รู้สึกกันบ้างไหมครับว่า โดยเฉพาะวงการขนม ว่าทุกวันนี้เริ่มมีขนมแบบห่อละคำเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ ผมสังเกตในร้านสะดวกซื้อบ่อยๆ ของกินหลายอย่างยังขายราคาเดิม แต่ปริมาณกลับลดลงจนแทบสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็มีสินค้าอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงขนาดเท่าเดิม แต่คุณภาพของวัตถุดิบกลับไม่เหมือนเดิม อย่างที่เราเคยคุยกันเรื่องไอศกรีมซึ่งบางยี่ห้อค่อยๆ ลดสัดส่วนนม เพิ่มส่วนผสมราคาถูก หรือหรือแม้แต่ในร้านอาหารตามสั่งราคาประหยัดที่เริ่มมีการใช้หมูและไก่สับผสมกัน แต่ยังเรียกเมนูนั้นว่าหมูสับเหมือนเดิม แน่นอนว่าบางกรณีอาจเป็นเรื่องของการจงใจลดต้นทุนจนเกินขอบเขตหรือผิดจรรยาทางธุรกิจ เช่น การที่ขนาดของบรรจุภัณฑ์ภายนอก (Packaging) ถูกจงใจทำให้ดูใหญ่เท่าเดิม ทั้งที่สินค้าภายในกลวงหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Slack-fill) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลต่อผู้ผลิตแทบทุกอุตสาหกรรม วันนี้เราอยากชวนมาทำความรู้จักกับสองคำที่อธิบายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ Shrinkflation และ Skimpflation สองรูปแบบของเงินเฟ้อที่หลายคนกำลังเจออยู่ทุกวัน โดยเราอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีชื่อเรียกกับเขาด้วย
Shrinkflation เป็นคำที่เกิดจากการนำคำว่า Shrink ซึ่งแปลว่าหดตัว มารวมกับ Inflation หรือเงินเฟ้อ หมายถึงการที่สินค้ามีปริมาณลดลง แต่ราคายังคงเดิม หรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จนผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทันสังเกตเห็นในทันที ขนมถุงเดิมที่เคยมี 60 กรัมอาจเหลือ 50 กรัม เครื่องดื่มลดปริมาณลง 10 กรัม กาแฟซองเดิมอาจเหลือจำนวนซองน้อยลง หรือไอศกรีมกล่องเดิมอาจมีปริมาตรลดลง แม้หน้าตาของสินค้าและราคาบนชั้นวางจะดูใกล้เคียงกับเดิมก็ตาม Shrinkflation เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด ถึงขนาดที่ธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ สำนักงานสถิติ และสื่อกระแสหลักทั่วโลกใช้คำนี้เป็นปกติ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB), สำนักงานสถิติแห่งสหราชอาณาจักร (ONS), BBC, Reuters, The Economist และอีกจำนวนมาก
แต่ในบางกรณี ผู้ผลิตมีความจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Shrinkflation เนื่องจากข้อจำกัดทางจิตวิทยาของแทคติกราคาขายปลีกที่ลงตัว(Magic Price Points) ซึ่งหากปรับราคาขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจกระทบต่อยอดขายอย่างรุนแรง สินค้าบางประเภทมีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Price Elasticity of Demand) สูงมาก เช่น ขนมห่อละ 20 บาท หากปรับราคาขึ้นเป็น 22 บาทเพื่อรักษาปริมาณ อาจทำให้ผู้บริโภคหยุดซื้อทันที
