โจรจัญไร's avatar
โจรจัญไร
joanjungrai@siamstr.com
npub1f5td...ufnj
Lower your time preference.
หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ออก ว่า ชีวิต Low Time เป็นยังไง คำตอบ สั้นๆ ง่ายๆ มันคือ ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ (สำหรับผมก็ถือว่า Low Time แล้ว) #Siamstr #GM image
เป็นคำถามที่ผมสงสัยมานานแล้วครับ 55555 อาหารพวก “Carb” ย่อมาจาก Carbohydrate (คาร์โบไฮเดรต) Vs. กับอาหารจำพวก "Alcohol" พวก เหล้า กับ เบียร์อะไร ประมาณนั้น สองอย่างถ้าที่หากเราลองเปรียบเทียบกัน ผมอยากทราบว่าสิ่งไหน อันตรายกว่ากันครับผม ขอบคุณครับ #Siamstr แล้วมีอีกหนึ่งประเด็น ผมเคยได้ยิน การที่นำ บะหมี่ไวไวไปทำการลวกเสร็จแล้ว นำไปใส่ไว้ในตู้เย็น ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของ Carb ได้ มันทำให้ร่างกายไม่ สามารถดูดซึมหรือย่อยสารอาหารพวก Carb ได้ มันเป็นความจริงไหมครับ image
ผมอิจฉาสังคมสมัยก่อนที่เวลาใครขาดเหลืออะไรก็จะมาขอกันตามบ้าน แบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ กันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเท่าที่จะสามารถช่วยได้ บ้านก็ไม่ต้องมีรั้วรอบขอบชิดอะไร มีอะไรก็ช่วยกันดูแล อยู่กันแบบเป็นเพื่อนเป็นพี่ เป็นน้องกัน ต่างจากสังคมสมัยนี้ที่ทุกอย่างล้วนเป็นเงินเป็นทองหมด ทำให้สังคมเรา เห็นแก่ตัวมากขึ้น ในวัยเด็ก ผมมักได้ยินเรื่องราวจากคุณตากับคุณยายที่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับสังคมในสมัย ก่อน พวกท่านเล่าว่าในยุคนั้น คนในหมู่บ้านรู้จักกันหมด ทุกบ้านไม่มีรั้วกั้น เวลาทำงาน ก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ไม่มีใครคิดว่าต้องได้รับสิ่งตอบแทน เพียงแค่ได้ช่วยเหลือกันก็ ดีใจแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับปัจจุบันผมคิดว่าน่าจะคล้ายๆ การช่วยงานบุญที่วัด ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่าคุณยายเล่าว่ามีบ้านหนึ่งในหมู่บ้านที่ลูกหลานไม่อยู่บ้าน พ่อแม่อยู่ กันสองคนแก่ๆ วันหนึ่งมีการจัดงานเลี้ยงที่บ้านนั้น คนในหมู่บ้านก็ช่วยกันนำอาหารมา เสริม ไม่ว่าจะเป็นขนม ผลไม้ หรือกับข้าว บางคนยังช่วยทำความสะอาดบ้านให้เจ้าของ บ้านอีกด้วย ไม่มีใครคิดว่าเป็นภาระ ทุกคนเต็มใจที่จะช่วยกัน ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสามัคคี แต่ในยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นเรื่องของเงินทอง ทุกคนต่างทำงาน หนักเพื่อหาเงินซื้อของที่ตัวเองต้องการ เวลามีใครขาดเหลืออะไรก็ไม่ได้ขอความช่วย เหลือจากเพื่อนบ้านเหมือนเดิม เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นภาระ หรือบางครั้งก็กลัว ว่าจะไม่ได้รับการช่วยเหลือกลับ ในสังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนเริ่มห่างหายไป การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ เริ่มลดน้อยลง ทุกคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง บ้านแต่ละหลังมีรั้วรอบขอบชิด ปิดกั้น ไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง บางครั้งผมก็รู้สึกเหงาและคิดถึงความอบอุ่นของสังคมในสมัยก่อน ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกอิจฉาสังคมสมัยก่อนที่ทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ แน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความเมตตา หากเราสามารถนำความอบอุ่นและความช่วย เหลือซึ่งกันและกันกลับมาในสังคมปัจจุบันได้ โลกนี้ก็คงจะน่าอยู่มากขึ้น คนจะรู้จักกัน และดูแลกันมากขึ้น ความเหงาและความเห็นแก่ตัวก็จะลดลง ผมหวังว่าเราจะสามารถ กลับไปสู่สังคมแบบนั้นอีกครั้ง แม้ว่าอาจจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนเดิม แต่ก็ขอให้มี ความรักและความเอื้อเฟื้อกันมากขึ้นแค่นี้ก็พอ #Siamstr image
Slow Food vs Fast Food : ในยุคสมัยที่เร่งรีบอย่างทุกวันนี้ การบริโภคอาหารแบบเร่งด่วนหรือที่เรียกว่า "ฟาสต์ฟู้ด" (Fast Food) ได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากความสะดวกและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อาหารที่เรียกว่า "สโลว์ฟู้ด" (Slow Food) ได้เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการ บริโภคอาหารที่มีคุณภาพและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น เราลองมาดูความแตกต่าง และผลกระทบของอาหารทั้งสองประเภทนี้กันดีกว่า ฟาสต์ฟู้ดคืออาหารที่สามารถเตรียมและเสิร์ฟได้อย่างรวดเร็ว โดยมักมีลักษณะเป็น อาหารจานด่วน เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด พิซซ่า และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ฟาสต์ฟู้ดมักจะมีราคาถูกและสามารถหาซื้อได้ง่าย นี่คือสาเหตุที่ทำให้ฟาสต์ฟู้ดได้ รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ฟาสต์ฟู้ดมักมีส่วนผสมที่มี น้ำตาลสูง และโซเดียมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ ปัญหาสุขภาพหลายประการ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ นอกจากนี้ การ บริโภคฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ อาหารแบบ สโลว์ฟู้ดเกิดขึ้นในประเทศอิตาลีในปี 1986 เพื่อต่อต้านการเปิดร้าน แมคโดนัลด์ใกล้กับบันไดสเปนในกรุงโรม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการบริโภค อาหารที่มีคุณภาพสูงและการเคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น สโลว์ฟู้ดเน้นการใช้วัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น การเตรียมอาหารอย่างพิถีพิถัน และ การรับประทานอาหารอย่างสบายใจและเพลิดเพลิน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเกษตร แบบยั่งยืนและการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ สโลว์ฟู้ดก็มีอีกหนึ่งข้อเสียที่คนมักไม่นิยมกันเพราะ มีราคาที่แพง ทั้งฟาสต์ฟู้ดและสโลว์ฟู้ดมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน การเลือกบริโภคอาหารแบบ ใดขึ้นอยู่กับความต้องการและวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพที่ดี และการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น การรับประทานสโลว์ฟู้ดถือเป็นทางเลือกที่มีความ ยั่งยืนและมีประโยชน์มากกว่าในระยะยาว การเลือกสิ่งที่ดีในการบริโภค อาหารจึงเป็น สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน image #Siamstr
