สรุปเนื้อหาจาก #BitcoinTalkShot
ฝันอยากจะรวยแต่ไม่รู้จักเก็บออม คือ "ฝันกลางวัน"
ในตอนนี้ อ.พิริยะ ได้กล่าวถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่ง โดยเน้นย้ำว่าการเก็บออมและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้นสำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด และ Bitcoin สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการเสื่อมค่าของเงินออม
📌 📌 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความรวยอย่างรวดเร็ว
🟠 หลายคนมีความฝันที่จะรวยเร็วจากการเทรดหรือลงทุน โดยได้รับอิทธิพลจากโฆษณาที่อ้างว่าทำเงินได้จำนวนมาก
🟠 อย่างไรก็ตาม สถิติในตลาดชี้ให้เห็นว่า "95% ของเทรดเดอร์มักจะขาดทุน" และมีเพียง 1-2% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้มหาศาล
🟠 การเทรดหรือลงทุนนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด และการพยายามหาจุดต่ำสุดหรือสูงสุดในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมาก และมีประโยชน์น้อยกว่าการอยู่ในตลาดเป็นระยะเวลานาน
🟠 การเข้าไปในตลาดด้วยเงินทั้งหมดที่มี โดยที่ไม่มีฐานรองรับและมีความคาดหวังสูง (เช่น หวังรวยพลิกชีวิต) นั้น เป็น "สูตรสำเร็จแห่งหายนะ" เพราะจะทำให้คุณไม่สามารถทนรับความเสียหายได้ และมักจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบ
📌📌 ความสำคัญของการสร้างรายได้และการเก็บออมเป็นรากฐาน
🟠 สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออมเงินได้ (รายจ่ายมากกว่ารายได้) "หน้าที่แรกคือการสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย" ไม่ใช่การมองหาวิธีรวยเร็วผ่านการลงทุน
🟠 "การออมคือ "แม่ทุกสถาบัน" และเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งและการลงทุน"
🟠 รากฐานทางการเงินที่มั่นคงจากการออมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ และไม่ต้องรีบเร่งในการตัดสินใจลงทุน
🟠 หากมีเงินออมที่เพียงพอ คุณจะสามารถแบ่งเงินส่วนเล็ก ๆ ไปลงทุนได้โดยไม่รู้สึกกดดัน และสามารถทนต่อความผันผวนหรือการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลกำไรที่ยั่งยืน
📌📌 ปัญหาของการเก็บออมด้วยเงินเฟียต (เงินกระดาษ) และบทบาทของเงินเฟ้อ
🟠 ปัญหาหลักของการเก็บออมเงินคือ "การเสื่อมค่าของเงิน" หรือ "เงินเฟ้อ"
🟠 แม้จะเก็บออมเงินจำนวนมาก เช่น 35 ล้านบาท หรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มื่อเวลาผ่านไป อำนาจการจับจ่ายของเงินนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
🟠 อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง (จากปริมาณการพิมพ์เงิน เช่น M2 ของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โตเฉลี่ย 6-6.5% ต่อปี) ทำให้การออมเงินเฟียตไม่สามารถสร้างฐานะได้ในระยะยาว
🟠 ในช่วงแรกของการออม เงินออมอาจยังเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินออมจะลดลง และเงินเฟ้อจะทำให้อำนาจการจับจ่ายลดลง "เป็นเหมือน "กำแพง" ที่กั้นไม่ให้คนส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งได้เกินจุดหนึ่ง"
🟠 รายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปกติ (เช่น 1-3% ต่อปี) มักไม่เพียงพอที่จะชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่านี้ ทำให้การออมเงินเฟียตอย่างเดียวเป็นไปได้ยากที่จะชนะเงินเฟ้อ
