ออม และ ลงทุนต้องแยกกันอย่างชัดเจนทําแค่นี้ชีวิตง่ายขึ้น 10 เท่า - sats and sound EP39
ในโลกของเงินเฟียตที่เงินเสื่อมค่าตลอดเวลาจากการพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ เงินก็หามาอย่างยากลําบาก
ตลอดเวลาที่ผมเติบโตมา ผมจะรับรู้มาตลอดว่า การออมมันไม่มีประโยชน์เพราะ ดอกเบี้ยเงินฝากมันแค่ 0.25%
ไม่เหมือนรุ่นปู่ย่า พ่อแม่ ที่ยังเคยเห็นดอก 10% ต่อปีจากการแค่ฝากธนาคารเฉยๆ
ดังนั้น ผมจะถูกปลูกฝังมาอัตโนมัติเลยว่า เงินต้องเอาไปลงทุนๆๆๆเท่านั้น เพื่อให้เงินงอกเงย
ใครจะบ้าเอาเงินไปออม ฝากแบงเยอะๆเสียเวลา
และนี่คือสิ่งที่ผมทํามาตลอด 10 ปีที่ทํางาน
ทํางานเพื่อหาเงิน แล้วนําเงินไปซื้อหุ้น กองทุนรวม ประกันชีวิต และมีเงินสํารองฉุกเฉินไว้ใช้ 3-6 เดือนของรายจ่าย
ดี ถูกต้องตามที่กูรูการเงินบอกเป๊ะๆ
ทุกอย่างดูเหมือนดี แต่พอลงลึกไปถึงดีเทล ความมั่งคั่งของผมมันไม่เยอะแถมยังรู้สึกไม่มั่นคง ในความคิด 10 ปีควรจะมั่นคงกว่านี้ แต่สาเหตุเพราะตัวผมเองที่ลงทุนไม่เป็น และไม่มีความสมํ่าเสมอ
ผมก็คือมนุษย์เงินเดือนที่ติดอยู่ในโลกเงินเฟียตที่ทํางาน เก็บเงิน ใช้จ่ายเพื่อความสุขบ้าง
ส่วนการลงทุนก็ลงบ้างไม่ลงบ้าง ตามอารมณ์ ซื้อๆขายๆ หุ้นตามกูรูที่เขาบอก โดยไม่ได้ศึกษา เข้าใจมันจริงๆ
ผลสรุปสุดท้ายคือ หาเงินมาลงทุนเท่าไหร่ ผลตอบแทนไม่เห็นดีเหมือนที่คิด ยิ่งพอเราลงมั่วๆไปเทียบกับคนที่ลงทุนเป็น
หรือคนในอินเตอร์เน็ตยิ่งเครียดไปใหญ่
ผมก็เลยคิดว่า มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง จนได้คําตอบว่า เวลา 10 ปีที่เสียไป เกิดจาก
- ผมไม่มีความรู้ทางการเงินมากพอ ทําให้ลงทุนไม่เป็น เลือกหุ้นไม่เป็น ปันผลไม่ reinvest
- ไม่มีความสมํ่าเสมอ ลงทุน ใส่เงินซื้อหุ้นตามอารมณ์ เชื่อกูรู หรือข่าว ซื้อๆขายๆ ไม่มีหลักเกณฑ์
- ไม่มีการบันทึกและติดตามผลการลงทุน พอไม่บันทึกติดตามผลของพอร์ททําให้เรา หลงทางไปหมด
ตอนนั้นคิดง่ายๆว่า ลงๆไปรอสัก 10 ปี หุ้นขึ้นอยู่แล้ว สรุปเป็นไงหล่ะ หุ้นไทย 10 ปีอยู่ที่เดิม
- ไม่รู้จักความเลวร้ายของการพิมพ์เงิน และ เงินเฟ้อ ไม่เข้าใจระบบการเงินโลก เข้าใจข้อนี้ข้อเดียวเบิกเนตรเลย
- ไม่แยกการออมและการลงทุนออกจากกัน สมัยก่อนที่ไม่รู้จักเงินเฟียต เงินเฟ้อ ก็เลยดูถูกเงินออม แต่พอได้ศึกษาจริงๆ
การแยกแค่เงินออมกับลงทุน ชีวิตง่ายขึ้นจริงๆ
พอผมเจอต้นตอปัญหา ผมก็หาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ โดน alt coin gamefi รับน้องไปอีกหลักแสนช่วงโควิด
ผมเคยทําคลิปเล่าไปแล้วสนใจกดไปดูได้เลยครับในช่อง
จนสุดท้าย ผมไปเจอคลิปเกี่ยวกับบิทคอย ศึกษาเป็นปี แล้วค่อยๆเบิกเนตร ทีละอย่าง
ตั้งแต่ระบบการเงินโลก การพิมพ์เงิน เงินเฟ้อ ที่ออกแบบมาให้ทุกคนจนลงอัตโนมัติ เรื่องนี้ไม่มีใครบอกเราด้วยนะว่ามันแย่
ทุกคนถูกฝังหัว ถูกโปรแกรมมาว่า มันเป็นแบบนี้แหละ คนรุ่นหลังก็จะจนกว่ารุ่นพ่อแม่ไปเรื่อยๆ
ชีวิตจะลําบากขึ้นไปเรื่อยๆจากเงินเฟ้อ
เงินเฟียตที่เสื่อมค่าทุกวินาที มันทําให้คนที่ติดอยู่ในโลกของเงินเฟียต "ดูถูกการออม" ซึ่งก็เหมือนกับตัวผมเองในอดีต
ทุกคนถูกบังคับให้เข้ามาในสนามการลงทุนโดยไม่มีความพร้อม ต้องเข้ามาสู้ในเกมที่คุณเสียเปรียบหรือไม่ถนัด
ไม่แปลกใจครับที่ ผมเองไม่ประสบความสําเร็จจากการลงทุน
พอผมลงหลุมกระต่ายมาแล้ว มุมมอง แนวคิด เกี่ยวกับการเงิน การลงทุนเปลี่ยนหมดเลยครับ
1 การออมและการลงทุนต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
เปลี่ยนมายเซ็ตนิดเดียว ทําแค่นี้ชีวิตง่ายขึ้น 10 เท่า
2 ทุกคนไม่ต้องลงทุนก็ได้ แต่ต้องออมในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า
ไม่ออมในเงินเฟียต เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่น
มาดูสิ่งที่ผมทําจริงกันเลย แบ่งเงินเป็น 4 ก้อนง่ายๆ
1 เงินออม (เป็นพอร์ตที่ใหญ่ที่สุด สําคัญที่สุด ผมจะเก็บไว้ใน HW ที่ปลอดภัย และไม่ขายเด็ดขาด)
สิ่งนี้คือรากฐานของความมั่นคงอย่างแท้จริงของทุกคน ในเมื่อเงินเฟียตเสื่อมค่าลงทุกวัน การพิมพ์เงินไม่มีใครหยุดได้
ดังนั้นเราจะต้องออมเงินของเราไว้ใน สินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมมูลค่า เช่น ทองคํา หรือ บิทคอย จะลงอันไหนแล้วแต่ความรู้ ความถนัด ความชอบได้เลย ตัวผมแน่นอนว่า ออมในบิทคอยครับ ผมมีเป้าหมายออมอย่างสมํ่าเสมอทุกเดือนด้วย
2 เงินใช้จ่ายประจําเดือน
ทําบัญชีรายรับรายจ่ายสักพัก เราจะรู้ว่าแต่ละเดือนเราใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง ผมจะมีเงินบัฟเฟอร์ในบัญชีไว้ อีก 1 เท่าเสมอ
เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราจะใช้เงินได้ทันที ถ้าใช้ไปก็มาเติมให้ครบ
3 เงินสํารองฉุกเฉิน
ในส่วนนี้ก็เก็บแยกไว้ในบัญชีที่ใช้ได้ทันที ควรจะมีไว้สัก 3-6 เดือนของรายจ่ายประจําเดือน ถ้าใช้ไปก็มาเติมให้ครบ
4 เงินลงทุน
เงินส่วนนี้จะเป็นส่วนสุดท้ายหลังจากที่จัดสรรเงินอื่นๆรายเดือนไปหมดแล้ว ก้อนนี้จะเป็นเงินที่เราสามารถเสียได้ทั้งหมด
และเป็นเงินที่เราต้องเสี่ยงเอาไปลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มากขึ้น เป็นเงินส่วนที่เล็กที่สุดของผม
เมื่อก่อนตอนที่ผมอยู่ในโลกของเงินเฟียต เงินส่วนใหญ่ที่ได้มาผมก็จะเอามาลงพอร์ตการลงทุน
มีกูรูบางคนบอกว่า ให้เอาเงินทั้งหมดไปลงในหุ้นปันผล แล้วเอาปันผลมาใช้ ฟังดูดี inspire มาก แต่ในความเป็นจริง
ถ้าคุณเงินเดือน 15000-20000 ทุนน้อยทําแบบนั้นไม่ได้ครับ มันเหมาะกับคนที่มีเงินก้อน
หลังจากหลุดออกมาจากโลกของเฟียตทำให้รู้ว่า ถ้าเราลงทุนไม่เป็น ก็จะเกิดความเสี่่ยงและเสียโอกาสอย่างอื่นมากมาย
ดังนั้นในปัจจุบันก้อนนี้ ในพอร์ตผมเหลือประมาณ 10%
การจัดการเงินรายเดือน
ผมจะมีการจัดการเงินไว้แล้วเพราะทํารายรับรายจ่ายเรียบร้อย เงินในแต่ละส่วนมันจะอยู่ในบัญชีพร้อมใช้งาน
และเงินที่เหลือ ผมจะแบ่ง 90% ออมในบิทคอย และ 5-10% ลงทุน
สรุป
1 แยกการออมและการลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน ทําแค่นี้ชีวิตง่ายขึ้น 10 เท่า
2 เมื่อหลุดออกมาจากโลกของเงินเฟียต เราจะรู้ว่า การออม เป็นสิ่งสําคัญที่สุดที่ทุกคนต้องทํา
ออมในสิ่งที่ไม่เสื่อมค่า เช่น ทองคํา หรือ บิทคอย
3 การลงทุนเป็นสิ่งเสริมที่เราจะทําหรือไม่ทําก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า เงินลงทุนนั้น เราต้องเสียได้ทั้งหมด
ของผมเงินที่เหลือจากการใช้ก็แบ่งออม 90 ลงทุน 10
4 การทํารายรับรายจ่ายสําคัญมาก เพราะมันทําให้เราเห็นว่าเราใช้เงินเท่าไหร่ เพื่อทําให้เราวางแผนได้ง่ายและรับมือได้กับทุกเหตุการณ์ เงินเฟียตเก็บไว้พอใช้จ่ายตามแผนก็พอ
5 อย่าลืมบันทึกการออม และ การลงทุน เพื่อติดตามพอร์ตของเรา สิ่งนี้มันจะทําให้เรารู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของเรา
ถ้าเราเดินมาถูกทาง อํานาจการใช้จ่ายเราจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเฟ้อ
เมื่อเรารู้จักเงินเฟ้อ การพิมพ์เงิน และรู้จักเงินที่ไม่เสื่อมค่า จะทําให้เราสามารถแยกการออมและการลงทุนได้ง่าย
แถมทําให้เราจัดการการเงินของเราได้มีประสิทธิภาพด้วย
#siamstr #bitcoin #btc #เงินเฟ้อ #การออม #การลงทุน
Sats and Sound
npub1dhsn...xjvg
Sats and Sound: สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ผ่านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาตนเอง
ชื่อช่องสามารถตีความให้ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์ (Sats), การเงิน (Sound Money), และการพัฒนาตัวเอง (การเรียนรู้ผ่าน "Sound" หรือเสียงที่เป็นความรู้ที่มั่นคง)
โฟกัสที่ ปัจจุบัน สําคัญที่สุด - sats and sound EP38
คุณเคยมั้ยที่ชอบนั่งคิดถึงอดีตว่า
- ถ้ารู้งี้ ฉันน่าจะซื้อบิทคอยตั้งแต่ปี 2009
- รู้งี้ฉันน่าจะเลือกเรียนหรือเลือกทํางานนั้นๆ ถ้าเป็นแบบนั้นชีวิตคงจะดีกว่านี้
- ฉันไม่น่าทําสิ่งนั้นเลย มันเสียเวลา เสียเงิน
นั่งคิดไป เซ็งไป ทุกคนรู้นะว่า อดีต มันแก้ไขไม่ได้ แต่เราก็ไม่สามารถหยุดคิดถึงความผิดพลาดและอยากกลับไป
แก้ไขอยู่อย่างนั้น ผมคิดว่าสิ่งนี้ทุกคนน่าจะเคยเป็นเหมือนกัน ไม่งั้นมนุษย์คงไม่คิดอยากจะสร้าง time machine ขึ้นมาหรอก
ตัวผมเองเคยได้มีโอกาสไปคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง แกเป็นข้าราชาการเกษียณที่ตกผลึกทางความคิดและเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักมาก
ผมก็ตั้งคําถามแบบเด็กๆไปว่า “ถ้าสมมติว่า ย้อนอดีตกลับไปได้ อยากจะกลับไปบอก หรือ แก้ไข อะไรในชีวิตมั้ย?”
คนทั่วไปก็คงตอบต่างๆนาๆใช่มั้ยครับ แต่ผู้ใหญ่ท่านนี้ แกตอบผมว่า "ผมไม่สมมติหรือคิดไปแก้ไขอดีตที่เป็นไปไม่ได้
ผมใส่ใจเฉพาะสิ่งในปัจจุบันมากกว่า ส่วนอดีตก็ถือซะว่าเป็นบทเรียนหรือประสบการณ์ชีวิตไป"
เจอคําตอบนี้ ความคิดผมเปลี่ยนเลยครับ ในสมองเราที่ยังวนเวียนคิดอยู่ว่า ถ้าแบบนั้น ถ้าแบบนี้ รู้งี้ต่างๆ
พอเราเรียกสติตัวเองกลับมา เราจะรู้ว่า การนั่งคิด สมมติ การย้อนกลับไปแก้ไขอดีต มันเป็นไปไม่ได้
คําพูดของผู้ใหญ่ท่านนี้ มันทําให้ผมกลับมาเตือนสติตัวเองทุกครั้งที่นั่งมโน คิดไปว่า ย้อนกลับไปแล้วทําแบบโน้นแบบนี้
แล้วชีวิตวันนั้นคงจะดีกว่าที่เป็นแน่ๆ ว่ามาคิดแบบนี้ไม่มีประโยชน์เลย เสียเวลาเปล่าๆ
สิ่งที่เราอยากแก้ไข เราควรโฟกัสก็คือ การทําปัจจุบัน ให้ดีที่สุด บางครั้งการได้กลับมาทบทวนตัวเอง ก็ทําเพื่อวางแผนในอนาคตว่า การทําแบบนี้ชีวิตเราจะต้องดีขึ้น โดยอาศัยประสบการณ์หรือความผิดพลาดในอดีตที่เราเรียนรู้มา เป็นข้อมูล ทําวันนี้ให้ดี
เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
ชีวิตของผมเอง พัฒนาได้จากความผิดพลาดในอดีต ผมเคยเล่าประสบการณ์ทางการเงินมากมายในช่อง เสียเงินไปก็หลักแสน
ทุกอย่างมันหลอมรวมมาผมเป็นผมในทุกวันนี้ ที่มีมายเซ็ตและความมั่นคงทางการเงิน มากกว่าในอดีต
ความผิดพลาดเหล่านั้น คือสิ่งที่เราเลือกทําเอง ผมเชื่อว่า ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร มันเกิดจากสิ่งที่เราเลือกเอง
มันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเราในตอนนั้นแล้ว ถ้าความคิด ความรู้เราไม่เปลี่ยน ย้อนเวลากลับไป เราก็จะทําแบบนั้นอยู่ดี
ยกตัวอย่าง
ถ้าฉันซื้อบิทคอยในปี 2009 ป่านี้ก็รวยไปแล้ว
- แต่ความจริง ในปี 2009 คนที่รู้จักและขุดบิทคอย มีแค่หยิบมือ
- ในช่วงเริ่มต้นมันเป็นแค่เหรียญดิจิทอล ที่ไม่มีค่าอะไรเลย
- ในปีหลังจากนั้น ก็มีข่าวว่า บิทคอยคือสิ่งหลอกลวง ใช้ซื้อสิ่งผิดกฏหมาย มูลค่าของเหรียญก็ผันผวนอย่างมาก
- การซื้อก็ยาก การเก็บอย่างปลอดภัยก็ยากและซับซ้อน
ผมในตอนนั้นเคยได้ยินข้อมูลและข่าวเกี่ยวกับบิทคอยมาแล้ว ซึ่งผมก็ตัดสินใจ ไม่สนใจมัน เพราะคิดว่ามันเป็น scam ไม่มีมูลค่า และเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฏหมาย
ผ่านมาเป็น 16 ปี ถึงจะมารู้ความจริงว่า บิทคอยมันสุดยอดแค่ไหน เหมือนที่ผมเคยบอกไปในคลิปก่อนว่า ถึงแม้ในปี 2009 ถ้าผมโชคดีได้บิทคอยมา แต่ด้วยความไม่รู้คุณค่าของมันและไม่มีชุดความรู้ที่ผมมีในปี 2024 ผมก็คงขายไปตั้งแต่มูลค่ามันเกิน 1000 บาทแล้ว เหมือนกับคนในยุค บิทคอย OG ที่ขายออกไปหมด เพราะไม่มีใครรู้อนาคต และไม่รู้ว่า บิทคอยจะเติบโตมามีมูลค่า 3.5 ล้านบาทในปี 2025 รู้อนาคตคงไม่มีใครขาย
ดังนั้นสิ่งที่ผมโฟกัสคือปัจจุบันครับ การตัดสินใจทุกอย่างให้ดีที่สุดในวันนี้ มันจะทําให้เราไม่ต้องมานั่งรู้งี้ หรือ เศร้ากับความผิดพลาดเหมือนในอดีต ซึ่งไม่มีอะไรการันตีได้ว่า เราจะไม่ผิดพลาดอีก แต่ถ้าเรามีประสบการณ์ผมเชื่อว่า เราจะไม่ผิดพลาดซ้ำเรื่องเดิมๆครั้งที่สอง
คําพูดที่บอกว่า "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ดีเสมอ" สิ่งดีที่เกิดขึ้นมันเกิดจากเราตัดสินใจทําปัจจุบันให้ดีก่อน และสิ่งที่ตามมามันก็จะดีขึ้นเอง ถ้าปัจจุบันเราตัดสินใจแย่ ก็จะมีสิ่งทีแย่ตามมาเหมือนกัน
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชีวิตผมเปลี่ยนไปเยอะมาก เกิดจากทั้งอายุ งาน รวมถึงเหตุการณ์โควิดที่ทําให้ การเงิน การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป
วันนี้จะมาแชร์สิ่งที่ทําให้ดูกันครับ
1 ศึกษาเกี่ยวกับการเงินใหม่หมด
ความไม่แฟร์ ความเอ๊ะ รวมถึงคําถามเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินที่ผมถามตัวเอง ว่าทํางานมาเป็น 10 ปี ลงทุนด้วย ทําทุกอย่างแล้ว แต่ทําไมยังรู้สึกไม่มั่นคง พอผมรู้จักบิทคอย มายเซ็ต ความรู้ทางการเงิน โลกที่มองก็เปลี่ยนไปหมด
เอาเป็นว่า บิทคอยมาเปลี่ยนชีวิตผมไปเลย
2 รักตัวเองมากขึ้น
- ออกกําลังกายสมํ่าเสมอ ตั้งเป้าคาร์ดิโอ สัปดาห์ละ 150 นาที
- กินอาหารที่ดี ลดอาหารแปรรูปต่าง กินดี 90% ตามใจตัวเอง10%
- คิดดี พูดดีอย่างจริงใจ ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น
- นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
- สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ส่งต่อพลังงานบวก
- แบ่งปันความสุข หรือสิ่งที่ตัวเองมีให้ผู้อื่นบ้าง ผมบริจาคของไปเยอะมากให้มูลนิธิต่างๆ
พวกเสื้อผ้า หนังสือ ของใช้ คิดว่าสิ่งนี้มันยังใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงช่วยเหลือผู้อื่นในสิ่งที่เราทําได้
3 พัฒนาตัวเอง
- ฟัง podcast พัฒนาตัวเอง พัฒนาจิตใจ สร้างพลังงานเชิงบวก
- ตัดคอนเท้น toxic คอนเท้นเครียดๆออกไป ลดพลังงานลบ
- จดบันทึกความก้าวหน้าหรือพัฒนาการของตัวเอง เพื่อดูว่าเราพัฒนาขึ้นได้เท่าไหร่ จะต้องทําอะไรเพิ่มบ้าง
- จัดการชีวิตตัวเองอย่างเป็นระบบ ออกแบบให้ง่าย และ ลดการเกิดปัญหาที่แก้ยากในชีวิต
ทุกอย่างถ้าเราวางแผน ชีวิตเราก็จะง่ายขึ้น และสิ่งนี้ไม่ต้องเครียดนะ ค่อยๆทําไป
ผลจากการทําทุกอย่างที่เล่ามา การโฟกัสที่ปัจจุบันเท่านั้น
มันให้ผมรู้สึกจิตใจสงบ และเป้าหมายชัดเจนมาก รู้ว่าเรากําลังเดินไปทางไหน และเตรียมรับมือกับอนาคต
สรุป
1 โฟกัส ที่ปัจจุบัน เท่านั้นเพื่อทําให้อนาคตของเราดีขึ้น จากทางเลือกของเราเอง
2 อย่าไปยึดติดกับอดีตที่ผิดพลาด ให้นํามันมาเป็นบทเรียนในการทําให้เราเป็นคนที่ดีกว่าเมื่อวาน
ทุกครั้งที่เผลอคิด อย่าลืมเรียกสติตัวเอง บอกตัวเองว่า มันแก้ไม่ได้ มาโฟกัสที่ปัจจุบัน สําคัญกว่า
3 ความทุกข์ ความสุข ความเครียด อารมณ์ต่างๆ มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป รู้เท่าทันตัวเอง
4 ถึงเราจะทําปัจจุบันได้ดีขนาดไหน มันก็ไม่ได้การันตีว่าในอนาคตจะดี ดังนั้นเตรียมรับมือในทุกสถานการณ์ ถ้าเราพร้อม เราจะผ่านมันไปได้
#siamstr #btc #bitcoin #พัฒนาตัวเอง #ความผิดพลาด #อดีต #ปัจจุบัน #โฟกัสปัจจุบัน
ถ้ายังจน ทรัพย์สิน อย่าง รถยนต์ ไม่จําเป็น - sats and sound EP37
รถยนต์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทรัพย์สิน (Property) ที่เพิ่มความสะดวกสบายในชีวิต
ด้วยมายาคติในโลกเงินเฟียต การมีรถยนต์ยังแสดงถึงฐานะทางการเงิน อัพเกรดคุณภาพชีวิตได้ด้วย
ใครๆก็มีทั้งนั้นเพื่อความสะดวกสบาย การมีรถยนต์หนึ่งคันที่ไม่ได้ใช้สร้างรายได้ มันมีค่าใช้จ่ายเยอะมาก
เหมือนกับคอนเท้นวันนี้ ถ้ายังจน รถยนต์ ยังไม่จําเป็น
รถยนต์สามารถเป็นได้ทั้ง "สินทรัพย์" และ "ทรัพย์สิน" ครับ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานและมุมมองที่เรามอง
สรุปความแตกต่างแบบง่ายๆ
ทรัพย์สิน (Property) คือสิ่งของที่มีมูลค่าและคุณเป็นเจ้าของตามกฎหมาย จะสร้างเงินหรือไม่ก็ได้
สินทรัพย์ (Asset) คือ ซับเซ็ตของทรัพย์สิน (Property) ที่สามารถสร้างประโยชน์หรือรายได้กลับคืนมาให้คุณได้ในอนาคต
รถยนต์จะถูกมองว่าเป็นทรัพย์สิน (Property) เมื่อคุณซื้อมาเพื่อใช้งานส่วนตัว ไม่ได้ใช้เพื่อสร้างรายได้ เช่น
- รถที่ใช้ขับไปทำงาน
- รถที่ใช้เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว
- รถที่ใช้ทำธุระส่วนตัวในชีวิตประจำวัน เพื่อความสะดวกสบาย
รถยนต์ในมุมมองนี้จะค่อยๆ มีมูลค่าลดลง (ค่าเสื่อมราคา) ตามกาลเวลาและการใช้งาน ซึ่งอาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่าย
ดังนั้นจากหัวข้อ ถ้ารถยนต์ที่เราซื้อมาเป็น Property ยังไม่จําเป็น
รถยนต์จะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ (Asset) เมื่อคุณใช้มันเพื่อสร้างเงินให้คุณได้ เช่น
- รถยนต์ที่ใช้สำหรับธุรกิจขนส่งสินค้า
- รถยนต์ที่ใช้ในธุรกิจรับจ้าง หรือ เซลล์ที่ต้องขับรถไปหาลูกค้า
- รถที่ซื้อมาเพื่อให้เช่า
ถ้ารถยนต์เป็น Asset มันเป็นสิ่งจําเป็นต่อการหาเงิน
แต่ถ้า รถยนต์เป็นเพียง Property ไม่อยากจนเรื้อรัง ฟังคลิปนี้ต่อให้จบ
ผมในอดีตที่เคยเป็นมนุษย์เงินเฟียตที่อยากได้รถยนต์ตามที่สังคมเห็นว่า ควรมี และ เหมาะสม เหมือนกับคนอื่นเหมือนกัน
แต่พอเรามาดูสุขภาพการเงิน และ ความจําเป็นในการใช้รถ รวมถึงได้เข้าใจระบบการเงินโลก รู้จักบิตคอย
ความคิดเกี่ยวกับการมี Property ไม่สร้างเงิน อย่างบ้าน หรือรถก็เปลี่ยนไป
ผมได้ทําคลิป มีบ้านเทียบกับมีบิทคอย ทําไมผมคิดว่า มีบิทคอยสําคัญกว่า ลองไปหาดูกันนะครับ
ทําไมถึงมองว่า ถ้ายังจน Property อย่างรถยนต์ ไม่จําเป็น
คําตอบคือ ค่าใช้จ่ายในการมีรถยนต์ 1 คัน มันเยอะมากนะครับ ยิ่งไม่ได้ใช้เป็น Asset หาเงินด้วยแล้ว ใครจะออกรถคิดดีๆก่อน
ยกตัวอย่าง อีโคคาร์ 5แสน บาท ซึ่งเป็นรถยนต์ที่น่าจะมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดแล้ว
1 ค่าดาวน์รถ 25% ค่าผ่อน 5 ปี ดอกเบี้ย5% ตีกลมผ่อนเดือนละ 8000 บาท
2 ค่าน้ำมัน ขับไม่มาก 1500 บาท
3 ค่าประกันรถรายปี, พ.ร.บ., ภาษี ปีละ 12000 บาท
ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม
- ค่าเช็กระยะ การนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็กตามระยะทางที่กำหนด เช่น ทุก 10,000 หรือ 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 เดือน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง และตรวจเช็กสภาพรถโดยรวม
- ค่าซ่อมบำรุงตามอายุการใช้งาน เช่น การเปลี่ยนยาง แบตเตอรี่ ผ้าเบรก หรืออะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ที่เสื่อมสภาพตามเวลา
อะไหล่มีหลายเกรด รวมค่าช่าง อาจจะหลักพันหรือหลักหมื่น ช่วง 5 ปีแรก ค่าซ่อมค่าบํารุงไม่เยอะเพราะรถยังใหม่
พอผ่านไปสักปีที่ 6 ขึ้นไปจะเริ่มมากขึ้น เพื่อนผมแอร์รถพัง จ่ายไป 2หมื่น
จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่าย เยอะมากไม่ว่าจะเป็น fix cost หรือ Variable Costs ค่าดูแลค่าซ่อม
นี่ผมยังไม่ได้นับถ้าหากเกิดอุบัติเหตุ รถชนอีกนะ
นี่แหละคือเหตุผลว่า ทําไม ถ้ายังจน รถยนต์ไม่จําเป็น
มีคนบอกว่าก็ซื้อรถ EV สิถูกกว่า ประหยัดกว่านํ้ามันเยอะ
บอกเลยว่าจริง แต่ รถ EV มีความเสี่ยงๆหลายๆข้อที่บางคนคิดไม่ถึง
- ประกันรถจะแพงกว่ารถนํ้ามัน
- ถ้าแบตเสีย รถชนแบตพัง บางแบรนด์ ต้องเปลี่ยนแบตรถใหม่ ค่าใช้จ่ายเท่ากับซื้อรถใหม่ทั้งคัน
- มีหลายๆแบรนด์ที่ไม่ค่อยมีศูนย์บริการ บางแบรนด์ปิดศูนย์ไปแล้ว ค่าซ่อมรถแพงกว่ารถนํ้ามัน ต่างจังหวัดบางอู่ซ่อมไม่เป็นด้วย
ยิ่งแบรนด์ EV จีน มันหลายเจ้ามากด้วย
ค่าใช้จ่าย รายเดือนเกี่ยวกับรถยนต์ 1 คัน ในกรณีที่ยกมา 10000 บาท
ถ้าเราไม่มีรถ เงินส่วนนี้ นําไปจัดสรรและเก็บออมในบิทคอยได้เพิ่มขึ้นมากนะ
เช่น สมมติว่าไม่ย้ายที่อยู่
- ค่าเดินทาง เช่นใน กทม 6000 บาทเลย
- ถ้าใน ตจว ส่วนนี้อาจจะเหลือแค่ 1000-2000 บาท
แล้วเงินส่วนที่เหลือก็เก็บออมได้อีก 4000 - 8000 บาทเลย เยอะมากนะ
รถที่ไม่สร้างเงิน มันคือทรัพย์สินที่เสื่อมค่า รถ=ลด น่าจะเคยได้ยินกันมั้ย
บางคนแอบคิด ใครจะเดิน ไม่อยากใช้ขนส่งสาธารณะ จะทํายังไง ผมขอเสนอวิธี ซึ่งอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ
1 เลือกเช่าที่อยู่ให้ใกล้ที่ทํางานที่สุด เพื่อให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง รวมถึงเดินทางไปทํางานได้เร็ว โอกาสไปสายน้อยกว่า
2 ใช้มอเตอร์ไซต์ แทนรถยนต์ ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ดูแลรักษาน้อยกว่า เหมาะกับขับรถระยะใกล้ๆ ที่ผมไม่พูดถึงรถยนต์มือสอง
เพราะ มีแค่ราคาที่ถูกกว่ามือหนึ่ง ค่าใช้จ่ายอื่นๆเหมือนกัน แต่สิ่งที่หนักกว่าคือค่าซ่อม ถ้าเลือกไม่เป็นอย่าซื้อเดี๋ยวโดนหลอก
ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเมื่อมีรถยนต์เปลี่ยนเป็นมอเตอร์ไซต์
1 ค่านํ้ามัน 100*4=400 บาทต่อเดือน
2 ค่าประกันรถ พรบ ภาษี 600 บาทต่อปี = 50 บาทต่อเดือน
3 ค่าบํารุงดูแลรักษา เฉลี่ย 500 บาทต่อเดือน
4 ย้ายห้องมาอยู่ในเมืองมากขึ้น ค่าเช่าห้องเพิ่มขึ้น 4000 บาท
รวมค่าใช้จ่าย 4950 บาท เหลือ 5050 บาท เอาไปจัดการ กินข้าวได้อีกหรือออมในบิทคอย สร้างความมั่งคงทางการเงินที่ยั่งยืนได้อีก
การไม่มีรถยนต์ เราจะขาดอะไรไปบ้าง
1 ขาดความสะดวกสบายและคล่องตัว
- แน่นอนว่า นั่งรถยนต์แอร์ฉํ่าๆ ฝนตกไม่เปียก ยังไงก็ดีกว่า มอไซต์ หรือนั่งรถเมล์ รถสองแถว
อันนี้เรากําลังพูดหัวข้อถ้าจน ทําไมถึงไม่ต้องมีรถยนต์ ความสะดวกสบายก็ต้องแลกมา เราจะประหยัดเงินไว้ออมใเพื่ออนาคต
เน้นใช้รถมอเตอร์ไซต์ หรือ ขนส่งมวลชนไปก่อน
- คิดจะไปไหนมาไหน การไม่มีรถมันก็ทําให้เราไม่คล่องตัวบ้างในบางครั้ง
แต่สิ่งนี้ เราสามารถแก้ได้ด้วยการวางแผนล่วงหน้า และ ถ้าเราใช้ขนส่งมวลชนบ่อยๆ เราก็จะรู้ว่า ต้องไปขึ้นอะไรตรงไหน
เดินทางได้ทั้งใน กทม และ ต่างจังหวัด
- ขนของไม่สะดวก ข้อนี้อาจจะเป็นปัญหาในบางคน แต่สําหรับผมไม่เพราะ ส่วนใหญ่ผมซื้อออนไลน์มาส่ง หรือ ถ้าไปซื้อเองก็วางแผนว่าซื้อไม่เท่าที่ขนได้ ส่วนการย้ายของ ย้ายบ้าน ข้อนี้ยิ่งไม่ต้องห่วงเลย มันมีบริษัท หรือ คนที่เขารับ ขนของ ย้ายบ้าน
ครับ เงินแก้ปัญหาได้
2 ความปลอดภัย
ต้องยอมรับว่าความปลอดภัย ในการขับรถยนต์มีมากกว่ารถมอเตอร์ไซต์ ซึ่งความเสี่ยงนี้ผมลดด้วยการ ขับรถในระยะใกล้
ด้วยการย้ายไปเช่าห้องพักไปอยู่ใกล้ๆที่ทํางาน ทําให้เราขับรถช้าๆได้ไม่ต้องรีบจนเกินไป อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็วหรือ มีจุดบังสายตาทําให้ชนนั่นเอง
3 เดินทางพร้อมครอบครัวหรือเพื่อนลำบาก
การเดินทางพร้อมกับครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก จะไม่สะดวกสบายเท่าการมีรถยนต์ส่วนตัว เพราะอาจต้องต่อรถหลายต่อหรือเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมาก ใครจะต้องไปส่งลูก พาพ่อแม่ อากง อาม่าไปหาหมอ การไม่มีรถยนต์ มันก็ลําบากเหมือนกัน
กล่าวโดยสรุป
1 ถ้าเรายังจน การมีรถยนต์ที่เป็น ทรัพย์สิน Property ที่ไม่สร้างรายได้ มันไม่จําเป็น รถ=ลด ค่าใช้จ่ายเยอะมาก
2 เปลี่ยนจากการซื้อรถยนต์เป็น ย้ายที่อยู่มาใกล้ที่ทํางาน หรือ ขับมอเตอร์ไซต์ ระยะใกล้ๆ ลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าที่คิด
3 ถ้าหากรถยนต์เป็นสินทรัพย์ Asset ที่สร้างเงิน สิ่งนั้นเป็นสิ่งจําเป็น
4 การไม่มีรถยนต์มันไม่สะดวกในบางด้าน ไม่เหมาะกับครอบครัวใหญ่ๆ แต่เราสามารถจัดการและวางแผนได้
5 เงินที่ประหยัดได้จากการไม่มีรถยนต์ สามารถเอาไปต่อยอด สร้างสินทรัพย์ที่มั่นคง อย่างอื่นได้อีก เช่นออมในบิทคอยเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืนในระยะยาว
6 รถยนต์ พร้อมจริงๆค่อยซื้อก็ได้ ไม่มีคําว่าสาย ถ้าไม่มีเงินพอจะซื้อรถยนต์ได้ 10 คันผมไม่ซื้อ
#siamstr #bitcoin #btc #รถยนต์ #สินทรัพย์ #รถ
โลกนี้ไม่มีอะไร ยากหรือง่ายมีแต่ เคยทําหรือไม่เคยทํา เท่านั้น - sats and sound EP36
วลีนี้ ผมได้ยินมาจากคลิปจากช่อง the active ในยูทูป ได้ยินครั้งแรกรู้สึกว่ามันใช่เลย
ในชีวิตเราที่เติบโตมาได้ บ่นคําว่า "ยาก" คําว่า"ทําไม่ได้" กันกี่ล้านครั้งแล้ว
ซึ่งจากวลี "โลกนี้ไม่มียากหรือง่าย มีแต่ เคยหรือไม่เคย" แค่เราเปลี่ยนความคิดนิดเดียว
ว่าสิ่งที่ยาก เราแค่ยังไม่เคยทํามันมาก่อน ถ้าหากเราเริ่มทําครั้งแรกและ
ทําซ้ำๆจนชํานาญ สิ่งที่ไม่เคยทํา ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ง่ายและเราจะทําได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างในวัยเด็ก เราหัดเดิน หัดพูด หัดปั่นจักรยาน หัดว่ายน้ำ แรกๆมันยากมาก แต่พอชํานาญ เราทํามันได้สบายๆ
เป็นเพราะ เราเคยทําและคุ้นชินกับสิ่งนั้นๆแล้วนั่นเอง
ตัวอย่างในวัยผู้ใหญ่ การพัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บางคนก็มองว่ามันยาก ไม่มีทางทําได้ มีข้ออ้างต่างๆ
แต่ถ้าเราใช้ มายเซ็ต เคยทํา และ ไม่เคยทํา แทนความยากง่าย มันทําให้เรามีกําลังใจในการทําสิ่งนั้นนะเพราะเรารู้ว่าต่อไป
เมื่อเราทําจนชิน มันก็จะง่ายขึ้นมากๆ เช่น
1 การออกกําลังกาย (ร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น อารมณ์ดีขึ้น)
อันนี้ชัดๆเลย คนที่ไม่เคยออก จะหาข้ออ้างในการไม่ทํา เหนื่อยบ้าง ไม่มีเวลาบ้างและในช่วงแรก จะรู้สึกทรมานมากๆที่ต้องฝืนตัวเอง ทุกอย่างมันยากไปหมด มีแต่อุปสรรค แต่ถ้าหากคนออกกําลังกายมาสักพัก เริ่มชินกับการออกกําลังกายแล้ว ทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด คุณสามารถออกกําลังกายได้อย่างอัตโนมัติและเมื่อเห็นผลลัพธ์ว่าร่างกายเราดีขึ้น เราก็จะออกกําลังกายอย่างต่อเนื่องได้ด้วย
2 การออมเงิน (ความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น)
คนที่ไม่เคยทําจะบอกว่า เงินแต่ละเดือนก็ใช้ไม่พอ จะออมได้ยังไง ยากมาก (มายเซ็ตที่สร้างกําแพงในจิตใจมาแล้ว)
ถ้าเจอคนแบบนี้ เราถามกลับไปเลยว่า ที่บอกว่ายาก ลองทําอย่างจริงจังแล้วยัง ถ้าคนที่ตั้งใจจริงๆจะรู้ว่า มันมีวิธีเยอะมากเลย
ที่จะทําให้เราออมเงินได้ เริ่มจากหลักสิบ หลักร้อย ก็ได้ ยกตัวอย่างคนที่มีวินัยทางการเงิน การออมเงินเป็นเรื่องง่าย เพราะเขาทําจนชินแล้ว ซึ่งถ้าหากเรามีเงินมากขึ้น เราจะยิ่งออมมากขึ้น เพราะมันเกิดผลดีกับตัวเอง
3 พัฒนาตัวเอง (ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณค่ามากขึ้น)
ทุกอย่างในชีวิตที่เรายังไม่เคยทํา อย่าเพิ่งตั้งกําแพงว่า ฉันทําไม่ได้ มันยากเกินไป อยากให้ลองทําดูก่อน
เช่นในที่ทํางาน เราลองทําหลายๆอย่างดูเผื่อจะทําให้เราทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ต่อยอดเรื่องอื่นๆได้มากขึ้น
ผ่านประสบการณ์ของตัวเรานั่นเอง
ผมเคยอ่านเรื่องราวของ วิศวกรที่ได้ไปทํางานที่ญี่ปุ่น สักพักพอกลับมาไทย
นอกจากรับจ๊อบเกี่ยวกับวิศวะที่ตัวเองเชี่ยวชาญแล้ว ยังไปรับจ๊อบนอกที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อีกด้วย
หรือกิจกรรมอะไรที่เราไม่เคยทําและมองว่ามันยาก ลองทําดูก่อน เราอาจจะชอบหรือสร้างประโยชน์ให้กับเราก็ได้
วลีนี้ทําให้เราเห็น "พลังของการลงมือทำ" ทุกสิ่งที่เราคิดว่ายากนั้นจะยังคงเป็นเรื่องยากตราบใดที่เรายังไม่ได้ลองทำมันอย่างจริงจัง เมื่อเราก้าวข้ามความกลัวและเริ่มต้นลงมือทำ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การกระทำนั้นจะนำมาซึ่งประสบการณ์และบทเรียนอันล้ำค่า AI ฉลาดให้ตายก็เลียนแบบคนแบบเราไม่ได้
- ประสบการณ์จากการ "เคยทำ"
ทุกครั้งที่เราลองทำอะไรใหม่ๆ แม้จะล้มเหลว มันก็คือประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้ เราได้รู้ว่าอะไรที่ใช้ได้ อะไรที่ใช้ไม่ได้ และอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไข สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของการพัฒนาและความเชี่ยวชาญ
- การเอาชนะความกลัว
การลงมือทำคือวิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะความกลัวและความไม่มั่นใจ เมื่อเราก้าวออกจาก Comfort Zone เราจะค้นพบว่าขีดจำกัดที่เราคิดว่ามีอยู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา
จากประสบการณ์ทําซํ้าและเอาชนะความกลัว ทําให้เราอาจจะพัฒนาทักษะที่เราไม่คิดว่าเราจะทําได้ก็ได้นะ
เปลี่ยนจาก "ไม่เคยทำ" ให้กลายเป็น "เคยทำ"
กุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเราคือการเปลี่ยนความคิดจาก "ฉันไม่เคยทำ" ให้เป็น "ฉันจะลองทำ" ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ การเริ่มต้นธุรกิจ การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงนิสัยส่วนตัว ขอเพียงแค่เรากล้าที่จะทําครั้งแรก ที่เหลือจะตามมาเอง
- เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ
ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งหรือคาดหวังผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในทันที การเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ จะช่วยให้คุณคุ้นชินและสร้างความมั่นใจไปทีละน้อย
- เรียนรู้จากความผิดพลาด
มองความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา อย่าให้ความล้มเหลวมาหยุดยั้งคุณ
- ค้นหาแรงบันดาลใจ
มองหาคนที่เคยประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณต้องการทำ ศึกษาเส้นทางของพวกเขาและนำมาปรับใช้
- ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
ความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เคยทำให้กลายเป็นความเชี่ยวชาญ
ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่จําเป็นมากในการพัฒนาชีวิตเราในทุกๆด้าน ถ้าขาดไปชีวิตเราจะไม่ดีอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป
แท้จริงแล้ว โลกนี้อาจไม่มีอะไรที่ "ยาก" อย่างถาวร มีเพียงสิ่งที่เรายังไม่ได้ลอง "ทำ" เท่านั้น เมื่อใดที่เราตัดสินใจที่จะก้าวข้ามความกลัวและลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ก็จะค่อยๆ กลายเป็นไปได้ และเราจะค้นพบว่าศักยภาพของเรานั้นไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง
มายเซ็ตนี้มันดีมาก อยากให้ทุกคนไปปรับใช้ มันทําให้เรามองโลกด้านดี และ เอาไปใช้งานได้จริงๆด้วย
คุณคิดว่ามีสิ่งไหนที่คุณเคยคิดว่ายาก แต่สุดท้ายก็ทำมันได้สำเร็จบ้างไหม?
#siamstr #พัฒนาตัวเอง #สร้างแรงบันดาลใจ #ความยาก #ความง่าย #เปลี่ยนความคิด
ถ้าชีวิตยังลำบาก ไม่มั่นคงมีบิทคอย สําคัญกว่า มีบ้าน - sats and sound EP35
Disclaimer บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น อ้างอิงจากมุมมองของผมเท่านั้นนะครับ
คอนเท้นนี้คิดว่าคงมีคนเห็นต่างมากมายแน่นอน เพราะมายเซ็ตของคนส่วนใหญ่จะเป็นระบบเฟียตที่ฝังรากลึก ต่างจากผมที่ออกมาจาก Matrix นั้นแล้ว
บ้านคือ หนึ่งในปัจจัยสี่ ที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่า มันมีความจําเป็นต่อชีวิตใช่มั้ย
ปัจจัยสี่มี อาหาร เครื่องนุ่งหุ่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย
ในปัจจุบันมีปัจจัยที่ห้า หรือหกไปแล้วเช่น ต้องมีอินเทอร์เน็ต ต้องมีมือถือไรงี้
แต่ถ้าให้รวบปัจจัยสี่หรือปัจจัยหกทั้งก้อนแล้ว
สิ่งสําคัญในการดํารงชีพของเราทุกคนในโลกนี้คือ "เงินที่ดี"
เพราะถ้าเรามีเงินที่ดี เงินที่ไม่เสื่อมค่าลง
เราสามารถซื้อปัจจัยทุกอย่างที่กล่าวมาเลย ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีได้สบายๆ
แต่โชคร้ายที่ในปัจจุบันเราอยู่ในระบบเงินเฟียต ระบบที่ออกแบบมาให้ทุกคนจนลงเรื่อยๆแบบไม่รู้ตัว
สิ่งนี้แหละเมื่อเบิกเนตร ทําให้ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ที่ว่า ถ้าชีวิตยังลําบาก ไม่มั่นคง มีบิทคอย สําคัญกว่า มีบ้าน
อยากให้ทุกคนลองอ่าน สิ่งนี้มีประโยชน์ครับ
ตัวผมในอดีตที่ยังเป็นมนุษย์เงินเฟียตที่เสื่อมค่า ก็ถูกปลูกฝังมาไม่ต่างจากทุกคนว่า
การมีบ้านนั้น เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่แสดงถึงความมั่นคงในชีวิต
ยิ่งมีบ้าน อยู่อาศัยในที่ดีด้วยแล้ว คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นไปอีก
อันนี้จริงที่สุดครับ ผมจึงขวนขวายหาเงินทํางานอย่างหนักเพื่อจะมีบ้านดีๆสักหลัง
แต่ช่วงเวลาที่ผมเริ่มทํางานและเติบโตขึ้นมา มีการพิมเงินเกิดขึ้นตลอดเวลา
ส่งผลให้มูลค่าเงินเฟียตที่ผมทํางานหามาอย่างยากลำบาก การซื้อบ้านแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
จึงต้องเปลี่ยนแผนเป็น ผ่อนบ้าน แทน ซึ่งพอมาผ่อนจริงๆ มันตึงมือกว่าที่คิดนะครับ
เงินเรายังไม่ทันได้ใช้ หายไปแล้ว 30-60%
หาเงินเพิ่มก็แล้ว ขยันก็แล้ว สุดท้ายมานั่งคิดว่า การมีบ้านเป็นของตัวเองในยุคเงินเฟียตไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ผมก็เป็นมนุษย์เงินเฟียตที่สู้ เก็บเงินตั้งหน้าตั้งตาผ่อน จนเวลาผ่านไป หลายปี
เกิดคําถามว่า บ้านก็ผ่อนไหว แต่ทําไมไม่รู้สึกมั่นคงเลยสักนิด
ผมเกิดคําถามเรื่องความรู้สึกไม่มั่นคงซ้ำๆ พยายามหาคําตอบจนได้มาเจอกับบิทคอย เมื่อได้ลงหลุมกระต่าย
ผมได้พบความจริงหลายอย่างที่เคยรู้ครับ
- การพิมเงิน เงินเฟ้อทําให้ทุกคนในระบบจนลงตลอดเวลา โดยมีคนไม่อยากบอกให้พวกเรารู้ แถมเราหยุดการพิมเงินและเงินเฟ้อไม่ได้ด้วย
- เงินเฟียตในมือมูลค่าลดลงทุกปี ผ่านไป 10 ปีเงินที่เก็บมา อํานาจการจับจ่ายลดลงครึ่งนึง ของไม่ได้แพงขึ้น แต่เงินในมือเรามันเสื่อมค่าลง
- เงินในบัญชีเราตัวเลขมันเท่าเดิม อาจจะเพิ่มขึ้นจากการขยันเก็บออม แต่ไม่ทันเงินเฟ้อ ประกาศเงินเฟ้อ 2-3% แต่ข้อมูลจริง
ปริมาณเงินที่เพิ่มเข้ามาในระบบ 7-8%
- การลงทุนในสินทรัพย์อย่างหุ้นที่เติบโตดีมาตลอด แท้ที่จริงแล้ว มันโตเพราะเงินที่พิมเข้ามาและอัดเข้าไปในระบบ ไม่ได้โตเพราะผลประกอบการของบริษัท ดังนั้นเราจะได้เห็นความมั่งคั่งปลอมๆที่สามารถขึ้นลงได้ตามใจของนายทุน และคนมีอํานาจ
นี่แหละเหตุผลที่ลงทุนหุ้นมา 10 ปี มันอยู่ที่เดิมแถมแพ้เงินเฟ้อด้วย
- เงินเฟียตที่เสื่อมค่า ทําให้คนซื้อบ้านกันไม่ได้แล้ว จึงต้องผ่อนธนาคารพร้อมภาระผูกพัน 30 ปี หลายคนมองว่า ก็ปกตินะ
แต่ผมมองว่า 30 ปีนี้มันทําให้เราเสียโอกาสในการนําเงินไปวางในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
ถ้าไม่รู้ค่าเสียโอกาสมหาศาล
ผมเห็นด้วยที่บ้านคือสินทรัพย์ที่เป็นแหล่งเก็บเงินหรือ Store of Value ที่คนรู้จักมายาวนาน แถมสามารถอยู่อาศัย
หรือ ปล่อยเช่า สร้างรายได้ให้กับเราด้วย
แต่เมื่อออกมาจากระบบเฟียต ผมได้รู้ว่าที่จริง มันมีสินทรัพย์ที่เป็นแหล่งเก็บเงินที่ดีกว่า บ้าน อยู่ในโลกนี้อีกนะ
สิ่งนั้นก็คือ บิทคอย ครับ
จากเงื่อนไขส่วนตัวและความคิดของผมเองบิทคอยมีข้อดีหลายๆข้อ ที่บ้านหรือบ้านปล่อยเช่าสู้ไม่ได้ครับ
ผมเคยทําคลิปบิทคอย VS อสังหาฯปล่อยเช่า ไปแล้วเข้าไปดูได้เลยครับ
ในวันนี้จะมาโฟกัส เปรียบเทียบ มีบิทคอย กับ มีบ้าน ทําไมผมคิดว่า ถ้าชีวิตยังลําบาก มีบิทคอยสําคัญกว่ามีบ้าน
1 อัตราการเติบโต หรือมูลค่าที่เพิ่มขึ้น
บ้านมีอัตราเติบโตไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับทําเล ส่งผลให้เจ้าของทรัพย์ก็ยังต้องวัดดวงอยู่ว่าบ้านที่เรามีจะมี มันจะโตเท่าไหร่ มูลค่าเท่าไหร่ อยู่ทําเลไม่ดีก็โตตํ่า ผลตอบแทนตํ่า
ต่างจากบิทคอยที่ทุกหน่วยเหมือนกัน และมันจะเติบโตตามเงินเฟ้อและการพิมเงินขึ้นไปเรื่อยๆเพราะตอนนี้มีคนบางกลุ่มเริ่มเข้าใจและเห็นผลตอบแทนที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินในระบบที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้น นอกจากเข้าไปในหุ้นและยังเข้ามาในบิทคอยด้วย
บิทคอยเหวี่ยงกว่าบ้านมาก แต่ในระยะยาวผลตอบแทนมันต่างชัดเจน ดูราคาได้เรียลไทม์ ไม่ต้องมาวัดดวงว่า
มันจะโตมากหรือโตน้อยกว่า บ้านในต่างๆทําเลกัน