จาก Bitcoin talk ตอนล่าสุด ผมได้รวบรวมข้อมูลที่อาจจะเป็นประโยชน์ไว้สำหรับ คำนวณการเก็บ #Bitcoin เพื่อการเกษียณ - อายุขัยของคนไทยเฉลี่ย ชาย 73.5 ปี หญิง 80.5 ปี https://ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/FileUpload/PDF/Report-File-665.pdf -อัตราการเติบโตของ บิตคอยน์ อยู่ 26.2% (ปี2023-2033) -อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 8.23% ตามแบบจำลองด้านล่างเลยครับ #Siamstr View quoted note →
ในยุคปัจจุบัน เราต่างยอมรับว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ได้ทำให้ชีวิตของเรา สะดวกสบายขึ้นมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ ในบ้าน รถยนต์อัจฉริยะ ไปจนถึงบริการออนไลน์ที่สามารถทำทุกอย่างได้เพียงแค่ ปลายนิ้วสัมผัส อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้มากเกินไปก็อาจนำไปสู่ ปัญหาหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา หนึ่งในปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจากความสะดวกสบายที่เกินไปคือปัญหาสุขภาพ การใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่งๆ ที่มีการเคลื่อนไหวทางกายน้อยลงทำให้เราเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ ยกตัวอย่างเช่น การใช้บริการส่งอาหารถึงบ้านที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนเลือกที่จะสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เน้นความอร่อยและไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มากกว่าการทำอาหารเองที่บ้าน ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนและมี ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว นอกจากปัญหาสุขภาพแล้ว การพึ่งพาเทคโนโลยีเกินไปยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล การสื่อสารผ่านทางข้อความหรือสื่อสังคมออนไลน์แทนการพูดคุย โดยตรงทำให้การเชื่อมต่อทางอารมณ์และความเข้าใจซึ่งกันและกันลดลง การสื่อสารแบบนี้ยังส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่พอใจในระยะยาว นอกจากนี้ การที่เรามีความสะดวกในการเข้าถึงสื่อบันเทิงต่างๆ เช่น วิดีโอเกม หรือ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ทำให้บางคนอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งเหล่านี้แทนที่จะใช้ เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสินค้าและบริการที่ ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น หรือการใช้ไฟฟ้าและพลังงานที่สูงขึ้นจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด มลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยากต่อการควบคุม นอกจากนี้ การผลิตและการบริโภค ที่เกินความจำเป็นยังส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยและมีการสะสม ขยะมากขึ้น อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือ การที่ความสะดวกสบายเกินไปอาจทำให้เราเสี่ยงต่อการ สูญเสียทักษะพื้นฐานบางอย่าง เช่น การทำอาหาร การซ่อมแซมบ้าน หรือการเดินทาง โดยใช้ความจำ สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่มีความสำคัญในชีวิตประจำวัน แต่เนื่องจากเรามี เทคโนโลยีที่สามารถช่วยทำให้สิ่งเหล่านี้ง่ายขึ้น ทำให้หลายคนขาดทักษะและความรู้ พื้นฐานในการดำรงชีวิต เพื่อที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ เราควรจะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างมีสติและ มีความรับผิดชอบ เราควรจะใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออก กำลังกาย การเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ และการพักผ่อนที่เพียงพอ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารควรจะมีการจัดเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อที่จะ ไม่ให้มันมาแย่งเวลาที่สำคัญกับคนที่เรารัก การดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืนและการรักษาสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและความ รับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสินค้าและบริการ ที่ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายเกินไป การมีจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรและการดูแลสิ่ง แวดล้อมจะช่วยให้เราและคนรุ่นหลังได้มีชีวิตที่ดีและยั่งยืนต่อไป #Siamstr
คำถามที่ผมอยากถามพี่ชิต @Wichit Saiklao #Siamstr แต่ละแง่มุมของพี่ชิตเต็มไปด้วย ปรัชญา ผมอยากจะถามว่ามีหลักการเลือก คู่ชีวิตหรือภรรยา ไม่สิต้องเรียก ภริยา หรือคุณหญิง ยังไงครับ 55555 อีกคำถาม เหมือนพี่ชิตกำลังมีน้อง ผมอยากจะถามพี่ชิตว่า มีวิธีหรือแนวทาง ยังไงเวลาเลี้ยงลูกครับ เลี้ยงให้เค้าเติบโตมาเป็น สิ่งที่สวยงามบนโลกใบนี้
ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาเขียวขจีและลำธารใส มีชุมชนเล็กๆ ชื่อว่า "#Siamstr" ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตที่แปลกไปจากที่อื่น พวกเขาใช้ชีวิตแบบ "Low time preference" หรือการให้ความสำคัญกับอนาคตมากกว่าปัจจุบัน ในเช้าวันหนึ่งที่ฟ้าสดใส ตะวันเริ่มต้นทำหน้าที่ของมัน ฉายแสงอบอุ่นลงบนบ้านไม้ เก่าๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในหมู่บ้าน "Siamstr" ป้าอัญชัน คุณป้ารุ่นเก๋าที่มีผมหงอกขาว เต็มหัว เดินออกมาจากบ้านพร้อมตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ป้าอัญชัน เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องในหมู่บ้านเพราะเธอเป็นคนที่คอยสอนให้คนในหมู่บ้านรู้จัก การปลูกพืชที่ใช้เวลาเติบโตนาน "สวัสดีค่ะป้าอัญชัน" เสียงเรียกดังขึ้นจากเด็กสาวที่กำลังเดินผ่านหน้าบ้าน เด็กสาวชื่อ ใบหม่อน เธอเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเมื่อไม่นานมานี้ และยังไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิต ที่นี่มากนัก "สวัสดีจ้ะ ใบหม่อน วันนี้จะไปไหนจ๊ะ?" ป้าอัญชันถามพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน "หนูว่าจะไปช่วยพี่ทิวาปลูกต้นไม้ค่ะ เห็นว่าเขากำลังจะปลูกต้นไม้ใหญ่ หนูสงสัยว่า ทำไมเขาต้องปลูกต้นไม้ที่ใช้เวลานานกว่าจะโตด้วยค่ะ" ใบหม่อนถามอย่างสงสัย ป้าอัญชันยิ้มกว้างก่อนจะตอบว่า "อืม ที่นี่เรามีวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไปจ้ะ เราเชื่อว่า การปลูกต้นไม้ใหญ่หรือทำอะไรที่ใช้เวลานานนั้นเป็นการลงทุนในอนาคต คนในหมู่บ้าน นี้จะคำนึงถึงผลลัพธ์ในระยะยาวมากกว่าความสุขสบายชั่วคราว" ใบหม่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ยังมีแววตาที่ไม่แน่ใจ "แต่ทำไมเราต้องรอคอยนาน ขนาดนั้นล่ะคะ?" ป้าอัญชันพยักหน้าเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง "เมื่อก่อนป้าก็เป็นคนใจร้อนอยากได้อะไรก็ต้องได้เดี๋ยวนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งป้าได้พบ กับคุณตาผู้เฒ่าท่านหนึ่ง ท่านสอนให้ป้ารู้จักการปลูกต้นไม้ ป้าก็เลยลองปลูกดู มันใช้ เวลานานมากกว่าจะโต แต่เมื่อมันโตเต็มที่ ป้าก็ได้เห็นประโยชน์ของมันที่มีต่อชุมชน เรามีไม้สำหรับสร้างบ้านมีผลไม้กินไม่ขาดมือ และที่สำคัญเราได้เรียนรู้ถึงความอดทน และการวางแผน" "ถ้าเราไม่ปลูกอะไรที่ต้องใช้เวลานาน ตอนนี้เราคงไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ไม่มีผลไม้ที่ อุดมสมบูรณ์เหมือนตอนนี้หรอกจ้ะ" ป้าอัญชันกล่าวสรุป ใบหม่อนพยักหน้าเข้าใจแล้ว "หนูเข้าใจแล้วค่ะป้าอัญชัน หนูจะลองเปลี่ยน แปลงตัวเองดูบ้างค่ะ" จากวันนั้น ใบหม่อนได้เริ่มต้นปลูกต้นไม้และทำกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้เวลานานขึ้น เธอเรียนรู้ที่จะวางแผนและคิดถึงผลลัพธ์ในระยะยาวมากกว่าความสุขสบายชั่วคราว เวลาผ่านไป ใบหม่อนกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนการใช้ชีวิตแบบ "Low time preference" ในหมู่บ้าน "Siamstr" เธอได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากการลงทุนในอนาคต และความสุขที่เกิดจากการเห็นสิ่งที่เธอทำเติบโตและให้ ประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ในยามเย็นเมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้า ใบหม่อนนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ เธอได้ปลูกขึ้น เธอยิ้มและรู้สึกถึงความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชน เธอได้เรียนรู้ว่าความอดทนและการวางแผนในระยะยาวนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า และนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง image
เพลงเกี่ยวกับชีวิตที่สิ้นหวังก่อนมาเจอ #Bitcoin #Siamstr
ซาโตชิ (Sats) เล็กๆ น้อยๆ วันนี้ อาจกลายเป็นเงินก้อนโตในอนาคต เคยเจอเหรียญบาท เหรียญสิบ ตกตามซอกโซฟาไหม? แม้จะดูไม่มีค่า แต่ถ้าเก็บสะสม ไปเรื่อยๆ ก็อาจกลายเป็นเงินก้อนได้เหมือนกัน ซาโตชิ หรือ Sats (หน่วยย่อยของ Bitcoin) ก็เหมือนเศษเหรียญเล็กๆ เหล่านี้ ที่วันนี้ดูไม่มีมูลค่ามากนัก แต่ในอนาคตอาจพลิกชีวิตคุณได้ ทำไม Sats ถึงน่าสนใจ? Bitcoin มีแนวโนมที่สามารถเติบโตในอนาคต : หลายคนเชื่อว่า Bitcoin จะเป็นเหมือน "ทองคำดิจิทัล" ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีจำนวนจำกัด ใครๆ ก็สามารถซื้อขายได้ และไม่ขึ้นกับธนาคาร ถ้า Bitcoin มีมูลค่าสูงขึ้น Sats ก็จะราคาพุ่งตามไปด้วย Sats ทำให้ซื้อ Bitcoin ได้ง่ายขึ้น : ไม่ต้องรวยก็เป็นเจ้าของ Bitcoin ได้ เพราะ Sats มีราคาถูก ซื้อเก็บสะสมทีละน้อยๆ ได้สบายๆ คนใช้ Bitcoin กันมากขึ้น : เดี๋ยวนี้ ร้านค้าออนไลน์หลายแห่งรับ Bitcoin เป็นค่า สินค้าแล้ว ยิ่งมีคนใช้ Bitcoin มากเท่าไหร่ มูลค่าของ Sats ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น Sats สอนให้รู้จักเก็บออม : การเก็บ Sats ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนฝึกวินัย ในการออมเงิน ทำให้เราเห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น ไม่มีอะไรแน่นอน แต่ต้องลองเสี่ยง : ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร การลงทุนใน Sats เหมือนการเปิดโอกาสให้ตัวเอง เผื่อวันหนึ่ง Sats เล็กๆ ที่เราเก็บไว้ อาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ก็ได้ ข้อควรระวัง : การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Bitcoin และ Sats ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน #Siamstr
