Sats and Sound's avatar
Sats and Sound
npub1dhsn...xjvg
Sats and Sound: สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ผ่านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาตนเอง ชื่อช่องสามารถตีความให้ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์ (Sats), การเงิน (Sound Money), และการพัฒนาตัวเอง (การเรียนรู้ผ่าน "Sound" หรือเสียงที่เป็นความรู้ที่มั่นคง)
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 4 months ago
อยากเปลี่ยนชีวิต ต้องคิด 3 steps ล่วงหน้า- Sats And Sound Ep.58 คอนเท้นวันนี้ผมได้แรงบันดาลใจมาจากคลิป วิดีโอ "Long-Term Thinking, 2nd Order Consequences & Effect Horizons" โดย Sam Ovens Founder ของ Skool ซึ่งเป็น แพลตฟอร์ม community + learning ที่ประสบความสำเร็จมากๆในตอนนี้ ในคลิปนั้น เขาจะพูดถึงการคิด 3 ขั้น ที่จะเปลียนชีวิตคุณให้ดีขึ้น 1 Long-Term Thinking คิดระยะยาว 2 Second Order Consequences ผลกระทบจากการกระทําของเรา ขั้นที่ 2 ยกตัวอย่าง กินของหวานมากๆในวันนี้ ผลกระทบแรก อาจจะแค่เสียเงิน และ นํ้าหนักเพิ่ม ผลกระทบขั้นที่สองคือ ภาวะดื้ออินซูลิน และ เป็นเบาหวานในที่สุด เป็นต้น 3 Effect Horizons คาดเดาผลลัพท์ในอนาคต โดยมองหลายๆมิติ จากตัวอย่างเดิม ผลกระทบที่ต่อจาก การเป็นเบาหวาน คือ โรคเรื้อรังอื่นๆ ร่วมกับ ร่างกายอ่อนแอ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว แถมต้องรักษาด้วยการกินยา และคุมอาหาร ซึ่งยากกว่าการป้องกันตั้งแต่แรก ถ้าย่อยเป็นวลีสั้นๆก็คือ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องคิดระยะยาว วางแผน และดูผลลัพท์ของสิ่งที่เราทําล่วงหน้า ถ้าคุณอยากสบายในมิติไหนก็โฟกัสเรื่องนั้น วันนี้ผมก็จะมายกตัวอย่างการคิด 3 steps เพื่อเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นใน 2 ด้านคือ สุขภาพ และ การเงิน เป็นตัวอย่างให้ ท่านผู้ฟังทุกคน นําไอเดียวันนี้กลับไปประยุกต์ใช้กับตัวเอง 1 สุขภาพ 1.1 Long-Term Thinking (Step 1) การสร้างนิสัยและการกินที่ดี ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอในวันนี้ จะส่งผลต่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็นทางกายและทางจิต - ร่างกายของเราไม่เคยหยุดทํางาน ตั้งแต่เราเกิดมา - การใช้งานร่างกายหนัก ไม่ดูแลสุขภาพเลย ร่างกายของเราก็จะเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ - เราจะต้องอยู่กับร่างกายนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น ใส่ใจและดูแลมันให้ดี เพื่อให้เราไม่เป็นทุกข์ด้วยโรคภัยต่างๆที่ป้องกันได้ 1.2 Second Order Consequences (Step 2) ว่ากันว่า ชีวิตของพวกเรามีทางเลือก 2 ทางเสมอ นั้นคือ ทางเลือกที่ง่าย และ ทางเลือกที่ยาก ทางเลือกที่ง่าย (Wheelchair Path) สบายก่อนลําบากทีหลัง เช่น ผ่อนจ่ายสินค้า, กิน Junk food/UPF กินตามใจปาก ทางเลือกที่ยาก (The Hill) ลําบากก่อนสบายทีหลัง เช่น ออกกําลังกาย, การศึกษา/การออมเงิน ,พัฒนาตัวเอง , การกินอาหารสุขภาพ ทุกครั้งที่เราเลือกเส้นทางยาก มันเหมือนเราฝึกซ้อมปีนเขา เพื่อความแข็งแกร่งไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ในอนาคต "ภูเขาที่เราปีน” จะเตี้ยลงเรื่อย ๆ เปรียบคล้ายๆกับ ชีวิตเราก็จะง่ายขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง กลับมาที่หัวข้อสุขภาพของเราต่อ 1.2 Second Order Consequences (Step 2) ทางเลือกง่าย ถ้าเรากินอาหารไม่ดี กลุ่ม UPF สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ไม่ออกกําลังกาย ---- ขั้นแรก อาจจะแค่เสียเงิน และติดนิสัยกินของอร่อย หาง่าย ตามใจปาก ติดสบาย ---- ขั้นที่สอง มันจะสร้างนิสัยและความเคยชินที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ตามมาด้วยโรคเรื้อรังต่างๆเช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน การกิน UPF ส่งผลเสียต่อร่างกายมากๆ แนะนำคลิป fiat food/UPF ที่ผมเคยทํา ทางเลือกยาก ถ้าหากเรา สร้างนิสัยและการกินที่ดี ลดอาหารแปรรูป UPF ไม่กินตามใจปาก เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ร่วมกับการออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ---- ขั้นแรกอาจจะรู้สึกว่ามันยากลําบาก ไม่สะดวกสบาย ยุ่งยากไปหมดไม่ว่าจะเป็นการกินอาหาร หาเวลาออกกําลังกาย ---- ขั้นที่สอง เมื่อเริ่มทําไปสัก 6 เดือน เราจะเริ่มสังเกตุเห็นการพัฒนาของสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าร่างกาย จิตใจ แถมยังสร้างวินัยระยะยาวที่ดีต่อตัวเองในด้านสุขภาพด้วย สังเกตคนที่รักสุขภาพ ทําแล้วเกิดผลดีต่อตัวเอง เขาจะเลือกทําสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ 1.3 Effect Horizons (Step 3) ผลของทางเลือกง่าย ---- ขั้นที่สาม ถ้าเราใช้ชีวิตปล่อยประละเลย สุขภาพ มาเป็นเวลานาน จะเกิดปัญหาที่แก้ไขได้ยาก รวมถึง เกิดโรค NCD ภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตของเราจะแย่ในระยะยาว การต้องกินยาตลอดชีวิตมันไม่สนุกเลย แถมร่างกายจะทรุดโทรมลงไปเรื่อย ตามอายุ โรคภัยจะทําให้คุณมีภาวะเครียด ตามมาได้ กันดีกว่าแก้นะ คําพูดเล่นที่ว่า "กินของหวาน อร่อย มีความสุขวันนี้ อีก 30 ปี ตัดขา (เพราะเบาหวาน) ไม่เป็นไร" การถูกตัดขาเพราะเป็นเบาหวานก็คือ Effect Horizons นั่นเอง ผลของทางเลือกยาก ---- ขั้นที่สาม ถ้าหากเราดูแลสุขภาพของตัวเองมีดี ไม่ว่าจะเป็นการกิน การออกกําลังกาย วินัยที่ดีตัวนี้แหละที่จะทําให้เรา รักตัวเองอย่างถูกทาง ผลลัพท์พวกนี้ เราจะไม่เห็นมันในข้ามวัน แต่อาจจะต้องใช้เวลานับ 10 ปี ง่ายๆเวลาเราไปงานแต่งงาน งานเลี้ยงรุ่นอ่ะ เทียบได้เลยว่า จะมีเพื่อนที่สุขภาพดี ดูสดใส กับ เพื่อนที่ดูแก่กว่าวัย มีปัญหาสุขภาพ ลองไปคุยดูจะได้คําตอบว่า แต่ละคนใช้ชีวิตยังไง คุณอยากเป็นคนแบบไหน คุณเลือกได้ ผมเป็นคนติดนิสัย ชอบเลือกทางยาก (The Hill) หรือทําอะไรยากๆก่อน เพราะความยาก สิ่งที่ท้าทาย เป็นการเทสตัวเองได้ด้วยครับ ถ้าเราทําได้ ชีวิตเราก็จะง่ายขึ้น เปรียบเหมือน ภูเขาอุปสรรคที่เราต้องปีนมันเตี้ยลงนั่นเอง 2 การเงิน 2.1 Long-Term Thinking (Step 1) - เรื่องเงินสําคัญกับทุกคน การมีเงินเท่ากับเรามีทางเลือก มีชีวิตที่ดีได้ ซื้อความสะดวกสบายได้ - การหาเงินมาได้ต้องใช้ทั้งความสามารถ เวลา ของเรา เมื่อได้เงินมาแล้ว ขึ้นอยู่กับเราที่จะบริหาร หรือใช้จ่ายเงินในมือไปกับอะไร - ในโลกการเงินปัจจุบันที่เราอยู่ใน fiat standard ที่เกิดการพิมพ์เงินมหาศาล เกิดเงินเฟ้อขึ้นตลอดเวลา - เมื่อเงินในระบบมีมากขึ้น ส่งผลให้เงินเฟียตในมือของทุกคนเสื่อมค่าลง ส่งผลให้เกิดความคิดแบบ High Time Preference - ระบบการเงินโลกมันทําให้คนที่ไม่รู้เรื่องนี้ ใช้ชีวิตแบบคนจนที่ต้องหาเงิน หมุนเงินตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากจะมีวินัยในการออมเงินอย่างสมํ่าเสมอแล้ว คุณจะต้องมีความรู้เรื่องการเงิน และระบบการเงินโลกที่ถูกต้องด้วย ถึงจะหลุดจากสภาวะจนหรือเงินไม่พอใช้อย่างแท้จริง แนะนำคลิป ระบบเงินโลก ที่ผมได้เล่าถึง เงินเฟ้อที่โคตรแย่ แต่กลุ่มคนมีอํานาจไม่อยากให้คนส่วนใหญ่รู้ แค่เข้าใจเงินเฟ้อ และออกจากระบบเฟียตได้ คุณจะรวยกว่าคนทั่วไป 2.2 Second Order Consequences (Step 2) ทางเลือกง่าย ไม่ศึกษาเรื่องการเงิน อยากมีความสุขตอนนี้ คิดระยะสั้น ใช้ให้หมดไปเลย เดือนหน้าหาใหม่ High Time Preference ---- ขั้นแรก เกิด fast dopamine มีความสุขสั้นๆตรงหน้า ใช้เงินตามอารมณ์ เช่น ชินกับการซื้อของเงินผ่อน ที่ไม่รู้จะผ่อนครบมั้ย ---- ขั้นที่สอง มันจะสร้างนิสัยและความเคยชินที่ ทําให้คุณไม่สามารถออมเงิน เพื่ออนาคตได้ โทษทุกอย่างไปเรื่อย ไม่มีทางรวยขึ้นได้ ทางเลือกยาก ศึกษาเรื่องการเงิน วางแผน คิดระยะยาว เก็บออมเงินเพื่ออนาคต Low Time Preference ---- ขั้นแรก ประหยัด อาจจะไม่ได้ใช้ชีวิต ไปกิน เที่ยว ซื้อของที่อยากได้ การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ที่สังคมบอกว่าดี มันเหมาะสมกับเรามั้ย สิ่งสําคัญที่สุดคือการทํารายรับรายจ่าย รู้สถานะการเงินที่แท้จริงของเรา ---- ขั้นที่สอง มันจะสร้างนิสัยและความเคยชินที่ ทําให้คุณจะหาความรู้เรื่องการเงิน ออมเงินอย่างสมํ่าเสมอ เก็บไว้ในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า เช่น บิทคอยครับ บิทคอยนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อ ไม่มีใครควบคุมได้ คุณจะออกมาจากโลกของเงินเฟียต แล้วพบกับอิสระที่แท้จริง 2.3 Effect Horizons (Step 3) ผลของทางเลือกง่าย ---- ขั้นที่สาม เมื่อเวลาผ่านไปเงินเฟ้อมากขึ้นเรื่อยๆ เงินเก็บมูลค่าลดลง คุณจะจนอย่างอัตโนมัติ ต้องวิ่งตามหาเงินไปเรื่อยๆ ชีวิตไม่มีหลักประกัน พอแก่ตัวไม่มีแรงทํางาน คุณก็จะไม่มีเงินใช้จ่าย ซื้อคุณภาพชีวิตอีกต่อไป ผลของทางเลือกยาก ---- ขั้นที่สาม เมื่อเวลาผ่านไป 5-10 ปี บิทคอยที่คุณมี จะทําให้คุณรู้สึกมั่นคง และไม่ต้องวิ่งตามหาเงินเฟียตที่เสื่อมค่าอีกต่อไป ชีวิตง่ายขึ้น และมีทางเลือกมากขึ้น เนื่องจากเรามีสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าลง ทั้งที่การพิมพ์เงิน และ เงินเฟ้อก็ยังมีอยู่ และไม่มีใครหยุดมันได้ ในยุคหลังจากนี้ เงินในมือที่เราออมจะมียิ่งมีมูลค่าน้อยลงเรื่อยๆ ใครยังถือเงินเฟียตอยู่เท่ากับว่า คุณจะติดอยู่ในกับดักความจนตลอดชีวิต จะเห็นได้ว่า อยากเปลี่ยนชีวิตต้องคิด 3 steps ล่วงหน้า ทั้งเรื่องสุขภาพและการเงินที่ผมยกตัวอย่างมา มันเป็นทางเลือกของบุคคล ที่เราจะต้องมองภาพระยะยาว และวางแผน รวมถึงคํานึงถึงผลที่จะตามมา สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ เวลา ซึ่งในความจริง ไม่มีใครคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่อย่างน้อยเราจะลดความเสี่ยงของปัญหาที่เราป้องกันไม่ให้เกิดจากการวางแผนได้ ซึ่งก็จะทําให้ชีวิตคุณดีขึ้นกว่าเดิม ยกตัวอย่าง Effect Horizons เกี่ยวกับการสร้างระบบ network ของบิทคอย - ระบบการเงินโลกแบบเก่า ต้องพึ่งตัวกลาง อาศัย trust ที่โกงกันง่ายมาก - ทําให้การออกแบบ network ของบิทคอย จะเป็นระบบ trustless ไม่ต้องเชื่อใจตัวกลาง หรือใครกันนั้น เพื่อป้องกันการโกงตั้งแต่แรก เป็นการกําจัดที่ต้นเหตุเลย สรุป 1 ทุกเรื่องในชีวิตขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ และ ผลการกระทําของเราเสมอ อยากเป็นคนแบบไหนคุณเลือกได้ 2 อยากมีชีวิตที่ดีและง่ายขึ้น ให้คิดระยะยาว การวางแผนจะทําให้คุณ มองภาพไกลๆได้ง่ายขึ้น ไม่มีใครรู้อนาคต แต่เราสามารถป้องกันความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้ 3 ชีวิตของทุกคน มีทางเลือก 2 ทางเสมอ นั้นคือ ทางง่าย กับ ทางยาก ทางเลือกที่ยากก็เปรียบเหมือนภูเขาอุปสรรค์ที่เราต้องข้ามไป ความชํานาญ ความแข็งแรง จะส่งผลให้คุณก้าวข้ามผ่านอุปสรรค์นั้นไปได้ง่ายขึ้น เหมือนภูเขาที่เดินมันเตี้ยลงนั่นเอง 4 "เวลา" เป็นสิ่งที่หวนกลับมาไม่ได้ สิ่งที่คุณเป็นในตอนนี้ คือ สิ่งที่คุณเลือกทําในอดีต ดังนั้น ถ้าคุณยังรู้สึกว่าชีวิตคุณยังแย่ในวันนี้ คุณก็ต้องเริ่มปรับปรุงให้ตรงจุด หาสาเหตุให้เจอ ร่างกายแย่ รักษาสุขภาพ การเงินแย่ ศึกษาการเงิน ออมให้ถูกที่ 5 ทุกอย่างที่พูดว่า คุณจะยังไม่เห็นผลภายใน 1 ปีนี้ แต่ให้ทําอย่างสมํ่าเสมอ มีวินัยสัก 5-10 ปี แล้วคุณจะขอบคุณตัวเอง ที่คุณรักตัวเองอย่างถูกทาง ส่งผลให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นและดีขึ้น #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #stacksats #ออมbitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 4 months ago
มี 0.1 BTC คุณรวยกว่า คนครึ่งโลกไปแล้ว - Sats And Sound Ep.57 คลิปนี้พูดจากความเห็นส่วนตัวร่วมกับข้อมูลสถิติที่ไปหามานะครับ ใครจะมองว่ากาว หรือ เว่อ อยากให้ฟังให้จบก่อน ผมมีเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนัก ในสังคมปัจจุบันที่หลายคนเหนื่อยกับการใช้ชีวิต เงินแต่ละเดือนหาแทบไม่พอ ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพแพงขึ้นตลอด และมันพุ่งขึ้นหลังจากที่อเมกาทํา QE ช่วงโควิด ทุกอย่างมันแย่มาเรื่อยๆ จนคําว่า รวย อาจจะไม่อยู่ในความคิดของใครหลายๆคน ในโลกที่มืดมน เต็มไปด้วยความสิ้นหวังจากเงินเฟียตที่เฟ้อตลอดเวลาเป็นอัตราเร่ง ความเฮียของเงินเฟ้อที่เสื่อมค่า มันกัดกินคุณภาพชีวิตของคนทุกวัยในระบบ แค่หาเงินใช้จ่าย ก็เดือนชนเดือน จะออมก็ลําบากแล้ว อย่าคิดจะรวยเลย เรายังมีสินทรัพย์ที่ถูกสร้างขึ้นมา ต่อต้านเงินเฟ้อ อย่างบิทคอย มันเปรียบเสมือนความหวังของคนในยุคนี้ ที่โลกการเงินเต็มไปด้วยอํานาจมืดจากเงินเฟียตที่ควบคุมทุกอย่าง บิทคอย lunch ครั้งแรกในวันที่ 3 มกราคม 2009 โดยคนที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ถือว่าเป็นเงินดิจิตอลเหรียญแรกที่ทําสําเร็จ ก่อนหน้านี้มีคนรู้ปัญหาเงินเฟ้อมาตั้งแต่ปี 1971 ที่เกิด Nixon shock ริบทองคําจากประชาชน กลุ่มคนที่ชื่อว่า Cypherpunk ก็ได้พยายามคิดค้น เงินดิจิตอลที่จะแก้ไขเงินเฟ้อ ป้องกันการถูกรวบศูนย์ และถูกควบคุม 40 ปี ผ่านไป จากหลายๆเทคโนโลยีมาผสมกัน ก็เกิด บิทคอยที่ใช้งานได้จริงในปี 2009 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในช่วงวิกฤต hamburger ที่ตลาด อสังหาฯในอเมริกา พังระแนระนาด จากปี 2009 - 2025 เป็นเวลา 16 ปี ที่บิทคอยเกิดมาและ run อยู่ใน network มันก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย แต่สิ่งที่หลายๆคนเห็นชัดเจนคือ มันต้านเงินเฟ้อได้จริง ไม่มีใครควบคุมได้ และ ยิ่งโดนโจมตี ยิ่งแข็งแกร่ง ระบบ network ของบิทคอย ที่ต้องอาศัยการรันโหนด ซึ่งในช่วงเริ่มต้น มันอ่อนแอเพราะคนรันโหนดน้อย ในตอนนี้ network มันแข็งแกร่งจนแทบไม่มีใครสามารถโจมตีได้แล้ว 16 ปีที่ผ่านมาเกิดเงินเฟ้อขึ้นมหาศาล จากการ FED ที่พิมพ์เงิน เพื่อใช้หนี้ ทําสงคราม กระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึง แบงค์เอกชน ที่ใช้ระบบ fractional reserve banking ปล่อยกู้จนเกิดเงินที่ไม่มีอยู่จริงเยอะมาก ว่ากันว่าทุกครั้งที่คุณไปฝากเงิน ไปกู้เงินแบ้งก็จะเสกเงินนั้นจากอากาศขึ้นมาได้ แต่เมื่อมีบิทคอย มันทําให้ผมมีความหวังที่จะ รวย ขึ้นมาอีกครั้ง คําถามคือ เราจะต้องมี บิทคอย มูลค่าเท่าไหร่? จากรายงานความมั่งคั่งระดับโลก (Global Wealth Report) ของ Credit Suisse และ UBS ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่มีการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง ข้อมูลการแบ่งชั้นความมั่งคั่งจะอ้างอิงจาก "ความมั่งคั่งสุทธิ" (Net Worth) ซึ่งคือมูลค่าของสินทรัพย์ทั้งหมด (เช่น เงินสด, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, สินทรัพย์ดิจิทัล, ฯลฯ) หักด้วยหนี้สินทั้งหมด กลุ่ม Top 1% ของโลก: ต้องมีทรัพย์สินสุทธิประมาณ $1 ล้าน หรือประมาณ 36 ล้านบาท ขึ้นไป กลุ่ม Top 5% ของโลก: ต้องมีทรัพย์สินสุทธิประมาณ $250,000 หรือประมาณ 9 ล้านบาท ขึ้นไป กลุ่ม Top 10% ของโลก: ต้องมีทรัพย์สินสุทธิประมาณ $100,000 หรือประมาณ 3.6 ล้านบาท ขึ้นไป กลุ่มที่มีความมั่งคั่งสุทธิต่ำกว่า $10,000 (ประมาณ 360,000 บาท) เป็นกลุ่มประชากรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมผู้ใหญ่ประมาณ 50-60% ของประชากรโลก คุณเห็นตัวเลขพวกนี้แล้วยังครับ ถ้าคุณมีสินทรัพย์ ประมาณ 360,000 ไทยบาท คุณก็จะรวยกว่า "คนครึ่งโลก" ไปแล้ว ซึ่งมันก็เทียบเท่ากับ 0.1 BTC ในวันนี้นั่นเอง 0.1 BTC มูลค่า 360,000 บาท ไม่น้อยเลยนะ แต่เราไม่จําเป็นต้องเก็บก้อนใหญ่ทีเดียว เราสามารถทยอยสะสมทีละน้อยๆได้ อยากให้เริ่มจาก เป้าหมายแรก 0.01 BTC ก่อนครับ ผมเคยทําคลิป ลองไปดูกันได้ ดูจบวางแผนออมได้เลย เมื่อเป้าหมาย 0.01 BTC สําเร็จ ก็มาถึงเป้าหมาย 0.1 BTC ที่ท้าทายขึ้น แต่ถ้าเราทําได้ เท่ากับว่า เราจะรวยกว่า คนครึ่งโลกนี้เลยนะ ประชากรโลกมี 8พันล้านคน ถ้าคุณมี 0.1 BTC คุณรวยกว่าคน 4พันล้านคน แล้วนะ มันน่าตกใจเหมือนจะเกินความจริง แต่มันเป็นจริงไปแล้วครับ ผมเชื่อว่า ถ้าหากคุณทําเป้า 0.01 BTC สําเร็จได้ คุณจะมีวิธีของตัวเองในการทําเป้า 0.1 BTC สําเร็จได้เหมือนกัน เงินเหมือนจะเยอะ แต่ถ้าเราทยอยเก็บ stack sats ไปเรื่อยๆ สัก2-3 ปี ก็ถึง ยิ่งหลังจากนี้อาจจะเป็นช่วงบิทคอยราคาลงในช่วงตลาดหมี คุณก็จะเก็บบิทคอยได้มากขึ้นอีกด้วย อาจจะมีคําถามว่า ทําไมต้องเก็บเป็นบิทคอย เก็บเป็นหุ้น ทองคํา อสังหาฯ เงินสด altcoin อื่นๆ ไม่ได้เหรอ มันก็มีมูลค่าเหมือนกัน??? - เงินสด ตัดออกไปก่อนเลย เพราะมูลค่าของมันจะลดลงตามเงินที่พิมพ์ออกมาเรื่อยๆ เงินเฟ้อในปัจจุบันเฉลี่ย 6-8% ทบต้น เท่ากับว่าใครเก็บเงินสดหรือเงินเฟียตไว้เฉยๆ ผ่านไป 10 ปี อํานาจการจับจ่ายจะลดลงครึ่งนึง จํานวนเงินเท่าเดิมแต่มันจะซื้อของได้น้อยลง - หุ้น สําหรับคนที่มีความรู้ มีเวลาศึกษา สามารถหาหุ้นที่ชนะเงินเฟ้อจริงๆได้เหมือนกัน แต่ที่ผมไม่ลงทุนในหุ้นเพราะผมมี บิทคอยที่เข้าใจง่ายกว่า ซับซ้อนน้อยกว่า ผลตอบแทนดีกว่ามาก และไม่ต้องมานั่งอ่านงบการเงิน ตามข่าวบริษัทย่อยๆอยู่ พวกกองทุนก็ช่วยลดภาระตรงนี้แต่เราจะไปเสียค่าธรรมเนียมกองทุนแทน หุ้นเช่น s&p 500 มูลค่าของมันไม่ได้โตตามผลประกอบการของบริษัท เพราะบริษัทพวกนี้โตมากๆแล้ว มูลค่าหุ้นมันแค่โตตามเงินเฟ้อที่อัดเข้าไปในระบบ ดังนั้นเมื่อ การวิกฤต มีการประกาศเพิ่ม-ลด ดอกเบี้ย มูลค่าปลอมๆของหุ้นเหล่านี้ก็จะขึ้นลงตามคําพูดของคนมีอํานาจ คําถามคือ สินทรัพย์ของเราที่หามาอย่างยากลําบาก ทําไมต้องมาขึ้นอยู่กับคําพูดของคนพวกนี้? อยากปลดแอกจากระบบเงินเฟียต ถ้าถือหุ้น คุณจะต้องทําผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อ (ใช้พลังชีวิตเยอะเหมือนกันนะ) ศึกษาที่เหมาะกับตัวเอง - เหรียญ altcoin อยากให้เทียบเป็นบริษัท start up ที่เสี่ยงสูง มีคนดูแล คนควบคุม และไม่ต่างจะโลกของเงินเฟียตที่เราอยู่ แค่มันถูก tokenize ให้เข้าไปในดิจิตอลเท่านั้น อยากให้ไปดูคลิป ผมขาดทุน altcoin หลักแสน คลิปนั้นเล่าละเอียดเลยว่าทําไมผมไม่ลง altcoin - อสังหาฯ ข้อนี้ผมมี 2 คลิปที่พูดถึง บิทคอยทําไมถึงดีกว่า อสังหาฯปล่อยเช่า และ ถ้าชีวิตยังไม่มั่นคง การมีบิทคอยถึงสําคัญกว่าการมีบ้าน ทั้งสองคลิปนี้จะเฉลยความยุ่งยากและผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนของอสังหาฯ ที่ผูกติดอยู่กับโลกการเงินแบบเดิมๆ - ทองคํา ข้อนี้น่าจะดีที่สุดในที่เทียบมาแล้ว ทองคําเก็บรักษามูลค่าได้ แต่การเก็บทองจริงๆนั้นยากนะ เพราะต้องไปถอนมาเก็บในเซฟที่บ้านเอง ถ้าหากซื้อทองแล้วต้องอาศัยตัวกลางในการจัดการ และเก็บรักษาให้ มันก็มีความเสี่ยงอยู่นะ ถ้าเกิดวิกฤตทุกคนไปแห่ถอนทองคําพร้อมกันหมด เราไม่มีทางรู้เลยว่า โบรกเกอร์จะมีทองคําให้เราไหม ทองคําไม่เก็บเอง มันก็ไม่ได้เป็นของเราอยู่ดี และอีกหนึ่งข้อเสียของทองคําคือ มันเป็น physical product ที่ถูกระบบเงินเฟียตควบคุมมานาน การขนย้ายทองคํา จํานวนมากๆ ยิ่งย้ายข้ามประเทศ จะต้องขออนุญาตรัฐ และ จํากัดจํานวนด้วย คําถามคือ ทองคําของเรา ซื้อมา เก็บอย่างดี แต่พอจะขนย้าย หรือ ใช้งาน กลับมีรัฐมาควบคุม มันเป็นสินทรัพย์ของเราจริงๆเหรอ? สรุปสั้นๆว่า ทําไมผมถึงเลือกบิทคอย แทนสินทรัพย์ตัวอื่นๆ เพราะสินทรัพย์ที่กล่าวมาขั้นต้นไม่ว่าเป็น เงินสด หุ้น กองทุน อสังหาฯ ทองคํา altcoin ล้วนแต่เป็นสินทรัพย์ที่เป็นระบบเงินเฟียตที่มีอํานาจเบื้องหลังควบคุม ผ่านการดูแลโดยตัวกลาง ผมถือว่าสินทรัพย์เหล่านั้น ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง เพราะเรายังต้องพึ่งระบบในการเก็บหรือ ดูแลอยู่ เขาสามารถยืดหรืออายัดสินทรัพย์เราได้ตลอดเวลา ถ้าสินทรัพย์นั้นถึงเราจะมีมากเท่าไหร่ แต่ถ้ายังอาศัยตัวกลางในการดูแล ควบคุม ย่อมมีความเสี่ยงเสมอ สินทรัพย์นั้นอาจจะไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง ดังนั้น ถ้าจะรวย ผมจะไม่รวยจากสินทรัพย์ที่เราควบคุมเองไม่ได้ครับ บิทคอย คือคําตอบของทุกอย่างครับ - ต่อต้านเงินเฟ้อ มูลค่าไม่ลดลง มีแต่เพิ่มขึ้น - ไร้ศูนย์กลาง ไม่มีใครควบคุม หรือ อายัดบิทคอยของเราได้ - แค่จํา seed phrase 12-24 คําเราก็สามารถพกบิทคอยออกไปใช้ที่ไหนก็ได้ทั่วโลก โดยที่ไม่มีใครขโมยมันไปได้ - ต้องมีความรู้เรื่องการเก็บบิทคอยด้วยตัวเอง เก็บ seed phrase อย่างปลอดภัยด้วยนะ ผมเคยมีคลิปสอน โอนเข้า HW แบบจับมือทําเข้าไปดูได้ เท่านี้ คุณก็จะเป็นเจ้าของบิทคอยของคุณอย่างแท้จริง - บิทคอยคือความรับผิดชอบส่วนตัว ถ้าคุณเผลอทํา seed phrase หลุด โอนผิด บิทคอยที่มีอาจจะหายไปตลอดกาลได้เหมือนกัน ดังนั้น ต้องศึกษาและทําทุกอย่างอย่างมีสติ เป้าหมาย 0.1 BTC คุณจะรวยกว่าคนตั้งครึ่งโลก ใครจะทําได้ระยะสั้นๆก็ดี ถ้าใครมีสินทรัพย์เก่าที่แพ้เงินเฟ้อ เปลี่ยนมาเป็นบิทคอยก็ได้นะ เป้าจะถึงเร็วขึ้น แต่ถ้าใครยังไม่ไหว ก็ขยายเป้าหน่อยก็ได้ครับ แนะนําเป้าระยะกลาง 1-3 ปี ที่อยากให้เก็บให้ได้ภายใน cycle นี้ เพราะ เงินเฟ้อและราคาบิทคอยครับ จากสถิติ ราคามันจะพุ่งไปเรื่อยๆ ยิ่งแผนนานเช่นสัก 10 ปี ผมว่า เราจะเก็บบิทคอยยากขึ้น เพราะราคามันอาจจะแพง ไปมากแล้วครับ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ทยอยเก็บไป 10 ปี ก็ดีกว่าไม่เก็บเลยนะครับ สรุป 1 แค่มีบิทคอย 0.1 BTC คุณก็จะรวยกว่าคนอีกครึ่งโลกไปแล้ว 2 ปริมาณ 0.1 BTC เหมือนจะน้อย แต่ด้วยความที่บิทคอยไม่เสื่อมมูลค่า ผ่านไปนานเท่าไหร่ มูลค่ามันก็ไม่ลดลง มีแต่เพิ่มขึนเรื่อยๆ สิ่งแบบนี้หาไม่ได้ ถ้ายังถือเงินเฟียต 3 สินทรัพย์อย่างอื่นที่ยังอยู่ในระบบเงินเฟียตเดิมนั้น ก็ทําให้เรารวยขึ้นได้เหมือนกัน แต่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความรู้ และพลังชีวิตที่มากกว่า ในเมื่อผมเจอบิทคอยแล้ว สินทรัพย์ในโลกเงินเฟียตที่ทําให้ชีวิตเรายากขึ้น แถมได้ผลตอบแทนน้อยกว่าไม่รู้จะไปถือให้เสียเวลาชีวิตทําไม 4 รวยไม่รวยอยู่ที่มายเซ็ตและความรู้ทางการเงิน "ที่ถูกต้อง" ศึกษาเงินเฟ้อก่อนเลย มันจะนําทางต่อเอง 5 บิทคอยนั้น ยิ่งซื้อช้า ยิ่งแพง ดังนั้นใครมีเป้าหมาย 0.01 BTC หรือ เป้ารวย 0.1 BTC พยายามทําให้สําเร็จใน 1-3 ปี ใน cycle ช่วงตลาดหมีที่จะมาถึงนี้ เพราะ ถ้าเป้าที่นานเกินไปสัก 5-10 ปี คุณอาจจะเก็บบิทคอยปริมาณนี้ได้ยากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เหมือนที่บอก ถ้าไม่ไหวจริงๆค่อยเก็บก็ได้ ทยอยเก็บ 10 ปี ดีกว่าไม่ได้เก็บเลย แต่ผมเชื่อว่าคนที่ศึกษาบิทคอย และเข้าใจความเลวร้ายของเงินเฟ้อ เราจะมีแรงพลักดันให้เก็บบิทคอยสําเร็จ เพราะยิ่งช้ายิ่งโดนเงินเฟ้อทําร้ายไปเรื่อยๆ 6 การเก็บบิทคอยด้วยตัวเองใน HW ถือเป็นการรับผิดของเรา ถ้าหากเราทําหาย seed phrase หลุดบิทคอยอาจจะหายไปทั้งหมดได้เหมือนกัน ต้องระวังให้ดี 7 คุณจะรวยได้จริง ก็ต่อเมื่อ สินทรัพย์ที่คุณครอบครองอยู่นั้น เป็นของคุณ และมีคุณคนเดียวที่จัดการมันได้ #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #stacksats #0.1BTC