Skimpflation เป็นคำที่ใหม่กว่า เกิดจากคำว่า Skimp ที่หมายถึงการลดทอนคุณภาพหรือประหยัดต้นทุนจนเกินไป เมื่อนำมารวมกับ Inflation จึงหมายถึงภาวะที่สินค้ายังมีขนาดเท่าเดิม ราคาพอๆ เดิม แต่คุณภาพของสิ่งที่อยู่ภายในลดลง วัตถุดิบที่เคยใช้เนยแท้อาจเปลี่ยนเป็นไขมันพืช หรือมาการีน ไอศกรีมลดการใช้ครีมนมเพิ่มสารเติมแต่งแทน เนื้อสัตว์ในอาหารสำเร็จรูปอาจลดลง โรงแรมอาจลดจำนวนพนักงาน บริการลูกค้าอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติเช่นร้านอาหารที่กดสั่งจากหน้าจอแล้วเดินไปรับเอง ในทางเทคนิคแล้วผู้บริโภคยังซื้อสินค้าเดิมอยู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือ ราคาที่เราจ่ายอาจไม่ได้ลดลงเลยแต่สิ่งที่ได้รับกลับลดลงทีละนิด
ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ของ Skimpflation คือมันเป็นตัวแปรที่หน่วยงานรัฐและสำนักงานสถิติแทบจะนำไปคำนวณในตัวเลขเงินเฟ้อทางการ (CPI) ได้ยากมาก ทำให้มันกลายเป็นเงินเฟ้อแฝงที่แท้จริง และหลายครั้งเป็นการทำให้เราต้องยอมรับเงินเฟ้อในรูปแบบคุณภาพอาหารลดลงหรือวัตถุดิบทดแทนไปโดยปริยาย
หน่วยงานสถิติสามารถตรวจจับน้ำหนักที่หายไป (Shrinkflation) ได้ง่ายกว่าการตรวจจับว่าช็อกโกแลตใช้โกโก้บัตเตอร์น้อยลง หรือโรงแรมลดการทำความสะอาดห้องพัก
หน่วยงานสถิติในหลายประเทศ (เช่น BLS ของสหรัฐฯ) มีความพยายามใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Hedonic Quality Adjustment เพื่อปรับค่าคุณภาพสินค้าที่เปลี่ยนไป (เช่น รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์) เพียงแต่วิธีนี้ "แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" ที่จะนำมาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภครายวันหรือบริการได้อย่างครอบคลุม
สิ่งที่น่าสนใจคือทั้ง Shrinkflation และ Skimpflation ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ยังอาศัยหลักจิตวิทยาผู้บริโภคอย่างแยบยลอีกด้วย มนุษย์ส่วนใหญ่มักจดจำราคามากกว่าปริมาณ และจดจำปริมาณมากกว่าคุณภาพที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สมองของเรามีแนวโน้มใช้สิ่งที่เห็นง่ายที่สุดเป็นจุดอ้างอิงในการตัดสินใจ เมื่อเห็นว่าขนมยังราคา 20 บาท เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แม้ว่าน้ำหนักจะลดลง 15-20% ก็ตาม นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์ลักษณะนี้ว่า Reference Point Bias หรือการยึดติดกับจุดอ้างอิงเดิม และผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ “ราคา” เป็นจุดอ้างอิงหลัก
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Load หรือภาระในการประมวลผลข้อมูล ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านค้า การเปรียบเทียบราคาต่อกรัม ราคาต่อมิลลิลิตร การตรวจสอบสูตรใหม่ สูตรเก่า หรือการเปรียบเทียบคุณภาพวัตถุดิบ ล้วนต้องใช้เวลาและพลังงานทางความคิด มนุษย์จึงมักเลือกทางลัดด้วยการซื้อสิ่งที่คุ้นเคยแทนการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ผู้ผลิตจำนวนมากเข้าใจพฤติกรรมนี้ดี จึงรู้ว่าการลดปริมาณลงเล็กน้อยมักสร้างแรงต่อต้านน้อยกว่าการขึ้นราคาตรงๆ