📌📌 Bitcoin ในฐานะ Store of Value ที่ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ
🟠Bitcoin ถูกนำเสนอเป็นทางออกสำหรับปัญหาการเสื่อมค่าของเงิน โดยทำหน้าที่เป็น Store of Value (แหล่งเก็บรักษามูลค่า) ที่ดี
🟠คุณสมบัติสำคัญของ Bitcoin คือ "มีปริมาณจำกัด" ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ง่าย มีกฎการผลิตที่ตายตัว และต้องใช้พลังงานในการผลิตอย่างยุติธรรม
🟠 สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็น Store of Value ได้ดีคือสินทรัพย์ที่เมื่อราคาสูงขึ้นแล้ว อัตราการผลิตของมันไม่สามารถเร่งเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของตลาด เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ (ในอดีต) และ Bitcoin
🟠 การออมในสินทรัพย์ที่มูลค่าเติบโตขึ้นตามเวลา เช่น Bitcoin (ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นที่สูงกว่าเงินเฟียตมาก เช่น 15% ต่อปีอย่างอนุรักษ์นิยม) จะช่วยให้เงินออมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง
🟠 จากการจำลอง (simulation) แสดงให้เห็นว่า การออมใน Bitcoin ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม (เช่น เดือนละ 10,000 บาท) จะทำให้มูลค่าเงินออมในอนาคตมีอำนาจการจับจ่ายที่สูงกว่าการออมในเงินเฟียตอย่างมาก
🟠 สิ่งนี้จะช่วยให้บุคคลสามารถ "ปลดล็อก" กำแพงของเงินเฟ้อ ทำให้ฐานะทางการเงินเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และถึงจุดหนึ่งที่ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งให้คุณหยุดออมเงินจากการทำงานปกติได้ [18, 19].
🟠 อย่างไรก็ตาม Bitcoin จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีปัญหาในการ "เก็บรักษา" มูลค่า (store value) อยู่แล้ว ไม่ใช่ผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บเลย
📌📌 สรุปและข้อคิด
🟠 การสร้างฐานรากทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
🟠จากนั้นจึงพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อและรักษามูลค่าได้ เช่น Bitcoin เพื่อให้เงินออมของเราเติบโตจริงในระยะยาว
🟠 เมื่อมีฐานที่มั่นคงแล้ว คุณจะสามารถลงทุนได้อย่างใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อน และสามารถรับการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุน
🟠 การเร่งให้เงินเติบโตในวันที่ยังไม่พร้อม (เช่น มีเงินน้อยแต่คาดหวังผลตอบแทนสูงมาก) เป็นสิ่งที่อันตรายและเพ้อเจ้อ
#Bitcoin #BTC #PersonalFinance #การเงิน #SiamStr
สนับสนุน #SorawichToday ผ่าน Bitcoin Lightning ได้ที่
⚡️ sorawichv@blink.sv
สนับสนุน #SorawichToday ด้วยการสั่งซื้อน้ำพริกนรกปลาสลิด รสจัดจ้านถึงใจ กินกับอะไรก็ฟิน เพียงถุงละ 50 บาท (*ค่าส่ง 25 บาททั่วประเทศ) ทัก Inbox เพจได้เลย
ติดต่อโฆษณา / ประชาสัมพันธ์
📧 sorawichtoday@outlook.com





สรุปประเด็น #BitcoinTalk200 "The Lies They Tell You"
Part 1 - Bitcoin : นิยามและคุณสมบัติหลัก
Bitcoin ถูกนำเสนอในฐานะ "Peer-to-Peer Electronic Cash System" ตามที่ระบุไว้ใน White Paper ปี 2008 ของ Satoshi Nakamoto คุณสมบัติสำคัญของ Bitcoin ที่ถูกเน้นย้ำคือ:
- P2P (Peer-to-Peer) System : เป็นระบบที่สามารถทำธุรกรรมระหว่างบุคคลกับบุคคลได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง เช่น ธนาคารหรือหน่วยงานรัฐ
- Electronic Cash (เงินสดดิจิทัล) : ต่างจากเงินดิจิทัลทั่วไปที่เป็นเพียงการโอนหนี้ระหว่างบัญชี Bitcoin ทำหน้าที่เป็น "bearer instrument" หรือเงินที่ตัวมันเองมีมูลค่าและสามารถส่งมอบมูลค่าระหว่างกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการบันทึกบัญชีหลังบ้านของธนาคาร
- Decentralized (ไร้ศูนย์กลาง) : ระบบถูกออกแบบมาให้ไม่มีหน่วยงานกลางใด ๆ ควบคุม ทำให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง
- Limited Supply (จำนวนจำกัด) : มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญที่สุด และถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโต้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 (Hamburger/Subprime Crisis) ที่เกิดจากการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเพื่ออุ้มสถาบันการเงิน ทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าประชาชนลดลงอย่างรวดเร็ว
Bitcoin ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่ "นำอำนาจในการพิมพ์เงินออกจากมือของรัฐบาล" และเป็น "Digital Sound Money" หรือทองคำดิจิทัล เนื่องจากความสามารถในการรักษามูลค่าและเป็นอิสระจากการควบคุม
Part 2 - วิวัฒนาการและปัญหาของระบบเงินเฟียต (Fiat Money)
อ. พิริยะ ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดที่ว่าเงินจะต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังนั้นเป็นความเข้าใจผิดในปัจจุบัน โดยใช้ประวัติศาสตร์ของเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทไทยเป็นตัวอย่าง:
1. เงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD)
- จาก Gold Standard สู่ Fiat Money : ในอดีตเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เคยถูกหนุนหลังด้วยทองคำ (Gold Standard) โดยสามารถนำธนบัตรไปแลกเป็นทองคำได้ในอัตราที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งรัฐบาลระงับการแลกเปลี่ยนทองคำชั่วคราวเพื่อพิมพ์เงินสนับสนุนสงคราม
- Executive Order 6102 (1933) : ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ประชาชนนำทองคำมาคืนธนาคารเพื่อรับเงินดอลลาร์ โดยมีบทลงโทษรุนแรงหากไม่ปฏิบัติตาม ไม่นานหลังจากนั้น อัตราแลกเปลี่ยนทองคำกับดอลลาร์ก็ถูกปรับลดลงอย่างมาก ทำให้มูลค่าดอลลาร์ลดลงทันทีถึง 33-40% "ผู้คนทุกคนที่ถือเงินดอลลาร์ในคืนนั้น ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเงินของพวกเขามีค่าน้อยลง 40% ภายในชั่วข้ามคืนด้วยกฎประกาศกฎหมายฉบับเดียว"
- Bretton Woods Agreement (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2) : กำหนดให้ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรอง (reserve currency) ของโลก โดยมีมูลค่าเทียบเท่าทองคำ และบังคับให้ประเทศสมาชิก IMF ฝากทองคำไว้กับสหรัฐฯ
- Nixon Shock (1971) : ประธานาธิบดี Richard Nixon ประกาศยกเลิกการแลกเปลี่ยนดอลลาร์กับทองคำ ทำให้ทองคำมีราคาลอยตัวตามกลไกตลาด ดอลลาร์จึงไม่มีอะไรหนุนหลังอีกต่อไป กลายเป็นเงินเฟียตอย่างสมบูรณ์ "สหรัฐอเมริกาและเงินดอลลาร์สามารถชักดาบคนทั้งโลกที่ถือดอลลาร์ไว้ในมือได้ด้วยการบอกว่าดอลลาร์ที่คุณถืออยู่ ที่เราเคยบอกว่ามันมีค่าเท่ากับทองคำนั้นน่ะ วันนี้มันไม่มีค่าเท่ากับทองคำแล้วแหละ"