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 4 months ago
ออม Bitcoin แทน ซื้อหวย รวย แบบไม่ต้องลุ้น - Sats And Sound Ep.56 ใครๆก็อยากถูกหวย เสี่ยงดวงด้วยเงินหลักร้อย แต่ได้รับเงินหลักล้าน เงินก้อนโต ที่จะพลิกชีวิตที่แสนเหนื่อยยากในโลกปัจจุบัน ผมโตมาในสังคมที่บ้านไม่ได้มีฐานะอะไร ผมเห็นผู้ใหญ่ที่คนรู้จัก คนรอบตัว เล่นหวย ซื้อหวย มาตลอด ทั้งบนดิน ใต้ดิน หวยหุ้น หวยต่างประเทศ มากมายไปหมด บางคนก็ได้ชื่อว่าเป็น เจ้ามือขายใต้ดิน การตีเลข การทํานายฝัน การขอเลขเด็ด ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่อะไร บางคนซื้อทุกงวด ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง บางคนซื้อเหมือนกันแต่ไม่เคยถูกเลย แต่ก็ไม่หยุดซื้อนะ ที่หนักที่สุดน่าจะเป็นคนโชคดีที่ถูกรางวัลใหญ่ๆ ที่ผมเคยเจอเองคือถูกหลักแสน หรือหลายแสนบาท คนพวกนี้หลังจากเงินหลักแสนนั่นหมด เขาซื้อหวยหนักกว่าเดิมอีก เพราะหวังลมๆแล้งๆว่าจะได้เงินก้อนใหญ่อีก ในโซเชียล การซื้อหวย การถูกหวยกิน เป็นเรื่องขําขัน ทั่วไปที่เจอกันได้ตลอด คนทํางานไม่ว่าจะอาชีพ ฐานะยังไง ก็ซื้อหวยอยากรวยเร็วกันหมด หวย กับ คนไทย แยกกันแยกมากๆเลยนะ คําถามคือ ทําไมคนไทยถึงซื้อหวยกันมากขนาดนี้?? ผมเชื่อมโยงได้หลายๆปัจจัย 1 ความจนเป็นเหตุ อยากรวยเร็ว ได้เงินก้อน บางคนรายได้น้อย หาเงินมาไม่พอใช้ เงินเฟ้อมันกัดกินคนทั่วโลกมาหลายสิบปี เงินเฟ้อเป็นหนึ่งสาเหตุหลักที่ทําให้ คนทั่วไปคุณภาพชีวิตแย่ลง ลองไปดูคลิป การโกงและการโหกคือธรรมชาติของมนุษย์ ผมได้เปรียบเทียบ อัตราเงินเฟ้อของไทยไว้ บางคนอาจจะสยองและขนลุกว่า พวกเราใช้ชีวิตกันมาได้ยังไง 2 ไม่มีความรู้ทางการเงิน คนไทยส่วนใหญ่ ไม่รู้จักหรือเข้าใจสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อ คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น บอกเลย แพ้เงินเฟ้อทั้งสองอย่าง อยากชนะเงินเฟ้อต้องออกมาจากระบบเงินเฟียตก่อน อยากให้ไปดูคลิป 1 ล้านsats รวยกว่า 1 ล้านบาท 3 เสพติดความสุขจากการได้ลุ้น (Fast Dopamine) ทุกข้อทุกความรู้ทางคณิตศาสตร์ ความน่าจะเป็น เจอข้อนี้แพ้หมด การลงเงินน้อย แต่มีโอกาสได้เงินรางวัลขนาดใหญ่ มันเปรียบเสมือน ความสุขแบบฉาบฉวย ถ้า...เราได้มาเงินก้อนใหญ่มาจริงๆ ชีวิตคงจะดีกว่านี้ ความสุขเกิดจากการได้ลุ้น ยิ่งคนที่เคยถูกรางวัลนะ ยิ่งหนักเลย เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้ว่าการถูกหวยรางวัลใหญ่ มันเกิดซํ้าได้ยาก อยากให้ไปดูคลิป ความสําเร็จที่แท้จริง ต้องยั่งยืนและทําซํ้าๆได้ การถูกหวยเป็นเคสกรณีศึกษาเลยที่ไม่ใช่ความสําเร็จที่แท้จริง ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าคนจนหรือคนรวย ก็ซื้อหวยกันหมด ยิ่งมีข่าว มีคนโชคดี ถูกหวยรางวัลได้เงินล้าน หรือสิบล้าน ผมได้ยินทุกเดือน ขนาดไม่ได้ซื้อยังรู้สึกอยากได้เงินนั้นบ้างเลย ไม่แปลกที่คนที่ซื้อหวยเป็นประจําอยู่แล้วจะยิ่งซื้อหวยมากขึ้นไปอีก ทําไมผมถึงไม่ซื้อหวย เพราะโอกาสถูกหวยรางวัลที่หนึ่งมันตํ่ามากๆนั่นเอง จากข้อมูลที่ไปหามานะครับ ต่อหนึ่งงวด กองสลากฯ จะพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลออกมาประมาณ 100 ล้านฉบับ มีตัวเลขตั้งแต่ 000000 ถึง 999999 ซึ่งมีทั้งหมด 1,000,000 ชุด ดังนั้นในแต่ละงวดจะมีรางวัลที่หนึ่ง อยู่ 100 ฉบับ นั่นเอง ตัวเลขนี้บอกว่า โอกาสที่เราจะถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เท่ากับ 0.0001% เท่านั้นเองครับ มันคือ หนึ่งในล้าน ที่จะถูก ใครยังไม่เห็นภาพว่า หนึ่งในล้าน มันถูกยากขนาดไหน ผมจะลองจําลองเหตุการณ์ให้ดูครับ สมมติมี เม็ดข้าวสารที่อยู่ในกระสอบ จํานวนทั้งหมด 1 ล้านเม็ด คุณมีโอกาสแค่ 1 ครั้ง ในการหยิบ เม็ดข้าวสาร 1 เม็ด โดยข้าวสารที่ถูกรางวัลซึ่งมีแค่ เม็ดเดียวในกระสอบ เปรียบกับ ซื้อสลาก 1 ใบแล้วลุ้นรางวัลที่หนึ่ง ต้องอาศัยดวง อาศัยโชคขนาดไหน วิชาความน่าจะเป็น ทําให้ผมรู้เลยว่า โอกาสถูกน้อยขนาดนี้ ไปหาทางอื่นดีกว่า ความจริงจากชื่อ เขาก็บอกเราชัดเจนอยู่นะว่า สลาก "กิน - แบ่ง" รัฐบาล เป็นสลากลุ้นโชคที่คุณจะโดนกินก่อน แล้วมาแบ่งทีหลัง ดังนั้นคนถูกต้องน้อยมากๆกว่าคนไม่ถูกอยู่แล้ว ความ advance ของชาวไทย เราไม่ได้ลุ้นแค่หวยวันที่ 1 กับ 16 ยังมีหวยใต้ดิน หวยหุ้นที่ลุ้น จุดทศนิยม สองตําแหน่งของ set index ลุ้นกัน 4 รอบต่อวันเลย ไม่ลุ้นหวย ไม่ลุ้นโชคแล้วจะรวยได้ยังไง ออมบิทคอยสิ แค่นี้ในระยะยาว คุณก็จะรวยโดยที่ไม่ต้องลุ้น บางคนอาจจะคิดว่า ใครก็พูดได้ ผมก็เลยมีหลักฐานมาสนับสนุนสิ่งที่พูด - เงินเฟ้อที่มาขึ้นทุกวัน จากปี 1997 ถึงปี 2025 ปริมาณเงินบาทเพิ่มขึ้น 300% หรือ 6-8% ทบต้น ผมเคยพูดในคลิป บิทคอยเปลี่ยนโลก ใครออลอิน ใจเย็นก่อน คลิปนั้นบอกตัวเลขด้วย เข้าไปดูกันได้ และในช่วงหลังปี 2009 ที่มีการพิมพ์เงินเพิ่มของอเมริกา เพื่อใช้ในสงคราม ใช้หนี้เก่า ทําให้เงินเฟ้อจะเพิ่มเป็นอัตราเร่ง ถ้าคุณยังอยู่ในระบบเงินเฟียตที่เฟ้อแบบนี้ คุณก็จะต้องวิ่งตามหาเงินไปตลอด เพราะเงินในมือเสื่อมค่า เงินเก็บที่มีอยู่เดิมก็โดนเงินเฟ้อกัดกินจนอํานาจการจับจ่ายลดลงครึ่งหนึ่งทุก 10 ปี การจนลงอัตโนมัติแบบนี้ อาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทุกคนอยากจะถูกหวย ได้เงินมากๆพลิกชีวิตก็ได้นะ หวยคือหนึ่งในกลไกของเงินเฟียต ทุกคนต้องอยากได้เงินเร็วๆ high time preference บิทคอยมาแก้ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ ดังนั้น ถ้าคุณถือบิทคอยระยะยาว อํานาจการจับจ่ายของคุณจะไม่ลดลง อย่างในคลิป ถ้ายังลําบาก การมีบิทคอย สําคัญกว่ามีบ้าน ผมก็ได้เทียบให้เห็น บ้านหลังเดียวกัน ราคาขึ้นตามเงินเฟ้อ ปี 2010 ราคา 1พัน BTC ปี 2025 ราคาเหลือ 5 BTC ลดลง 200 เท่า แค่ตัวอย่างนี้ ถ้าคนเข้าใจ คุณจะหยุดซื้อหวยมาออมบิทคอยเลย - รางวัลที่ได้จากหวย เป็นเงินเฟียต ถ้าไม่รีบใช้ รีบจัดการ จะเสื่อมค่า ต่างจากบิทคอยที่เปนเงินไม่เสื่อมค่า แถมบางคนที่ถูกรางวัลใหญ่ ไม่มีความรู้เรื่องการเงิน กลายเป็น "ทุกขลาภ" ไม่กี่ปี เงินหลักล้านก็หมดเกลี้ยงเหมือนคําที่ว่า "สามล้อถูกหวย" การที่เราอยู่ในโลกของเงินเฟียต ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ต้องพลิกชีวิตในข้ามวัน ข้ามคืน หลักการถูกหวยรางวัลใหญ่ก็เป็นแบบนั้น มันคือ high time preference เหมือนที่บอก แต่บิทคอย ตรงข้ามเลยครับ ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ก้าวช้าๆแต่มั่นคงกว่า แบบ low time preference รางวัลที่คุณจะได้จากการออมบิทคอยระยะยาว 4 ปีขึ้นไป มันมั่นคงกว่า และจะไม่หายไปไหน และถ้าคุณออม มันเกิดขึ้นแน่นอน รวยแบบไม่ต้องลุ้น ถ้าหากคุณเริ่มสนใจบิทคอย แต่ก็ยังซื้อหวยทุกงวด คุณไม่ต้องหยุดซื้อหวย แต่อยากให้เริ่มแบ่งเงินออกมาออมบิทคอยด้วย ยกตัวอย่างเช่น จากที่ซื้อหวย 1,000 บาททุกเดือน แบ่งเป็น ซื้อหวย 500 บาท และ ออมบิทคอย 500 บาท ลองทําสัก 1 ปี มาดูกันว่า อะไรให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน ผมบอกได้เลยว่า ยังไงบิทคอยก็ชนะ อยากให้ไปดูคลิป 40 บาทก็เริ่มออมบิทคอยได้แล้ว เห็นได้ว่าเงินหลักสิบก็เริ่มทําให้เรารวยแบบไม่ต้องลุ้นได้ ลองดูก่อน คุณจะตกใจเมื่อรู้ว่า คุณออมเงินได้เยอะขนาดไหน พอเป็นบิทคอยมันโตเร็วขึ้นไปอีก หวยซื้อแล้วถ้าไม่ถูกก็หมดมูลค่า ต่างจากบิทคอย ที่เราจะสะสม sats ไปเรื่อยๆ เหมือนคําพูดที่ว่า sats พึงบรรจบให้ครบ bit รากฐานการออม เป็นแม่ทุกสถาบัน อยากมั่งคั่ง ต้องออมให้เป็นก่อน และต้องเลือกสินทรัพย์ให้ถูกตัวด้วยนะ ถึงหวยจะแย่ แต่ผมจะไม่ได้บังคมให้ทุกคนหยุดซื้อทันที เพราะบางคนที่ซื้อมาหลายสิบปี มันเลิกไม่ได้ แถมยังมีความเชื่อว่า สักวันจะถูกรางวัลใหญ่ พลิกชีวิต ดังนั้น อยากให้เริ่มแบ่งเงินบางก้อนมาออมบิทคอย และจากประสบการณ์ส่วนตัวอีกแล้ว บางคนแมร่งเล่นหวยเดือนๆนึง หลักพัน หลักหมื่น บาท เงินหายไปเปล่าทุกเดือนๆ คิดดู เสียโอกาสรวยจากบิทคอยไปขนาดไหน บางคนเขาแค่ยังไม่รู้ ผมก็เลยทําคลิปนี้มาบอก คุณไม่ต้องชอบ หรือเปิดใจให้บิทคอยก็ได้ แต่อยากให้รู้ว่า ไม่ควรเอาเงินไปลงกับหวย สรุป 1 โอกาสถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง มีแค่ 1 ใน ล้านเท่านั้น อยากให้มองภาพความจริงว่า เงินที่ซื้อหวยแล้วโดนกินเดือนๆนึงหายไปเท่าไหร่ จะไปลุ้นโอกาสยากขนาดนั้นอยู่ทําไม ถ้าเงินก้อนนั้นเปลี่ยนเป็นบิทคอย ในระยะยาวคุณก็รวยได้แบบไม่ต้องลุ้นเลย 2 รู้เท่าทันตัวเอง ลดการเสพติดการลุ้นรางวัล และ Fast Dopamine ความสุขที่ฉาบฉวย ความ High Time Preference ไม่ใช่คําตอบที่แท้จริง การที่คุณหลุดออกจากระบบเงินเฟียตได้ คุณจะพบความสุขที่ยั่งยืนแบบ Low Time Preference 3 เมื่อเจอข่าวคนถูกหวย ให้นึกไว้ตลอดว่า มันเป็นคนส่วนน้อย ถ้าดูข่าวแล้วรู้สึกแย่ก็เลิกดู เลิกสนใจ เราไปหาสินทรัพย์ที่ทําให้เรารวยได้อย่างยั่งยืนดีกว่า 4 คุณไม่ต้องหักดิบหยุดซื้อหวยวันนี้ แต่อยากให้ลองแบ่งเงินมาออมในบิทคอย ทําสัก 1 ปีแล้วลองเทียบดูว่า สิ่งไหนทําให้คุณรวยมากกว่า 5 บางคนเล่นหวยทั้งชีวิต ผมก็เห็นว่าเขายังคงจนเท่าเดิม ดังนั้นหวย หรือ โชคลาภ ไม่ใช่คําตอบของความมั่งคั่งนะครับ แค่เปลี่ยนมาออมบิทคอยระยะยาว คุณก็รวยได้แบบไม่ต้องลุ้น ถึงจะช้าหน่อย แต่มันคุมค่ามาก 6 แทนที่หวังว่า "สักวันฉันจะถูกหวยรางวัลที่หนึ่งแล้วพลิกชีวิต" เปลี่ยนเป็น "ฉันจะออมบิทคอย แล้วชีวิตจะดีเองในระยะยาว" ดีกว่า ถ้ามีความรู้การเงินที่ถูกต้อง ความน่าจะเป็น และบิทคอย คุณจะรู้ว่า แค่ stack sats คุณก็จะรวยในระยะยาว ต่างจากการซื้อหวยที่ละลายเงินคุณไปทุกเดือน อย่างอัตโนมัติ คุณไม่ได้อะไรกลับมาเลย อย่างน้อยในคลิปนี้ อยากให้คุณรู้ว่า การซื้อหวย มันไม่ต่างจากการเสียเงินเปล่า เลย #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #หวย #ซื้อหวย #สลากกินแบ่ง
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 4 months ago
เงินในธนาคารถูกอายัดได้แต่ BITCOIN ที่คุณถอนมาเก็บเองไม่มีใครอายัดได้นะ - Sats And Sound Ep.55 คอนเท้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากโพสของอาจารย์พิริยะเมื่อวาน เป็นคำสั้นๆที่น่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ได้ดีมาก สปอยนิดหนึ่ง คลิปนี้พูดถึงบิทคอยน้อยมาก แต่จะมาเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากระบบการเงินที่ "ใช้ตัวกลาง" ผ่าน "ความเชื่อใจ" ของประชาชนให้ฟัง ก่อนหน้านี้ ช่วงต้นเดือนกันยายน 2025 มีเคส เงินในบัญชีติดลบ ถอนไม่ได้ ใครโดนโคตรซวยเลยนะ เพราะช่วงต้นเดือน อาจจะต้องใช้เงินจ่ายค่าเช่า นํ้าไฟ ค่าอื่นๆที่จําเป็น แล้วพอมากลางเดือน ธนาคารก็ยังท็อปฟอร์มอีก มีหลายคน ถูกอายัดบัญชี เนื่องจากมีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับ "บัญชีม้า" อันนี้พูดกันแฟร์ๆ ผมว่ามันมีเคสที่เป็นมิจฉาชีพที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าจริงๆ แต่ยังมีอีกหลายเคสที่ไม่ใช่ เช่น พ่อค้าออนไลน์ หรือ ร้านค้าที่มิจไปกินข้าวแล้วมันก็ใช้บัญชีนี้โอน ซึ่งมีข่าวว่าเริ่มมีหลายๆร้านไม่รับเงินโอนกันแล้ว สิ่งที่ธนาคารทํานั้นเป็นการแก้ปัญหาแบบตัดจบ ถ้ามองในมุมแบงค์ทำแบบนี้ง่ายสําหรับเขาที่สุด แบงค์อาจจะไม่ได้รู้จริงๆว่าใครเป็นมิจฉาชีพบ้าง แค่เกี่ยวข้องกันโดนหมด แต่ในมุมของลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่มิจฉาชีพ เดือดร้อนมากนะ เพราะตอนนี้คนไทย โอนกันเป็นหลักแล้ว เหตุการณ์นี้ทําให้บางคนเริ่มแห่ไปถอนเงินจากธนาคาร เมื่อคนไปถอดเงินสดออกมาพร้อมกัน บรรลัยสิครับ ธนาคารไม่มีเงินสดเพียงพอกับทุกคน มีการแจ้งประชาชนว่า ให้นัดวันมาถอน เงินสดไม่พอ คุณรู้มั้ยว่า สาเหตุนี้เกิดจากระบบ Fractional Reserve Banking ที่ธนาคารไม่ได้เก็บเงินฝากทั้งหมดไว้เขาสํารองแค่บางส่วน เช่น เราฝากไป 100 บาท แบ้งเก็บไว้ 10 บาท ปล่อยกู้ต่อ 90 บาท เมื่อทําต่อเนื่องๆไปเรื่อย ทําให้เกิดเงินเฟ้อมหาศาล ผมมีคลิป ความจริงของ เงินเฟียตและระบบการเงินโลก ที่บอกความจริงในสิ่งที่แบงค์ทํา ใครยังไม่เข้าใจว่า Fractional Reserve Banking คืออะไรไปดูคลิปนนั้นได้เลย ในสถานการณ์ปกติ ธนาคารจะจัดการสมดุลของการฝาก การถอน ได้ แต่เมื่อเกิดเหตุความวุ่นวายแบบนี้ ธนาคารไม่มีทางรับมือได้เลย เพราะเงินสดที่เขาสำรองพร้อมให้ประชาชนถอนมันน้อยกว่าความเป็นจริงมาก ถ้าสถานการณ์มันบานปลายไปเหมือนกับ บางประเทศที่ระบบการเงินล้มเหลวไปแล้วอย่าง เวเนซุเอล่า เลบานอน เราจะได้เห็นเหตุการณ์ Bank Run อย่างแน่นอนครับ Bank Run พูดง่ายๆคือแบงค์เจ๊งอ่ะ ไม่มีเงินสดให้ประชาชนถอน Fractional Reserve Banking มันเฮีย มีคนรู้เรื่องนี้ดี ย้อนกลับไปหลังวิกฤตการเงินปี 2008 เคยมีกลุ่มคนที่ต้องการ ทํา Full Reserve Banking เหมือนในอดีตยุด Gold standard Full Reserve Banking ก็คือ ธนาคารที่จะมีหน้าที่ดูแลเงินฝากให้ประชาชนเท่านั้น ไม่เอาไปปล่อยกู้ แบงจะได้แค่ค่าธรรมเนียมจากการดูแลเงินฝากของลูกค้า Full Reserve Banking จะไม่มีโอกาสเกิด Bank Run เพราะเงินเรามันอยู่ครบตามเดิมตลอดเวลา แล้วก็เป็นไปตามคาด แผน Full Reserve Banking ล่มครับ เพราะมันมีคนที่อยู่ในโลก tradfi เดิม และได้ประโยชน์จากระบบ Fractional Reserve Banking คัดค้าน เท่าที่หาข้อมูลมาได้ ในโลกนี้มีแค่ที่ ภูฏาน ที่เดียวที่มี Full Reserve Banking Fractional Reserve Banking เป็นสวรรค์ของเศรษฐศาสตร์แบบ "เคนเชียน" ที่ทำให้เกิดการพิมพ์เงิน การกู้มหาศาล เงินเฟ้อ เพื่อทําให้เศรษฐกิจเติบโตและหมุนไปข้างหน้า เช็คได้จริงตามตัวเลข แต่อย่างที่เรารู้กันว่า ในบางประเทศที่ตัวเลข เศรษฐกิจเติบโตมากๆแต่ผู้คนก็ยังลำบาก ไม่มีความสุข ไม่ต่างจากการตกแต่งตัวเลขให้ดูดี แต่ปลอมเปลือกนั้นแหละ Full Reserve Banking จะไม่เกิดการพิมพ์เงิน และการปล่อยกู้จะทําได้ยากมากๆ แน่นอนพวกชนชั้นที่ได้ประโยชน์จากการพิมพ์เงิน ไม่มีทางยอมรับแน่นอน มาแชร์ประสบการณ์ตัวผมเอง เคยเจอสถานการณ์ถอนเงินออกไม่ได้เหมือนกันครับ ย้อนกลับไปเมื่อตอนโควิด เดือนมกราคม ปี 2020 ตัวผมเองได้ ซื้อกองทุนตราสารหนี้ เอาไว้ 1 กอง เขาลงทุนใน - เงินฝาก - ตราสารหนี้ภาครัฐ/สถาบันการเงิน - ตราสารหนี้ภาคเอกชนชั้นดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมเอาไว้พักเงิน เพราะได้ดอกเบี้ยดีกว่า กองตราสารหนี้ทั่วไป (ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องเงินเฟ้อเลย ) ผมก็พักเงินอยู่ในกองนี้ 2-3 ปีก่อนหน้านี้แล้วไม่มีปัญหาอะไร ผมมั่นใจมากๆว่า กองทุนตราสารหนี้พวกนี้ โคตรมั่นคง โอกาสเจ๊งน้อยมาก 0.0001% พอโควิดมา 0.0001% ดันเกิดขึ้นจริง ความชิบหายมาเยือนทั้งสุขภาพกาย ทั้งตลาดหุ้น ตราสารหนี้ คนเริ่ม panic เก็บเงินสดไว้กับตัว แล้วกองตราสารหนี้พักเงินแบบนี้น่าจะเป็นสิ่งแรกๆที่คนจะขายออก เพราะมันถูกดีไซน์มาให้ใช้ได้รวดเร็วเกือบแทนเงินสดได้เลย คนก็แห่ขายกองทุนที่ผมถือฉํ่า พอผ่านไป 2 เดือน มีนาคม 2020 มีอีเมลล์มาแจ้งจาก บลจ ว่า จะปิดกองทุนนี้ ผมแบบห๊ะ ชิบหาย ตังมีอยู่แสนกว่าบาท ถอนไม่ได้ทําไงดี ในอีเมลล์เขาจะแจ้งว่าจะทยอยคืนเป็นรอบๆ โดยบอกว่าจะทยอยแจ้งให้ทราบภายหลัง คําถามคือ ตอนนี้ลําบาก เงินที่คิดว่าจะไว้ใช้ตอนฉุกเฉินถอนไม่ได้อีก แล้วตอนนั้นผมตกงานอีก โคตรเฮียเลย สรุป กองทุน ใช้เวลา 8 เดือน ในการทยอยคืนเงินต้นจนครบ โอนมา 15 ครั้ง หลังจากนั้นผมบอกตัวเองว่า กองทุนตราสารหนี้ที่เราคิดว่ามันมั่นคงมากๆ ยังเจ๊ง ยังปิดกองได้ 0.0001% ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ช่วงนั้นผมก็ศึกษาเหรียญคริปโต เล่นdefi ที่เจ๊งไปอีกหลักแสนที่เคยเล่าในช่องไปดูกันได้ ถึงชีวิตจะมีมรสุมมากมาย ชิบหายหลายเรื่อง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมขอบคุณตัวเองในวันนั้นก็คือ ผมเริ่มแตะๆ สนใจบิทคอยแล้ว แต่ตอนนั้นรู้แบบพื้นๆ ยังไม่ลงหลุมกระต่าย เมื่อย้อนคิด เหตุการณ์ครั้งนั้น ผมก็ตกผลึกได้ 2 อย่าง 1 เหตุการณ์ไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นได้เสมอ อะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงแม้แต่ 0.0001% เราก็ต้องระวัง 2 เราถูกสอนมาให้เชื่อใจธนาคาร เอาเงิน เอาความมั่งคั่งไปให้เขาดูแล โดยไม่ตั้งคําถามอะไรเลย นี่แหละคือระบบการเงินเฟียต เงินสร้างทาส อยากให้ทุกคนเข้าไปดูคลิป การโกงและโกหก คือธรรมชาติของมนุษย์ แค่ถือ BTC คุณก็ไม่ต้อง "เชื่อใจ" ใครอีก คลิปนี้จะเป็นการสรุปเลยว่า การเชื่อใจตัวกลางมันมีความเสี่ยงอะไร แล้วในโลกนี้มันมี บิทคอยที่เป็นสินทรัพย์ที่เราไม่ต้องเชื่อใจคนอื่นอยู่นะ เกริ่นมาโคตรยาว เพิ่งเข้าหัวข้อ เงินในธนาคารถูกอายัดได้ แต่ BITCOIN ที่คุณถอนมาเก็บเอง ไม่มีใครอายัดได้นะ รู้ยัง? สิ่งแรกทีผมคิดเลยก็คือ 1 ปัญหาถอนเงินไม่ได้ เกิดจากธนาคารที่ทําตัวเป็น "ตัวกลาง" ร่วมกับการเล่นแร่แปรธาตุอย่าง ระบบ Fractional Reserve Banking ที่เอาเงินไปปล่อยกู้ทํากําไรหมด ทําให้เมื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย เงินสดไม่พอให้ทุกคนมาถอนพร้อมๆกัน 2 การอายัดเงินในธนาคารที่แก้ปัญหาเรื่องบัญชีม้า ก็เป็นสิ่งที่ทําให้เราเห็นว่า "ตัวกลาง" อย่างธนาคาร สามารถทําอะไรกับเงินที่เรา "เชื่อใจ" ไปฝากไว้กับเขา มีประชาชนเดือดร้อนเสียหาย เราก็ทําได้แค่รอ 3 ทุกระบบที่มี "มนุษย์" เข้าไปเกี่ยวข้อง เกิดการโกง เกิดความผิดพลาดได้เสมอ 4 ถ้าคุณถือบิทคอย มันจะเป็นสินทรัพย์ที่เป็นของคุณอย่างแท้จริง ไม่มีตัวกลางใดๆ ระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทํางานได้ตลอดเวลา ดังนั้นคุณจะเอาไปใช้ โอนให้ใคร หรือแม้แต่ทําหาย มันก็เป็นสิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบเอง 5 ถึงแม้ว่าจะถือบิทคอยแล้ว ถ้าหากเรายังฝากไว้กับ exchange ซึ่งเป็นตัวกลางในการจัดการคอยดูแล บิทคอยของเรา มันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี เช่น FTX ที่ชิบหายกันทั่วหน้า หรือ Zipmex ที่เอาเงินฝากไปปล่อยกู้แล้วบริหารสภาพคล่องไม่ดี ฝั่งบริษัทแม่มีปัญหา ลูกค้าถอนเงินไม่ได้ สุดท้ายเจ๊ง เหมือน เคสผมที่ไปลงในกองทุน ก็ทํานองนี้นะครับ เกิดจากการบริหารสภาพคล่องรวมกับโควิด สรุปกองเจ๊ง ยังดีที่ของผมได้เงินคืน แต่ตอนนี้ลูกค้า Zipmex เหมือนยังไม่ได้คืนทั้งหมดนะ ดังนั้นการเป็นเจ้าของบิทคอยอย่างแท้จริง เราต้องถอนบิทคอยมาเก็บด้วยตัวเองนะครับ ผมมีคลิปสอน โอนบิทคอยจาก exchange เข้า HW แบบจับมือทํา ไปดูกันได้ สรุป 1 โลกการเงินแบบเฟียต ระบบการเงินเก่าที่เราต้องอาศัย "ตัวกลาง" อย่างธนาคาร มีความเสี่ยงที่มองไม่เห็น หลายอย่าง เช่น ระบบ Fractional Reserve Banking ที่ทํากำไรให้แบงค์มหาศาล แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย คนก็จะถอนเงินไม่ได้แบบที่เคยเห็น 2 พวกเราทุกคนถูกทําให้เชื่อ และ ไว้ใจธนาคารในการจัดการเงิน ดูแลความมั่งคั่งโดยไม่ตั้งคําถามมาหลายสิบปี ธนาคารอาศัยช่องโหว่จากความเชื่อใจ ทําให้ระบบการเงินโลกเป็นไปตามที่คนมีอํานาจต้องการ เงินเฟียตที่เฟ้อขึ้นแบบอัตราเร่งทุกปี ประชาชนจนลงแบบอัตโนมัติ 3 ถามว่ามีคนเห็นความไม่ชอบมาพากลนี้มั้ย บอกเลยว่ามี แต่ด้วยอํานาจของฝั่งเงินเฟียต มันยิ่งใหญ่มาก ทําให้แนวคิดดีๆอย่าง Full Reserve Banking เกิดไม่ได้ 4 บิทคอยคือคําตอบครับ ถ้าตัวกลางทําให้เกิดปัญหา มนุษย์ที่ใช้ความเชื่อใจโกงคนอื่นทําให้เกิดปัญหา บิทคอยตัดปัจจัยพวกนี้ออกไป ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ระบบรันมาแล้ว 16 ปี ผ่านการกระจายศูนย์ มีคนพยายามโจมตีตลอดเวลาแต่ด้วยคุณสมบัติความเป็น Antifragile ของบิทคอย ทําให้ทุกครั้งที่โดน บิทคอยจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ 5 การถือบิทคอยดีแล้ว แต่การเก็บไว้ใน exchange ก็ยังคงมีความเสี่ยงเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าต้องการเป็นเจ้าของบิทคอยอย่างแท้จริง ต้องโอนมาเก็บด้วยตัวเองใน HW 6 ใครยังลังเลไม่ต้องเชื่อผมให้ลองศึกษาด้วยตนเองก่อน จะได้ไม่รู้งี้ทีหลัง #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #ธนาคาร #ระบบการเงิน #อายัดบัญชี
