 1992–1993 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนชื่อลีกสูงสุดจาก First Division เป็น Premiere League แถมในยูโรป้าคอนเฟอร์เรนซ์ลีก (Europa Conference League) ก็ไปเป็นที่หนึ่งแบบไม่ต้องเหนื่อยมากนักแถมถ้าเล่นดีต่อเนื่องก็อาจจะลุ้นแชมป์รายการนี้เลยก็ได้ เหมือนที่ เดวิด “จีเนียส” มอยส์ (David Moyes) เคยพาขุนค้อน หรือ เวสต์ แฮม (West Ham) เป็นแชมป์มาแล้ว — การที่มีวิลล่ามาสอดแทรกในการลุ้นแชมป์แบบนี้ทำให้พรีเมียร์ลีกดูลุ้นกันสนุกขึ้นเป็นเท่าตัวแถมด้วยแมนซิตี้ดันฟอร์มตกอีก ไม่งั้นก็คงเป็นเรือใบสีฟ้านอนมากันต่อไป เหมือนอย่างที่ตอนนี้ทีมกิโรน่า (Girona) ในศึกลาลีกาสเปน (La Liga) ที่เป็นม้ามืดยึดจ่าฝูงแบบยาว ๆ เบียดกับเรอัล มาริด (Real Madrid) มาจนถึงปัจจุบัน 
 — 
ยังไงก็ขอให้เอาใจช่วย อูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ กับลูกทีมขอให้ทำผลงานดี ๆ หักปากกาเซียนคว้าแชมป์ให้สมฉายา “สิงห์ผงาด” ให้แฟน ๆ ได้เฮดัง ๆ กันซะที หลังจากที่ได้แชมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อปีฤดูกาล 1980–81 ซึ่งเป็นครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร และยังเป็นปีที่ ปีเตอร์ วิธ (Peter Withe) กองหน้าชาวอังกฤษที่คอบอลน่าจะรู้จักกันดีในฐานะอดีตโค๊ชทีมชาติไทยช่วงปี 1998–2003 ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมและทำไปถึง 20 ประตูอีกด้วย — สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยคลิปว่าทำไมแฟนบอลอังกฤษ ถึงต้องเรียกอูไน “กู๊ด อิ๊บเบนนิ่ง” เอเมรี่ Resources: * *https://www.transfermarkt.com/aston-villa/kader/verein/405


 #siamstr #footballstr #goodebening #uniemery #astonvilla #epl #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #สิงห์ผงาด
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
สัปดาห์นี้ฟุตบอลจะไม่มีอะไรนอกจากที่ผีแพ้ยับคาบ้าน ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนแฟนผีเจ็บจนชินชาไปแล้ว ก็เลยจะมาเขียนเรื่องที่ตัวเองสนใจแทนนะครับ //////////////////////////////////////////////////////////////////// Tadao Ando: Live your life as the Light [光のように生きて行こ] เชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) กันบ้างมาบ้าง จากการเอกลักษณ์การใช้คอนกรีตหล่อสแตมป์มีรูเหล็กแบบกับฟอร์มอาคารโมเดิร์นสุดเท่ห์และอาจจะเคยไปยลโฉมมาเวลาไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น — เมื่อตัวผมเองตอนเรียนจบได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นกับเพื่อนแก๊งค์ที่เรียนสถาปัตย์ จนได้ไปสัมผัสอาคารที่คุณลุงออกแบบที่โบสถ์ Church of the Light (Ibaraki Kasugaoka Church) และ 21_21 DESIGN SIGHT และเมื่อได้ไปดู สัมผัส และซึมซับบรรยากาศของตัวอาคาร ทัศนะส่วนตัวที่มีต่องานออกแบบของคุณลุงเองได้เปลี่ยนไป จากการที่เคยชื่นชมงานออกแบบที่ใช้คอนกรีตสุดคูลกับกลายเป็นการใช้แสงธรรมชาติที่มีต่องานออกแบบของคุณลุงต่างหากที่ประทับอยู่ในใจตั้งแต่นั้นมา และเมื่อได้เจอคลิปอันนึงของคุณลุงที่อยู่ดี ๆ โผล่มาฟีดยูทูป เลยเข้าใจได้มากขึ้นแล้วว่าทำไมคุณลุงถึงให้ความสำคัญกับแสงในงานออกแบบเป็นอย่างมาก ก็เลยตัดสินใจเขียนถึงคุณลุงซะหน่อยดีกว่า — 
ก่อนมาเป็นสถาปนิกระดับโลก ทาดาโอะ อันโดะ ตอนเด็ก ๆ นั้นไม่มีพื้นฐานใด ๆ เรื่องสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างเลยแม้แต่น้อย แต่ได้เริ่มความสนใจในด้านนี้ จากการที่มีช่างไม้มาทำงานต่อเติมที่บ้านในตอนที่ลุงอายุ 15 และเห็นว่าช่างคนนั้นตั้งใจทำงานกับดูสนุกกับสิ่งที่ทำจนลุงชื่นชม แต่ว่าตอนนั้นเนื่องจากบ้านคุณลุงก็ยากจนแถมยังเรียนไม่เก่งอีกต่างหาก อยู่มาวันนึงลุงได้เดินผ่านค่ายมวยแถวบ้านก็เลยคิดว่านี่แหละโอกาสได้หาเงินเลี้ยงครอบครัวที่ตอนนั้นกำลังลำบาก ก็เลยขอไปเอาดีทางต่อยมวยก่อนละกันและแถมยังเคยมาต่อยที่กรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งก็เป็นที่ ๆ ลุงได้เดินทางนอกประเทศและได้แรงบันดาลใจที่จะออกเดินทางไปดูโลกกว้าง พอเก็บเงินได้ประมาณนึงก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกโดยใช้เวลาถึง 10 เดือน ซึ่งจากการเดินทางในครั้งนั้นได้ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาบ้าง และเกิดความตั้งใจที่ว่าควรที่จะได้ทำอะไรเพื่อครอบครัว สังคม ประเทศ และโลกใบนี้ผ่านงานออกแบบของตัวเอง แต่ในเมื่อไม่มีปริญญาและประสบการณ์ใด ๆ ก็เลยไม่มีบริษัทไหนจ้างด้วยขอจำกัดทางการศึกษา แต่ความพยายามของคุณลุงไม่ลดละเลยได้พยายามเรียนรู้ อ่านหนังสือและฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างหนักเป็น self-taught architect และคุณลุงยังกล่าวว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนที่เรียนในสาขาอาชีพนี้ถึงสองสามเท่า แต่หลังจากนั้นความตั้งใจและความมุ่งมั่นก็สำเร็จผล จนได้เปิดบริษัทของตัวเองตอนที่อายุ 29 ปี ตอนแรก ๆ คุณลุงถึงคุณลุงจะไม่มีงาน ก็ยังคงพยายามที่จะศีกษาและฝึกฝนเรื่อยมา ละก็เริ่มสร้างชื่อจากงานออกแบบในประเทศมาเรื่อย ๆ จนมาเป็นถึงมาสเตอร์พีซระดับโลกที่ทุกคนต้องซูฮกจนถึงในปัจจุบัน — และมันเกี่ยวข้องกับเรื่องแสงได้อย่างไร — ในตอนที่คุณลุงได้ไปดูงานสถาปัตยกรรมวัดญี่ปุ่นโบราณ และก็ได้ฉุกคิดว่าแก่นของงานสถาปัตยกรรมนั้นคืออะไรกันแน่นะ แล้วก็ได้มีความคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมคือมนุษย์สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกมั่นคง (อ้างอิงจากคำแปลคือ “A Sense of Stability” ถ้าตีความในอีกแง่นั้นอาจจะหมายถึงการรับรู้ของประสาทสัมผัสหรือแม้กระทั่งความอารมณ์ความรู้สึกเมื่ออยู่ในตัวสถาปัตยกรรม) เมื่ออยู่ในงานสถาปัตยกรรมที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ (Harmony with Nature and Environment) และได้คิดว่าจะหาเอกลักณ์ในงานออกแบบของตัวเองได้อย่างไร — 