เอาเป็นว่า บิทคอยมันโตเร็วกว่าบ้าน ผมว่าถือนานๆบิทคอยคุ้มค่ากว่ามาก
2 บ้านมีค่าใช้จ่ายแฝง มีเบี้ยหัวแตกระหว่างทางมากมาย
ที่ดินมันเพิ่มมูลค่าได้ แต่ตัวบ้านหรือคอนโด มันมีค่าเสื่อมที่เราต้องคิดด้วย มีส่วนที่เราต้องซ่อมแซมเป็นระยะๆ
ไม่ว่าจะอยู่เองหรือปล่อยเช่า ปล่อยเช่ายิ่งหนักเพราะก็ต้องวัดดวง เจอคนเช่าไม่ถนอมบ้าน ค่าซ่อมบานไปอีก
ยังไม่นับค่าภาษีโรงเรือนหรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เทศบาลจะเก็บทุกปี ถ้าใครอยู่บ้านหรือคอนโด แน่นอนว่าจะมีค่า
ส่วนกลาง ค่าเก็บขยะ ค่าซ่อมแซมลิฟต์ส่วนกลาง ปีนึงหลักหมื่นหรือหลายหมื่น ถ้าโครงการแพงค่าส่วนกลางก็จะแพงไปด้วย
อันนี้แค่ตอนอยู่ เราไปดูตอนจะขายกันบ้าง
ถ้าเราตั้งขายเองไม่เป็น ก็ต้องติดต่อเอเจ้น ซึ่งเขาจะเอาค่าคอมมิชชั่น 3% ของราคาขาย ถ้าเจอคนซื้อเหลี่ยมๆ เขาจะต่อราคาจนกําไรเราแทบไม่เหลือ นี่ยังไม่นับระยะเวลาดําเนินการถ้าหาก ผู้ซื้อต้องกู้แบงค์อีกนะ 1-2 เดือนกว่าจะดีลลงตัว บวกกับดําเนินการเอกสารต่างๆ พอไปกรมที่ดินโอนบ้าน จ่ายเบี้ยหัวแตกอีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าภาษี อากรแสตม ค่าพยาน บ้านราคา 1-2 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกือบแสนครับ นี่ยังไม่นับบ้านหรือที่ดินที่กำไรเยอะมาก แต่แพงจนขายไม่ออกอีกนะ
ถ้ากำไรลด 50% แต่ขายได้คุณจะยอมมั้ย วงการนี้บอกเลยว่า โลกมันกลม แต่สังคมมันเหลี่ยม มีอยู่จริงๆนะครับ
ตัดไปที่บิทคอย ถ้าจะขาย แบ่งย่อยได้ว่าจะขายกี่ sat เปลี่ยนเป็นเงินได้ใน 5 นาที จ่ายค่าธรรมเนียมให้ exchange นิดหน่อย
เอาเป็นว่า ถือบิทคอยไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง แถมไม่ต้องปวดหัวกับการดูแลรักษา ระยะยาวบิทคอยถือสบายใจกว่า
อาจจะมีคําถามต่อไป อ้าว ไม่มีบ้านอยู่จะทําไง ผมเลือกเช่าบ้านครับ ค่านํ้า ค่าไฟแพงกว่าอยู่บ้านตัวเอง
แต่ เบี้ยหัวแตกต่างๆไม่ต้องยุ่งอีกเลย เราจ่ายแค่ค่าเช่า น้ำไฟ ค่าประกันแรกเข้าจบ เลือกบ้านได้ตามเงิน คุณภาพชีวิต
แถมย้ายที่อยู่ได้ตลอดด้วย สะดวกกว่ามาก
เงินที่ประหยัดจากรายจ่ายพวกนี้ผมก็เอาไป stack sats ครับ เพราะเป้าหมายของผมคือต้องการบิทคอยที่มากขึ้น
อย่างที่บอกผมมองว่า การครอบครองบ้าน กับ บิทคอย เมื่อมาคิดข้อดีข้อเสียแล้ว ผมสรุปได้ว่า สําหรับตัวเองในตอนนี้
ด้วยความที่มีเงินจํากัด ผมเลือกถือบิทคอย และคิดว่า มันสําคัญกว่าการมีบ้าน
บิทคอยคุ้มค่ากว่าในทุกๆด้านเลยครับ ทําให้ผมรู้สึกมั่นคงทางการเงินอย่างจริงใจ
ต่อไปบิทคอยจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเริ่มช้า จะได้จํานวนบิทคอยน้อยลง
คิดดูแบบกาวๆนิดนึง 10ปีก่อน บ้าน 1หลังใช้เงิน 1000BTC ตอนนี้บ้าน1หลังใช้เงินเหลือแค่ 5 BTC
ในอนาคต บ้านหลังเดิมอาจจะมีมูลค่าแค่ 0.1 BTC ก็เป็นไปได้
แผนผมคือ ถ้ามีสินทรัพย์มูลค่ามากพอที่จะซื้อบ้านได้สัก 10 หลัง ซื้อมาอยู่เองสัก 1 หลัง ที่เหลือก็อยู่ในบิทคอย
ปล่อยให้มันโตต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ น่าจะเรียกได้ว่าความมั่นคงทางการเงินที่แท้จริงนะครับ
บ้านที่ดีคือบ้านที่ไม่ต้องผ่อน
บ้านมีเมื่อพร้อมจริงๆจะดีที่สุด
สรุป
1 เมื่อเงินมันเสื่อมค่า เราต้องหาแหล่งเก็บมูลค่าของเงินที่ดีที่สุด ซึ่งบิทคอยทําได้ดีกว่าบ้าน
เป้าหมายของผมคือการ stack sat ให้ได้มากที่สุด จึงมองว่า บิทคอยสําคัญกว่าบ้าน
บิทคอยไม่ต้องดูแล ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง แต่ต้องเก็บให้ปลอดภัยใน HW
2 ผมเลือกเช่าบ้านตามเงินที่มีแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายแฝง ค่าดูแลรักษาบ้าน และสะดวกต่อการย้ายที่อยู่ใหม่
3 ถ้าไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบ้านได้ 10 หลัง ผมจะไม่ซื้อบ้านครับ
4 ถ้าไม่มีบิทคอยเลย คุณจะติดอยู่ในระบบเฟียต ถึงจะมีสินทรัพย์อื่นๆ คุณก็ยังต้องวิ่งอยู่ในวงจรเงินเฟ้อจนเหนื่อยอยู่ดี
ประหยัดเก็บเงินให้ถูกที่ในวันนี้ เพื่อความมั่นคงทางการเงินที่แท้จริงในวันข้างหน้า
#siamstr #bitcoin #btc #เงินเฟ้อ #อสังหา #บ้าน
คนไทยส่วนมาก ยังไม่เข้าใจความสําคัญของ Privacy - sats and sound EP34
ผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ความสําคัญกับข้อมูลส่วนบุคคลและ Privacy ความเป็นส่วนตัวมากๆ
สิ่งนี้มันล้ำค่า มันเป็นสิ่งที่เป็นของคุณ
Privacy เป็นข้อมูลที่สําคัญมากๆที่มีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่มี และใช้ยืนยันสิ่งนั้นๆได้
แต่เมื่อโลกโซเชียลมันมา ทุกคนสามารถคิด พูด แสดงออกให้คนทั้งโลกรู้ได้เพียงโพสสิ่งนี้ออกมา
ทําให้ผมคิดว่า คนไทย ส่วนมาก ยังไม่เข้าใจความสําคัญของ Privacy
ในโลกที่เจริญแล้ว ข้อมูล Privacy เป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล ที่ไม่มีใครเอาไปจากคุณได้ ถ้าหากคุณไม่ยินยอม
มันเลยธุรกิจมืดขายข้อมูลส่วนตัวกันไงครับ
1 โพสทุกอย่างในชีวิตให้โลกรับรู้
บางคนใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆนะครับ แค่เข้าไปในไอจีเขา เราก็จะรู้ตลอดเวลาว่า เขาทําอะไร กินอะไร อยู่ที่ไหน
อารมณ์ดีมั้ย มีแฟน ทํางานอะไร บ้านอยู่ไหน ครอบครัวมีใครบ้าง ตารางเวลาเป็นยังไง รู้เรื่องราวในชีวิตเขาทุกอย่าง
สิ่งนี้อันตรายกว่าที่คิด คุณแทบจะไม่เหลือ Privacy อะไรแล้ว บางคนก็คิดว่า ไม่แปลกนะ ใครๆก็ทํากัน
ทั้งดารา อินฟลู คนทั่วไป ทํากันเยอะแยะ
อยากให้แยกแบบนี้ ดาราอินฟลู เขาเป็นที่รู้จัก ไลฟ์สไตล์ของเขา มันสร้างเงินสร้างชื่อเสียง
แต่อยากให้สังเกตุดีๆนะครับ มีคนมีชื่อเสียงหลายๆคนออกมาพูดเองเลยว่า ความเป็นส่วนตัวที่หายไป มาพร้อมกับสุขภาพจิต
ที่แย่ลง มันอาจจะไม่ค่อยดีกับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีชื่อเสียงนะครับ ถ้ามีคนไม่รู้จัก รู้ชีวิต รู้ข้อมูลส่วนตัวของคุณทั้งหมด
บางคนก็เอาชีวิตตัวเองมาโพส หารายได้ผ่านเฟสบุ๊คด้วย เห็นแชร์กันเต็มเลยว่า ได้เงิน
อยากจะบอกว่าสิ่งนั้นมันไม่ยั่งยืนและเงินที่ได้ไม่คุ้มกับความเป็นส่วนตัวที่หายไป
2 โพสรูปลูก คนในครอบครัว ตลอดเวลา
อันนี้ก็แย่นะ ไม่โพสข้อมูลตัวเองนะ แต่โพสความเป็นส่วนของคนในครอบครัว คนในบ้าน ลูกหลานตลอดเวลา
เท่าที่เห็นจะเป็นแม่ๆ คนสูงวัยที่โพสเพราะความรัก ความเอ็นดู ลูกหลาน หรือคนในครอบครัวของตัวเอง
โดยเฉพาะในติ๊กตอก ที่ถ่ายกันทุกกริยาบท
แต่พอเด็กเริ่มโตเช่น สักประถม มัธยม พ่อแม่ที่ถ่ายคลิปลูกอย่างมีความสุข
บางคนไม่ได้ดูสีหน้าและแววตาเด็กเลย ผมรู้สึกได้ว่าเด็กไม่ได้เต็มใจถ่าย แต่ขัดไม่ได้
คิดกลับกัน ถ้าหากพ่อแม่ๆ โดนเอากล้องมาถ่ายแบบไม่ตั้งตัวแบบนี้บ้าง คงจะเกร็งเหมือนกัน
ไม่ต้องโพสทุกอย่างก็ได้ สิ่งที่โพสลงไปในอินเตอร์เน็ตแล้ว ไม่มีทางลบได้ ข้อมูลหลุดแล้วหลุดเลยนะครับ
3 เอาเด็กมาใช้ทําคอนเท้น หาเงิน
ข้อก่อนโพสแบบอาจจะไม่ตั้งใจ แต่อันนี้ตั้งใจโพส Privacy เพราะใช้หาเงิน
ในอดีค คอนเท้นเด็กสร้างรายได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เด็กประถม ที่ชอบดูคอนเท้นเด็กๆได้ทั้งวัน
เมื่อดีมานสูง คอนเท้นเด็กก็เลยออกมามากมาย ในต่างประเทศเกิดเคสร้องเรียนว่า มีการเข้าข่ายใช้แรงงานเด็ก หรือบังคับให้เด็กถ่ายรูป หรือวิดีโอโดยไม่ยินยอม ซึ่งคนที่บังคับก็ไม่ใช่คนอื่นไกล พ่อแม่ หรือคนในครอบครัวนั่นเองครับ
ส่งผลให้ยูทูปต้องสร้างออกอริทึมออกมา ลดการสร้างรายได้จากคอนเท้นเด็กลง
เรื่องนี้เป็นประเด็นกันมาหลายปีแล้ว ฝรั่งเขาเข้าใจ ทําน้อยลงแล้ว แต่คนไทยแบบเราดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้
ทําให้ยังเกิดคอนเท้นเด็กเพื่อสร้างรายได้เข้ากระเป๋าผู้ใหญ่อยู่ตลอด
- ผมไปเจอคลิปที่ยิงแอดมา เป็นรูปเด็กโปรโมท โรงเรียนสอนภาษา พอเข้าไปดูน้องคนนี้เหมือนเป็นอินฟลูเด็ก
ที่รับงานรีวิวสินค้าต่างๆด้วย โดยจะมีแม่เป็นคนดูแลเพจ ควบคุม โพสรับงานทุกอย่าง เขาไปดูเพจไม่เกิน 20 นาที
ผมรู้ข้อมูลตัวน้องหมดเลยว่า เป็นใครอยู่ที่ไหน เรียนอะไร กิจวัตรทําอะไรบ้าง วันนี้จะไปไหน
น่ากลัวมั้ย (เคสที่ยกมาเพราะในรูปแรกที่เห็น ทุกรูปน้องเหมือนฝืนยิ้ม แต่นัยตาดูเหนื่อยและเศร้าบอกไม่ถูก)
- เคสที่คุณแม่เอาลูกตัวเอง มาทําคอนเท้น สอนการวิเคราะห์หุ้น ในคลิปจะมีแม่นั่งอยู่ข้างๆ เด็กไม่น่าเกิน 10 ขวบ ยืนอยู่ตรงกลางแล้วพูดข้อมูลบริษัทหุ้น แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ เด็กเหมือนโดนบังคับให้พูดหน้ากล้องโดยที่เขาไม่เข้าใจสิ่งนั้น เหมือน ตอนประถมที่ผมโดนบังคับให้ท่อง อาขยานแล้วไปสอบท่องกับครู วิชาภาษาไทยเลย เคสนี้ไม่ต่างกัน ทุกกิริยาบทของน้อง ถูกบันทึกแล้วโพสลงในช่อง ผมรู้หมดเลยว่าน้องเป็นใคร เรียนที่ไหน เวลาว่างทําอะไรบ้าง ไปเรียนพิเศษอะไรบ้าง
ชอบกินอะไร แพ้อาหารอะไร
ทั้ง 2 เคสที่ยกมาเหมือนพ่อแม่อาจจะหวังดีกับลูก แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้ ผ่านการแสดงออกว่า เด็กโดนบังคับให้มาทําและรู้สึกอึดอัด ไม่มีความสุข แต่ขัดคําสั่งพ่อแม่ไม่ได้
ถ้าเป็นลูกผม ผมจะไม่ทําแบบนี้ เพราะ Privacy ของลูกผม มีค่ามากกว่าเงินที่ได้มา
ชีวิตในวัยเด็กที่ควรปล่อยให้เล่นสนุกตามวัย กลับต้องมาถ่ายคลิป อัดคลิป หาเงินแบบนี้
4 ถ่ายหน้าโดยไม่รับอนุญาต
- ผมเคยเจอเอง ผมใช้บริการรถสาธารณะข้ามจังหวัด เดินทางหลายชั่วโมง พอขึ้นไปนั่งเรียบร้อย พนักงานตรวจตั๋ว
ก็จะขึ้นมาบนรถ แล้ว ถ่ายรูปติดหน้าผู้โดยสารทุกคน เพื่อเอาไปลงเพจแบบไม่เบลอหน้า ยังไม่พอครับ พอนั่งรถไปสักพักมีการ
แจกของว่าง พนักงานคนเดิมจะมาถ่ายรูปเจาะผู้โดยสารแต่ละคน ตอนได้ของว่าง เพื่อไปลงเพจอีกรอบ เขาคงทำเป็นเรื่องปกติ
แล้วคนในรถทุกคน ยกเว้นผม ถ่ายหมด พอถึงผม ผมบอกว่าไม่สะดวกใจถ่ายรูปครับ เขาพูดกลับมาว่า ถ้างั้นไม่ได้ของว่างนะคะ
ผมสวนกลับเลยว่า ไม่เป็นไรครับ ซึ่งพนักงานจะเป็นคนวัย 40-50 ปี ที่ไม่ค่อยมีความเข้าใจเกี่ยวกับ ความเป็นส่วนตัว
คิดแค่ว่า จะเอารูปไปลงเพจ ว่ารถคนนั่งเต็ม แต่ไม่ได้ถามความสมัครใจเลยว่า คนที่ติดในภาพนั้น เต็มใจไหม
เข้าไปดูในเพจ โพสแบบนี้ทุกๆวัน คุณคิดว่าเอนเกจเม้นจะเยอะเหรอครับ มันแทบจะไม่มีประโยชน์เลย
ผมเลือกที่จะไม่นั่งรถของบริษัทนี้อีก
- คนรู้จักผม เพิ่งย้ายไปอยู่ญี่ปุ่น แล้วตอนกิจวัตรประจำวัน ออกไปข้างนอก เอากล้องออกไปถ่ายลง vlog
แบบฟิลเหมือนอินฟลูไทยชอบทํากัน คนญี่ปุ่นเดินมาบอกว่า ขอให้ลบออก เพราะเขาไม่สบายใจที่มีหน้าของเขาติดไปในวิดีโอ
ด้วยความที่คนไทยที่ไม่นึกถึง Privacy อยู่กันแบบสบายๆ นี่แหละ
บางครั้งเราก็ลืมที่จะเคารพสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่นด้วย ทําให้เกิดเคส "ถ่ายแค่นี้ไม่เห็นเป็นไรเลย" ตลอดเวลา
นี่แหละที่ทําให้เกิดการแอบถ่ายรูป พนักงานสุดหล่อ ทหารสุดหล่อ คิ้วบอยบนรถไฟฟ้า
แค่คนแปลกหน้ามายืนจ้องก็รู้สึกแปลกแล้ว นี่ยกมือถือขึ้นแอบถ่ายอ่ะ มันจะอึดอัดขนาดไหน
ไปเจอเคสคนซีเรียส ผมบอกเลยว่าโดนด่านะ อยู่ดีๆไปถ่ายรูปเขา
เคสผู้หญิงจะเจอการแอบถ่ายแบบนี้น้อยกว่า เพราะสังคมอาจจะโฟกัสว่าผู้หญิงโดนแล้วเสียหาย แต่ที่จริงไม่ว่าเพศไหนโดนก็เสียหายเหมือนกัน ไม่ว่าจะแอบถ่ายไปชื่นชมก็ตาม
5 สแกนม่านตา รับเหรียญคริปโต
ผมได้ยินครั้งแรก ร้องเฮียหนักมาก น่ากลัวมาก
อันนี้ย้ำชัดเจนเลยครับว่า คนไทยส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจความสำคัญของ Privacy
ถึงเขาจะพูดว่ามีนโยบายป้องกันอย่างดี แต่ถ้าเอาให้เงินแลกมา
นั่นหมายความว่า ข้อมูลที่สำคัญที่สุดของคุณที่ปลอมแปลงไม่ได้อย่าง ม่านตา มีค่าแค่หลักพัน
ข้อมูลที่ใช้ยืนยันตัวตนของคุณในโลกที่มี deep fake ได้ คุณได้ขายให้บริษัทไปแล้วครับ
น่ากลัวมาก มีคนแชร์พิกัดไปแสกนม่านตา รับเหรียญ แลกเงิน กันแบบหน้าตาเฉย
ผมเชื่อว่า สิ่งแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ ถ้าหากเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว
ทุกวันนี้ข้อมูลส่วนตัวคนไทยอย่างเราๆหลุดไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ฟังแล้วรู้สึกเศร้าเลย
ถึงเวลาตระหนักถึงคุณค่าของ "ความเป็นส่วนตัว"
น่าเศร้าที่ข้อมูลส่วนตัวของคนไทยรั่วไหลออกไปสู่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง และเหตุการณ์เช่นนี้ก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเรายังคงไม่ให้ความสำคัญกับ "ความเป็นส่วนตัว" อย่างจริงจัง
สิ่งที่เราสามารถทำได้
1 ปกป้องข้อมูลส่วนตัว ทั้งของตัวเอง และคนรอบตัว
พิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลบนโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ
2 ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวใครไปง่ายๆ
เมื่อมีใครร้องขอข้อมูลส่วนตัวของเรา ให้ถามตัวเองว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด และเราได้รับประโยชน์อะไรจากการให้ข้อมูลนั้น
3 เข้าใจสิทธิของตนเอง
เรามีสิทธิที่จะปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือการถูกถ่ายภาพ หากไม่ได้รับความยินยอม
"ความเป็นส่วนตัว" ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือสิทธิพื้นฐานของเราในยุคดิจิทัล การตระหนักถึงคุณค่าของมันจะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
อย่าแชร์ข้อมูลส่วนตัวของตนเองและครอบครัวออกไปในอินเดอร์เน็ต เพื่อความปลอดภัย
#siamstr #satsandsound #privacy #ความเป็นส่วนตัว
บทเรียนราคาหลักแสนในอดีต ทำให้ผมไม่ถือ Altcoin - sats and sound EP33
วันนี้ผมมาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังกันครับ สิ่งที่ผมเจอมามันเป็นบทเรียนราคาแพงที่คอยเตือนใจผมอยู่ตลอด
บางทีก็อายนะมาเล่าความผิดพลาดจริงๆของตัวเอง
แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับบางคนได้
ในช่วงปี 2020-2022 ผมเพิ่งรู้จักตลาดคริปโต vibe ของตลาดทําให้ผมรู้ว่านี่แหละ คือโลกใหม่ที่จะทําให้เรารวยขึ้น
คริปโตคืออนาคตที่จะพลิกชีวิตผมแน่นอน ทุกอย่างดูสวยงาม ดูดีไปหมด ช่วงนั้นคือโควิดที่ผมตกงานด้วย
ทุกอย่างมันโคตรแย่ เงินก็ฟืด ใช้เงินเก็บ เหรียญคริปโตเหมือนเป็นทางรอดเดียวของผมเลย
มีแต่คนมาแชร์ว่า ลงเหรียญนี้ๆ 1 เดือนคืนทุน หลายๆคนรวมถึงผม กระโดดเข้ามาในโลกคริปโต โดยที่ไม่รู้อะไรเลย
แค่ฟังก็ชิบหายแล้ว
1 gamefi
ผมเข้ามาเล่น gamefi โดยไม่รู้จัก พื้นฐานเหรียญอะไรทั้งสิ้น แค่อินฟลูบอกว่า เกมนี้เล่นแล้วรวย ผมใส่เงินเลย
ผมเล่นอยู่หลายเกมที่ดังๆช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็น เกม ระเบิด ยานอวกาศ รถยนต์
กลับมาคิดอีกทีผมเหมือนไก่อ่อนที่เข้ามาเอาเงินไปให้ตลาดฟรีๆ ไม่ได้รู้เลยว่าเหรียญจาก gamefi พวกนี้
มันต้องอาศัยเงินใหม่จากผู้เล่นใหม่ เพื่อจ่ายผู้เล่นเก่า ใช้ระบบเติมเงินเข้ามาในเหรียญเรื่อยๆ
มันคือการลุกช้าจ่ายรอบวงจริงๆ ยังไม่นับ gamefi อื่นๆจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามอีกมากมาย
เพราะทุกคนต้องหาเกมต้นนํ้า เพื่อที่จะทําให้ตัวเองได้เปรียบได้เหรียญนั้นมามากๆก่อนที่ราคามันขึ้น
"เหรียญต้นนํ้า"คำนี้ทำผมสยองมาจนถึงทุกวันนี้
ในยูทูปเชียร์เกม เชียร์เหรียญ แชร์ทริคกันเยอะมาก บางคนลงทุนไปเยอะมาก หลักแสนหลักล้านเลย
ผมในจุดที่ได้กำไรจากเหรียญใน gamefi แต่ไม่ได้ขายเหรียญ cash out ทํากําไรเลย
ในหัวคิดว่า เราต้องใส่เงินเพิ่มไปอีก เพราะจะทําให้เราได้เหรียญในเกมเพิ่มอีก แค่นี้มันยังไม่เปลี่ยนชีวิตโว้ยยย
แต่ละเกมก็จะมีคอมมู มีกลุ่มเทเลแกรม ที่แอดมินปั่นกันตลอดเวลา เป็นคอมมูที่ทําให้คนที่เป็นไก่อ่อนแบบผม
หลงกลและไม่ cash out ออกก่อนที่เหรียญจะราคาดิ่ง ในตอนนั้นผมก็เล่นเกมทุกวัน ซื้อเหรียญเพิ่ม คิดเลยว่า กําไรหลักล้าน
ต้องได้
- ตลาดมัน hive ขนาดไหน ลงค้นหาคําว่า เกม 100 จอดูครับ มีบางคนลงทุนจ้างคน สร้างบริษัท เพื่อเปิดจอรันเกมนี้ เป็นร้อยๆหน้าจอ เพื่อเอาเงินปลอมๆจากเหรียญในเกมกันอ่ะ
- เกมเปิดตัวใหม่ เกมต้นนํ้า มีคนแย่งกันเพื่อซื้อตัวละคร หรือ ไอเทม exclusive ในเกม เพื่อจะได้ทําเงินสร้างเหรียญในเกมไว้ก่อน ค่าแก๊ส ETH จ่ายกันหลักพันก็ยอม
- ค่ายทําโหนด ค่ายนี้ทํา gamefi ออกมา ใช้เหรียญใช้ในเกม ซึ่งเกมเขาทําดี ทําสนุกกว่าค่ายเพื่อนบ้านเราเยอะ
แต่เขาก็จะขาย node ที่จะทําให้ mint เหรียญออกมาได้มากขึ้น เล่นเกมได้มากขึ้น อินฟลูคนไทย โดนกันไปเยอะ
แล้ว node นึง ราคา 2ล้านนะครับ สยองมั้ยผ่านไป 5-6 ปี มูลค่าเหลือเท่าไหร่
สุดท้ายไม่เกิน 1 ปี เมื่อตลาดวาย เจ้าตลาด cash out เอาเงินออกไปหมดแล้ว คนใหม่ๆที่ตกหลุมพลางก็น้อยลง
คนเริ่มรู้ความจริง ราคาเหรียญมันไม่ใช่ค่อยๆซึมนะ มันดิ่งแล้วไม่ขึ้นมาอีกเลย เพราะไม่มีเงินใหม่เข้ามา
บทเรียนราคาหลักแสนนี้ ทําให้ผมรู้ความจริงว่า เกมพวกนี้ นอกจากจะไม่สนุกแล้ว เพราะเกมทําแบบง่ายๆ ใครลุกช้าจ่ายรอบวง และมันคือกลไกแชร์ลูกโซ่ที่ใครพลาดก็จะเสียเงินฟรีๆ คอมมู พวกเจ้ามันจะหลอกคนเข้าเรื่อยๆ
2 เชื่ออินฟลูที่ออกมาเชียร์เหรียญ ชิตคอย Altcoins โดยที่ไม่ศึกษาและกรองข้อมูล
ไม่ใช่แค่ gamefi เหรียญคริปโตผมก็ซื้อจ้า ชิตคอยต่างๆ นี่แหละทําผมพังไปเลย ตอนนั้นที่จริงผมรู้จักบิทคอยแล้ว แต่
พอไม่ได้ศึกษา ผมรู้สึกว่า บิทคอยราคาแพงมาก เราไปซื้อตัวอื่นที่ทําให้รวยเร็วกันดีกว่า สรุปมันก็จะไปอยู่ใน shitcoin
ต่างๆนี้แหละ ซึ่งด้วยความโง่ของผมเอง ที่เลือกเชื่ออินฟลูที่ออกมาเชียร์เหรียญชิทคอยพวกนี้ แล้วซื้ออย่างไม่ลังเล
แล้วเหรียญมันเยอะมาก บางเหรียญคือผมต้องไปเล่นแร่แปรธาตุ แลกเงินหลายขั้นตอนกว่าจะซื้อได้
เอาเงินไทยเข้า exchange เอาไปแลก eth แล้วเอา eth ไป swap ใน uniswap เพื่อให้ได้เหรียญใหม่ๆก่อนคนอื่น
