เปิดผลสำรวจของ SET
พบคนไทย 30% ไม่มีเงินเก็บ และอีก 60% มีเงินเก็บไม่ถึง 200,000 บาท
เท่ากับมีคน 10% เท่านั้น ที่จะมีกินตอนแก่..
ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมจะพยายามบอกว่า ก็คนพวกนั้นใช้จ่ายเงินเกินตัว และไม่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง
ก่อภาระหนี้สินเอง วนเป็นลูปนรก ก็จะลืมตาอ้าปากได้ยากแบบนี้แหละ
ถ้าหากเราขยัน ประหยัด ยังไงก็มีชีวิตที่ดีในอนาคตได้ ประสบการณ์จริง 10 ปีผ่านไป ผมที่คิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว
ตั้งคำถามว่า ทำไมชีวิตเราไม่เห็นดีขึ้นเหมือนที่ฝันไว้เลย
จนได้ลงหลุมกระต่าย พอคำถามเก่าๆแบบนี้กลับมา มุมมอง ความคิดและคำตอบของผมเปลี่ยนแปลงไป
- บางคนมีภาระหนี้บังคับโดยตัวเองไม่ได้ก่อด้วยซ้ำ
- บางคนหมดหนทางจากการผิดพลาดในอดีต
- บางคนก็ใช้เงินเกินตัวจริงๆ ไม่มีวินัย ไม่มีความรู้จริงๆ
และที่สำคัญที่คนที่กล่าวมา ไม่รู้ถึง 5% มั้ยที่รู้ว่า การพิมพ์เงินมหาศาลโดยเฉพาะหลังโควิด
ทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้นมาก การใช้จ่ายแบบเดิมจะต้องใช้เงินมากขึ้น นี่ยังไม่นับถึงคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว
เดอะแบกของบ้าน ที่ดูแลรับผิดชอบครอบครัวหลายคน
หลายๆคนต่างก้มหน้าก้มตา ทำงานหนักต่อไปเพื่อแลกกับเงินที่เสื่อมค่าลงทุกวัน
ความเหนื่อย ความเครียด ภาระที่รอไม่ได้ มันอาจจะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะศึกษาเรื่องการเงิน
ที่จะทำให้ชีวิตเขาและครอบครัวดีขึ้นด้วยซ้ำ โลกแห่งการพิมเงินมันโหดร้าย ถ้าใครรู้ช้า คนนั้นจะยิ่งลำบาก
เพราะกลุ่มคนมีอำนาจเขาไม่อยากให้คนทั่วไปรู้ เพราะมันจะทำให้เขาควบคุมการเงินยากขึ้น
ดูหนี้สหรัฐที่เพิ่มทุกวินาที ทำให้ผมคิดว่าพวกเขาคงหยุดพิมเงินไม่ได้ และจะพิมจำนวนมากขึ้นอีก
บิคคอยมาแก้ปัญหา เงินเฟ้อที่เรื้อรัง และ ปัญหาชองเงินในอดีตที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลอีกด้วย
บิทคอย ที่จะทำให้เงินของคุณไม่เสื่อมค่าลง
ไม่ต้องเหนื่อยๆกับคุณภาพชีวิตที่คอยกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ อำนาจการใช้จ่ายลดลงไปเรื่อยๆ
เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย
#siamstr #btc #bitcoin
Sats and Sound
npub1dhsn...xjvg
Sats and Sound: สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ผ่านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาตนเอง
ชื่อช่องสามารถตีความให้ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์ (Sats), การเงิน (Sound Money), และการพัฒนาตัวเอง (การเรียนรู้ผ่าน "Sound" หรือเสียงที่เป็นความรู้ที่มั่นคง)
เปิดผลสำรวจของ SET
พบคนไทย 30% ไม่มีเงินเก็บ และอีก 60% มีเงินเก็บไม่ถึง 200,000 บาท
เท่ากับมีคน 10% เท่านั้น ที่จะมีกินตอนแก่..
ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมจะพยายามบอกว่า ก็คนพวกนั้นใช้จ่ายเงินเกินตัว และไม่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง
ก่อภาระหนี้สินเอง วนเป็นลูปนรก ก็จะลืมตาอ้าปากได้ยากแบบนี้แหละ
ถ้าหากเราขยัน ประหยัด ยังไงก็มีชีวิตที่ดีในอนาคตได้ ประสบการณ์จริง 10 ปีผ่านไป ผมที่คิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว
ตั้งคำถามว่า ทำไมชีวิตเราไม่เห็นดีขึ้นเหมือนที่ฝันไว้เลย
จนได้ลงหลุมกระต่าย พอคำถามเก่าๆแบบนี้กลับมา มุมมอง ความคิดและคำตอบของผมเปลี่ยนแปลงไป
- บางคนมีภาระหนี้บังคับโดยตัวเองไม่ได้ก่อด้วยซ้ำ
- บางคนหมดหนทางจากการผิดพลาดในอดีต
- บางคนก็ใช้เงินเกินตัวจริงๆ ไม่มีวินัย ไม่มีความรู้จริงๆ
และที่สำคัญที่คนที่กล่าวมา ไม่รู้ถึง 5% มั้ยที่รู้ว่า การพิมพ์เงินมหาศาลโดยเฉพาะหลังโควิด
ทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้นมาก การใช้จ่ายแบบเดิมจะต้องใช้เงินมากขึ้น นี่ยังไม่นับถึงคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว
เดอะแบกของบ้าน ที่ดูแลรับผิดชอบครอบครัวหลายคน
หลายๆคนต่างก้มหน้าก้มตา ทำงานหนักต่อไปเพื่อแลกกับเงินที่เสื่อมค่าลงทุกวัน
ความเหนื่อย ความเครียด ภาระที่รอไม่ได้ มันอาจจะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะศึกษาเรื่องการเงิน
ที่จะทำให้ชีวิตเขาและครอบครัวดีขึ้นด้วยซ้ำ โลกแห่งการพิมเงินมันโหดร้าย ถ้าใครรู้ช้า คนนั้นจะยิ่งลำบาก
เพราะกลุ่มคนมีอำนาจเขาไม่อยากให้คนทั่วไปรู้ เพราะมันจะทำให้เขาควบคุมการเงินยากขึ้น
ดูหนี้สหรัฐที่เพิ่มทุกวินาที ทำให้ผมคิดว่าพวกเขาคงหยุดพิมเงินไม่ได้ และจะพิมจำนวนมากขึ้นอีก
บิคคอยมาแก้ปัญหา เงินเฟ้อที่เรื้อรัง และ ปัญหาชองเงินในอดีตที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลอีกด้วย
บิทคอย ที่จะทำให้เงินของคุณไม่เสื่อมค่าลง
ไม่ต้องเหนื่อยๆกับคุณภาพชีวิตที่คอยกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ อำนาจการใช้จ่ายลดลงไปเรื่อยๆ
เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย
#siamstr #btc #bitcoin
อย่าไปหลงกลเกมทางการเมือง ที่ประชาชนไม่เคยได้ประโยชน์
ช่วงนี้ถือว่าประเทศไทยวุ่นวายสับสน พอสมควร ทั้งการเมืองภายใน และการเมืองระหว่างประเทศ set index เกือบหลุด 1000 จุด ผมเริ่มเห็นข่าวแสดงความไม่พอใจนายกฯ จุดประเด็นความเกลียดชัง ความร้อนแรงทางการเมืองเหมือนจะเริ่มกลับมา มีการเรียกร้องให้นายกฯลาออก พรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัว สิ่งพวกนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดครั้งแรก สังเกตุว่ามันเกิดจากนักการเมืองที่ต้องการเล่นเกมการเมือง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างข่าวนี้กลบอีกข่าว
Hidden Agenda ที่หลายๆคนรู้แต่มองข้ามไปเพราะรู้สึกว่ามีประเด็นที่ใหญ่กว่า
การเติบโตในสังคมไทยมาระยะหนึ่ง มันทำให้ผมรู้สึกว่า ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตัว
เหตุการณ์ทางการเมืองที่วุ่นวาย
ถ้าสังเกตุดี ๆ ทุกฝ่ายต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น มี Hidden Agenda ที่ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการตั้งแต่แรกเพราะพวกเราหมดประโยชน์ไปแล้วจะมีประโยชน์อีกทีตอนเลือกตั้งครั้งหน้า
สิ่งเหล่านี้ที่เกิดซ้ำๆ มันทำให้ผมเลิกหวังให้มีนักการเมืองดีๆกลับมาทำงาน ทำให้ประเทศเราดีขึ้น เพราะไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหาร มันก็อาจจะไม่ได้ดีกว่ากันมาก เพราะปัญหาเรื้อรังมากมาย
อยากให้หลายๆคน อย่าตกหลุมพลางของกระแสปลุกปั่นและเกมทางการเมืองที่พวกนักการเมืองสร้างเพราะแท้ที่จริงแล้ว การเมืองไทยมีแต่คำว่า ดีลผลประโยชน์ส่วนตัว เท่านั้น
ท่ามกลางเกมทางการเมืองและความขัดแย้ง มันมีผู้คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเพราะได้ประโยชน์ หรือมีเจตนาแอบแฝง
สรุปว่า ทุกคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ต่างเห็นแก่ตัวกันหมด ไม่มีใครรักเรา เท่ากับตัวเราเอง ยืนและสร้างชีวิตตัวเองให้ดี อย่ารอ หรือ ฝากชีวิตและความหวังไว้กับคนอื่น แม้ว่าคนนั้นจะพูดดี ดูน่าเชื่อถือแค่ไหนก็ตาม
เงินมันไม่หยุดเฟ้อ ของไม่หยุดแพง ยิ่งตามเกมพวกนี้เราจะยิ่งพัง เอาเวลาไปโฟกัสตัวเองให้ดีขึ้นดีกว่า
#siamstr #btc #bitcoin
การจดบันทึก Proof of Work ของตัวเอง
สิ่งที่ไม่สำคัญแต่ทำแล้วใจฟู
Proof of Work ผมได้ยินครั้งแรกก็จากการศึกษาบิทคอยนี่แหละ
แต่ Proof of Work ในมุมมองของผมในวันนี้ หมายถึง ผลของการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างช้ำๆ และนานพอ จนมีความชำนาญ ส่งผลทำให้เราทำมันได้ดี เร็วขึ้นกว่าเดิม และพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต
หลายๆคนอาจจะรู้สึกเหมือนกันว่า ทำไมฉันไม่พัฒนาเลย ทำไมฉันย่ำอยู่กับที่ คนอื่นเขาไปไหนต่อไหนแล้ว
สิ่งนี้ผมก็รู้สึกและพยายามพัฒนาตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเราไม่ไปไหนอยู่ดี บางทีก็สู้ บางทีก็ท้อ
จนวันนึงผมมานั่งดูสมุดบันทึก Proof of Work ของตัวเอง ปีที่แล้วเราเคยเขียนเป้าหมาย แผนการ และผลอะไรไว้บ้างหรือการหาเงิน การบริหารเงิน เป้าหมายทางการเงิน สำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไง
ผมก็รู้สึกปลดล็อคว่า เออ จริงๆแล้ว ตัวเราเองในวันนี้ก็เป็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าปีที่แล้วนี่นา
ถ้าหากใครยังรู้สึกว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ทัน คุณภาพชีวิตแย่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องศึกษาหาวิธีในการพัฒนาตัวเองในเรื่องนั้นๆ แล้ว "ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ"
ยกตัวอย่างเช่น
- การหารายได้เสริม เช่น ทำคลิป affiliate ลงคลิปสม่ำเสมอ
- การออมเงินในบิทคอยอย่างน้อย 1k บาท ทุกเดือน ไม่ขายเด็ดขาด
- มีเป้าหมายออมบิทคอยเพื่อเกษียณ
- ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และ บันทึกการออม ทุกเดือน
- ลดการกิน Ultra-process food
- การออกกำลังกาย ตั้งเป้า cardio ให้ได้วีคละ 150 นาที
- ใจดี พูดดี และไม่คิดลบกับตัวเอง และ ผู้อื่น (สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย และ เงิน)
- ศึกษาเพิ่มเติมและส่งต่อความรู้เกี่ยวกับการเงิน บิทคอย เงินเฟ้อ ให้กับคนรอบตัวที่สนใจ (บิทคอยศึกษาเรื่องเดียวคุ้มนะ เพราะมันจะเชื่อมโยงถึงปัญหาต่างๆในชีวิตเราในหลายๆมิติได้อีก)
ลองค่อยๆพัฒนา ทำในสิ่งเล็กๆแค่วันละนิด พร้อมกับการจดบันทึกไปด้วย
พอกลับมาดู เราสามารถเทียบได้ว่า ตัวเราวันนี้กับวันนั้นดีขึ้นอย่างไร พอทำไปสักพักสิ่งที่เคยยากในวันนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ง่ายในวันนี้ นี่แหละคือผลของ Proof of Work ที่เราตั้งใจทำมาอย่างสม่ำเสมอ
พอมันวัดผมได้ ทำให้เรามีกำลังใจในการพัฒนา หรือ ทำต่อไป
เมื่อก่อนผมชอบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่ตอนนี้ถึงบางครั้งจะยังคิดแบบนั้น แต่ผมพยายามเปลี่ยนวิธีคิดเป็นเทียบกับตัวเราเองในอดีตแทน ถ้ามันดีขึ้น ถือว่า สำเร็จ แล้วอาจจะค่อยขยับเป้า challenge ตัวเองไปด้วย
สรุป
1 อยากพัฒนาอะไร ก็ต้องศึกษาและต้องเลือกทางเดินให้ถูกทาง
2 จากนั้นตั้งเป้าหมายให้วัดผลได้ และทำมันซ้ำๆจนชำนาญ (ข้อนี้สำคัญที่สุด)
3 บันทึก Proof of Work ที่เกิดขึ้น จะทำให้เราเทียบได้ง่ายขึ้นว่าเราพัฒนาขึ้นจริงมั้ย (ทำแล้วใจฟู)
4 ไม่ต้องเทียบกับคนอื่น เทียบกับตัวเราเองก็พอ
#siamstr #btc #bitcoin
ข่าว สรุปแล้ว อีลอน ถูกรัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ชกเข้าเต็มๆ หลังมีปากเสียงรุนแรงในทำเนียบขาว และกลายเป็นจุดแตกหักสำคัญระหว่างมัสก์กับทรัมป์
หลายคนมองเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก เป็นเกมการเมืองและผลประโยชน์ของคนที่เกี่ยวข้อง
หลายคนอาจจะเบื่อเพราะเห็นสิ่งแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมคิดอีกมุมนึงครับ
1 ระบบหรือผลประโยชน์อะไรก็ตามที่มีมนุษย์ไปเกี่ยวข้อง เราไม่สามารถคาดเดา หรือ ไว้ใจได้เลย
เหมือนเหตุการณ์นี้ ตอนแรกดีกันใจหาย แต่พอทะเลาะจนมีการต่อยกัน สุดท้ายดีลทุกอย่างล้ม เป็นคำถามที่น่าคิดนะว่า
ระบบเศรษฐกิจ หรือ เงินของเรา ทำไมต้องขึ้นๆลงๆ เพราะแค่พฤติกรรมของคนเหล่านี้ เงินเราหามายากลำบากนะ
2 เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากๆนะ แต่แค่เราไม่รู้ การร่วมมือ หรือ ธุรกิจที่มีผลประโยชน์จากคนหลายๆกลุ่ม
ไม่แปลกเลยที่จะตกลงกันไม่ลงตัวจนถึงขึ้นแตกหักแบบ ฉันไม่สน ไม่แคร์อะไรแล้ว ที่เหลือช่างหัวมัน
การทุจริต คอรัปชั่น หรือ เอาประโยชน์เข้าตัวเอง เป็นเรื่องที่คนบางคนพร้อมที่จะทำเมื่อมีโอกาส
3 จากละครปาหี่ทางการเมือง เผื่อผลประโยชน์หลายๆครั้งไม่ว่าจะในไทย หรือ ระดับโลก มันทำให้ผมเปลี่ยนความคิด
และเลิกลงทุนในหุ้นที่เราไม่มีวันคาดเดาเหตุการณ์แบบนี้ได้ แล้วถ้างั้นจะทำยังไงต่อหล่ะ??
