#freewriting day 12
เขียนขีดอิสระ วันที่ 12
#siamstr
ทำอะไรก็ไม่ทัน เรื่องใหม่ๆ ก็ประดังประเด เรื่องเก่าก็กองสุมมะรุมมะตุ้ม แต่ช่วงเวลาที่พอจะทำอะไรได้ ก็ไม่ได้สนใจว่า จะต้องสะสางให้เสร็จ เลือกที่จะไปทำสิ่งที่มีความสุขกับชีวิตมากกว่า ผัดวันประกันพรุ่ง ความเฉยชาต่อภาระหน้าที่ ถ้ายังไม่เดือดร้อนต่อตนเองหรือคนอื่นก็ยังไม่ทำ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดชีวิต แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นเหมือนเก่า วนซ้ำไปซ้ำมา สนุกกับชีวิตที่อยู่ตรงหน้า โดยส่งความหน่วงภายในให้เป็นปัญหาของตัวเราวันพรุ่งนี้แทน
เหมือนการแกะปู ยังไม่ได้เป็นชิ้น แต่หิวแล้ว กินเลยแล้วกัน ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อปูล้วนๆ ไม่เป็นไร เปลือกปูก็ฝืนกลืนได้อยู่ ถ้าจะแกะให้เสร็จจะได้กินตอนไหน ถ้าระหว่างแกะ เราตายไปหรือคนอื่นหยิบไปกิน หรือต้องเอาความต้องการส่วนตัวออกไป แกะไปกินไปนั่นแหละ แล้วถ้าเราไม่ได้แกะ มัวแต่กินอย่างเดียว กำลังกินของคนอื่นอยู่รึเปล่า
หรือการผัดวันประกันพรุ่ง จะเป็นการเห็นแก่ตัวแบบอ่อนๆ เป็นต้นเชื้อของการเห็นตัวเองแต่ไม่เห็นภาพรวม พอเร่ิมคิดว่าส่งผลต่อคนอื่นอย่างไร ผลเสียที่ตามมาคืออะไร ก็เริ่มรู้สึกว่า ต้องทำ แม้ไม่ได้รู้สึกอยากหรือคาดว่าจะมีความสุข ห่วงคนอื่น ไม่ใช่ ห่วงความสัมพันธ์ที่มีต่อคนอื่น ห่วงภาพพจน์ ห่วงความเชื่อใจ แต่ได้ผล ความกลัวต่อความผิดบาปของความเฉยชา
ไม่อยากรับผิดชอบอะไรเลย เป็นภาระ ไม่มีอิสระ ในวันที่ทำสิ่งใดสำเร็จกลับไม่คิดแบบนั้น โล่ง ภูมิใจและยินดีที่ตัวเองก้าวไปอีกขั้น การคิดถึงภาพในอนาคต ถ้าหากสำเร็จกระตุ้นให้อยากทำมากขึ้น ถ้าล่าช้าหรือไม่ได้ทำ สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ก็กระตุ้นได้เช่นกัน ก็ยังพ่ายแพ้ต่อปัจจุบันอยู่ดี เพราะภาพเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นตรงหน้า
เพลิดเพลินกับปัจจุบันต่อไป ปัญหาที่กองสุมอยู่ รอเราอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล วันนึงต้องเดินไปชนเข้า กองเล็กก็สะดุดเหมือนไม่มีอะไร กองใหญ่ก็คงล้มทับจนชีวิตเป๋ไปพักนึง อย่างไรก็ต้องทำ จะทำตอนนี้หรือตั้งใจไปทำวันหลัง ทำวันนี้ก็อดสนุกสะเปะสะปะ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่า พรุ่งนี้จะได้สนุกแทนวันนี้ ทางเดียวที่จะผ่านไปได้ ยอมรับ ก้มหน้ายอมรับหน้าที่ แล้วค่อยๆ หย่อนปลายนิ้ว แตะๆ ดู น้ำอาจจะเย็นสบายกว่าที่คิดก็ได้
Kei
npub19yxx...nyjx
อวดก่อน โม้ทีหลัง
#siamstr
#thon103
#ปุ๊บปั๊บมีทอัป
@supasit_aui
@Taabio
@BitPopArt
@Bitcoin Butler & Skater


#freewriting day 11
เขียนขีดอิสระ วันที่ 11
#siamstr
การอยู่ร่วมกันของคนสองคน ต้องคำนึงถึงอีกฝ่ายให้มากๆ จากเดิมเวลาอยู่คนเดียว จะทำอะไรก็ได้เมื่อใดก็ได้ พออยู่ร่วมกันก็จะมีเวลาที่ต้องการไม่ตรงกัน ข้อดีคือ ทำให้ได้ทำอะไรใหม่ๆ หรือได้มุมมองใหม่ๆ ในการทำสิ่งเดิม ความรู้สึกกับวิธีคิดเป็นสิ่งที่ต้องปรับเข้าหากัน คอยสื่อสารกัน มีช่วงเวลาที่พร้อมจะเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน การเลือกจังหวะเวลาในการบอกกล่าวเป็นจุดสำคัญ หากมองในมุมตนเอง แปลว่า ยิ่งเราเคลียร์ตัวเอง เข้าใจความรู้สึกตัวเอง เคารพและรักตัวเองได้มากเพียงพอ ตัวเราเต็มง่ายและเต็มเร็วเท่าไหร่ ก็พร้อมจะรับฟังอีกฝ่ายได้เร็วขึ้นเท่านั้น ปํยหาที่อาจจะเริ่มจากเล็กๆ ก็จะถูกแบ่งปันให้ฟัง และปรับตัวเข้าหากันได้เร็ว ก่อนจะสะสมเป็นปัญหาใหญ่
ในทางกลับกัน หากเราไม่เตรียมตัวเผื่อให้อีกฝ่าย เรื่องก็อาจจะบานปลายได้ง่าย ถ้าทำได้ก็ทำให้ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันไม่ยาก การเผื่อ รวมถึงการได้วางแผนมีเวลาสำหรับอีกฝ่ายโดยเฉพาะ ช่วงที่ไม่ได้วางแผนเผื่อให้กัน ก็จะเริ่มห่างและปรับความเข้าใจยากขึ้นตาม
เมื่อมีความเข้าใจ ต่างฝ่ายก็เติมพลังซึ่งกันและกัน ส่งเสริมกัน ด้านที่แต่ละฝ่ายทำได้ดีอยู่แล้วก็ดียิ่งขึ้น ด้านที่ไม่ดีก็เติมเต็มกัน 1 + 1 ได้เป็นอนันต์ไม่ใช่เรื่องเกินจริง การมีกำลังใจทำให้ทุกอย่างรู้สึกเป็นไปได้ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และเติบโตไปด้วยกัน วันที่เจอเรื่องใหม่ ก็ร่วมกันเผชิญและเรียนรู้ ผลัดกันนำผลัดกันตาม
ชีวิตคู่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่สิ่งที่ต้องเจอ ยังมีครอบครัว เพื่อน ของทั้งสองฝ่าย ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ เรื่องราว ที่มาที่ไป มองเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น เข้าใจพื้นเพพฤติกรรมและวิธีคิดของอีกฝ่ายมากขึ้น จักรวาลความเป็นไปได้ยิ่งเปิดกว้างขึ้น พร้อมๆ กับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ร่วมทุกข์ร่วมสุขในวงที่กว้างขึ้น ผจญภัยยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทำให้ความเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์มากขึ้น

#freewriting day 10
เขียนขีดอิสระ วันที่ 10
#siamstr
คนดี คนไม่ดี
ถ้าทำดีมาตลอดแต่ไม่ดีครั้งเดียวกจะยังเป็นคนดีอยู่มั้ย และถ้าทำไม่ดีในมุมกลับกันล่ะ อะไรชี้วัดคนดีคนไม่ดี จำเป็นต้องเป็นคนดีตลอดเวลา ต้องเป็นคนดีเท่านั้นมั้ย ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า เด็กดีเป็นอย่างไร จากโรงเรียน ครู บ้าน ครอบครัว เชื่อฟังผู้ใหญ่ กตัญญู รู้เคารพ ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เอาแต่ใจ ไม่เห็นแก่ตัว ขยัน ประหยัด ไม่ทำร้ายผู้อื่น แล้วผู้ใหญ่ที่ดีล่ะ ใครคอยสอนผู้ใหญ่ ใครสอนเราตอนโตแล้ว แก่แล้ว