ปัญหาคือแม้ผู้บริโภคจะสังเกตเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางเลือกมากนัก หากผู้ผลิตทั้งอุตสาหกรรมกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง หรือค่าแรง การลดปริมาณและลดคุณภาพมักเกิดขึ้นทั่วทั้งตลาดพร้อมกัน สุดท้ายผู้บริโภคอาจรู้ว่าของชิ้นนี้ไม่คุ้มค่าเหมือนเดิม แต่เมื่อมองไปที่แบรนด์คู่แข่งก็พบว่ากำลังทำสิ่งเดียวกัน
ผลลัพธ์ที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นทุนไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกย้ายจากผู้ผลิตมาสู่ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ แทนที่จะจ่ายเงินเพิ่มโดยตรง ผู้บริโภคกลับต้องจ่ายด้วยเวลา ความสนใจ และความพยายามในการค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด ต้องอ่านฉลากมากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น เดินหาร้านมากขึ้น หรือบางครั้งต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนการค้นหา” หรือ Search Cost ในทางเศรษฐศาสตร์
ในโลกที่เต็มไปด้วย Shrinkflation และ Skimpflation คนที่ไม่สังเกตอาจจ่ายแพงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนที่สังเกตก็ต้องเสียเวลาและพลังงานเพื่อหลีกเลี่ยงมันอยู่ดี ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผู้บริโภคก็เป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้นทุนนั้นไม่ได้มาในรูปของตัวเลขบนป้ายราคา
การดูแค่ป้ายราคาอาจไม่พออีกต่อไป เราต้องดูทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ราคา ปริมาณ คุณภาพและที่สำคัญที่สุดคือการฝึกสังเกต 'ราคาต่อหน่วย' (Unit Pricing เช่น ราคาต่อ 100 กรัม หรือต่อลิตร) บนชั้นวางสินค้า ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยทำลายภาพลวงตาของ Shrinkflation ลงได้
#siamstr
HereTong
heretong@siripun.com
npub12q4t...uvuh
Ketosis unSpecialist (i am not GURU)
Podcast : https://siripun.com/podcast
รู้สึกกันบ้างไหมครับว่า โดยเฉพาะวงการขนม ว่าทุกวันนี้เริ่มมีขนมแบบห่อละคำเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ ผมสังเกตในร้านสะดวกซื้อบ่อยๆ ของกินหลายอย่างยังขายราคาเดิม แต่ปริมาณกลับลดลงจนแทบสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็มีสินค้าอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงขนาดเท่าเดิม แต่คุณภาพของวัตถุดิบกลับไม่เหมือนเดิม อย่างที่เราเคยคุยกันเรื่องไอศกรีมซึ่งบางยี่ห้อค่อยๆ ลดสัดส่วนนม เพิ่มส่วนผสมราคาถูก หรือหรือแม้แต่ในร้านอาหารตามสั่งราคาประหยัดที่เริ่มมีการใช้หมูและไก่สับผสมกัน แต่ยังเรียกเมนูนั้นว่าหมูสับเหมือนเดิม แน่นอนว่าบางกรณีอาจเป็นเรื่องของการจงใจลดต้นทุนจนเกินขอบเขตหรือผิดจรรยาทางธุรกิจ เช่น การที่ขนาดของบรรจุภัณฑ์ภายนอก (Packaging) ถูกจงใจทำให้ดูใหญ่เท่าเดิม ทั้งที่สินค้าภายในกลวงหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Slack-fill) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลต่อผู้ผลิตแทบทุกอุตสาหกรรม วันนี้เราอยากชวนมาทำความรู้จักกับสองคำที่อธิบายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ Shrinkflation และ Skimpflation สองรูปแบบของเงินเฟ้อที่หลายคนกำลังเจออยู่ทุกวัน โดยเราอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีชื่อเรียกกับเขาด้วย