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
Bitcoin คือสินทรัพย์เปลี่ยนโลก ดีขนาดนี้ All In ไปเลยใครคิดแบบนี้ ใจเย็นก่อน - Sats And Sound Ep.54 ในตอนนี้สินทรัพย์อย่าง บิทคอย เป็นที่รู้จักและพูดถึงกันกว้างขวาง - มันจะเปลี่ยนโลกการเงินใบใหม่ให้มีความแฟร์ - มันคือเงินของประชาชนที่ไม่เสื่อมค่า - มันจะช่วยทําให้เราไปติดกับดักของโลกแห่งเงินเฟียตที่ทําร้ายทุกคนตลอดเวลา ใครที่ศึกษาบิทคอยมาตลอด รู้ถึงข้อดีของมันอยู่แล้ว ยิ่งในช่องของผมที่พูดถึงบิทคอยเป็นหลัก มันโคตรดีขนาดนี้ ก็ All In ไปเลย ใครกําลังอยู่ในสเต็ปนี้ ผมทําคอนเท้นนี้มาเบรคหลายๆคนไว้ก่อน โดยเฉพาะมือใหม่ ไม่ใช่ว่าผมไปเจอบัคที่น่ากลัวของบิทคอย หรือ ข้อมูลที่ทําให้บิทคอยไม่ใช่เงินที่ดีอีกต่อไป แต่อยากจะมาแนะนําให้ทุกคน ก่อนที่ออม จะ All In คุณต้องเข้าใจบิทคอยด้วยตัวเองก่อน " เราจะมีบิทคอย เท่าที่ความรู้เรามี " คําพูดนี้มันลึกซึ้งมากๆครับ อยากจะให้มือใหม่ทุกๆคนที่เพิ่งศึกษา ได้เข้าใจบิทคอยจริงๆก่อน ไม่ต้องรู้ทุกเรื่องแต่รู้เรื่องจําเป็นและถูกต้องก็พอ เช่น - บิทคอยแก้ปัญหาอะไร - เงินเฟ้อน่ากลัวขนาดไหน - การออมและเก็บบิทคอยอย่างปลอดภัย จากคลิป เริ่มออมบิทคอยเท่าไหร่ดี ผมก็จะบอกละเอียดมากเลยว่าต้องทําอะไรก่อนหลัง เช่น ดูการเงินส่วนบุคคล เป้าออมเท่าไหร่ ซึ่งสรุปในคลิปก็คือ อยากให้เริ่มออมจริงๆด้วยจำนวนเงินน้อยๆ อย่างสม่ำเสมอก่อน เมื่อเราเข้ามามีส่วนร่วมหรือ skin in the game ผมเชื่อว่ามันจะทําให้เราเริ่มศึกษา และเข้าใจบิทคอยมากขึ้น ความรู้ที่มีนี่แหละจะเป็นตัวบ่งบอกว่า - เราควรบิทคอยเท่าไหร่ ? - เราจะ All In ไปเลยมั้ย ? ในบิทคอยคอมมูนิตี้มันก็จะมีคนหลายๆแบบอยู่ร่วมกัน stereotype ของบิทคอยเนอร์ส่วนใหญ่เท่าที่ผมเห็นคือ เป็นคนประหยัด เป็นตัวของตัวเอง ถ้าพูดถึงการ All In ก็ต้องพูดถึง Bitcoin Maxi ซึ่งคือคนที่ All In และเชื่อมั่นในบิทคอยมากๆ ทุ่มหมดตัว ผมเชื่อว่าใครที่เป็น Bitcoin Maxi ต้องผ่านการศึกษา มี proof of work มามากมายจนมั่นใจ เราจะเห็นหลายๆคนที่เปิดตัวและไม่เปิดตัว อีกกลุ่มที่น่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ก็คือ คนที่เป็นบิทคอยเนอร์ที่ถือสินทรัพย์อื่นๆอยู่ด้วย เช่น คริปโต หุ้น อสังหาฯ ในคอมมูก็จะมีการถกเถียงประเด็นต่างๆกัน ถึงแม้ทุกคนจะสนใจบิทคอย แต่ก็ไม่ได้จะมีความเห็นตรงกัน หรือ เข้าใจตรงกันทุกเรื่อง สิ่งนี้มันเป็นความจริงของสังคมของโลกเราเลยครับ ใครที่เข้ามาศึกษาบิทคอย น่าจะมีมายเซ็ตในการยืนด้วยลําแข้งตัวเอง ไม่พึ่งพาคนอื่น ดังนั้น การตัดสินใจที่จะถือบิทคอยเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับความรู้ ความต้องการ และเงื่อนไขของแต่ละบุคคลเลยครับ ใครจะ All In ใครจะแบ่ง เรื่องของคุณเลย เพราะสินทรัพย์ในมือคุณคือความรับผิดชอบของคุณเอง ไม่ว่าจะรวยหรือเจ๊ง เป็นทางเลือกของคุณเอง สิ่งที่อยากจะบอกในคลิปนี้ก็คือ 1 ถ้าสนใจและศึกษาบิทคอยมาระยะหนึ่ง ให้เริ่มจากการออมในสัดส่วนที่เราไม่ลําบากก่อน พอเริ่มถือเราจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของราคา เป็นการเช็คตัวเราไปด้วยว่าทนความผันผวนระยะสั้นได้แค่ไหน มีมือใหม่บางคนที่ยังคิดแบบระบบเงินเฟียต ที่บิทคอยลง5% ก็ขายแล้ว อันนี้ไม่ใช่นะครับ บิทคอยเป็นเกมระยะยาว 2 การที่เข้ามาถือ เราก็จะศึกษาและเรียนรู้ บิทคอยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ พอทําไปถึงจุดหนึ่งจะเป็นจุดตัดสินใจว่า คุณเหมาะกับบิทคอยมั้ย หรือ เราจะทยอยเก็บ หรือ เราจะ All In ไปเลย ถ้าใครยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ผมแนะนําทําตามสเต็ปนี้ 1 วางแผนการเงินส่วนบุคคล 2 ศึกษาเรื่องเงินเฟ้อ 3 หลังจากนั้นก็ศึกษาว่าบิทคอยมาแก้ปัญหาอะไร พยายามดูว่าบิทคอยแก้ปัญหาให้เราได้มั้ย? 4 วางแผนการออมบิทคอยระยะยาว โดยแผนเราจะต้องทําได้อย่างสมํ่าเสมอ 5 ถ้าหากเรามั่นใจอาจจะเริ่มทยอยเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมที่มีและแพ้เงินเฟ้อมาเป็นบิทคอย จะเห็นได้ว่า สเต็ปต่างๆที่ผมบอกมา ต้องอาศัยความรู้ เวลา และ การคิดมาอย่างดีแล้วนะครับ ผมเชื่อว่า ทุกคนที่ถือบิทคอย ต้องผ่านจุดนี้มาก่อนเหมือนกัน ถ้าคุณไม่เข้าใจบิทคอยจริงๆ คุณเข้ามาถือได้ แต่สักวันคุณก็จะขายบิทคอยออกไปอยู่ดี แล้วมายเซ็ต All In มาจากไหน? ส่วนตัวคิดว่ามันจะเกิดกับคนที่อยู่ในโลกเงินเฟียตเดิม มีความคิดแบบ high time preference เช่นคนที่ลงทุนใน Alt Coin ที่ต้องรีบซื้อ พอเห็นโอกาส ต้อง All In เพราะต้องการรวยเร็ว พลิกชีวิต ต้องวิ่งให้ทันเงินที่เสื่อมค่าอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่ชอบออกข่าว มีคนลงทุน เหรียญคริปโตเล็กๆ ใช้เงินหลักหมื่น ได้กำไรทิพย์ 30ล้าน แต่ในความจริง ถอนออกไม่ได้ โดนล็อคกระเป๋า ถ้าไม่ใช่ dev หรือเจ้า คุณทํากําไรขนาดนั้นไม่ได้จริงนะ หรือล่าสุดที่ เหรียญ WLFI ที่วาฬโดนล็อคกระเป๋า เพราะเจ้าของกลัววาฬเทขายแล้วเหรียญราคาดิ่ง นี่คือข้อเสียของเงินเฟียต หรือ Alt Coin ที่มีคนคุมระบบ มีเจ้าของ เขาทําได้ทุกอย่าง ดังนั้นกลับมาที่บิทคอยต่างกันเลย บิทคอยที่ต้องออมระยะยาว ความคิดแบบ low time preference ไม่ว่าคุณจะเริ่มออมบิทคอย หรือ จะ All In ในวันนี้ มันไม่มีทางทําให้คุณรวย หรือ เปลี่ยนชีวิตได้ในช่วงเวลาสั้นๆเช่น 6-12 เดือน ผมแนะนําว่าต้องถือสัก 4 ปีครับ ผมเชื่อว่าในระยะนี้ ถ้าคุณได้ศึกษาบิทคอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวคุณเอง มายเซ็ต วิธีชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ศึกษาบิทคอยเรื่องเดียว คุ้มค่ามาก นอกจากมันแก้การเงินแล้ว มันแก้ชีวิตเราได้ดีขึ้นได้ด้วย สรุป 1 คุณจะมีบิทคอยเท่ากับความรู้ที่มี และเวลาที่เหมาะสม จะ All In หรือ ค่อยๆออม มีเป้าเท่าไหร่ มันเป็นทางเลือกของตัวคุณเอง 2 สําหรับมือใหม่ แนะนําให้ เริ่มจากการออมด้วยเงินน้อยๆ ร่วมกับการ ศึกษาบิทคอยไปด้วย เมื่อเรามี skin in the game คุณจะเริ่มเรียนรู้ว่า บิทคอยเหมาะสมกับตัวเองมั้ย และ ตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับตัวเองได้ 3 การถือสินทรัพย์ใดๆ หรือ เท่าไหร่ ล้วนเป็นทางเลือกของตัวคุณเอง ความเสียดาย ความรู้งี้ในอดีตแก้ไม่ได้ แต่เราทําปัจจุบันเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้ 4 การถือบิทคอย ถึงคุณจะ All In ในตอนนี้ มันก็ไม่ได้ทําให้คุณรวยขึ้นทันตาเห็น เพราะบิทคอยคือเกมระยะยาว ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลลัพท์ 5 อะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่ามันดีเกินไป ต้องระวังไว้เสมอ don't trust,verify 6 การที่คุณเริ่มสนใจถือบิทคอย ผมว่าคุณก็โชคดีกว่าคนอีกจํานวนมากที่ยังคงติดอยู่ในระบบเงินเฟียตที่ต้องวิ่งตามหาเงินที่เสื่อมไปเรื่อยๆตลอดเวลา #siamstr #btc #bitcoin #satsandsound #allin #การออม #การเงิน
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
แนะนำ หนังสือ เล่มแรก สำหรับมือใหม่ ที่เริ่มสนใจ BITCOIN เงินเฟ้อคือคดีอาญา #เงินเฟ้อคือคดีอาญา เอามาแชร์ใน nostr อาจจะเหมือน สอนจระเข้ว่ายน้ำ แต่เผื่อใคร อยากป้ายยาส้มให้มือใหม่ ให้อ่านหนังสือเล่มแรก เอาคลิปนี้ให้เขาดูได้เลยครับ #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
การโกงและโกหก คือธรรมชาติของมนุษย์ แค่ถือบิทคอยคุณก็ไม่ต้อง "เชื่อใจ" ใครอีก - Sats And Sound Ep.53 จากประสบการณ์การใช้ชีวิต ทํางานของผมเอง ผมตกผลึกว่า คนเราล้วนเห็นแก่ตัว และสามารถโกหกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เอาตัวรอด และเอาเปรียบคนอื่นได้ตลอดเวลา ถ้ามีโอกาส เห็นช่องทางโกง ก็โกงกันได้หมด เพราะมันคือธรรมชาติของมนุษย์ในการเอาตัวรอด ยิ่งเป็นเรื่องเงินๆทองๆ ผลประโยชน์ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ไม่สนิทบิดหมด บอกเพื่อนกันแต่เก็บทุกเม็ด ยิ่งโต ยิ่งรู้ว่า สัญญาปากเปล่า ไม่มีหลักฐาน น่ากลัวมาก ดังนั้นเวลาเราต้องการทําธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ต่างๆ เราจะให้ "บุคคลที่สาม" ที่น่าเชื่อถือมาเป็นตัวกลาง เพราะเรา "เชื่อใจ" ว่ามีโอกาสถูกโกงน้อยกว่าดีลกันแค่ 2 คน คีย์เวิร์ดที่น่าสนใจในคลิปนี้คือ พวกเราทุกคน อยู่ในระบบที่ต้อง "เชื่อใจตัวกลาง หรือ บุคคลที่สาม" ในระบบการเงินโลกที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น ธุรกรรมทางการเงิน เราก็เชื่อใจ ธนาคาร ซื้อขาย อสังหาฯ เราก็เชื่อใจ เอเจ้น เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ซื้อขาย หุ้น สินทรัพย์อืนๆ เราก็เชื่อใจ โบรกเกอร์ จะเห็นได้ว่า การจัดการสินทรัพย์ต่างๆของเรา เราจะชินกับการเชื่อใจ ตัวกลางมาตลอด ที่จริงระบบนี้มันดีมากนะ ช่วยป้องกันการโกง รักษาผลประโยชน์ของสองฝ่ายได้ แต่โลกความจริงมันไม่ได้สีขาว ไม่ใสสะอาดขนาดนั้น เมื่อมี "คน" เข้ามาในระบบ การโกงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นเอง คนบางกลุ่ม หาช่องโหว่ในการเอาผลประโยชน์จากการเป็นตัวกลางได้อยู่ดี ประเด็นที่ผมเน้นยํ้าในวันนี้ คือหลอกลวงระดับโลกที่พวกเราชินชากันมานาน นั่นคือระบบการเงินโลกนั่นเอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ธนาคารเปรียบเสมือน "ตัวกลาง" ในการทําธุรกรรมการเงิน ไม่ว่าจะในระดับบุคคล หรือ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแบงค์เอกชน หรือ FED "ความเชื่อใจ"ที่พวกเราให้ "อํานาจ" ธนาคารในการควบคุมระบบการเงินนี่แหละ ที่ทําให้ชีวิตเราจนและลําบากจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ ต้นเหตุมี ข้อเดียวเลยคือ เงินเฟ้อ การเพิ่มเงินเข้ามาในระบบ ส่งผลให้เงินเฟียตในมือของคนทั้งโลกเสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ - FED พิมพ์เงิน อัดเข้ามาเข้ามาในระบบ ทํา QE พิมพ์เงินใช้หนี้เก่า พยุงเศรษฐกิจ - ธนาคารเอกชน Fractional Reserve Banking เอาเงินฝากไปปล่อยกู้ต่อ เกิดเงินปลอมๆทางบัญชีมากมาย ใครสนใจไปดูคลิป ความจริงของเงินเฟียต และ ระบบการเงินโลกที่กลุ่มนายทุน "ไม่อยากให้พวกเรารู้" ใน playlist sats ผมได้ ได้ขยี้ประเด็นนี้ไว้แล้ว การปล่อยให้ธนาคารพิมพ์เงินเป็นว่าเล่น มา 50 ปีแบบนี้ มันก็เกิดจากการเชื่อใจ คําพูดสวยหรูของนักการเมือง และความไม่รู้ถึงความเลวร้ายของเงินเฟ้อ นับตั้งแต่ปี 1971 เงินดอลล่าเสื่อมค่าไป 99 เปอร์เซนแล้ว จากคลิป 1 ล้าน Sats รวยกว่า 1 ล้านบาท จริงเหรอ? ผมได้เอา M2 หรือปริมาณเงินในระบบของประเทศไทย เทียบตั้งแต่ปี 2009-2025 ให้ดู สรุปได้ว่า เงินเฟ้อในระบบ 6.01% ทบต้น เฟ้อขึ้น 158% ในเวลาแค่ 16 ปี ใครสนใจเข้าไปดูคลิปนั้นได้ ถ้ายังไม่น่ากลัว ไม่เห็นภาพ จากข้อมูล ใน trading view ปริมาณ M2 หรือ money supply ในประเทศไทย มีการใส่ข้อมูลครั้งแรกในปี 1997 หน่วย ล้านล้านบาท มกราคม 1997 มีปริมาณเงินทั้งหมด 4.73T มกราคม 2009 มีปริมาณเงินทั้งหมด 8.60T เวลาผ่านไป 12 ปี ปริมาณเงินทั้งหมดได้เพิ่มขึ้น 3.87 T หรือคิดเป็นประมาณ 81.82% หน่วยล้านล้านบาทมันเยอะขนาดไหน เผื่อบางคนไม่เห็นภาพ 3,870,000,000,000 จากนั้นในปี 2009 - 2025 พวกเราได้ผ่านมาหลายวิกฤต เช่น Hamburger Crisis สงคราม ความไม่สงบทั่วโลก Covid19 (บิทคอยใช้งานจริง ปี 2009) ส่งผลให้รัฐบาลโลกต้องพิมพ์เงินออกมามากมายเพื่อผยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ พิมพ์เยอะกว่าเงินเก่าที่มีอยู่ในระบบ มกราคม 2009 มีปริมาณเงินทั้งหมด 8.60T มกราคม 2025 มีปริมาณเงินทั้งหมด 22.37T เวลาผ่านไป 16 ปี ปริมาณเงินได้เพิ่มขึ้น 13.77T หรือคิดเป็นประมาณ 160.12% ปี 1997 - ปี 2009 ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 3.87 T ป 2009 - ปี 2025 ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 13.77T ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น 3.55 เท่าในเวลา 16 ปี เริ่มเห็นยังทําไมเงินเฟ้อ ขนาดนี้ น่ากลัวมาก ตัวเลขนี้มันบอกว่า 16 ปีที่ผ่านมา เรามีการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมาในระบบมากเป็นอัตราเร่ง พิมพ์มากกว่าเดิม 2-3 เท่าจากวิกฤตต่างๆมากมาย เหมือนที่บอกไปแล้ว ส่งผลทําให้เงินบาทในระบบมากขึ้นมหาศาล ผลที่ตามมาคือเงินเฟ้อ - ทําให้ทุกคนจนลงอย่างอัตโนมัติ เอาให้เห็นภาพชัด ปี 1997 คุณมีเงิน 1แสนบาท ปี 2025 คุณมีเงิน 5แสนบาท ผ่านไป 28 ปี รวยขึ้น มีเงินเพิ่ม 5 เท่า แน่ใจเหรอ??? ปี 1997 คุณมีเงิน 1แสนบาท แต่เงินในระบบมี 4.73T สัดส่วนของเงินคุณเมื่อเทียบกับระบบ ≈ 0.0000000211416488 ปี 2025 คุณมีเงิน 5แสนบาท แต่เงินในระบบมี 22.37T สัดส่วนของเงินคุณเมื่อเทียบกับระบบ ≈ 0.0000000223513634 ในความจริง ถ้าเทียบกับปริมาณเงินในระบบ ผ่านไป 28 ปี สินทรัพย์ของคุณเพิ่มแค่ 0.946 เท่า เท่านั้น ( ไม่ใช่ 5 เท่าอย่างที่คิดไว้ ) ถ้าเงินในระบบยิ่งมาก แล้วคุณหาเงินหรือเก็บเงินได้ไม่ทัน คุณจะยิ่งจนลงเรื่อยๆ - คนที่แย่ที่สุดคือคนไม่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง/หาเงินไม่ทันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในโลก จะจนลงอย่างไม่รู้ตัว - เงินใหม่หายาก ข้าวของแพงขึ้น หาเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้สักที เงินเก่าที่เก็บก็เสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ทั้งคนไทย และคนทั่วโลกส่วนใหญ่เผชิญอยู่ในตอนนี้ - ความเฮียคือ การพิมพ์เงินและเงินเฟ้อมันหยุดไม่ได้ และยังคงพิมพ์เงินในอัตราเร่งที่มากขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นหลังจะจนลง และใช้ชีวิตลําบากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราปล่อยให้สิ่งเลวร้ายนี้เกิดขึ้นเพราะ ความเชื่อใจ และรู้ไม่เท่าทันคําโกหก หลอกลวง ของคนมีอํานาจนั่นเอง พอมาเจอบิทคอย โลกผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในเมื่อ มีคนเท่ากับโกง เท่ากับเชื่อใจไม่ได้ เราก็ไม่ต้องเชื่อใจใครเลย บิทคอยทําให้เราไม่ต้องเชื่อใจใครอีกต่อไป ในอดีตผมก็คือมนุษย์เงินเฟียต ที่ทํางาน ใช้ชีวิต ใช้จ่าย ลงทุนแบบไม่สมํ่าเสมอ ผ่านไป 10 ปี มีคําถามขึ้นมาในหัวว่า ทําไมเรายังรู้สึกไม่มั่นคง ทั้งๆที่เราก็พยายามทุกอย่าง แล้ว?? ผมเคยแชร์ประสบการณ์ ในคลิป รู้จัก บิทคอย และ เป็น Bitcoiner ได้ยังไง แชร์ ปสก เข้าไปดูกันได้ ซาโตชิ ผู้คิดค้นบิทคอย มีความเข้าใจสันดานดิบของมนุษย์มากๆนะ เขารู้ดีว่า ระบบที่ผ่านตัวกลาง ต้องอาศัยความเชื่อใจ และสามารถเกิดช่องโหว่ให้โกงกันได้ตลอด ดังนั้นบิทคอยก็เลยถูกออกแบบมาให้ ป้องกันการโกงตั้งแต่แรก บิทคอยเป็นการเงินแบบไร้ตัวกลาง กระจายศูนย์ มีหลายๆฝ่ายทํางานร่วมกันเช่น developer miner node user คอยตรวจสอบกันและกัน รักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ทํางานร่วมกันโดยไม่ต้องเชื่อใจกัน ยิ่งมีกลุ่มคนมากขึ้น ก็จะยิ่งทําให้ระบบการตรวจสอบ ความเป็น Anti-Fragile ของบิทคอยทําให้ยิ่งถูกโจมตี ยิ่งสร้าง Network ที่แข็งแกร่งขึ้นอีก บิทคอยถูกสร้างมาให้ป้องกันการโกงตั้งแต่แรกเลย โดยใช้การตรวจสอบจากกลุ่มคนหลายๆกลุ่ม หลายๆหน้าที่ มันสุดยอดมากๆ เป็นระบบการเงินที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบันมาก โกงยาก โปร่งใส ตรวจสอบ และใช้ได้จริง และตัวผมเองที่ไม่เชื่อใจใครง่ายๆอยู่แล้ว ชอบบิทคอยมากๆ ทุกอย่างมันลงล็อคเลย เราจัดการสินทรัพย์ที่มีด้วยตัวเราเองได้ ไม่ต้องพึ่งใคร ซึ่งสิ่งนี้มันกระตุ้นให้ผม ต้องศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับบิทคอยมากขึ้น ทำให้รู้ว่า บิทคอย ระบบการเงินไร้ศูนย์ที่ถูกออบแบบมาโดยเข้าใจมนุษย์อย่างแท้จริงซึ่งแก้ไขจากความผิดพลาดในอดีต และสามารถถูกพัฒนาได้เรื่อยๆ โดยอาศัย consensus ของทุกคนในระบบ - บิทคอยเป็นสินทรัพย์เดียวบนโลกที่มีจํากัดอย่างแท้จริง - ถูกทําให้เฟ้อไม่ได้ ต่างจากสินทรัพย์อื่นๆ - ที่สําคัญไม่มีใครเปลี่ยนกฏข้อนี้ได้ถ้าคนในระบบไม่ยินยอม สรุป 1 การโกงและโกหก คือ ธรรมชาติของมนุษย์ เพราะเราอยู่ในโลกเงินเฟียต ที่ต้องเอาตัวรอด High Time Preference 2 มองโลกแบบไม่สวย ระบบไหนมี "คน/ตัวกลาง" เข้าไปเกี่ยว ถ้ามีช่องโหว่ โกงได้ บางคนก็โกง ระบบไหนเอาเปรียบคนอื่นได้ เขาก็ทํา เช่น การเงินโลกที่อาศัยตัวกลาง สุดท้ายแบงค์ก็เป็นคนที่เพิ่มเงินเข้ามาในระบบจนเกิดเงินเฟ้อ 3 ในโลกการเงินเก่า การตัดสินใจครั้งใหญ่ ขึ้นอยู่กับคนมีอํานาจไม่กี่คน พวกเขาจะคิดถึงประโยชน์ของตัวเองก่อน ดังนั้น ไปถามหาความเชื่อใจกับคําพูดของคนเหล่านั้นไม่ได้ การโกหกว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ ช่วยแก้ไขความยากจนนั้นเป็นของปลอม 4 เราถูกสอนให้เชื่อใจ กับระบบการเงินโดยไม่ตั้งข้อสงสัยมานานกว่า 50 ปี ส่งผลให้ตอนนี้เวรกรรมทีได้รับคือ เงินเฟ้อมหาศาล ทุกคนจนลงอย่างอัตโนมัติ 5 บิทคอยคือทางรอด เพราะ มันคือเงินไร้ตัวกลาง ถูกออกแบบมาให้โกงไม่ได้ตั้งแต่แรก ขั้นตอนที่คนต้องเข้าไปเกี่ยวไม่สามรถเปลี่ยนแปลงกฏเหล็กของบิทคอยในการเป็นเงินที่ดี เงินที่ไม่เสื่อมค่าได้ 6 บิทคอย คือ ความอิสระ เป็นสินทรัพย์ที่เราไม่ต้องเชื่อใจใคร แต่นั่นก็คือความรับผิดชอบของเราเอง ถ้าเราทํา seed หลุด โอนผิด บิทคอยทั้งหมด สามารถหายไปได้ทันที อยากให้ตั้งคําถามเกี่ยวกับความเชื่อใจในระบบการเงินโลก ที่เกิดปัญหาการโกงในปัจจุบัน คุณยังอยากอยู่ในระบบนั้นมั้ย แล้วถ้ามีบิทคอยที่มาแก้ปัญหาเรื่องนี้ คุณคิดอย่างไร? คุณจะต้องโดนโกง โดนหลอก ให้ได้บทเรียนมาก่อน แล้วคุณจะเริ่มเข้าใจบิทคอยจริงๆ เหมือนกับผม #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #การโกง #โกหก
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