บางครั้งก็ถึงจุดที่หลงทางหรือชีวิตถึงทางตัน ก็จะหาคำตอบจาก เพื่อน ผู้ใหญ่กว่า ปรัชญา ศาสนา หนังสือ youtube ทั้งที่ใช้งานได้ไม่ได้ จนได้มาซึ่งความเชื่อส่วนตน เชื่อว่าแบบนี้ดี แบบนั้นไม่ดี ถ้าคนที่พร้อมรับและเปลี่ยนแปลง ก็จะปรับกรอบความเชื่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทุบทำลายกรอบเดิมจะเจ็บปวด รู้สึกโง่เขลา และผ่านความผิดพลาดมา แต่เป็นทางเดียวที่เราจะเติบโต กลับมามีหวังอีกครั้งกับชีวิต ความจริงที่เจอกับตัวเป็นหลักฐานสำคัญต่อการสร้างกรอบขึ้นใหม่ แต่ความจริงนั้นก็ถูกแปรผันมาแล้ว แปรผันตามประสาทสัมผัส แปรผันตามคำที่เราเรียกสิ่งที่เราได้รับ จากความจำเดิม ซึ่งก็เป็นกรอบที่เราไม่รู้ตัว
แต่ถ้าไม่มีกรอบเลย จะดำเนินชีวิตอย่างไร และทำได้หรือไม่ที่จะไม่มีกรอบ ถ้าไม่สามารถรับรู้ได้ว่าตัวเรามีกรอบอยู่ หรือไม่รู้ตัว ยังไงก็คงหาไม่เจอ หรือเข้าใจผิดว่าตัวเราไม่มีกรอบ ทำให้มีอคติผิดๆ สำคัญตัวผิด
คนที่ไม่มีกรอบจะใช้ชีวิตอย่างไร ไม่มีทั้งดีไม่ดี? จะหลงทาง หรือจะกลับเข้าใจทุกสิ่งได้ดีกว่าคนมีกรอบ หรือเค้าแค่วางเหมือนว่ามากรอบ ไม่มีกรอบอาจคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย สมมติใช้ภาษาแทนการมีกรอบ คนไม่มีภาษา อาจเป็นคนป่า หรือมนุษย์ต่างดาว ซึ่งอาจใช้พลังจิตในการสื่อสารแทน เราเชื่อว่ามีคนที่สื่อจิตได้จริง การสังเกตที่ละเอียดและลึกซึ้ง ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ น่าจะเป็นไปได้ ไม่ได้หมายถึงคนที่มีอำนาจจิตจะไม่มีกรอบ คนเหล่านี้น่าจะมีกรอบที่ละเอียดกว่า
กรอบของคนดีคนไม่ดี เพียงเราตั้งชื่ออะไรบางอย่าง ก็ได้กำหนดกรอบของตัวเราต่อสิ่งนั้นแล้ว แต่ทำให้ง่ายต่อการสื่อสารและเข้าใจ กรอบของคนดี กรอบของคนไม่ดี ยังไงก็คงต้องมีหากจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับสัตว์โลก อย่างน้อยก็ใช้เพื่ออยู่ร่วมกัน หรือแม้กระทั่งอยู่คนเดียว เราสามารถเป็นคนไม่ดีต่อตัวเราเองได้มั้ย
ทำร้ายตัวเอง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทางกาย แต่ทางใจด้วย เราพูดใส่ตัวเองเกือบจะตลอดเวลา การพูดกับคนอื่นทำได้แค่ทางปาก แต่พูดกับตัวเองทำได้ทางใจด้วย และเรายังฉายภาพ ฉายอารมณ์ ให้กับตัวเราเองได้อีกต่างหาก เรากำลังสื่อสารทางจิตกับตัวเราเองได้ด้วยซ้ำ เวลาอารมณ์ไม่ดี เรากำลังเป็นคนไม่ดีกับตัวเรารึเปล่านะ แล้วเราจะเป็นคนดีกับตัวเราเองได้ตลอดเวลาเลยเหรอ
#freewriting day 9
เขียนขีดอิสระ วันที่ 9
#siamstr
พอเริ่มทำอะไรได้ ก็จะเข้าถึงความยอดเยี่ยมได้ลึกซึ้งขึ้น วิ่งระยะ 5 กิโลได้ ก็จะนับถือชื่นชมคนที่วิ่งได้เร็วกว่าหรือคนที่วิ่งมาราธอนได้อย่างไม่ยากเย็น และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากทำได้บ้าง คนที่เล่นมายากลทำให้ทึ่งได้ทุกครั้ง แม้จะรู้ความลับแล้วก็ตาม ผู้เข้าถึงความสุดยอดเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับ ผู้วิเศษ เสกสิ่งต่างๆ ให้ดูง่าย ต่อเนื่อง เลื่อนไหล ไร้ที่ติ
ยิ่งพยายามพัฒนาฝีมือจะยิ่งค้นพบว่า ผู้วิเศษต้องผ่านอะไรมาบ้าง ความตื่นตะลึงหลงใหลในตอนแรกที่เห็น จึงกลับกลายเป็นความซูฮก คุกเข่าบูชา ต้องเสียสละแค่ไหน หยาดเหงื่อและน้ำตาที่ไหลรินเป็นสายน้ำ ความมุ่งมั่นไม่หวั่นไหวราวกับขุนเขา
แบดมินตันเป็นสิ่งที่สังเกตได้ไม่ยาก หากคนไม่มีพื้นฐาน ท่าทางจะแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีการกระทำให้ต้องเคลื่อนที่อย่าง การสไลด์ข้าง การยืดก้าวขาออกแล้วถอยหลังกลับ นักกีฬาทุกคนต้องฝึกวิ่งคอร์ตราวกับฝึกเต้นรำ แล้วเราก็ได้เห็นนักแบดทุกคนเต้นรำจริงๆ การเคลื่อนไหวในสนาม รวดเร็ว ว่องไว เป็นจังหวะ เหมือนไม่ต้องใช้แรง แต่หากใครเคยวิ่งคอร์ต แค่ห้ารอบก็จะอาเจียน แม้แต่ท่าทางในการตี ยิ่งสมบูรณ์แบบก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ
นักกีฬาระดับโลกจึงสวยงาม หมดจด ไร้ที่ติ รัศมีเปล่งประกายทุกครั้งที่ลงสนาม เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งกีฬานั้นๆ นักดนตรี ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ พยาบาล อาชีพต่างๆ ก็เช่นกัน ความใส่ใจในการกระทำ โปรยเสน่ห์ให้หลงใหลชื่นชมทุกครั้งที่ได้เห็นใครทำอะไรอย่างตั้งใจ และส่งผลลัพธ์ชั้นยอด อันทรงคุณค่าเป็นประโยชน์กับทุกคน
การฝึกฝน ใส่ใจ ใส่พลัง มุ่งมั่น ไม่ได้มีผลเสียเลย หากเราทำให้ถูกที่ถูกเวลา บางครั้งอาจจะดูไร้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ได้นั้นจะอยู่กับเราเสมอ นึกถึงสารคดี BNK48 Girls don’t cry ของ เต๋อ นวพล ซีนนึงที่จำได้ไม่ลืม น้องผู้หญิงคนนึง จิ๊บ ที่ความสามารถดีมาก แต่ไม่ได้รับคะแนนความนิยมมากพอ จึงไม่ได้ถูกเลือกให้ออกไปโชว์ แต่เวลาที่ซ้อมใหญ่ น้องกลับยืนเต้นอยู่หลังฉากไปพร้อมๆ กับการแสดงข้างหน้า เป็นภาพที่บอกอะไรได้หลายอย่างหลายมุมมอง
ฝืน ผิดที่ผิดทาง ไร้ประโยชน์ ใช่ บางทีมันก็ดูเป็นแบบนั้นแหละ เราก็ต่างอยู่ผิดที่ผิดทางกับอะไรบางอย่างไม่ใช่เหรอ เวลาที่พยายาม “ขยันผิดที่ 10 ปี ก็ไม่เจริญ” คำพูดประมาณนี้ เห็นในสื่อบ่อยมากขึ้น สนใจไปที่การมองหาตัวเลือกที่ดีกว่า เห็นด้วยกับทั้งสองมุมมอง ประเด็นคือ เราอยู่ในจุดที่มีอำนาจมากพอจะเลือกรึเปล่า ถ้ายังไม่มี แม้จะต้องผิดที่ผิดทาง แต่ประสบการณ์ คุณค่า อุปนิสัยไม่ย่อท้อ จะยังอยู่กับตัวเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็ตาม มันเจ็บปวด แต่บางเวลาก็ต้องทำ เท่าที่มี อาจารย์ชัชชาติเคยพูดว่า บางทีก็ต้องทำเท่าที่ชีวิตมีให้ อาจารย์เป็นอีกแบบอย่างของความขยันและพยายาม