มาถึงโปรเจคแรกที่คุณลุงได้รับเป็นบ้านครอบครัวพ่อแม่ลูกน้องชายของเพื่อนหรือที่เรียกกันว่า Tomishima House ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอย 3 ชั้น ขนาด 60 ตร.ม. (ซึ่งก็ถือว่าเล็กมาก ๆ สำหรับครอบครัวสามคน) ระหว่างการก่อสร้างดั๊นมีลูกเพิ่มมาอีกคนนึง แล้วก็ได้ถามคุณลุงว่าจะทำยังไงดี จะมีพื้นที่พออยู่กันได้มั้ยเนี่ย ลุงก็ได้ตอบสั้น ๆ ว่า “เรื่องของมึง ไปคิดเอาเองครับ” (ก็คงคิดในใจแบบนี้แต่หน้างานน่าจะตอบอย่างสุภาพชนชาวญี่ปุ่นแหละ ก็บรีฟตอนแรกมันไม่ใช่แบบนี้นี่นา) แล้วต่อมาก็ด๊านนนมีท้องลูกแฝดอีก แล้วก็ได้มาด้วยคำถามปวดเฮดเหมือนเดิมว่าจะทำยังไงดี ลุงก็เลยแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อบ้านนี้แล้วได้ทำการรีโนเวทเอาไว้อยู่เองซะเลยจบ ๆ และก็ได้กลายมาเป็น HQ ของออฟฟิสไปด้วยซะเลย และความที่มันเป็นบ้านอิงจากฟังก็ชั่นเดิมแล้วถูกรีโนเวท ตัวอาคารนั้นอาจจะไม่ได้ออกแบบตามหลักการและไม่ได้ฟังก์ชั่นการใช้สอยที่มีความสะดวกสบายต่อผู้ใช้สอยคนปัจจุบันอย่างคุณลุงและพนักงานออฟฟิสคนอื่นซักเท่าใดนัก แต่สิ่งที่คุณลุงชอบคือการที่ได้มีแสงธรรมชาติที่เข้ามาจากช่องแสงและที่มีพื้นที่ ๆ เปิดโล่ง สามารถคุยกันได้แบบทั่วถึง ซึ่งคุณลุงบอกว่าการอยู่บ้านนี้เหมือนได้ปรอบประโลมหรือได้พักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ และยิ่งเป็นบ้านที่สร้างเองด้วยแล้ว สำหรับตัวเองก็คือนี่แหละที่ ๆ คุณลุงควรจะอยู่...จวบจนมาถึงปัจจุบัน (ปัจจุบันมี 5 ชั้นและไม่มีลิฟท์ และคุณลุงอายุ 82 แล้ว) 
— และในที่สุดก็มาถึงตอนที่ลุงได้มีโอกาสออกแบบ Church of Light เป็นโปรเจคที่สองและเป็นงานที่เริ่มสร้างชื่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตอนนั้นคุณลุงได้ออกแบบเพราะว่าไม่มีใครอยากจะทำโปรเจคเล็ก ๆ แบบนี้ด้วยซ้ำ — ทุกคนที่เรียนสถาปัตหรือคนที่เคยไปเยือนน่าจะจำช่องแสงรูปกางเขนด้านหลังของอาคารได้ (ถ้าไม่เคยดูรูปได้ในลิงค์ด้านล่างนะครับ) ตอนที่ออกแบบคุณลุงได้นึกถึงตอนที่การเดินทางท่องเที่ยวแล้วไปที่โบสถ์ Pantheon กรุงโรม ซึ่งมีช่องแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 ม. จากโดมด้านบนอาคารเหมือนกัน (ในปี 1965 ตอนนั้นยังไม่มีโดมกระจกเหมือนในปัจจุบัน) ซึ่งลุงได้สังเกตว่าหลาย ๆ คนจับจ้องที่แสงที่ผ่านเข้ามาแล้วนั้นได้มีความรู้สึกได้ว่า นี่คือแสงแห่งการมีชีวิตอยู่เพื่อวันข้างหน้า และก็ได้เกิดแรงบัลดาลใจว่านี่แหละเราต้องมีชีวิตอยู่ให้เหมือนแสงนี่แหละ เลยได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในการออกแบบ ในตอนแรกคุณลุงไม่อยากติดกระจกตรงนั้นซะด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าการมีประสบการณ์และสามารถสัมผัสกับธรรมชาตินี่แหละเดอะเบสต์ แต่สุดท้ายโดนคัดค้านจากเหล่าสมาชิกโบสถ์และบาทหลวงเพราะกังวลเรื่องอากาศหนาวก็เลยอด — หลังจากนั้นมาจะเห็นได้ว่าธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง​ “แสง” นั้นกลายเป็นเอกลักษณ์การออกแบบของคุณลุง แสงที่ส่องสว่างลงมาภายในอาคาร ถึงแม้จะไม่มีสังเคราะห์ใด ๆ คอยช่วย เป็นแสงที่ให้ความหวังภายในห้องที่มืดมิด แสงที่สร้างอารมณ์ความรู้สึก (Emotional) แสงอันเป็นที่จดจำและเป็นนิรันดร์ (Timeless) แสงที่กลับมาจากการสะท้อนแนวคิดของการมีชีวิตอยู่แสงที่สะท้อนความพยายาม ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคใด ๆ แสงที่มอบความหวังให้คนอื่น เหมือนที่คุณลุงสร้างสรรค์และ เป็นวิถีของการดำเนินชีวิตที่ลุงคอยทำมาตลอดนั่นเอง — References: * * https://www.re-thinkingthefuture.com/know-your-architects/a520-15-projects-by-tadao-ando/ * https://showitbetter.co/architects-work-tadao-ando/ * * #siamstr #architecture #tadaoando #สถาปัตยกรรม #ญี่ปุ่น
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
“The Korean Guy” Who Rocks English Premier League (and How Korean “Soft Power” Works) เมื่อคิดถึงนักเตะเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ หลาย ๆ คนน่าจะคิดถึงหนังเตะอย่าง ซฮน เฮือง-มิน (Heung-Min Son) หรือ ปาร์ค จี-ชอง (Ji-Sung Park) และยังมีอีกหลาย ๆ คนที่ผ่านเข้ามาให้เห็นหน้าเห็นตาบ้างแต่ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าสองคนนี้ แต่ตอนนี้มีอีกคนที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในเวลาที่คอนเทนต์ทางโซเชียลมีเดียที่ทุกคนสามารถรับสารได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นตำนานมีมในเวลานี้ — หลาย ๆ คนถึงตอนนี้ถ้าติดตามดูและเสพย์ข่าวสารของฟุตบอลอังกฤษคงไม่มีใครไม่รู้จักชายสมญานาม “The Korean Guy” ที่กุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่าเรียกจนกลายเป็นมีมที่ทุกคนในพรีเมียร์ลีกอังกฤษหรือแม้แต่ในสื่อเกาหลีใต้บ้านเกิดเรียกจนติดปากไปแล้วอย่าง ฮวาง ฮี-ชาน (Hee-Chan Hwang) กองหน้ากึ่งปีกชาวเกาหลีใต้ ที่กำลังทำผลงานยิงกระฉูดให้พลพรรคหมาป่า วูลฟ์แฮมป์ตัน วอนเดอร์เรอส์ (Wolverhampton Wanderers) ที่เรียกสั้น ๆ ว่ากันว่าวูลฟ์ หรือหมาป่า ณ ตอนนี้ — เรามาทำความรู้จักกับ The Korean Guy คนนี้กัน ฮวางเริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรโปฮัง สตีลเลอร์ (Pohang Steelers) ในระดับลีกโรงเรียนเยาวชนของเกาหลีใต้แล้วทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมในตำแหน่งกองหน้าจนได้รางวัล MVP ของลีก แล้วผลงานก็ไปเตะตาสโมสรระดับท็อปของยุโรปในลีกออสเตรียอย่างเรดบูล ซัลส์บวร์ก (Red Bull Salzburg) คว้ามาร่วมทีมในฤดูกาล 2014–2015 แต่หลังย้ายมาร่วมทีมก็ได้ถูกส่งไปยืมตัวไปอยู่กับ เอฟซี ไลฟ์เฟอร์ริ่ง (FC Liefering) ในลีกดิวิขั่นสองของออสเตรีย ซึ่งเป็นทีมสำรองของซัลส์บวร์กนั่นเอง — ฤดูกาลแรกที่นั้นทำผลงานได้ไม่ค่อยดีนักด้วยการยิงไปเพียง 2 ประตูจาก 13 นัด แต่อาจจะเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงแห่งการปรับตัวด้วยการที่ไปอยู่ลีกที่ใหม่ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และกำแพงทางภาษา แต่แล้วในฤดูกาล 2015–2016 ที่ยังคงอยู่ในช่วงยืมตัว ฮวางกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเพียงครึ่งฤดูกาลนั้นสามารถยิงไปได้ถึง 11 ประตูจาก 18 นัด