สอนโอน Bitcoin จาก Exchange เข้า Hardware Wallet รู้หลักการ โอนได้หมด - Sats And Sound Ep.52 อ่านอย่างเดียวอาจจะงง แนะนำให้ดูคลิปประกอบครับ เพราะมีพาทที่สอนโอนจริงๆด้วย คลิปนี้จะมาสอนแบบจับมือทําแบบละเอียด ขั้นตอนการโอนบิทคอยออกจาก exchange เข้า Hardware Wallet เพื่อเก็บ บิทคอยด้วยตัวเอง self custody ทําให้บิทคอยที่เรามีนั้นเป็นของเราจริงๆ Not your key,Not your coins ดียังไงผมเคยบอกไปหมดแล้วในคลิปเก่า สรุปว่า มันเป็นสิ่งที่คนที่ต้องการถือบิทคอยระยะยาว ต้องทำ ถึงจะยังไม่มี HW ก็อยากให้ดูไว้เป็นไอเดียก่อนครับ ทําจริงง่ายและเร็วมาก แต่เราต้องเข้าใจ เพราะบิทคอยถ้าโอนผิด บิทคอยของคุณก็จะหายไปตลอดกาล ความสําคัญของคลิปนี้คือ หลักการโอนที่ถูกต้อง ถ้าคุณเข้าใจ ไม่ว่าจะโอนเข้า-ออก จาก กระเป๋าไหนไปไหน คุณก็จะทําได้ exchange เข้า HW หรือ สลับกัน หรือแม้แต่การโอนระหว่าง wallet คุณก็จะทำได้ไม่งงและคุณจะไม่มีทางโอนผิดอีกเลย สิ่งที่คุณต้องรู้จักมี 2 สิ่ง 1 Network ตัวนี้เปรียบเสมือน ธนาคาร 2 Address หรือ เลขกระเป๋าบิทคอย ตัวนี้จะเปรียบเสมือน เลขบัญชีธนาคาร สาเหตุหลักของการโอนแล้วเหรียญหาย ถ้าไม่ใส่ Network ก็ Address ผิดนั่นเอง ผมก็เลยให้ความสําคัญมากๆ ถ้าผิดเหรียญหายทันที 1 Network ตัวนี้เปรียบเสมือน ธนาคาร ในโลกของคริปโตการโอนเหรียญต่างๆเราจะต้องรู้ว่า มันสามารถรับเข้า-โอนออกผ่าน network อะไรได้บ้าง ในส่วนของบิทคอยมันง่าย เพราะจะมีแค่ 2 network เท่านั้นคือ - BTC (Bitcoin Network) - Lightning Network 1 BTC (Bitcoin Network) จะเป็นตัวหลักที่ผมใช้โอนให้ดูจริงในวันนี้ เป็นตัวที่ใช้โอนระหว่าง Address ของ exchange กับ HW ที่บอกค่า fee 3000 sats รอ 7-10 นาที ก็คือโอนผ่าน Bitcoin Network นั่นเอง 2 Lightning Network จะเป็นการโอนบิทคอยหรือ sats ในจํานวนน้อยๆ เพื่อไปใช้ประจําวัน เช่น โอนจาก exchange ไปเข้า 3rd party wallet เช่น wallet of satoshi ไปซื้อของกิน เป็นต้น โอนแล้วเข้าเลยเหมือน พร้อมเพย์ ค่าธรรมเนียมตํ่ากว่า แต่ในบาง exchange เช่นบิทคับ ที่ผมเอามาสาธิตในวันนี้ยังไม่ support network นี้นะครับ พวก binance โอนผ่าน lightning ได้นะ ข้อสังเกตุ 2 Network ที่ใช้โอนบิทคอย มีการใช้งานที่ต่างกัน - BTC (Bitcoin Network) ใช้กับการโอนบิทคอยจำนวนมาก (เช่น มูลค่า 5พัน-1หมื่นบาท ขึ้นไป) เพื่อเก็บใน HW หรือแยกกระเป๋า - Lightning Network ใช้จ่าย sats จำนวนน้อยๆ สแกนเข้าเลย แต่ต้องใช้ผ่าน wallet อื่นๆอีกทีเช่น wallet of satoshi มีคนอาจจะคิดว่า ใช้ Lightning Network ไปเลยสิ อยากบอกว่าใน third party wallet พวกนี้จะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก ดังนั้นทั้งสอง Network ใช้กันคนละจุดประสงค์ แยกการใช้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ต้องเสีย fee โดยไม่จําเป็น ที่บอกว่าบิทคอยง่าย เราไปดู network ของ ETH กัน ขอบคุณรูปจาก Binance TH ETH โอนได้ 5 network ขึ้นอยู่กับว่า เราใช้เหรียญอะไร เหรียญคู่เทรดเราคืออะไร และค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ network ของ ETH เอง ERC20 อันนี้ดี แต่แพง BEP20 ของไบแนน Base Artitrum Optimism stable coin USDT มี 7 network การมี network เยอะๆเป็นทางเลือกดีนะ แต่บางทีเราก็สับสน ตอนโอนต้องมีสติ บิทคอย ถ้าจะโอนเก็บเข้า HW คุณจำแค่อันเดียว คือ BTC (Bitcoin Network) จบ แล้ว exchange เหมือนบิทคับ เขาจะล็อคไม่ให้เราเลือก Network อื่นได้ได้วย ก็ช่วยป้องกันอีกขั้นหนึ่ง สาเหตุหลักๆในการโอนเหรียญแล้วหายคือ การเลือก Network ผิด ( User Error ) 2 Address หรือ เลขกระเป๋าบิทคอย ตัวนี้จะเปรียบเสมือน เลขบัญชีธนาคาร รู้ network หรือ ธนาคารแล้ว คราวนี้ ต้องรู้เลขกระเป๋า หรือบัญชีธนาคารที่ต้องโอนเข้าไปด้วย - รับบิทคอย มีคนจะส่งบิทคอยมาให้เรา เขาจะต้องรู้ Address หรือ เลขกระเป๋า ของเรา - โอนบิทคอย คุณจะต้องรู้ Address หรือ เลขกระเป๋า ปลายทางที่ต้องส่งไป เช่น เลขกระเป๋า Hardware Wallet ของเราเอง ข้อสังเกตุ คริปโตมีเป็นแสนเป็นล้านเหรียญ แต่ละเหรียญจะมี Address แยกเป็นของตัวเอง คุณไม่สามารถเอา Address ของบิทคอยไปโอน ETH หรือเหรียญอื่นๆได้ บางเคสมันล็อคโอนไม่ได้ แต่บางเหรียญถึงใส่ผิดมันโอนไปนะ แล้วเหรียญจะหายไปตลอดกาล ยกตัวอย่างใน บิทคับ กดไปที่ wallet ตอนนี้ ผมมีบิทคอยอยู่ 0.00227008 BTC หรือ 227,008 satoshi ถ้ามีคนจะโอน บิทคอยเข้ามาให้ผมในกระเป๋าใน บิทคับ เราจะต้องรู้เลขกระเป๋าที่ใช้รับบิทคอยก่อน กดไปที่ปุ่มสีเขียวฝาก จะขึ้นมาอีก หน้าจอนึง ดูที่ข้างล่างจะมีชุดตัวเลขที่ขึ้นด้วย bc1 ยาวๆ ตัวนี้คือ Address กระเป๋าบิทคอยของเราในบิทคับ หรือ มันคือเลขบัญชีธนาคารนั่นเอง เราสามารถก็อปโค้ดยาวๆนี้ส่งให้เพื่อนได้ ถ้าเขาต้องการส่งบิทคอยให้คุณ ส่งมาที่เลขกระเป๋านี้ แต่การก็อปโค้ดยาวๆแบบนี้ มันมีข้อเสีย ผิดพลาดก็อปไม่หมด มีปัญหาได้ ส่งผิดเหรียญหายซวยอีก ชีวิตเราง่ายกว่านั้น เห็น QR code นี้มั้ย ส่งรูปนี้ไปเลย เพื่อนสามารถสแกน และส่งบิทคอยมาให้เราได้เลย สะดวกและป้องกันการ ก็อปโค้ดยาวๆแล้วเกิดการผิดพลาด ส่งไม่ได้ กลับกันถ้าเราต้องการโอน บิทคอย ออกจาก exchange บิทคับ ไปยัง HW เราก็กดไปที่ปุ่มสีแดง ถอน สังเกตุช่องแรก Address ผู้รับ เราสามารถ ก็อปปี้ Address HW ของเรามาวางเพื่อส่งบิทคอย หรือ กดที่ปุ่ม QR เพื่อสแกนก็ได้ หลักการนี้ใช้ได้กับทุก exchange นะครับ - เข้าไป wallet บิทคอย ที่เรามีอยู่ใน exchange นั้นๆ ฟังก์ชั่น ฝาก Deposit ใช้โอนเหรียญเข้ามา ฟังก์ชั่น ถอน Withdraw ใช้ถอนเหรียญออกจาก exchange - ใส่ Address ให้ถูก (แนะนำแสกน QR code ) - เลือก network ให้ถูก ( BTC หรือ Bitcoin network ส่วนใหญ่มันล็อคมาให้แล้ว) ขั้นตอนการโอนบิทคอยจาก บิทคับ เข้า Hardware wallet - มือถือ - คอมพิวเตอร์ - Hardware wallet (ผมใช้ Trezor 3) 1 ไปที่แอฟบิทคับ กดที่ wallet ด้านล่าง 2 ตอนนี้ผมมี บิทคอยอยู่ 0.00227008 BTC หรือ 227,008 satoshi 3 เสียบ HW เข้ากับคอมพิวเตอร์ แล้ว เชื่อมต่อกับ โปรแกรม Trezor Suite โปรแกรมหน้าตาประมาณนี้ Trezor ต้องขึ้นว่า connected แบบนี้ 4 เราต้องกาจะโอน บิทคอยมาไว้ใน HW ดังนั้นเราจะต้องรู้ Address บิทคอยใน HW ไปกดที่ปุ่ม receive สีเขียวที่ขวาบน จากนั้นกดปุ่มสีเขียว "Show Full Address" แล้วจะโชว์ QR code ที่เป็น Address ปลายทางที่เราจะโอนบิทคอยมาแล้ว ซึ่งถ้า Trezor ไม่เชื่อมต่อมันจะไม่มี ปุ่มเขียว "Receive" นี้ขึ้นมา ต้องแน่ใจว่า เชื่อมต่อ HW ก่อนนะ 5 ตัดไปที่โทรศัพท์ ที่หน้า wallet ใน แอฟ บิทคับ กดที่บิทคอย แล้วกดปุ่มแดง ถอน 6 มันจะขึ้นหน้า ให้กรอกข้อมูล Address เราจะก็อป Addressมาใส่ก็ได้ แต่ผมกลัวผิด และ มันมีวิธีง่ายกว่านั้น กดปุ่ม QR สแกนจาก โปรแกรมในคอมเลย ตรงบันทึก address ไม่ต้องติ๊กนะครับ เพราะรับแต่ละครั้งเราจะไม่ใช้ address ซ้ำ เพื่อความปลอดภัย 7 จากนั้นใส่จำนวนบิทคอยที่ต้องการโอน ใส่หมดเลย มีกำหนดถอนขั้นต่ำ 0.00006 BTC และมีค่าธรรมเนียม 0.00003 BTC สรุปได้รับ 0.00224007999 กดตรวจสอบข้อมูล แล้วหน้าต่างต่อไปก็เช็คข้อมูลอีกครั้ง แอดแดรดถูก เน็ตเวิร์คถูก จำนวนถูก กดยืนยัน สแกนหน้า แค่นี้เสร็จแล้ว ตอนนี้ถ้าใครไปเช็คในwallet ทำไมบิทคอยยังไม่ไป ดูที่ Available 0 BTC บิทคอยกับกำลังผ่านการคอนเฟิร์มเพื่อปิดบล็อคก่อนครับ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องทำอะไร 8 สักแป็บนึง พอไปเช็คใน Trezor Suite แจ้งมา ว่ากำลังจะรับบิทคอย แต่ที่จริงต้องรอคอนเฟริ์มประมาณ 10 นาที เท่านี้เราก็เก็บบิทคอยด้วยตัวเองได้แล้ว โอนเข้า HW อ่ะง่าย แต่โอนออกอ่ะยากกว่า สรุป 1 เข้าใจหลักการของการโอน เข้าใจ network และ address คุณก็จะไม่โอนผิดอีกต่อไป ใช้ได้ทุก exchange ใช้ได้ทุกเหรียญ 2 ยิ่ง Bitcoin network ที่ไม่ซับซ้อนเท่าพวก Altcoin รวมถีงการป้องกันการโอนผิดของ exchange ทําให้การโอนบิทคอยไปยัง HW ง่ายกว่าที่คิด 3 ถึงจะง่ายแต่เราก็ต้องมีสติทุกขั้นตอน เพราะอย่างที่บอกว่า การโอนผิดเหรียญหายทันที ไม่มีใครช่วยคุณได้ 4 not your key,not your coins ใครเริ่มมีบิทคอยมูลค่าเกิน 5พันบาท แนะนำให้เริ่มศึกษาการเก็บใน HW เลยครับ 5 ถ้าคุณถือบิทคอยด้วยตัวเองได้แล้ว คุณก็จะมีอิสระกับสินทรัพย์ในมือคุณอย่างแท้จริง #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #hardwarewallet #trezor #ออมbtc
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
เงินเฟ้อ และ บิทคอย 2 สิ่งที่ คนธรรมดา อยากพลิกชีวิต ต้องรู้ - Sats And Sound Ep.51 ในสังคมเงินเฟียต High Time Preference มีแต่คนเก่ง คนรวย คนประสบความสําเร็จเต็มโลกโซเชียลไปหมด ผมเชื่อว่าทุกคนเคยอ่านข่าว หรือโพส การพลิกชีวิตด้วยการถูกหวยรางวัลที่ 1 การทําธุรกิจที่รวย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขายของได้วันละเป็นแสนเป็นล้าน ซื้อบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถหรู ซื้อทองคําเก็บเดือนละ 5 ล้าน ลูกก็เข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติแพงๆ ความสำเร็จ ความรวย ใช้ชีวิตหรูหรา เต็มโลกออนไลน์ไปหมด ตัดกลับมาที่ตัวเราเองที่เป็นคนธรรมดา ที่นั่งไถฟีด เงินเดือน 2หมื่นบาท คุณภาพชีวิตที่มีความสุขบ้าง ทุกข์บ้างตามอัตภาพ ไหนจะภาระมากมายทั้งที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ ความรู้สึกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย คิดไปเศร้าไป การโดนโซเชียลยัดเยียดความสําเร็จของคนอื่นมากๆ มันโคตรเป็นพิษต่อตัวเราเองเลยนะ เดี๋ยวนี้ algorithm ในไอจี เฟสบุ๊ค มันชอบเอาโพสของคนที่ไม่รู้จักมาขึ้นหน้าฟีคตลอด โพสอวดความสําเร็จแบบนี้ ถ้าใครที่มองเป็นแรงผลักก็โชคดีไป ส่วนตัวผมแรกๆก็เป็นแรงผลักแหละ แต่หลังๆทําไมเรารู้สึกเครียด กดดันตัวเอง ผมก็ไม่ใช่พ่อพระขนาดที่จะยินดีกับทุกคนสําเร็จของใครก็ไม่รู้ในโซเชียล ดูไปก็มีคําถามลึกๆในใจว่า "ทําไมเราตามไม่ทันคนอื่น ทําไมเรายังลําบากอยู่แบบนี้ เงินที่เขาใช้ได้สบายๆ ทั้งปีเรายังหาไม่ได้เลย" สิ่งแรกคือคุณต้องแยกคอนเท้นประเภท อวดแบบไร้ประโยชน์ ออกไปให้ได้ก่อน ดูแล้วเกิดแต่พลังงานลบ กดซ่อน กดบล็อคให้หมด ไม่ต้องไปดู เสียเวลาชีวิต ดูทําไมเครียดกว่าเดิมอีก ผมเคยทําคลิปเข้าไปดูกันได้ ตอนต้นคลิปผมได้พูดถึง สังคมปัจจุบันที่มีแต่ความ High Time Preference ความสําเร็จที่รวดเร็ว ฉาบฉวย พลิกชีวิตข้ามคืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดมาจาก เราอยู่ในโลกของเงินเฟียต ที่เสื่อมค่า เมื่อเงินรักษามูลค่าไม่ได้ ทําให้การเก็บเงิน การออมเงินระยะยาวเป็นเรื่องไร้สาระ ทําให้เกิด มายเซ็ตที่ทุกอย่างต้องเร็วทันใจ ต้องพลิกชีวิตในไม่กี่ปี ต้องทําธุรกิจรวยเร็ว ซึ่งคนเก่ง คนทําได้มันมีนะครับ ขอเรียกว่า คนเก่ง หรือ Top 1% แล้วกัน อยากให้คิดว่าคนพวกนี้มีอยู่จริง แต่จํานวนน้อยครับ สิ่งที่เขาโพสมันเป็นสิ่งที่คนทั่วไป ทําได้ยาก มันก็เลยเรียกยอด engagement ได้ครับ จากหัวข้อเลย ถ้าคุณไม่ใช่ Top1% คุณคือคนธรรมดา แล้วอยากพลิกชีวิตบ้าง คุณต้องเข้าใจเงินเฟ้อและบิทคอย 1 เงินเฟ้อ และระบบการเงินที่แท้จริงของโลกก่อน - คนทั่วไป คนธรรมดาแบบเรา ส่วนใหญ่จะไม่สามารถเก็บเงิน หรือออมเงินได้ทันกับการพิมพ์เงินแบบอัตราเร่ง ส่งผลให้ ถ้าเราออมเงินผิดที่ผ่านไป 10 ปีเราจะเริ่มจนลง ยกตัวอย่างเคส ออมเดือนละ 1 แสนบาท ผ่านไป 10 ปียังแพ้เงินเฟ้อ เรื่องเงินเฟ้อ ระบบการเงินโลกผมเล่าย่อยๆไว้หลายคลิป เข้าไปดูในเพลลิส Sats ได้เลยครับ - คนรวย Top 1% พวกนี้บางคนหาเงินได้มากพอ หรือเร็วกว่าอัตราการพิมพ์เงิน ดังนั้นถ้าหากเขาออม หรือลงทุนผิดทางไปบ้างเขาก็จะไม่เจ็บตัวมาก กลุ่มนี้เขามีทางเลือกมากกว่าพวกเรานั่นเอง 2 บิทคอย - คนทั่วไป ถ้าหากไม่รู้จักบิทคอย คุณจะเสียโอกาสมหาศาล บิทคอยคือเงินของประชาชนที่ทําให้เงินออมกลับมามีคุณค่า และไม่ทําให้คุณจนลงเรื่อยๆเหมือนเงินเฟียต การออกแบบระบบที่รัดกุมรวมถึงถูกทําให้มีอย่างจํากัดแน่นอนแค่ 21 ล้านเหรียญ ทําให้บิทคอยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อ ใครไม่มีบิทคอย เหมือนกับคุณวิ่งอยู่บนลู่ที่วิ่งสวนทาง การจะไปข้างหน้าใช้แรงมหาศาลแล้วสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเหนื่อยไปเอง - คนรวย Top 1% เหมือนที่ผมเคยพูดว่า คนกลุ่มนี้ไม่จําเป็นต้องออม หรือรู้จักบิทคอยก็ได้ เพราะเขามีเงินเฟียตมากพออยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ยิ่งคนมีเงินเยอะ เขาจะยิ่งออมหรือหาช่องทางลงทุนได้มากขึ้นไปอีก ทําให้ช่องว่างทางฐานะยิ่งห่างไปอีก เห็นมั้ยมันเป็น Game theory ที่พอมีคนเห็นว่าถือแล้วดี คนก็จะเข้ามาถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเหตุผลที่คนธรรมดาแบบเราจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมถือบิทคอยเพื่อจะพลิกชีวิตให้ดีขึ้นด้วย ผมก็เป็นคนธรรมดาคนนึงที่ยังต้องทํางานเพื่อเลี้ยงชีพ ที่อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความสําเร็จที่โดนยัดเยียดมา ก็เลยอยากจะมาแชร์วิธีจัดการกับมัน รวมถึง วิธีที่จะทําให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นจากเงินเฟ้อที่กัดกินทุกคนด้วยบิทคอย สรุป 1 คนธรรมดาอย่างเราอย่างเพิ่งหมดหวัง แค่เดินในเส้นทางที่ถูกต้อง เราก็จะพลิกชีวิต ทําให้ทุกอย่างมันดีขึ้นได้ 2 เส้นทางที่ว่าคือการเข้าใจเงินเฟ้อและบิทคอย แล้วคุณจะรู้ว่าระบบการเงินโลกมันถูกออกแบบมาให้พวกเราแพ้ตั้งแต่แรก ไม่แปลกที่คนทั่วไปจะรู้สึกเหนื่อยและหาเงินตามเงินเฟ้อไม่เคยทัน ชีวิตแย่ในระยะยาว 3 คอนเท้นอวดไร้ประโยชน์ แชร์ความสําเร็จโดยที่เราไม่ได้อะไรจากมันเลย หยุดดู หยุดเสพ ชีวิตคุณจะดีขึ้น 4 เมื่อรู้จักบิทคอย คุณจะรอเป็น คุณจะรู้ว่าทุกอย่างมันไม่จําเป็นต้องได้มาในทันที ฝึกคิดแบบ Low Time Prefenece เอาไว้ อยากให้ลองถือบิทคอย ออมเฉยๆใน HW สัก 4 ปี คุณจะได้รู้ว่าที่จริงหลุมกระต่าย มันลึกกว่าที่คิด 5 ศึกษาแค่บิทคอยเรื่องเดียวคุ้มค่านะ นอกจากการเงินดีขึ้น มันทําให้ชีวิตคุณดีขึ้นในหลายๆมิตินะ ไม่ว่าจะเป็นความคิด การดําเนินชีวิต การกินอาหาร การรักตัวเองเงินเฟ้อ และ บิทคอย 2 สิ่งที่คนธรรมดา อยากพลิกชีวิต ต้องรู้ ในสังคมเงินเฟียต High Time Preference มีแต่คนเก่ง คนรวย คนประสบความสําเร็จเต็มโลกโซเชียลไปหมด ผมเชื่อว่าทุกคนเคยอ่านข่าว หรือโพส การพลิกชีวิตด้วยการถูกหวยรางวัลที่ 1 การทําธุรกิจที่รวย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขายของได้วันละเป็นแสนเป็นล้าน ซื้อบ้านหลังใหญ่ ซื้อรถหรู ซื้อทองคําเก็บเดือนละ 5 ล้าน ลูกก็เข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติแพงๆ ความสำเร็จ ความรวย ใช้ชีวิตหรูหรา เต็มโลกออนไลน์ไปหมด ตัดกลับมาที่ตัวเราเองที่เป็นคนธรรมดา ที่นั่งไถฟีด เงินเดือน 2หมื่นบาท คุณภาพชีวิตที่มีความสุขบ้าง ทุกข์บ้างตามอัตภาพ ไหนจะภาระมากมายทั้งที่คาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ ความรู้สึกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย คิดไปเศร้าไป การโดนโซเชียลยัดเยียดความสําเร็จของคนอื่นมากๆ มันโคตรเป็นพิษต่อตัวเราเองเลยนะ เดี๋ยวนี้ algorithm ในไอจี เฟสบุ๊ค มันชอบเอาโพสของคนที่ไม่รู้จักมาขึ้นหน้าฟีคตลอด โพสอวดความสําเร็จแบบนี้ ถ้าใครที่มองเป็นแรงผลักก็โชคดีไป ส่วนตัวผมแรกๆก็เป็นแรงผลักแหละ แต่หลังๆทําไมเรารู้สึกเครียด กดดันตัวเอง ผมก็ไม่ใช่พ่อพระขนาดที่จะยินดีกับทุกคนสําเร็จของใครก็ไม่รู้ในโซเชียล ดูไปก็มีคําถามลึกๆในใจว่า "ทําไมเราตามไม่ทันคนอื่น ทําไมเรายังลําบากอยู่แบบนี้ เงินที่เขาใช้ได้สบายๆ ทั้งปีเรายังหาไม่ได้เลย" สิ่งแรกคือคุณต้องแยกคอนเท้นประเภท อวดแบบไร้ประโยชน์ ออกไปให้ได้ก่อน ดูแล้วเกิดแต่พลังงานลบ กดซ่อน กดบล็อคให้หมด ไม่ต้องไปดู เสียเวลาชีวิต ดูทําไมเครียดกว่าเดิมอีก ผมเคยทําคลิปเข้าไปดูกันได้ ตอนต้นคลิปผมได้พูดถึง สังคมปัจจุบันที่มีแต่ความ High Time Preference ความสําเร็จที่รวดเร็ว ฉาบฉวย พลิกชีวิตข้ามคืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดมาจาก เราอยู่ในโลกของเงินเฟียต ที่เสื่อมค่า เมื่อเงินรักษามูลค่าไม่ได้ ทําให้การเก็บเงิน การออมเงินระยะยาวเป็นเรื่องไร้สาระ ทําให้เกิด มายเซ็ตที่ทุกอย่างต้องเร็วทันใจ ต้องพลิกชีวิตในไม่กี่ปี ต้องทําธุรกิจรวยเร็ว ซึ่งคนเก่ง คนทําได้มันมีนะครับ ขอเรียกว่า คนเก่ง หรือ Top 1% แล้วกัน อยากให้คิดว่าคนพวกนี้มีอยู่จริง แต่จํานวนน้อยครับ สิ่งที่เขาโพสมันเป็นสิ่งที่คนทั่วไป ทําได้ยาก มันก็เลยเรียกยอด engagement ได้ครับ จากหัวข้อเลย ถ้าคุณไม่ใช่ Top1% คุณคือคนธรรมดา แล้วอยากพลิกชีวิตบ้าง คุณต้องเข้าใจเงินเฟ้อและบิทคอย 1 เงินเฟ้อ และระบบการเงินที่แท้จริงของโลกก่อน - คนทั่วไป คนธรรมดาแบบเรา ส่วนใหญ่จะไม่สามารถเก็บเงิน หรือออมเงินได้ทันกับการพิมพ์เงินแบบอัตราเร่ง ส่งผลให้ ถ้าเราออมเงินผิดที่ผ่านไป 10 ปีเราจะเริ่มจนลง ยกตัวอย่างเคส ออมเดือนละ 1 แสนบาท ผ่านไป 10 ปียังแพ้เงินเฟ้อ เรื่องเงินเฟ้อ ระบบการเงินโลกผมเล่าย่อยๆไว้หลายคลิป เข้าไปดูในเพลลิส Sats ได้เลยครับ - คนรวย Top 1% พวกนี้บางคนหาเงินได้มากพอ หรือเร็วกว่าอัตราการพิมพ์เงิน ดังนั้นถ้าหากเขาออม หรือลงทุนผิดทางไปบ้างเขาก็จะไม่เจ็บตัวมาก กลุ่มนี้เขามีทางเลือกมากกว่าพวกเรานั่นเอง 2 บิทคอย - คนทั่วไป ถ้าหากไม่รู้จักบิทคอย คุณจะเสียโอกาสมหาศาล บิทคอยคือเงินของประชาชนที่ทําให้เงินออมกลับมามีคุณค่า และไม่ทําให้คุณจนลงเรื่อยๆเหมือนเงินเฟียต การออกแบบระบบที่รัดกุมรวมถึงถูกทําให้มีอย่างจํากัดแน่นอนแค่ 21 ล้านเหรียญ ทําให้บิทคอยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อ ใครไม่มีบิทคอย เหมือนกับคุณวิ่งอยู่บนลู่ที่วิ่งสวนทาง การจะไปข้างหน้าใช้แรงมหาศาลแล้วสุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะเหนื่อยไปเอง - คนรวย Top 1% เหมือนที่ผมเคยพูดว่า คนกลุ่มนี้ไม่จําเป็นต้องออม หรือรู้จักบิทคอยก็ได้ เพราะเขามีเงินเฟียตมากพออยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ยิ่งคนมีเงินเยอะ เขาจะยิ่งออมหรือหาช่องทางลงทุนได้มากขึ้นไปอีก ทําให้ช่องว่างทางฐานะยิ่งห่างไปอีก เห็นมั้ยมันเป็น Game theory ที่พอมีคนเห็นว่าถือแล้วดี คนก็จะเข้ามาถือเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีเหตุผลที่คนธรรมดาแบบเราจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมถือบิทคอยเพื่อจะพลิกชีวิตให้ดีขึ้นด้วย ผมก็เป็นคนธรรมดาคนนึงที่ยังต้องทํางานเพื่อเลี้ยงชีพ ที่อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความสําเร็จที่โดนยัดเยียดมา ก็เลยอยากจะมาแชร์วิธีจัดการกับมัน รวมถึง วิธีที่จะทําให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นจากเงินเฟ้อที่กัดกินทุกคนด้วยบิทคอย สรุป 1 คนธรรมดาอย่างเราอย่างเพิ่งหมดหวัง แค่เดินในเส้นทางที่ถูกต้อง เราก็จะพลิกชีวิต ทําให้ทุกอย่างมันดีขึ้นได้ 2 เส้นทางที่ว่าคือการเข้าใจเงินเฟ้อและบิทคอย แล้วคุณจะรู้ว่าระบบการเงินโลกมันถูกออกแบบมาให้พวกเราแพ้ตั้งแต่แรก ไม่แปลกที่คนทั่วไปจะรู้สึกเหนื่อยและหาเงินตามเงินเฟ้อไม่เคยทัน ชีวิตแย่ในระยะยาว 3 คอนเท้นอวดไร้ประโยชน์ แชร์ความสําเร็จโดยที่เราไม่ได้อะไรจากมันเลย หยุดดู หยุดเสพ ชีวิตคุณจะดีขึ้น 4 เมื่อรู้จักบิทคอย คุณจะรอเป็น คุณจะรู้ว่าทุกอย่างมันไม่จําเป็นต้องได้มาในทันที ฝึกคิดแบบ Low Time Prefenece เอาไว้ อยากให้ลองถือบิทคอย ออมเฉยๆใน HW สัก 4 ปี คุณจะได้รู้ว่าที่จริงหลุมกระต่าย มันลึกกว่าที่คิด 5 ศึกษาแค่บิทคอยเรื่องเดียวคุ้มค่านะ นอกจากการเงินดีขึ้น มันทําให้ชีวิตคุณดีขึ้นในหลายๆมิตินะ ไม่ว่าจะเป็นความคิด การดําเนินชีวิต การกินอาหาร การรักตัวเอง #siamstr #satsandsound #btc #bitcoin #ออมbtc #ออมbitcoin #เงินเฟ้อ
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