#freewriting day 8.1
เขียนขีดอิสระ วันที่ 8.1
#siamstr
ความเพลิดเพลินหมดลงด้วยสาเหตุบางอย่าง ช่วงแรกจะหลงใหลอยากได้ ทำมันทุกวันตลอดทั้งวัน พอเริ่มได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ได้รู้จักกันมากขึ้น ความเพลิดเพลินกลับลดลง นอกจากว่า จะเจอมุมมองใหม่ เรื่องน่าสนใจใหม่ๆ หรือมีคนที่สนใจร่วมกันให้ได้แบ่งปัน หรือเห็นพัฒนาการของตัวเราเอง
ความเพลิดเพลินในการเสพอะไรบางอย่างจะลดลงเมื่อเราเริ่มสร้างได้เอง อาม่าเป็นคนทำกับข้าวได้หลายอย่าง เวลาไปกินข้าวนอกบ้าน น้อยครั้งมากที่จะบอกว่าร้านนั้นอร่อย พอได้เริ่มทำกับข้าวเองเป็นบ้างก็เริ่มเข้าใจ เข้าใจมากขึ้นว่า ใส่อะไรจึงเป็นรสชาติอย่างไร ของไม่สดของผิดพลาดของเก็บค้างรสชาติอย่างไร การแยกแยะทำได้ละเอียดขึ้น เริ่มมองราคาอาหารต่างออกไป บางอย่างที่ทำเองได้จะไม่อยากสั่ง ยิ่งใช้เวลาไม่นานยิ่งเลือกจะหาของสดมาทำเองดีกว่า คุ้มค่าคุ้มราคามากกว่า
ความเพลิดเพลินในการสร้างได้เองก็เพิ่มขึ้นทีละนิด การทำกับข้าวได้เองเป็นเหมือนห้องทดลองและงานศิลปะที่กินได้ เริ่มจากเมนูง่ายๆ จนคุ้นรส พอเบื่อก็จะเริ่มสร้างสรรค์เมนูที่คิดขึ้นมาเองอย่างมั่วๆ แล้วตั้งชื่อว่า เมนู…ตลก ไข่ตลก พาสต้าตลก ผัดตลก ไก่ตลก หมูตลก แกงจืดตลก ต้มยำตลก ส่วนใหญ่ทำกินเองไม่ค่อยกล้าให้คนอื่นกิน แต่บางครั้งก็อร่อยขึ้นมาโดยไม่คาดคิด
เวลาทำอะไรบางอย่างได้เพลินๆ ดี บางทีก็เป็นเรื่องมีสาระ เราจะเพลินกับการทำงานที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ขณะเดียวกันก็ได้รู้สึกว่า กำลังทำอะไรที่มีความสำคัญไปด้วย เป็นการใช้ทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างพอดีๆ ไม่รู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไป เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดี ช่วงเวลาที่คล้ายกับตอนอยู่ในสมาธิ
สมาธิมักนึกถึงการนั่งอยู่กับที่ แต่ไม่นานนี้เพิ่งเจอกับตัวเอง มีสมาธิกับการวิ่ง ช่วงกิโลท้ายๆ ปกติจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด แต่กลับได้จังหวะและมีพลังเต็มเปี่ยมราวกับจะวิ่งได้อีกหลายกิโล อยู่กับลมหายใจและจังหวะขาที่ก้าวอย่างพอดีๆ เคยเกิดขึ้นตอนตีแบด จังหวะการตีได้ดั่งใจ การควบคุมร่างกายและทิศทางไม้ลูกแบดเป็นไปอย่างไม่ยากเย็น ภาษากีฬา เครื่องติด in the zone ไฟติด ฟอร์มดี ทำอะไรก็ดีไปหมด หนังสือ Grit บอกว่าเป็นสภาวะ Flow ลื่นไหล เกิดจากทักษะที่สั่งสมมาเพียงพอกับระดับของสถานการณ์ที่เจอ