Shrinkflation เป็นคำที่เกิดจากการนำคำว่า Shrink ซึ่งแปลว่าหดตัว มารวมกับ Inflation หรือเงินเฟ้อ หมายถึงการที่สินค้ามีปริมาณลดลง แต่ราคายังคงเดิม หรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จนผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทันสังเกตเห็นในทันที ขนมถุงเดิมที่เคยมี 60 กรัมอาจเหลือ 50 กรัม เครื่องดื่มลดปริมาณลง 10 กรัม กาแฟซองเดิมอาจเหลือจำนวนซองน้อยลง หรือไอศกรีมกล่องเดิมอาจมีปริมาตรลดลง แม้หน้าตาของสินค้าและราคาบนชั้นวางจะดูใกล้เคียงกับเดิมก็ตาม Shrinkflation เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด ถึงขนาดที่ธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ สำนักงานสถิติ และสื่อกระแสหลักทั่วโลกใช้คำนี้เป็นปกติ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB), สำนักงานสถิติแห่งสหราชอาณาจักร (ONS), BBC, Reuters, The Economist และอีกจำนวนมาก
แต่ในบางกรณี ผู้ผลิตมีความจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Shrinkflation เนื่องจากข้อจำกัดทางจิตวิทยาของแทคติกราคาขายปลีกที่ลงตัว(Magic Price Points) ซึ่งหากปรับราคาขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจกระทบต่อยอดขายอย่างรุนแรง สินค้าบางประเภทมีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Price Elasticity of Demand) สูงมาก เช่น ขนมห่อละ 20 บาท หากปรับราคาขึ้นเป็น 22 บาทเพื่อรักษาปริมาณ อาจทำให้ผู้บริโภคหยุดซื้อทันที
Skimpflation เป็นคำที่ใหม่กว่า เกิดจากคำว่า Skimp ที่หมายถึงการลดทอนคุณภาพหรือประหยัดต้นทุนจนเกินไป เมื่อนำมารวมกับ Inflation จึงหมายถึงภาวะที่สินค้ายังมีขนาดเท่าเดิม ราคาพอๆ เดิม แต่คุณภาพของสิ่งที่อยู่ภายในลดลง วัตถุดิบที่เคยใช้เนยแท้อาจเปลี่ยนเป็นไขมันพืช หรือมาการีน ไอศกรีมลดการใช้ครีมนมเพิ่มสารเติมแต่งแทน เนื้อสัตว์ในอาหารสำเร็จรูปอาจลดลง โรงแรมอาจลดจำนวนพนักงาน บริการลูกค้าอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติเช่นร้านอาหารที่กดสั่งจากหน้าจอแล้วเดินไปรับเอง ในทางเทคนิคแล้วผู้บริโภคยังซื้อสินค้าเดิมอยู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือ ราคาที่เราจ่ายอาจไม่ได้ลดลงเลยแต่สิ่งที่ได้รับกลับลดลงทีละนิด
ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ของ Skimpflation คือมันเป็นตัวแปรที่หน่วยงานรัฐและสำนักงานสถิติแทบจะนำไปคำนวณในตัวเลขเงินเฟ้อทางการ (CPI) ได้ยากมาก ทำให้มันกลายเป็นเงินเฟ้อแฝงที่แท้จริง และหลายครั้งเป็นการทำให้เราต้องยอมรับเงินเฟ้อในรูปแบบคุณภาพอาหารลดลงหรือวัตถุดิบทดแทนไปโดยปริยาย