Talk : ชีวิตที่เป็นรมณีย์ | โจน จันใด สวัสดีทุกๆคนครับ ก็อยากจะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตที่เป็น รมณีย์ ให้ฟังนิดหนึ่ง เพราะว่า ผมเป็นคนที่เกิดในช่วงต่อระหว่างยุคสมัย รุ่น พ่อ ปู่ ลุง ของผมเนี่ย ก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความฝันมีเป้าหมาย อยากมีชีวิตที่เป็น รมณีย์ แต่ว่า เขาไม่ได้ใช้คำนี้ในยุคนั้นครับ เป็นภาษาบาลี คนในสมัยก่อนเขาไม่ใช้คำนี้ เขาใช้คำว่า อยากจะไปอยู่แบบสงบๆ ก็คือคนที่ เติบโตขึ้นมาแล้วเนี่ย เลี้ยง ครอบครัวจนได้ดิบได้ดีเสร็จปุ๊บ บั้นท้ายของชีวิตช่วง 60 ขึ้นไป คนเหล่านี้ก็จะ เข้าวัดครับ เข้าไปอยู่ในวัด ไปอยู่ในร่มเงาของต้นไม้ ในวัดก็จะมีสระน้ำ มี หนองน้ำ มีความเย็นสบาย แล้วก็คนเหล่านี้ ต้องการที่จะไปชื่นชมบรรยากาศ ที่สงบ ร่มรื่น เพลิดเพลินกับความสงบ คำว่าเพลิดเพลินกับความสงบ มันเป็น เป้าหมายของคนยุคก่อน อย่างหมู่บ้านผมก็จะพิเศษหน่อยเพราะเป็นหมู่บ้าน ของพระกรรมฐานเป็นหลัก คนส่วนมากบั้นปลายก็คือจะทิ้งงานต่างๆ ให้ลูกให้ หลาน แล้วตัวเองก็จะไปเข้าวัด ไปปัดกวาดบริเวณวัด ไปนั่งสมาธิภาวนา ไปทำ วัตรสวนมนต์ เข้ารู้สึกถึงความสงบเย็นและเพลิดเพลิน ซึ่งแต่ก่อนผมไม่เข้าใจเลย ว่า คำว่าเพลิดเพลินกับความสงบมันหมายถึงอะไร แต่วันหนึ่งลุงของผม พาผมไป ทุ่งนานั่งอยู่บนกระท่อม มองไปในทุ่งนาที่ต้นข้าวเขียวๆ กำลังถูกลมพัดเป็นคลื่นๆ แกบอกว่า สงบนะ ผมก็รู้สึกว่ามันสงบยังไงมันกำลังเคลื่อนไหวอยู่ แต่จริงๆแล้ว มองดูชัดๆ เนี่ยเราจะเห็นความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหวครับ นี่คือความ งดงามที่คนในยุคเก่าชื่มชม แล้วก็เพลิดเพลินกับการใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตกับ ความงามในความสงบตรงนั้น ซึ่งภาษาบาลีอาจจะใช้คำว่า รมณีย์ก็ได้ แต่ว่า ความเชื่อ ความฝัน ความรู้สึกแบบนั้นมันเริ่มจางหายไป ตอนที่มีไฟฟ้าเข้ามาใน หมู่บ้าน มีโทรทัศน์ เข้ามา มีรถมอเตอร์ไซร์เข้ามา โทรทัศน์คือสิ่งแรกที่บอกว่า พวกเรานี่จน การแก้ปัญหาความยากจนคือต้องทำงานมากขึ้นหาเงิน จากนั้นมา เป้าหมายของคนก็เปลี่ยนจากคำว่า รมณีย์ กลายมาเป็นเงิน เป็นความร่ำรวย จนถึงทุกวันนี้ ไม่ค่อยมีคนรู้จักคำว่า รมณีย์ อีกแล้ว ไม่มีคนที่ใฝ่ฝันถึงความสงบ ร่มรื่น ไม่มีคนอยากจะไปใช้ชีวิตอย่างสงบร่มรื่นอีกแล้ว เพราะหลายๆคนบอกว่า ล้าหลังไม่เจริญ ต่อต้านความเจริญก้าวหน้า คนก็มุ่งหาความร่ำรวยทางทรัพย์สิน เงินทองมากขึ้น ก็ทำให้เศรษฐกิจอะไรเติบโตขึ้นทุกอย่าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ ลึกๆแล้ว แต่ละคนยังโหยหาความสงบร่มรื่นทางภายในกับธรรมชาติซึ่งใน สมัยก่อนจะเน้นความเพลิดเพลินกับความจริง ความดีและความงาม ก็เลยทำ ให้สังคมสงบ แม้ว่าจะมีเรื่องร้ายๆบ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นรุนแรง แต่ในปัจจุบัน เนี่ย เรามีอะไรมากมายกว่าคนสมัยก่อนเยอะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นในวันนี้ก็คือ ความเครียด ความกลุ้มความกังวล หลายคนนอนไม่หลับครับ การนอนไม่หลับ กลายเป็นโรคชนิดใหม่ ที่กำลังเกาะกินชีวิตของคนจำนวนมากในวันนี้ ดังนั้น วันนี้ก็เลยเป็นวันที่คนกำลังโหยหาแต่ไม่รู้สึกตัว ว่าตัวเองโหยหาอะไร หาดิ้น รนทำงานหนักซึ่งสมัยก่อนการมีเป้าหมายอยู่ที่ ความเป็น รมณีย์ มันจะทำให้ รู้สึกเบาสบาย สงบ ร่มรื่น แต่วันนี้เป้าหมายอยู่ที่ความร่ำรวย ชีวิตก็จะเปลี่ยน ไป วันนี้ก็จะมีแต่ความเครียด ความกลุ้ม ความร้อน ความรุนแรง ความระอุ นี่คือสิ่งที่ผมเริ่มสังเกตเห็นและทำให้ผมคิดถึง การใช้ชีวิตแบบนั้นว่า เราจะกลับ ไปสู่ตรงนั้นได้อย่างไร แต่เราไม่ได้อยากไปอยู่แบบนั้น เพียงแต่ว่า เราอยากจะ ทำให้มันดีขึ้นกว่านั้นได้อย่างไร มันเป็นไปได้ไหม อันนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจที่ จะคิดถึงเรื่องความสงบ ความเย็น ความร่มรื่นแบบนั้น ก็เลยทำให้ผมเริ่มมาทำ เกษตร มาปลูกป่าผมปลูกป่าทุกปีนะครับ ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยต้น แม้ไม่ใช่ที่ของ ตัวเองผมก็ปลูกเพราะทันทีที่ปลูกป่าเนี่ย ผมถือว่ามันคือทรัพย์สินของเราทุกคน ไม่ว่าจะในที่ใคร ออกซิเจนที่ต้นไม้ให้ออกมา ไม่มีใครเป็นเจ้าของนะครับ เราใช้ ร่วมกัน ร่มเงาความเย็นมันก็เป็นของทุกๆคน คนที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้น ทุกปีผมก็ เลยต้องมีการไปร่วมกับคนนั้นคนนี้ ไปช่วยทุกปี นี่คือสิ่งที่ผมเห็นว่าวันนี้ ชีวิต เรานั้นเหนื่อยมาก เครียดมาก ท้อมาก มองไม่เห็นฝั่งเลยว่า เมื่อไหร่เราจะได้หยุด พักสักที เมื่อไหร่เราจะได้รู้สึกผ่อนคลาย เพราะเป้าหมายของเราคือกำไรสูงสุด หรือมีเงินมากขึ้นแต่ไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นในสภาวะแบบนี้ การกลับมาคิดถึงสภาวะ ที่เป็นความร่มเย็น เป็นความเพลิดเพลิน กับความจริงความดีงามเนี่ย มันคือ ทางออกที่ทำให้เราไม่เครียด ไม่กลุ้ม เบา สบาย ทุกวันนี้ผมเห็นว่าเราส่วนใหญ่ ทำงานหนักมาก เพื่อย่อยทรัพยากร เพื่อย่อย ดิน น้ำพืช สัตว์ และสังคม แปรรูป มาเป็นเงินนี่คืองานหนักที่พวกเราทำ แต่มีกี่คนที่ทำงานหนักเพื่อที่จะสร้างดิน น้ำ พืช สัตว์ ให้มันดีขึ้น วันนี้เราบริโภคมากเกินความสามารถของธรรมชาติ ที่จะผลิตตรงนี้ให้เราได้ วันนี้เราจึงมาถึงจุดอับจนทางสังคมมากมาย ไม่รู้ว่า เราจะไปไหนต่อ ทั้งโรคระบาด ทั้งสงคราม ทั้งสิ่งแวดล้อมแปรปรวน อะไรต่างๆ จะเริ่มถาโถมเข้า ดังนั้นการกลับมาคิดถึงชีวิตที่เป็น รมณีย์ จึงเป็นสิ่งที่ควร กลับมาใคร่ครวญอีกครั้งหนึ่ง การหาเงินเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่การสร้างทรัพยากร ขึ้นมาทดแทน ก็จำเป็นยิ่งกว่าเช่นกัน เพื่อที่เราจะอยู่ได้ ดังนั้นการกลับมาคิดถึง ตัวเอง เรารักตัวเองได้ไหม ถ้าเรารักตัวเองได้ ชีวิตก็จะก้าวเข้าสู่ความเป็น รมณีย์ มากขึ้น แต่วันนี้เราไม่ได้รักตัวเอง เราทำงานหนัก แต่เราไม่เคยถามว่าเราทำงาน หนักไปเพื่อใคร เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือร่างกายของเรา เราทำงาน หนักได้เงินได้ทองมา แทนที่เราจะซื้ออาหารที่เป็นอินทรีย์มาบริโภค เพื่อให้ ร่างกายเราดีขึ้น เรากลับบอกว่ามันแพง ซื้อกินได้ยังไง ข้าวกิโลละ 50 บาทแต่พอ ไปซื้อกาแฟแก้วละ 80 บาท เราไม่เคยถามสักคำเลยว่าแพงหรือไม่แพง ทั้งๆที่ กาแฟไม่ใช่อาหาร อันนี้คือสิ่งที่อยากจะยืนยันว่าเราไม่ได้รักตัวเอง ฉะนั้นถ้า เรารักตัวเอง เรากลับมาคิดถึง