- Petrodollar : หลังจากปี 1971 ดอลลาร์พยายามผูกโยงมูลค่ากับน้ำมัน ทำให้ทุกประเทศที่ต้องการซื้อน้ำมันต้องใช้ดอลลาร์ สร้างอุปสงค์คงที่ให้กับดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม มูลค่าของดอลลาร์ก็ยังคงผันผวน และหนี้ที่ออกในรูปดอลลาร์ยังคงสร้างอุปสงค์ให้ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง
2. เงินบาทไทย
- จาก Silver Standard สู่ Fiat Money : ในอดีตเงินบาทเคยถูกหนุนหลังด้วยแร่เงิน (Silver Standard) เนื่องจากการค้าขายกับจีนและอินเดียที่ใช้เงินเป็นหลัก
- การเปลี่ยนสู่ Gold Standard (1902) : ไทยเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานทองคำตามแนวโน้มของโลก โดย 1 บาทมีมูลค่าเท่ากับ 0.5518 กรัมทองคำ และมีการปรับค่าให้ 1 บาทแลกทองคำได้มากขึ้นในปี 1928
- การยกเลิกมาตรฐานทองคำ (1932) : เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลก ไทยเปลี่ยนการผูกค่าเงินบาทกับทองคำ ไปผูกกับเงินปอนด์สเตอร์ลิงแทน ซึ่งปอนด์กำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เป็นการยกเลิกการหนุนหลังด้วยทองคำโดยปริยาย
- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2: ไทยเข้าสู่ระบบ Bretton Woods โดยมีเงินดอลลาร์และสกุลเงินหลักอื่น ๆ เป็นทุนสำรอง แต่ยังคงสามารถผลิตเงินได้เพิ่มเติมผ่านระบบ Fractional Reserve Banking
- วิกฤตต้มยำกุ้ง (1997) : การพิมพ์เงินอย่างมหาศาลจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง นำไปสู่การโจมตีค่าเงินบาท และทำให้เงินบาทลอยตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
- ปัจจุบัน : เงินบาทไทยไม่ได้มีสินทรัพย์มีค่าหนุนหลังโดยตรงเช่นเดียวกับดอลลาร์ "สิ่งเดียวที่มันแบ็คหลังมันอยู่ก็คือหนี้ที่เอามาจากความมั่งคั่งของผู้คนในอนาคต มาผลิตเป็นเงินในปัจจุบันนี้"
Part 3 - เงินเฟ้อ : ความเข้าใจผิดและผลกระทบที่แท้จริง
อ. พิริยะ วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดเรื่อง "เงินเฟ้ออ่อน ๆ 2%" ที่ถูกนำมาใช้เป็นเป้าหมายของธนาคารกลางทั่วโลก :
- ที่มาของเป้าหมาย 2% : ตัวเลข 2% ไม่มีที่มาจากทฤษฎีหรือการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ใด ๆ แต่เป็นเพียงตัวเลขที่ถูก "กะๆ เอา" โดยธนาคารกลางนิวซีแลนด์ในปี 1990 เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการใช้นโยบายการเงิน
- CPI (Consumer Price Index) ที่บิดเบือน : ตัวเลขเงินเฟ้อที่ประกาศโดยรัฐบาล (CPI) ไม่ได้สะท้อนภาวะเงินเฟ้อที่แท้จริงอีกต่อไป เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน "ตะกร้าสินค้า" ที่ใช้วัดและคำนิยามของสินค้าในตะกร้า ตัวอย่างเช่น การนำไข่ออกจากตะกร้าเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น หรือการย้ายราคาบ้านไปอยู่ในหมวดการลงทุนแทน ทำให้ตัวเลข CPI ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก "ทำไมเราเห็นข้าวของมันแพงขึ้น 7-8% 10% 20% แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่รัฐบาลแถลงออกมายังอยู่แค่ 2% 3% หรือบางทีติดลบด้วยซ้ำ"
- ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อและ Productivity : ในอดีตยุคมาตรฐานทองคำ แม้จะมีเงินเฟ้อเล็กน้อย แต่ Productivity ที่สูงกว่าทำให้ผู้คนสามารถซื้อของได้มากขึ้นทุกปี เพราะเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิตทำให้ราคาสินค้าลดลง สิ่งนี้เรียกว่าภาวะเงินฝืด แต่เป็นภาวะที่คนเต็มใจใช้จ่ายเพราะเงินออมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น
- เงินเฟ้อที่แท้จริงคือการปล้น : การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% หมายถึงการตั้งเป้าให้ "ข้าวของจะแพงขึ้น 2% ทุกปี นั่นหมายความว่าเงินจะต้องมีอำนาจจับจ่ายลดน้อยลง 2% ทุกปี" ผู้ที่พิมพ์เงินได้ก่อนจะได้รับประโยชน์จากเงินใหม่ก่อนที่ราคาสินค้าจะปรับขึ้น (Seigniorage Effect) ทำให้คนใกล้ชิดอำนาจร่ำรวยขึ้น ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและมูลค่าเงินออมที่ลดลง "เงินที่อยู่ในกระเป๋าของเราถูกทำให้เสื่อมมูลค่าลง โดยที่เราไม่ได้มีอำนาจหรือไม่ได้มีปากไม่มีเสียง ไม่สามารถต่อรองหรือไม่สามารถถกเถียงอะไรได้ เราอยู่เฉย ๆ เราก็จน เราเก็บออมเราก็จน"
Part 4 - CBDC (Central Bank Digital Currency) และการสูญเสียอิสรภาพ
อ. พิริยะ เตือนว่าโลกกำลังก้าวไปสู่ระบบ CBDC ซึ่งจะทำให้ :
- สูญเสียความเป็นส่วนตัว : การทำธุรกรรมทุกบาททุกสตางค์จะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ทำให้ข้อมูลและทรัพย์สินสูญหายไปอย่างสิ้นเชิง
- เงินเป็นเครื่องมือควบคุม : เงินจะเปลี่ยนจากเครื่องมือในการเก็บออมความมั่งคั่ง กลายเป็น "เครื่องมือในการควบคุมประชาชนโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด"
Part 5 - Bitcoin ในฐานะทางเลือก
Bitcoin ถูกนำเสนอในฐานะทางออกสำหรับปัญหาของระบบการเงินปัจจุบัน เพราะ :
- เป็นเงินที่รักษาคุณค่าได้จริง : ด้วยจำนวนที่จำกัดและกระบวนการผลิตที่โปร่งใสและแข่งขันได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถพิมพ์ Bitcoin เพิ่มเพื่อลดทอนมูลค่าได้ "นี่คือสาเหตุที่ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้มีจำนวนแค่ 21 ล้านบิทคอยน์ ไม่สามารถผลิตได้มากไปกว่านี้"
- คืนอำนาจให้กับประชาชน : การที่ Bitcoin ไร้ศูนย์กลางและทนทานต่อการแทรกแซงจากรัฐ ทำให้ประชาชนสามารถมีอิสรภาพในการทำธุรกิจ เก็บออม และส่งต่อความมั่งคั่งให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง "ทำให้เราสามารถมีเงินที่สามารถรักษา มูลค่าได้ อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี"
- นวัตกรรมเปลี่ยนโลก : Bitcoin คือสิ่ง "ที่นำเอาอำนาจในการพิมพ์เงินออก จากมือของรัฐบาล โดยใช้วิธีอันแยบยลที่รัฐบาลไม่สามารถยับยั้งได้" และระบบที่กระจายตัวไปทั่วโลกทำให้แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานการโจมตีจากรัฐได้
โดยสรุป อ. พิริยะ เน้นย้ำว่า Bitcoin ไม่ได้มีมูลค่าในตัวเอง แต่มีมูลค่าเพราะสิ่งที่มันทำได้ คือการเป็นระบบการเงินที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ ปลอดภัย และที่สำคัญที่สุดคือ "เป็นเงินที่เวลาคุณถือไว้เนี่ย ไม่มีใครมาทำให้มันเสื่อมมูลค่าด้วยการไปผลิตมันเพิ่มขึ้น โดยที่คุณควบคุมไม่ได้ได้ด้วย"
ที่มา : เพราะพวกเขายังโกหกไม่เลิก โลกถึงต้องมี Bitcoin (ความลับการเงินโลก 81 นาที)
Link :
สั่งซื้อหนังสือ #TheBitcoinStandard คลิก
📌 bit.ly/TheBitcoinStandard-Shopee