1 ล้าน Sats รวยกว่า 1 ล้านบาท จริงเหรอ? - Sats And Sound Ep.50 คลิปนี้ไม่ได้เรียกทัวร์ แต่คิดว่าคงมีคนเห็นต่างแน่นอนครับ บ้าหรือเปล่า 1 ล้าน sats มูลค่าแค่ 3-4 หมื่นบาทไทย จะรวยกว่า 1ล้านบาทไทยได้ยังไง ใครคิดแบบนี้อยากให้ดูคลิปให้จบก่อนครับ ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพความจริงของเงินที่ดีเมื่อเทียบกับเงินที่เสื่อมค่า ย้อนกลับไปเมื่อ 10-15 ปีก่อน การวางแผนเกษียณมีสัก 5ล้านบาทก็เกษียณได้แล้ว แต่ตอนนี้ปี 2025 ลองไปถามคนที่วางแผนเกษียณได้เลยทุกคนอาจจะตอบคล้ายๆกันคือ มีแค่ 5 ล้านบาทคงไม่พอแล้ว สาเหตุเพราะเงินเฟียตในมือของเรามันเสื่อมค่า จากการพิมพ์เงินและเงินเฟ้อนั่นเอง ผมจะมาบอกว่าทําไม การมี 1 ล้าน Sats ถึงรวยกว่า 1 ล้านบาท เงินเฟ้อที่ประกาศประมาณ 2-3% ต่อปี ใครยังเชื่อตัวเลขนี้อยู่ อยากให้มาดูความจริงกันครับ เราไปดูปริมาณ M2 ซึ่งคือปริมาณเงินที่อยู่ระบบในไทยก็ได้ M2 คือ ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ จะครอบคลุมปริมาณเงินที่อยู่ในมือประชาชนและภาคธุรกิจทั้งหมด ง่ายๆคือใช้ดูเงินเฟ้อนั่นเอง แต่ละปีเงินเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ข้อมูลจาก treding view ปริมาณ M2 ของประเทศไทย กรกฏาคม 2025 M2 = 23.43T กรกฏาคม 2024 M2 = 22.68T กรกฏาคม 2020 M2 = 20.14T กรกฏาคม 2015 M2 = 14.57T กรกฏาคม 2009 M2 = 9.07T การคำนวณการเพิ่มขึ้นของ M2 จากปี 2024 ถึง 2025 (1 ปี) ปริมาณที่เพิ่มขึ้น: 23.43T - 22.68T = 0.75T (3.31%) อันนี้ดูไม่แย่นะ ไม่ถึง 4% แต่ยังไม่จบครับ จากปี 2020 ถึง 2025 (5 ปี) ปริมาณที่เพิ่มขึ้น: 23.43T - 20.14T = 3.29T (16.34%) จากปี 2015 ถึง 2025 (10 ปี) ปริมาณที่เพิ่มขึ้น: 23.43T - 14.57T = 8.86T (60.81%) จากปี 2009 ถึง 2025 (16 ปี) ปีแรกที่บิทคอยเกิดขึ้น หลังจาก Hamburger crisis 2008 ปริมาณที่เพิ่มขึ้น: 23.43T - 9.07T = 14.36T (158.32%) จากตัวเลข 16 ปีที่ผ่านปริมาณเงินในไทยเพิ่มขึ้น 158% นี่ไงครับใจความสําคัญของคลิปนี้ สาเหตุที่ว่ามีเงินเก็บเท่าไหร่ ก็ไม่เคยพอ ค่าใช้จ่ายมากขึ้นทุกอย่าง มีตัวอย่าง ข้าวกะเพราะ 10 ปีก่อนยังได้เห็น 30-40 บาทต่อจาน ตอนนี้ 60-100 บาทต่อจานไปแล้ว การถือเงินเฟียตที่อํานาจการจับจ่ายลดลงตลอดเวลา มันทําให้เราไม่สามารถหาเงินได้ทันอัตราเร่งของเงินเฟ้อ เพราะรัฐบาลพิมพ์เงินเข้ามาในระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่แก้ผิดจุดตลอดเวลา รวมถึงอเมริกาที่พิมพ์เงินและขยายเพดานหนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ เงินเฟ้อมันแย่ แต่เราไม่มีทางหลีกหนีมันได้เลย มีคําพูดบอกว่า มี 2 สิ่งที่คนเราไม่มีทางหนีได้นั่นคือ ความตาย และ ภาษี ผมขอเพิ่มไปอีก 1 อย่างนั่นก็คือเงินเฟ้อ ครับ เก็บเงินเฟียตเดือนละแสนยังแพ้เงินเฟ้อในระยะยาวเลย น่ากลัวนะครับ ไหนๆจะขยี้มันยังไม่จบครับ ผมก็ได้ไปคํานวณต่อว่า 16 ปีที่ผ่านมานั้น 158.32% ถ้าคิด อัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีของ M2 จากข้อมูลนี้คือประมาณ 6.01% มันจะตรงกับที่เราคาดการณ์กันเงินเฟ้อที่แท้จริง 6-8% ต่อปี เห็นยังครับ มันไม่ใช่ 2-3% ตามค่า CPI นะครับ จากคลิปอาจารย์พิริยะ ล่าสุดผมชอบมาก แกบอกว่า ถ้าใครอยากดูเงินเฟ้อคร่าวๆ ให้ไปดูอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของแบ้งค์ จากรูปขอบคุณข้อมูลจาก เวิร์คพ้อยทูเดย์นะครับ ดู MRR 6.5-8% นี่แหละคือคําตอบว่า แบงค์เขารู้ตัวเลขเงินเฟ้อที่แท้จริงนะ ถ้าเงินเฟ้อจริงมัน 2-3% ทําไมแบงค์ไม่สามารถลดอัตราเงินกู้ให้ถูกลงกว่านี้ได้ ถ้าใครดูมาถึงตรงนี้ น่าจะเริ่มเข้าใจและได้คําตอบแล้วครับว่า การถือ 1ล้าน sats หรือ 0.01 BTC นั้นรวยกว่า การมีเงิน 1 ล้านไทยบาทในระยะยาว ผมมีคลิป เป้าขั้นต่ำที่อยากให้ทุกคนมีบิทคอยไว้ 0.01 BTC เข้าไปดูกันได้นะครับ ถ้าถามว่าบิทคอยมันมาแก้อะไร มันก็มาแก้เงินเฟ้อไง ตรงตัวเลย แก้แค่เรื่องนี้ ชีวิตเราจะง่ายขึ้นเยอะเลย สมมติมี 1ล้าน sats มูลค่า 35,000 บาท ในวันนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณก็ยังมี 1ล้าน sats หรือ 0.01 BTC เท่าเดิม แต่การพิมพ์เงิน เงินเฟ้อ ตลอดเวลา จะทําให้มูลค่า 1 ล้าน sats เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบิทคอยไม่เฟ้อ มันถูกโปรแกรมมาให้ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้อีก ตัดไปที่คุณถือเงินเฟียต 1 ล้านบาท เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ด้วยอัตรเงินเฟ้อ 6-7% อํานาจการจับจ่าย ของคุณจะเหลือเพียง 5แสนบาทเท่านั้น และมันจะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะเงินเฟียตถูกพิมพ์ออกมาได้เรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด เท่ากับว่า ใครยิ่งถือบิทคอยช้า เราจะยิ่งโดนเงินเฟ้อกัดกินอํานาจการใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ถ้าใครยังคิดว่า บิทคอยแพงขนาดนี้มันจะโตไปได้อีกเท่าไหร่ ผมมีรูปนี้มาอธิบายให้ฟัง นี่คือรูปของ total global assets value สินทรัพย์แต่ละอย่างมีมูลค่าเท่าไหร่บ้าง ข้อมูลจาก onceinaspecies.com - อสังหาฯ กับ พันธบัตร มีอยู่ประมาณ 300T - เงินและหุ้น 130T - ทองคํา 22T - บิทคอยมีแค่ 2T เท่านั้น ตอนนี้น่าจะ 2.4T ซึ่งเราจะเห็นว่า ยังมีช่องการเติบโตอีกมากเลย มีคนกาวว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า มูลค่าของบิทคอยจะแซงทองคําได้ คิดเร็วๆ ตอนนี้ราคา 3.5 ล้าน มูลค่าเพิ่มขึ้น 10 เท่า ล้านsats หลักหมื่นในวันนี้ จะกลายเป็นหลักแสนในวันนั้น อาจจะมีคําถามว่า ตอนนี้การเงินพังแล้ว อยากถือบิทคอยต้องทํายังไง 1 ทํารายรับรายจ่ายและเช็คสุขภาพการเงินของคุณก่อน ข้อนี้จะทําให้เรารู้ว่า เรามีเงินเท่าไหร่ มีรายได้ รายจ่ายเท่าไหร่ ทําให้เราวางแผนการออมบิทคอยได้ในระยะยาว ต้องออมบิทคอยอย่างสมํ่าเสมอทุกเดือน ทุกอย่างจะไม่มีประโยชน์ถ้าคุณออมได้เยอะๆมากแค่ 2-3 เดือนแรกแล้วเลิก ถ้ายิ่งใครมีสินทรัพย์ที่โตแย่กว่า เงินเฟ้อ หรือเงินเก็บที่ยังไม่ได้จัดสรร รีบเปลี่ยนเป็นบิทคอยได้เลย ถ้าปัญหาคือการหาเงินได้ไม่เยอะ - ดูสินทรัพย์ที่มีก่อน เผื่อมีบางอย่างที่ยังไม่ได้จัดสรร หรือ อยู่ในสินทรัพย์ที่โตช้ากว่าเงินเฟ้อก็เปลี่ยนมาเป็นบิทคอย - หาเงินให้มากขึ้น เพื่อออมบิทคอยมากขึ้น - กําหนดแผนและเป้าหมายที่ทําได้จริงอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน - ศึกษาเรื่องการเก็บบิทคอยใน HW อย่างปลอดภัย 2 ในระหว่างจัดการการเงินตัวเอง ต้องศึกษาบิทคอยไปด้วย ว่ากันว่า เราจะมีบิทคอยเท่ากับความรู้ที่มี เรื่องนี้เป็นเรื่องปัจเจคบุคคล เอาเป็นว่าศึกษาเยอะๆครับ แล้วคุณจะรู้จุดของตัวเองว่าเราโอเค หรือ ต้องการออม หรือ ต้องการมีบิทคอยแค่ไหน ผมเคยทำคลิปเกี่ยวกับบิทคอยเพื่อเกษียณลองไปดูกันได้ 3 ทั้งสองข้อที่ผมบอกไปด้านบน ต้องทําเลยนะครับ ถ้าผลัดวันประกันพรุ่งอยู่ คนก็จะไม่ได้เริ่มสักที ใครยังไม่มีไอเดียลองดูคลิป ออมด้วยหลักการสิบเท่าของผม ดูได้ครับ บอกไอเดีย รวมถึงวิธีบันทึกการออมที่ทำง่ายๆ ทำได้ทุกคน สรุป 1 บิทคอยคือเงินที่ดี ถือไปมันไม่เสื่อมค่าลง กลับกันเฟียตคือเงินที่ไม่ดี มูลค่าจะลดลงตามการพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ ดังนั้น ในระยะยาว 1 ล้าน sats ยังไงก็รวยกว่า มี 1 ล้านบาท 2 เงินเฟ้อมันเฮีย แต่เราก็หลีกหนีไม่พ้น ไม่อยากจนลงวิธีแก้คือ เปลี่ยนเงินเสื่อมค่าในมือให้กลายเป็นเงินไม่เสื่อมค่า 3 เงินเฟ้อที่ค่อยกัดกินเราไปเรื่อยๆ จะทําร้ายทุกคนที่รู้ไม่ทัน ดังนั้นถ้าคุณเข้ามาดูคลิปนี้ คุณรอดแล้วครับ 4 ทุกอย่างที่พูดเอามาจากข้อมูลจริงๆในอดีต ที่ถ้าเราเข้าใจความสําคัญของมัน จะทําให้เราเลือกทางเดินที่ถูกต้อง การออมเงินผิดที่เสียเวลามากครับ กว่าจะรู้อีกทีเราอาจจะเสียโอกาสมหาศาลแล้ว 5 มองทุกอย่างให้เป็นภาพกว้าง และ ระยะยาว มันจะทําให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกังวลกับราคาบิทคอยระยะสั้นครับ แค่ออมง่ายๆโง่ๆ อย่างสม่ำเสมอ และเก็บไว้อย่างปลอดภัยใน HW แค่นี้พอแล้ว 6 บิทคอยยิ่งถือช้ายิ่งซื้อแพง ใครสนใจอยากเริ่มออมระยะยาว ต้องศึกษาบิทคอยและเช็คสุขภาพการเงินของตัวเองก่อน แล้วเริ่มเลย ทุกอย่างที่พูดในคลิป ถ้าใครไม่เชื่อไม่เป็นไรครับ คุณลองทดสอบด้วยตัวเองได้ บิทคอยเป็นทางเลือกที่ใครจะถือหรือไม่ถือก็ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง #siamstr #bitcoin #btc #satsandsound #ออมbtc #stacksats
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
ถือบิทคอยไว้เฉยๆ วิธีเรียบง่าย แต่ทําจริง โคตรยาก - Sats And Sound Ep.49 ในกลุ่ม Bitcoin Thai Community มีสมาชิกท่านหนึ่ง ได้แชร์รูปพร้อม แคปชั่น "ถ่ายไว้เมื่อปี 2016 ใช้การ์ดจอขุดใน pool สมัยก่อน #รู้งี้ #bitcoin" วันนี้ผมจะรวบรวมความคิดเห็นของคนในคอมมูนิตี้ว่าคิดเห็นยังไงกับภาพนี้กันบ้าง และผมได้บทเรียนอะไรบ้าง อีกอย่างผมอยากให้คอนเท้นนี้เก็บความทรงจําของบิทคอยในช่วงที่คนยังไม่ค่อยรู้จักอย่างปี 2016 ด้วยครับ ในรูปเราก็จะเห็นเป็นหน้าเว็บไซต์ bx.in.th ซึ่งใช้ซื้อขายบิทคอย ในตอนนั้นยังไม่มี exchange ด้วยความที่บิทคอยเพิ่งเกิดไม่นาน และสนใจโดยคนกลุ่มที่เล็กกว่าในปัจจุบันมาก ทําให้ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ ขาย เก็บบิทคอย ยุ่งยากมากๆครับ อาจจะด้วยเทคโนโลยี ด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ต ด้วยความรู้หลายๆอย่าง ต่างจากในตอนนี้ที่เราสามารถซื้อบิทคอยได้สะดวกมากทําเสร็จภายใน 1 นาที ผมเคยทําคลิปจับมือทํา มี 40 บาทก็ออมบิทคอยได้แล้ว ใครสนใจเข้าไปดูกันได้ กลับมาที่รูปนี้กันต่อ นอกจากประเด็นเว็บซื้อขายบิทคอยที่ปิดไปแล้ว อยากให้ดูราคาบิทคอยในตอนนั้นครับ ในปี 2016 ถ้าอิงเรทซื้อขายบิทคอยเว็บไซต์ bx.in.th เรทการซื้อบิทคอย 1 BTC = 23,664 THB เรทการขายบิทคอย 1 BTC = 22,668 THB หลายคนตกใจว่าทําไมเรทซื้อขายต่างกันเยอะ อยากบอกว่าเป็นเรื่องปกติครับ เขาไม่มีทางซื้อขายเท่ากันอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ถ้าคุณลองเอาเงิน ดอลล่าไปแลกแบงค์ดู เรทซื้อ เรทขายก็ไม่เท่ากันเหมือนกัน แล้วในรูป ถ้าหากคุณขาย 0.8 BTC จะได้รับเงิน 18,110 บาท แล้วตัดกลับมาที่ราคาบิทคอยในปัจจุบัน อยู่ที่ 3,597,865.67 บาทต่อ 1 BTC เท่ากับว่า 0.8 BTC ในวันนี้มีมูลค่าถึง 2,878,292.53 มูลค่าเพิ่มขึ้น 159 เท่า หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปี จริงๆข้อมูลตรงนี้ ดูกราฟทุกคนรู้หมด แต่ภาพนี้มันมายํ้าความรู้สึกเสียดาย ความรู้สึกรู้งี้ ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก เกริ่นมาพอสมควรคราวนี้ เราไปดูความคิดเห็นของคนในคอมมูกัน บ้างครับ ผมจะแบ่งประเภทคอมเม้นได้ 3 กลุ่มหลักๆก็คือ 1. กลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ตรง (Early Adopters) 2. กลุ่มผู้ที่รู้จักบิทคอยแต่ไม่ได้ซื้อขาย 3. กลุ่มที่แสดงความคิดเห็นทั่วไป 1. กลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ตรง (Early Adopters) คอมเมนต์ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มคนที่รู้จักและเข้ามาในวงการบิทคอยน์ตั้งแต่ช่วงแรกๆ โดยเฉพาะยุคที่ BX.in.th และ Coins.co.th ยังเป็นที่นิยมอย่างมาก คอมเมนต์ในกลุ่มนี้จะมีการกล่าวหัวข้อย่อยๆอีกเช่น 1.1 ประสบการณ์การซื้อขาย การซื้อบิทคอยน์ในราคาหลักร้อยหลักพันบาท (มีเม้นบอกว่า 100 บาท ได้ 30 เหรียญ) การซื้อขายผ่านเว็บ BX และ Coins.co.th พูดถึงลุงโฉลก เป็นต้น 1.2 การขุด (Mining) การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวขุดบิทคอยหรือเหรียญอื่นๆ เช่น NiceHash หรือ Minergate รวมถึงปัญหาเรื่องค่าไฟ มีคอมเม้นบอกว่าเหรียญที่ขุดหายไปเพราะ HDD คอมเก่าเสีย ทิ้งไปแล้ว ซึ่งมีมูลค่าเยอะเสียดายมาก 1.3 ความทรงจำและอารมณ์ ความคิดถึงบรรยากาศในแชทของ BX ที่สนุกสนาน และการพูดถึง "สมศักดิ์" ซึ่งเป็นตัวละครที่สร้างสีสันในห้องแชท มีคอมเม้นบอกว่า ปั่นกันทั้งวันทั้งคืน ไม่นอน สนุกมาก 1.4 ประสบการณ์การสูญเสีย ทําบิทคอย หรือ ขายหมู การสูญเสียเหรียญเนื่องจากเว็บปิดตัว, wallet เงินหาย ,ไฟล์ seedphrase.dat หายไปพร้อม HDD หรือ ล้างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการขายทิ้งในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบันมาก เช่น ขายหมดตอนราคาหลักแสนบาท 2. กลุ่มผู้ที่รู้จักบิทคอยแต่ไม่ได้ซื้อขาย กลุ่มนี้จะรู้จักบิทคอยน์จากข่าวหรือคนรอบข้าง แต่ไม่มั่นใจหรือมีเงินทุนแต่ไม่อยากซื้อช่วงแรกๆ หรือมารู้จักเมื่อราคาสูงขึ้นมากแล้ว เช่น คอมเมนต์ที่บอกว่ามารู้จักตอนราคาไป 700,000 แล้ว คนที่คิดว่าบิทคอยแพง ผ่านไปกี่ปี กี่ราคา มันจะขึ้นขนาดไหน เขาก็ไม่ซื้ออยู่ดี 3. กลุ่มที่แสดงความคิดเห็นทั่วไป เป็นคอมเมนต์ที่สรุปบทเรียนหรือความรู้สึกจากเรื่องราวในอดีตของผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในยุคบุกเบิก เช่น "รู้อะไรไม่เท่า รู้งี้" หรือ "ขายไปก็ดีแล้ว คนอื่นจะได้รวยบ้าง" รวมไปถึงคอมเมนต์ที่ให้คำแนะนำแบบสั้นๆ เช่น "เก็บโง่ๆ" และ "ถือยาว+อดทนรวย" คนที่ทําได้จะต้องศึกษาและเข้าใจบิทคอย รวมถึงอดทนรอให้มันงอกงามได้ จากคอมเม้นผมก็มานั่งวิเคราะห์ต่อว่า แต่ละท่านที่มาแสดงความคิดเห็นน่าจะรู้จักบิทคอยในช่วงเวลาไหนบ้าง แบ่งออกได้ 3 กลุ่ม 1 กลุ่มผู้บุกเบิก (รู้จักตั้งแต่ปี 2013-2017) - กลุ่มนี้คือผู้ที่ใช้งาน BX.in.th โดยตรง - เป็นผู้ที่ทันยุคที่บิทคอยยังมีราคาถูกมากๆ เช่น คอมเมนต์ที่พูดถึง ราคาหลักพันหรือหลักหมื่นบาท - คอมเมนต์ที่พูดถึงการเก็บเหรียญในช่วงปี 2017 2 กลุ่มที่รู้จักหลังจากปี 2017 (ช่วงที่ราคาเริ่มพุ่ง) - กลุ่มนี้คือผู้ที่เริ่มสนใจบิทคอยน์ในช่วงที่ราคามีความผันผวนสูงและเริ่มเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง - บางคนรู้จักมาก่อนแต่พึ่งมาสนใจบิทคอยช่วงนี้ 3 กลุ่มผู้ที่รู้จักในช่วงหลัง (ราคาเริ่มสูงมาก) - กลุ่มนี้คือผู้ที่เพิ่งมารู้จักบิทคอยน์เมื่อไม่นานมานี้ หรือเมื่อราคาได้พุ่งสูงขึ้นไปแล้ว หลังปี 2020 ซึ่งมักจะแสดงความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เข้ามาลงทุนตั้งแต่แรก และพยายาม stack sats ต่อไป จากคอมเม้นและประสบการณ์ของทุกคนในคอมมูนิตี้ ผมได้บทเรียนอะไรบ้าง 1 จงศึกษาบิทคอย และศึกษาบทเรียนในอดีต แล้วนํามาปรับใช้ในอนาคต หลายๆคนไม่ถือยาว แล้วมารู้งี้ ก็เพราะในตอนนั้นยังไม่มีบทเรียนให้เห็น เวลามันย้อนกลับไปไม่ได้ ดังนั้นเราก็โฟกัสที่ปัจจุบัน ผมเคยทําคลิป โฟกัสที่ ปัจจุบัน สําคัญที่สุด ได้พูดถึงประเด็นการซื้อบิทคอยไว้ด้วย ลองไปดูกันได้ น่าจะสรุปสาเหตุความรู้งี้ ของกลุ่มบิทคอยเนอร์ในยุคแรกๆได้ ว่าทำไมเขาถึงไม่ถือจนมาถึงปัจจุบัน 2 "ถือยาว" คือหัวใจสำคัญ คอมเมนต์หลายข้อที่แสดงความเสียดายล้วนมาจากปัญหาการ "ขายทิ้ง" ในช่วงที่ราคาดิ่งลง หรือขายไปเมื่อได้กำไรเล็กน้อย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการลงทุน บทเรียนที่ได้คือค่อยๆสะสม ทยอยออม และไม่ขาย หากเราเชื่อมั่นในสินทรัพย์อย่างบิทคอย การถือครองในระยะยาว (HODL) คือกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด 3 "เก็บโง่ๆ" คือวิธีที่ง่ายที่สุด คำว่า "เก็บโง่ๆ" จากคอมเมนต์มันสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่าไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ซับซ้อนในการเก็งกำไร เพียงแค่ซื้อและเก็บไว้โดยไม่ต้องคิดมากในระยะยาว ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าได้ 4 ความอดทนต่อความผันผวน มีคอมเม้นที่สะท้อนให้เห็นว่าการจะเก็บสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงอย่างบิทคอยน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเผชิญกับความผันผวนทางราคาและปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในชีวิตจริง มีหลายสาเหตุ ที่ทําให้คนถือบิทคอยได้ไม่นานพอ ความอดทนจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับการออมบิทคอย มีคอมเมนต์ที่ บอกว่ารู้จักตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ยังไม่รวยสักที ทําให้ผมนึกถึงคลิป ถือ BTC มานาน กําไรเยอะ แต่ทําไมไม่เห็นเปลี่ยนชีวิตสักที? ที่ผมเคยทํา อันนั้นจะพูดในการมองภาพในปัจจุบัน ดูคลิปนี้จบ ยังอารมณ์ค้างไปต่อคลิปนั้นกันได้เลยครับ 5 การจัดการความเสี่ยงและเก็บรักษาบิทคอย บทเรียนสำคัญที่ผู้บุกเบิกหลายคนต้องเผชิญคือการทําบิทคอยหาย - ลืมรหัสผ่าน การทํากระเป๋าเงินดิจิทัลหาย - seedphrase.dat หาย , HDD คอมเสีย - การที่เว็บเทรดปิดตัว โดนโกง - การเรียนรู้ในการเก็บบิทคอยอย่างปลอดภัยใน Hardware wallet สําคัญมากๆ - seed phrase เก็บไว้ให้ปลอดภัย จดในกระดาษ หรือตอกใส่แผ่นโลหะ ห้ามถ่ายรูป ห้ามอัพลงอินเทอร์เน็ต คําว่า Not Your Key , Not Your Coins มันเกิดมาจากปัญหาเรื่องบิทคอยหาย เพราะเราไม่ได้เก็บบิทคอยด้วยตัวเอง ดังนั้นดูแล HW , seed phrase และ บิทคอยของคุณให้ดี ถ้า seed หลุด บิทคอยหายได้ทั้งหมด 6 เข้าใจความแตกต่างระหว่าง "การออม" และ "การลงทุน" มีคอมเม้นที่พูดถึง "การเทรดและการลงทุน" ซึ่งมักจะเน้นการเก็งกำไรระยะสั้นหรือเทรดซื้อขาย อาจทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่การ "ออม" ที่มาจากการศึกษา และเข้าใจบิทคอย รวมวางแผนระยะยาวต่างหากที่จะสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายกว่า ผมมีคลิปแยกการออมและลงทุน ลองไปศึกษากันดูนะครับ สรุป 1 ถือบิทคอยไว้เฉยๆ วิธีเรียบง่าย แต่ทําโคตรยาก เพราะเราไม่มีทางรู้อนาคตว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนกับคอนเท้นในวันนี้ ที่มีเหล่า Early Adopters มาแชร์ประสบการณ์และความเสียดายมากมายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ถ้าพวกเขารู้ว่าราคาจะพุ่งมาขนาดนี้ใครจะขายถูกมั้ย? 2 การออมบิทคอย ระยะยาว เก็บไว้อย่างปลอดภัยใน HW คือวิธีที่ง่ายที่สุดก็ต่อเมื่อ เราเข้าใจบิทคอยจริงๆ ถ้าไม่เข้าใจ เราก็จะขายออกในวันที่ไม่ควรขาย 3 โฟกัสที่ปัจจุบันสําคัญที่สุด ความผิดพลาดในอดีตเอามาเป็นบทเรียนเพื่อให้ไม่ผิดเรื่องเดิมซ้ำๆ 4 ในตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่า บิทคอยคือทางรอดและยืนระยะจากผู้โจมตีมาได้ถึง 16 ปี บิทคอยคือการเงินไร้ศูนย์ที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ และสาเหตุที่มูลค่ามันเพิ่มขึ้นก็เพราะการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อที่ไม่มีทางทีที่จะลดลง รวมถึงคนเริ่มเห็นความจริงตรงนี้มากขึ้นว่า บิทคอยเป็นแหล่งเก็บมูลค่า ต่อต้านเงินเฟ้อ การถือครองระยะยาว ทําให้เรามีความมั่นคงและมั่งคั่งมากขึ้น 5 ผมเชื่อว่า บทเรียนในอดีตทําให้คนที่เข้าใจเก็บบิทคอยระยะยาวกันมากขึ้น - ถ้าหากเราไปดูข้อมูล on chain ข้อมูล bitcoin dominance รวมถึง supply ของบิทคอยใน exchange ที่น้อยลงไปเรื่อยๆ - รัฐชาติเริ่มเก็บ ทํา bitcoin reserve - บริษัท เริ่มทํา bitcoin treasury company มากขึ้น - ในอเมริกา สัดส่วนคนถือครองบิทคอย แซงหน้า ทองคําเป็นที่เรียบร้อยแล้ว - อเมริกันดรีมที่เคยมีเป้าหมายคือบ้าน รถ กลายเป็นการถือบิทคอย 1 BTC แทนแล้ว คุณเห็นเทรนแห่งอนาคตแล้วยัง?? ทองคําคือเงินของพระเจ้า เฟียตคือเงินของรัฐบาล บิทคอยคือเงินของประชาชน บิทคอยยิ่งรู้ช้า ยิ่งซื้อแพงขึ้น #siamstr #btc #bitcoin #satsandsound #ถือbtc #ออมbtc #stacksats
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