จนซัลส์บวร์กต้องเรียกกลับมาใช้บริการในครึ่งฤดูกาลหลังแต่ไม่สามารถยิงได้ซักประตูให้กับทีม — มาถึงฤดูกาล 2016–2017 ที่ฮวางกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับซัลส์บวร์ก โดยยิงไปถึง 16 ประตูจาก 35 นัด และยังคงฟอร์มดีต่อเนื่องมาถึงฤดูกาล 2017–2018 ซึ่งฮวางได้เล่นถ้วยระดับยุโรปอย่างยูโรป้าลีก (Europa League) เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยสามารถพาทีมเข้าไปถึงรอบสี่ทีมสุดท้าย โดยยิงไป 5 ประตูจาก 14 นัด ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนลีกในประเทศถึงแม้ยอดทำประตูจะหายไปบ้างแต่ก็ถือสอบผ่านด้วยผลงาน 8 ประตูจาก 23 นัด แต่พอมาถึงฤดูกาล 2018–2019 ไม่รู้ซัลส์บวร์กคิดอย่างไรถึงปล่อยฮวางไปอยู่ฮัมบวร์ก (Hamburger SV) อดีตทีมดังที่ตกอับอยู่ในลีกบุเดสลีกา 2 ในเยอรมัน แล้วเมื่อไปถึงที่นั่นเหมือนฮวางก็ต้องปรับตัวใหม่ และเริ่มมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ้าง โดยยิงไปเพียง 2 ประตูจาก 21 นัด — และแล้วก็มาถึงฤดูกาล 2019–2020 ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ฮวางทำผลงานได้ดีที่สุดในชีวิตนักฟุตบอล โดยกลับมาอยู่กับซัลส์บวร์ก แล้วสร้างชื่อสนั่นวงการฟุตบอลยุโรปด้วยการประสานงานในแนวรุกของทีมในตำแหน่งกองหน้ากึ่งปีกกับ ทาคุมิ มินามิโนะ (Takumi Minamino) อดีตนักเตะหงส์แดงซึ่งเล่นในตำแหน่งละสไตล์ที่คล้าย ๆ กัน และกองหน้าตัวเป้าผมยาวสลวยสวยเก๋ขนาดสาว ๆ บางคนยังอิจฉา จนหลาย ๆ คนคิดว่าควรไปเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ยิงประตูทุบสถิติเป็นว่าเล่นแห่งทีมเรือใบสีฟ้า แมนชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ในปัจจุบันอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (Erling Haaland)โดยฮวางนั้นยิงไป 16 ประตู จ่ายไปถึง 22 แอสซิสต์ จาก 40 นัด ในทุกรายการแข่งขัน — เมื่อผลงานดีขนาดนี้มีหรือจะเนื้อไม่หอม แต่แล้วก็เป็นทีมแม่ของซัลส์บวร์กในเยอรมันอย่าง แอร์เบ ไลป์ซิก (RB Leipzig) ซึ่งโดยห้ามใช้ชื่อสปอนเซอร์นำหน้าทีมด้วยกฏของบุเดสลีกาเลยต้องใช้คำว่า แอร์เบ ซึ่งเป็นคำย่อแทนที่คำว่า เรดบูล (Red Bull) ดึงตัวไปร่วมทีมในฤดูกาล 2020–2021 แต่โชคชะตาก็ไม่ได้ใจดีต่อฮวางนักเนื่องจากติดเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้จำกัดการลงสนามไปและผลงานส่วนตัวในลีกก็ไม่ดีนัก ลงสนามไป 18 นัดและไม่สามารถยิงช่วยทีมในบุเดสลีกาได้ซักประตู แต่ยังพอมีผลงานให้ปลอบใจในฟุตบอลถ้วยเดเอฟเบ โพคาล (DFB-Pokal) โดยยิงไป 3 ประตูจาก 5 นัด ส่วนในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ลงไป 3 นัด ไม่สามารถยิงได้เลย — เมื่อผลงานไม่ดีนักมีหรือที่ทีมชั้นนำอย่างไลป์ซิกจะเก็บไว้ใช้ต่อ เมื่อถึงฤดูกาล 2021–2022 ฮวางได้ย้ายมาผจญภัยในพรีเมียร์ลีกอังกฤษเป็นครั้งแรกกับทีมหมาป่าในรูปแบบยืมตัว โดยมีเงื่อนไขซื้อขาดได้เมื่อจบฤดูกาล ถึงแม้อาจจะยังไม่เปรี้ยงปร้างนักและเริ่มมีสัญญาณการบาดเจ็บที่แฮมสตริง (Hamstring) แต่ก็ถือทำผลงานได้น่าพอใจจนทีมตัดสินใจซื้อขาดภายในแค่ครึ่งฤดูกาล