แน่นอนครับ บิทคอยคือคำตอบ
4 ถ้าถือบิทคอย ละครหรือเกมทางการเมือง หรือผลประโยชน์พวกนี้ คุณจะไม่กระทบเลยเพราะบิทคอยไม่มีคนควบคุม
โกงไม่ได้ ที่สำคัญที่สุด มีคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะวีน เอ้ย พร้อมจะตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
5 ระบบของบิทคอย ถูกออกแบบมาโดยคนที่เข้าใจ ธรรมชาติของสันดานมนุษย์ มากที่สุด
ไม่มีตัวกลาง ไม่ต้องอาศัยความเชื่อใจ ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ระบบออกแบบมาให้รางวัลกับคนที่ทำตามกฏ
6 ตอนนี้ผมคิดว่า Game Theory ของบิทคอยกำลังเริ่มทำงานแล้ว บริษัทใหญ่ และรัฐชาติเริ่มสะสม
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจมันเลย ผมว่า บิทคอย มันน่าสนใจตรงนี้นี่แหละ
คิดไปก็ตื่นเต้นนะว่าอีก สัก 1-2 cycle จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? แล้วตัวผมเองในวันนั้นจะต่างจากวันนี้ยังไง?
#siamstr #btc #bitcoin #rightshift
เมื่อผมฝันถึงอาจารย์พิริยะ
เมื่อคืนฝนตกหนัก เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสี ดังมากจนนอนไม่หลับ
ทำให้ผมนอนหลับช้ากว่าปกติ แล้วก็ฝันขึ้นมา
ในฝันคือ ผมกำลังเดินทางไปยังมหาลัยของผมเอง กับ อาจารย์พิริยะพร้อมกับโน้ตบุ๊คของเขา
ในตอนนั้นอาจารย์แกเหมือนต้องไปบรรยายที่นั้น พอไปถึงตึกที่เรียน
(บนตึกเขียนด้วยตัวอักษรสีเงิน font spiderman ว่า ลานกรองมันส์ ภาษาอังกฤษ 555)
แกพูดกับผมว่า "ช่วยโหลดไฟล์และวิดีโอให้ผมหน่อยนะครับ จะใช้ตัวนี้ไปใช้ในการบรรยาย"
ผมเหมือนได้คุยกับอาจารย์พิริยะ ตัวต่อตัว เลย (ปกติเห็นในยูทูป)
แล้วผมก็พูดว่า "ได้ครับ อาจารย์" ผมก็โหลดให้แก แต่มันเสร็จไม่ทัน
อาจารย์พิริยะในฝันก็มาทวงผมว่า "ไฟล์โหลดเสร็จแล้วยังครับ?" แล้วฝันก็ตัดจบไป
ฝันนี้บอกอะไร
1 อาจารย์พิริยะ (ตัวแทนของผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับ บิทคอย) เข้าไปอยู่ใน สมองส่วนลึกของผมเรียบร้อยแล้ว
2 ในช่วงนี้ผมได้ทำตามระบบการออม และการลงทุน ที่เกี่ยวกับบิทคอยอยู่ครับ
(ชีวิตตอนนี้ยังลำบาก สิ่งที่ผมบอกตัวเองตลอดๆคือ เรามาถูกทางแล้วต่อไปชีวิตจะดีขึ้นกว่านี้)
3 รู้สึกว่าตัวเองได้เข้ามาเป็นหนึ่งคนใน บิทคอย คอมมูนิตี้ เรียบร้อยแล้วครับ (คนรอบตัวผมยังไม่เปิดรับบิทคอยเลย)
4 ถ้าเป็นไปได้อยากจะไปเข้าร่วมงาน และ กิจกรรมต่างๆที่จัดโดยคอมมูนิตี้บิทคอยในอนาคต
5 รู้สึกว่าชีวิตผมมีความหวังอีกครั้ง หลังจากได้ศึกษาบิทคอย ได้เบิกเนตรระบบการเงินโลก และ พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นหลายๆด้าน
#siamstr #btc #bitcoin #rightshift
บทความนี้เขียนเพื่อเตือนสติตัวเองเป็นหลัก แต่ถ้าใครมาอ่านแล้วได้ประโยชน์ผมก็ดีใจมากครับ
วันนี้ในกลุ่ม Siamese bitcoiner มีโพสบอกว่า "ทุกวันนี้เปลี่ยนหน่วยมองเป็น Sats เเล้วครับ เพราะเก็บช้าไป"
ฟิลลิ่งเหมือนราคา ต่อหนึ่ง BTC มันแพงมากจนต้องเก็บเป็นหน่วยย่อยแทนแล้ว (3.5m THB / 1BTC)
ผมว่าข้อนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนเข้ามาทีหลังคิดอยู่ในใจ เมื่อเรามองย้อนไปจะรู้สึกเสียดายโอกาส และ เสียดายว่าทำไมเราถึงรู้ช้าไป
ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงคือ เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้
สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือ วางแผนและมองภาพในอนาคตครับ
ลองคิดมุมกลับดูว่า ถ้าหากวันนี้ 1 BTC ซื้อลำบาก ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า 0.1 BTC ก็อาจจะซื้อได้ลำบากเหมือนกันเพราะเกิดการพิมพ์เงินมหาศาล ย้อนอดีตไม่ได้ก็ต้องเริ่มต้นวางแผนและออมอย่างมีวินัยตั้งแต่วันนี้ครับ
ชอบคำอาจารย์พิริยะมาก แกบอกว่า การออมในวันนี้คือการจ่ายเงินให้ตัวเราเองในอนาคตนั่นแหละ
สิ่งที่ผมใช้บอกตัวเองเวลารู้สึกเสียดายโอกาสซื้อในอดีตคือ ไม่ว่าเราจะออมใน BTC ตอนไหน เงินเราจะไม่เสื่อมค่าลงครับ
ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ 3.5m THB ซื้อได้ 1BTC
แต่เราซื้อ 1000 บาท เงิน 1000 บาทของเรานั้นไม่ว่าเวลามันจะผ่านไปนานแค่ไหนมูลค่ามันจะไม่ลดลง ต่างจากการเก็บไว้ในเงิน fiat ที่การพิมพ์เงินทำให้มูลค่าลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 7-10 ปี
(การออมและการลงทุนต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน)
อีกอย่าง BTC ที่ออมเป้าหมายผมก็คือการออมจำนวน BTC เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่กลับไปเทียบเป็นหน่วย fiat ครับ
คนที่เขาเข้ามาก่อนแสดงว่าเขาก็รู้ก่อนและเจอความเสี่ยงมากกว่านี้ และในอนาคตผมเชื่อว่าเราจะสามารถออม หรือ ลงทุนใน BTC ได้ง่ายขึ้นเพราะคนเริ่มเข้าใจ และ มีความเชื่อมั่นมากขึ้น
การมองเป็นหน่วย sat ก็ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นนะ เช่น
ฉันมีแค่ 0.01 BTC เอง เปลี่ยนเป็น ฉันมีตั้ง 1 ล้าน sats เลยนะ
ถึงค่าจะเท่ากันแต่สำหรับผมว่ามันมีผลต่อจิตวิทยาในการหาเงินมาออมเพิ่มได้ อีกอย่างในตอนนี้เรายังอยู่ใน early state
ของ bitcoin adoption อยู่เลยครับ ยังมีคนส่วนมากที่ออกมาด่าและโจมตี BTC แบบผิดๆอยู่เลย
เก็บตอนนี้ยังทันครับ เหมือนคอมเม้นในคอมมูที่บอกว่า ถ้าเก็บตอน milli sats อันนั้นแหละช้า
สรุปสั้นๆคือ
1.เก็บ BTC ตอนไหนก็ทันเพราะเงินเราไม่เสื่อมค่าลง ยิ่งถือนานมูลค่ายิ่งเพิ่ม
2.เราแก้ไขอดีต ความรู้งี้ต่างๆไม่ได้ แต่เราวางแผนเพื่อทำในอนาคตได้
3.อย่าพยายามไปเทียบเป็นหน่วย fiat มองแค่หน่วย sat ก็ไม่แย่นะ ดีเสียอีกในมุมจิตวิทยา
4.ถือไว้เองอุ่นใจครับ เหมือนกับที่หลายๆคนในคอมมูบอกว่า พวกเราอ่ะ รอดแล้ว ต่างจากคนส่วนใหญ่ในสังคมที่จะใช้ชีวิตลำบากขึ้นอีกจากการพิมพ์เงินมหาศาลต่อจากนี้ โดยที่พวกเรายังไม่รู้ความเลวร้ายของระบบเงิน fiat เลย