ความสำเร็จที่แท้จริง ต้องยั่งยืน และทำซ้ำๆได้ - Sats And Sound Ep.48 บทความนี้อยากให้ทุกคนหันกลับมมามองสิ่งที่เราเคยทำ สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสำเร็จ ว่าแท้ที่จริงมันเป็นสิ่งที่เราควร ดีใจ ภูมิใจ และยั่งยืนขนาดไหน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมกลับมาทบทวนตัวเอง เพราะถ้าหากเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าเรื่องไหน ล้วนแต่เป็นเกมระยะยาวทั้งนั้น ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริง ต้องยั่งยืนและทำซ้ำๆได้ คนที่ประสบความสําเร็จ เขาจะสามารถทําสิ่งนั้นๆได้อีกเรื่อยๆ เช่นดาราที่ได้รางวัลออสก้าซ้ำๆ หรือ นักธุรกิจที่สร้างเงินได้เรื่อยๆ พอคิดได้แบบนี้ การมองโลกของผมก็เปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เราบังเอิญทำแล้วสำเร็จ หรือได้ผลดีมันแย่นะ ยกตัวอย่างเช่น บังเอิญถูกหวย บังเอิญขายของได้ค่าคอมเยอะๆ ถ้าได้ผมก็ดีใจกับมัน แต่ผมจะคอยเตือนตัวเอง และไม่หลงคิดไปว่า สิ่งบังเอิญเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆได้บ่อย อาจจะดูมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย แต่ตัวผมเองเป็นคน ไม่พึ่งโชค ไม่พึ่งดวง มองทุกอย่างเป็นความจริงที่จับต้องได้เท่านั้น ยกตัวอย่าง 1. ความสำเร็จคือการขายของออนไลน์หรือทำนายหน้า - ถ้าเป็นการขายของตรงกับคลิปที่เราจะขาย แล้วขายได้เรื่อยๆ อันนี้ผมจะดีใจ เพราะสินค้าที่ขายเกิดจากลูกค้าสนใจคลิปเราแล้วกดซื้อ มีโอกาสที่เราจะขายได้ซ้ำๆอีก ถึงจะได้เงินไม่มากต่อขึ้นก็ไม่เป็นไร เรามองระยะยาว - ถ้าเป็นสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับคลิปของเรา แล้วลูกค้ากดซื้อ เราได้ค่าคอม ถึงแม้จะได้เงินเยอะ แต่สิ่งนี้ไม่ยั่งยืน และมีโอกาสที่เราจะขายได้แค่ครั้งเดียว ผมก็จะเฉยๆครับ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้คาดหวังมาก 2. ความสำเร็จคือการหาเงินมา ออมบิทคอย ได้มากขึ้น ตัวอย่างนี้เราจะได้เห็นประโยชน์ ของการทําซํ้าๆได้อย่างชัดเจน - ถ้าเงินที่ได้มาจากการถูกหวย การขายของที่ทำได้แค่ครั้งเดียว ได้เงินก้อน ผมก็จะเฉยๆครับ ไม่ได้ภูมิใจอะไรมาก เพราะสิ่งนี้มันทําซํ้าไม่ได้ - ถ้าเงินที่ได้มาเกิดจาก การทํางาน productivity ร่วมกับการจัดการเงินส่วนบุคคลผ่านการทํารายรับรายจ่าย อันนี้น่าภูมิใจกว่าเพราะเราคิดมาแล้ว และที่สําคัญมันทําได้ในระยะยาว ถึงแม้ว่าจํานวนที่ใช้ออมบิทคอยจะน้อยกว่าแต่ยั่งยืนกว่ามาก ผมทำทุกเดือนสร้างวินัยจนเป็นนิสัย มันจะค่อยๆขัดเกลา มายเซ็ตของเราให้เดินถูกทางมากขึ้นด้วย อะไรที่ผ่านกระบวนคิดมาดีแล้ว และไม่ฉาบฉวย ผมว่ามันยั่งยืนและมีความสุขกว่าจริงๆนะ ตรงกับหลักคิดของ บิทคอย ที่ทุกคนต้อง Low Time Preference และชอบหลักการ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ในตอนนี้เราอยู่ในโลกของเงินเฟียต ที่ต้องรวดเร็ว High Time Preference ตลอดเวลา แต่ละวันเราก็จะเห็นข่าว คนถูกหวยรางวัลใหญ่ เป็นสิบๆล้าน ข่าวความสำเร็จของนัก ธุรกิจที่สร้างตัวได้อย่างรวดเร็ว เช่น 1 ปีรวยเลย ประสบความสำเร็จในระยะสั้น ข่าวพวกนี้อ่านได้แต่อย่าไปอินกับสิ่งพวกนี้มากนะครับ ความสำเร็จแบบชั่วคราวเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในคนแค่ 1% เท่านั้น มนษย์ธรรมดาอีก 99% อย่างพวกเรา อยากให้รู้เท่าทันความคิด และมองโลกแห่งความเป็นจริง ไม่พึ่งพาโชคหรือเอาความสำเร็จไปแขวนกับความไม่แน่นอน อยากประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและแท้จริง ไม่ว่าในเรื่องไหน ต้องหาวิธีที่ทำให้เราสามารถทำสิ่งนั้นซ้ำๆได้ ผมเองไม่ได้ด้อยค่าคนที่ฟลุ๊ดหรือโชคดีนะครับ บุญวาสนาโชคลากเป็นเรื่องตัวใครตัวมัน ถ้าโชคดีก็ถือว่าเป็นทางลัดไปสู่ความสําเร็จเร็วขึ้น เช่นเรื่องเงิน เราก็จัดการดีๆ อย่าเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหมด ไม่งั้นจากลาภ มันจะกลายเป็นทุกขลาภแทน สรุป 1. ความสําเร็จที่แท้จริง ต้องยั่งยืนและทําซํ้าๆได้ มันไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ต้องอาศัยทั้ง วินัย ความสามารถ และการอุทิศเวลา เพื่อสร้าง Productivity ซํ้าๆนั่นเอง 2. รู้เท่าทันความสำเร็จที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นสิ่งที่ทำซ้ำๆไม่ได้ เราก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ 3. อยู่ในโลกแห่งความจริง ค่อยๆสะสมประสบการณ์ ความรู้ ความชํานาญ อยากสําเร็จเรื่องไหน ก็โฟกัสที่เป้าหมายนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทําตามเป้าที่ตัวเองคาดหวังได้ ไม่ช้าก็เร็ว 4. ความโชคดี ความฟลุ๊ค เกิดขึ้นก็ดี มันเป็นทางลัดที่ทําให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แต่อย่าไปคาดหวังว่าความโชคดีจะเกิดขึ้นบ่อยๆ รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง #siamstr #satsandsound #bitcoin #btc #พัฒนาตัวเอง #ความสำเร็จ
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
การออมบิทคอยด้วย หลักการ สิบเท่า เกษียณได้จริงมั้ย ?? - Sats And Sound Ep.47 วันนี้ผมก็จะมาเสนอหลักการ การตั้งเป้าหมาย การออมบิทคอย "ด้วยหลักการสิบเท่า" กันครับ ซึ่งเป็นการกําหนดเป้าหมายระยะยาวที่ท้าทายขึ้นอีกระดับหนึ่ง ไอเดียนี้ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันครับ เห็นว่ามันน่าสนใจดีก็เลยจะเอามาแชร์ให้ฟังกัน อยากให้ดูให้จบเพราะผมจะคํานวณตัวเลขจริงให้ดูว่าออมบิทคอยด้วยหลักการสิบเท่า - คํานวณยังไง - ต้องมี BTC เท่าไหร่ - ที่สําคัญ มันเกษียณได้จริงมั้ย การกําหนดเป้าหมายการออมบิทคอย ที่จริงมันหลากหลายมากๆนะครับ จากคลิป Bitcoin เริ่มออมเท่าไหร่ดี?? ที่ผมเคยทําไปก่อนหน้านี้ ผมก็ได้มีการยกตัวอย่างเป้าหมายในการออมบิทคอย 2 เป้าหมายคือ 1 ออมให้ได้ 0.01 BTC 2 เป้าหมายเกษียณ โดยใช้การคํานวณจากตัวเลขจริงจาก Bitcoin Retirement Calculator ดูคลิปนี้จบ ใครสนใจไปต่อคลิปนั้นกันได้ ผมแปะลิงค์ไว้ให้แล้ว กลับมาที่วันนี้กันก่อน หลักการสิบเท่าเป็นการตั้งเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว โดยให้มูลค่าของบิทคอยที่ถือครอง มีมูลค่าอย่างน้อย 10 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำปี ของเราเอง คํานวณง่ายเข้าใจง่ายมากครับ ตัวอย่าง: ชายโสด อายุ 30 ปี ค่าใช้จ่ายต่อปีคือ 300,000 บาท ต้องการเกษียณตอนอายุ 60 ปี ดังนั้นเป้าหมายตามหลักการนี้คือ การมีบิทคอยน์ที่มีมูลค่าอย่างน้อย 3,000,000 บาท ถ้าเทียบราคา 1 BTC = 4,000,000 บาท เป้าหมายการออมบิทคอยตามหลักการสิบเท่า หากมีค่าใช้จ่าย 300,000 บาท ต่อปี ก็คือ 0.75 BTC ถือว่าเป็นจํานวนบิทคอยที่ไม่น้อยเลย เพื่อคอนเฟิร์มว่าจํานวนเท่านี้มันเกษียณได้จริงมั้ย เราจะลองเอาข้อมูลเคสนี้ไป คํานวณผ่าน Bitcoin Retirement Calculator กัน ใส่ข้อมูลได้เลย อายุ 30 ปี คิดว่ามีชีวิตอยู่ถึง 86 ปี จํานวนบิทคอยที่ถือ 0.75 BTC ไม่ซื้อเพิ่มต่อปีแล้วหลังเกษียณ คิดว่าอัตราดอกเบี้ยทบต้น 30% และเงินเฟ้อ 8% ส่วนหัวข้อ Desired annual retirement income เงินที่ต้องใช้ต่อปีหลังเกษียณ ข้อนี้เราใส่ ตัวเลข 3,000,000 บาท ตามหลักการสิบเท่าเข้าไปครับ (ประมาณ 94,000 ดอลล่าสหรัฐ) ที่จริงหัวข้อนี้ ผมลองไปคํานวณค่าใช้จ่ายต่อปี ใหม่โดยการคิดเงินเฟ้อ 8% จะได้ว่า ค่าใช้จ่ายรายปี 300,000 บาท ในปีนี้ อีก 30 ปีข้างหน้า มันจะกลายเป็น 3,016,160 บาท ตัวเลขก็ใกล้เคียงกับ หลักสิบเท่าเหมือนกันนะ ดังนั้นข้อใช้เลขเดียวกันไปเลย ในชาร์ตสรุปว่า ถ้าเรามี 0.75 BTC ในตอนนี้ตามที่คํานวณจากหลักการออมบิทคอยสิบเท่า คุณจะสามารถเกษียณได้ตอนอายุ 41 ปี ถือว่าเกษียณได้เร็วมากเลยนะครับ ในเคสนี้สิ่งที่ต้องทําคือ 1 เก็บบิทคอยให้ได้ 0.75 BTC ถ้าทําได้ก่อน อายุ 41 ปี คุณก็เกษียณได้เลย 2 หลังจากนั้น คุณอาจจะ - HODL ถือบิทคอยต่อไปเรื่อยๆ ด้วยการเก็บใน HW ที่ปลอดภัย เพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิตและมีอํานาจการใช้จ่ายที่มากขึ้น - ขายตามอัตราส่วนเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย ถ้าเป็นผมทําได้ตอนอายุ 41 ปี ผมไม่ขายบิทคอยนะ คิดว่าคงจะ stack sats ต่อสะสมไปเรื่อยๆ บิทคอยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ยิ่งมีมากยิ่งสบายใจ มีเวลาทํางานอีกตั้ง 19 ปี ผมว่าเก็บบิทคอยน้อยกว่านี้ก็ยังเกษียณได้เลย 3 บางคนอาจจะเลือกกระจายไปลงทุน หรือ สร้าง cash flow เตือนไว้ก่อน ใครจะเอาบิทคอยที่ออมได้แล้วไปต่อยอด ค้ำประกัน หรือลงทุนต่อ คิดและศึกษาหาข้อมูลดีๆนะครับ ทําแบบนี้บิทคอยคุณเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก จากที่มั่นคงจะเครียดแทนได้ สรุป 1 การออมบิทคอยด้วย หลักการ สิบเท่า เป็นหนึ่งในวิธีกําหนดเป้าหมายการออมบิทคอย ระยะยาว จากกรณีศึกษาสามารถเกษียณได้จริง และตัวเลขสอดคล้องกับเครื่องมืออื่นๆที่เคยใช้คํานวณ 2 เป้าหมาย และตัวเลขที่คาดการณื เป็นเพียงการคํานวณให้เราเห็นภาพคร่าวๆเท่านั้น การเกษียณเป็นเกมระยะยาว เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 3 คลิปนี้เป็นแค่หนึ่งในไอเดียในการกําหนดเป้าหมายเท่านั้น ผมเชื่อว่าคนที่ตั้งใจ stack sats ทุกคนมีวิธีที่ดีที่สุดสําหรับตัวเอง 4 ความเห็นส่วนตัวคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้าง consevative ตัวเลขบิทคอยที่เป็นเป้าหมายมันสูง และต้องใช้เวลาเก็บระดับหนึ่ง ใครรู้สึกว่ายาก ไม่ต้องเครียดนะครับ ทําเท่าที่เราทําได้ ผมเชื่อว่าทุกคนมีทางของตัวเอง ส่วนตัวแนะนําเริ่มจาก 0.01 BTC ก่อน ถ้าทําได้ค่อยเพิ่มเป็น 0.1 BTC ค่อยเพิ่มเป้าทีละนิด ไม่แน่นะวันที่คุณมี 0.1 BTC มันอาจจะเพียงพอต่อการเกษียณโดยที่คุณไม่รู้ตัวแล้วก็ได้ คนที่ดูมาทั้งคลิปแล้วลองคํานวณของตัวเองดูครับ ว่าเป้าหมายของคุณเท่าไหร่ และคุณจะวางแผนเก็บบิทคอยให้ถึงได้อย่างไร ผมขอให้ทุกท่าน stack sats ได้ตามเป้าหมายนะครับ #siamstr #btc #bitcoin #ออมเงิน #ออม #ออมบิทคอย #satsandsound
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
มีเงินแค่ 40 บาท เริ่มออมบิทคอยได้เลย จับมือทํา เสร็จใน 1 นาที - sats and sound Ep.46 (เป็นคลิปแนะนำมือใหม่ จับมือทำ ที่อาจจะต้องดูวิดีโอประกอบครับ อ่านบทความอาจจะ งง บางส่วนได้ ) คลิปนี้ทําจากคอมเม้นในช่องครับ มือใหม่บางคนยังเข้าใจว่า บิทคอยที่ราคาเกือบ 4 ล้านในวันนี้ ถ้าจะเริ่มต้นออม จะต้องใช้เงินจํานวนมาก หรือ ต้องมีเงินขั้นตํ่า หลักพัน หลักหมื่น ขึ้นไปกว่าจะซื้อได้ มันเป็นมายเซ็ตคล้ายๆการซื้อหุ้นที่เราต้องซื้อเป็น lot แต่ในการซื้อบิทคอย ใน exchange เราสามารถซื้อด้วยจํานวนน้อยๆได้ครับ วันนี้ผมจะมาทําให้ดูว่า มีแค่ 40 บาท ก็เริ่มต้นออมในบิทคอยได้แล้ว ผมใช้ bitkub นะครับ ซึ่งเป็น exchange ที่ผ่านการรับรองจาก กลต. ประเทศไทย ที่จริงมีอีกหลายเจ้า เข้าไปดูในเว็บไซต์ของกลต. ได้เลยครับ ใครยังไม่สมัคร โหลดแอฟก็จัดการให้เรียบร้อยก่อนนะครับ จากข้อมูลที่ผมไปถาม บิทคับมา 1 ขั้นตํ่าในการฝากเงินด้วย QR code คือ 40 บาท 2 ขั้นตํ่าในการซื้อเหรียญคือ 10 บาท มีเงินหลักสิบก็เริ่มต้นออมบิทคอยได้แล้วนะ มาดูขั้นตอนตั้งแต่ฝากเงินเข้า จน ออมบิทคอยเสร็จ บอกเลยว่าใช้เวลาแค่ 1 นาที 1 ฝากเงิน อแฟ bitkub กดที่ไอคอนฝาก THB มาอีกหน้าจอก็ระบุจํานวนเงินได้เลย วันนี้ผมจะฝาก 40 บาท เงื่อนไขทั้ง 4 ข้ออ่านและติ๊กให้ครบนะครับ ข้อ 1 เงินที่โอนเข้ามา ชื่อบัญชีจะต้องตรงกับ ชื่อของเราที่ลงทะเบียนกับบิทคับเท่านั้น ข้อ 2 โอนเงินตรงตามยอดที่ระบุ ข้อ 3 QR code ใช้ได้ครั้งเดียว ห้ามใช้ซํ้า ข้อ 4 งดโอนในช่วงเวลา 5ทุ่มครึ่ง ถึง เที่ยงคืน 10 นาที น่าจะเป็นช่วงอัพเดทหรือปรับปรุง ระบบ ติ๊กให้ครบ อ่านเข้าใจเรียบร้อย กดยืนยันการฝากได้เลย หน้าpop up เช็คจํานวนเงินอีกครั้ง 40 บาทถูกต้องกดยืนยัน จากนั้นจะได้ QR code มา เราก็ดาวน์โหลดรูป ลงมือถือแล้วไปกดโอนในแอฟธนาคารได้เลย พอโอนเสร็จ จะมี pop up แจ้งเตือนว่าเงิน 40 บาทเข้ามาที่ exchange แล้ว หรือถ้าใครเชื่อมต่อ บิทคับกับ line มันก็จะแจ้งผ่านไลน์ด้วย จากนั้นเข้ามาที่แอฟ กดที่คําว่า wallet ด้านล่างขวามือ จะเห็นว่า เงิน 40 บาทเข้ามาแล้ว ที่นี้ก็พร้อม ออมบิทคอยแล้วครับ กดที่ไอคอน market ซ้ายล่าง แล้วเลือก ตัวบนสุด ที่เขียนว่า BTC / THB ซื้อบิทคอย กดที่ปุ่มสีเขียวที่เขียนว่า ซื้อ มันจะขึ้น option มา แถบเงินที่ต้องการจ่าย เราสามารถใส่ตัวเลข หรือ กดจํานวนเงินได้ อย่างที่บอกขั้นตํ่า 10 บาทเองแต่วันนี้ผมซื้อหมดเลยครับ 40 บาท แถบต่อไปราคาต่อ BTC เราสามารถเลือกราคา บิทคอยที่ต้องการซื้อได้ เราไปดูแถบ price ASKS สีแดง จิ้มได้เลย ส่วนใหญ่บันทัดบนสุดก็จะถูกสุดในตอนนี้ เช่น 3693220.13 มีปริมาณBTCพร้อมขายคือ 0.0049818 BTC แต่ชีวิตเราง่ายกว่านั้นครับ สังเกตแถบที่เขียนว่า ลิมิต มาร์เก็ต สต็อป กดที่ตรงกลาง มาร์เก็ต เราก็ได้ราคาตลาดตอนนั้น กดปุ่มเขียวซื้อ แล้วกดยืนยัน ออเดอร์มาร์เก็ต จํานวนเงิน 40 บาท มี pop up แจ้งว่า ซื้อเสร็จแล้ว จบ เชื่อยังว่านาทีนึงเสร็จ เราสามารถกดเข้าไปดูใน wallet ได้ว่าตอนนี้เรามี BTC เท่าไหร่ ผมได้มา 0.0000108 BTC มูลค่า 39.88 บาท จํานวนเงินบาทจะไม่คงที่ขึ้นอยู่กับราคา บิทคอยตอนนั้น และ การซื้อบิทคอย exchange จะมีหักค่าธรรมเนียมไปด้วยนะ กดไปที่ปุ่มคล้ายนาฬิกาขวาบน เราสามารถเข้าไปดู รายละเอียดการซื้อได้ บอกหมดว่า ซื้อตอนกี่โมง ได้ต้นทุน BTC กี่บาท ได้รับกี่ BTC หรือถ้าใครผูกบัญชีกับไลน์ มันก็จะแจ้งเหมือนกัน ออมเสร็จสบายใจ สิ่งที่แนะนําให้ทําต่อไปคือ การจดบันทึกการออม สิ่งนี้จะทําให้เรารู้ว่าเราใกล้ถึงเป้าแล้วยัง การจดมันเป็นจิตวิทยาที่ทําให้เรามีแรง และมีไฟในการออมบิทคอยด้วยครับ จะเห็นถึงความก้าวหน้า proof of work และ productivity ด้วย แนะนําไปดูคลิป การจดบันทุก proof of work ลองทําดูมันใจฟูจริงๆนะครับ ผมมี ตัวอย่าง การจดบันทึกใน Excel ให้ดู เราคีย์ข้อมูลได้เลย เราดูเอง ทําตามสไตล์ ตามความถนัดได้เลย 1 BTC เท่ากับ 100 ล้าน ซาโตชิ (sats) ใน exchange จะใช้หน่วย BTC เป็นหลัก ทําให้เราเห็น เลขทศนิยมเยอะ แนะนําบันทึกเป็นหน่วยเดียวกัน จะได้ดูง่าย จะใช้ BTC หรือ Sats ก็ได้ การโอนบิทคอยเข้าไปใน Hardware Wallet อีกหนึ่งหัวข้อที่มือใหม่ควรศึกษาไว้ก่อน ในอนาคตถ้าหากเราต้องการโอน บิทคอย ออกจาก exchange ไปเก็บใน hardware wallet ก็ทําได้นะครับ แต่แนะนําว่า เราอาจจะต้องมี บิทคอยจํานวนหนึ่งก่อน ยกตัวอย่างเช่น มีบิทคอยมูลค่า 5 พัน - 1 หมื่น บาท เพราะทุกครั้งที่เราโอนบิทคอยออกผ่าน Bitcoin Network เราจะเสียค่าธรรมเนียม Fix 0.00003 BTC หรือ 3000 sats ( โอนกี่ sats ก็จ่ายเท่ากัน ) ดังนั้นการโอนบิทคอยออกในจํานวนน้อยๆมันไม่คุ้ม เรื่องนี้ค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมได้ครับ ทำไมเราจะเก็บบิทคอยไว้ใน exchange ตลอดไปไม่ได้ ถึงแม้ exchange ที่ กลต. รับรองจะปลอดภัย แต่มันก็เป็นการป้องกันความเสี่ยงครับ อย่างไรก็ดี ถ้าเราไม่ได้เก็บบิทคอยเอง บิทคอยนั้นก็อาจจะยังไม่ใช่ของเรา อยากให้ทุกคนเก็บแบบ self custody เป็นครับอย่างกับคําที่พูดว่า Not Your Key, Not Your Coins เน้นยํ้าอีกครั้ง คลิปวันนี้เป็นการออมบิทคอยนะครับ ไม่ใช่การเทรด ซื้อๆขายๆ ใครยังแยกไม่ออก เข้าไปดูคลิป แยกการออม และ การลงทุน ออกจากกันของผมได้นะครับ ถ้ามายเซ็ตเราถูก ชีวิตเราจะง่ายขึ้นมาก สบายใจด้วยครับ สรุป 1 ออมบิทคอย ไม่ต้องใช้เงินจํานวนมาก เริ่มต้นแค่ 40 บาท ก็ออมได้แล้ว ง่ายซื้อเสร็จใน 1 นาที 2 ทุกครั้งที่ซื้อบิทคอย อย่าลืมจดบันทึกการออม เพื่อติดตามผลและเป้าหมาย 3 ไม่ควรเก็บบิทคอยไว้ใน exchange จํานวนมาก อาจจะเกิดความเสี่ยงถอนออกมาไม่ได้ ถ้า exchange มีปัญหา ถ้าหากมีจํานวนบิทคอยมูลค่าเกินหลักหมื่น แนะนําให้ศึกษาการเก็บแบบ self custody โอนออกไปเก็บใน HW ที่ปลอดภัย เพื่อทําให้บิทคอยหรือ sats ที่เรามีนั้นเป็นของเราอย่างแท้จริง มือใหม่ค่อยๆศึกษาได้ครับ ไม่ต้องรีบ 4 ทุกอย่างที่บอกในคลิปคือการออมบิทคอยในระยะยาว ไม่ใช่การลงทุน #siamstr #bitcoin #btc #satsandsound #ออม #ออมbitcoin #bitkub
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
Bitcoin เริ่มออมเท่าไหร่ดี?? คลิปนี้มีคำตอบ - sats and sound Ep.45 เป็นคําถามในช่องนะครับ ซึ่งเป็นคําถามที่ผู้ที่เริ่มศึกษาและเข้าใจบิทคอย อยากได้ไอเดีย เริ่มออมบิทคอยเท่าไหร่ดี การเริ่มที่ดีที่สุดคือ การมีส่วนร่วม (skin in the game) หรือการเข้ามาถือบิทคอยนั้นเอง เชื่อเถอะ ถ้ามามีบิทคอยจํานวนหนึ่งแล้ว เราก็จะเริ่มศึกษาและเข้าใจมันมากขึ้น ควรเริ่มออมยังไง และ ออมเท่าไหร่ ถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลเลยครับ ผมคิดว่าเราจะต้องดู 2 เรื่อง 1 การเงินส่วนบุคคลของเรา 2 เป้าหมายการออมบิทคอย 1 การเงินส่วนบุคคลของเรา - ดูสุขภาพการเงินของเราก่อน เพราะการออมของเราจะต้องทําต่อเนื่องในระยะยาว นั่นหมายความว่าเราจะต้องมีแผนการออมที่สามารถทําจริงได้ทุกเดือน - การเช็คสุขภาพการเงินที่ง่ายที่สุดคือเริ่มต้นทํารายรับรายจ่าย ให้ดีลองทําสัก 3-6 เดือนจะเริ่มเห็นตัวเลข ว่าที่จริงเราจ่ายอะไรไปบ้าง ข้อนี้จะทําให้เรากําหนด ค่าใช้จ่ายต่างๆ การออมรายเดือนแบบคร่าวๆได้ด้วย - จัดการหรือเคลียร์หนี้ ให้เรียบร้อย ถ้ายังมีก้อนนี้อยู่ คุณจะไม่สามารถออมระยะยาวได้ ผมมีคลิปพูดเกี่ยวกับหนี้ลองไปดูได้ครับ - เงินสํารองฉุกเฉิน 3-6 เท่าของรายจ่าย รายเดือน รู้ตัวเลขจาการทำรายรับรายจ่าย ก้อนนี้ต้องมีไว้ก่อน เพราะถ้าเราไม่มี สุดท้ายเราก็ต้องเอาเงินที่ออมบิทคอยที่ไม่ควรขายออกมาใช้อยู่ดี (ขายขาดทุนด้วย) ประสบการณ์ตรงจากตัวเอง สมัยเป็นมนุษย์เงินเฟียต ใจร้อน ทุ่มเงินเข้าพอร์ตหุ้นทั้งหมด high time preference กะว่าทุนเยอะเราจะรวย สุดท้ายต้องใช้เงินแล้วพอร์ตเงินฉุกเฉินไม่พอ ผมต้องขายหุ้นขาดทุนมาใช้ก่อน ความสําเร็จคือสิ่งที่ต้องทําซ้ำๆได้ ดังนั้น อยากออมบิทคอยให้ถึงเป้าหมาย สุขภาพทางการเงินของคุณต้อง healthy ก่อน 2 เป้าหมายการออมบิทคอย ข้อนี้จะเป็นตัวกําหนดขั้นตอน ระยะเวลา และสร้างวินัยในการออมให้ถึงเป้าหมายที่จับต้องได้จริง เวลาทําสําเร็จมันรู้สึกดีมาก ผมจะมีตัวอย่างเป้าหมาย 2 แบบคือ เป้าหมายเริ่มต้น กับเป้าหมายเกษียณ 2.1เป้าหมายเริ่มต้น ใครที่ยังไม่เคยมีบิทคอยเลย เริ่มออมสัก 10% ของเงินเดือนก็ได้ครับ หรือตัวผมจะบังคับตัวเองต้องออมบิทคอยอย่างน้อย 1000 บาททุกเดือน หรือ ถ้าอยากตั้งเป้าหมายการออมบิทคอย ผมแนะนําคลิป เป้าหมายแรกให้ทุกคนก็คือ ให้เก็บ 0.01 บิทคอยเป็นเป้าขั้นตํ่า ลองเข้าไปดูในคลิปได้นะครับ 2.2 เป้าเกษียณ ถ้าใครออมได้เกิน 0.01 BTC แล้ว ก็ค่อยเพิ่มเป้าหมายเช่น 0.1 - 1 BTC หรือมากกว่านี้เพื่อเกษียณ อันนี้ผมใช้เครื่องมือ ชื่อ Bitcoin Retirement Calculator ซึ่งผมมีคลิปการคํานวณตัวอย่างเกษียณจริงมาให้ดูเลยว่าเกษียณได้มั้ย เข้าไปดูกันได้เลยครับ ดูจบคํานวณของตัวเองได้เลย สมมติได้เป้าหมาย ได้ตัวเลขมาแล้วทํายังไงต่อ ผมยกตัวอย่างเคสให้เห็นภาพชัดๆนะครับ ชายโสด อายุ 25 ปี เงินเดือน 20,000 บาท ทําบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว ค่าใช้จ่ายรายเดือน 16,000 มีหนี้ กยศ ส่งเดือนละ 1,500 บาท ยังไม่มีเงินสํารองฉุกเฉินเลย จากเคสนี้ คิดง่ายๆคือ เหลือเงินเก็บเดือนละ 2,500 บาท เราก็จะเอาส่วนนี้มาจัดสรรกันครับ 1 ก้อนแรกเงินสำรองฉุกเฉิน 3 เท่าของรายจ่าย (16,000*3= 48,000) 2 ก้อนออมในบิทคอย เป้าหมาย 0.01 BTC (1 BTC ราคาประมาณ 4 ล้าน , 0.01 BTC 40,000) ถ้าตัวเป็นตัวเงินที่ต้องเก็บ 88,000 บาท / 2,500 = 35.2 เดือน หรือ 2.9 ปี (ในกรณีที่บิทคอยราคาไม่เพิ่ม) ดูยากใช่มั้ย แต่ลองเริ่มทําดูก่อน ถ้าไม่เริ่มก็ไม่ได้ทําสักที กรณีที่ 1 เงินเหลือ 2,500 บาท (ออม 12 เดือน มีเงิน 30,000 บาท) ลองจัดสัดส่วนก่อนเช่น สำรองฉุกเฉิน 1500 บาท ออมในบิทคอย 1000 บาท ทําดูสัก 3-6 เดือนต่อเนื่อง ผมคิดว่าคุณจะเริ่มมีไฟในการประหยัด และหาเงินเพิ่ม เข้าไปดูคลิป ของไม่จําเป็นไม่ซื้อในทันทีได้ คลิปนั้นช่วยจัดการการใช้เงินได้ดี เป้านี้ดูแล้วมันนานดังนั้น ดังนั้นการหารายได้หลายทาง รายได้เสริม การทําโอทีเพิ่ม รวมถึงโบนัสปลายปี จะทําให้เป้าหมายคุณถึงเร็วขึ้น ผมเป็นนะ พอเห็นแผนเราจะพยายามหาทางทําให้มันเร็วขึ้น กรณีที่ 2 เงินเหลือ 2,500 + 1,000 (ประหยัดเพิ่ม) + 3,000 (รายได้เสริม) = 6,500 บาท (ออม 12 เดือน มีเงิน 78,000 บาท) เป้าหมายดูใกล้ขึ้น กว่าเดิม เก็บสํารองฉุกเฉิน 3,500 บาท ออมในบิทคอย 3,000 บาท กรณีตัวอย่างเป็นไอเดียที่คุณสามารถนําไปวางแผนการออมในบิทคอย หรือ เป้าหมายอื่นได้เอง เริ่มจะออมบิทคอย ต้องดูสุขภาพการเงิน วางแผนเพื่อสร้างวินัย การออมระยะยาว อย่าลืมเงินสํารองฉุกเฉิน เพื่อจะได้ไม่ต้องขายบิทคอยตอนไม่จําเป็น อีกสิ่งหนึ่งที่สําคัญมากคือ บิทคอยที่ออม ต้องเก็บไว้ใน Hardware wallet ที่ปลอดภัย ศึกษาเรื่อง seed phase จดในกระดาษเท่านั้น ห้ามบอกใคร ห้ามถ่ายรูปในมือถือ ห้ามโพสลงเน็ตเด็ดขาด ถ้า seed หลุด บิทคอยเสี่ยงหายได้ทั้งหมดทันที เรื่องนี้มือใหม่ทุกคนต้องศึกษานะ ไม่รู้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก สรุป 1 การออมบิทคอย จะต้องจัดสรรเงินที่มีก่อน จากนั้นวางเป้าหมาย ส่วนจะเริ่มเท่าไหร่ ออมเท่าไหร่ดี สุขภาพการเงิน และ passion เกี่ยวกับ บิทคอย ของคุณจะบอกคุณเอง แต่ละคนไม่เหมือนกัน 2 ทํารายรับรายจ่าย และวางแผน เพื่อกำหนดวิธี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 3 วินัยและความสม่ำเสมอ คือคําตอบของความสําเร็จ ดังนั้นจะต้องวางแผนการออมที่คุณต้องทําได้จริงทุกเดือน 4 ถ้าศึกษาไปเรื่อยคุณจะรู้ว่า มีบิทคอยเท่าไหร่ก็ไม่พอ จะออมบิทคอยต้องรีบทํานะ เพราะยิ่งออมช้า ยิ่งซื้อแพงขึ้น 5 เก็บบิทคอยไว้ใน Hardware wallet ที่ปลอดภัย Seed Phrase ต้องอยู่ในที่ไม่มีใครรู้นอกจากเรา 6 วันที่ดีที่สุดในการออมบิทคอย คือวันนี้ ดังนั้นเริ่มวางแผนการเงิน และออมบิทคอยเลยครับ ลองทําดูสัก 2 ปี คุณจะตกใจในผลลัพท์ที่เกิดขึ้นว่า เราก็ออมเงิน ออมบิทคอย ทําได้ตามเป้าเหมือนกันนะ ผมเชื่อว่าถ้าคุณทํา 2 เป้าหมายนี้สําเร็จ คุณจะสามารถตั้งเป้าหมายต่อไป ที่จะสร้างความมั่นคงในชีวิตที่แท้จริงได้ #siamstr #bitcoin #btc #ออมเงิน #การเงิน #ออมbitcoin #ออมbtc #satsandsound