โดยไม่ได้เข้าใจว่าเหรียญนั้นทําอะไร แล้ว ค่าธรรมเนียมมากมายที่เสียไปก็ไม่เคยคิด
บอกเลยว่าตอนนี้ อินฟลูชาวไทยพวกนั้น ก็ยังทําคลิปอยู่เลยดังด้วย ซับหลักแสนอ่ะ ใครไม่กรองดีๆ เงินหายไม่รู้ตัว
เขาแค่อัพเดท เอาข่าวมาเล่าอะ บางคนอยู่วงการอื่น แต่ก็มาทําคอนเท้นคริปโต เพราะมันไฮฟ์มากๆ
ผมลาขาดจากอินฟลูพวกนั้นไปเลย ถือว่าเป็นอีกบทเรียนราคาแพงผมเสียไปอีกหลายหมื่นบาท
ตอนนี้พวกเขาก็ยังอยู่ได้สบายดี ทําคอนเท้นไปเรื่อยๆ ใครเจอก็ขอให้โชคดีนะครับ
อัลคอยตัวดัง เหรียญแห่งอนาคต ETH killer ที่เหมือนว่าจะเป็นโลกใบใหม่ ในปี 2020
ผมก็ถือเหมือนกัน หลังจาก gamefi และ ชิทคอยที่ไม่มีพื้นฐาน เราก็จะมาหา เหรียญที่ดูดี มีอนาคต มีพื้นฐานกันบ้าง
ในตอนนั้นคือมีกลุ่มคน หรือ อินฟลูที่เชียร์เหรียญพวกนี้โดยเฉพาะด้วย ซึ่งเขาก็จะพูดแต่ด้านดีๆ โดยไม่บอกความเสี่ยงของเหรียญพวกนี้เลย
ตัวอย่างบางเหรียญที่เหมือนจะมีพื้นฐานที่ดี มี ecosystem เยอะมาก มีประมูลโปรเจคที่จะเข้าไปอยู่ในเชน
ผมเข้าไปอยู่ในกลุ่ม หรือในโซเชียลมีเดียของเขา เราก็จะเห็นข้อมูลที่ดี ตัวเลขการเติบโดมากขึ้นตลอด เช่น เติบโตอันดับหนึ่ง
มี developer ทํางานมากที่สุด เหรียญอนาคตที่จะเป็น ETH killer ผมเสียเวลาถือ Altcoin พวกนี้อยู่ 4 ปี ซื้อเพิ่มเรื่อยๆด้วย
สุดท้ายพอตลาดมันซึมลงมา มูลค่าเหรียญพวกนี้ก็ดิ่งเหว และไม่เคยกลับไปเหมือนช่วง โควิดอีกเลย
ข้อเตือนใจจากความผิดพลาด
- อัลคอยคือการลงทุน ไม่ใช่การเก็บออม มันมี season ของมัน มีมันข้อดีข้อเสีย มีขึ้นมีลง ไม่ศึกษาเองรับความเสี่ยงมหาศาล
- ข้อมูลต่างๆที่เชียร์นั้น เราต้องไปดูลึกๆอีกเช่น เติบโตอันดับหนึ่ง
เราไปดู market cap ไปดูข้อมูล onchain จริงๆว่ามันเป็นแบบนั้นมั้ย บางเหรียญถึงขั้นจ้างคนมาเชียร์เหรียญของตัวเอง
ดังนั้นข้อมูลปลอมๆพวกนี้เชื่อถือไม่ได้นะ สุดท้ายเหรียญพังหรือโตไม่ทันเงินเฟ้อ
gamefi ประมาณ 1 ปีมันพังใช่มั้ย แต่ชิทคอยและ altcoin พวกผมเสียเวลาถือมา 4 ปี (ค่าเสียโอกาสมหาศาล)
เป็นคลิปที่เหมือนจะบอกความโง่ของตัวเอง ที่ต้องจ่ายเงินให้กับตลาดไปฟรี
ค่าเสียหายทั้งหมดประมาณ 150,000 บาท
หลังจากกลับมาทบทวนตัวเองพบว่า เราไม่ได้เหมาะกับการลงทุนเลย แถมยังไม่ได้มีเวลาศึกษาและมีความรู้มากพอ
ที่จะถือ Altcoin พวกนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อรู้ตัวและเสียเงินหลักแสนไปแล้วผมเปลี่ยนตัวเองใหม่ครับ
ศึกษาบิทคอย อันนี้ผมใช้เวลาเป็นปี ค่อยๆเบิกเนตรทีละนิด เพื่อเข้าใจมันจริงๆ ทําให้รู้ว่า
- บิทคอยคือ Store of Value ที่ถือแล้วเงินเราไม่เสื่อมค่า ซึ่งไม่มีเหรียญ Altcoin ไหนทําได้
Altcoin ตัวอื่นๆเขาจะเน้นสร้างขึนมาเพื่อประโยชน์อย่างอื่นเช่น การใช้งานหลากหลาย แต่ในแง่เก็บมูลค่า ไม่มีตัวไหนดีเท่าบิทคอย
- เราต้องแยกการออมและการลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้นบิทคอยที่เป็น Store of Value เราสามารถเก็บออมอย่างเดียวได้เลย ถึงแม้มันจะผันผวนมากๆเมื่อเทียบกับทองคํา แต่ในระยะยาวอนาคตของบิทคอยมันทําให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
- Altcoin ทุกตัวมันมีนักลงทุน และ ผู้ควบคุมเหรียญอยู่ ซึ่งกลไกแบบนี้ ไม่ต่างกับเงินเฟียต ที่เสื่อมค่าลง ดังนั้น
Altcoin คือสินทรัพย์ที่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ไม่ใช่แหล่งเก็บออม ถ้าใครจะถือตัวไหนก็ต้องศึกษาพื้นฐานของมันให้ดีและเข้าใจธรรมชาติของมัน
- ระวัง Altcoin ที่เป็น Scam ไร้พื้นฐาน หรือ โครงการที่ล้มเหลว เหรียญที่ผมเคยถือ ไม่ใช่ scam แต่เป็นโปรเจคที่ล้มเหลว หรือโตไม่ทันเงินเฟ้อ ดังนั้น ใครจะถือต้องเข้าใจและเลือกดีๆ
- คนที่ทํากําไรจาก Altcoin Memecoin พวกนี้มีเยอะมาก แล้วได้กันเยอะมากๆด้วย แต่ผมไม่ได้มีเวลาและทักษะแบบนั้น
เลยไม่เสี่ยงครับ สิ่งนี้เป็น มายเซ็ตแบบ high time preference
ที่ไม่ได้เหมาะกับผมเลย
- ส่วนตัวผม แปลงสินทรัพย์จาก Altcoin ที่ขาดทุนยับๆมาเป็นบิทคอยหมดแล้ว เพราะผมเองไม่ได้ต้องการจะลงทุน
แค่อยากเก็บออมไว้เฉยๆ เก็บไว้ใน HW ที่ปลอดภัย
สรุป
1 แยกสินทรัพย์ที่ออมและลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน
2 Altcoin ไม่ได้แย่ทั้งหมด ตัวที่ดี มี network effect ที่ดี มีอนาคตก็มีเหมือนกัน
3 Altcoin คือสินทรัพย์ลงทุน มีความเสี่ยง ใครจะถือก็ต้องศึกษาให้ดีก่อน กรองกันดีๆ โปรเจคไม่โตหรือ Scam เหรียญไม่มีพื้นฐานมันเยอะมาก
4 Altcoin มีทั้งคนควบคุมและนักลงทุน ดังนั้น มันไม่ได้ต่างจากการถือเงิน เฟียต
บทเรียนราคาหลักแสนในอดีตที่ผ่านมา 4 ปี ทําให้ผมรู้ตัวว่าเราไม่ได้เหมาะกับการลงทุน ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบเดิม
ไม่มีทางจะสบายได้เพราะ เราเลือกสินทรัพย์ลงทุนไม่เป็น มันคือชีวิตแบบเงินเฟียตที่เราต้องเหนื่อยไปเรื่อยๆอ่ะ
ดังนั้น คําตอบของผมคือ บิทคอย ผมจะใช้มันออมเงินของผมได้อย่างสบายใจ ปล่อยให้มูลค่ามันโตขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยไม่ได้สนความผันผวนต่อราคา
#siamstr #bitcoin #btc #altcoin #eth
ความเสี่ยง ของ Bitcoin พูดความจริงแบบไม่กาว - sats and sound EP32
ช่องผมเป็นช่องพูดเนื้อหาเกี่ยวกับบิทคอย ทําให้บางคนอาจจะคิดว่า คงจะเสนอแต่ด้านบวกเท่านั้น
วันนี้จะมาพูดถึงความเสี่ยงของบิทคอย ที่มีโอกาสเกิดขึ้น พร้อมกับวิธีรับมือแบบไม่กาว ไม่ Bias
ผมคิดว่าเรื่องนี้ คนที่ถือบิทคอยควรจะรู้ไว้ เพราะบิทคอยเราจะถือกันในระยะยาว ดังนั้นอะไรที่อาจจะเป็นความเสี่ยงพวกเราต้องรู้ไว้ก่อน
วันนี้มี 7 ความเสี่ยงมาให้ดูกัน
1. คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computers)
- การเข้ารหัสของ Bitcoin อาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Public Key Cryptography (Elliptic Curve Digital Signature Algorithm - ECDSA) ซึ่งปัจจุบันถือว่าปลอดภัยโคตร
- คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ไม่สามารถเจาะการเข้ารหัสได้
- แต่ทฤษฎีระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีความสามารถสูงในอนาคต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วย Shor's Algorithm)
อาจสามารถถอดรหัส Private Key จาก Public Key ได้ ซึ่งจะทำให้การเซ็นธุรกรรมและรักษาความเป็นเจ้าของ Bitcoin กลายเป็นช่องโหว่ร้ายแรง ทําได้เมื่อไหร่บิทคอยจะไม่มีค่าอีกเลย
สถานะปัจจุบันและการรับมือ
- ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ควอนตัมยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา มีจำนวนคิวบิตจำกัดและยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในลักษณะที่คุกคาม Bitcoin ได้
- ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอาจใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ (เช่น 10-50 ปี) ก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะก้าวหน้าพอที่จะเป็นภัยคุกคามที่แท้จริง ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นไม่ค่อยน่ากังวล ถ้าจะแฮกไปแฮกระบบธนาคารง่ายกว่าเยอะครับ ไม่ต้องมานั่งสุ่มเลขถอดรหัสอยู่
- ชุมชนนักพัฒนา Bitcoin และนักวิทยาศาสตร์ด้านการเข้ารหัสทั่วโลกกำลังวิจัยและพัฒนา "การเข้ารหัสแบบทนทานต่อควอนตัม" (Quantum-Resistant Cryptography หรือ Post-Quantum Cryptography - PQC) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมเข้ารหัสใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้พร้อมใช้ จะมีการอัปเดตโปรโตคอลของ Bitcoin เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในอนาคต
ควอนตัมมาจริง แต่กว่าจะถึงวันนั้น บิทคอยก็มีเทคโนโลยีรองรับควอนตัมไปแล้วครับ
2. การโจมตี 51% (51% Attack)
- การโจมตี 51% เกิดขึ้นเมื่อผู้ขุดเพียงคนเดียวหรือกลุ่มผู้ขุดรวมกันสามารถควบคุม "พลังประมวลผล" (Hash Rate) ของเครือข่าย Bitcoin ได้มากกว่า 50%
ทำให้พวกเขามีอำนาจในการ:
- อนุมัติธุรกรรมที่ขัดแย้งกับกฎ (แต่ไม่สามารถสร้าง Bitcoin ใหม่ หรือขโมย Bitcoin ที่ไม่ได้เป็นของตนเองได้)
- ปฏิเสธการยืนยันธุรกรรมจากผู้ใช้อื่น
- ย้อนกลับธุรกรรมของตนเองที่เคยส่งไปแล้ว (Double Spending) ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของเครือข่าย
การโจมตีแบบนี้มันแก้ได้เฉพาะธุรกรรมของเราเองนะ ไม่สามารถไปแก้ไขข้อมูลส่วนอื่นๆในบล็อคเชนได้ตามใจ
51% Attack ในทางปฏิบัติก็ทํายากมากๆเหมือนกัน
ความเป็นไปได้และการรับมือ
- การโจมตีมันได้ไม่คุ้มเสียนะ เครือข่าย Bitcoin มีพลังประมวลผลรวมกันมหาศาล (ณ ปัจจุบัน Hash Rate สูงมาก
941.55 ล้าน TH/s )
- การจะควบคุม 51% ของพลังงานทั้งหมดต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลในการซื้อเครื่องขุด ASIC และค่าไฟฟ้าในการดำเนินการ ซึ่งไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
- บิทคอยออกแบบมาให้รางวัลผู้ที่เล่นตามกฏ และไม่ยอมรับคนโกง สมมติว่าถ้าเข้าทำ 51% Attack ได้จริง
ชุมชน Bitcoin สามารถรวมตัวกันเพื่อเปลี่ยนแปลงโปรโตคอล (Hard Fork) เพื่อแยกตัวออกจากส่วนที่ถูกควบคุมได้
บิทคอยที่โกงมาได้ก็จะไร้มูลค่าทันทีเพราะมันไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นเงินมหาศาลที่ทุ่มไปก็จะไร้ค่าไปเปล่าๆ
โกงไปยังไงก็ไม่คุ้ม ทําตามกฏดีกว่า
- กฎถูกออกแบบมาให้ทุกคนร่วมมือกัน แต่ไม่ต้องเชื่อใจกัน ไอเดียนี้โคตรของความเจ๋ง เครือข่ายการขุด Bitcoin กระจายตัวไปทั่วโลกในกลุ่มผู้ขุดและพูลการขุดจำนวนมาก ทำให้ยากที่จะรวมศูนย์พลังงานขนาดใหญ่ได้ ใครอยู่ในชุมชนบิทคอยเนอร์จะเข้าใจข้อนี้ ทุกคนไม่เชื่อใจกันและพร้อมจะตรวจสอบกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
- แถมให้อีกข้อเรื่อง บิทคอย2 หลายคนคิดว่า เดี๋ยวก็มีบิทคอย 2 ออกมา บิทคอย 1 ก็คงตายไปเอง
ด้วยระบบการทํางานร่วมกัน ระหว่าง คนขุด คนรันโหนด คนใช้งาน ทุกกลุ่ม ตรวจสอบกันตลอดเวลา มีระบบที่แข็งแกร่ง และยืนระยะมานานมากพอนี่แหละ ที่ทําให้บิทคอย 2 ไม่เกิด เพราะในช่วงแรกที่ระบบอ่อนแอ การทําลายบิทคอยมันง่ายมากเพราะโหนดมันน้อย จะจะทํา 51% Attack ถ้าทํามันก็ทําได้ แต่ตอนนี้ทําไม่ได้แล้ว เพราะระบบมันแข็งแกร่งมากๆแล้ว
- ตอนนี้มีโหนดอยู่ 20000-200000 โหนดทั่วโลก บางทีก็เป็นโหนดไม่เปิดเผยข้อมูลด้วย ทุกคนที่รันโหนดเพื่อรักษาและปกป้องบิทคอยที่ตัวเองถืออยู่ ความแข็งแกร่งจริงๆของบิทคอยไม่ใช่ระบบบล็อคเชนนะ แต่คือ การรันโหนดจากผุ้คนจํานวนมากที่มีฉันทามติเดียวกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองนี่แหละ บอกเลย ซาโตชิโครตจีเนียส
ตราบใดที่คุณไม่มีพลังจิตที่ทําให้คนอื่นทําตามใจคุณได้ บิทคอยจะไม่พังเพราะเหตุผล 51% Attack
3. ข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ (Software Bugs)
- เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนอื่นๆ โค้ดของ Bitcoin (Bitcoin Core) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโปรโตคอล อาจมีข้อผิดพลาด (bugs) หรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจนำไปสู่ปัญหา เช่น การสร้าง Bitcoin เกินจำนวน การทำงานผิดปกติของธุรกรรม หรือการถูกโจมตีทางไซเบอร์ อันนี้พูดถึง ซอฟแวร์ที่ใช้รันโหนดนะ ตัวโค้ดหลักของบิทคอยเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
การรับมือ
- Open-Source และ Peer Review
โค้ดของ Bitcoin เป็นแบบ Open-Source ซึ่งหมายความว่านักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทั่วโลกสามารถตรวจสอบ ตรวจจับ และแก้ไขข้อผิดพลาดได้อย่างเปิดเผย ทำให้เกิดกระบวนการ Peer Review ที่แข็งแกร่ง
- มีการทดสอบอย่างเข้มงวด การเปลี่ยนแปลงโค้ดใดๆ จะต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดและรอบด้านก่อนที่จะนำมาใช้งานจริงในเครือข่าย เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง เหมือนในอดีตที่มีคนแก้โค้ดให้บิทคอยผลิตได้เกิน 21 ล้านเหรียญ สุดท้ายพอคอมมูรู้ก็ทำการแก้จุดอ่อนตรงนี้ ส่วนบิทคอยที่ถูกเสกเพิ่มมาโดยไม่ทําตามกฏ ก็ไม่มีโหนดไหนยอมรับธุรกรรมที่เกิดขึ้น สุดท้ายธุรกรรมนั้นก็ไร้ค่าไปหมด
- ชุมชนนักพัฒนาจะคอยตรวจสอบและออกแพทช์เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือช่องโหว่ที่ค้นพบอย่างรวดเร็ว ซอฟแวร์รันโหนดจริงๆมีอีกหลายตัว ซึ่งผู้รันโหนดสามารถเลือกรันตัวไหนก็ได้ที่ตัวเองรู้สึกโอเค ถ้าอัพเดทแล้วไม่ชอบก็เปลี่ยนซอฟแวร์ได้ทันที
4. Blockchain Bloat
- Blockchain Bloat หมายถึงขนาดของบล็อกเชน Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการเพิ่มบล็อกและธุรกรรมใหม่ๆ เข้าไป ซึ่งอาจทำให้การดาวน์โหลด จัดเก็บ และรัน Full Node ของ Bitcoin (ซึ่งมีความสำคัญต่อการกระจายอำนาจ) ทำได้ยากขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เนื่องจากต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลและแบนด์วิดท์มากขึ้น
การรับมือ
- SegWit (Segregated Witness) การอัปเดตโปรโตคอลนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลในแต่ละบล็อก ทำให้สามารถบรรจุธุรกรรมได้มากขึ้นโดยไม่เพิ่มขนาดบล็อกเกินจำเป็น
- โซลูชัน Layer 2 (เช่น Lightning Network): เครือข่าย Lightning เป็น "Layer 2" ที่สร้างขึ้นบน Bitcoin blockchain ช่วยให้สามารถทำธุรกรรมขนาดเล็กจำนวนมาก "นอกเครือข่ายหลัก" (Off-Chain) และบันทึกเฉพาะผลรวมสุทธิลงบนบล็อกเชนหลัก ซึ่งช่วยลดภาระของเครือข่ายหลักได้อย่างมาก
- มีการพัฒนาเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยบีบอัดข้อมูลบล็อกเชน ทำให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. สกุลเงินดิจิทัลคู่แข่ง (Competing Cryptocurrencies)
มีสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมาก (Altcoins) ที่พยายามนำเสนอคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เช่น ความเร็วในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น (เช่น Solana), ค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า (เช่น Litecoin), หรือความสามารถในการรองรับ Smart Contracts (เช่น Ethereum) ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนและผู้ใช้งานบางกลุ่มไปจาก Bitcoin
จุดแข็งของ Bitcoin ในการแข่งขัน
- ความปลอดภัยและกระจายอำนาจสูงสุด: Bitcoin ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครือข่ายที่ปลอดภัยและกระจายอำนาจมากที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ "ความเป็นเงิน" ที่เชื่อถือได้
- Store of Value: การออกแบบของ Bitcoin เน้นความหายากและคุณสมบัติที่ไม่ถูกแทรกแซง ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการเป็น "แหล่งเก็บมูลค่า" ระยะยาว
ถ้าคุณหนีเงินเฟียตมาแล้วถือ Altcoin อยากบอกว่ามันไม่ได้ต่างกันเลยครับ เพราะมีระบบรวมศูนย์ มีนักลงทุน
ดังนั้น ต้องการถือสินทรัพย์ที่มี Store of Value ยังไงก็ต้องบิทคอยครับ
- ผลกระทบของเครือข่าย (Network Effect Bitcoin มีชุมชนผู้ใช้ นักพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในโลกคริปโต
- การยอมรับในระดับสถาบัน สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากได้เริ่มยอมรับและลงทุนใน Bitcoin มากกว่า Altcoins ส่วนใหญ่
ผมคิดว่าวัตถุประสงค์ของคนที่ถือ BTC หรือ Alt Coin ไม่เหมือนกัน เอามาเทียบความเสี่ยงกันได้ยาก
6. สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC - Central Bank Digital Currencies)
CBDC เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกและควบคุมโดยธนาคารกลางของประเทศ ซึ่งแตกต่างจาก Bitcoin ตรงที่มันเป็น "รวมศูนย์" และ "มีผู้ดูแล" รัฐบาลหรือธนาคารกลางจะสามารถควบคุมการไหลเวียนของเงิน ตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมด และอาจถึงขั้นระงับบัญชีหรือตั้งเงื่อนไขการใช้จ่ายได้ ซึ่งอาจจำกัดเสรีภาพทางการเงินและความเป็นส่วนตัวของประชาชน
ความแตกต่างกับ Bitcoin
- CBDC ถูกรวมศูนย์และควบคุมโดยรัฐบาล ในขณะที่ Bitcoin ถูกกระจายอำนาจและไม่มีหน่วยงานกลางควบคุม
- CBDC อาจเป็นระบบที่ตรวจสอบได้ทุกธุรกรรม ในขณะที่ Bitcoin ให้ความเป็นส่วนตัวในระดับที่สูงกว่า (แม้จะไม่ใช่การนิรนามสมบูรณ์)
- CBDC เปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและควบคุมได้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการเศรษฐกิจ แต่ก็มีความเสี่ยงต่ออำนาจของประชาชนในการใช้เงินของตนเอง
CBDC มันคือเงินเฟียตที่ tokenize มาในรูปแบบดิจิตอล
ดังนั้น ถ้าหากต้องการหนีเงินเฟ้อยังไงก็ต้องถือบิทคอย
การถือ CBDC ไม่ต่างกับการถือเงินเฟียต
7. ความเสี่ยงในการดูแลตนเอง (Self-Custody Risks)
- เป็นความเสี่ยงที่ผมโฟกัสเพราะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด เกิดได้กับทุกคน
- การดูแล Bitcoin ด้วยตนเอง (Self-Custody) หมายถึงการที่คุณเป็นผู้ควบคุมคีย์ส่วนตัว (Private Key) ของกระเป๋าเงินดิจิทัลของคุณเองทั้งหมด หากคุณทำคีย์ส่วนตัวหาย ถูกขโมย หรือทำกระเป๋าเงินเสียหายโดยไม่มีการสำรองข้อมูลที่ถูกต้อง คุณจะสูญเสีย Bitcoin ไปอย่างถาวรโดยไม่มีทางกู้คืนได้ (ไม่ใช่หน่วยงานใดที่จะช่วยคุณได้)
ความสำคัญและการรับมือ
- ข้อนี้คือความเสี่ยงที่ผมโฟกัสที่สุด ที่พยายามเน้นยํ้าว่าให้ศึกษาแล้วเก็บแบบ self custody เพราะไหนๆเราจะหนีออกจากระบบเงินเฟียตแล้ว ก็ต้องเก็บบิทคอยด้วยตัวเอง ดังคําพูดที่ว่า not your key ,not your coin.
- ผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในการจัดการคีย์ส่วนตัว การสำรองข้อมูลอย่างปลอดภัย (เช่น การใช้ Seed Phrase) และการใช้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallets) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย
- เงินเราเราต้องรับผิดชอบเอง seed 12-24 คํา หลุดหรือหาย เท่ากับว่า บิทคอยทั้งหมดของคุณก็จะหายไปในพริบตาเช่นกัน
- การดูแลตนเองเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญา Bitcoin ที่เน้นการเป็นเจ้าของและควบคุมเงินของคุณเองอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สาม (ธนาคารหรือผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน) เราจะทําได้สมบรูณ์ถ้าเก็บบิทคอยด้วยตัวเองได้ ศึกษาให้มากๆผมเชื่อว่า มันไม่ได้ยากเกินไป
โลกนี้ไม่ได้มีอะไรยากนะครับ
มันมีแต่สิ่งที่เรา "เคยทํา" กับ "ไม่เคยทํา"
อะไรที่ทําจนเคยชินแล้วมันจะ "ง่าย" ขึ้นเอง
ดังนั้นความเสี่ยงเรื่องนี้มันลดได้ด้วยการศึกษาการเก็บบิทคอยที่ถูกต้อง
บทสรุป
1 บิทคอย ไม่ใช่เทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบและย่อมมีความเสี่ยง
2 ผมพยายามแสดงให้ดูว่า ความเสี่ยงแต่ละข้อที่เราคิด มันมีคําตอบอยู่แล้วว่า
มันไม่ได้เสี่ยงขนาดนั้น
3 บิทคอยก็มีข้อดีเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น เป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่า
ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะไม่ถือบิทคอย
#siamstr #btc #bitcoin #ความเสี่ยง #ความจน
"ไม่ถือ บิทคอย ไม่ใช่ไม่รวย แต่การันตีเลยว่าจนแน่ๆ"พูดเบาๆ แต่ทัวร์ลงฉ่ำ - sats and sound EP31
ประโยคนี้ อาจารย์พิริยะ ได้กล่าวในรายการ เรื่องเล่าดอยนี้ EP.69
โดย เพจ Bitcoin Addict Thailand ได้โพสเพื่อเป็นการ PR ให้เข้าไปฟังรายการกัน
ผมในฐานะบิทคอยเนอร์ ฟังแล้วก็เข้าใจว่าอาจารย์หมายถึงอะไร แต่ ประโยคนี้มันดันไป
กระทบชาวเน็ตบางกลุ่ม ที่ทําให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเด็ดในเพจ แค่ 2 วันคอมเม้นเป็นร้อยแล้ว
วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็นความคิดเห็น รวมถึง ภาพรวมของความเข้าใจของชาวเน็ตไทยเกี่ยวกับบิทคอยและเงินเฟ้อกันนะครับ
เริ่มจากคําพูดต้นเรื่องก่อน
"ไม่ถือ บิทคอย ไม่ใช่ไม่รวย แต่การันตีเลยว่าจนแน่ๆ"
- มันเป็นการเน้นย้ำถึงแนวคิดที่ว่า การไม่ถือ Bitcoin ในระยะยาวจะนำไปสู่ความยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงิน Fiat (เงินกระดาษ)
- มุมมองนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Bitcoiner ที่มองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งสินทรัพย์อื่นๆ จะมีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับ Bitcoin
จนลงหมายถึงเงินในมือจะเสื่อมค่าลง และอํานาจการจับจ่ายจะลดลงนั่นเอง
ดูง่ายๆก่อนโควิดกับหลังโควิดที่พิมเงิน และเงินเฟ้อฉ่ำ ของแพงขึ้นใช่มั้ย นั่นแหละความหมายของอาจารย์พิริยะ
แต่ว่าด้วยข้อความสั้นๆนี้บางคนที่ไม่เข้าใจก็เข้ามาเม้นดุเดือดมากมายเลย
จากคอมเมนเป็นร้อยเม้นแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 กลุ่มคือ
1 กลุ่มที่เห็นด้วยและสนับสนุน Bitcoin (คอมเม้น 25%)
กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ถือครอง Bitcoin อยู่แล้ว หรือมีความเข้าใจในปรัชญาของ Bitcoin อย่างลึกซึ้ง พวกเขามองว่าคำกล่าวของอาจารย์พิริยะเป็นความจริงที่หลายคนยังไม่เข้าใจ และสะท้อนถึงอนาคตทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
2 กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์ ( คอมเม้น 75%)
กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ตั้งคำถามถึงความสุดโต่งของคำกล่าว และมองว่าถ้าไม่ถือ Bitcoin แล้วการันตีความจน เป็นความคิดที่คับแคบและบิดเบือนความเป็นจริง
ทัวร์จะมันขนาดไหนมาดูกัน เริ่มที่กลุ่มแรกคือ
1 กลุ่มที่เห็นด้วยและสนับสนุน Bitcoin
1.1 Bitcoin คือทางรอดจากเงินเฟ้อ
- หลายคอมเมนต์มองว่าการถือเงิน Fiat เฉยๆ คือความจนที่แท้จริง เพราะเงินเฟ้อขึ้นทุกปี
- Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัด ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
1.2 กาลเวลาจะพิสูจน์
- มีความเชื่อมั่นว่าในอนาคตผู้ที่ไม่ถือ Bitcoin จะเสียดายที่ไม่ได้ซื้อตั้งแต่แรก อารมณ์รู้งี้
- ราคา Bitcoin จะยังคงพุ่งขึ้นอีกไกล
1.3 ประสบการณ์ตรงจากการลงทุน
- บางคนเล่าประสบการณ์การลงทุนใน Bitcoin ที่ให้ผลตอบแทนสูง
1.4 ความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้
- การที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ Bitcoin แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสในการออมอีกมาก
- ผู้ที่ต้องการหลุดพ้นจากวงจรเงินเฟ้อควรศึกษาเรื่องนี้
1.5 Bitcoin ไม่เกี่ยวกับอาชญากรรม
- มีการโต้แย้งว่าการโดนจับไม่ได้เกี่ยวกับตัว Bitcoin แต่ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้
คอมเม้นสนับสนุน จากบิทคอยเนอร์ ก็จะเป็นสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วเพราะข้อโต้แย้งต่างๆ
ก็เคยมีคนให้คําตอบหรือไขความกระจ่างไปแล้ว
2 กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและวิพากษ์วิจารณ์
2.1 มีสินทรัพย์อื่นที่ทำให้รวยได้
- ผู้คนจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าคนรวยระดับโลกอย่าง Warren Buffett หรือ Bill Gates ไม่ได้รวยจาก Bitcoin
- ยังมีสินทรัพย์อื่นๆ อีกมากมายที่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ เช่น หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์
2.2 ความไม่มั่นคงและความเสี่ยงสูง
- หลายคนมองว่า Bitcoin มีความผันผวนสูง ไม่เสถียร ไม่มีอะไรอ้างอิงมูลค่าที่ชัดเจน
- เป็นเงินจากอากาศ
- ยังกังวลเรื่องการถูกแฮกและปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ เน็ตล่มทั้งโลกจะทําไง เกิดสงครามบิทคอยกินไม่ได้
2.3 คำพูดเกินจริง/ปั่นราคา
- บางส่วนมองว่าอาจารย์พิริยะพูดเกินจริงและมีเจตนาปั่นราคา ฟิลลิ่งล่อเม่าให้เข้าไปซื้อราคาแพงๆ
- โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดในช่วงที่ราคา Bitcoin ทำจุดสูงสุด (All-Time High)
- ตัวเองถือเยอะ คนเข้าที่หลังก็ไม่มีทางรวย ตามไม่ทัน
2.4 การใช้งานในชีวิตประจำวัน
- ข้อโต้แย้งสำคัญคือ Bitcoin ยังไม่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เช่น ซื้อข้าวแกง หรือใช้ในร้านค้าทั่วไป
ข้อนี้เทียบกับพร้อมเพย์ มันยังไม่สะดวกเท่า แต่การใช้บิทคอยผ่าน lightning network มากขึ้นเรื่อยๆนะ
2.5 ขาดการรับรองจากรัฐบาลและปัญหาทางกฎหมาย
- ยังมีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของ Bitcoin ที่ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลส่วนใหญ่
- ปัญหาเรื่องการเสียภาษี
- บิทคอยมีการพูดถึงการเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย
เงินที่รัฐคุมไม่ได้ มันดีขนาดไหนรู้มั้ย คุณจะเป็นอิสระอย่างแท้จริงไงหล่ะ
จะฟอกเงินผ่านบิทคอยมันยากนะ เพราะมันตามเส้นทางการเงินได้หมด
2.6 มุมมองเชิงเทรดดิ้ง vs การถือระยะยาว
- บางคนมองว่า Bitcoin เป็นเพียงสินทรัพย์หนึ่งที่ใช้ในการเทรด เก็งกำไร ไม่ใช่การถือเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว
ซึ่งตรรกะมันไม่ค่อย make sense
สรุปประเด็นในวันนี้
ในฐานะผมเป็นคนกลุ่มที่เชื่อในบิทคอยและสะสมบิทคอย มันแสดงให้เห็นว่า คนไทยหลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจ
เรื่องบิทคอยและความน่ากลัวของเงินเฟ้อ ยังมีความคิดแบบระบบเฟียต
1 คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในวังวนของเงินเฟียต มายเซ็ตแบบเฟียตๆ ไม่เข้าใจ Cantillon Effect มีคอมเม้นนึงที่ยกตัวอย่างคนรํ่ารวย อย่างบิลเกต วอเรน บัพเฟต ที่เข้าใจและอยู่ใกล้แหล่งพิมเงินมาอ้างว่า คนพวกนี้ไม่ถือบิทคอยแต่เขารวยมากๆ
2 หลายคนไม่เข้าใจระบบการเงินโลก ไม่เข้าใจวังวนของการพิมเงิน ไม่รู้ว่าหุ้นที่ตัวเองถือ โตเพราะเงินเฟ้อ ไม่ใช่โตเพราะ productivity บางคน net worth เพิ่มจริงแต่ไม่รู้เลยว่า 7%ทบต้นที่ได้คือมาจากเงินเฟ้อ กับดักจากเงินเฟียตที่ไม่รู้ตัวนี่แหละจะทําให้คุณจนลงแบบไม่รู้ตัว
3 มีความคิดแบบ High Time Preference เช่นบางคนคิดว่า การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากๆ ได้เงินเร็วๆ ดีกว่าบิทคอย
ในบางคนที่ไม่เห็นด้วยบางคนก็มีทองคําติดพอร์ต ซึ่งมันก็ต้านเงินเฟ้อได้เหมือนกัน นักลงทุนระบบเงินเฟียตเขาจะแนะนําถือทอง 5-10% ที่เหลือกระจายไปหุ้น กองทุน อื่นๆกันหมด
ถ้าไม่เข้าใจข้อ 3 นี้คุณจะฟังคําพูดอาจารย์ตั้มแล้วปฏิเสธทันที
เหมือนกับหลายๆคอมเม้นที่ไม่เห็นด้วย บางคนใช้ถ่อยคำหยาบคายมากด้วย เห็นต่างได้แต่ไม่จําเป็นต้องถ่อยนะครับ
ที่ผมกล้าพูดแบบนี้เพราะ ผมเป็นมาก่อน ทั้ง 3 ข้อที่พูดมาเลย
อาจารย์ตั้มแกเคยพูดว่า โลกใน Nostr คือทุ่งลาเวนเดอร์ ทุกคนน่ารักหมด แต่โลกความจริงคือในเฟสบุ๊คครับโหดมาก
แกก็น่าจะโดนมาเยอะ
ก่อนลากันสิ่งที่ได้จากการทําคอนเท้นนี้คือ
1 บิทคอยไม่ได้มีไว้สําหรับทุกคน ดังนั้นคนที่ยังไม่ศึกษาหรือปฏิเสธก็เป็นเรื่องของเขา
เราไปเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้
2 บิทคอยไม่ได้เหมาะกับทุกคน ใครถนัดออมอย่างอื่นที่ต้านเงินเฟ้อได้ก็ดีเหมือนกัน เช่นทองคํา อสังหาฯ* หุ้น(ชนะเงินเฟ้อ)**
3 ตัวผมเองที่เปลี่ยนความคิดได้เพราะโดนระบบเฟียตทําร้ายมาก่อน แล้วหาวิธีแก้จนมาเจอบิทคอยที่เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย
4 ข้อนี้อาจจะเห็นแก่ตัวแต่ผมมองว่า ยังมีคนไม่รู้อีกเยอะมากเลย นั่นหมายความว่า เรายังมีเวลา Stack sats
กันอยู่นะครับ ผมว่า 3-5 ปี แต่หลายๆคนก็มองว่าอีกสัก 10 ปี แต่แน่นอนยิ่งรู้ช้ายิ่งซื้อแพง
5 ดูจากคอมเม้นแล้ว บิทคอยยังอยู่สถานะที่ใหม่มากๆ คนทั่วไปยังคงกลัวและไม่เข้าใจมันอยู่ แต่สิ่งนี้จะเป็นไม่ได้อีกไม่นาน
เพราะความจริงมันช้าเสมอ
#siamstr #btc #bitcoin #เงินเฟ้อ #ความจน
คนไทยครึ่งประเทศ "เสี่ยงจน"ภัยเงียบของเงินเฟ้อ ที่ไม่มีใครบอก - sats and sound EP30
ผมได้ไปดูคลิปของรายการ ตรงประเด็น เป็นรายการน่าสนใจของช่อง The Active
เป็นช่องที่ทำ สารคดี "คนจนเมือง" ทั้ง 5 ซีซันของ Thai PBS
ที่บอกเล่าถึงเรื่องของคนจน หลายสิบครอบครัว บุคคลหลักร้อยคน
ในคลิปจะเล่าถึงการจัดนิทรรศการ บทสรุป สารคดี คนจนเมือง ที่ทำกันมากว่า 5 ปี
จัดขึ้นที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ใครสนใจไปดูได้
เมื่อดูคลิปนี้จบ ประเด็นที่ผมสรุปออกมาได้มีดังนี้
- คนไทยมี 70 ล้านคน มีคนจน กว่า 7 ล้านคน
- เส้นความยากจนที่ 3,034 บาทต่อเดือน (ประมาณ 101 บาทต่อวัน) ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในเมือง
- สิ่งที่น่ากลัวคือมีคน "เสี่ยงจน" สูงถึง 24 ล้านคน เท่ากับว่า 34% ของคนไทยเลยนะ
ถ้ารวมคนสองกลุ่มนี้เท่ากับว่า คนไทยเกือบครึ่งประเทศ เสี่ยงจน
- ปัญหาคนจนนั้นแก้ยากมาก เพราะเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังมานาน
ทางรายการได้กลับไปติดตามชีวิตของคนที่เคยอยู่ในสารคดี 5 ปีผ่านไป ทุกคนยังจนเหมือนเดิม
ใช้ชีวิตไปวันๆ บางคนลำบากกว่าเดิมอีก จนต่อๆกันไปเป็นรุ่นสู่รุ่น
เป็นวงเวียนที่ดูไม่เห็นแสงสว่างเลย
- พอมีเงินไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ทำงานใช้แรง พ่อแม่ที่ลำบาก
ก็ทำงานแบบ หาเช้ากินเช้า คำนี้น่ากลัวมากนะ มื้อไหนหาเงินไม่ได้ไม่มีกิน
- นโยบายทางการเมือง 20 ปีที่ผ่านมาที่ไม่ว่าจะรัฐบาลไหน ก็จะมีวาทะกรรมที่จะช่วยเหลือความยากจนแต่สุดท้ายมันก็แก้ไขอะไรไม่ได้เลย
วิธีแก้
- ต้องหารายได้เพิ่มขึ้น
ข้อนี้อาจจะเหมือนกําปั้นทุบดิน แต่เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่อยากจน ยังไงก็ต้องหารายได้เพิ่ม
เราอาจจะไม่ได้มีทางเลือกมากนัก หาเงินได้ทําไว้ก่อน แต่ขอเป็นงานสุจริตนะครับ
- ต้องรู้จักเงินเฟ้อ
คนส่วนใหญ่ ไม่ว่ารวยหรือจน ยังไม่เข้าใจสิ่งชั่วร้ายที่การพิมพ์เงินและเงินเฟ้อทํากับพวกเราทุกคนมาตลอดเวลา 54 ปี
เงินเฟียตที่เราใช้กันอยู่ทุกวันมันเสื่อมค่าลง ทําให้ข้าวของต่างๆแพงขึ้นตลอดเวลา และจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ยิ่งเราเป็นคนหาเงินได้น้อย เงินเก็บเราน้อย ดังนั้นจะต้องเก็บในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าลง
เช่น ทองคํา หรือ บิทคอย ผมเชื่อว่ารู้แค่นี้คุณจะรวยขึ้น
- จัดการเงิน ทํารายรับ รายจ่าย ต้องเป้าต้องออมเงินทุกเดือนให้ได้
ถึงจะหาเช้ากินเช้า แต่ข้อนี้จะทําให้เรา รู้ว่าเราหาเงินได้เท่าไหร่ ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง เมื่อเราเห็นตัวเลข
มันจะทําให้เราขยันขึ้น ไม่ว่าจะหาเงินเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อย หรือ ประหยัดทุกทาง
พอประหยัดก็ออมให้ได้
- งดเหล้า บุหรี่ งดซื้อหวย
ลดค่าใช้จ่ายไร้สาระที่ไม่จําเป็นออกไปให้หมด ตัดได้ตัด การซื้อหวยโอกาสถูกเปลี่ยนชีวิต น้อยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร บางคนซื้อทั้งชีวิต อาจจะเคยถูกบ้าง แต่สุดท้ายก็เอาไปซื้อหวยหมด ดังนั้นเลิกซื้อเอาเงิน 80 บาทนั้นมาเก็บออมดีกว่า
- โฟกัสการออมในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าอย่าง บิทคอย
ไม่ว่าจะออมแค่ 50 หรือ 100 บาท อย่าดูถูกเงินออมก้อนนี้ การเริ่มสร้างวินัยทางการเงิน มันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆที่จะเข้ามาในชีวิต สร้างพลังบวก
- ศึกษาบิทคอยเพิ่มเติม
ข้อนี้จะทําให้คุณได้เห็นมุมมองโลกใหม่ เมื่อลงหลุมกระต่ายคุณจะเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น
สรุป
1 เงินมันเสื่อมค่าจากการพิมพ์เงินและเงินเฟ้อ โดยไม่มีใครหยุดได้ ไม่ว่าคนรวย คนจน ก็จะจนลง ถ้าไม่รู้จักเงินเฟ้อ
2 จัดการเงินเฟ้อด้วยการออมเงินของเราในสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมค่าอย่างบิทคอย หรือทองคํา
3 เงินที่เราออม ห้ามถอนออกมาใช้เด็ดขาด เพราะถ้าออมไม่นานพอ คุณจะไม่เห็นผลของลัพธ์ของมัน
4 กว่าจะออมได้ เราต้อง ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการออม จะทําให้คุณรู้ว่าเงินหมดไปกับอะไร ยิ่งคนจน เงินน้อย รวมกับการศึกษาบิทคอยและเงินเฟ้อ มันจะทําให้คุณมีพลังในการหาเงินเพิ่ม เพื่อมาออมในบิทคอยเพื่ออนาคต
5 ออมได้ทีละ 50 บาท 100 บาท อย่าไปดูถูก มันเป็นการเริ่มต้นที่ดี
6 อย่าคาดหวังในรัฐบาลหรือคนอื่นมาช่วยเหลือ เพราะในความจริงแล้ว ไม่มีใครช่วยคุณได้นอกจากตัวคุณเอง
ไม่ว่าคุณจะรวย จะจน หรือ เสี่ยงจน
เงินเฟ้อก็จะกัดกินคุณอยู่ดี ดังนั้นกําจัดมันซะ
เงินเฟียตมีแค่จ่ายต่อเดือนก็พอ ที่เหลือโยกไปออมในบิทคอยหรือทองคํา
อย่ารอการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ไม่ทั่วถึง
เริ่มศึกษา เก็บออมอย่างถูกที่ในวันนี้
ผมเชื่อว่าอีก 5-10 ปี คุณจะกลายเป็นคนที่ รวยขึ้นแบบยั่งยืน
#siamstr #btc #bitcoin #คนจน #คนไทย #ปัญหาคนจน #เงินเฟ้อ
ไรเดอร์หนุ่มปล่อยโฮ! ไม่เรียน ชีวิตลำบาก ย้อนอดีตไม่ได้ แล้วจะต้องทํายังไงต่อ? - sats and sound EP29
จากข่าวนี้เป็นของประเทศจีน ที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง 19ปี เขาเสียใจกับชีวิตที่ลําบาก
ที่เกิดจากตัวเองเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ทําให้ต้องมาทํางานหาเงินแบบนี้ตั้งแต่วัยรุ่น
ชายหนุ่มตัดพ้อในคลิปว่าตอนนี้ตี 3 แล้วผมยังต้องอยู่นอกบ้านส่งอาหารแถมไม่สบายด้วย
เขาร้องไห้ไป ระบายความในใจไป
ฟังแล้วผมเห็นใจเขามากครับ
ในเมื่อย้อนอดีตไม่ได้ จะต้องทํายังไงต่อ
ชีวิตจะยากลําบากขนาดไหน
ถ้าเดินไปถูกทาง มันจะไปต่อได้
ความรู้ที่ถูกต้องเรื่อง "การเงิน"
ช่วยเราได้จริงๆ
ความรู้ที่ถูกต้องเรื่อง "การเงิน"
ช่วยเราได้จริงๆ
ไม่ว่าคุณจะ "จน" ขนาดไหนก็ตาม
เรื่อง "เงินเฟ้อ" ถ้าไม่รู้
ไม่ว่าจะรวยหรือจนขนาดไหนก็มีปัญหา และจนลงหมดเพราะเงินมันเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ
1 อะไรพลาดไปแล้วปล่อยไป
- ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แล้วสู้ต่อ ถ้าจิตใจเราพังจะทําข้ออื่นต่อไม่ได้
- ไม่มีใครให้กำลังใจแก่เราได้ดีเท่าตัวเราเอง
2 ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินให้ได้มากที่สุด
- อาชีพไรเดอร์นั้น ต้องยอมรับว่าเหนื่อย และ มีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ
- เป็นอาชีพที่ขึ้นอยู่กับความขยัน ทํามากได้มาก ทําน้อยได้น้อย
- ถ้าหางานที่ได้เงินดีกว่านี้ไม่ได้ ก็ต้องทํางานนี้ต่อ
- หาเงินเพิ่มเน้นงานแบบ passive
3 จัดสรรเงิน และศึกษาเรื่องเงินเฟ้อ
- ชีวิตนี้แค่รู้เรื่องเงินเฟ้อ แล้วรู้ว่าจะจัดการเงินอย่างไร คุณก็จะนําหน้าคนส่วนใหญ่ได้แล้ว
- ทํารายรับรายจ่าย จัดการเงินทุกเดือน ทําได้เราจะประหยัดเองอัตโนมัติ
- แบ่งเงินมาออมเป็นประจําทุกเดือนในสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อ เช่น ทองคํา หรือ บิทคอย ในจีนอาจจะต้องเน้นทองคําเพราะบิทคอยซื้อได้ยาก สิ่งนี้จะเป็นคีย์สําคัญที่ทําให้เงินที่คุณหามาได้ยากลําบาก ไม่เสื่อมค่าลงผ่านกาลเวลา
- ถ้าลองไปหาข้อมูล M2 หรืออัตราเงินเฟ้อในจีน คุณจะขนลุกและเข้าใจว่าทําไม เงินเฟ้อมันยํ่ายีคนจีนที่ทํางานหนัก เงินน้อย และไม่มีความรู้ทางการเงินได้มากขนาดไหน
- การลงทุน ถ้าไม่มีเวลาศึกษาไม่ต้องลงทุนก็ได้ ขอแค่ออมในทองคําหรือบิทคอยเอาไว้ก็พอ
ถ้าใครรู้สึกสิ้นหวัง ลําบาก อย่าเพิ่งท้อ มันแก้ไขได้
สรุป
1 สู้ต่อ หาเงินให้มากขึ้น ประหยัด
2 ต้องรู้ทันเงินเฟ้อ และจัดการให้ถูกวิธี
3 ออมในสินทรัพย์ไม่เสือมค่า อย่างบิทคอย หรือ ทองคํา อย่างสมํ่าเสมอ
ทําให้ได้สัก 5 ปี ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
จะจนยังไง ถ้าเข้าใจ เงินเฟ้อ ชีวิตคุณ รวยขึ้นได้ 100%
#siamstr #btc #bitcoin #เงินเฟ้อ #ความจน #ชีวิตลำบาก
ของไม่จําเป็น ไม่ซื้อในทันทีทําแค่นี้ ประหยัดได้มหาศาล - sats and sound EP28
ตอนนี้พวกเราอยู่ในยุคการซื้อของออนไลน์ ที่ง่ายดายไปหมดไม่ว่าจะเป็น
การหาของที่ต้องการ คลิปป้ายยาแปะพิกัด การจ่ายเงิน กดสั่งง่ายๆหน้าจอมือถือที่บ้าน อีก 2-3 วันของก็มาส่งแล้ว สะดวกสบายมาก
เทียบกับ 10 ปีก่อน พฤติกรรมของผมเปลี่ยนไปเลย ตอนนี้ผมซื้อ ออนไลน์ 95% แล้ว
ผมว่าคนไทยส่วนมากก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
พอซื้อง่าย จ่ายง่าย แถมมีเทรน ของมันต้องมี อยู่ตลอด ทําให้บางครั้งเราอาจจะไปซื้อสินค้าที่ไม่ได้จําเป็นต่อเราขนาดนั้น
เบื้องหน้าการช้อปปิ้งบําบัดเพื่อความสุขแบบนี้
มันคือ การใช้ชีวิตแบบ High Time Preference ที่ตัวผมเองก็เป็น
แต่ผมเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากมัน โดยที่รู้เท่าทันตัวเอง
สินค้าที่เราต้องซื้อผมจะแบ่งออกเป็น 4 แบบ ตามความจําเป็นและความเร่งด่วนของสินค้านั้นๆ
1 สินค้าจําเป็นและเร่งด่วน
2 สินค้าไม่จําเป็นแต่เร่งด่วน
3 สินค้าจําเป็นแต่ไม่เร่งด่วน ***
4 สินค้าไม่จําเป็นและไม่เร่งด่วน
1 สินค้าจําเป็นและเร่งด่วน
สินค้ากลุ่มนี้คือสิ่งที่คุณต้องมีทันที และขาดไม่ได้ เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน สุขภาพ ความปลอดภัย หรือการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ
- ป่วยต้องไปซื้อยามากิน
- ฝักบัวที่บ้านเสีย ต้องซื้อใหม่เลย
- มือถือ ถ้าเสีย หรือ ทําหาย สมัยก่อนผมใช้ ไอโฟน 5s ซึ่งพังคามือเลย
ข้อมูลหายหมด ทําให้ผมต้องไปยืมมือถือสํารองเพื่อนใช้ระหว่าง รอเครื่องใหม่ ใช้ชีวิตลําบากมาก แต่ตอนนั้น ยังไม่ได้ใช้แอฟธนาคารจ่ายเงิน ถ้าเป็นตอนนี้ ไม่มีมือถือไม่ได้เลย
- คอมพิวเตอร์ที่ทํางาน หาเงิน เสียกระทันหัน ชีวิตวุ่นวาย
- รถเสีย/อุบัติเหตุ ต้องซ่อมทันที เพราะไม่งั้นเราเดินทางไม่ได้
แนะนํา
- พวกนี้ยังไงก็ต้องซื้อใช้เลย ถ้าไม่มีลำบาก จัดการเงินไว้ก่อนชีวิตจะไม่ได้สะดุด
- ในกรณีที่สินค้านั้นราคาไม่แพงมากเช่น ไม่เกิน 1000 บาท ผมใช้เงินรายเดือนได้เลยเพราะผมได้กันเงินไว้เผื่อซื้อของพวกนี้ไว้อยู่แล้ว เคสจริงจากด้านบน ซื้อยา หรือฝักบัวในบ้านพัง ใช้เงินรายเดือนนี่แหละ สรุปรายเดือนเหลือเท่าไหร่ก็ค่อยเก็บออม
- ถ้าสินค้านั้นราคาแพงมาก อาจจะสัก 2-3พันบาท หรือ แพงกว่านั้น ผมจะใช้เงินสํารองฉุกเฉินมาใช้ (ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน) โดยหลังจากนั้นก็ค่อยๆเก็บสะสมให้เท่าเดิม มือถือพัง คอมพัง และรถเสียใช้เงินสํารองฉุกเฉินที่เก็บไว้มาใช้
2 สินค้าไม่จําเป็นแต่เร่งด่วน
กลุ่มสินค้าที่ไม่ต้องมีก็ได้ แต่ตอนนั้นมีโอกาสที่ซื้อในราคาถูกมาก หรือเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีความสุข
- ตั๋วคอนเสิร์ต/ตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชันแบบ Flash Sale
- ของขวัญให้คนสําคัญในวันพิเศษ หรือ hang out กับเพื่อนๆ
- งานภาษีสังคมต่างๆ เช่น งานแต่ง งานศพ งานบวช
แนะนํา
- กลุ่มนี้ก็ใช้การบริหารเงินเหมือนกับกลุ่มแรกได้เลย ผมกันเงินไว้ส่วนหนึ่งรายเดือนเผื่อใช้อยู่แล้ว
- เราสามารถลดหรือตัดได้ เช่น ไม่จําเป็นต้องไป hang out คอนเสิร์ตทุกครั้งที่เพื่อนชวน
- งานภาษีสังคมต่างๆ ผมก็จะเลือกไปบางงาน งานไหนไม่ได้ไปก็ส่งเงินไปแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องลางานด้วย
กลุ่มสินค้าที่ต้องใช้ด่วน
หลักคิดสําคัญคือการบริหารเงินและดูความจําเป็น ชีวิตจะได้ไม่สะดุด
3 สินค้าจําเป็นแต่ไม่เร่งด่วน เป็นกลุ่มที่เราต้องใช้ความสําคัญมากที่สุด
มันคือของจำเป็นแต่ไม่ต้องใช้ตอนนี้เดี๋ยวนี้ กลุ่มนี้แหละที่ผมจะใช้ทริคไม่ซื้อเลยในทันที
จะมีการวางแผน คิดนานขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่า เราต้องซื้อสินค้านี้จริงๆ
เป็นกลุ่มที่ผมโฟกัสที่สุด เพราะเป็นของส่วนใหญ่ในชีวิตที่ผมซื้อ ถ้าเราจัดการกลุ่มนี้ดี แล้วเราจะประหยัดได้มหาศาล
- เสื้อผ้า
- ของใช้ทั่วไป เช่น สบู่ ยาสีฟัน สกินแคร์ ทิชชู่
- ของใช้ในบ้านที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เรา ซึ่งความจําเป็นต้องขึ้นอยู่กับบุคคลอีกทีครับ
เช่น โครงเตียงเหล็ก เครื่องเติมอากาศ
- มือถือส่วนตัวที่ใกล้พัง
แนะนํา
- ผมจะ list ของใช้ที่จําเป็น แล้ว กดใส่ตระกร้าไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ลืม แต่จะไม่กดซื้อทันที
สิ่งที่ผมทําคือ คิดนานๆ หาข้อมูลเยอะๆ สัก 2-3 วัน แล้วกลับมาคิดอีกทีว่า สินค้านั้นยังจําเป็นมั้ย
ทําให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น สะดวกขึ้น หรือแค่อยากได้
- ถ้าเป็นเสื้อผ้า แน่นอนครับ ซื้อของลดราคา และเลือกทุกอย่างสีพื้นๆ ลายน้อยๆ เนื้อผ้าสมราคา เพื่อใส่ได้หลายๆงาน
ด้วยหลักการนี้ทําให้ 5 ปีที่ผ่านมา ผมซื้อเสื้อผ้าทั้งหมดไม่ถึง 10 ตัว