โดยที่ยิงไป 5 ประตูจาก 30 นัด แต่แล้วในฤดูกาล 2022–2023 ถัดมาก็เหมือนอาการบาดเจ็บที่แฮมสตริงก็กลับมารบกวนฮวางอีกครั้ง แต่ผลงานก็พอถูไถไม่โดดเด่น โดยยิงไป 4 ลูกจาก 32 นัด — แต่แล้วเมื่อถึงปัจจุบันในฤดูกาล 2023–2024 ชีวิตของฮวางก็ได้เปลี่ยนไป จนเรียกได้ว่ากลับมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้งทั้งเรื่องราวในและนอกสนาม โดยที่ต้องเครดิต เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่มีส่วนช่วยด้วยอีกแรง จนบังเกิดตำนานแห่ง “The Korean Guy” — ฮวางเริ่มต้นได้อย่างร้อนแรงด้วยการยิง 3 ประตูจาก 6 นัดแรก จนเมื่อมาถึงนัดที่ 7 ที่มีคิวเตะกับแมนซิตี้ โดยในการแถลงข่าวก่อนเกม เป๊ป ได้คำถามจากนักข่าวว่านักเตะคนไหนของหมาป่าที่เป็นตัวอันตรายต้องจับตาดูเป็นพิเศษบ้าง เป๊ปได้เอ่ยชื่อของนักเตะหมาป่าอย่าง เปโดร เนโต้ (Pedro Neto) ปีกจอมลากเลื้อยตัวอันตรายที่เป็นผู้นำแอสซิสต์ของพรีเมียร์ลีกในปัจจุบันที่ 7 ประตู ขนาดเจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บหายหน้าไปหลายแมตช์แล้ว และ มาเทอุส คุณญ่า (Matheus Cunha) กองหน้าชาวบราซิลเลี่ยน และสุดท้ายที่เป๊ปแกดันจำชื่อฮวางไม่ได้ หรือนึกไม่ทันเลยเรียกเป็น The Korean Guy แทน ตอนแรกก็เป็นประเด็นสำหรับแฟนบอลบางคนเลยว่า เห้ยเป๊ปเหยีดไรป่าวเนี่ย ทำไมจำชื่อนักเตะฝั่งตรงข้ามไม่ได้ แล้วก็มีบางคนก็บอกว่าเดี๋ยว The Korean Guy นี่แหละจะยิงแมนซิตี้ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นที่ฮวางนั้นดันมายิงประตูชัยให้หมาป่าชนะแมนซิตี้ไป 2-1 ในบ้าน จนขนาดทีมตัวเองยังเอา The Korean Guy มาใช้เป็นเฮดไลน์ในช่องทางโซเชียลมีเดียตอนที่ฮวางยิงได้ แม้กระทั่งคอมเมนเตเตอร์เกาหลีใต้ได้จะโกนออกอากาศเลยว่า “เดอะ คอเรียนนนน กัยยยยย” ซึ่งฮวางก็ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการที่ถูกเรียก The Korean Guy ว่า ผมคิดในด้านบวกนะและรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ถูกกล่าวถึงโดยหนึ่งในยอดโค๊ชที่ดีที่สุดในโลกอย่างเป๊ป และหลังจากนั้นฮวางก็ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสถิติถึงนัดล่าสุดที่เจอกับเบิร์นลี่ โดยยิงไปทั้งหมด 9 ลูกจาก 16 นัด และยังสร้างสถิติเป็นคนแรกของวูลฟ์ที่ยิงประตูได้ทุกนัดจากการเล่นในบ้าน 5 นัดรวดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล 
 — ส่วนตัวจากที่ติดตามดูผลงานของฮวางในฤดูกาลนี้ ฮวางเป็นคนที่มีความพยายาม มีความเร็ว วิ่งสู้ฟัด ตั้งใจเล่นในสไตล์นักเตะเกาหลี ไม่มีออกลูกตุกติก เป็นคนที่หาจังหวะและช่องในการยิงได้เป็นอย่างดี และไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเหมือนเคย โดยแฟนวูลฟ์ในอังกฤษบางส่วนได้กล่าวอวยถึงฮวางไว้ว่า “Nothing can stop Hwang except for his own hamstring.” — และทีนี้จะมาพูดถึงกระแสของฮวางและซอนในฟุตบอลอังกฤษตอนนี้เกี่ยวกับ Soft Power ที่เป็นกระแสได้อย่างไร — จากการที่รัฐบาลบ้านเราพยายามจะเคลมสิ่งต่าง ๆ เป็นซอฟท์พาวเวอร์โดยที่ไม่รู้ถึงบริบทของสิ่งนั้นเป็นอะไรที่ดูมึน ๆ งง ๆ สำหรับพวกเราหลาย ๆ คน เลยจะยกตัวอย่างถึงซอฟท์พาวเวอร์ของเกาหลีซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้จักกันดี เช่น อาหาร ภาพยนตร์ รายการวาไรตี้ วัฒนธรรม เค-ป๊อป ที่ออกไปสู่สายตาชาวโลกทั่วไป หรือแม้กระทั่งนโยบายทางการทูตก็ตาม ซึ่งเกาหลีนั้นได้พยายามในการเจาะตลาดชาวเอเชียซึ่งประสบความสำเร็จในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้มาระยะใหญ่แล้ว แม้กระทั่งในตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียก็ตาม ซึ่งคือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และจนมาถึงปัจจุบันที่คนสามารถเสพย์ทุกอย่างได้ทุกที่ทุกเวลาบนโทรศัพท์มือถือตัวเองยิ่งทำให้ความเป็นเกาหลีได้แพร่กระจายไปสู่ทั่วโลกแบบสมบูรณ์ ซึ่งใครเอยจะเคยคิดว่าวันนึงคนทวีปอเมริกาเหนือ/ใต้ และยุโรปจะมาเสพย์สิ่งที่เป็นของชาวเกาหลี มากรี๊ดกร๊าดกับดาราหรือเค-ป๊อปวงต่าง ๆ ซึ่งไม่น่าจะต้องยกตัวอย่าง ที่หลาย ๆ คนจะรู้จักกันดีหรืออย่างน้อยก็อาจจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง — และถ้าใครติดตามข่าวสารต่างประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่อังกฤษ เมื่อวันที่ 22 เดือนที่แล้ว ที่กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเปิดพระราชวังบักกิงแฮม จัดงานเลี้ยงเนื่องในโอกาสกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอังฤษและเกาหลีใต้ ซึ่งแขกรับเชิญที่ทุกคนรู้จักกันดีนั่นก็คือสี่สาว BLACKPINK และช่องยูทูปเบอร์ชื่อดังของเกาหลีใต้แต่เป็นคนอังกฤษอย่าง Korean Englishman ของสองหนุ่ม Josh Carrott และ Ollie Kendal หรือจอชและโอลลี่ ที่ไปอาศัยอยู่ที่เกาหลีและคอยโปรโมตวัฒนธรรมเกาหลี โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่พวกเขาหลงไหลให้ชาวโลกได้รับรู้กันตั้งต่ปี 2013 ซึ่งแขกรับเชิญดัง ๆ ในรายการของพวกเขาก็มีทั้งคนดังทั้งในอังกฤษ แวดวงฮอลลีวู๊ดและเกาหลีใต้มาร่วมจอยออกรายการมาแล้ว รวมถึงซอนและฮวางในตอนล่าสุดของรายการ และถ้าสองคนนี้ไม่ได้ติดภารกิจรับใช้ชาติในช่วงนั้นก็คาดว่าจะได้รับเชิญเช่นกัน และในงานนี้ษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ได้ทรงตรัสถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมเกาหลีที่บุคคลที่กล่าวถึงข้างต้นช่วยกันเผยแพร่และนโยบาลของรัฐบาลเกาหลีมีต่ออังกฤษอีกด้วย — และวกกลับมาถึงวงการฟุตบอลอังกฤษในตอนนี้ถ้าเข้าไปช่องยูทูปของทีมวูลฟ์หรือแม้กระทั่งของสเปอร์สทีมของซอนจะพบคอนเทนต์ที่ความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเยอะพอสมควร โดยเฉพาะส่วนของทางวูลฟ์ในช่วงหลัง เห็นได้ชัดหลังจากการเผยแพร่ของมีม The Korean Guy โดยทางทีมมีการทำคอนเทนต์ที่คอยโปรโมตวัฒนธรรมเกาหลีเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องอาหารและภาษาเกาหลี และเดี๋ยวนี้ยังมีซับไตเติลภาษาเกาหลีด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น