แม้กระทั่งตอนเรียน ตอนสอบ ตอนอ่านหนังสือ ตอนทำงาน ก็เคยรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เกิดขึ้นไม่บ่อย นานๆ จะเกิดสักที แต่ก็รู้สึกโชคดีที่ยังได้รู้จักกับประสบการณ์เหล่านี้ ถ้าให้ลองย้อนไปวิเคราะห์ดู น่าจะมีจุดร่วมอยู่ ความทุ่มเทอย่างไม่เครียดจนเกินไป การฝึกฝนก่อนหน้า และการจดจ่อไม่คิดถึงสิ่งใด วันที่ได้ประสบการณ์แบบนี้จะมีความสุข สุขที่ทำได้ สุขที่มีพลัง สุขที่มั่นใจ และบอกกับตัวเองได้ว่า เรานี่ก็พอใช้ได้อยู่นะ
มากไปกว่านั้น ในสภาวะ Flow ยังเกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยคิดได้เองในจังหวะเวลานั้นๆ เป็นสิ่งที่เหมาะเจาะพอดีและแก้ปัญหาได้อย่างพอดี
#freewriting day 8
เขียนขีดอิสระ วันที่ 8
#siamstr
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนแห่งจินตนาการ ท้องฟ้าสดใส ป่าเขาเขียวชอุ่ม ลำธารสวยใสไหลเย็น เมืองไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผู้คนอาศัยกันอยู่อย่างมีความสุข เจ้าชายองค์หนึ่งอาศัยอยู่ในปราสาท จิตใจงดงาม ตั้งใจเรียนรู้การปกครองที่ดีจากพระราชา ฝึกฝนการต่อสู้จากปรมาจารย์ ชอบท่องเที่ยวสำรวจผู้คนและสัตว์น้อยใหญ่ในเมืองและในป่า
มังกรตัวหนึ่งรูปลักษณ์สวยสง่า น่าเกรงขาม รักการบินเที่ยวเล่น เป็นอิสระ เกิดไปหลงรักนางฟ้าที่กำลังล่อยลอยร่วมกับหมู่นก มังกรจึงบินโฉบไปใกล้มากขึ้น เหล่านกน้อยก็ตกใจรีบบินหนี พลอยทำให้นางฟ้าหนีตามไปด้วย ยังไม่ทันได้เห็นกัน ดี แต่มังกรก็ไม่กล้าจะตามต่อ
ในดินแดนแสนไกลออกไป ยังมีอีกเมืองและปราสาทหลังใหญ่ ปกครองโดยราชินีและองค์หญิง 3 องค์ องค์โตชอบขี่อินทรียักษ์บินสำรวจเมืองและป่ารอบข้าง องค์กลางชอบขี่ม้าพูดคุยกับผู้คนและสัตว์ป่า องค์เล็กชอบเกาะครีบปลาวาฬและสัตว์น้ำต่างๆ ดำน้ำดูใต้ทะเล ทุกเย็นทั้งสี่พระองค์นั่งเสวยอาหารร่วมกัน และเล่าเรื่องที่ได้พบเจอในแต่ละวันอย่างสนุกสนาน
เมื่อเจ้าชายเรียนรู้จากพระราชาและราชครูในปราสาทในเมืองหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องออกไปเรียนรู้โลกภายนอก โดยมีเงื่อนไขข้อเดียวที่ต้องทำตามให้ได้ คือ กลับมาปกครองเมืองและดูแลพระราชายามแก่เฒ่า แล้วเจ้าชายก็เริ่มออกเดินทาง
กว่าเจ้าชายจะเดินเท้าออกจากป่าในเมืองเข้าสู่ป่านอกเมือง ก็ค่ำเสียแล้ว ระหว่างที่เจ้าชายกำลังจัดวางสัมภาระและหาพื้นที่เหมาะแก่การพักแรม ก็เหลือบไปเห็นดวงตาสีแดงจ้องอยู่ในความมืด คว้าดาบขึ้นทันใด แล้วตาคู่นั้นก็ค่อยๆ ถอยหายไปในความมืด ทุกอย่างกำลังมืดลง เริ่มมองอะไรต่างๆ ไม่เห็น แม้แต่ดาบที่ถือก็ยังเลือนลาง ฟืนก็ยังไม่ได้เตรียมสำหรับการก่อไฟ อากาศเริ่มหนาวสั่น ลมหายใจออกเป็นไอเบาๆ หายใจเริ่มถี่ขึ้น กระวนกระวายถึงดวงตาที่จ้องมองมา หันไปรอบด้านไม่เห็นอะไร และไม่สามารถมองเห็นอะไรได้แล้วในตอนนี้