หน่วยงานสถิติสามารถตรวจจับน้ำหนักที่หายไป (Shrinkflation) ได้ง่ายกว่าการตรวจจับว่าช็อกโกแลตใช้โกโก้บัตเตอร์น้อยลง หรือโรงแรมลดการทำความสะอาดห้องพัก
หน่วยงานสถิติในหลายประเทศ (เช่น BLS ของสหรัฐฯ) มีความพยายามใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Hedonic Quality Adjustment เพื่อปรับค่าคุณภาพสินค้าที่เปลี่ยนไป (เช่น รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์) เพียงแต่วิธีนี้ "แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" ที่จะนำมาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภครายวันหรือบริการได้อย่างครอบคลุม
สิ่งที่น่าสนใจคือทั้ง Shrinkflation และ Skimpflation ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ยังอาศัยหลักจิตวิทยาผู้บริโภคอย่างแยบยลอีกด้วย มนุษย์ส่วนใหญ่มักจดจำราคามากกว่าปริมาณ และจดจำปริมาณมากกว่าคุณภาพที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สมองของเรามีแนวโน้มใช้สิ่งที่เห็นง่ายที่สุดเป็นจุดอ้างอิงในการตัดสินใจ เมื่อเห็นว่าขนมยังราคา 20 บาท เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แม้ว่าน้ำหนักจะลดลง 15-20% ก็ตาม นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์ลักษณะนี้ว่า Reference Point Bias หรือการยึดติดกับจุดอ้างอิงเดิม และผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ “ราคา” เป็นจุดอ้างอิงหลัก
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Load หรือภาระในการประมวลผลข้อมูล ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านค้า การเปรียบเทียบราคาต่อกรัม ราคาต่อมิลลิลิตร การตรวจสอบสูตรใหม่ สูตรเก่า หรือการเปรียบเทียบคุณภาพวัตถุดิบ ล้วนต้องใช้เวลาและพลังงานทางความคิด มนุษย์จึงมักเลือกทางลัดด้วยการซื้อสิ่งที่คุ้นเคยแทนการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ผู้ผลิตจำนวนมากเข้าใจพฤติกรรมนี้ดี จึงรู้ว่าการลดปริมาณลงเล็กน้อยมักสร้างแรงต่อต้านน้อยกว่าการขึ้นราคาตรงๆ
ปัญหาคือแม้ผู้บริโภคจะสังเกตเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางเลือกมากนัก หากผู้ผลิตทั้งอุตสาหกรรมกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง หรือค่าแรง การลดปริมาณและลดคุณภาพมักเกิดขึ้นทั่วทั้งตลาดพร้อมกัน สุดท้ายผู้บริโภคอาจรู้ว่าของชิ้นนี้ไม่คุ้มค่าเหมือนเดิม แต่เมื่อมองไปที่แบรนด์คู่แข่งก็พบว่ากำลังทำสิ่งเดียวกัน
ผลลัพธ์ที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นทุนไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกย้ายจากผู้ผลิตมาสู่ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ แทนที่จะจ่ายเงินเพิ่มโดยตรง ผู้บริโภคกลับต้องจ่ายด้วยเวลา ความสนใจ และความพยายามในการค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด ต้องอ่านฉลากมากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น เดินหาร้านมากขึ้น หรือบางครั้งต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนการค้นหา” หรือ Search Cost ในทางเศรษฐศาสตร์