เราต้องกินสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา วันนี้ถ้าเราลดการ กินไข่ ไก่ หมู ป่าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควัน มลพิษทางอากาศทั้งหลาย ก็จะลดลงมากทีเดียว เพราะวันนี้คนทุกคนต้องกินไก่ ไข่ หมู วันละ 3 มื้อ จำเป็นจะต้องผลิตไก่ไข่หมูให้พอ เราก็เลยต้องถางป่า ปลูกข้าวโพดเยอะมาก เพื่อที่จะเลี้ยงตรงนี้ ดังนั้น ผมเห็นว่าวันนี้ยังไม่สายเกินไป ที่เราจะมาคิดถึง ความสุขสงบ ร่มเย็นในชีวิตครับ กลับมาคิดถึงตรงนี้ แม้เราจะเป็นคนเมือง ปลูกต้นไม้ไม่ได้ปลูกผักอะไรไม่ได้ แต่เราสามารถส่งเสริมคนที่ปลูกได้ ไปช่วย เหลือเกื้อหนุนคนที่เขาทำได้และก็มาลดตัวเองลงว่าเราจะกินให้หลากหลาย ได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ ไก่ หมู วันไหนก็ไข่เจียว ทุกวัน ถ้าเราเริ่มกินอะไรที่แตก ต่างและหลากหลายมากขึ้น ความหลากหลายคือความงดงาม ความหลากหลายคือความมั่นคง ความหลากหมายคือความยั่งยืนครับ ถ้าเราเริ่มมากินหลากหลาย สุขภาพเราก็จะเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ผมคิดว่าแค่นี้ เราก็เปลี่ยนอะไรได้เยอะมากแล้วในชีวิต ฉะนั้นวันนี้ผมได้ตัดสินใจมาใช้ชีวิตแบบนี้ ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น แล้วก็ พยายามที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่คิดคล้ายๆกันมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่า ผมพอจะทำได้แค่นี้ ในฐานะที่เป็นชาวนาเล็กๆคนหนึ่ง เราทำได้แค่นี้ แต่คน อื่นๆ ถ้าทำได้มากกว่านี้ ผมก็คิดว่า มันจะยิ่งใหญ่มาก #Siamstr
วันนี้เราลองมาสำรวจคำนวณเงินเฟ้อกันครับ : สินค้าและบริการที่ผมนำมาใช้คำนวณ ผมจะอ้างอิงตามที่ใช้คำนวณในตัวเลข CPI มีบางอย่างอาจจะปรับเปลี่ยนบ้าง โดยผมจะคำนวณตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 เพราะว่า ตรงกับ ค.ศ.1971 ที่มีการยกเลิกมาตราฐานทองคำไปครับ แล้วไปสิ้นสุด พ.ศ.2566 ระยะเวลาคำนวณผมจะคำนวณตั้งแต่ พ.ศ. 2514 - 2566 เป็นระยะเวลา 52 ปี สินค้าและบริการแบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 หมวดหมู่ 1. อาหารและเครื่องดื่ม : มีตัวแทนเป็น ก๋วยเตี๋ยวและน้ำเปล่า 2. ที่อยู่อาศัย : มีตัวแทนเป็น ค่าเช่าบ้าน 3. เครื่องนุ่งห่ม : มีตัวแทนเป็น เสื้อผ้าและร้องเท้านักเรียน 4. การคมนาคม : มีตัวแทนเป็น น้ำมันเบนซิน 5. การดูแลสุภาพ : มีตัวแทนเป็น ยาสามัญประจำบ้าน 6. ความบันเทิง : มีตัวแทนเป็น ค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์ 7. การศึกษา : ค่าเทอมโรงเรียนเอกชน 8. อื่นๆ : มีตัวแทนเป็น ทองคำและที่ดิน ตารางนี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการต่างๆ image หมายเหตุ : ราคาที่ระบุในตารางนี้เป็นการประมาณและอาจมีความคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง ข้อมูลที่ใช้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ต่อไปคือตัวอย่างการคำนวณอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในรูปแบบทบต้น (CAGR) : image ต่อไปเป็นการคำนวณค่าเฉลี่ย CAGR% ของสินค้าและบริการทั้งหมด : image ดังนั้น ค่าเฉลี่ยของ CAGR% ของสินค้าและบริการทั้งหมดเท่ากับ 8.23% ซึ่งเราอาจ สามารถใช้เป็นตัวเปรียบเทียบอัตราการเพิ่มขึ้นของ เงินเฟ้อ ในระยะเวลาดังกล่าวได้ครับ #Siamstr