เมื่อพลบค่ำมังกรบินกลับเข้าถ้ำอาศัยอยู่ในเขาสูง ในถ้ำมีเพียงซากกระดูกของสัตว์ต่างๆ วางกองพะเนินส่งกลิ่นคาวเลือด กลิ่นกระดูกและเศษเนื้อเน่าปนกลิ่นสาปกายมังกร เมื่อชำเลืองไปเห็นกระดูกปีกนก ก็ย้อนนึกถึงนางฟ้า ยังเฝ้าเพ้อและลุ่มหลงอยู่ในความทรงจำ และสงสัยว่า พรุ่งนี้จะได้เจออีกหรือไม่ และต้องไปที่ไหนอีกจึงเจอ วนกลับไปมาอยู่อย่างนั้น จนเผลอหลับไป
ณ ปราสาทแสนไกล องค์หญิงกลางห่มคลุมตัวเองด้วยผ้าอย่างชาวบ้าน ขี่ม้าคู่ใจ ลอบออกหลังปราสาท ความน่าตื่นตาตื่นใจในดินแดนแห่งท้องนภาและมหาสมุทรที่ได้ฟังจากองค์พี่และน้อง ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ราวกับอยู่คนละโลก จึงออกตามหาความมหัศจรรย์ที่อยากเจอด้วยตัวเองบ้าง
#freewriting day 7.2
เขียนขีดอิสระ วันที่ 7.2
#siamstr
เรามีทีวีไม่ต่ำกว่า 20 ช่อง ยังไม่รวมช่องต่างประเทศ สมัคร youtube premium Netflix HBO Go Disney plus WeTV Viu iQiYi รวมแล้วมีหนัง ซีรี่ส์ สารคดี ความรู้ บทเรียน podcast reality show น่าจะหลักพันหรือถึงหมื่นอย่าง แต่ท่ามกลางสาระบันเทิงที่เราเลือกได้ บ่อยครั้งที่กลับเลือกไม่ได้ มัวแต่ชั่งใจกลับไปกลับมาระหว่าง ความรู้สึกที่ต้องคาดเดาตัวเราเองว่าอยากได้อะไร กับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเสพเนื้อหานั้นๆ
ความรู้สึกความอยากของเราก็ช่างเรื่องมากเสียเหลือเกิน ต้องตรงใจถูกอารมณ์ แต่ก็อยากให้มีความประหลาดใจแอบอยู่ด้วย สุดท้ายหลังจากเลื่อนไปเลื่อนมาเป็นเวลาชีวิตกว่า 15 นาที ก็ไปจบลงที่การหยิบมือถือ ไหลไปตามสังคมออนไลน์ดีกว่า
น่าแปลกเหลือเกินที่พฤติกรรมเราย้อนแย้งกับอำนาจในการเลือกของเรา ยุคที่ยังไม่มี Netflix เราจะเข้าไปที่ร้าน DVD บ่อย ไปหาดูว่า หนังที่เคยอยากดูเรื่องไหนมาแล้วบ้าง เออ แต่หลายครั้งก็เดินเลือกอยู่ครึ่งชั่วโมงเหมือนกันนะ
มันเลือกยากเพราะเราก็ไม่แน่ใจว่าเราต้องการอะไร และเรากำลังจะเลือกเจออะไร ช่างสะท้อนกับทางเลือกชีวิตเหลือเกิน บางครั้งก็ทำได้ดีที่สุดแค่ลองก่อน ให้โอกาสหนังหรือซีรี่ส์เรื่องนึงสัก 15 นาที หากไม่เข้าที ก็บ๊ายบาย ซึ่งก็ช่วยให้ได้เลือกสักที ได้ทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็ตัดช้อยส์สำหรับครั้งต่อไปได้หนึ่งทางเลือก แต่บางครั้งก็ลืมนะ และบางครั้งก็สนุกขึ้นมาเฉย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่ถูกใจ
ใจหนอช่างยากจะคาดเดา เราจำเป็นต้องเอาใจไปเรื่อยมั้ย ถ้าขัดใจบ้างจะได้มั้ย เวลาถูกขัดใจ มันหงุดหงิด ไม่พอใจ ช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินใจของเรา ในโลกที่กว้างใหญ่ ทางเลือกมีเป็นล้าน ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ จมอยู่ระหว่างการเลือกไม่สิ้นสุด
#freewriting day 7.1
เขียนขีดอิสระ วันที่ 7.1
#siamstr
ไปเที่ยว!