5.เวลามีค่าศึกษา bitcoin อย่าเพิ่งท้อ เรายังอยู่ในช่วง early state อยู่เลย
#siamstr #btc #bitcoin #rightshift
หลังจากที่เบิกเนตรไม่นาน แต่ทำงานและลงทุนมานาน(แล้วไม่เป็นเหมือนที่ฝันเฟื่องเอาไว้)
สิ่งหนึ่งที่ผมตกผลึกได้คือ "เงินเรา ดูแลเองดีที่สุด" ไม่มีใครจะรู้ความต้องการ และ หวังดีกับเราที่สุดเท่ากับเราเอง
กองทุนรวม ,ระบบ copytrade,กลุ่มลับซื้อหุ้นที่ต้องรอ กูรูบอกว่า ซื้อตัวไหน เข้า-ออกตอนไหน
ผมมองว่าความสะดวกสบายเหล่านั้น ถึงจะมีข้อดีของมัน แต่ไม่ได้ทำให้เรา เก่ง ขึ้น
การ "ยืมจมูกคนอื่นหายใจ" ระยะยาวยังไงก็ไม่ดี
(กูรูเขาเข้าออกทันเพราะเขารู้ แต่เรานะสิจะขาดทุน 55)
การออม ลงทุนไม่ว่าจะสินทรัพย์ไหน เราต้องเรียนรู้เองระดับหนึ่งก่อน
เพราะไม่ว่าจะกำไร หรือ ขาดทุน สิ่งที่เราได้กลับมาทุกครั้งคือ "บทเรียนและประสบการณ์"
สิ่งนี้มีค่ามากเพราะจะทำให้เรามีความรู้ทางการเงินที่มั่นคง(และถูกต้องมากขึ้น)ในระยะยาว
ประสบการณ์คือสินทรัพย์ที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิต คุณจะเก่งขึ้นไม่ว่าจะ กำไร หรือ ขาดทุน
จากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ การเงินโลก มันทำให้ผมยิ่งมั่นใจเรื่องที่ว่า ไม่มีใครหวังดีกับเราเท่ากับตัวเอง
ยิ่งพอมาเจอ บิทคอย ที่มีระบบ trustless ออกแบบรัดกุมโดยมี game theory
ซาโต้ชิ มีความเข้าใจถึงระบบการเงิน นิสัยของมนุษย์ มากๆ
บิทคอยคือผลผลิตของเทคโนโลยีที่คิดมาแก้ปัญหาเรื่องระบบการเงินโลกที่ใช้เวลา40ปีกว่าจะสำเร็จในปี 2009
หลังจากเดินทางมา 16 ปี มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เงินเฟ้อมันน่ากลัวขนาดไหน
เมื่อศึกษาเรื่องบิทคอยไปสักพัก ผมก็รู้ว่า การยืนด้วยลำแข้งตัวเอง การไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ
ในเรื่องสำคัญเช่นการเงินสำคัญมากๆ คนในระบบเงิน fiat อาจจะยังไม่ตระหนัก (เหมือนผมสมัยก่อน กว่าจะรู้ตัวเงินที่เก็บมาเสื่อมไปเกินครึ่งแล้ว) ใครโชคดีรู้ก็อาจจะแก้ทัน เหมือนคำที่ว่า "เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย" มันก็อาจจะกล่าวถึงเงินที่เฟ้ออย่างก้าวกระโดดนี่แหละ ยิ่งรู้ช้า ยิ่งจน
ถึงจะมีบิทคอยแล้วก็ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก หนึ่งในพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการ self custody เพราะว่าถ้าหากไปฝากไว้ใน exchange ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องเหรียญหายอยู่ดี เดี๋ยวนี้ง่ายมาก ค้นหน้าช่อง right shift แล้วโลกใบเดิมที่คุณรู้จักจะเปลี่ยนไป เริ่มตั้งคำถามกับหลายๆสิ่งที่คนมองว่าดี ว่าถูก ว่ามี hidden agenda อะไรหรือเปล่า
ทุกอย่างที่เขียนมาเกิดจากสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ ศึกษา และเข้าใจด้วยตัวเองทั้งนั้น (เจ็บจริง ขาดทุนจริง จนจริง)
ใครจะหวังดีกับเราที่สุดเท่ากับตัวเอง จริงมั้ย?
#siamstr #btc #bitcoin #rightshift
ซื้อบิทคอย ในปี 2025
เหรียญละ 3.5 ล้านบาท
ทันมั้ย?? จะรวยแบบคนอื่นมั้ย?
Disclaimer
ทุกอย่างเป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ก่อนตอบคำถามขอเล่าจะประสบการณ์ตัวเองให้ฟังก่อนครับ
ปี 2020
ตอนนั้นมีเพื่อนผมคนนึงบอกว่า "มึง บิทคอยเหรียญละล้านแล้วนะ" ด้วยความสงสัยก็เลยไปดูกราฟราคา ในบทความก่อนๆผมเคยเล่าไปแล้วว่าที่จริงผมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับบิทคอยมานานแต่ไม่เคยคิดที่จะสนใจหรือศึกษามันจริงๆจังๆ คิดว่ามันเป็น scam ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและผันผวน
พอไปดูกราฟย้อนหลังตั้งแต่ปี 2011-2020 ก็เห็นว่า บิทคอยขึ้นมาจากหลักหน่วยจนถึงล้านแล้วในใจก็คิดว่ามันน่าสนใจ แต่จะเข้าตอนนี้เราจะไปสู้คนที่ถือมาก่อนได้ยังไง ไม่มีทางรวย เราไปดูตัวอื่นดีกว่าที่ราคามันถูกกว่านี้ (สัญญาณแมงเม่าแห่งความชิบหายมาแล้ว) จากนั้น ผมก็โดนวงการ alt coin , game fi, NFT เล่นงานไปหลักแสนบาท
พอได้สติอีกครั้งก็ปี 2022 ในตอนนั้นผมก็เริ่มศึกษาบิทคอยแล้วก็รู้ว่ามันต่างจาก alt coin ตัวอื่นยังไง เริ่มซื้อครั้งแรกด้วยเงินหลักพันบาท รู้ว่ามันดีแต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจมาก ซื้อทิ้งไว้ใน exchange เฉยๆ ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังมี
เหรียญอื่นอยู่ด้วย แล้วก็เริ่มศึกษาการใช้ HW wallet และการโอนเหรียญ
จนในปี 2024
หลังจากที่ได้หาข้อมูลและศึกษาด้วยตัวเอง รวมถึงได้ความรู้มากมายจาก communities และช่อง right shift
ผมเพิ่งมา เข้าใจว่าตัวเองเดินทางผิดมาตลอด ส่งผลให้เรายังคงเหนื่อย รู้สึกไม่มั่นคง ทำงานเป็นหนูถีบจักร ทั้งๆที่ทำงานเก็บเงินมาหลายปีแล้ว การเข้าใจระบบการเงินโลก และ บิทคอยเข้ามาแก้ปัญหาอะไร ทำให้ผมเบิกเนตรและได้คำตอบที่คาใจมานาน
ตอบของคำถามแรก ซื้อบิทคอยตอนนี้ทันมั้ย?? บิทคอยในราคา 3.5 ล้านบาทต่อเหรียญ ในปี 2025
1 ถ้าเข้าใจ และ เป้าหมายชัดเจนซื้อตอนไหนก็ทัน เพราะบิทคอยเป็น store of value ที่เราใส่เงินไปกี่บาทมูลค่าของมันก็จะไม่ลดลงตามเงินเฟ้อ และจะมากขึ้นตามเวลาด้วย
2 ไม่ต้องเล่นท่ายาก แค่ถือไว้เฉยๆด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าการออมแบบไหนจะดีกว่านี้
ใครจะ leverage ต้องหาความรู้ มีการจัดการพอร์ตให้ดี เพราะความเสี่ยงมากขึ้นมาก (ผมโดนไป 30k ใน 10 นาที ลาขาดถาวร)
3 ค่อยๆออม อาจจะหลักร้อย หลักพันบาท ไปเรื่อยๆพร้อมกับศึกษา เวลามีค่าศึกษาบิทคอย แล้วคุณจะหาเงินเพิ่ม ประหยัด อดออมและรักตัวเองมากขึ้น
ตอบคำถามที่สอง ราคาต่อเหรียญแพงขนาดนี้จะรวยมั้ย
