
เรื่อง BB fasting โพสนั้นเอาจริงๆผมปั่นผมกาวนะ แต่เค้าเรียกอะไร สร้างจากเรื่องจริง ซึ่ง BB fasting มีจริงๆ
แต่แบ่งเป็นแบบนี้ครับคือ
1. การมองว่าเป็น BB fasting ก็ต้องทำแบบ BB fasting อะไรที่เปลี่ยนไปกว่านั้นก็จะไม่ใช่และทำไม่ได้ เหมือนคุณฟาสไข่ ก็ไม่เห็นต่อรองว่า เสริมปลาด้วยได้ไหม เปลี่ยนไข่ไก่เป็นไข่กุ้งได้ไหม พอนึกภาพออกใช่ไหมครับ
2. BB fasting ไม่ใช่วิธีเดียวบนโลก ไม่ใช่วิธีเลิศเดะเดะเห้ย อะไรแบบอย่างเดียวบนโลก แต่มันทำได้จริง เรียกว่า 80-90% เห็นผลจริง แล้วก็แต่อีกเช่นกันคือ ถ้ามองโครงสร้างเลย มันคือการกินโปรตีน+ไขมัน แล้วตัดคาร์บออกไปเลย ตั้งเป้าระยะสั้นแค่ 1-2สัปดาห์ ทีนี้จะแทนด้วยอะไรก็คิดเองได้เลย ถ้ากลัวว่าจะผิดความ BB fasting ก็อย่าไปเปลี่ยนเขา แต่ถ้าคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลยครับ แค่มันไม่ใช่ BB fasting แค่นั้นเองครับ ผมถึงมีข้อนึงในหลักการกินที่บอกว่า "ถ้าถามว่าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม ให้ไปอ่านข้อ 1 ใหม่"
ทีนี้ผมเอาเหตุผล ของการเลือก วัว กับ เนย Beef and Butter หรือ BB ที่เราเรียกกันมาให้ทำความเข้าใจครับ
เราเอาแบบแค่โปรตีนเลยนะครับ ไม่เอาแร่ธาตุ วิตามิน มาเกี่ยวเลย เจาะที่เรื่องเดียวก่อนเลยนี่ คุณภาพโปรตีนของเนื้อวัวสูงกว่าเนื้อหมู เนื่องจาก ค่าความสมบูรณ์ของโปรตีน (Protein Quality) ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของกรดอะมิโนจำเป็นและการย่อยได้ของโปรตีน โดยเฉพาะประเด็นคร่าวๆประมาณนี้ครับ
องค์ประกอบของกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids)
โปรตีนในเนื้อวัวมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนและสมดุลกว่า เช่น ลิวซีน (Leucine) และ ไลซีน (Lysine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อและการเจริญเติบโตของเซลล์ เนื้อหมูมีกรดอะมิโนจำเป็นครบเช่นกัน แต่ในบางชนิด เช่น ทริปโตเฟน (Tryptophan) หรือเมไทโอนีน (Methionine) อาจมีในปริมาณน้อยกว่า
การย่อยได้ของโปรตีน (Protein Digestibility)
โปรตีนในเนื้อวัวมีโครงสร้างที่ร่างกายย่อยและนำไปใช้ได้ดี โดยมีค่าความย่อยได้ทางชีวภาพ (Biological Value, BV) และค่า PDCAAS (Protein Digestibility-Corrected Amino Acid Score) สูงกว่าเนื้อหมูเล็กน้อย
โปรตีนโครงสร้างพิเศษ (Structural Proteins)
เนื้อวัวมีโปรตีนที่มีคุณค่าทางชีวภาพสูง เช่น คอลลาเจนคุณภาพสูง และโปรตีนไมโอซิน (Myosin) ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
แล้วทำไมคุณภาพโปรตีนไมเนื้อวัวดีกว่าเนื้อหมู?