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
เข้าใจ บิทคอยผ่านประสบการณ์จริง แบบโลกไม่สวย - sats and sound Ep.44 ปี 2025 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิด bitcoin adoption ไม่ว่าจะเป็นบริษัท bitcoin treasury หรือแม้แต่กฏหมาย bitcoin reserve ของรัฐชาติต่างๆ cycle นี้คนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น พอมีคนสนใจมากขึ้น เริ่มจะเข้ามาศึกษาน่าจะฟังข้อมูลทั่วไปมาเยอะแล้ว ผมก็จะมาเล่าความเข้าใจ บิทคอย ผ่านประสบการณ์จริงของผมแบบโลกไม่สวยกัน 1 เงินเฟ้อมันเฮีย แถมไม่มีใครหยุดมันได้ ตัวผมเองก่อนที่จะเข้ามาศึกษาบิทคอยก็โดนเงินเฟ้อทําร้ายมาก่อน ผมเคยเล่าไว้ในหลายๆคลิปลองไปหาฟังกันดู ถ้าคุณเข้าใจระบบการเงินโลก การพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ รู้ว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง คุณจะรู้ว่าเงินเฟ้อไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ประวัติศาสตร์ดินแดนที่ล่มสลายเพราะเงินเฟ้อเกิดขึ้นซํ้าๆจากการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เกิดจากความโลภ ความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น เงินเฟียตเกิดจากการเป็นตั๋วแลกทองคํามาก่อน จนกลายมาเป็นเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์ออกมาได้ไม่อั้น ทําให้โลกของเราเต็มไปด้วยหนี้ที่คนรุ่นใหม่จะต้องรับกรรม และ มีคุณภาพชีวิตที่แย่กว่ารุ่นพ่อแม่ไปเรื่อย การศึกษาและระบบเฟียต ล้างสมองให้เราคิดว่า เงินเฟ้อมันดี เป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐต้องพิมพ์เงินมาพยุงเศรษฐกิจ เขาบอกว่า เงินเฟ้อปีละ 2-3% แต่พอไปดู M2 ความจริงเงินเฟ้อปีละ 7-10% ใครรู้รอด ใครไม่รู้โดนหลอก จนทั้งชีวิต ถ้าเงินเฟียตที่เราใช้อยู่มันไม่เฟ้อ และรักษามูลค่าได้ เราไม่จําเป็นต้องมีบิทคอยเลย 2 ความเชื่อใจ จริงใจไม่มีอยู่จริง ภาษาพี่ชิตคือ (สังคมตอแล..) เราอยู่ในโลกที่ทุกคนต้องเอาตัวรอด ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ เรื่องเงิน คุณจะไว้ใจใครเหรอ?? - การโกงเกิดขึ้นทุกระดับชั้นตั้งแต่ครอบครัว จนไปถึงระดับประเทศ ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายเยอะ ทุกคนเข้าใจดี - คิดว่าทุกวันนี้แบ้งค์เอาเงินคุณไปทําอะไรบ้าง - การลงทุนในกองทุนฝากเงินไว้กับคนอื่น หรือ หุ้น ที่คุณทุ่มเงินลงไปแล้วคิดว่าอีก 5-10 ปี คุณจะรวย สรุปคนรวยจริงกี่คน หรือ มันต้องมีเงินต้นเท่าไหร่ถึงจะสบาย - ไม่มีใครหวังดีกับเราที่สุด เท่ากับตัวเราเอง ในโลกแห่งความเป็นจริงเราจะไว้ใจและเชื่อใจทุกคนไม่ได้ ไม่ว่าคนนั้นจะดูดี จะน่าเชื่อถือแค่ไหนก็ตาม ทุกสิ่งที่มีผลประโยชน์ และ คน เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้ามีช่องโหว่ โกงกันหมด 3 ทํางานเกือบตาย 10 ปี เพิ่งรู้ว่าหาเงินเร็วไม่เท่าเงินเฟ้อ คําตอบก็คือ จนและไม่มั่นคงไงครับ สมัยก่อนที่ผมยังเป็นมนุษย์เงินเฟียต ทํางานเก็บเงิน ลงทุน ออมไปเรื่อยๆ พอผ่านไป 10 ปีที่เราควรจะรวยจากหุ้น จากสินทรัพย์ สรุปแล้วว่า เราจนลง เราไม่มั่นคง หุ้นไทยกลับไปอยู่ พันจุดเท่าเดิม อายุเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผมรู้ตัวเลยว่า ถ้าผมยังอยู่ในสภาพนี้ เราจะจนก่อนแก่ ผมพยายามโทษตัวเองว่าเราไม่เก่ง หาเงินไม่ได้มากพอ ลงทุนก็ไม่เก่ง สรุปว่าชีวิตล้มเหลวมาก จนได้มาศึกษาบิทคอยจนรู้ว่าความจริงว่า ผมถูกบังคับให้อยู่ในเกมที่ออกแบบมาให้เราแพ้ตั้งแต่แรก 1 เงินเฟ้อทําให้ทุกอย่างแพงขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง ทุกคนจนลงอัตโนมัติ 2 มันยากมากในการเก็บเงินให้เร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็น exponential -เคสสยอง เก็บเงินเดือนละ 1 แสน ผ่านไป 10 ปีแพ้เงินเฟ้อ วิธีแก้ชีวิตแย่ๆแบบนี้คือการ ออกมาจาก matrix ของเงินเฟียต ด้วยการเปลี่ยนเงินเฟียตเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า เช่น ทองคํา อสังหาฯ และบิทคอย ใครถนัดสิ่งไหนก็เก็บสิ่งนั้น ส่วนตัวผมเลือกบิทคอยครับ เพราะ 1 บิทคอยถูกเขียนโค้ดมาให้มีจํานวนจํากัดอย่างแท้จริง มีอัตราการผลิตที่แน่นอน ไม่มีใครเปลี่ยนกฏและทําให้เฟ้อนี้ได้ ต่างจากทองคําและอสังหาฯ มันถูกควบคุมและสามารถทําให้เฟ้อได้ด้วย กฏหมายหรือภาครัฐ - ตั๋วแลกทองคํา คุณว่า เทียบกับปริมาณทองคําจริงๆ คุณว่ามันจะเท่ากันจริงมั้ย? Fort Knox ที่เก็บทองคํามาไม่รู้กี่สิบปียังไม่เคยนับจริงๆเลย - อสังหาฯ บ้านพร้อมที่ดิน อันนี้เฟ้อน้อย แต่คอนโดฯ บ้านบนอากาศที่ไม่มีที่ดิน สร้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ 2 บิทคอยเป็นสินทรัพย์ที่รัฐยังไม่สามารถ "ควบคุม" ได้ - การขนทองคําออกนอกประเทศต้องขออนุญาตรัฐก่อน (ทั้งๆที่เป็นทองของคุณ) และเขายังจํากัดปริมาณด้วย - การถ่ายโอนซื้อ-ขาย อสังหาฯ คุณต้องให้ภาครัฐอนุญาตก่อน แถมยังต้องไปดูแล ถ้าปล่อยให้เสื่อมโทรม หรือ ครอบครองปรปักษ์ อสังหาฯนั้นอาจจะไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป บิทคอยคือเงินที่อยู่ในมือของคุณอย่างแท้จริง คุณจะจ่าย ใช้ หรือโอนให้ใครในโลกนี้ก็ได้ด้วยตัวเอง เงินเรา เราดูแล และควบคุมเอง ถ้าทําหายเอง seed หลุด ใครก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน การมีอํานาจตัดสินใจในสินทรัพย์ของเราเอง มันทําให้เรามีความรู้สึกมั่นคงกว่าที่คิด 3 สภาพคล่อง บิทคอยสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา - ทองคําก็สภาพคล่องไม่แย่ ซื้อขายได้สะดวกเหมือนกัน - อสังหาฯ ใช้เวลานานกว่าจะโอน ซื้อขาย กัน 4 บิทคอยถูกออกแบบมาให้ไม่ต้องเชื่อใจกันตั้งแต่แรก ดังนั้นจะไม่มีการโกงเกิดขึ้น ตัดปัญหาที่ต้นเหตุ เน็ตเวิร์คของบิทคอยถูกปกป้องด้วยกลุ่มคนหลายๆหน้าที่ที่มี ฉันทามติเดียวกัน ได้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ไม่ต้องเชื่อใจกัน ด้วยระบบการปกป้องเน็ตเวิร์คที่แข็งแกร่ง การโกงต้องใช้ทรัพยากรและเงินจํานวนมากจนไม่คุ้มค่า เพราะบิทคอยถูกออกแบบมาให้รางวัลคนทําตามกฏ ต่างจากทองคําและอสังหาฯ ในโลกเงินเฟียต ที่ยังต้องอาศัยตัวกลางและความเชื่อใจ รวมถึงถูกควบคุมจากรัฐที่อ้างเรื่องความปลอดภัยอีกหลายจุด 5 ผลตอบแทน อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในปี 2024 (ข้อมูลจาก InnovestX) บิทคอยนำโด่งทิ้ง ทองคําและอสังหาฯแบบไม่เห็นฝุ่น - ที่บิทคอยผลตอบแทนเยอะมาก (129%) เกิดจากการพิมพ์เงินขึ้นมามาก และคนที่เห็นว่าบิทคอยเป็นสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อได้ดีกวาเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น - ในส่วนของหุ้น S&P 500 (28.3%) ที่ขึ้นมาสาเหตุมาจากเงินที่อัดเข้ามาในระบบ ซึ่งไม่ได้เกิดจากผลประกอบการบริษัท ที่แท้จริง ต้องหาหุ้นที่โตมากกว่า 7% เพื่อชนะเงินเฟ้อ - ทองคํา (32.2%) คล้ายๆบิทคอยแต่อัตราเติบโตช้ากว่าเพราะทองคํามี market cap มากกว่าบิทคอย 10 เท่า - อสังหาฯ เติบโตช้าที่สุด 3-10% ต้องหาอสังหาฯที่โตมากกว่า 7% เพื่อชนะเงินเฟ้อ - พันธบัตร 5ปี (5.3%) และ 10 ปี(8.2%) แบบ 5 ปีแพ้เงินเฟ้อไปแล้ว ดังนั้นถ้าคนที่เข้ามาศึกษา และเข้าใจก่อน ถือก่อน อิสระก่อน ด้วยผลตอบแทนในตอนนี้เราแค่เก็บบิทคอยอย่างปลอดภัยใน HW ก็เอาเวลาไปทําอย่างอื่นได้อีกเยอะ สบายใจนะ สรุป ถ้าใคร.... - ไม่อยากจนอัตโนมัติจากเงินเฟ้อที่หนีไม่พ้น - เกลียดสังคมจอมปลอมและไม่อยากเชื่อใจคนอื่น - ต้องการหลุดออกจาก Matrix เงินเฟียตอย่างแท้จริง - สบายใจ เอาเวลาของเราไปทําสิ่งที่เราชอบหรือสร้างประโยชน์อื่นๆ การออมบิทคอยคอยคือคําตอบ ยํ้าว่าออมนะไม่ใช่ลงทุน ถือให้ยาวพอพร้อมศึกษา เมื่อลงหลุมกระต่ายคุณจะเข้าใจดีขึ้นในสิ่งที่ผมพูดอยู่ #siamstr #btc #bitcoin #satsandsound
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
"หนี้" เกมการเงินระบบทาส ถ้ารู้ไม่ทัน ไม่มีวันชนะ - sats and sound Ep.43 ในช่องผมที่พูดเรื่องทั้งการออม ระบบการเงินโลก เงินเฟ้อรวมถึง คนจนและวิธีหลุดพ้นจากความจนมาอยู่บ้าง จากคลิป คนไทยครึ่งประเทศเสี่ยงจน ในช่องที่เคยทํา สรุปสั้นๆวิธีแก้จนคือ 1 หาความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง ความรู้ผิดๆจะทําให้คุณออกจาก matrix นี้ไม่ได้ 2 ทํารายรับรายจ่าย 3 ประหยัด และหาเงินเพิ่มโดยวิธีสุจริต 4 เก็บออมในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า เช่นบิทคอย ทองคํา แต่มีอยู่อีก 1 สิ่งที่ไม่เคยพูดถึงเลยก็คือ "หนี้" ทุกคนคงเคยได้ยินและเห็นด้วยกับคําว่า "ไม่มีหนี้ คือลาภอันประเสริฐ" หนี้เหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ที่ถูกออกแบบมาให้ลูกหนี้ต้องทํางานวิ่งตามหาเงินทั้งชีวิต คนไทยเป็นหนี้เยอะมาก แล้วส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภคที่ไม่สร้างรายได้ด้วย ดังนั้นถ้าจะพูดเรื่องการหลุดพ้นจากความจน ยังไง เรื่องหนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่ต้องจัดการ มี 3 สาเหตุหลักที่ ทําให้คนไทย โดยเฉพาะคนจน ไม่สามารถหลุดพ้นจากความจนได้ และส่งต่อความจนนี้จากรุ่นสู่รุ่นลงไปเรื่อยๆ 1 เงินเฟ้อ และระบบการเงินโลกที่ออกแบบมาทุกคนในระบบ "จนและเชื่อง" อัตโนมัติ - การพิมพ์เงิน การทํา QE เพื่อพยุงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจของ FED - การปล่อยกู้ และ ระบบ Fractional Reserve Banking ของธนาคารพาณิชย์ - ระบบการศึกษาถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง "ฟันเฟือง" สําหรับแรงงานในระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาหนี้ ในมหาลัยผมมี บูท บริษัทต่างๆให้นักศึกษามาสมัครและสอบถามเรื่องการทํางาน และก็มีบู้ทธนาคารมารับสมัครบัตรเครดิตเลย สิ่งนี้คือสาเหตุหลักของระบบ fiat standard ในโลกการเงินปัจจุบันที่ทําให้เงินเฟ้อมหาศาล คนรุ่นใหม่จะจนลงเรื่อยๆ เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่าง สินค้ามันแพงขึ้นจนซื้อไม่ไหว สิ่งที่น่าเศร้าคือ การพิมพ์เงินและเงินเฟ้อมันแย่ เราถูกสอนให้เชื่อว่าเงินเฟ้อ ของแพงขึ้นเป็นเรื่องปกติ เราถูกความโลภและความสะดวกสบาย และสังคมจอมปลอม บอกให้ก่อหนี้ตั้งแต่เริ่มทํางาน สิ่งนี้มันจะดําเนินต่อไป ไม่มีใครหยุดมันไม่ได้ 2 การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผูกติดกับหนี้ ในระบบปัจจุบัน การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการขยายตัวของหนี้โดยตรง หากไม่มีการกู้ยืมใหม่ เศรษฐกิจจะซบเซาลง ทำให้การขยายตัวของธุรกิจ การจ้างงาน และการใช้จ่ายลดลง ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายจึงต้องส่งเสริมให้มีการกู้ยืมอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างเป็นห่วงโซ่ ที่คนตัวเล็กอย่างเราออกแบบมาให้แพ้ตั้งแต่แรก เขาพิมพ์เงินทําให้เงินเฟ้อ ทําให้เงินในมือของประชาชนเสื่อมค่าลง ซื้อของแพงและคุณภาพชีวิตแย่ลง เมื่อเงินไม่พอใช้ ทําให้คนบางกลุ่มเลือกที่จะกู้เงินมาใช้ก่อน ด้วยเหตุจําเป็นหรือไม่จําเป็นก็ตาม ทําให้คุณเป็นหนี้ไปแล้ว มีภาระผูกพันต้องจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยจนครบ ไม่จ่ายโดนเบี้ยปรับอีก ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากหนี้ - ธนาคารพาณิชย์ ได้กําไรจากการสร้างเงินใหม่และเก็บดอกเบี้ย - ธนาคารกลาง ควบคุมกลไกนี้ผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย - นักลงทุนรายใหญ่ ซื้อหนี้ของคุณที่ถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ลงทุนเพื่อทำกำไร เช่น กองทุนที่ลงทุนในสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ - รัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐที่มาจากการกู้ยืม - บริษัทขนาดใหญ่ ขายสินค้าที่มีราคาสูงโดยผู้ซื้อสามารถใช้การกู้ยืมเงินได้ ระบบหนี้คนตัวใหญ่ทุกคนได้ประโยชน์หมดเลย ยกเว้น "คนทั่วไป หรือ คนที่ไม่มีความรู้ทางการเงิน" 3 ขาด Money Literacy "ความฉลาดทางการเงิน" จากคลิป คนไทยครึ่งประเทศเสี่ยงจน และการหาข้อมูล รวมถึง ความรู้เห็นส่วนตัวของผม คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจนและชนชั้นกลางยังขาดความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง เมื่อเงินไม่พอใช้ แถมอยู่ในสังคมของมันต้องมี ต้องการอัพเกรดคุณภาพชีวิต มีการโฆษณาสร้าง "ความต้องการเทียม" ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อกระตุ้นให้คุณซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นและก่อหนี้ หรือบางคนมีเรื่องที่ต้องใช้เงินด่วน ไม่มีเงินไม่ใช่ปัญหา เราก็กู้ไง เดี๋ยวนี้สะดวกมากๆ 3.1 ชนชั้นกลาง - สินค้าไม่จําเป็น มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ของมันต้องมี ก็ใช้สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด รูดซื้อของออกมาก่อน - เดี๋ยวนี้แอฟซื้อของออนไลน์มันผ่อนของได้ สิ่งที่ผมตกใจมากคือ มีคนมาอวดกันว่า เป็นหนี้วงเงินเท่าไหร่ ยิ่งวงเงินเยอะยิ่งเท่ แล้วผ่อนง่ายมาก ส่งผลให้ซื้อของไม่จําเป็นมากขึ้น เล็กๆน้อยๆก็ผ่อน ทําให้ยอดการจ่ายรายเดือนเยอะ พวกสินเชื่อส่วนบุคคล ความนรกคือจ่ายขั้นตํ่าหรือลืมจ่ายเสียดอกเบี้ยเยอะมากๆนะ - อยากอัพเกรดคุณภาพชีวิต กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ ที่แพงจนซื้อด้วยเงินออมได้ยาก ทําให้เกือบทุกคนเลือกที่จะผ่อนแบงค์ ข้อนี้ผมเคยพูดไปใน 2 คลิปนะครับ เรื่อง การมีบ้าน หรือ รถยนต์ ที่ไม่ได้ใช้สร้างรายได้นั้น ทําให้คุณเสียโอกาสในการออมในสินทรัพย์ที่ดีกว่า ภาระผูกพัน 5-30 ปี ทั้งชีวิตแล้วนะ - บางคนอยากหารายได้เพิ่ม กู้บ้านมาเพื่อปล่อยเช่า หรือ รีโนเวทขาย อันนี้ก็เหมือนจะดี แต่ต้องมีประสบการณ์ด้วย ผมเคยทําคลิปบิทคอย vs อสังหาฯปล่อยเช่าอยู่ ใคนสนใจไปดูได้ เอาเป็นว่าขนาดชนชั้นกลางที่พอรู้เรื่องการเงิน การลงทุน ยังไม่เข้าใจระบบการเงินโลก และการทํางานของเงินเฟ้อเลย ถ้าเข้าใจเรื่องเงินเฟ้อ คนจะพยายามไม่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เพราะมันมีค่าเสียโอกาสในการเก็บออมเงินในสินทรัยพ์ที่ดีกว่า 3.2 คนจน - ตาสีตาสาไม่มีเครดิต กู้แบงค์ไม่ได้ ก็ไปกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยเยอะกว่ากู้แบงค์หลายเท่า บางคนรู้ดีกว่า ถ้าไม่มีเงินจ่าย อาจจะโดนทวง โดนทําร้าย บางคนเลือกที่จะหนีไปเรื่อยๆ บางคนเงินที่กู้มาไม่รู้หรอกว่าจะหาคืนยังไงแต่จะเอามาใช้ก่อน เงินไม่พอบวกกับหนี้ที่ไม่จบสิ้น ทําให้ครอบครัวคนจนหลายครอบครัว ไม่สามารถหลุดพ้นความจนได้ ความจนที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่นทําให้เด็กหลุดออกจากระบบศึกษา อาจจะทําให้เกิดปัญหาสังคมในระยะยาวอีก การมี Money Literacy หรือ ความฉลาดทางการเงิน อย่างถูกต้องจะทําให้เราเข้าใจระบบการเงินโลก เงินเฟ้อ และจัดการการเงินส่วนบุคคลหรือครอบครัวได้อย่างเหมาะสม รวมถึงป้องกันความเสี่ยงที่จะต้องใช้เงินฉุกเฉินในอนาคตได้ ถ้าความคิดไม่เปลี่ยนถึงแม้จะถูกหวยหรือมีคนเอาเงินมาช่วยเหลือ สุดท้ายเงินก็จะหมดอยู่ดี เหมือนกับเคสการช่วยเหลือคนจนหลายๆเคสในสารคดี สุดท้ายแล้วเขาก็จะกลับไปจนแบบเดิม นี่แหละที่เรียกว่า จนจากมายเซ็ต ไม่ใช่เงินที่มี ใครอยากหลุดออกความจนอย่างยั่งยืน ผมแนะนําทําตามนี้ 1 วางแผนใช้หนี้เก่าที่มีอยู่ (ถ้าไม่เคลียร์ก้อนนี้ คุณจะไปต่อยากอีกหลายเท่า) 2 ไม่ก่อหนี้ใหม่เพิ่ม (ยิ่งคนไม่มีเงินหรือวินัยทางการเงิน อย่าไปก่อนหนี้เพิ่ม) 3 หาเงินเพิ่มและ ทำรายรับรายจ่าย (อยากชีวิตดีขึ้นไม่มีทางลัด) 4 เก็บออมในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าเช่น บิทคอย (ถ้าเงินเก็บไม่รั่ว คุณรวยขึ้นทันที) สรุป 1 หนี้ เป็นระบบที่ออกแบบมาให้เรากลายเป็นทาส โดยเฉพาะหนี้บริโภคที่ไม่สร้างรายได้ 2 คนส่วนใหญ่ ยังไม่เข้าใจระบบการเงินโลก เงินเฟ้อ ที่ออกแบบมาให้เราลําบาก เมื่อเราตามเกมไม่ทัน ไปก่อหนี้ ทีนี้แหละคุณก็จะกลายเป็นทาสที่ไม่สามารถหลุดออกจากระบบเงินเฟียตได้ 3 หนี้ดีที่สร้างเงินให้ตัวเอง เช่นหนี้ธุรกิจ อันนี้จัดการต่อไปได้ หนี้เสียที่เกิดการใช้จ่ายเงินเกินตัว สินเชื่อส่วนบุคคลหรือหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงรีบเคลียร์ให้เร็วที่สุด 4 จัดการหนี้ จัดการเงินใหม่ และออมเงินในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าเช่น บิทคอย ทองคํา เมื่อเราเข้าใจระบบการเงินโลก เงินเฟ้อ และหนี้ ทําให้เรารู้ทันระบบทาส และหนีจากมันได้อย่างแท้จริง #siamstr #หนี้ #การเงิน #btc
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 5 months ago
ปี 2025 เงินเฟ้อ ชีวิตแย่ขนาดนี้ทำไมยังมีคน เกลียด บิทคอยอยู่อีก - sats and sound Ep.42 ปี 2025 เป็นปีแห่งการท้าทาย ที่มีแต่ข่าวบอกว่า เศรษฐกิจมันแย่ลงๆๆ ซึ่งผมที่ตามข่าวมา มันแย่ลงทุกปี พูดกันมาตั้งแต่ ปี 2018 แล้ว พอเจอโควิดซัดไป แย่ลงกว่าเดิมอีก กูรูทางการเงินแนะนําว่า ทุกคนอย่าเพิ่งลงทุน ให้เก็บเป็นเงินสดเอาไว้ คุณไปดูข่าวในปีนี้สิ กูรูก็ยังคงแนะนําว่าให้เก็บเงินสด ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง (อีกแล้ว) คนพวกนี้ส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในโลกของเงินเฟียต ที่ทุกอย่างมันจะแพงขึ้นเพราะเงินที่ถือเสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆแบบไม่รู้ตัว ตั้งแต่ปี 2008 - 2025 พวกเราเจอทั้งวิกฤตเล็กใหญ่มามากมาย แฮมเบอร์เกอร์ สงครามหลายๆที่ โควิด19 ทุกๆครั้งที่เกิดวิกฤตเหล่านี้ รัฐบาลก็จะต้องพิมพ์เงินออกมาพยุงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้ 17 ปีที่ผ่านมาเกิดเงินเฟ้อมหาศาล ข้าวของแพงขึ้นเพราะเงินมันเสื่อมค่าเร็วเป็นอัตราเร่ง ระบบที่ออกแบบมาให้ทุกคนจนลง ความเฮียแบบนี้มันจะดําเนินไปเรื่อยๆ ถ้าคุณลงหลุมกระต่ายไปแล้ว ยินดีด้วยนะครับ คุณรอดแล้ว เพราะคุณจะเข้าใจดีว่าปัญหานี้มีทางออกแค่ถือบิทคอย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อ แค่นี้คุณก็จะหลุดออกจากระบบเงินเฟียตที่บังคับให้คนเป็นทาส แต่ยังมีคนอีกจํานวนมากที่ติดอยู่กับระบบเงินเฟียต ถ้าคุณหาเงินได้ไม่เร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ หรือการพิมพ์เงิน คุณก็จะต้องวิ่งตามหาเงิน และเหนื่อยไปทั้งชีวิต สิ่งนี้มันเกิดขึ้นแล้วในยุคปู่ย่า พ่อแม่เรา ที่เหนื่อยแบบไม่รู้ตัว ขนาดในยุคนั้นมันพิมพ์เงินยังไม่เยอะ ตัดมาตอนนี้โคตรแย่ คนไม่อยากมีลูก ค่าใช้จ่ายสูง ของแพงจนซื้อกันไม่ไหว ทุกอย่างต้องผ่อนหมดและในอนาคตมันจะแย่กว่านี้หลายสิบเท่า มาที่หัวข้อในวันนี้ ปี 2025 เงินเฟ้อ ชีวิตแย่ขนาดนี้ ทําไมบางคนยังเกลียดบิทคอย ไม่ยอมรับมันอยู่อีก เพราะเขาเหล่านั้นยังติดอยู่ในโลกของเงินเฟียต ความคิดแบบเดิมๆ ออกแบบมาให้ทุกคนเป็นทาส และจนลงอัตโนมัติ มันฝังลึกเข้าไปในมายเซ็ตจากรุ่นสู่รุ่น เกือบร้อยปีที่ทุกคนอยู่ในระบบนี้ มันทําให้หลายๆคนคิดว่ามันดีอยู่แล้ว มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ มันมีคนต้องการให้เป็นแบบนี้ เพราะถ้าคนส่วนใหญ่รู้ ระบบเฟียตที่เอาเปรียบเราจะพัง พวกเขาเสียประโยชน์ พออยู่ในความคิดแบบเดิมพอบิทคอยมาก็ไม่ยอมรับเพราะ 1 บิทคอยถูกออกแบบมาให้เป็น "เงิน" แต่คนส่วนใหญ่ยังคงมองบิทคอยแบบมุมมองของสินทรัพย์เดิมในโลกเงินเฟียต เช่น หุ้น พันธบัตร หรือของสะสม สิ่งนี้คือกําแพงที่ใหญ่ที่สุดของคนที่อยู่ในโลกเงินเฟียต เขาบอกว่าบิทคอยคือสิ่งจับต้องไม่ได้ ไม่มีอะไรหนุนหลัง ไม่มีรายได้ ไม่มีผู้ควบคุม และความเสี่ยงสูงเหมือนการพนัน การประเมิน บิทคอย ด้วยมาตรวัดของ "หุ้น" เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะ บิทคอย ควรถูกมองว่าเป็น “เงิน” ซึ่งเป็นเลเยอร์พื้นฐานสำหรับโอนมูลค่า และไม่จําเป็นต้องมีงบกําไรขาดทุนหรือผลิตสินค้าใด ๆ ใครศึกษาจะรู้ว่าบิทคอยถูกออกแบบมาให้เป็น "เงิน"โดยมีคุณสมบัติ 3 ข้อหลักของ "เงินที่ดี" คือ 1 Store of Value เก็บมูลค่าได้ 2 Medium of Exchange เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน 3 Unit of