สั่งซื้อหนังสือ #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ คลิก
📌 bit.ly/EIOL-Shopee
สั่งซื้อหนังสือ #เงินเฟ้อคือคดีอาญา คลิก
📌 bit.ly/InflationIsACrime-Shopee
#SiamStr
🚀 เจาะลึก MicroStrategy: ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่และกลยุทธ์สุดล้ำ! 🚀
MicroStrategy ไม่ใช่แค่บริษัทซอฟต์แวร์ธรรมดา แต่เป็นผู้เล่นคนสำคัญในโลกของ Bitcoin ที่กล้าหาญ! พวกเขาคือ ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุด ในบรรดาบริษัทมหาชน ด้วยจำนวนกว่า 580,000 BTC ซึ่งแซงหน้าผู้ถือครองรายอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด! การลงทุนในหุ้น MSTR (MicroStrategy) จึงกลายเป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึง Bitcoin โดยอ้อม 📈
💰 กลยุทธ์ระดมทุนอัจฉริยะเพื่อ Bitcoin
Michael Saylor ซีอีโอผู้มากวิสัยทัศน์ของ MicroStrategy ได้สร้างสรรค์เครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin เขาเปรียบเสมือนกูรูที่ใช้ "หุ้นบุริมสิทธิ์ชั่วนิรันดร์" (perpetual preferred stock) ซึ่งเป็นเหมือนการกู้เงินแบบจ่ายแค่ดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องคืนเงินต้น! ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมล่ะ?
ประเภทของหุ้นบุริมสิทธิ์หลักที่น่าจับตา:
* STRK (Strike): ดอกเบี้ย 8% ราคาพาร์ มีสิทธิ์แปลงเป็นหุ้นสามัญได้หากราคาหุ้นสามัญแตะระดับที่กำหนด (คาดว่ามากกว่า $1,000) เหมาะกับคนอยากได้ทั้งดอกเบี้ยและลุ้นส่วนต่างราคา! 🎯
* STRF (Strive): ดอกเบี้ย 10% ราคาพาร์ ไม่มีสิทธิ์แปลง แต่ถ้าบริษัทไม่จ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจะทบต้นไปงวดหน้าได้สูงสุดถึง 18% ต่อปี! เหมาะกับคนอยากได้ผลตอบแทนแน่นอนและมีหลักประกันการทบต้น 🛡️
* STRD (Strike): หุ้นบุริมสิทธิ์ล่าสุด ดอกเบี้ยเริ่มต้น 10% ราคาพาร์ ไม่มีสิทธิ์แปลง และที่สำคัญคือ ถ้าข้ามการจ่ายดอกเบี้ย จะไม่มีการชดเชยในงวดถัดไป! ถือเป็น "junk bond" ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ให้ดอกเบี้ยที่น่าดึงดูดใจสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ 💰
หัวใจของกลยุทธ์:
MicroStrategy นำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเหล่านี้ไปซื้อ Bitcoin หากมูลค่า Bitcoin พุ่งขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย (ประมาณ 10% ต่อปี) เท่ากับว่าบริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าภาระหนี้สิน ทำให้สถานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น! ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังสามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนในราคาที่สูงขึ้น (เมื่อราคาหุ้น MSTR ขึ้นตาม Bitcoin) มาจ่ายดอกเบี้ยได้อีกด้วย! กลยุทธ์นี้ถูกมองว่าคล้ายกับการที่รัฐบาลกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า แต่ในกรณีนี้มีสินทรัพย์อย่าง Bitcoin หนุนหลัง! 💡
การออกตราสารหนี้และหุ้นบุริมสิทธิ์หลากหลายประเภทนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดเงินทุนจากตลาดตราสารหนี้ขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่า MicroStrategy กำลังมองหาแหล่งเงินทุนที่หลากหลายเพื่อเป้าหมายในการสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่อง!