เมื่อพูดถึงโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หลายคนอาจสงสัยว่าระหว่างเนื้อวัวกับเนื้อหมู โปรตีนจากชนิดใดมีคุณภาพดีกว่า หากพิจารณาเฉพาะเรื่องโปรตีน เนื้อวัวมีคุณภาพสูงกว่าเนื้อหมูอย่างชัดเจนด้วยเหตุผลต่อไปนี้ครับ ผมจะแคป excel ให้ดูสะดวกด้วยนะครับ
1. องค์ประกอบของกรดอะมิโนจำเป็น
กรดอะมิโนจำเป็นคือหน่วยย่อยของโปรตีนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร เนื้อวัวมีองค์ประกอบของกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนและมีปริมาณสูงกว่าเนื้อหมู ตัวอย่างตัวที่มีสูงกว่าหมู เช่น ในโปรตีนต่อ 100 กรัมโปรตีน
ลิวซีนในเนื้อวัวมีประมาณ 8,000 มิลลิกรัม ขณะที่เนื้อหมูมีเพียง 7,300 มิลลิกรัม
ไลซีน ซึ่งสำคัญต่อการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ มีในเนื้อวัว 9,000 มิลลิกรัม เทียบกับเนื้อหมูที่มีเพียง 8,200 มิลลิกรัม
นอกจากนี้ ทริปโตเฟนและเมไทโอนีน ซึ่งช่วยกระบวนการสร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ต่าง ๆ ก็พบในเนื้อวัวในปริมาณที่สูงกว่าเช่นกัน
2. การย่อยได้และการนำไปใช้ของโปรตีน
โปรตีนจากเนื้อวัวมีค่าความย่อยได้และการนำไปใช้ที่ดีกว่า ตัวอย่างเช่น
ค่า Biological Value (BV) ซึ่งวัดความสามารถของร่างกายในการใช้ประโยชน์จากโปรตีน เนื้อวัวมีค่า BV อยู่ที่ประมาณ 80 ขณะที่เนื้อหมูมีค่าเพียง 74 เท่านั้น
นอกจากนี้ ค่า PDCAAS (Protein Digestibility-Corrected Amino Acid Score) ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานสากลสำหรับวัดคุณภาพโปรตีน เนื้อวัวได้คะแนนเต็ม 1.00 ส่วนเนื้อหมูอยู่ที่ 0.92 ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า
3. โปรตีนโครงสร้างและคุณสมบัติพิเศษ
เนื้อวัวมีโปรตีนโครงสร้าง เช่น คอลลาเจนและไมโอซิน ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าในเนื้อหมู
คอลลาเจนในเนื้อวัวมีประมาณ 1.5-2.0 กรัมต่อเนื้อ 100 กรัม ในขณะที่เนื้อหมูมีเพียง 1.0-1.5 กรัม
ส่วนไมโอซิน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในกล้ามเนื้อ เนื้อวัวมีประมาณ 11 กรัม เทียบกับเนื้อหมูที่มีเพียง 9 กรัม
ทำให้เนื้อวัวเป็นแหล่งโปรตีนที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและโครงสร้างร่างกายมากกว่า
แม้ว่าเนื้อหมูจะให้โปรตีนที่มีกรดอะมิโนครบถ้วน แต่ในหลายแง่มุม เนื้อหมูมีปริมาณกรดอะมิโนจำเป็นที่ต่ำกว่า และประสิทธิภาพในการย่อยและนำไปใช้ก็ด้อยกว่าเนื้อวัว นอกจากนี้ โปรตีนโครงสร้างที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น คอลลาเจนและไมโอซินในเนื้อหมู ยังมีปริมาณน้อยกว่า ทำให้เนื้อหมูอาจไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนคุณภาพสูง เช่น นักกีฬา หรือผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะเรื่องโปรตีน การจัดทำ BB fasting เนื้อวัวจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งในแง่ของคุณภาพ ความสมบูรณ์ของกรดอะมิโน และความสามารถในการย่อยและนำไปใช้ของร่างกาย แต่อันนี้คือผมอธิบายเหตุผลที่เขาเลือกใช้ Beef นะครับ ไม่ได้หมายความว่าหมูจะแย่อะไรขนาดนั้น แต่ความคุ้มค่าต่อ 100กรัม วัวคุ้มค่ากว่า 1อิ่มได้สารอาหารมากกว่าตามเหตุผลนี้ครับ คืออ่านถึงจุดนี้ต้องย้อนไปที่ข้างบนนะครับ "ถ้าเราจะ BB fast เราก็ต้องกินวัวและเนย ถ้าจะกินอย่างอื่นมันก็ไม่ใช่ BB fast แต่มันก็ม่ได้แย่แค่คาดหวังเท่า BB fast ไม่ได้เพราะเค้ายังไม่ได้ทดลองมาเก็บข้อมูลและไม่คิดว่าเค้าจะทำ5555"
ต่อมา "ไม่กินเนย กินชีสแทนได้ไหม"
อันนี้ง่ายกว่าวัวกับหมู เพราะอันนี้มันคนละเรื่องกันเลยครับ เนยคือไขมัน ชีสเรานับเป็นโปรตีนที่มีไขมัน การวางตำแหน่งของเนย ใน BB fasting คือการเป็น ไขมัน ครับเพราะเราวางตำแหน่งโปรตีนให้เนื้อวัวไปแล้ว กระดานนี้เราต้องการ โปรตีน+ไขมัน
นั่นเป็นเหตุผลที่ใช้เนย ไมใช่ชีสครับ
เนย ผลิตจากไขมันในนม (Milk Fat) โดยแยกครีมออกจากน้ำนมแล้วนำมาปั่นจนได้ไขมันเนย ซึ่ง SCFAs เช่น กรดบิวทีริก (Butyric Acid) จะคงอยู่ในปริมาณที่สูง (~4-6% ของไขมันในเนย) เพราะ SCFAs เป็นส่วนประกอบของไขมันในนมโดยธรรมชาติ อย่างที่รู้ๆกันท่องกันจนขึ้นใจไปแล้วเนอะว่า Short Chain Fatty Acids (SCFAs) เช่น กรดบิวทีริก (Butyric Acid) สามารถแปลงเป็น คีโตน (Ketone Bodies) ผ่านกระบวนการเผาผลาญในตับได้ กระบวนการนี้เป็นส่วนสำคัญในสถานการณ์ที่ร่างกายใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักโดย กระบวนการแปลง SCFAs สู่คีโตนนั้นก็
SCFAs ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดในรูปแบบอิสระ จากนั้น SCFAs ที่เข้าสู่ตับจะถูกเผาผลาญในไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) แล้วก็ กรดบิวทีริก (C4) ถูกออกซิไดซ์ในกระบวนการ β-oxidation แปลงเป็นอะเซทิลโคเอ (Acetyl-CoA) 2 โมเลกุล Acetyl-CoA ในตับมีปริมาณมากเกินกว่าที่จะเข้าสู่ Krebs Cycle (เช่น ในภาวะคาร์โบไฮเดรตต่ำ) ตับจะเปลี่ยน Acetyl-CoA ไปสู่คีโตน ประกอบด้วย 3 ประสานที่ท่องกันเจื้อยแจ้วตั้งแต่คีโต 2017 ท่องกันอย่างกับ โชกุบุตซึโมโนกาตาริ เสียอีก
- Acetone
- Acetoacetate
- Beta-hydroxybutyrate (BHB)
คีโตนเหล่านี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดและนำไปใช้เป็นพลังงานแทนกลูโคส โดยเฉพาะในสมองและกล้ามเนื้อ การผลิตและใช้คีโตนจาก SCFAs ช่วยรักษาระดับพลังงานในภาวะที่กลูโคสในเลือดต่ำ กรดบิวทีริกมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ซึ่งช่วยสนับสนุนระบบลำไส้และภูมิคุ้มกัน
ทีนี้พอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ เวลาถามว่า เปลี่ยนอันนั้น ไม่กินอันนี้ ใช้อันโน้นได้ไหมคะ แล้วผมตอบว่า เอาเลย ได้เลย
เพราะว่า
1.มันไม่ได้แย่
2.คุณแค่ไม่ได้อยากจะ BB fasting
แค่หันมากินอาหารธรรมชาติ ผมก็ดีใจแล้ว และคุณก็จะได้เห็นผลดีๆจากมันแน่ๆ ผมเลยบอกว่า เอาเลย ได้เลย
#pirateketo
#siamstr