Account แบ่งหน่วยย่อยได้ พอมันออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟียตที่พิมพ์กันจนเสื่อมมหาศาลได้ ทําให้ผู้เสียประโยชน์พยายามปั่นข่าวๆแย่ๆออกมา เพื่อปกปิดความจริง ไม่ว่าจะเป็นบิทคอยคือสิ่งผิดกฏหมาย พยายามแบน บิทคอยไม่มั่นคงเป็นเงินในอากาศที่เสี่ยงหายทั้งหมดได้ตลอดเวลา เดี๋ยวมันก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาแทน เดี๋ยวบิทคอยก็ตายแล้ว ในตอนนี้ทิศทางของบิทคอย ในการเป็นเงินยังอีกยาวไกล แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ภาครัฐ พยายามนําบิทคอยมาเป็น reserve อยู่เบื้องหลังอีกที เพื่อทําให้พวกเขายังคงใช้เงินเฟียตและพิมพ์เงินออกมาได้มากขึ้นอีก ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ใครไม่ถือบิทคอย จะจนลงอีก และลําบากลงไปอีก หลายเท่า 2 คนส่วนใหญ่รู้จัก แต่ไม่เข้าใจ บางคนรู้นะ แต่ยังไม่กล้าเข้ามาถือบิทคอย หรือ โดน distract ไปลงสินทรัพย์อื่นๆ เช่น Altcoin บอกเลยว่าคนพวกนี้เสียโอกาสมหาศาล เพราะบิทคอยที่ดูเหมือนราคาจะแพงมากๆไปแล้ว มันเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า เหรียญ Altcoin อื่นๆมันก็ไม่ต่างจากเงินเฟียต ที่ควบคุมได้ ถ้าถือคนจะต้องคอยตามข่าว เข้า-ออก ให้ทัน ซึ่งต่างจากบิทคอยที่เก็บออมไว้ใน HW ที่ปลอดภัยก็สบายใจได้เลย ความไม่เข้าใจแก้ด้วยการเริ่มศึกษา เข้าไปในคอมมูนิตี้ หรือ ช่องยูทูปเยอะมากที่พูดเกี่ยวกับบิทคอย รู้ก่อน ออมก่อน อิสระก่อน คุณสมบัติที่แท้จริงของ บิทคอย บิทคอย คือเทคโนโลยีการเก็บมูลค่าที่ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ และเป็นเครื่องมือป้องกันค่าเงินด้อยค่า (เงินเฟ้อ) ที่รัฐบาลทั่วโลกพิมพ์เงินกันฉํ่าๆอยู่ ใครศึกษาจะรู้ว่าจริงๆสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าจะมีอีก 2 สิ่งคือ ทองคํา กับ ที่ดิน ความเห็นส่วนตัวคิดว่าโลกในปี 2025 นี้ บิทคอยมีข้อดีหลายๆข้อที่ทองคําและที่ดินทําไม่ได้เช่น - มีจำนวนจำกัดที่แน่นอนเพียง 21 ล้านเหรียญ ในโลกของเงินเฟียต ทองคํากับที่ดิน ยังสามารถทําให้เฟ้อ หรือมีจํานวนมากขึ้นได้ ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุของภาครัฐ ต่างจากบิทคอยที่ แม้ผู้สร้างเอง หรือ เทวดาฟ้าดินที่ไหน ก็ไม่สามารถทําให้มันเพิ่มจํานวนได้อีก - สามารถพกพาและโอนข้ามโลกได้ในไม่กี่วินาที ข้อนี้ที่ดิน อสังหาฯปัดตกก่อนเลย พกพาไม่ได้ ส่วนทองคํา การขนทองคําไม่ว่าจะย้ายในประเทศ ก็มีความยุ่งยากสุ่มเสี่ยง ถ้าจะย้ายออกจากประเทศ ต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐก่อน และมีการจํากัดด้วย คําถามที่เกิดขึ้นคือ ทองของเราทําไมต้องขอรัฐเพื่อย้าย สิ่งเหล่านี้บิทคอยแก้ปัญหาได้หมด แค่คุณจํา seed phase 12-24 คําในหัว ไปแต่ตัวพอ เท่านี้คุณสามารถเอาบิทคอยคุณไปได้ทั่วโลก เขียนในกระดาษก็ได้แต่ต้องซ่อนให้ดี ส่วนแผ่นโลหะ เห็นว่าบางสนามบิน หรือบางทีมีการตรวจด้วยนะ - สามารถแบ่งย่อยได้ถึง 1 ใน 100 ล้านส่วน ข้อนี้ที่ดินปัดตกเหมือนกัน แบ่งยาก ส่วนทองคําพอแบ่งได้แต่อาจจะไม่ละเอียดเท่า บิทคอยคุณสามารถแบ่งเป็นหน่วย sat ได้ ซึ่งในอนาคตถ้ามูลค่าของบิทคอยมันสูงมาก บน layer 2-3 สามารถแบ่งเป็น milisat หรือเล็กกว่านั้นลงไปได้อีก ไม่ต้องกลัวว่า 21เหรียญจะไม่พอใช้ทั้งโลก มันมีวิธีทําได้ บิทคอยในอนาคต - วงจรราคา 4 ปีแบบเดิมของบิทคอยอาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะ 95% ของบิทคอยถูกขุดออกมาแล้ว แถมตอนนี้ มีผู้เล่นรายใหญ่ เงินเยอะมาก เข้ามาถือ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือรัฐชาติ ไม่ใช่เกมของรายย่อยอีกต่อไป - ทุกคนต้องการบิทคอยมาขึ้น มีบางบริษัท หรือรัฐชาติที่พร้อมซื้อทุกราคา เมื่อ supply ลดลงจนถึงจุดหนึ่ง เกิดการ corner ราคาของบิทคอยในหน่วยเฟียตจะพุ่งเร็วจนน่าตกใจ คาดว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดในอีก 5-10 ปีข้างหน้า - เงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน ยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ คนจะจนลงและคุณภาพชีวิตแย่ลง เพราะไม่มีทางที่จะหาเงินได้ทันอัตราเงินเฟ้อ จากประสบการณ์ผมเอง ทํางานเก็บเงินช่วงแรก เราจะยังไม่รู้สึกจนเพราะ อัตราเงินที่เราเก็บได้มันเพิ่มเยอะ แต่ผ่านไปสัก 10 ปีจะรู้สึกว่ายังไงเราก็ตามไม่ทันเงินเฟ้อ เพราะเงินที่เก็บมันเสื่อมไปครึ่งนึงแล้ว กะเก็บตังซื้อบ้าน สรุปซื้อได้แค่ครึ่งหลัง ข้อสรุป 1 ความเข้าใจผิดในปัจจุบันเกี่ยวกับบิทคอย คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสําหรับผู้ที่มองเห็นก่อนคนอื่น บิทคอยคือเงิน หรือสินทรัพย์ที่ใช้เป็น reserve ดังนั้นไม่ควรมองว่ามันเป็นหุ้น หรือสินทรัพย์เดิมในโลกเงินเฟียต 2 ถึงมันจะดียังไง มันก็จะมีคนที่ออกมาต่อต้าน หรือ เกลียดบิทคอยอยู่ดี แต่ผมคิดว่าจะมีคนเข้าใจบิทคอยมากขึ้นเรื่อยๆ คิดง่ายๆขนาดบริษัทใหญ่ หรือ รัฐชาติ ยังเข้ามาถือเลย ถ้ามันแย่เขาจะเข้ามาทําไม คนตัวเล็กๆอย่างพวกเราก็ต้องถือเหมือนกัน 3 ใครถือก่อน รู้ก่อน เป็นอิสระและหลุดพ้นจากเงินเฟียตก่อน แค่คุณถือบิทคอยไว้นานพอ เก็บไว้ในที่ปลอดภัย คุณก็รวยกว่าคนในโลกที่ติดกับดักของเงินเฟียตไปจำนวนมากแล้ว #siamstr #btc #bitcoin #เงินเฟ้อ #ความจน #พิมพ์เงิน #ชีวิตแย่
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
Imperfect Action ลงมือทำทั้งที่ยัง "ไม่พร้อม"ถ้าทำถูกเรื่อง ชีวิตดีขึ้นได้นะ - sats and sound Ep.41 หลายๆคนคงจะเคยเป็นแบบผมคือ เรามานั่งคิด หรือวางแผนชีวิตในเรื่องต่างๆ รวมถึงความผิดพลาดในอดีต "ถ้าทําอย่างนั้นถ้าอย่างนี้ ชีวิตคงดีกว่าที่เป็น" ในบางครั้งทําให้สมองของเรา ติดอยู่กับการกลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น กังวลล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ในหัวคิดอยู่แค่ว่า ฉันยังไม่พร้อม ทําให้เราอาจจะไม่กล้าลุกขึ้นมาทําอะไรใหม่ๆ หรือ ทําสิ่งที่ท้าทายมากขึ้น เพราะสมองเราจะติดอยู่กับ เซฟโซน ที่รู้สึกปลอดภัย เป็นระบบการเอาตัวรอดของสมองนั่นเอง ตัวผมเองก็ไม่ต่างจากทุกคน ในการเลือกทางเดินชีวิต ในหัวผมก็จะคิดถึงแต่เซฟโซนก่อน เลือกเดินในทางที่ความเสี่ยงน้อยๆ และไม่พร้อมสําหรับสิ่งใหม่ ยิ่งอายุเยอะเราจะติดอยู่ในเซฟโซนนานขึ้น เพราะเราเสี่ยงได้น้อยลงเรื่อยๆ แต่อยากให้มองกลับกันดูว่า ที่จริงแล้ว ชีวิตคนเรา "มันไม่มีอะไรสมบรูณ์ หรือ พร้อมเลยนะ" ในธรรมชาติทุกอย่างล้วนแต่ไม่สมบรูณ์แบบแต่มีการพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ พอคิดได้แบบนี้ ร่วมกับ ทบทวนอดีตที่ผ่านมา ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ เริ่มทําสิ่งใหม่ โดยที่ไม่พร้อมมาตลอด Imperfect Action มันผ่านการคิดมาระดับหนึ่งแล้วว่ามันน่าจะดี ยกตัวอย่างเช่น เช่น - ช่องยูทูป Sats and Sound เชื่อมั้ยว่าช่องนี้มันเกิดจาก ความคิดแค่แว๊บเดียวของผม ที่อยากจะสร้างช่อง podcast ให้ความรู้เกี่ยวกับบิทคอย และ การพัฒนาตัวเอง ผ่านประสบการณ์และความคิดของผม ในตอนนี้ตัวผมเอง ร่ำรวย ประสบความสําเร็จหรือเก่งเรื่องต่างๆขนาดนั้นมั้ย ต้องตอบว่า ไม่ ที่ทําเพราะแค่อยากทําและคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นได้ เหตุผลง่ายๆเท่านี้เลยครับ พอได้เริ่มทําแล้ว เราจะพัฒนาทักษะที่ต้องใช้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ทําคลิป การหาหัวข้อ หรือ ข้อมูลที่ดี สิ่งเหล่านี้มันได้ขัดเกลาให้ผมเป็นคนมายเซ็ตดีขึ้นจริงๆนะครับ - การออกกําลังกาย สมัยก่อน ตัวผมเองก็ศึกษาเรื่องการออกกําลังกาย และ ออกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สมํ่าเสมอ บางครั้งก็งานยุ่งไม่ได้ออก แต่หลังจากผมไปฟังคลิปหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจออกกําลังกายอย่างสมํ่าเสมอ ฟังคลิปจบ ผมหาวางแผนชีวิตเลยว่า เราจะทํายังไงเพื่อให้ ออกกําลังกายได้อย่างสมํ่าเสมอ คาร์ดิโอ ได้ตามเป้าหมาย สุดท้ายผมก็ไปซื้อเครื่องคาร์ดิโอเล็กๆมา 1 ชิ้น ลูกกลิ้ง 1 ชิ้น พร้อมตั้งเป้าหมายว่า กลับมาจากที่ทํางานต้องออกกําลังกายทันที คาร์ดิโอตั้งเป้า อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สิ่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง Imperfect Action ที่ต้องลงมือทําเลย ถ้าไม่เริ่มก็คงไม่ได้ทําสักที ช่วงแรก ออกก็ผืนๆ แต่พอทําได้ต่อเนื่อง ตามเป้าหมาย ผมก็จะออกกําลังกายได้ อัตโนมัติ พอร่างกายดี สุขภาพดี มันก็ทําให้ผมยิ่งมีความสุข มากขึ้น - รายได้เสริม ตอนนี้ถ้ายิ่งหารายได้หลายทาง ก็ยิ่งดี เพราะเงินหายาก ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ตัวผมเองก็มานั่งคิดว่าเราจะเพิ่มรายได้ทางอื่นยังไงบ้าง ผมก็ทําไปหลายอย่าง ยิ่งต้องหาเงินไป stack sat ยิ่งต้องขยันนะ เพราะเงินเฟ้อมันไม่รอใคร 1 ออกไปทําพาร์ททาม เหมือนในคลิปที่เคยเล่า ถามว่าผมมีประสบการณ์การทํางานมั้ย บอกเลยว่าไม่มี ก็ลองเข้าไปทํา เรียนรู้งาน นอกจากได้เงินแล้ว ผมยังได้ประสบการณ์ต่างๆด้วยไม่ว่าจะเป็นการทํางาน หรือการอยู่กับคน หรือมองคนในไทป์ต่างๆ 2 ทําคลิป affiliate ในแพลตฟอร์มต่างๆ อันนี้ผมคิดว่าเบื้องต้นไม่มีใครพร้อมแน่นอน ช่วงแรกวุ่นวายหลายอย่างเลย ไหนจะหาสินค้า ทําคลิป ทักษะการพูด การตัดต่อ ให้น่าซื้อ ไหนจะวินัยในการอัพโหลดวิดีโอ ไหนจะต้องศึกษาแนวทางคลิปที่ healthy กับแพลตฟอร์ม ใครทุนหนาก็ยิงแอดอีก แต่ผมสาย organic ไม่ยิงแอดครับเปลืองเงินเปล่าๆ ไม่ว่าจะเป็นงานออฟไลน์ได้เงินเป็นชั่วโมง หรือ งานออนไลน์ที่ผมทํา ทุกอย่างล้วนแต่เกิดจากการตัดสินใจลงมือทําทั้งที่ยังไม่พร้อมทั้งนั้น ทุกๆทักษะมันจะทําได้เราเกิดการเรียนรู้และความชํานาญ ทําให้ผมรู้ว่าเราชอบอะไร และสิ่งไหนเอาไปต่อยอดได้บ้าง ถ้าเราไม่ทําอะไรใหม่เลย กลัวทุกอย่าง ชีวิตเราก็จะไม่พัฒนาขึ้น การได้มองโลกหรืออยู่ในมุมมองวิธีคิดแบบใหม่ มันดีเหมือนกันนะ แต่ Imperfect Action มันก็ไม่ได้ดีในทุกเรื่องนะครับ ที่ยกตัวอย่างมาคือ การเริ่มลงมือทําในสิ่งใหม่ ที่สร้างประโยชน์ให้เรานะ ทุกอย่างถ้าผ่านการคิดมาแล้วมาทําสิ่งนี้มีผลดี แต่ถ้า เราทํา Imperfect Action ที่แย่เช่น ตัดสินใจกู้เงินมาทําธุรกิจแบบไม่คิดให้ดี ผ่อนบ้าน ผ่อนรถโดยไม่เคยทํารายรับรายจ่าย เซ็นง่ายๆโดยเห็นว่า ตอนนี้ฉันผ่อนไหว ถ้ากรณีแบบนี้ นรกจะถามหาได้ เพราะ มันจะเกิดภาระระยะยาว เสียโอกาสทําอย่างอื่นทีดีกว่ามหาศาล ถ้าใครผ่านมันไปได้ก็ดี แต่ถ้าผ่านมันไปไม่ได้ คุณจะติดกับดักและเหนื่อยมากๆ Imperfect Action มันดีที่สุดก็ต่อเมื่อเราคิดหน้าคิดหลังให้ดีว่า มันส่งผลระยะยาวอย่างไรบ้าง สรุปข้อดีของ Imperfect Action 1. เอาชนะความกลัวและความลังเล หลายครั้งที่เราไม่กล้าเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวความล้มเหลว กลัวว่าผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีพอ การลงมือทำทั้งที่ยังไม่พร้อมช่วยให้เราก้าวข้ามความรู้สึกนี้ไปได้ เพราะเป้าหมายไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก แต่คือการได้ "เริ่ม" ทำต่างหาก 2. ได้เรียนรู้และแก้ไขไปในตัว เมื่อคุณเริ่มลงมือทำ คุณจะได้เห็นข้อผิดพลาดและจุดที่ต้องปรับปรุงจริงๆ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการวางแผนอยู่เสมอ เพราะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและประสบการณ์ที่แท้จริง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เหมือนคำพูดที่ว่า "คนที่ไม่เคยทําความผิด คือคนที่ไม่เคยทําอะไรเลย" ดังนั้นอย่างกลัวความผิดพลาด 3. สร้างแรงผลักดันและโมเมนตัม การเริ่มต้นทำสิ่งเล็กๆ แม้ไม่สมบูรณ์แบบ ก็เป็นเหมือนการสร้างโมเมนตัม (Momentum) หรือแรงผลักดันให้คุณอยากทำสิ่งต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นความคืบหน้าแม้เพียงเล็กน้อย คุณจะรู้สึกมีกำลังใจและมีแรงบันดาลใจที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อ 4. ประหยัดเวลาในชีวิต การรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนลงมือทำอาจใช้เวลาและพลังงานไปอย่างมาก ซึ่งบางครั้งก็เปล่าประโยชน์ เพราะอาจมีปัจจัยที่เราไม่ได้คาดคิดเกิดขึ้นอยู่เสมอ การลงมือทำแบบ Imperfect Action ช่วยให้คุณนำเวลาและพลังงานไปใช้กับการลงมือทำจริงๆ มากกว่าการวางแผนที่ไม่มีวันสิ้นสุด วางแผน ทํา และแก้ปัญหาไปเลย ประหยัดเวลาชีวิตกว่าเยอะมาก 5. เพิ่มโอกาสในการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เมื่อคุณเริ่มทำ คุณอาจค้นพบเส้นทางใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ หรือแม้แต่ความชอบใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้ การลงมือทำแบบนี้จึงเปิดโอกาสให้คุณได้สำรวจและค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง 6. Imperfect Action ต้องทําให้ถูกเรื่อง ถึงการทําโดยไม่พร้อมจะมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราวางแผน ผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว ก็ช่วยลดความเสี่ยง หรือรับมือกับสิ่งนั้นได้ #siamstr #พัฒนาตัวเอง #ลงมือทำ #btc #bitcoin #ออกกำลังกาย #รายได้เสริม
Sats and Sound's avatar
sats_and_sound 6 months ago
ออม และ ลงทุนต้องแยกกันอย่างชัดเจนทําแค่นี้ชีวิตง่ายขึ้น 10 เท่า - sats and sound EP39 ในโลกของเงินเฟียตที่เงินเสื่อมค่าตลอดเวลาจากการพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ เงินก็หามาอย่างยากลําบาก ตลอดเวลาที่ผมเติบโตมา ผมจะรับรู้มาตลอดว่า การออมมันไม่มีประโยชน์เพราะ ดอกเบี้ยเงินฝากมันแค่ 0.25% ไม่เหมือนรุ่นปู่ย่า พ่อแม่ ที่ยังเคยเห็นดอก 10% ต่อปีจากการแค่ฝากธนาคารเฉยๆ ดังนั้น ผมจะถูกปลูกฝังมาอัตโนมัติเลยว่า เงินต้องเอาไปลงทุนๆๆๆเท่านั้น เพื่อให้เงินงอกเงย ใครจะบ้าเอาเงินไปออม ฝากแบงเยอะๆเสียเวลา และนี่คือสิ่งที่ผมทํามาตลอด 10 ปีที่ทํางาน ทํางานเพื่อหาเงิน แล้วนําเงินไปซื้อหุ้น กองทุนรวม ประกันชีวิต และมีเงินสํารองฉุกเฉินไว้ใช้ 3-6 เดือนของรายจ่าย ดี ถูกต้องตามที่กูรูการเงินบอกเป๊ะๆ ทุกอย่างดูเหมือนดี แต่พอลงลึกไปถึงดีเทล ความมั่งคั่งของผมมันไม่เยอะแถมยังรู้สึกไม่มั่นคง ในความคิด 10 ปีควรจะมั่นคงกว่านี้ แต่สาเหตุเพราะตัวผมเองที่ลงทุนไม่เป็น และไม่มีความสมํ่าเสมอ ผมก็คือมนุษย์เงินเดือนที่ติดอยู่ในโลกเงินเฟียตที่ทํางาน เก็บเงิน ใช้จ่ายเพื่อความสุขบ้าง ส่วนการลงทุนก็ลงบ้างไม่ลงบ้าง ตามอารมณ์ ซื้อๆขายๆ หุ้นตามกูรูที่เขาบอก โดยไม่ได้ศึกษา เข้าใจมันจริงๆ ผลสรุปสุดท้ายคือ หาเงินมาลงทุนเท่าไหร่ ผลตอบแทนไม่เห็นดีเหมือนที่คิด ยิ่งพอเราลงมั่วๆไปเทียบกับคนที่ลงทุนเป็น หรือคนในอินเตอร์เน็ตยิ่งเครียดไปใหญ่ ผมก็เลยคิดว่า มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง จนได้คําตอบว่า เวลา 10 ปีที่เสียไป เกิดจาก - ผมไม่มีความรู้ทางการเงินมากพอ ทําให้ลงทุนไม่เป็น เลือกหุ้นไม่เป็น ปันผลไม่ reinvest - ไม่มีความสมํ่าเสมอ ลงทุน ใส่เงินซื้อหุ้นตามอารมณ์ เชื่อกูรู หรือข่าว ซื้อๆขายๆ ไม่มีหลักเกณฑ์ - ไม่มีการบันทึกและติดตามผลการลงทุน พอไม่บันทึกติดตามผลของพอร์ททําให้เรา หลงทางไปหมด ตอนนั้นคิดง่ายๆว่า ลงๆไปรอสัก 10 ปี หุ้นขึ้นอยู่แล้ว สรุปเป็นไงหล่ะ หุ้นไทย 10 ปีอยู่ที่เดิม - ไม่รู้จักความเลวร้ายของการพิมพ์เงิน และ เงินเฟ้อ ไม่เข้าใจระบบการเงินโลก เข้าใจข้อนี้ข้อเดียวเบิกเนตรเลย - ไม่แยกการออมและการลงทุนออกจากกัน สมัยก่อนที่ไม่รู้จักเงินเฟียต เงินเฟ้อ ก็เลยดูถูกเงินออม แต่พอได้ศึกษาจริงๆ การแยกแค่เงินออมกับลงทุน ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ พอผมเจอต้นตอปัญหา ผมก็หาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ โดน alt coin gamefi รับน้องไปอีกหลักแสนช่วงโควิด ผมเคยทําคลิปเล่าไปแล้วสนใจกดไปดูได้เลยครับในช่อง จนสุดท้าย ผมไปเจอคลิปเกี่ยวกับบิทคอย ศึกษาเป็นปี แล้วค่อยๆเบิกเนตร ทีละอย่าง ตั้งแต่ระบบการเงินโลก การพิมพ์เงิน เงินเฟ้อ ที่ออกแบบมาให้ทุกคนจนลงอัตโนมัติ เรื่องนี้ไม่มีใครบอกเราด้วยนะว่ามันแย่ ทุกคนถูกฝังหัว ถูกโปรแกรมมาว่า มันเป็นแบบนี้แหละ คนรุ่นหลังก็จะจนกว่ารุ่นพ่อแม่ไปเรื่อยๆ ชีวิตจะลําบากขึ้นไปเรื่อยๆจากเงินเฟ้อ เงินเฟียตที่เสื่อมค่าทุกวินาที มันทําให้คนที่ติดอยู่ในโลกของเงินเฟียต "ดูถูกการออม" ซึ่งก็เหมือนกับตัวผมเองในอดีต ทุกคนถูกบังคับให้เข้ามาในสนามการลงทุนโดยไม่มีความพร้อม ต้องเข้ามาสู้ในเกมที่คุณเสียเปรียบหรือไม่ถนัด ไม่แปลกใจครับที่ ผมเองไม่ประสบความสําเร็จจากการลงทุน พอผมลงหลุมกระต่ายมาแล้ว มุมมอง แนวคิด เกี่ยวกับการเงิน การลงทุนเปลี่ยนหมดเลยครับ 1 การออมและการลงทุนต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน เปลี่ยนมายเซ็ตนิดเดียว ทําแค่นี้ชีวิตง่ายขึ้น 10 เท่า 2 ทุกคนไม่ต้องลงทุนก็ได้ แต่ต้องออมในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า ไม่ออมในเงินเฟียต เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่น มาดูสิ่งที่ผมทําจริงกันเลย แบ่งเงินเป็น 4 ก้อนง่ายๆ 1 เงินออม (เป็นพอร์ตที่ใหญ่ที่สุด สําคัญที่สุด ผมจะเก็บไว้ใน HW ที่ปลอดภัย และไม่ขายเด็ดขาด) สิ่งนี้คือรากฐานของความมั่นคงอย่างแท้จริงของทุกคน ในเมื่อเงินเฟียตเสื่อมค่าลงทุกวัน การพิมพ์เงินไม่มีใครหยุดได้ ดังนั้นเราจะต้องออมเงินของเราไว้ใน สินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมมูลค่า เช่น ทองคํา หรือ บิทคอย จะลงอันไหนแล้วแต่ความรู้ ความถนัด ความชอบได้เลย ตัวผมแน่นอนว่า ออมในบิทคอยครับ ผมมีเป้าหมายออมอย่างสมํ่าเสมอทุกเดือนด้วย 2 เงินใช้จ่ายประจําเดือน ทําบัญชีรายรับรายจ่ายสักพัก เราจะรู้ว่าแต่ละเดือนเราใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง ผมจะมีเงินบัฟเฟอร์ในบัญชีไว้ อีก 1 เท่าเสมอ เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะใช้เงินได้ทันที ถ้าใช้ไปก็มาเติมให้ครบ 3 เงินสํารองฉุกเฉิน ในส่วนนี้ก็เก็บแยกไว้ในบัญชีที่ใช้ได้ทันที ควรจะมีไว้สัก 3-6 เดือนของรายจ่ายประจําเดือน ถ้าใช้ไปก็มาเติมให้ครบ 4 เงินลงทุน เงินส่วนนี้จะเป็นส่วนสุดท้ายหลังจากที่จัดสรรเงินอื่นๆรายเดือนไปหมดแล้ว ก้อนนี้จะเป็นเงินที่เราสามารถเสียได้ทั้งหมด และเป็นเงินที่เราต้องเสี่ยงเอาไปลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น เป็นเงินส่วนที่เล็กที่สุดของผม เมื่อก่อนตอนที่ผมอยู่ในโลกของเงินเฟียต เงินส่วนใหญ่ที่ได้มาผมก็จะเอามาลงพอร์ตการลงทุน มีกูรูบางคนบอกว่า ให้เอาเงินทั้งหมดไปลงในหุ้นปันผล แล้วเอาปันผลมาใช้ ฟังดูดี inspire มาก แต่ในความเป็นจริง ถ้าคุณเงินเดือน 15000-20000 ทุนน้อยทําแบบนั้นไม่ได้ครับ มันเหมาะกับคนที่มีเงินก้อน หลังจากหลุดออกมาจากโลกของเฟียตทำให้รู้ว่า ถ้าเราลงทุนไม่เป็น ก็จะเกิดความเสี่่ยงและเสียโอกาสอย่างอื่นมากมาย ดังนั้นในปัจจุบันก้อนนี้ ในพอร์ตผมเหลือประมาณ 10% การจัดการเงินรายเดือน ผมจะมีการจัดการเงินไว้แล้วเพราะทํารายรับรายจ่ายเรียบร้อย เงินในแต่ละส่วนมันจะอยู่ในบัญชีพร้อมใช้งาน และเงินที่เหลือ ผมจะแบ่ง 90% ออมในบิทคอย และ 5-10% ลงทุน สรุป 1 แยกการออมและการลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน ทําแค่นี้ชีวิตง่ายขึ้น 10 เท่า 2 เมื่อหลุดออกมาจากโลกของเงินเฟียต เราจะรู้ว่า การออม เป็นสิ่งสําคัญที่สุดที่ทุกคนต้องทํา ออมในสิ่งที่ไม่เสื่อมค่า เช่น ทองคํา หรือ บิทคอย 3 การลงทุนเป็นสิ่งเสริมที่เราจะทําหรือไม่ทําก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า เงินลงทุนนั้น เราต้องเสียได้ทั้งหมด ของผมเงินที่เหลือจากการใช้ก็แบ่งออม 90 ลงทุน 10 4 การทํารายรับรายจ่ายสําคัญมาก เพราะมันทําให้เราเห็นว่าเราใช้เงินเท่าไหร่ เพื่อทําให้เราวางแผนได้ง่ายและรับมือได้กับทุกเหตุการณ์ เงินเฟียตเก็บไว้พอใช้จ่ายตามแผนก็พอ 5 อย่าลืมบันทึกการออม และ การลงทุน เพื่อติดตามพอร์ตของเรา สิ่งนี้มันจะทําให้เรารู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของเรา ถ้าเราเดินมาถูกทาง อํานาจการใช้จ่ายเราจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเฟ้อ เมื่อเรารู้จักเงินเฟ้อ การพิมพ์เงิน และรู้จักเงินที่ไม่เสื่อมค่า จะทําให้เราสามารถแยกการออมและการลงทุนได้ง่าย แถมทําให้เราจัดการการเงินของเราได้มีประสิทธิภาพด้วย #siamstr #bitcoin #btc #เงินเฟ้อ #การออม #การลงทุน