🧠 ปรัชญา "21 Ways to Wealth" ของ Michael Saylor
Michael Saylor ไม่ได้แค่บริหารบริษัท แต่เขายังเป็นนักคิดและผู้ให้แรงบันดาลใจ! ในงาน Bitcoin 2025 เขาได้นำเสนอ "21 แนวทางสู่ความมั่งคั่ง" ซึ่งสะท้อนปรัชญาของเขาที่มีต่อ Bitcoin และการสร้างความมั่งคั่ง ลองมาดูประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ:
* Clarity (ความชัดเจน) & Conviction (ความเชื่อมั่น): Saylor เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า Bitcoin คือทุนทรัพย์ที่สมบูรณ์แบบและจะให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ 💎
* Courage (ความกล้า): เขาสนับสนุนให้กล้าที่จะลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ ๆ อย่าง Bitcoin 🚀
* Composition (โครงสร้างที่ดี) & Cooperation (การตั้งบริษัท): การใช้โครงสร้างนิติบุคคลอย่าง MicroStrategy ช่วยบริหารจัดการสินทรัพย์และขยายความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประโยชน์ด้านภาษีมากกว่าบุคคลธรรมดา 🏢
* Focus (การมุ่งเน้น) & Commitment (ความมุ่งมั่น): มีเป้าหมายที่ชัดเจน มุ่งมั่นกับ Bitcoin และไม่วอกแวกไปกับเหรียญอื่น ๆ 💯
* Credit (การใช้เครดิต): ใช้สินทรัพย์ค้ำประกันธุรกิจเพื่อเพิ่มทุนและกำไร ซึ่ง MicroStrategy ได้นำไปใช้ในการระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin 🔄
* Adaptation (การปรับตัว) & Evolution (วิวัฒนาการ): ต้องมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ 🐛🦋
🔮 บทบาทในอนาคตของ MicroStrategy
MicroStrategy ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญในยุคหลัง Bitcoin อาจพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่คล้ายธนาคารแต่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต หรืออาจทำหน้าที่เหมือน "สาขา" หนึ่งของ Federal Reserve ที่เป็นอิสระ โดยใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง! กลยุทธ์ของพวกเขาอาจเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่น ๆ หรือแม้แต่ประเทศชาติในอนาคต! ด้วย "อุปกรณ์" (เครื่องมือทางการเงิน) ที่น่าสนใจ ทำให้ MicroStrategy เป็นบริษัทที่ควรจับตาดูอย่างใกล้ชิดในโลกของการเงินยุคใหม่! 👀
#MicroStrategy #Bitcoin #MichaelSaylor #ลงทุน #MSTR #SiamStr
ที่มา : สรุปจากรายการ #RightNews ตอนล่าสุด (5 มิถุนายน 2025)
Link รายการ : 






เค้าบอกเศรษฐกิจไทยหลังโควิดจะเป็น K-Shaped น่าจะจริงแหละครับ และธธุรกิจครอบครัวผมที่ทำอยู่ ก็คงจะอยู่ใน K ขาลง
เมื่อธุรกิจที่บ้าน ไม่มีลูกค้ามาจะครึ่งเดือนแล้ว
ขณะที่ยังต้องกิน ต้องใช้ และเป็นอีกครั้งแล้ว ที่ Bitcoin ที่ตั้งใจ Stack มา ต้องเอาเข้า Binance Loan กู้ USDT มาใช้ก่อน
ระหว่างรอลูกค้ากลับมา ผมกับคุณแม่ทำ น้ำพริกนรกปลาสลิด ขายนะครับ ราคาแค่ 50 บาทเท่านั้น ใครที่แวะผ่านไปผ่านมาใน #SiamStr กดกันไปคนละถุง สองถุงได้นะครับ แล้วทุกคนจะติดใจ
พิกัด : 