ถ้าใครซื้อออนไลน์ ถ้าชอบร้านไหนลองซื้อมาลองสัก 1 ตัวก่อน ถ้าโอเคค่อย list เป็นร้านที่ซื้อได้
- ถ้าเป็นของทั่วไป ราคาไม่เกิน 1,000 บาท เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผมจะดูโปรโมชั่นแล้วซื้อครั้งละเยอะๆใช้ได้ 3-6 เดือน ถ้าเราซื้อตัวไหนบ่อยๆเราจะรู้ว่า ราคาสินค้ามันประมาณไหน ตัวไหนมีโปรโมชั่น 1 แถม 1 ก็ค่อยกดตอนโปร ต้องรู้และรอเป็น
- ถ้าเป็นสินค้าราคาสูง เช่นหลายพันบาท ผมจะหาข้อมูล ใช้เวลาพิจารณาหลายๆวันว่าสิ่งนี้มันจำเป็นจริงๆมั้ย เอาความอยากได้กับเหตุผลสู้กันก่อน แนะนําเขียนข้อดีข้อเสีย ออกมาเลย ว่าเราจําเป็นต้องใช้ไหม
-- ตัวอย่างเคสจริง เตียงโครงเหล็ก ผมเพิ่งย้ายที่อยู่มาใหม่ ห้องไม่มีอะไรเลย ที่นอนเราซื้ออยู่แล้ว แต่โครงเตียงอ่ะ
ผมชั่งใจอยู่นานมาก ตอนแรกอยากได้มากๆ กดใส่ตระกร้าไว้ก่อน แล้วหาข้อมูลหลายๆร้าน หาข้อมูลไปเรื่อยๆอยู่ 3 วัน จนรู้ว่ามันมี 2 เกรด เกรดแรกราคา ประมาณ 1200 แต่มันก็อาจจะโยกแยก อ่านรีวิวแล้วต้องวัดดวงว่าของที่ได้จะพังมั้ย เกรดที่สอง ดีขึ้นมาหน่อย คงทน ไม่โยกเยก ราคา 3000 ผมอยากได้อันนี้
แต่ด้วยราคามันสูงผมเลือกที่จะรอ แล้วลองทดลองนอนบนฟูกติดพื้นดูก่อน
ผมทดลองอยู่ 3 เดือนพบว่า การนอนแบบไม่มีโครงเตียงก็ไม่ได้แย่ การซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ในห้องเช่า ตอนย้ายก็ลำบากอีก
สรุปเคสนี้คือ ผมไม่ซื้อโครงเตียงเหล็ก ประหยัดไป 3000 บาท
-- เครื่องเติมอากาศ ห้องที่ผมอยู่มีฝุ่นเยอะมาก ขนาดทําความสะอาดและไม่ได้เปิดหน้าต่างประตูเยอะ ผมก็ไปหาข้อมูลจนเจอเครื่องเติมอากาศ หลักการของมันคือ ทําห้องเป็นแรงดันบวก ดันฝุ่นในห้องออก ป้องกันฝุ่นด้านนอกเข้ามา
ถ้ามีเครื่องนี้เท่ากับว่า ฝุ่นในห้องจะลดลงมาก ผมทั้งอ่านรีวิว ศึกษา 4-5 วัน สนใจมาก ราคาเครื่องก็ 4000 บาท
ทําให้ผมต้องไปศึกษา ดูรีวิวหนักกว่าเดิมว่า ซื้อมาแล้วคุ้มมั้ย ดูถึงขั้นเราจะติดตั้งตรงไหน เปิดใช้ตอนไหน
ผมเขียนข้อดีข้อเสียออกมา ชั่งน้ำหนัก จนสรุปว่า ผมซื้อ เพราะมันทําให้ฝุ่นในห้องเราลดลงโดยภาพรวม ทําความสะอาดห้องน้อยลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น
-- มือถือใกล้พัง อันนี้ ต่างจากเคส มือถือไอโฟน 5sพังไปแล้วที่ต้องซื้อเลยนะครับ
ตอนนี้ผมใช้ ไอโฟน 11 ที่ซื้อมาตั้ง ตุลาคม 2562
ตอนนี้ปี 2568 ผ่านมาเกือบ 6 ปี ไอโฟน 11 ผมยังใช้งานได้ดี ผมรักมาก ทนมาก แต่แบตเริ่มเสื่อม
และ iOS ไม่รู้จะซับพอร์ตไปอีกกี่ปี ดังนั้นสิ่งที่ผมทําคือ การสะสมเงินไว้ก่อนเดือนละ 2000 บาท เพื่อรอซื้อไอโฟนใหม่
ตอนนี้มือถือคือชีวิตถูกมั้ยใช้ทําทุกอย่าง จากบทเรียน ไอโฟน 5s พังคามือ ข้อมูลในมือถือหายหมด
ดังนั้น เราได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว เงินพร้อม ประมาณ 35000 บาท ถ้า ไอโฟน 11 เริ่มส่งสัญญาณไม่ไหว
ผมมีเวลาไปซื้อเครื่องใหม่ พร้อมกับ ย้ายข้อมูลมือถือได้ทัน ชีวิตก็ไม่สะดุดแล้ว ไอโฟนแพงขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ซื้อตัวท็อปนะ ซื้อตัวธรรมดาพอครับ
4 สินค้าไม่จําเป็นและไม่เร่งด่วน
กลุ่มนี้คือแสดงถึงความเป็น ของต้องมี ของโดนป้ายยา แสดงถึง High Time Preference เข้ากับ ระบบเงินเฟียตสุดๆ
ตัดได้ตัด ที่เขาต้องการให้เราซื้อได้เร็ว ก็เพราะแบบนี้แหละ
- ของตกแต่งบ้านที่ไม่จำเป็น
- ของเล่น/เกมใหม่ล่าสุด
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด
- เสื้อผ้าแฟชั่นที่ยังไม่ถึงฤดู
- ของตามกระแสต่างๆ
แนะนํา
- ตัดได้ตัด
- ก่อนซื้ออะไรคิดเยอะๆ นานๆ ว่าเราแค่อยากได้ หรือ มันจำเป็นจริงๆ
- ตั้งเป้าหมายออมเงิน เช่นผมต้องออมในบิทคอย อย่างน้อยเดือนละ 1000 บาท ห้ามน้อยกว่านี้
เราก็จะคิดเยอะและประหยัดขึ้นมาอัตโนมัติ
สรุป
1 ท้ายที่สุดการซื้อสินค้าทุกอย่างต้องดูที่ความจําเป็นเป็นหลัก
2 การบริหารการซื้อสินค้าที่จําเป็นแต่ไม่เร่งด่วน เป็นคีย์สําคัญในการบริหารการเงิน และจัดการชีวิตให้ราบรื่น
3 คิดเยอะๆและชะลอการจ่ายเงินซื้อสินค้าออกไป แค่ 2-3 วัน อาจจะทําให้คุณประหยัดเงินขึ้นมหาศาล
4 ผมทําแบบนี้มาสักพักแล้ว ข้อดีที่สุดคือ ของที่ซื้อมาทุกอย่าง ได้ใช้งานจริงๆและคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป
#siamstr #btc #ประหยัด #ประหยัดเงิน #bitcoin
ถือ BTC มานาน กําไรเยอะ แต่ทําไมไม่เห็นเปลี่ยนชีวิตสักที? - sats and sound EP27
อย่างที่เรารู้กันดีว่าบิทคอยนั่นคือ
- สินทรัพย์ที่มาเปลี่ยนระบบการเงินโลก
- ต่อต้านเงินเฟ้อ
- ใช้แก้ปัญหาระบบการเงินเฟียตที่เงินเสื่อมค่า ใครทนถือจะจนลงไปเรื่อยๆ
ถ้าไปดูอัตราผลตอบแทนต่อปี ตลอดเวลา 16 ปี
บิทคอยก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม 50%ต่อปี ทุกอย่างดีหมด
แต่จะมีคนบางกลุ่มที่ถือบิทคอยมาแต่รู้สึกว่าไม่เห็นมันจะเปลี่ยนชีวิตสักที ไม่รวยเหมือนที่หวัง
วันนี้มี 4 สาเหตุมาบอก ถ้าแก้ไขถูกจุด มันอาจจะตอบคําถามเรื่องนี้ของคุณได้
1 ไม่เข้าใจหลักการของบิทคอยที่แท้จริง
ข้อนี้สำคัญที่สุดที่ทำให้คุณไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้จากบิทคอย
คนส่วนใหญ่ที่ถือบิทคอยมานานแล้วยังไม่มั่นคง
เกิดจากมายเซ็ตและไม่รู้จักบิทคอยครับ อาจจะเข้ามาถือเพราะเห็นกําไรดี หรือ FOMO ถือแล้วไม่ศึกษา
แต่ถ้ามาถือแต่ยังติดระบบความคิดแบบ เงินเฟียตจะไปต่อไม่ได้เลย เช่น คิดว่าบิทคอยคือสินทรัพย์ทําไร ต้องคอยดูกราฟ ซื้อตํ่า ขายสูง หรือการเทรด leverageที่มีความเสี่ยงสูง
ถึงจะมีบิทคอยแต่ยังมีความคิดแบบ high time preference โดยขาดระบบจัดการที่ดี
มีบิทคอยเท่าไหร่ ชีวิตก็ไม่เปลี่ยน
แนะนํา
- ศึกษาบิทคอยเพิ่มขึ้น ดูคลิปช่องผม หรือ คลิป right shift ก็ได้
- ถ้าเข้าใจระดับหนึ่ง คุณจะกําจัดมายเซ็ตแบบเฟียตไปได้เองอัตโนมัติ
- ไม่ต้องรู้ละเอียดทุกเรื่อง ขอแค่ รู้ว่าเราจะแก้ปัญหาให้ตัวเองได้ยังไงบ้าง แค่นี้พอ
2 ไม่แยกพอร์ตเก็บออมออกจากพอร์ตลงทุน และไม่ติดตามบันทึกการลงทุน
บางคนยังไม่ได้แยกพอร์ตเก็บออมและพอร์ตลงทุน ร่วมกับการจัดพอร์ตอย่างไม่มีระบบและวินัยก้อนนี้ออมซื้อ spot ก้อนนี้สัญญาณมาแบ่งเล่น future ตอนนี้สัญญาณให้ขาย กดขาย โยกไป spot ตอนนี้ราคาถูก buy the dip
กดซื้อ ทําทุกอย่างตามใจ มั่วกันในพอร์ตเดียว ซื้อๆขายๆ ไม่รู้กำไรขาดทุนเท่าไหร่ แต่ที่เสียแน่ๆคือค่า fee ต่างๆ
ยิ่งไม่มีระบบจัดการที่ชัดเจน เทรดเข้าออกมั่วๆ จะยิ่งติดตามผลของพอร์ตยาก
ขออนุญาตเอาคําพูดจากคลิปพี่ปลาส้มแมนมานะครับ การเทรด มีทั้งคนได้และคนเสีย ซึ่งกว่า 90% คือเสีย
แต่การเก็บออมไว้เฉยๆ ถ้านานพอเราได้กําไร 100% เลยนะ
แนะนําคือ
- ให้แยกพอร์ตออม และ พอร์ตเทรดแยกจากกัน
- พอร์ตออมก็เก็บเรื่อยๆอย่างมีระบบ แล้วไว้ใน HW ที่ปลอดภัย
- พอร์ตเทรด แล้วแต่จะจัดการเลย แต่แนะนําให้เสี่ยงเฉพาะกับเงินที่เราเสียได้ทั้งหมด
ออม 90% ลงทุน 10% กําลังดี
- บันทึกการลงทุน ติดตามผล จากการทําข้อนี้ ตัวผมจึงเลิกเทรดเลยครับ ออมอย่างเดียว
3 จํานวน BTC ที่ถือน้อยไป
ข้อนี้ตรงไปตรงมา แต่สําคัญที่สุดครับ การเริ่มต้นออมในบิทคอยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คุณเดินมาถูกทางแล้ว
แต่ต้องยอมรับก่อนว่า ถ้าหากต้นทุนเราน้อย อิมแพคก็น้อยเหมือนกัน
ยกตัวอย่าง ทุนบิทคอยทั้งปี รวมกัน 1,200 บาท บิทคอยขึ้นไปเท่านึง มูลค่าพอร์ตของคุณจะเพิ่มเป็น 2,400 บาท ถึงพอร์ตจะบวก 100% แต่ในเมื่อจํานวนไม่มากพอ ก็จะอิมแพคไม่มากพอ ถ้าเปลี่ยนจาก 1,200 เป็น 1,200,000 ดู
คุณจะเริ่มเห็นอิมแพค
แนะนํา
- เป้าหมายเริ่มต้นควรมี BTC อย่างน้อย 0.01 BTC ครับ มันก็ไม่ได้ทำให้มั่งคั่งในวันนี้ แต่มันจะทําให้เราเริ่มต้นศึกษาบิทคอย
- ยิ่งเข้าใจจะยิ่งรู้ว่า บิทคอยมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ดังนั้น หาเงินเพิ่ม เพื่อซื้อบิทคอยให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้
- ถ้าอยากเปลี่ยนชีวิตเร็ว ก็ต้องเริ่มวางแผนและทําตั้งแต่วันนี้
- เงินจะเฟ้อขึ้นไปเรื่อยๆ คนมาช้าซื้อแพงกว่าเสมอ
4 ถือ BTC ไม่นานพอ
ข้อนี้ก็สำคัญเพราะว่า ถ้าเรามาถูกทาง เราออมบิทคอยแล้ว แต่ถ้าเราถือได้ไม่นานพอ มันก็จะไม่ได้สร้างอิมแพคเปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกันครับ เหตุผลของคนที่ถือไม่นานพอมีหลายอย่างเช่น ต้องใช้เงินฉุกเฉินเลยต้องขายบิทคอยออกมา
หรืออาจจะโลภ ขายทํากําไร หรือใจร้อนอยากเทรด อยากได้กําไรเร็วๆจาก future ทุกเหตุผลที่กล่าวมาแก้ได้จากการจัดการเงินและมายเซ็ตที่ถูกต้องครับ มันจะทําให้คุณถือได้ยาวนานมากขึ้น
แนะนํา
- ทําบัญชีรายรับ รายจ่าย ต้องรู้ว่าแต่ละเดือน เราจ่ายเงินเท่าไหร่
- ต้องมีเงินสํารองฉุกเฉินในบัญชีที่ใช้ได้ทันที 3-12 เท่าของรายจ่ายรายเดือน
ค่อยๆเก็บไป โดยถ้าหากเรามีเงินก้อนนี้ ถ้าหากเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะได้ไม่ต้องขายบิทคอยมาใช้
- ถ้าทํา 2 ข้อบนได้ เราก็จะเก็บบิทคอยได้นานเท่าที่ทําได้ ลองถือไปสัก 1 cycle halving
คุณจะเริ่มเข้าใจว่าทําไมต้องถือให้นานพอ
- เก็บบิทคอยด้วยตัวเอง ใน HW ที่ปลอดภัย เก็บ seed เป็นความลับ
- การฝากไว้ใน Exchange มีความเสี่ยงเรื่องบิทคอยจะสูญหายได้ ดังนั้นเก็บเอง self custody ดีที่สุด
สรุป
1 เข้าใจและศึกษาบิทคอย
2 ออมบิทคอยสม่ำเสมอและจัดการและติดตามพอร์ตอย่างมีระบบ
3 Stack Sats มากขึ้น ยิ่งมีมากยิ่งเปลี่ยนชีวิตได้มาก
เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นว่า มายเซ็ตที่ถูกต้องสําคัญที่สุด
ค่อยๆเดินไปในทางที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าบิทคอยจะสร้างความมั่นคงให้กับคุณในหลายๆมิติในระยะยาว
#siamstr #btc #bitcoin #satsandsound
รับมือ Unproductive Day ทําสิ่งดีให้ตัวเอง 1 อย่างอาจเปลี่ยนวันแย่ให้ดีขึ้นได้ - sats and sound EP26
เคยรู้สึกมั้ยว่ามันจะมีบางวันที่เราปล่อยเวลาให้เสียไปเปล่าๆโดยที่ไม่ได้ทําอะไรเลย
บางคนวันหยุดนอนทั้งวัน บางคนดูหนัง เล่นเกมทั้งคืน นอนเช้า ตื่นอีกที่ เย็นของอีกวันแล้ว
บางครั้งก็หายเหนื่อย แต่บางครั้งก็อาจจะทำให้เรารู้สึกผิดที่ปล่อยเวลาให้เสียไปทั้งวันโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยเป็นวันที่ไม่ค่อย Productive
ตัวผมเองเคยไปขายของที่ตลาดนัด เคยไปเปิดตั้งแต่เที่ยงจนถึง สี่ทุ่ม
เชื่อมั้ยผมขายของได้แค่ 3 คน แน่นอนว่าวันนั้น ผิดหวัง ขาดทุน ค่าเช่า ค่าของ ไหนค่ากินเราอีก
เป็นวันที่ถือว่าเสียเวลาไปเปล่าๆก็ว่าได้ บางคนอาจจะเซ็งกลับมานอน พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่
ผมคิดต่างนิดหน่อยครับ
- พรุ่งนี้กลับมาสู้ใหม่ มันต้องทําอยู่แล้ว
- แต่เวลาที่เหลือในวันนี้ซึ่งเป็นวันที่เหมือนจะไร้ค่า Unproductive ไปแล้ว ผมจะทําให้มันเป็นวันที่ดีขึ้น
โดยเราต้องทําสิ่งดีๆ ทําประโยชน์ให้ตัวเราสัก 1 อย่างในวันนี้
สิ่งดีๆหนึ่งอย่างที่ผมเลือกทําในวันที่ไม่ Productiveแบบนี้คือ
ออกกำลังกาย (หาเวลาออกให้ได้ อย่ามีข้ออ้าง)
เป็นการสร้างวินัย สุขภาพแข็งแรง อารมณ์แจ่มใส ฝืนตัวเองแค่ช่วงแรกหลังจากนั้นมันจะง่ายมาก ทําได้ทุกวัน เอาเป็นว่าถ้าวันไหนเราได้ออกกำลังกาย ก็ถือว่าเป็นวันที่ไม่เสียเปล่าแล้ว
- ผมมีเป้าหมายการคาร์ดิโอ สัปดาห์ละ อย่างน้อย 150 นาที
- ผมคาร์ดิโอติดต่อกันอย่างน้อย 30 นาทีเป็นอย่างน้อย
- เรากลับบ้านมาดึก ซื้ออุปกรณ์ออกำลังกาย คาร์ดิโอ เล็กๆไม่แพง และลูกกลิ้ง มาใช้ออกที่ห้องเลย
สะดวกไม่ต้องเสียเวลาไปยิม หรือถ้าไม่มีอุปกรณ์ ออกกำลังกาย ตามยูทูปก็ได้นะครับ
- การคาร์ดิโอเป็นประจํา ร่างกายจะหลั่ง สารแห่งความสุข ที่ทําให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียดลง
เห็นมั้ยครับ ถึงแม้วันนี้จะ BAD Day ขายของไม่ได้ อย่างน้อยผมก็ได้ทำประโยชน์ให้ตัวเองแล้ว 1 อย่าง สร้างวินัย ร่างกายแข็งแรงด้วย
พอทําไปสัก 3 เดือนเราจะเริ่มชินและร่างกายจะเริ่มแข็งแรงขึ้น อารมณ์แจ่มใสขึ้น
ทั้งๆที่ขายของก็เรื่อยๆ ไม่ได้ดีมาก แต่ผมมีความสุขมากขึ้นเพราะตั้งเป้าออกกําลังกายไว้แล้วทำได้สำเร็จ
สิ่งดีๆที่เราทำให้ชีวิตหนึ่งอย่างนั้นเป็นอย่างอื่นก็ได้เช่น
- หาความรู้เรื่องการพัฒนาตัวเอง พัฒนาชีวิต การเงิน การลงทุน แนะนําฟัง Podcast ผมเองชอบฟังเวลาออกกำลังกาย
เท่ากับว่าเราได้ทําสิ่งมีประโยชน์สองอย่างพร้อมๆกัน ฟังไประดับหนึ่ง เราจะค่อยซึมซับและเก่งขึ้นเอง
- คิดกลยุทธ์การหาเงิน ทํางาน หรือ ขายของให้ดีขึ้น
- ทํารายรับรายจ่าย ประจำเดือน วางแผนการเงิน ติดตามผลการออม การลงทุน
- วางแผนชีวิตในเรื่องต่างๆ เช่นแผนระยะยาว หรือ แผนระยะสั้น หรือแม้แต่เรื่องทั่วไป
จัดลำดับความสำคัญเช่น พรุ่งนี้ต้องไปทำธุรที่ห้าง มีอะไรที่เราจะทําได้บ้างเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว
หรือ ต้องเดินทางกลับบ้าน ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง
- จัดตารางสิ่งที่ต้องทําในวีคนี้ หรือเดือนนี้
- อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ
- ใช้เวลากับคนที่เรารัก ครอบครัว แฟน ลูก
วัน Unproductive ที่ทําให้เราเครียด มีพลังงานลบ เราอาจจะรู้สึกเสียเวลาเปล่า ดังนั้นการทําสิ่งมีประโยชน์ อย่างน้อย 1
อย่าง มันเหมือนจิตวิทยาที่เราใช้เพื่อบอกตัวเองเหมือนกันนะครับว่า ถึงวันนี้จะผิดหวัง
แต่ฉันก็เลือกทําสิ่งดีๆให้ตัวเองไว้แล้วเหมือนกันนะ ดังนั้น วันนี้ก็ไม่ได้เสียเวลาไปเปล่าๆเลย
สิ่งดีๆที่ผมยกตัวอย่างมา เราสามารถทําได้ประจํา
- การออกกําลังกาย พัฒนาตัวเอง สร้างวินัย สุขภาพดีขึ้น
- การวางแผนสิ่งต่างๆในชีวิตก็จะทําให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ไม่เครียด
ลดพลังงานลบในแต่ละวัน
- การใช้เวลากับคนที่เรารักก็เป็นการสร้างพลังงานบวกแก่กันก็เป็นสิ่งดี
เราไม่รู้อนาคตว่าวันไหนจะเป็นวัน Unproductive Day และห้ามมันไม่ได้
แต่เราสามารถเพิ่ม Productivity เปลี่ยนให้กลายเป็นวันที่ไม่เสียเปล่าได้
เรื่องแย่ๆในชีวิต วันที่เสียเวลาไปเปล่าๆ พวกนี้ เราไม่รู้และควบคุมมันไม่ได้
ดังนั้นสิ่งสําคัญในคลิปนี้ก็คือ เราจะต้องจัดการวัน Unproductive ในชีวิต
เพิ่มการทําสิ่งดี เพิ่มพลังงานบวกให้ตัวเอง เพื่อให้พัฒนาเป็นคนที่ดีขึ้น
ทั้งมายเซ็ต สุขภาพกาย และสุขภาพจิต ทําไปสักพักมันก็ไม่เครียด และไม่ยากเลยครับ ลองดู
#siamstr #ออกกำลังกาย #พัฒนาตัวเอง
ทํางาน Part Time 1 ปี กับคน Toxic ที่ไม่ชอบเรา เรียนรู้อะไรมาบ้าง แชร์ให้ฟัง - sats and sound EP25
การทำงานกับคนอื่นๆ ร้อยพ่อพันแม่ มีทั้งคนที่ดีกับเราและคนที่ toxic กับเรา เลี่ยงไม่ได้
บางคนแบกรับความรู้สึกไม่ไหว ไม่อยากไปทำงานแล้ว แต่เงินก็ต้องหา ออกก็ไม่ได้
ทำให้มาจบด้วยการทนๆๆต่อไป
ยิ่งใครไปดูคลิปที่เขาแนะนำวิธีแก้ไข ก็จะบอกว่า
การลาออกเพราะที่ทำงาน toxic นั้น เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไปที่ใหม่ก็เจอคน toxic อยู่ดี ไม่ควรลาออกเพราะเหตุผลนี้
ดังนั้นต้องแก้ที่ตัวเราเอง ปรับตัว และอดทน
ซึ่งสิ่งนี้เราจะต้องมาดูละเอียดเลยว่า สังคมการทำงานที่โคตร toxic มันเกิดจากอะไร
และเราต้องไม่หลอกตัวเองว่า ความ toxic ไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง
มีแค่เราหรือเปล่าที่ไม่แฮปปี้ หรือ คนอื่นๆก็เจอเหตุการณ์เดียวกัน
ผมมีประสบการณ์ส่วนตัวมาแชร์ ฟังกันสนุกๆนะครับ
ผมก็เป็นคนทํางานที่ต้องการหารายได้เสริม ก็เลยไปสมัครงาน part time ร้านค้าแห่งหนึ่งที่เปิดรับสมัคร
เป็นร้านขายของชําที่ใหญ่ มีพนักงานกะละหลายคน มีระบบคอมพิวเตอร์จัดการสินค้า และลูกค้า
งานมีหน้าที่และระบบพอสมควร
อาทิตย์แรกที่เข้าไปทํางาน ผมก็เรียนรู้ทุกอย่าง มีเก้ๆกังๆ งงๆ ตามภาษาคนไม่เคยทํา ผมก็ทําด้วยความไม่ค่อยมั่นใจ
มีอะไรสงสัยผมก็จะถามเพื่อนร่วมงาน ว่าต้องทํายังไง ระบบคอมต้องคีย์ข้อมูลยังไง (ระบบคอมต้องเรียนรู้เยอะเลย)
เขาก็คาดหวังให้เรามาช่วยงานได้เหมือนพนักงานประจําคนนึงเลย เพราะหน้างานจริงยุ่งมาก ลูกค้าหน้าร้านก็เยอะ
สินค้าสต๊อกที่ต้องจัดการก็เยอะ ผมเรียนรู้งานเต็มที่กะว่าจะไม่ทําตัวเป็นภาระกับพนักงานคนอื่นเกินไป
แต่ด้วยความใหม่ บางครั้งเราก็ยังเป็นภาระ เรายังจัดการปัญหา หรือ รับมือลูกค้าไม่ได้ ก็ต้องให้เขาช่วยอยู่ดี
พอทําไปสัก 1 เดือน ผมก็เริ่มรู้สึกว่า มีพนักงานคนหนึ่งดูไม่ค่อยชอบเราเท่าไหร่
พี่คนนี้เป็นพนักงานที่ทํามาเกิน 10 ปี เป็นรองผู้จัดการร้าน เขาเก่ง ขยัน ทําได้ทุกอย่างไม่ต่างจากผู้จัดการร้านเลย
พี่เขาไม่คุยกับผมเลยครับ ผมก็จะพยายามสวัสดีทุกครั้งที่เจอ และ พยายามถามเรื่องงาน
แต่เขาก็เหมือนไม่ได้อยากคุยกับเราจนเรารู้สึกได้ ไม่สอนงานเลยด้วย
เขาจะคุยกับเฉพาะคนที่เขาสนิท แถมคุยเล่นเรื่องอื่นในเวลางานบ้าง ตามภาษาเพื่อน
เขาไม่ชอบเรา ไม่คุยกับเรา ผมก็โอเคนะ เราไปบังคับเขาไม่ได้
แต่ปัญหาจะเกิดตอนต้องประสานงานครับ ผมต้องตามงานในสิ่งที่พี่เขาทําค้างไว้ หรือ พี่เขารับเรื่องลูกค้าไว้ คนอื่นไม่รู้เรื่อง
ทุกอย่างมันจะยุ่งยาก และ นานไปอีก 10 เท่า ถ้าเทียบกับการประสานงาน หรือ ทำงานกับพนักงานคนอื่นๆ รวมถึงผู้จัดการด้วย
พอทำงานกะเดียวกัน มันก็เลี่ยงที่จะไม่เจอไม่ได้ถูกมั้ย
แล้วเวลาที่ผมเครียดที่สุดอยู่กับพี่เขาแล้วเกิดปัญหา หรือ ติดเคสปัญหาลูกค้าบางอย่าง
ผมพยายามเข้าหา เข้าไปคุย ให้เขาช่วยสอนวิธีแก้ปัญหาหรือสอนงาน
แต่ทุกครั้ง ก็จะแสดงสีหน้าแบบไม่พอใจ พูดห้วนๆเซ็งๆ
ความเครียดยิ่งหนักไปอีก เวลาลูกค้ามีปัญหา แล้วต้องให้เขาต้องช่วย สีหน้าจะออกเลยว่าเขาไม่พอใจมาก
ในร้านกะนึงประมาณ 4-5 คนถ้าเกิดปัญหาผมเลี่ยงพี่เขา ไปถามพนักงานคนอื่นที่อยู่ด้วยกัน
ทุกคนก็ช่วยเป็นอย่างดี และสอนอย่างดีเลยครับ
ผมจดทุกอย่าง เพื่อที่จะทําให้เป็น จะได้ลดภาระงานในร้าน ซึ่งเป็นหน้าที่ผม
(ผมเป็นพาร์ททามที่ต้องทําหน้าที่ได้ทุกตําแหน่งในร้าน เพราะถ้าใครขาดหรือลา เราต้องไปเติมส่วนนั้นได้)
เวลาตารางงานออก ต้องอยู่กะเดียวกับพี่คนนี้มั้ย วันไหนเขาไม่มา ผมก็ทํางานได้อย่างสบายใจมาก ไม่เครียดเลย
พอเจอแบบนี้ในที่ทํางานเราก็จะรู้สึก Toxic หลายคนๆอาจจะคิดว่า ไม่เห็นต้องทนอยู่ ลาออกไปเลย เราเป็นแค่พาททามเอง
ผมคิดว่าที่พี่เขาไม่ชอบเรา เพราะเราไปเป็นภาระให้พี่เขา แต่ด้วยอยากได้เงิน ประสบการณ์ และงานก็ไม่แย่
แค่คนที่ไม่ชอบเราคนเดียวไม่เห็นต้องออกเลย คนในร้านที่เหลือน่ารักทุกคน ผมก็เลยทํางานนี้ต่อครับ
จนผ่านไป 3 เดือน ผมกลายเป็นพาททามที่มีตารางงานเยอะที่สุด
ใครป่วย ใครลาฉุกเฉิน ผมก็ไปให้ และในตอนนี้ผมทํางานได้คล่องตัวแล้ว ความรับผิดชอบหน้างานประมาณ 70%
ผมทําได้แล้ว งานมันโฟลว์มาก งานแทบจะไม่มีปัญหาเลย ผมก็ยังพยายามคุยกับพี่เขานะ แต่สรุปพี่เขาก็ยังไม่คุยกับผมเหมือนเดิม เป็นบรรยากาศในที่ทำงานที่อึมครึมเหมือนดิม แต่กับคนอื่นผมก็แฮปปี้ คุยดี เฮฮา ปกตินะ
ผมก็ได้มาทบทวนอีกครั้งว่า ที่พี่เขา Toxic กับเรา เพราะตัวเราเองหรือเปล่า
มีวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อๆแบบไม่หลอกตัวเองนะ
- ถ้าเรา toxic คนอื่นในร้านก็ต้องไม่ชอบเราด้วยสิ แต่นีไม่ใช่นะ ผมไม่ได้มีปัญหากับคนอื่นเลย ทำงาน คุยกันได้ปกติดี
- จะว่าเป็นเรื่องงาน ผมก็ดีขึ้นกว่าตอนแรกมากนะ งานกว่า 70% ในร้านผมทําได้หมดแล้ว ทํางานชิลขึ้น
- ถ้ามีคนป่วยผมจะเป็นพาททามคนแรกที่ถูกเรียก คนในร้านและผู้จัดการไว้ใจให้ทํางานมากกว่า พาททามคนอื่นๆ
- พี่รองผู้จัดการมีปัญหากับคนอื่นๆในร้านทํานองเดียวกัน
จากที่วิเคราะห์มา ผมคิดว่า พี่เขาคงไม่ชอบเราจริงๆ ด้วยเหตุผลอื่นๆละ ซึ่งคนในร้านคนอื่นผมสนิทและทํางานได้ราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นผมก็ปล่อยพี่เขาไปครับ ต่างคนต่างทํางาน ผมคุยกับแกแค่สวัสดีตอนมาและสวัสดีตอนกลับบ้านเท่านั้น
พลังงานลบที่เขาส่งมาก็ยังถึงผมอยู่ดีนะ แต่ผมจะไม่ลาออกเพราะสาเหตุแค่มีคนไม่ชอบเราอ่ะ คนอื่นดีๆทั้งนั้น
จากนั้น 1 ปีผ่านไป ผมก็ยังทํางานในร้านนี้เป็น พาททามต่อไป
ผมปรับตัวได้และเริ่มชินกับการทํงานแล้ว ตอนนี้ผมทํางานได้เหมือนกับ full time ทุกอย่างเลยครับ และ ความสัมพันธ์กับพนักงานคนอื่นๆก็สนิทกันมากขึ้น ทํางานได้อย่างสบายใจ งานก็ราบรื่นผ่านไปได้ด้วยดี
บางครั้งก็มีพนักงานลาออก และเข้าใหม่มาเรื่อยๆ
ซึ่งผมก็มีหน้าที่ในการสอนงานง่ายๆที่เรารู้ให้พนักงานใหม่ กับ พาททามเข้าใหม่ไปด้วยครับ
แล้วตัดไปที่พี่คนนั้น เขาเงียบลงกว่าเดิม ยิ่ง toxic มากขึ้น อารมณ์ฉุนเฉียว
เขาไม่ค่อยคุยหรือสอนงานพนักงานใหม่คนไหนเลยเหมือนที่ผมเจอตอนแรก
กลายเป็นว่าตอนนี้ พี่เขากลายเป็นคนที่อึดอัดเอง เพราะเวลาเข้ากะไม่มีใครกล้าคุยกับแกเลย
แล้วพอวันที่พี่เขาหยุด หรือลา ในร้านคือ งานก็เยอะแต่จะมีความ เฮฮา สนุกสนาน ผ่อนคลาย มากกว่านี้
เหตุการณ์มันจบตรง พี่เขาลาออกไปเอง ครับ แน่นอนว่าการลาออกของเขา ไม่มีการเลี้ยงส่ง ไม่มีของขวัญใดๆจากคนในร้าน
มีแค่คําพูดลากันแบบมารยาท เท่านั้น
สรุป
- การเข้าไปทํางานใหม่ ต้องตั้งใจ เรียนรู้และรับผิดชอบหน้าที่เราให้ดีที่สุด อย่าไปทําตัวเป็นภาระให้คนอื่นนานนัก
- ถ้าเขาไม่ชอบเรา เพราะเราทํางานไม่ดี ต้องเปลี่ยน แต่ถ้าไม่ชอบแล้ว toxic ด้วยสาเหตุอื่นปล่อยเขาไป
เราปรับปรุงตัวเองได้ แต่เปลี่ยนใจคนอื่นไม่ได้
ผมไม่ได้จะทําดีเพื่อชนะใจพี่เขาให้ได้ เหมือนในละคร ผมแค่เทสว่า ให้แน่ใจว่า เราไม่ได้สร้างปัญหาเรื่องงาน หรือ นิสัยส่วนตัวจนคนรอบตัวไม่ชอบ ฟิลปรับปรุงตัวเองอ่ะ
- สังคมที่ทํางานที่บอกว่า Toxic เราต้องแน่ใจและไม่หลอกตัวเองว่า ไม่ได้เกิดจากตัวเรา วิธีการทดสอบง่ายๆ ถ้าเรา มีปัญหากับคนรอบตัวมากกว่า 3 คนพร้อมกัน ต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าเราหรือเปล่าที่ toxic
เหมือนเคสผม ใช้เวลา 1 ปี ในการทดสอบว่าผมไม่ได้เป็นคน Toxic ซะเอง
- ทํางานกับคนที่ปล่อยพลังงานลบ หรือ สถานการณ์ที่อึดอัด ไม่คุยกันไม่เป็นไร แต่ไม่คุยกันเรื่องงาน การประสานงานที่ยาก มันทําให้ทุกอย่างยากขึ้นอีก เกิดผลเสียมากมาย
- คน Toxic สุดท้าย เขาก็จะอยู่ไม่ได้เอง เค้าไม่ชอบเรา ทำไม่ดีกับเรา เราไม่ต้องทําตอบ ไม่ต้องไปเกลียดเขาให้เปลืองพลังงานด้วย เพราะ พลังงานลบที่ให้คนอื่นทุกวัน มันสะท้อนกลับไปที่ตัวเอง
#siamstr #คนtoxic #toxic
ความจริงของเงินเฟียต และ ระบบการเงินโลกที่กลุ่มนายทุน "ไม่อยากให้พวกเรารู้" - sats and sound EP24
เฮนรี่ ฟอร์ด เคยกล่าวไว้ว่า "เป็นเรื่องดีที่ประชาชนในประเทศไม่เข้าใจระบบการธนาคารและการเงินของเรา
เพราะถ้าพวกเขาเข้าใจ ฉันเชื่อว่าจะเกิดการปฏิวัติก่อนเช้าวันพรุ่งนี้"
ประเด็นหลักของคำพูดนี้ คือ
- ระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส ตั้งใจทำให้มันซับซ้อนให้ประชาชนไม่เข้าใจ
- เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เต็มๆ จากประชาชนทุกคนในระบบ
- แลกด้วยผลตอบแทนอันน้อยนิด ที่พวกเขาล้างสมองเราว่ามันสมควรแล้ว
สิ่งนี้คือความจริงของเงินเฟียตและระบบการเงินโลก ที่พวกกลุ่มนายทุนไม่อยากให้พวกเรารู้
เคยตั้งคำถามมั้ย?