1 ถ้าไม่ถือเลย จนแน่นอน เพราะเงินที่เราเก็บจะตามไม่ทันเงินเฟ้อ จนตอนแก่คือนรก (อ้างอิงจากคลิป อ.พิริยะ เก็บเงิน fiat หลักแสนต่อเดือน ยังแพ้เงินเฟ้อในระยะยาวเลย) โควิดทำให้เงินเฟ้อเกิดเร็วขึ้นและตัวผมเองก็รู้สึกและได้รับผลกระทบเต็มๆจนเราต้องตั้งคำถามแล้วว่า เราก็ขยัน แต่ทำไมเรายังลำบากขนาดนี้ (ตลาดหุ้นไม่ใช่คำตอบของผมอีกแล้ว)
2 เราจะไม่มีทางรวยเท่าคนที่ถือมาก่อน ต้นทุนเราไม่มีทางเท่าคนที่ถือเหรียญมานาน แต่อย่าลืมว่าคนเข้าก่อนก็มีความเสี่ยงหลายๆอย่างมากกว่า ในปี 2011 การซื้อบิทคอยจำนวนมากแล้วถือจนมาถึงตอนนี้ เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงอดทนเก่งด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตเหรียญจะเป็นอย่างไร เก็บก็ยุ่งยาก หลายๆคนขายหมด หลายคนไปถือเหรียญอื่น หลายๆคนทำหาย เพราะในวันนั้น บิทคอยแทบจะไม่มีค่าเลย
3 อยากให้ไปศึกษาเกี่ยวกับ BTC retirement ที่ผมเคยทำ จุดสำคัญของการจะเกษียณคือเรามีอิสระในการใช้ชีวิต แค่ซื้อ BTC ในจำนวนหนึ่งแล้วอดทนรอถือไว้ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเอง มีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง
4 บิทคอยจะแพงขึ้นเรื่อยๆแน่นอน stack sat ก่อน สบายก่อน (บิทคอยไม่ได้มีไว้ให้กับทุกคน)
บทความต่างๆผมพยายามจะเก็บเป็น timestamp ของตัวเองเอาไว้ เพื่อในอนาคตจะได้มาดูว่าในอดีตตอนนั้นเรากำลังทำอะไรอยู่ เราสนใจอะไรอยู่ แล้วมันจะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร
ใครผ่านมาเจอก็หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ ผิดพลาดอะไร แชร์มาบอกได้ครับ
#siamstr #btc #bitcoin #rightshift
ไอเดียการใช้ BTC ในการเกษียณ แบบไม่ต้องขาย BTC ออกไปแต่เอาไปค้ำประกันแทน
เจ๋งนะ ยังทำจริงๆไม่ได้
Disclaimer
- ความเห็นส่วนตัวคิดว่า วิธีนี้เป็นเพียงไอเดียที่น่าสนใจแต่ยังทำได้ยากในตอนนี้
เพราะ บริษัทที่ต้องให้ค้ำประกัน BTC ยังมีน้อยและความน่าเชื่อถือต่ำ โอกาสโดนหลอกสูง
- อยากให้เห็นเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจ ในการจัดการบริหาร BTC เพื่อการเกษียณ
ต้องดูกันใน 5-10 ปี ข้างหน้าว่า มันจะเป็นไปได้ไหมด้วย อ่านสนุกๆไปก่อน
- บิทคอยจะต้องเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับแล้วเท่านั้น รวมถึงมูลค่าของ BTC ต้องมากกว่านี้อีกหลายเท่า โมเดลนี้ถึงจะเกิดได้ (ในคลิปกาวราคาเยอะอยู่นะ)
- ถ้าทำได้จริง เราต้องมีวินัยในการใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้มาด้วย
ถ้าหากใครได้ไปดูคอนเท้นการใช้ BTC เกษียณในหลายๆเว็บไซต์จะมีการคำนวณว่า ตัวเรา อายุเท่าไหร่ ต้องใช้ BTC เท่าไหร่ถึงจะเกษียณได้
โดยเมื่อคำนวณ BTC ที่ต้องการแล้ว เราก็จะนำ BTC ไปขายเป็นรายปี แล้วนำเงินนั้นมาใช้
นั่นหมายความว่า BTC เราจะลดลงทุกปี และ จะไม่สามารถส่งต่อ generation wealth ได้
(ตอนเราตายจะเหลือ BTC น้อยมากหรือใช้จนหมด)
ผมไปเจอคลิปนึงใน ยูทูปมา ชื่อ
The ONLY Bitcoin Retirement Strategy You Need. ของ คุณ Mark Moss
เป็นไอเดียในการใช้ BTC เพื่อการเกษียณ แบบไม่ต้องขาย BTC ออกไปแต่เอาไปค้ำประกันแทนข้อดี คือ BTC เราไม่ลดลง สามารถส่งต่อให้ครอบครัวได้ เมื่อเวลาผ่านไป BTC ที่ถือจะมีมูลค่ามาขึ้นไปเรื่อยๆ
วิธีการของเขาคือ
1 เราจะต้องมีจำนวน BTC ที่ต้องเกษียณก่อน (สัก 1 หรือ 2 BTC)
2 เราจะนำ BTC (ไม่เกิน 10%) ที่มีไปค้ำประกันเพื่อนำเงินสดออกมาใช้จ่ายทุกปี
(เงินสดที่ได้มาแบ่งเป็นสองก้อน ก้อนแรกคือใช้จ่ายเพื่อเกษียณในปีนั้นๆ ก้อนที่สองจะนำมาชำระดอกเบี้ยค้ำประกันในปีถัดไป)
ในปีที่มี having อาจจะกู้มากขึ้นนิดหน่อยเพราะปีนั้น คาดว่าราคา BTC จะร่วง ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ เช่นมี 1 BTC เราจะเอามาค้ำแค่ 0.1 BTC เท่านั้น ที่เหลือเก็บไว้เหมือนเดิม
3 เมื่อเวลาผ่านไป ราคา BTC สูงขึ้น เราจะใช้ จำนวน BTC ในการค้ำประกันน้อยลงเรื่อยๆ
4 เราจะทำข้อสองซ้ำทุกปี เพื่อนำเงินสดออกมาใช้และจ่ายดอกเบี้ย แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ
เท่ากับว่า เราจะมี cash flow ใช้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องขาย BTC ด้วย
ในอนาคตจะทำได้หรือไม่ได้ก็ไม่ทราบ แต่เป็นไอเดียวที่น่าสนใจดีครับ
เพื่อนๆมีความคิดเห็นยังไงกับไอเดียนี้ หรือวิธีเกษียณด้วย BTC แบบอื่นๆก็แชร์มาได้นะครับ
ผมอยากรู้เรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับวิธีนี้ครับ ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้และภาษาอังกฤษที่เยอะมาก อาจจะเข้าใจ หรือแปลส่วนสำคัญออกมาไม่หมด
#siamstr #btc #bitcoin
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ 12 ปีก่อน ยังมีความรู้ทางการเงินไม่มาก มีการเก็บออมอยู่บ้างแต่ไม่ได้มีแผน ระบบ และ เป้าหมายชัดเจน เหมือน first jobber ทั่วไป ได้เงินมา ซื้อความสุข
ใช้จ่าย เพราะไม่เคยมีเงินเป็นของตัวเอง ซื้อหุ้น กองทุน ประกัน ตาม "กูรูการเงิน" บอกว่า
สินทรัพย์ต้องกระจายความเสี่ยง พร้อมกับมายเซ็ตระบบเงินเฟียตต่างๆ
ในตอนนั้น มีความเข้าใจผิดๆเรื่องเงินเฟ้อหลายอย่าง เช่น เงินเฟ้อ 2% ของแพงขึ้นทุกปี คือเรื่องปกติ
ประวัติศาสตร์เงินเสื่อมค่าเพราะเงินเฟ้อ มันทำลายชีวิตเรายังไง ก็ไม่เคยรู้ไม่เคยสนใจ คิดแค่ว่า เราขยัน อดออม ลงทุน ผ่านไป 10 ปีต้องรวยสิวะ
12 ปีผ่านไป จากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่คิดว่าตัวเองจะรวยในวันนั้น ผมกลับรู้สึกว่า ผมเหนื่อยมากกว่าเดิม เครียดมากกว่าเดิม และ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต แถมไม่เห็นอนาคตตัวเองเลย
(ผ่านโควิดมาสาหัส) ผมได้ทบทวนความผิดพลาดของตัวเองที่ผ่านมา ตกผลึกได้ว่า
1 วางแผนการเงินไม่ครอบคลุมการใช้จ่าย เพราะไม่ได้จดแบบชัดเจน ทำให้มองภาพรวมไม่ออกว่า จะต้องใช้จ่ายแค่ไหน เก็บเงินอะไรไว้ใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง ส่งผลให้พอต้องใช้เงินฉุกเฉิน หรือ เงินก้อนใหญ่ ก็ต้องขายหุ้นที่ขาดทุนมาอีก