ในโลกที่เต็มไปด้วย Shrinkflation และ Skimpflation คนที่ไม่สังเกตอาจจ่ายแพงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนที่สังเกตก็ต้องเสียเวลาและพลังงานเพื่อหลีกเลี่ยงมันอยู่ดี ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผู้บริโภคก็เป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้นทุนนั้นไม่ได้มาในรูปของตัวเลขบนป้ายราคา
การดูแค่ป้ายราคาอาจไม่พออีกต่อไป เราต้องดูทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ราคา ปริมาณ คุณภาพและที่สำคัญที่สุดคือการฝึกสังเกต 'ราคาต่อหน่วย' (Unit Pricing เช่น ราคาต่อ 100 กรัม หรือต่อลิตร) บนชั้นวางสินค้า ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยทำลายภาพลวงตาของ Shrinkflation ลงได้
#siamstr
ควายล้วนล้วน 925148
ชุด ควายล้วนล้วน ผมแบ่งเป็น 4 versions เนื่องจากชอบแล้วไม่อยากตัดอันไหนออกไป
เพลงนี้เกิดจากตอนที่จะเอา นมควาย ไปตั้งที่ Bob Space แล้วโพสทักทาง Wel B ไปว่า จะเอานมควายแท้แท้ไม่มีวัวปนไป แล้วเกิดเอ๊ะกับคำว่า “ควายแท้แท้ ไม่มีวัวปน” ว่ามันเพราะดี
ทีนี้ก็เลยยาวเลยครับ ออกมาเป็นเพลงพรวดๆๆ โดยตั้งใจวางโครงเอาไว้ว่า ช่วงแรกจะเปรียบเทียบว่า ความห่วย มักโดนเอาควายไปเป็นตัวเปรียบ ซึ่งถ้ามองในอีกมุม จริงๆแล้วควายนี่คุณโณปการกับบ้านเรามามาก อยู่คู่บ้าน อยู่คู่เมือง อยู่ทุกนาทีของชีวิต ไม่ต่างกับเพื่อนซี้ แม้แต่การสู้รบก็มีการขี่ควายไปออกรบมาแล้ว
เพลงนี้ผมชาเลนจ์ตัวเองนิดหน่อยด้วยการใส่ท่อนแรปเข้าไป ฮาๆๆๆ หวังว่าจะบันเทิงกันครับ
เรื่องบังเอิญไม่มีจริง ขณะที่ทำเพลงนี้ทาง Wel B ก็เปิดตัว ตัวละครประจำรายการของพวกเขา เป็นควาย เสียด้วยสิ ฮาๆๆ
ยินดีรับปัจจัยทาง lightning bitcoin ที่ heretong@walletofsatoshi.com นะครับ
#ตัวหนังสือมีเสียง
เนื้อเพลง
รักนอกใจ เค้าใช้ว่าสวมเขา
เรียนไม่เอา เค้าเดาว่าเป็นฉัน
รู้ไม่ทัน ก็บ่นอยู่ทั้งวัน
นี่อะไรกัน นะ นะ นะ น๊า
ควาย ล้วนล้วน ไม่มีวัวปน
ควาย วิ่งวน อยู่บนหัวเรา
ควาย แท้แท้ ทั้งตัวและเงา
นกเอี้ยงไม่เหงา นะ คว๊าย… ควาย
ขวัญกับเรียม ก็อยู่กับเขา
คาราบาว ก็ยังไม่ห่าง
งานวิ่งใหญ่ ให้เชียร์ทั้งวัน
นี่อะไรกัน นะ นะ นะ น๊า
ควาย ล้วนล้วน ไม่มีวัวปน
ควายวิ่งวน อยู่บนหัวเรา
ควาย แท้แท้ ทั้งตัวและเงา
นกเอี้ยงไม่เหงา นะ คว๊าย… ควาย
อยู่ทุ่งนา กินหญ้าเล็มไป
เมื่อเติบใหญ่ ไถนาว่องไว
ได้นมใช้ ใส่ในตู้เย็น
ได้เนื้อเป็น สเต็ก จานโต
ควาย ล้วนล้วน ไม่มีวัวปน
ควายวิ่งวน อยู่บนหัวเรา
ควาย แท้แท้ ทั้งตัวและเงา
นกเอี้ยงไม่เหงา นะ คว๊าย… ควาย
นมควายนั้นเข้มข้นไขมันและครีมล้น เป็นของดีที่ถูกซ่อนไม่ใช่แมสเพราะถูกป้อน
MFGM หนาแน่นรสลึก แต่กินง่าย A2 ย่อยได้ไม่ทึนทึก
นมวัวกินไม่ได้ นมควายกินจบหาย ย่อยได้ย่อยง่ายย่อยสบายไม่ดราม่า
แร่ธาตุก็มากมี แคลเซียมก็ไม่แพ้ กินสดก็ดีแท้ ทำชีสก็ไม่แพ้ นี่แหละฤทธิ์ควายไทย สู้ได้กับควายโลก เลี้ยงไว้จะมีโชค…