- ทําไมข้าวของแพงขึ้นตลอดเวลา
- ทําไมยิ่งทํางาน ขยัน อดออมแต่ก็เงินไม่พอใช้ หรือคุณภาพชีวิตก็ไม่ได้ดี
- หมดหวังกับชีวิต รู้สึกไม่มั่นคงในอนาคต
- การสร้างครอบครัว ต้องใช้เงินมหาศาล ต่างจากรุ่นพ่อแม่ปู่ย่า ที่มีลูกหลายๆคนได้
- ทําไมตัวเราแก้ไขอะไรไม่ได้เลย
สาเหตุหลักมาจากเงินเฟ้อ
- การสร้างเงินจากอากาศ เพิ่มปริมาณเงินเข้ามาในระบบ ทําให้คนทั่วโลกจนลงทันที
- เหล่าคนรวยที่อยู่ใกล้แหล่งพิมเงิน เขาไม่ได้จนลงเหมือนพวกเรา เขาเข้าถึงเงินใหม่ได้ก่อน และนำไปใช้จ่าย ลงทุน สร้างทรัพย์สินก่อนที่ทุกอย่างจะแพงขึ้น
คนรวยยิ่งรวยคนจนยิ่งจน
สิ่งไม่แฟร์ทางการเงินเหล่านี้ ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเพราะประชาชนแบบเราถูกล้างสมองให้เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันถูกต้องแล้ว
-- เงินเฟ้อตํ่าๆเป็นสิ่งดีกระตุ้นการใช้จ่าย
-- การพิมเงิน อัดฉีดเงินเข้าระบบเป็นสิ่งที่ต้องทำเพราะ รัฐต้องกู้เงินมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนและพยุงเศรษฐกิจเอาไว้
-- เงินต้องเฟ้อขึ้นเป็นเรื่องปกติ และขึ้นแค่ปีละ 2-3% มาตลอด
-- CPI ที่ประกาศออกมาก็ชี้ชัดว่า ข้าวของต่างๆไม่ได้แพงมาก แต่ขึ้นตามเงินเฟ้อที่ประกาศออกมา
-- ประชาชนทุกคนต้องหาเงินเพิ่ม ขยัน ประหยัด อดออม เพื่ออนาคต
-- ทุกคนที่อยากรวย จะต้องลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อต้านเงินเฟ้อ เช่น หุ้น ผลตอบแทนเฉลี่ย 8%ทบต้น ชนะเงินเฟ้ออยู่ได้สบายๆแล้ว
-- ใครรับความเสี่ยงสูงกว่านั้นก็ลงทุนใน ตราสารอนุพันธ์
-- คนที่คุณภาพชีวิตไม่ดี เกิดจากเราไม่เก่งเอง เราไม่ขยันพอ ทําให้หาเงินมาใช้ไม่พอจ่าย ไม่พอสร้างคุณภาพชีวิตดีๆ
มีคนจงใจให้เราโทษแต่ตัวเอง และไม่ได้มองถึง "ปัญหาจากระบบ" ที่เกิดเงินเฟ้อ จนกระทบทุกคนในโลก
จากคำพูดของ ฟอร์ด เรื่องเกี่ยวกับระบบธนาคารและการเงินโลกนั้น ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้
ดูคุณภาพชีวิตโดยรวมของคุณทุกวันนี้ก็ได้ เงินที่มากขึ้นแต่ทําไมยังรู้สึกไม่มั่นคง และซื้อของได้น้อยลงตลอดเวลา ลองตอบคําถามดู
คนพวกนี้จะให้ประชาชนโทษตัวเองที่จน ทั้งๆที่ประชาชนตัวเล็กๆโดนเอาเปรียบ โดนสูบเงินโดยไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
แล้วเงินเฟ้อเกิดจากอะไร?
คําตอบคือ เกิดจากธนาคารที่สร้างเงินจากอากาศได้ตลอดเวลา
1. ธนาคารกลางสหรัฐ FED ผู้ควบคุมเกมการเงินของคนทั้งโลก
ธนาคารกลางคือผู้เล่นหลักที่สามารถสร้างเงินจากอากาศธาตุได้อย่างแท้จริง พวกเขาสร้างเงินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Quantitative Easing (QE) ด้วยการพิมพ์เงินดิจิทัลขึ้นมาแล้วนำไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาลจากธนาคารพาณิชย์ การพิมพ์เงินใหม่นี้ส่งผลให้เกิด "เงินเฟ้อ" ซึ่งเป็นการลดทอนอำนาจซื้อของเงินในกระเป๋าของทุกคนอย่างเงียบๆ
วงจรนรกของการพิมเงิน
1 เมื่อเศรษฐกิจแย่ ค่าใช้จ่ายไม่พอ
2 FED พิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล
จากแบงค์พาณิชย์
3 แบงค์พาณิชย์เอาเงินไปปล่อยกู้ต่อ อัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ
4 เงินเฟ้อ เศรษฐกิจแย่ วนไปเป็นวงจรนรก กลับไปข้อ 1
2. ธนาคารพาณิชย์ Fractional Reserve Banking
ไม่ใช่แค่ Last Boss อย่าง FED แม้แต่ธนาคารพาณิชย์ก็มีความสามารถในการ "สร้างเงิน" ขึ้นมาได้จากอากาศเหมือนกันผ่านระบบ Fractional Reserve Banking
โดยธนาคารจะสำรองเงินฝากไว้เพียงส่วนน้อย (เช่น 10%) และนำเงินส่วนที่เหลือไปปล่อยกู้
ยกตัวอย่าง
นาย A เอาเงินไปฝากแบงค์ 100 บาท แบ้งเก็บไว้จริง 10 บาทและปล่อยกู้ต่อนาง B 90 บาท
นาง B เอาเงินนั้นไปคืนเจ้าหนี้ 70 บาท เก็บไว้ 20 บาท
เจ้าหนี้ของนาง B เอา 70 บาทไปฝากแบงค์ แล้วแบงค์ทำเหมือนเดิม เก็บไว้จริง 7 บาท ปล่อยกู้ต่อ 63 บาท
อัตราดอกเบี้ยที่นาย A และ เจ้าหนี้นาง B ได้ แค่ 0.25% แต่แบงค์เอาไปปล่อยกู้ได้ดอกสมมติ 3-25% ขึ้นกับชนิดของสินเชื่อถ้าลูกหนี้แบงค์ไม่มีเงินจ่ายแบ้งค์ปรับดอกเบี้ยอีก
เห็นอะไรมั้ยครับ
ต้นทางเงินจริงๆมีแค่ 100 บาท แต่แบงค์สามารถไปสร้างเงินจากอากาศผ่านการปล่อยกู้ และการ สำรองเงินฝากแค่บางส่วน
อีกหลายทอดต่อไปเรื่อยๆ
ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เกิดการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินส่วนใหญ่ที่เราเห็นในบัญชีธนาคารจึงเป็นเพียงตัวเลขดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อมีการปล่อยกู้ พอเงินในระบบมันเฟ้อมากขึ้น
เคสนาง B ที่เก็บเงินเฟียตไว้กับตัว 20 บาท
ดูจากปริมาณ M2 ทําให้รู้ปริมาณเงินที่เพิ่มเข้ามาในระบบ จะเห็นว่าเงินเฟ้อจริง 6-8% ต่อปี
ผ่านไป7-10 ปี ของแพงขึ้น เงิน 20 บาทในวันนั้น ใช้จ่ายได้เท่ากับ 10 บาทในวันนี้
ด้วยความเป็น Fractional Reserve Banking
ที่ธนาคารต้องการนำเงินฝากถึง 90% ไปปล่อยกู้ทํากําไรต่อ ตอนสถานการณ์ปกติ ธนาคารเขาควบคุมได้
แต่ถ้าเกิดวิกฤต คนไปแห่ถอนเงินพร้อมกัน แบงค์จะไม่มีเงินพอสําหรับทุกคน จนเกิดภาวะ "Bank Run" หรือแบงค์ล้มนั่นเอง
เหตุการแบบนี้จะไม่เกิดถ้า ธนาคารเก็บเงินฝากของลูกค้าทุกคน 100%
จะเห็นได้ว่าต้นตอของ เงินเฟ้อคือการพิมพ์เงินทั้งในรายใหญ่อย่าง FED หรือ รายย่อย แบงค์เอกชน
วงจรการกู้ และเงินเฟ้อแบบนี้ไม่มีใครหยุดมันได้แล้ว เราต้องเตรียมตัวรับมือ และอยู่กับมันให้ได้
3. เงินเฟียต (Fiat Money) ธนบัตรในมือเราที่เสื่อมค่าลงเรื่อยๆ
หลังจากปี 1971 มีรัฐบาลสหรัฐยกเลิกการมูลค่าดอลล่ากับทองคํา และใช้เงินดอลล่าเป็น เงินสำรองระหว่างประเทศ
เกิด Fiat Standard
ที่นี้ครับการปล่อยกู้ และการพิมเงินเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิมมาก
เงินในระบบมากขึ้นจนทำให้เงินเฟียตในมือของทุกคนเสื่อมค่าลง
นับจากปี 1971 ถึง 2025 เงินเฟียสเสื่อมไปแล้ว 99% เท่ากับว่า ในหน่วยเงินเฟียต สินค้าและบ้านแพงขึ้นมหาศาล
ไม่ใช่เพราะของแพงขึ้นนะ แต่เงินในมือเรา มันเสื่อมค่าลงตังหาก
4. มูลค่าของธนบัตรขึ้นอยู่กับความเชื่อ
เงินเฟียตที่เราใช้กันอยู่ในตอนนี้ มันมีค่าได้เพราะ อำนาจรัฐและธนาคารกลางสั่งให้มีค่า
กฏหมาย legal tender จะไม่จำเป็นเลยถ้าหากเงินเฟียตในมือเรามันมีค่าในตัวเอง เป็นสากล เป็นที่ต้องการของทุกที่
ยกตัวอย่างง่ายๆ เราจะเอาเงินบาท ไปใช้ในอเมกาไม่ได้เพราะ
ผู้คนที่นั่นไม่ต้องการเงินบาท แต่กลับกัน ถ้าหากเราใช้ทอง หรือ บิทคอย ที่มีมูลค่าในตัวเอง และมีความเป็นสากล
เราจะใช้สิ่งนี้จ่ายเป็นเงินเพื่อแลกสินค้าและบริการได้
มูลค่าของเงินเฟียตขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลและระบบเศรษฐกิจ หากความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอน เงินก็อาจกลายเป็นเพียงเศษกระดาษได้ เหมือนที่เวเนซุเอล่า เลบานอน ที่เงินเฟียตสกุลท้องถิ่นเฟ้อจนไร้ค่าไปแล้ว
5 ทางออกของเรื่องนี้คือเราจะต้องเปลี่ยนเงินเฟียตที่เสื่อมค่าลงให้กลายเป็น สินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าได้
เพื่อปกป้องสินทรัพย์ของตัวเอง เช่น อสังหาฯ ทองคํา หรือ บิทคอย
สิ่งที่ยากกว่าทางออกคือความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาของระบบเงินเฟียตและเงินเฟ้อในปัจจุบัน
มันยังมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือปัญหา ถ้ามายเซ็ตถูกต้องเราจะหาทางออกเจอ
สรุป
1 ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ จะยังคงพิมเงินมหาศาลแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีใครหยุดได้
ในอนาคตจะเกิดเงินเฟ้อมากกว่านี้อีก คนทั่วโลกจนลงทันที
2 กลุ่มนายทุนเขาไม่ได้แคร์ประชาชนตัวเล็กๆอย่างพวกเราว่า จะลำบากขนาดไหน
3 เงินเฟียตที่เราใช้จะเสื่อมค่าลงทุกวันจากเงินเฟ้อ แต่ด้วยการล้างสมองของกลุ่มทุน
บางคนก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อสิ่งนั้น และจงใจใช้เงินเฟียตนี้ต่อไป ถ้าคนยิ่งรู้เยอะพวกเขาก็จะเอาเปรียบประชาชนไม่ได้
4 สำหรับคนที่ต้องการหนีออกจาก Matrix ของเงินเฟียต จะต้องเปลี่ยนเงินในมือเป็น
สินทรัพย์ที่ต่อต้านเงินเฟ้อ มีมูลค่าและมีความเป็นสากลอย่างแท้จริง ซึ่งของตอบของผมคือ บิทคอย
#siamstr #เงินเฟ้อ #btc #bitcoin
Fiat Food / Ultra-Procesed Food มันแย่กว่าที่เราคิดนะ ลดได้ลด - sats and sound EP23
Fiat Food / Ultra-Procesed Food
มันแย่กว่าที่เราคิดนะ ลดได้ลด
Fiat Food เป็นคําเปรียบเปรยถึงอาหารที่ผ่านการแปรรูปและผลิตจำนวนมาก แสดงถึงความ high time preference โดยไม่คํานึงถึงผลเสียต่อร่างกายระยะยาว
Ultra-Procesed Food คือ อาหารแปรรูป ผลผลิตจากระบบอุตสาหกรรม ที่เต็มไปด้วย สารเคมี สารกันบูด สารแต่งรสแต่งกลิ่นสังเคราะห์
Fiat Food / Ultra Process Food 2 สิ่งนี้มันเป็นซับเซ็ทกันอยู่ ที่บอกว่ามันแย่กว่าที่คิด ลดได้ลดเพราะว่าอาหารเหล่านี้ มันถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อ
ทํากําไรให้แก่นายทุน
คิดง่ายๆนะ อาหารที่ต้องผลิตจํานวนมาก ต้องหาต้นทุนการผลิตที่น้อยที่สุด ต้องเก็บได้นานๆ และรสชาติเข้มข้น
ในตอนนี้อาหารแปรรูปราคาถูกและหาซื้อง่ายกว่า อาหารทั่วไปไปแล้ว
แต่ภาพลวงตาของความง่ายและสะดวกนี้เต็มไปด้วยผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรัง ความดัน เบาหวาน ไขมัน หรือแม้แต่มะเร็ง
ย้อนไปในอดีต มนุษย์อยู่ได้มาตั้งนาน จนมาถึงยุคการมาถึงของเงินเฟียต ที่ทุกอย่างต้องเร็ว รวมไปถึงการสร้างกําไรของภาคธุรกิจ
ในภาคเกษตรกรรม ต้องปลูกพืชที่โตเร็วเท่านั้น เพื่อสร้างผลผลิตได้เร็ว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เมื่อดินฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน ก็เผาป่าสิ แล้วปลูกใหม่ pm มลพิษฉ่ำ
แล้วผลผลิตที่มากแบบนี้มันต้องแปรรูปทุกอย่างให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น
- แป้ง ทําขนมปังได้ง่าย
- มาการีน ทําได้เร็ว ถูกกว่าเนยแท้
- นํ้ามันพืช ปรับแต่งโครงสร้างไม่ให้เหม็นหืนเร็ว
- High Fructose Corn Syrup ลดการใช้นํ้าตาลจริงๆ น่ากลัวมาก อยู่ในขนม ซอส แยมต่างๆ
แล้วมันก็ไปอยู่ในพวกอาหารแปรรูปต่างๆที่เรากินกันจนถึงทุกวันนี้เพราะมีผลิตง่าย ผลิตได้เยอะๆ
สิ่งที่เลวร้ายต่อมาคือ การแทรกแซงโดยรัฐบาล
การให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและการกำหนดนโยบาย อำนาจนี้สามารถถูกใช้โดยกลุ่มผลประโยชน์พิเศษและนักการเมืองเพื่อกำหนดบรรทัดฐานทางสังคม รวมถึงแนวทางการบริโภคอาหาร
งานวิจัยพวกนี้มีผลสนับสนุนว่าการใช้สารเคมีในอาหารอุตสาหกรรมนั้นปลอดภัย สปอนเซอร์เงินทุนงานวิจัยก็พวกบริษัทผลิตอาหารพวกนี้นั่นแหละที่ให้มา ลองผลไม่ดีสิ ได้ถอนสปอนเซอร์ เริ่มเห็นความเน่ายัง
ใครเคยเห็น ปิรมิดอาหารบ้าง แบบนี้ เป็นสิ่งที่ทางภาครัฐแนะนําสัดส่วนในการกินเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน เรียนในโรงเรียนด้วยถูกมั้ย
ดูดิ เขาให้เรากินแป้ง และ ผักผลไม้ที่ปลูกได้ง่าย ขายเร็ว สัดส่วนรวมกันถึง 75% แล้วให้กินโปรตีนที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต หรือซ่อมแซมร่างกายแค่ 20%
มันแปลกมั้ย เพราะโปรตีนจากสัตว์นั้น ผลิตยากและแพงกว่า และกลุ่มนายทุนได้กําไรน้อยกว่า ส่งผลให้เขาพยายามรณรงค์ให้กินของที่ถูก ผลิตง่ายแทน เริ่มเห็นภาพแล้วยัง
นี่ยังไม่รวมงานวิจัยที่แนะนําให้ลดการกินเนื้อสัตว์เพราะเสี่ยงมะเร็งอีก
ทุกคนก็ใช้ชีวิตในการกินแป้ง น้ำตาล อาหารแปรรูป แบบนี้กันมา 30-40ปี อเมกาที่ดังคือพวก fast food ที่ทุกอย่างคืออาหารแปรรูป ที่เอามาทอดอีก มันโคตรอร่อย แต่มันน่ากลัวมาก
จากสถิติคนอเมริกัน อ้วนขึ้นจํานวนมาก และมาพร้อมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ
ไม่ว่าจะเป็น ความดัน เบาหวาน ไขมัน ซึ่งโรคพวกนี้มันเกิดจากพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตเป็นหลักเลย พันธุกรรมก็มีส่วน แต่พฤติกรรมมีผลมากกว่า
พอเราเป็นโรค ก็ต้องใช้ยา บริษัทผลิตยา ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอีก อยากให้ไปคิดต่อกันเอง
สงสัยมั้ยว่าพอเราเป็นโรค NCD มีคนบอกเราตรงๆว่า กินแค่ยารักษาโรคไปตลอดชีวิต
แต่กลับ ไม่มีใครมาบอกเราตรงๆว่า อาหารที่เรากินมันแย่ และเป็นสาเหตุของโรคเหล่านั้น?