อายุมากขึ้น เราก็ใช้เงินมากขึ้น จากหลายปัจจัย มีทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น
วิธีแก้
-- ทำรายรับรายจ่าย ให้เห็นภาพการใช้จ่ายของเราทั้งหมด พอทำสัก 6-12 เดือน เราก็จะพอ ประมาณคร่าวๆได้ว่าแต่ละเดือน เราต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง เพื่อมาทำ budget รายเดือน ว่าสรุปแล้ว เราใช้เดือนละเท่าไหร่ถึงจะพอ
เดี๋ยวนี้มีแอฟที่บันทึก QR code จากสลิปที่เราโอนในมือถือได้เลย สะดวกมาก
-- มีระบบ buffer ในบัญชีใช้เงิน เช่น ถ้าหาก เดือนนึงต้องใช้ 25k ผมจะมีในบัญชี 50k เป็น buffer ไว้เผื่อระบบตัดเงินข้ามเดือน หรือ ต้องใช้เล็กน้อย เราก็จะใช้เงินได้เลย ถ้าขาดต้องหามาเติมให้ครบ
-- เงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือน ของค่าใช้จ่ายรายเดือน วางในที่ถอนเร็วได้เงินเลย ถ้าขาดต้องหามาเติมให้ครบ (อย่าวางในที่ดอกเบี้ยสูงและเสี่ยงมากเกิน เพราะผมเคยทำ สุดท้ายตอนถอนฉุกเฉินมาก็ขาดทุน)
2 เมื่อแผนการเงิน การลงทุน และเป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่เป็นระบบ ทำให้ผม ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีการติดตามผล โดยคิดว่าวันนึงจะรวย แต่สุดท้ายก็รู้สึกไม่เหมือนที่หวัง
วิธีแก้
-- เราต้องทำ budget รายเดือนเพื่อประมาณการค่าใช้จ่าย ทำให้เรารู้ว่า เราจะออมเงิน หรือ ลงทุนเดือนละเท่าไหร่ เป้าหมายในการลงทุนคืออะไร (เขียนออกมาก่อน ใช้เวลากับมันสักนิดนึง)
-- พอได้ตัวเลขมา ผมจะ "ออมก่อนใช้" อันนี้สำคัญมาก ความสม่ำเสมอคือหัวใจหลัก ทำเป็นระบบไปเลย
-- การติดตามหรือบันทึกการลงทุน ทำให้เรา เห็นพัฒนาการของพอร์ต รวมถึง เป็นแรงใจให้เราด้วยว่าเรามีความมั่งคั่ง เพิ่มขึ้น
3 ความรู้ทางด้านการเงิน ผมยังไม่พอ ส่งผลให้เราไม่มีความรู้ว่า ควรจะวางเงินไว้ที่สินทรัพย์ไหน หุ้นก็ซื้อตามเขา สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามหวัง
วิธีแก้
-- ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเงิน การออม การลงทุน หลังจากเบิกเนตร BTC มันก็ทำให้ผมเข้าใจความจริงในโลกหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเฟ้อ เงินเสื่อมค่า ระบบการเงินโลกที่ทำให้เราทุกคนเหมือน หนูถีบจักร อยู่ในเกมที่เราไม่มีทางเป็นอิสระ
มันตอบคำถามผมได้ว่า ทำไมผมออมเงินและลงทุนตั้ง 12 ปี ทำไมเรายังรู้สึกลำบากอยู่เลย
เพราะผมไม่มีแผนที่ชัดเจน ไม่มีวินัยมากพอ และที่สำคัญ เอาเงินไปวางไว้ผิดที่ไงครับ นี่แหละคำตอบ
-- หาอาชีพเสริม กินให้น้อย หาเงินมา stack sat เพิ่ม
- การออมเป็นระบบใน btc แบบง่ายๆ ก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว (เก็บใน hw wallet)
หลังจากลงหลุมกระต่าย ทำให้ผมจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น รู้ว่าเราควรออมเงินไว้ที่ไหนที่จะไม่เสื่อมมูลค่า มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต่อไปในเราจะออมจนไปถึงเมื่อไหร่
BTC ทำให้ผมมีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง รวมถึง การเปลี่ยนการกิน ออกำลังกาย รักตัวเองมากขึ้นด้วย
ผมรู้สึกว่าตอนนี้กำลังก้าวผ่านความผิดพลาดในอดีต และเดินถูกทางแล้ว ผมก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่คิดว่า วินัยที่ผมสร้างในวันนี้ อีก 12 ปีข้างหน้า (3 BTC cycle halving) ผมจะเป็นยังไง ความมั่นคงในชีวิตผมจะมากขึ้นแค่ไหน ชีวิตต้องดีขึ้นกว่านี้แค่ไหน
#siamstr #btc #bitcoin
การที่ Trump ทำแบบนี้ เหมือนการเล่นสงครามประสาทกับจีน ซึ่งแค่คำพูดของเขา มีผลมากมาย ในตลาดหุ้นทั่วโลก นโยบายกำแพงภาษีที่เขาขู่ กระทบกับเงิน และ ความมั่งคั่งของคนทั่วโลก
มันยิ่งทำให้ผมคิดว่า ทำไม ความมั่งคั่ง ของเราต้องขึ้นอยู่กับ แค่คำพูด การปั่น ของคนๆเดียวด้วย นี่เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นเหรอ??
บางคนเงินเหลือ ไม่รู้จะเอาไปต่อยอดอะไร ก็ไปลงหุ้น แล้วผลก็เป็นแบบนี้ (นี่ยังไม่นับกองทุน ltf ที่ถ้าลงมาเป็น 10 ปี ขายตอนนี้ขาดทุน)
Bitcoin self custody มันมาตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีเลยครับ แค่เก็บออมอย่างมีระบบ (เก็บ seed ให้ปลอดภัยด้วย) ผมยังเชื่อมั่นว่า มันจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้นในระยะยาว
โพรงกระต่ายนี้ เมื่อเข้ามาแล้วเหมือนเราเข้าใจอะไรๆในโลกมากขึ้น เป็นจริง และตั้งคำถามมากขึ้น ถ้าเราเริ่มเอ๊ะ เราจะหาความจริงไปเรื่อยๆ
เรื่อง Trump ผมไม่อยากปวดหัวแล้ว สยองมากถ้าคิดว่า สินทรัพย์เรามันไม่เคยมั่งคง
ผมมองหาชีวิตที่เรียบง่าย เชื่อว่าทำให้เรามีความสุขได้จริง คำตอบผมยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่า ผมมี know how ที่จะทำมันให้เกิดขึ้นในอนาคตได้ ด้วย การออมง่ายๆใน btc
มาคอยดูกันครับ เพราะความจริงแม่งช้า
#bitcoin #siamstr #btc
สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือ "เงินเฟ้อคือคดีอาญา" ของพี่ชิต จบรอบแรก
1 มันเป็นหนังสือที่ย่อยง่าย และอ่านเข้าใจง่ายทั้งเล่ม เป็นหนังสือที่แทบจะไม่มีน้ำเลย เนื้อล้วนๆ เหมาะกับการเป็นหนังสือเล่มแรกสำหรับคนที่กำลังสนใจ BTC การเงิน และการบริหารเงินส่วนบุคคลในปี 2025
(จะให้คนที่ผมรักไปซื้อมาอ่านด้วย ไม่ให้ยืมต้องให้ไปซื้อเอง)
2 ประวัติศาสตร์การเงินโลกมันเกิดปัญหาเดิมขึ้นซ้ำๆ จากการพิมพ์เงิน และ เงินเฟ้อ สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เปลี่ยนตัวกลางที่เฟ้อไปเรื่อยๆเท่านั้น พวกเราได้บทเรียนมากมาย แต่มันมีกลุ่มอำนาจที่ไม่อยากบอกเราเรื่องนี้ เพราะเขาจะเสียความมั่งคั่งที่มีไป ถ้าคนเบิกเนตร