ควายที่แท้ นี่มีบุญคุณ
ควายสร้างทุน ที่นาผืนใหญ่
ควายกู้ชาติ ไม่ยอมแพ้ใคร
ออกรบเมื่อไร ขี่ควายไล่ลุย
ควายให้เนื้อ ให้นมให้หนัง
ควายไม่พัง สี่ห้องหัวใจ
ควายจะอยู่ กับเธอเรื่อยไป
สีซอเมื่อไร ควายดีใจ ได้ฟัง เสียงซอ
รัก รัก เธอนะ คว๊าย… ควาย
รัก รัก เธอนะ คว๊าย… ควาย
soy isolate protein
naddr1qqgx2dryxanxzde5vf3ryd33v33kvq3q2q4tq25nvkp52sluql37yr5qn059qf3kpeaa26u0nmd7ag5xqwtsxpqqqp65wsr0rly
#pirateketo #siamstr
นี่มัน the matrix ชัดๆ แต่อันนี้ 1984 ghibli studio
#siamstr #pirateketo


มันไม่ได้เกิดจากการคำนวนคาร์บ และมันอยู่รอดมาด้วยการพิสูจน์ของธรรมชาติ
#siamstr #pirateketo
naddr1qqgrgv3kvc6rzc34vv6njdfc8qmrgq3q2q4tq25nvkp52sluql37yr5qn059qf3kpeaa26u0nmd7ag5xqwtsxpqqqp65w5gzg3p
จุดเริ่มต้นมันมาจากนิมิตร
#siamstr #pirateketo
naddr1qqgrsdphxgerqepev3jrscfjvscnzq3q2q4tq25nvkp52sluql37yr5qn059qf3kpeaa26u0nmd7ag5xqwtsxpqqqp65wnt37lw
ไม่รู้ช่วงนี้มีใครดู anime กันอยู่ไหม ในวัยที่โตแล้วเนี่ยครับ ฮาๆๆ
คือช่วงนี้ผมกลับมาไล่ดูงานของ ghibli อีกครั้งเพราะกำลังเก็บข้อมูลไปทำรายการ ปรากฎว่า หลายๆเรื่องนี่พอเรากลับมาดูตอนโตอีกที มันได้ความรู้สึกไปอีกแบบนึงครับ อย่างเรื่องนี้ Kiki ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1989 ได้กลับมาดูเมื่อเดือนก่อน จากที่เคยดูครั้งแรกๆ ไม่รู้สึกอะไร นอกจาก อือ ว่างเปล่าดี ฟีลกู้ด แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกดีแปลกๆครับ ก็อธิบายเป็นหลักการอะไรไม่ได้นะ ฮาๆๆ แค่เห็นตัวเอกพยายามทำในสิ่งที่ทำอยู่ ก็รู้สึกดีแล้วครับ อีกอย่างนึงคงเป็นเพราะตั้งใจดูภาพผังเมืองมุมสูงด้วย
#siamstr
เดี๋ยวนี้ เจนรูปขายข้าวกันแล้วรึ????
ได้มาจะตรงปกไหม????
#siamstr #pirateketo


ทำความรู้จักกับแสงแดงกัน
#siamstr #pirateketo
naddr1qqgryvmx8qenxenpvyuxvcnyx3nrgq3q2q4tq25nvkp52sluql37yr5qn059qf3kpeaa26u0nmd7ag5xqwtsxpqqqp65wq0ldt9
มันจะมาเร็วกว่าที่เราคิดนะ 🤔PF
แสดงว่าโรคระบาดในปศุสัตว์ก็จะใกล้เข้ามาแล้วสิ
#siamstr #pirateketoทุกครั้งที่เราถามว่า คุณเชื่อด้วยเหรอว่ารัฐบาลจะมารับผิดชอบชีวิตคุณ ไม่ว่าจะเงินล้ม ตลาดหุ้นล้ม เงินเฟ้อหนัก
คนที่ฟังคำถามมักมองเราด้วยสายตาแบบว่า ทำไมแกไม่เชื่อรัฐบาลวะ เค้าต้องดูแลสิ
แกไปเชื่ออะไรกับเงินที่ไม่มีเจ้าของวะ
เงินมันต้องมีรัฐบาลประเทศนั้นๆเป็นเจ้าของเงินสิ
#siamstr
เมื่อคน นำความคิด ความศรัทธา มาสร้างอาหารเพื่อการควบคุม
#pirateketo #siamstr
naddr1qqgrjvpsv9nxgwryxgckywty8yex2q3q2q4tq25nvkp52sluql37yr5qn059qf3kpeaa26u0nmd7ag5xqwtsxpqqqp65w6avm0k
ดีใจที่พอแล้วกับงาน production -..-
#siamstr #pirateketo


เมื่อราวๆปี 2020 มีคลิปไวรัลนึงชื่อว่า "'Is Your Food Fake?'" ซึ่งจัดทำโดยช่องที่ชื่อว่า Blossom ในคลิปนั้นได้กล่าวอ้างถึงอาหารปลอมหลายๆชนิด หนึ่งในนั้นที่ถูกพูดถึงที่สุดคือ ชีสแผ่นครับ