การให้ฮวางมาสอนเพื่อนร่วมทีมพูดภาษาเกาหลี เชฟประจำทีมทำอาหารเกาหลีให้ฮวางกิน หรือแม้กระทั่งเทปล่าสุดที่ให้ Korean Englishman มาชวนนักเตะวูลฟ์บางคนและฮวางมากินอาหารเกาหลีและต่างติดใจกันไปเป็นแถบ กระทั่งขอเอากลับบ้านไปกิน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยโปรโมตความเป็นซอฟท์พาวเวอร์ของเกาหลีแล้วยังสามารถทำให้วูลฟ์เป็นทีมที่มีความนิยมเพิ่มขึ้นจากในเกาหลีใต้อีกด้วย — ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ใช่อะไร ๆ ก็จะเคลมเป็นซอฟท์พาวเวอร์ได้ทั้งหมด อะไรที่มีความร่วมสมัย เข้าถึงง่ายต่อคนดูทั่วไป มีความสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดอยู่กับอดีตและวัฒนธรรมไทยอันดีงามที่ใช้ในปัจจุบันไม่ได้อีกต่อไป หรือไม่ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับในบริบทยุคปัจจุบัน รวมถึงเรื่องการศึกษาที่ต้องยกระดับกันทั้งโครงสร้างให้สามารถเข้าใจในบริบทสังคมโลกภายนอกนอกจากประเทศไทย และการร่วมทุนและให้ทุนจากของรัฐ องค์กรเอกชน ฝั่งครีเอเตอร์ในโลกออนไลน์และออฟไลน์ทั้งหลายที่มีความครีเอทและมีความสารมารถที่ยังขาดแหล่งเงินทุนและการสนับสนุน ฝั่งที่เราจะพยายามโปรโมตให้เขาดู นอกจากนี้ยังรวมถึงนโยบายต่างประเทศของเราเองด้วยเช่นกัน และยิ่งเมื่อเห็นโอกาสก็ต้องรีบทำ ไม่ใช่เอาแต่พูดสัญญาไว้แล้วก็หายต๋อมไปตามระเบียบไทยสไตล์ — สุดท้ายถ้าประเทศเราทำอะไรแบบเดิม ๆ บริหารกันแบบเดิม ๆ ยึดติดกับอะไรไทยเดิม ๆ ประเทศเราก็มาได้แค่นี้และก็อยู่กันแบบซอฟท์ ๆ ไทยเดิมที่ต้องต้มยำกุ้งผัดไทยกันต่อไป — References: https://www.youtube.com/@koreanenglishman/videos https://www.youtube.com/@OfficialWolvesVideo https://www.youtube.com/@TottenhamHotspur #siamstr #footballstr #thekoreanguy #wolverhamptonwanderers #epl #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #วูลฟ์ #เกาหลี
RiTTo's avatar
ritto 2 years ago
After watching Indiana Jones and the Dial of Destiny on Disney+ (didn’t bother to watch it in the theatre cuz I knew the film was gonna be bad) and the new Star Wars trilogy, here are the recipes for how Disney ruined your childhood heroes in the sequels: - Make them sad, hopeless, grumpy, and depressed af - Create new generations of heroines to become a lead after them (if there are more sequels), which is fine if they have good writing and screenplay, but they didn’t show in any of those films - Destroy and disregard the legacies that they built and what made them great from the previous films - Conclude the character's arcs so easily A bit sad for Lucas, but still I think he doesn't care anymore since he got a chunk load of money from them. However, the audiences or fans like myself will always be. So screw you, Disney. #siamstr #disney #starwars #lucasfilm #georgelucas #indianajones #movies #films