3 ความเลวทรามของการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อส่งผลกับชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนถึงตอนตาย พอเงินเฟ้อแล้วผู้มีอำนาจพยายามปกปิดข้อมูล ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งที่จริงไม่ปกติ)
4 ในตอนนี้พวกเราอยู่ในยุคที่เงินเฟ้อกัดกิน แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีที่มี BTC สินทรัพย์ที่เป็น Hard Money และสามารถแก้ปัญหาของเงินเฟียต และ ทองคำได้ (หนังสืออธิบายการทำงานของ BTC แบบเข้าใจง่าย ศัพท์เทคนิคน้อย)
ความโชคดีที่สองคือ เรายังอยู่ใน early state ของ BTC ดังนั้น ควรศึกษา และ ออมซะ (แค่ซื้อแล้วถือ โคตรง่าย อย่าไปสนใจความผันผวนของราคา) เฟสนี้อาจจะมีช่วงเวลาอีกไม่นานก่อนจะเข้าสู่เฟสที่ราคาสูงมาก (ในหนังสือบอกจำนวนปี แต่ผมอยากให้คนไปอ่านกันเอง)
5 หนังสือเล่มนี้พออ่านจบแล้วผมรู้สึกมีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง การออมในสิ่งที่รักษามูลค่าได้จะทำให้ตัวเรามีความมั่นคงในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ความสัมพันธ์และสังคม
6 ผู้ที่อดทนรอได้คือผู้จะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะความจริงแม่งช้า
7 แนะนำไปดูคลิปพี่ชิตก่อนอ่าน แล้วคุณจะได้ยินเสียงพี่ชิตทุกอักษร 😆😆
#siamstr #btc #bitcoin #เงินเฟ้อคือคดีอาญา
เมื่อโดนเบิกเนตรเรื่องเงินเฟ้อ มูลค่าเงินเฟียตที่ลดลงจากการพิมพ์เงินมหาศาล (และในอนาคตเงินเฟ้อจะยิ่งมากขึ้นกว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่าตัว)
ทำให้มุมมองความสำเร็จของผมต่างไปจากเดิม
ในสมัย 10 กว่าปีก่อน
เวลาเห็นเพื่อน หรือ คนในโลกโซเชียลโพสว่า โอนบ้าน โอนรถแล้วต้องผ่อนไป 5 - 30 ปี ผมมองว่า นั้นคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างเนื้อสร้างตัวอัพเกรดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
แต่เมื่อรู้จักกับ BTC ผมกลับมองว่า การผ่อนรถ 5-10 ปี ผ่อนบ้าน 30 ปี นี่มันทำให้เรา "เสียโอกาส" ในการ ออมในสินทรัพย์ที่ดีไปนานเหมือนกันนะ แต่เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับ ความต้องการ ความจำเป็น และความฝันของแต่ละบุคคลด้วย (คนรอบตัวผม ยังไม่ค่อยยอมรับ BTC เลย)
ซึ่งถ้าใครที่คล้ายๆผม คือเป็นวัยกลางคนที่ทำงาน แล้วยังไม่ได้มีบ้าน รถ
และเมื่อเบิกเนตรก็อยากออม BTC ด้วย
ผมมองว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ เราสามารถ "ค่อยๆทำ ค่อยๆสะสม" แต่ละอย่างทีละนิดไปได้ ไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างในรวดเดียว
แต่สิ่งแรกที่ควรมีก่อนคือ เงินสำรองใช้จ่าย 6-12 เดือน เพราะสิ่งนี้จะทำหน้าที่เป็น buffer ในช่วงที่เราเงินขาดมือ (ถ้าไม่มีเงินส่วนนี้ แล้วต้องใช้เงินกะทันหัน เราจะต้องไปถอนเอา สินทรัพย์ ที่ไม่ควรถอนมาใช้จ่าย และช่วงแบบนั้น เราก็จะขาดทุนอีก)
คิดจากเงินใช้แต่ละเดือนได้เลย เช่น ใช้เดือนละ 25k ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 150k ขั้นตอนนี้ทำให้เรารู้ด้วยนะว่า แต่ละเดือนใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แถมทำให้เราประหยัด และไม่ใช้จ่ายเงินจำเป็นมากเกินไป ค่อยๆออม ใช้เท่าไหร่เติมให้เต็มเหมือนเดิม
พอได้ก้อนนี้แล้ว เราก็ค่อยๆ สร้างระบบการออม และบริหารเงินต่อเดือนควบคู่กันไป เช่น การ DCA BTC ทุกเดือน (ถ้าใครจะกู้บ้าน ผ่อนรถ
ก็ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสม แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าผ่อนแล้ว เงินที่จะใช้ออม BTC จะน้อยลง ) เป้าหมายพวกนี้มันเป็นแรงผลักให้เราขยันหาเงินมากขึ้นด้วย
เป้าพวกนี้ มันอาจจะดูเหนื่อย ทำได้ยากสำหรับคนรายได้ น้อย - ปานกลาง แต่ถ้าเราค่อยๆทำไปทีละนิด สะสมไปเรื่อยๆ ทำเป็นระบบ ผมว่า ผ่านไปสัก 1-2 cycle halving คุณจะเป็นคนที่ใหม่ที่มั่นคงขึ้น ทั้งด้านการเงิน และด้านอื่นๆในชีวิตด้วย (คำพูดพี่ชิต ความจริง แ_งช้า)
#btc #bitcoin #siamstr #เงินเฟ้อคือคดีอาญาความจริงแม่งช้า (เสียงพี่ชิตก้องในหัวตลอดเวลา)
#siamstr #btc #bitcoin
#siamstr #btc #bitcoin
บันทึกเรื่องราว ตัวผมและ Bitcoin
ปี 2010
ความรู้ทางการเงิน = 0%
ความรู้ BTC =0%
ผมตอนนั้นเรียน มหาลัย รู้จัก BTC ครั้งแรก ผ่านข่าวการใช้ BTC ซื้อพิซซ่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวทาง facebook หรือทาง TV
ความรู้สึกในตอนนั้น รู้แค่ว่า BTC มันก็เป็นเงินดิจิตอล ที่ไกลตัว ไม่รู้หลอกลวงมั้ย ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากนัก
ในตอนนั้นผมมีไปรับจ๊อบทำงานพิเศษ ได้เงินมาเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งก็บอกว่า "มึงซื้อ Bitcoin สิ"
ในหัวผมตอนนั้นคือ ผมไม่แน่ใจในเงินดิจิทอลตัวนี้ เป็นอาจจะเป็น scam เลิกสนใจมันไป
ปี 2013
ความรู้ทางการเงิน = 20%
ความรู้ BTC =0%
ผมเริ่มทำงาน และได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการเงิน เริ่มมีเงินเก็บเล็กๆน้อยๆ
แน่นอนว่าเป็นการลงทุนในหุ้นไทย กองทุนรวม กองทุนดัชนี และมีการลดความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ มีเงินสำรองฉุกเฉิน เริ่มเก็บเรื่อยๆ
ในส่วนของ BTC ตอนนั้นเคยไปดูกราฟราคา แล้วคิดเล่นๆว่า "ถ้าเราซื้อตั้งแต่ปี 2010 เราคงรวยไปแล้วเนอะ" แล้วก็ไม่ได้ติดตาม ไม่ได้สนใจ BTC อีกเลย
หลังจากนั้นผมก็พยายามทำงานเก็บเงิน
แต่ต้องยอมรับว่า ไม่มีความสม่ำเสมอ บางครั้งก็เก็บตามอารมณ์ บางครั้งมีเหตุให้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ ผมก็ใช้ชีวิตทำงาน เที่ยวเล่นบ้าง ไปเรื่อยๆ
ปี 2017-2019
ความรู้ทางการเงิน = 20%
ความรู้ BTC =0%
ช่วงนี้ผมก็ใช้ชีวิตคล้ายๆช่วงปี 2013 เงินเก็บบ้าง ลงทุนบ้าง ใช้บ้างไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินครบ 6 เดือนแล้ว
มีเพื่อนคนหนึ่ง เคยพูดกับผมว่า คนรู้จักของเขา ซื้อ BTC ทำกำไรได้เรื่อยๆนะ
ที่จริงน่าจะซื้อไว้ ผมก็เออๆ ไม่ได้สนใจอะไรอีก และยังไม่คิดที่จะศึกษาและซื้อ BTC (ผมพลาดการศึกษา และซื้อ BTC มาแล้วถึง 3 ครั้ง)
ปี 2020-2021
ความรู้ทางการเงิน = 25%
ความรู้ BTC =5%
2 ปี แห่งความยุ่งเหยิง ทั้งโรคระบาด เศรษฐกิจหยุดชะงัก ผมโดนออกจากงาน
ตอนนั้นมีเพื่อนอีกคน พูดว่า "มึง Bitcoin เหรียญละล้านแล้วนะ"
ผมก็เริ่มศึกษา แต่.... ผมดันไปลงพวก meme coin ,alt coin ,การลงทุนกับเกม play to win (ยังสยองและเข็ดกับคำว่า เกมต้นน้ำ จนถึงวันนี้)
ผมก็เสียเงินไปประมาณ 150,000 บาท กับ เกม play to win และเหรียญ alt coin หลายตัว และตอนนี้ เงินสำรองฉุกเฉินใช้จนหมด หน้ามืดและ FOMO จนหมด
ผมก็ต้องดิ้นรน จนหางานใหม่ได้ แต่เงินน้อยกว่าเดิม ตอนนี้คือต้องเริ่มเก็บเงินใหม่กันเลย จนทำให้ผมเริ่มศึกษา และแยกความแตกต่าง BTC กับ Alt coin ออกจากกัน (ต้องเจ็บ ต้องเสียเวลา เสียเงิน ก่อนถึงจะรู้สึก)
ในปีนี้ผมเริ่มรู้จักวิธีการโอนเหรียญ, รู้จัก exchange, wallet แบบต่างๆ
ปี 2022-2023
ความรู้ทางการเงิน = 25%
ความรู้ BTC =10%
ปี 2022 เป็นปีแรกที่เริ่มซื้อ BTC แต่ตอนนั้นผมซื้อแค่ 5,000 บาท ผ่าน exchange ของไทย เริ่มศึกษาข้อมูลมาเรื่อยๆ ด้วยตนเอง (รู้ว่ามันดีแต่ยังไม่ได้เข้าใจมาก)
ด้วยความที่ปีนี้ โควิดเพิ่งซา ทำให้ผมยังไม่ค่อยมีเงินซื้อมากนัก รวมถึงปี 2023 ผมเริ่มเป็นวัยกลางคนที่มีภาระทั้งครอบครัว และส่วนตัว
ทำให้เป็นปีที่พยายามเก็บเงินซื้อ BTC ได้ไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็ซื้อแค่หลักพันบาท (เสียดายมาก)
ปี 2024-2025
ความรู้ทางการเงิน = 50%
ความรู้ BTC =20%
ปี 2024 เป็นปีแห่งการเบิกเนตร เมื่อผมเจอคลิป อาจารย์ตั๊ม และคลิปอื่นๆจากช่อง Right Shift สิ่งที่เปิดโลกผมมากที่สุดคือเรื่องระบบการเงิน การพิมพ์เงิน ความน่ากลัวและน่ารังเกียจของเงินเฟ้อ
มันมาตอบคำถามเราเลยว่า ทำไมเราตั้งใจทำงานมา 10 ปี เราไม่เห็นจะรวยขึ้นเลย คำตอบคือ เรานำเงินไปวางผิดที่ไงหล่ะ แถมยังโดนพิษเงินเฟ้อ การพิมพ์เงินเล่นงานด้วย (โดนควบคุมมาทั้งชีวิตไม่รู้ตัว)
ผมก็ศึกษา ดูคลิปมาเรื่อยๆ ปีนี้ผมเพิ่งมาเข้าใจว่า ทำไม BTC ถึงราคาสูงขนาดนี้
(ถ้าผมโชคดีได้ซื้อ BTC ในปี 2010 แต่ไม่มีชุดความรู้ของ Right Shift ที่รู้ในปี 2024 ผมก็คงขาย BTC ออกไปจนหมดอยู่ดี) เหมือนที่อาจารย์ตั๊มบอกว่า การทนถือยาว มันยากกว่าที่คิด
พอได้เห็น Bitcoin community ทางออนไลน์ และงานประชุม แถมได้เข้ามาอยู่ใน nostr มันทำให้ผมรู้สึกไม่ได้โดดเดี่ยว (เรามีผู้ร่วมชะตากรรมเยอะอยู่เหมือนกัน)
2 ปีนี้ผมเริ่ม DCA อย่างเป็นระบบ ด้วยเงินไม่มากต่อเดือน เก็บออมไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดเวลา
ตอนนี้ ความคิดของผมต่อ BTC มันต่างไปจากเดิม จากตอนแรกมันคือ scam ถ้าจะเข้ามาก็ต้องขายออกให้เร็วตอนกำไรเยอะๆ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า BTC มันคือ สินทรัพย์ที่ใช้เก็บมูลค่าได้ ป้องกันเงินเฟ้อ และทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นในหลายมิติ
ผมก็ตื่นเต้นเหมือนกันที่คิดว่า ถ้าเรา DCA BTC ไปเรื่อยๆ อีก 2-3 halving cycle
ตัวเราจะเป็นยังไง และ มูลค่าของ BTC ที่เราถ้าจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเราขนาดไหน?
#btc #bitcoin #siamstr #nostr #rightshift
เมื่อวานผมนั่งคิดอยู่ว่า ถ้าเรา “รู้งี้” ว่าจะต้องออม BTC ตั้งแต่ ปี 2011 เราจะได้ BTC แต่ละปีเท่าไหร่
เกณฑ์คือ DCA BTC วันที่ 1 ของทุกเดือน ด้วยเงิน 500 usd สรุปได้ดังนี้
ปี 2011 ได้ 4343 BTC
ปี 2012 ได้ 882 BTC (1st halving)
ปี 2013 ได้ 109 BTC
ปี 2014 ได้ 11 BTC
ปี 2015 ได้ 23 BTC
ปี 2016 ได้ 11 BTC (2nd halving)
ปี 2017 ได้ 3 BTC
ปี 2018 ได้ 0.822 BTC
ปี 2019 ได้ 1.010 BTC
ปี 2020 ได้ 0.611 BTC (3th halving)
ปี 2021 ได้ 0.137 BTC
ปี 2022 ได้ 0.227 BTC
ปี 2023 ได้ 0.224 BTC
ปี 2024 ได้ 0.099 BTC (4th halving)
พอมาดูตัวเลข ทำให้ผมรู้สึกว่า เงินเฟ้อ การพิมพ์เงินมันน่ากลัวมาก เงินที่เสื่อมมูลค่าเร็วแบบนี้ มันจะทำให้การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเดิม ยากมากขึ้น (สินค้า อาหารแพงขึ้น แถมซื้อบ้านกันไม่ไหวแล้ว) ผมได้คำตอบแล้วว่าทำไม ผมจนลงทั้งๆที่ขยันทำงาน เก็บเงิน ลงทุน(แบบผิดๆ) มาตลอด
พอมาดูจำนวน BTC ที่ได้ พอผ่าน halving ไปสักสองครั้ง ราคาของ BTC ไปไกลจนออมได้แค่ หลักทศนิยมเท่านั้น
ตอนแรกก็ท้อครับ คิดว่าเราคงมาช้าไป ที่จะมาเริ่มในปี 2024-2025 แต่ผมก็กลับมาคิดได้ว่า เราต้องการหาแหล่งเก็บเงินที่ไม่เสื่อมค่า เราจะออมกี่บาทก็ตามเมื่อเราซื้อเป็นหน่วย BTC ในระยะยาวมูลค่ามันไม่ลดลง
ดูจากสถิติของ BTC halving แล้ว ในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า มูลค่าของ BTC ก็คงจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก (ถึงจะเปลี่ยนไม่มากเท่าเมื่อก่อน และอาจจะไม่ทำให้รวย พลิกชีวิต เหมือนสิ่งที่ฝันเฟื่องไว้ก็ตาม) ผมคิดว่า มันเป็น solution ที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าdca ไปเรื่อยๆอีก 5-10 ปี ผลลัพธ์จะเป็นแบบไหน แล้วทำให้คุณภาพชีวิตเราเป็นยังไง
ความน่ากลัวและน่ารังเกียจของเงินเฟ้อคือการบิดเบือนข้อมูล จนประชาชนไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลร้ายแรงในอนาคต ตัวผมเองก่อนเบิกเนตรก็ไม่ได้สนใจเรื่องการพิมพ์เงิน และเงินเฟ้อเลย พอตอนนี้รู้แล้ว ก็เลยตั้งใจ DCA BTC เพื่อวันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องมาพูดว่า “รู้งี้” อยู่อีก
ยิ่งรู้ช้า ยิ่งลำบาก เวลามีค่า ศึกษา Bitcoin
#siamstr #btc #bitcoin