เขาเอาชีสแผ่นมาเผาไฟเทียบกับชีสแท้หรือ natural cheese ปรากฎว่าชีสแผ่นไม่ละลายและมีการไหม้จนดำ ในขณะที่ชีสแท้มีการละลายและมีรอยไหม้เล็กน้อย ปรากฎว่าคนแชร์กันไปมากมายว่า ชีสแผ่นมีสารเคมีมากมายทำให้ไม่ละลาย
จนกระทั่ง มีคุณ Ann Reardon จากช่อง How To Cook That ออกมาบอกว่า การทดลองนี้ไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่กล่าวอ้างได้ เนื่องจาก
ชีสแผ่น มีไขมันทั้งหมด 18.9 กรัม ต่อ 100 กรัม
ชีสธรรมชาติ มีไขมันทั้งหมด 33.3 กรัม ต่อ 100 กรัม
คุณแอนระบุว่า ปริมาณไขมันที่แตกต่างกันนี่แหละครับ คือสิ่งที่ทำให้ชีสละลายและหยดลงมาได้ ชีสธรรมชาติมีปริมาณไขมันเกือบสองเท่าของชีสแผ่น วิดีโอของ Blossom ควรจะแสดงว่า "ชีสไขมันต่ำจะไหม้ภายใต้เปลวไฟ ส่วนชีสไขมันสูงจะละลายและหยดลงมาภายใต้เปลวไฟ" มากกว่า นั่นหมายถึงว่า การแสดงการทดลองของ Blossom นั้นสรุปผิดพลาด โดยไปอ้างว่าเป็นเพราะสารเติมแต่ง ทั้งๆ ที่สาเหตุที่แท้จริงคือปริมาณไขมัน เปรียบเทียบคล้ายๆกับที่เราเคยเล่าถึงคอเลสเตอรอล ว่า การบอกว่า ยิ่งมีนักดับเพลิงไปดับไฟมาก ความเสียหายยิ่งมากขึ้น ดังนั้น นักดับเพลิงจึงเป็นสาเหตุของความเสียหาย ซึ่งเป็นการนำข้อเท็จจริงไปสู่ข้อสรุปที่ผิด
การที่มีหนังสือ Ultra Processed People ออกมาก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ
พวกเราจะได้ตื่นตัวเรื่องอาหารผ่านกระบวนการ ที่มีการกล่าวว่าสร้างโอกาสทำให้เราป่วยได้
แต่การตื่นตัวนั้นเราก็ต้องตื่นรู้ด้วยครับว่า โลกทุกวันนี้สินค้าแต่ละชนิดนั้นมีตลาดเป็นของตัวเอง อย่างชีสในคลิปนี้ก็เช่นกัน คนที่รักการกินชีสเบอร์เกอร์ ก็ยังคงติดใจการหลอมเหลวที่คลุมเนื้อเบอร์เกอร์ อย่างสวยงาม ในแบบที่ชีสแท้ทำไม่ได้ นี่ยังไม่นับสินค้าที่ต้องจำกัดต้นทุน เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดในการเลือกซื้อสินค้าตามกำลังที่มี
เราคงจะไม่สามารถบังคับให้ทุกคนใช้ชีสแท้มาทำอาหารได้ เพราะเป็นการยกต้นทุนให้สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น การที่เรามีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในการเลือกอาหาร หรือ มีความสามารถในการจับจ่ายแล้ว เช่นต้องการเนื้อหรือผัก ออแกนิกเท่านั้น เราก็สามารถสอบถามผู้ผลิต หรือ ดูฉลากโภชนาการเองได้ครับ ว่าเป็นวัตถุดิบที่เราต้องการบริโภคหรือเปล่า
ดังนั้น แก่นของการเรียนรู้เรื่อง Ultra Processed Food คือการเรียนรู้ว่ากว่าจะออกมาเป็นอาหารที่คุณกินนั้นผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ใครที่บริโภค Ultra Processed Food จะต้องสุขภาพไม่ดีเสมอไป และต้องอย่าลืมว่า คนที่ยังบริโภค Ultra Processed Food นั้นไม่ใช่เพราะเค้าไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เพราะเค้าไม่ใส่ใจสุขภาพ แต่มันยังมีเหตุผลอีกมากมาย ไม่ว่าจะรายได้ต่อวัน ความสะดวกสบาย หรือแม้แต่ ความชื่นชอบซึ่งตัวเขาสามารถจำกัดปริมาณได้ดี และดูแลสุขภาพในทางอื่นๆร่วมไปด้วยก็ได้
มิเช่นนั้น แม้แต่วุ้นกะทิ คุณก็จะกินไม่ได้ครับ
#siamstr #pirateketo