วิธีที่ผมใช้จริงในการ ลด ละ เลิก Fiat Food / Ultra-Processed Food
สิ่งสําคัญที่สุดคือต้องเลือกการกินมากขึ้น
you are what you eat
- ลดการกิน fiat food หรือ Ultra Process Food อาหารแปรรูปให้มากที่สุด พวกขนมปัง ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก หมูยอ อาหารกระป๋อง
พวกนี้เต็มไปด้วยสารเคมี สารกันบูดและ สารแต่งรสสังเคราะห์ ตระกูล high fructose corn syrup
- กินอาหารสด ปรุงสุกใหม่ เท่านั้น
- กินอาหารให้หมดเป็นมื้อๆ
- ไม่กินอาหารค้างคืน หรือของเหลือในตู้เย็น อาหารพวกนี้จะเกิดแบคทีเรียสะสมได้
ผมเคยกินแล้วปวดท้อง เคยมีปัญหา IBS ปวดท้องแก้ไม่หาย หาหมอก็ไม่หาย สรุปคือ ผมกินแต่อาหารย่อยยาก และน้ำเต้าหู้แช่เย็นที่เก็บไว้เป็นสัปดาห์ พอเปลี่ยนการกิน อาการก็ค่อยๆดีขึ้น
- ไม่กินน้ำหวาน หรือ ของหวาน ของกินจุกจิก ถ้าอยากกินของกินเล่นก็กินหลังมื้ออาหาร น้อยครั้ง ไม่ใช่กินทุกวัน ไม่ได้นะ
- เลิกความเชื่อผิดๆว่า ถ้าอยากอิ่มท้องให้กินข้าวเยอะๆ เปลี่ยนเป็นกินโปรตีนเยอะ โปรตีนจากสัตว์ จากไข่ นมนะ ไม่เอาพวกโปรตีนผง
- เน้นการกินโปรตีนมากขึ้น ไม่กลัวการกินไขมันจากสัตว์ ผมไม่ใช่สายกินเนื้อล้วน แต่มีการ balance สิ่งที่กินต่อวัน
- ลดแป้ง คาร์โบไฮเดรตลง กินผัก ไฟเบอร์ มากขึ้น
- กินนํ้าเปล่าวันละ 1.5 - 2 ลิตร
- ผลไม้กินเป็นลูกๆ ไม่กินน้ำปั่น เพราะจะทําให้การดูดซึมนํ้าตาลเร็วเกินไป
- วิธีที่ดีที่สุดคือทำอาหารกินเอง แต่ผมก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นก็จะพยายามเลือกกิน แต่สิ่งที่มีประโยชน์ และ สดใหม่ปรุงสุก
- เรื่องน้ำมันพืช เราสั่งข้าวกิน ลดยากมาก ผมก็พยายามสั่งร้านว่าใส่น้ำมันน้อยๆ
- ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่
- บางครั้งก็มีกินสิ่งที่อยากกินบ้าง อัตราส่วนไม่เกิน 5-10% ของทั้งหมด
- การกินคลีน สำหรับผมไม่ใช่คำตอบ เพราะทำให้สัดส่วนโปรตีนที่เราได้รับไม่สมดุล แถมถ้าเป็นคลีนที่ไม่อร่อย เราจะทำได้ไม่นาน พอหลุด cheat day ก็กินยับเลย
แนะนํากินแบบมีความสุขบ้าง จะได้ทําได้นานๆ
อาหารที่ดี ไร้ Fiat Food / UPF 90% ของอร่อย 10 %
สรุป
Fiat Food / Ultra-Procesed Food
เป็นอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่น่ากลัวคือ มีคนมากมายยังไม่รู้ว่ามันส่งผลต่อเราในระยะยาวมากแค่ไหน
ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ไม่ใช่มันไม่มีใครรู้ แต่มันมีกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง
หน้าที่ของเราคือการรู้เท่าทัน และดูแลอาหาร สุขภาพของเราให้ดีในระยะยาว
ถ้าคุณลดการกินอาหารแย่ๆพวกนี้ได้ ชีวิตคุณจะดีขึ้น
You Are What You Eat
#siamstr #fiatfood #upf #อาหาร #อาหารแปรรูป
รู้จัก บิทคอย และ เป็น Bitcoiner ได้ยังไง แชร์ ปสก จาก คนในชุมชนบิทคอยในไทย - Sats and Sound EP 22
ผมไปเจอคําถามในกลุ่ม Siamese Bitcoiners น่าสนใจมากผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า
คนในคอมมินิตี้ รู้จักบิทคอยได้ยังไงและทําไมถึงเลือกที่จะเป็น bitcoiner
ผมได้รวบรวม วิเคราะห์และสรุปคําตอบออกมาได้ดังนี้
1 รู้จักบิทคอยได้ยังไง : จากความบังเอิญ สู่การศึกษาจริงจัง
การที่ผู้คนมารู้จัก Bitcoin นั้นมีที่มาหลากหลาย บางครั้งก็เป็นเรื่องของความบังเอิญหรือคำบอกเล่า
1 จากสื่อและโซเชียลมีเดีย (13 คําตอบ)
- บางคนเห็นข่าวจาก Blognone
- กระทู้ใน Pantip
- จากช่อง YouTube ของผู้มีอิทธิพลต่างๆ เช่น นายอาร์ม , อาจารย์ตั๊ม , Coinman , Right Shift , หรือแม้กระทั่งฟังลุงนิคที่เคยด่า Bitcoin
2 จากเพื่อนและคนรอบข้าง (6 คําตอบ)
- หลายคนเริ่มรู้จักจากคำแนะนำของเพื่อน
- คนใกล้ตัวที่อยู่ในแวดวง
- บางคนถึงขนาดถูกเพื่อนชวนทำ Survey รับ Bitcoin ฟรีตั้งแต่อยู่ ม.ต้นในปี 2013
3 จากความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว (4 คําตอบ)
- บางคนเริ่มต้นจากการเห็น Bitcoin เป็นช่องทางลงทุนทำกำไร
- อยากหาอาชีพเสริม
- สงสัยว่าไอคอน Bitcoin ใน Steam คืออะไร
4 จากประสบการณ์ที่เจ็บปวด (3 คําตอบ)
- หลายคนเข้ามาสู่ Bitcoin อย่างจริงจังหลังเจอวิกฤต หรือความผิดหวัง เช่น พอร์ตพังจาก GameFi หรือขาดทุนหนัก
- รู้สึกว่าอาชีพที่มั่นคงกลับไม่มั่นคงอีกต่อไป
ปสก ผม ร้จักจากทั้ง 4 ข้อนี้รวมกันเลยครับ
- ตอนแรกรู้จักบิทคอยผ่านสื่อและโชเชียลมีเดีย ข่าวซื้อพิชช่า
- ข่าวการใช้บิทคอยซื้อสิ่งผิดกฏหมาย
- การปิดเว็บ silk road Mt Gox
แน่นอนว่า ผมมองว่าบิทคอยคือเงินในอากาศ มีความเสี่ยง จับต้องไม่ได้ และ scam หลอกลวง น่ากลัว อย่าไปยุ่งกับมัน
หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้ยินเพื่อนพูดถึงบิทคอย - มีทั้งคนที่บอกให้ซื้อ
- มีคนบอกว่าคนรู้จักได้กำไรจากบิทคอย
- บอกว่าบิทคอยราคาหลักล้านแล้ว
แน่นอนครับด้วยความที่คิดว่าเป็น scam ผมก็ยังไม่สนใจ ไม่ศึกษาอะไรมันทั้งนั้น
และท้ายที่สุดจาก ประสบการณ์เจ็บปวดเรื่องเงินเฟ้อ ความไม่มั่นคง ไม่รวยสักที ขาดทุนจาก shit coin
- ผมก็ได้เข้ามาศึกษาบิทคอย รู้จัก right shift อาจารย์พิริยะ และคนในชุมชนอื่น รวมถึงความอยากรู้ส่วนตัว
- ในช่วงแรกผมแค่คนที่เข้ามาศึกษาในบิทคอยนะครับ ยังไม่ใช่บิทคอยเนอร์ซะทีเดียว
2. ทำไมถึงเลือกเป็น Bitcoiner: ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง "ความเข้าใจ"
การตัดสินใจเป็น Bitcoiner นั้นลึกซึ้งกว่าแค่การเห็นโอกาสทำกำไร และมักจะมาจาก "ความตระหนักรู้" และการตั้งคำถามต่อระบบเดิม
1 ความเบื่อหน่ายต่อระบบการเงินแบบ Fiat: นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า (7 คําตอบ)
- หลายคนเริ่มสงสัยว่าทำไมเงินถึงเฟ้อ
- ทำไมต้องทำงานอย่างไร้สิ้นสุด
- ทำไมระบบดูเหมือนไม่ถูกต้อง
- พบว่า Bitcoin เสนอทางเลือกที่ดีกว่าการเป็น "ทาสในระบบ Fiat"
2 การเก็บรักษามูลค่าที่แท้จริง (Store of Value) (4 คําตอบ)
- เมื่อได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ผู้คนจำนวนมากตระหนักว่า Bitcoin สามารถ "เก็บรักษามูลค่า"
- ทำให้บางคนเลิกเป็นนักเทรดและหันมา "สะสม" (HODL) แทน
3 ตรรกะที่สมเหตุสมผลกับยุคสมัย (3 คําตอบ)
- Bitcoin มี Logic ที่ Make Sense กับยุคสมัยปัจจุบันมากกว่าระบบการเงินแบบเก่า
- โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของสินทรัพย์ดั้งเดิมอื่นๆ
4 แนวคิดเรื่องอิสรภาพ (Libertarianism) (2 คําตอบ)
- สำหรับหลายคน Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Libertarianism หรือการใฝ่หาอิสรภาพและอธิปไตยส่วนบุคคล
- การได้ศึกษา Bitcoin ทำให้เลือดลิเบอร์ทาเรี่ยนเดือดพล่าน และรู้สึกว่า Bitcoin ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างแท้จริง
5 ไม่ต้องการพลาดโอกาสครั้งที่สอง (2 คําตอบ)
- บางคนเคยพลาดโอกาส Bitcoin ในช่วงราคาถูก
- เมื่อได้ศึกษาและเข้าใจถึงแก่นแท้ จึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้อีกต่อไป
6การค้นหาคำตอบที่ค้างคาใจ (2 คําตอบ)
- หลายคนใช้เวลาในการค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ผู้ใหญ่พูดวกวนมาทั้งชีวิต
- ความสงสัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ติดลบ
- พบว่า Bitcoin หรือแนวคิดเบื้องหลัง Bitcoin สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้
ปสก ส่วนตัว ผมคือทั้ง 6 ข้อนี้เลยครับ
หลังจากปี 2021 ขาดทุน defi มาหลักแสนบาท - ตอนนั้นผมก็เริ่มซื้อบิทคอยแล้วด้วยเงินหลักพันบาทรู้ว่ามันดีแต่ก็ยังไม่ได้ศึกษามาก
- ผมใช้เวลาศึกษา 1 ปีร่วมกับการเข้ามาอยู่ในชุมชนบิทคอยในประเทศไทย
- เป็นช่วงที่เปิดโลกมากครับ
- ผมเปลี่ยนวิธีการคิดเกี่ยวกับ ระบบการเงิน การจัดการเงินส่วนบุคคล การพัฒนาตัวเอง
การดูแลสุขภาพ อาหารที่กิน เหมือนการีเซ็ตชีวิตใหม่
- ตอนนี้ผมเป็นคนใหม่ที่มีความมั่นคงทางจิตใจมากครับ
- ส่วนการเงินก็มีความมั่นคงมากขึ้นหลังจากได้ออมในบิทคอย
ถึงตอนนี้ยังลำบากแต่ผมก็สู้และรู้แล้วว่าทางที่เดินมาถูกต้อง
จากคำตอบนี้ คนในชุมชน "รู้จัก Bitcoin ในช่วงปีต่างๆ กันไป" โดยสามารถแบ่งช่วงเวลาหลักๆ ที่มีการกล่าวถึงได้ดังนี้
1 ช่วงปี 2013-2015: ยุคแรกเริ่มของการรับรู้ (3 คําตอบ)
เป็นช่วงที่ Bitcoin ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่เริ่มได้ยินและสนใจ
- ปี 2013: มีคนรู้จัก Bitcoin ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมต้น หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงที่ Bitcoin เริ่มมีการพูดถึงบ้าง
- ปี 2015: มีผู้ที่ได้ยินคำว่า Bitcoin แล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่สนใจเรื่องการเงิน
2 ช่วงปี 2017-2018: กระแสแรกและตลาดขาขึ้น (4 คําตอบ)
เป็นช่วงที่ Bitcoin เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมีคนจำนวนมากเข้ามาในตลาด ซึ่งหลายคนเข้ามาเพราะ "การลงทุนทำกำไร"
- ปี 2017: มีคนรู้จักจาก นายอาร์ม (ซึ่งตอนนั้นยังไม่เข้าใจ) และจำได้ว่าราคาประมาณ 20,000 บาท
- ปี 2018: เริ่มมีการตามหาอาชีพที่สองผ่านคริปโต และมองว่าน่าเทรดกว่าหุ้น หรือเจอกระทู้ในพันทิปเมื่อ 8 ปีก่อน (เทียบจากปี 2024 คือ 2016)
3 ช่วงปี 2021: ตลาดขาขึ้นครั้งใหญ่ (Bull Run) (1 คําตอบ)
เป็นช่วงที่ Bitcoin ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมาก
- ปี 2021: มีคนเริ่มดูอาจารย์ตั๊ม หรือได้ยินเรื่อง DCA และตามฟังอาจารย์ เป็นช่วงที่คนจำนวนมากเข้ามาลงทุน
เพราะกระแสและเห็นโอกาส
4 ช่วงปี 2024: การตระหนักรู้และเข้าใจแก่นแท้ (4 คําตอบ)
แม้ Bitcoin จะถูกพูดถึงมานาน แต่หลายคนเพิ่งมา "เข้าใจอย่างลึกซึ้ง" และเลือกเป็น Bitcoiner ในช่วงนี้
- ปี 2024: มีผู้ที่เพิ่งมาสนใจจริงๆ และเริ่มวิวัฒนาการเป็น Bitcoiner ในช่วงปลายปี 2024
- เพิ่งมาศึกษาลึกซึ้งช่วงปีที่แล้ว (2023-2024) มีคนที่เพิ่งมาศึกษาจริงจังช่วงปีที่แล้ว (2023) หลังจากการศึกษา Traditional Finance หรือจากการแนะนำของเพื่อน รวมถึงการไปงาน TBC 2024 แล้วได้ตระหนักรู้
- รู้จักมานานแต่เพิ่งเข้าใจ หลายคนรู้จัก Bitcoin มานานในฐานะสินทรัพย์ผันผวนหรือสแกมเมอร์ แต่เพิ่งมาศึกษาลึกซึ้งและเข้าใจแก่นแท้ในช่วงหลังๆ
สรุป
การเป็น Bitcoiner จึงไม่ใช่แค่การ "เลือก" สินทรัพย์เพื่อลงทุน แต่เป็นการเดินทางแห่ง "การค้นพบ" และ "ความเข้าใจ"
ตั้งแต่การรู้จัก Bitcoin ผ่านความบังเอิญ ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อระบบ การศึกษาอย่างลึกซึ้ง และการตระหนักรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมันในฐานะสินทรัพย์ที่ขาดแคลน ปลอดจากการควบคุมของรัฐบาล และเป็นทางเลือกเพื่ออิสรภาพทางการเงินในโลกที่ไม่แน่นอน
หลายคนเริ่มต้นด้วยความอยากรวย หรือแค่สนใจเทคโนโลยี แต่สุดท้ายกลับค้นพบปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่านั้น กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อเงิน ความมั่งคั่ง และชีวิตไปโดยสิ้นเชิง
ดังที่บางคนกล่าวว่า "เหมือนได้กินยาเม็ดสีส้ม" และพบว่า "โพรงกระต่ายก็กว้างใหญ่กว่าที่คิด"
การเดินทางสู่การเป็น Bitcoiner มักไม่ใช่การตัดสินใจในทันที แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้และตระหนักรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ที่อาจใช้เวลาหลายปีสำหรับบางคนรวมถึงผมด้วย
#siamstr #btc #bitcoin
เทรดเดอร์ นักเก็งกำไร ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้โลกเลย จริงเหรอ? - sats and sound EP21
เป็นคำถาม สงสัยจากกลุ่ม bitcoin community ที่หลายๆคนอาจจะมีความอินกับเศรษฐศาสตร์ออสเตียน หรือ การสร้าง Productivityจริงๆ
ถึงจะเป็นคําถามดูแรง สะท้อนความสงสัยของหลายคน และนำไปสู่การถกเถียงที่น่าสนใจถึงบทบาทของนักลงทุนในระบบเศรษฐกิจ ผมได้รวบรวมประเด็นแยกเป็นมุมมองต่างๆของคนในคอมมูนิตี้ มาให้ฟังกันครับ
คำถามที่ว่า "เทรดเดอร์ (นักเก็งกำไร) สร้าง Productivity ให้กับโลกใบนี้ยังไงเหรอครับ? ส่วนตัวผมมองว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับโลกตรงไหนเลย"
มุมมองที่ 1: "นักเทรดไม่ได้สร้าง Productivity โดยตรง" (แต่นั่นอาจไม่ใช่ปัญหา)
ก่อนอื่น หลายคนยอมรับว่าในมุมมองดั้งเดิมของการผลิตสินค้าหรือบริการ เทรดเดอร์อาจไม่ได้ "สร้าง" ผลผลิตทางกายภาพโดยตรง (เช่น ไม่ได้สร้างบ้าน ไม่ได้ผลิตอาหาร)
1 เน้นการแลกเปลี่ยน: บางความเห็นชี้ว่าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โลกนี้มีแต่การ "แลกเปลี่ยน" (Exchange) ไม่ใช่แค่การผลิต ทุกคนล้วนมีการแลกเปลี่ยนสินค้า สกุลเงิน แรงงาน หรือทักษะ การค้าขายก็เป็นการแลกเปลี่ยนรูปแบบหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการที่ต่างกัน และราคาก็ขึ้นลงตาม Demand-Supply
นิยามของ Productivity: คำว่า Productivity มักถูกใช้ในเชิงเชิดชูการทำงานผลิต แต่ในความเป็นจริงมันเป็นตัวชี้วัดภายหลังการแลกเปลี่ยน หากยึดติดกับ Productivity มากเกินไปโดยไม่เข้าใจหัวใจของการแลกเปลี่ยน อาจนำไปสู่ความคิดแบบสังคมนิยม ซึ่งประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าประเทศที่เชิดชู Productivity สุดโต่ง (เช่น คอมมิวนิสต์) กลับมีปัญหาเรื่อง Over-Supply และไม่สามารถพัฒนาได้เท่าที่ควรหากปราศจากการแลกเปลี่ยนที่เสรี
มมองที่ 2: เทรดเดอร์มีบทบาทสำคัญในการสร้าง "สภาพคล่อง" (Liquidity)
นี่คือประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดและถือเป็นประโยชน์หลักของนักเทรด
1 สร้างสภาพคล่องในตลาด: เทรดเดอร์คือผู้ที่สร้าง สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาด การมีนักซื้อและนักขายจำนวนมาก ทำให้ราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) อยู่ใกล้กัน
2 ลดช่องว่างราคา: หากไม่มีนักเทรด ราคาซื้อขายจะห่างกันมาก ทำให้การทำธุรกรรมหรือการดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องยากขึ้น
3 อำนวยความสะดวกการลงทุน: หากไม่มีตลาดรอง (Secondary Market) ที่มีสภาพคล่องสูง นักลงทุนคงไม่มีใครอยากลงทุนในตลาดแรก (Primary Market) เพราะไม่รู้จะถอนเงินออกอย่างไร การมีเทรดเดอร์ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินระดับพันล้าน หมื่นล้านทำได้ง่ายขึ้น ทำให้ Network ของตลาดทุน (รวมถึง Bitcoin) ใหญ่ขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น
4 พ่อค้าคนกลางในระบบทุนนิยม: นักเทรดก็เหมือนพ่อค้าคนกลาง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการไหลเวียนของสินค้าและบริการในระบบทุนนิยม และช่วยให้คนทำงานสร้าง Productivity สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
มุมมองที่ 3: กระตุ้นการหมุนเวียนของเงินและการเติบโตของตลาด
นอกจากสภาพคล่องแล้ว เทรดเดอร์ยังมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของตลาดทุน:
1 การหมุนเวียนเงิน: เทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้ก็จะนำเงินไปใช้จ่าย สร้างกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เทรดเดอร์ไม่ได้อิ่มทิพย์ พวกเขาก็ใช้จ่ายในห่วงโซ่อุปทานเหมือนคนทั่วไป
2 การอัดฉีดเงินสู่ตลาด (โดยไม่ตั้งใจ): ความเห็นที่น่าสนใจคือ "เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ขาดทุน" เงินที่เทรดเดอร์ที่ขาดทุนเสียไป ก็เหมือนการเติมเงินให้กับตลาด ทำให้ผู้ที่คู่ควร (เช่น บริษัทที่เข้มแข็ง หรือโปรเจกต์ที่น่าลงทุน) มีเงินทุนนำไปสร้างประโยชน์ต่อ
3 ขยาย Market Cap: ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Bitcoin การมีเทรดเดอร์และผู้ถือ (Holder) ช่วยขยาย Market Cap ของสินทรัพย์ ทำให้ Network ของ Bitcoin ใหญ่ขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น
มุมมองที่ 4: นักเทรดเปรียบเสมือน "เสียงของตลาด"
ตลาดคือสถานที่ที่ผู้คนใช้เงินสื่อสารกัน ยิ่งโวลลุ่ม (ปริมาณการซื้อขาย) เยอะ เสียงพูดในตลาดก็ยิ่งดัง ซึ่งสะท้อนถึงข้อมูลและความเชื่อของผู้คนในตลาดนั้นๆ
บทสรุป
เทรดเดอร์ เป็นบทบาทที่ซับซ้อนและจำเป็นในระบบทุนนิยม แม้ว่านักเทรดและนักเก็งกำไรอาจไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรมโดยตรง แต่บทบาทของพวกเขาในระบบเศรษฐกิจนั้นซับซ้อนและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการ "สร้างสภาพคล่อง" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนและตลาดสินค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#siamstr #btc #bitcoin #เกร็งกำไร #เทรดเดอร์
นักเทรดเปรียบเสมือน "ผึ้งที่ช่วยผสมเกสรดอกไม้" ทำให้ตลาดทุนมีชีวิตชีวา ดึงดูดเงินทุนให้เข้ามารวมกัน และขับเคลื่อนการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น แม้ความตั้งใจแรกของเทรดเดอร์อาจเป็นเพียงการทำกำไรส่วนตัว แต่โดยกลไกของตลาด บทบาทของพวกเขากลับสร้างประโยชน์และ Productivity ในมิติที่แตกต่างออกไปจากที่หลายคนเคยเข้าใจ
0.01 BTC เป้าขั้นต่ำที่อยากทุกคนมีไว้ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันหน้า - Sats and Sound EP 20
คลิปนี้ไม่ใช่การอวย แต่เป็นการคิดไปถึงอนาคต จากสถานะการณ์ปัจจุบัน ทั้งเศรษฐกิจ สภาพสังคมที่แย่ลงจากเงินเฟียตที่เสื่อมค่า จากการพิมเงินมหาศาล
วงจรนรกที่แย่ต่อคนส่วนใหญ่ แต่ความตลกร้ายคือมันจะยังดําเนินต่อไปแบบนี้โดยไม่มีใครหยุดได้
นับตั้งแต่ปี 1971 ที่มีการใช้ระบบ Fiat Standard เงินกระดาษมูลค่าของมันก็ลดลงไปแล้วกว่า 99%
นี่แหละคือสาเหตุที่ของทุกอย่างแพงขึ้นตามเวลา โดยที่พวกเราโดนปลูกฝังว่า มันเป็นเรื่องปกตินะ เงินก็ต้องเฟ้อขึ้นแต่ที่จริงมันไม่ใช่โว้ยย พวกเราถูกทําให้เชื่อแบบนี้เพราะมันมีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากการพิมเงินไง
ถ้าศึกษาเทียบไปในยุค Gold Standard ที่โลกยังเทียบมูลค่ากับทองคํา ยุคนั้นเงินกระดาษคือตั๋วใช้แลกทองคําได้นั้น ราคาสินค้าหรือแม้แต่บ้าน จะมีมูลค่าคงที่หรือไม่ได้เพิ่มขึ้นจนซื้อบ้านกันไม่ได้เหมือนตอนนี้
ลองคิดง่ายๆดู 10 ปีก่อน บอกว่ามีเงิน 10 ล้านบาทเกษียณได้
แต่ตอนนี้ปี 2025 เป้าหมายบางคนคือ 50 ล้านบาทกันแล้ว ก็เพราะเงินเฟ้อไงหล่ะ
คนที่ตระหนักถึงภัยเงียบอย่างเงินเฟ้อ จะพยายามหาทางออกโดยการเปลี่ยนเงินเฟียตที่เสื่อมค่าของตัวเองให้เป็นสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อ ซึ่งมีหลายอย่างและมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยดังนี้
1 พันธบัตรรัฐบาล 1-3% ต่อปี
2 หุ้น 7-10% ต่อปี
3 อสังหาฯ 3-10% ต่อปี
4 ทองคํา 6-10% ต่อปี
5 บิทคอย 80-100% ต่อปี
บิทคอยดูดีสุดแต่ต้องบอกก่อนว่า บิทคอยผันผวนมากที่สุด เพราะเพิ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่
และในระยะยาวผลตอบแทนจะน้อยลงเรื่อยๆ
นี่คือเหตุผลแรกที่ทําไมผมถึงแนะนําให้ทุกคนควรมีบิทคอย
อีกอย่างที่สําคัญเหมือนกันคือ อัตราเงินเฟ้อ ที่ตัวเลขบอกว่า ไม่เกิน 2-3% ต่อปี “เป็นเรื่องไม่จริง”
ถ้าอัตราเงินเฟ้อเท่านี้จริง ทําไมของต่างๆ ราคาบ้านแพงขึ้นเกือบ 50-80% ใน 10 ปีหล่ะ
คําตอบคือเพราะเงินมันเฟ้อมากกว่า นั้นไง
ถ้าไปดูปริมาณเงินในระบบที่เรียกว่า M2 ทั้งในโลก หรือในไทย จะพบว่ามันเฟ้อขึ้น 7-8% ต่อปี ดังนั้นสินทรัพย์ที่เราต้องถือเพื่อต้านเงินเฟ้อ มันต้องให้ผลตอบแทนมากกว่า 7-8%
ไม่งั้นเงินเราจะเสื่อมค่าถูกมั้ย
นี่คือเหตุผลที่สองที่ทําไมผมถึงแนะนําให้ทุกคนควรมีบิทคอย แล้วการออมในบิทคอยเราไม่ต้องเล่นท่ายากอะไรเลย แค่ออมสม่ำเสมอและเก็บอย่างปลอดภัยใน HW เอาเวลา พลังชีวิตเราไปทําอย่างอื่นที่สนใจได้อีก
อย่างที่บอกว่าวงจรนรกของการพิมเงินในโลกนี้ ไม่มีใครหยุดมันได้ ดังนั้น เราจะอยู่ในโลกที่ของแพงขึ้นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
โดยบางคนคิดแค่ว่าตัวเองไม่เก่ง หาเงินไม่มากพอ ก็เลยลําบาก รู้สึกไม่มั่นคงสักที คุณภาพชีวิตแย่ แต่ที่จริงมันมีสาเหตุจากเงินเฟ้อที่ไม่คนไม่อยากให้คนส่วนใหญ่อย่างเรารู้
คนที่เจอคําตอบไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือ แม้แต่บริษัท เขารู้ไงว่าบิทคอยคือทางออก
ทําให้พวกเขาเก็บสะสมบิทคอยจนทําให้ทุกวันนี้ บิทคอย 1 บิทคอยมีมูลค่าประมาณ 3.5ล้านบาท
ในอนาคตบิทคอยจะมีมูลค่ามากกว่านี้อีก ไม่ว่าจะมาจากการพิมเงิน การแย่งกันสะสมจากคนทั้งโลก นี่คือเหตุผลที่สามที่ทําไมผมถึงแนะนําให้ทุกคนควรมีบิทคอย 0.01 BTC
ใครยังรู้สึกว่าตัวเองช้า อย่ามัวแต่ท้อครับ แนะนําว่าให้ศึกษา และเริ่มจัดสรรเงินมาออมในบิทคอยตั้งแต่วันนี้
แล้วทําไมผมถึงแนะนํา จํานวน 0.01 BTC หรือ 1ล้าน Sats
- ผมคิดว่า นี่คือจํานวนที่ทุกคนควรมีไว้ 0.01BTC ในวันนี้มูลค่าประมาณ 35,000 บาท
มันไม่ได้ทําให้คุณรวยในวันนี้ แต่จะเป็นสิ่งที่ทําให้คุณศึกษาบิทคอยมากขึ้น ซึ่งมันจะทําให้คุณได้ทบทวนและปรับปรุงทักษะทางการเงิน พัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว
- Bitcoin จะมีเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้นในโลก ผลิตเพิ่มไม่ได้ แล้วสูญหายหรืออยู่ในกระเป๋าที่เก็บยาวหรือไม่เคลี่ยนไหวอีก 4 ล้านเท่ากับว่าตอนนี้ทุกคนต้องแย่งกันสะสม 17 ล้านเหรียญที่เหลือ
- การเป็นเจ้าของ 0.01 BTC เท่ากับว่า คุณอยู่ในกลุ่มประมาณ 2% แรกของประชากรโลกที่มีศักยภาพในการถือครอง Bitcoin
- ที่สำคัญกว่านั้นถ้าคุณได้ตามข่าวบริษัทที่เก็บบิทคอยกันแบบ ซื้อทุกราคา ซื้อกระหน่ำ การถือบิทคอยไม่ใช่แค่ทางรอดของคนทุนใหญ่อย่างเดียว มันก็เป็นทางรอดสําหรับพวกเราคนตัวเล็กๆเหมือนกัน
สรุป
1 บิทคอยคือทางรอดที่ make sense ที่สุดแล้วในโลกที่เงินเฟ้อมากขึ้นตลอดเวลาแบบนี้
2 ปริมาณ 0.01 BTC ที่แนะนําให้ทุกคนถือนั้น อาจจะดูเหมือนไม่มากในวันนี้ แต่ก็เป็นก้าวสําคัญในการศึกษาระบบการเงิน ปรับปรุงและพัฒนาตัวเราเองให้รอดจากสถานการณ์โหดร้ายจากเงินเฟียตที่กัดกินเราไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด
3 ในอนาคตเมื่อผู้คนตื่นรู้เรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น บิทคอยจะยิ่งหายากขึ้นและมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ 0.01 BTC ในอนาคต ทําให้ชีวิตคุณหลุดพ้นจากวงจรเฟียตที่น่ากลัวได้
4 ถ้าใครสะสมบิทคอยจะเข้าใจดีว่า มีเท่าไหร่มันก็ไม่พอ แต่ถ้าไม่เริ่มต้น เราก็จะไม่มีสักที
วันที่ดีที่สุดในการออมบิทคอยก็คือวันนี้
5 อย่าติดกับดับราคาว่า บิทคอยแพงแล้ว ให้มองถึงการรักษามูลค่าว่าเงินที่เราซื้อไป มันจะไม่เสื่อมลงต่างจากการเก็บไว้ในเงินเฟียต
“คนที่รู้ช้าซื้อแพงกว่าเสมอ”
#siamstr #btc #bitcoin