ตอนนั่งรถ แล้วพูดไปเรื่อยๆ
สนุกกว่า ตอนลงไปเจอแดดร้อนๆ ที่ปลายทาง
“จริงๆ ชอบนั่งรถเล่นมากกว่าชอบไปเที่ยวแหละ”
ได้ไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนสถานที่ อารมณ์ก็เปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยน ที่ที่คุ้นเคยเดินทางไม่ยากเย็น ก็ทำให้ผ่อนคลายสบายใจ ที่ที่ไม่เคยไปหรือเดินทางลำบาก ก็สร้างความท้าทาย วัดพลังความอยากไป
คนร่วมทางก็เช่นกัน คนที่คุ้นเคยก็ตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่กับคนไม่ค่อยสนิทใจ ก็ต้องวัดใจกันหน่อยว่าจะออกหัวหรือก้อย
ไม่เคยรู้สึกว่า ปลายทางที่จะไปสำคัญเลย ไม่ใช่คนที่สนใจวิวหรือบรรยากาศสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเรื่องกินจะชอบ explore มาก ยิ่งอายุเยอะยิ่งรู้สึกว่า ใครสำคัญกว่าที่ไหน เป็นเพราะต้องอยู่กับใครนานกว่าอยู่ที่ไหนรึเปล่านะ เหมือนทำงานกลุ่ม ตั้งแต่หาข้อมูล วางแผนเดินทาง จองอะไรต่างๆ สำคัญที่สุดคือ การวางตัวต่อปัญหาระหว่างเดินทาง หากคนร่วมทางหรือเราเองเป็นคนอ่อนไหวต่อความผิดพลาด ทริปนั้นจะกลายเป็นการบริหารความสัมพันธ์หรือหากมีหลายคนก็แทบจะเป็นการบริหารคนละ
ไปเที่ยวทำให้ได้เห็นสิ่งใหม่ สังคมใหม่ อาคารแปลกตา ธรรมชาติต่างไป ได้ออกจากกะลา ได้ความรู้ใหม่ ได้มุมมองใหม่ ได้ลองพูดภาษาแปลกๆ ได้เจอการต้อนรับอย่างดี ได้เจอการดูถูกหรือมองข้าม ทำให้ได้ย้อนกลับมามองชาวต่างด้าวที่มาอาศัยอยู่ในประเทศเรา เข้าใจความรู้สึกพวกเค้ามากขึ้น ความรู้สึกของชนชั้นสองหรือชั้นสามเลยด้วยซ้ำ ไม่เคยดูถูกคนเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจทำงานและมีอัธยาศัยดี แต่จากที่เราเคยแซววิธีการพูดแบบไม่ชัด เราเลิกคิดหรือทำไปเลย แม้ว่าจะไม่เคยมีเจตนาไม่ดีก็ตาม แต่การทำแบบนั้นเป็ยการย้ำเตือนความต่างกันโดยไม่จำเป็น ลดความมั่นใจของอีกฝ่าย เรารู้สึกทันทีเวลาได้พูดต่างภาษากับเจ้าของภาษา ทุกครั้งมันสะท้อนกลับมา
ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ภาษาที่ใช้ร่วมกันอย่างอังกฤษ ก็ยอมรับสำเนียงที่หลากหลายมากขึ้น คนดัง คนใหญ่คนโตระดับโลกหลายคน สำเนียงต่างถิ่นก็มากมาย สำเนียง อินเดีย สิงคโปร์ จีน อาหรับ แอฟริกา แม้จะยังมีการล้อเลียนกันอยู่ในในคลิปต่างๆ
การล้อเลียนนั้นสนุก ตลก แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่การให้เกียรติหรือชื่นชม ขอบเขตอยู่ที่ตรงไหน บางครั้งล้อเลียนต่อหน้าเจ้าตัว ยังขำขันไปด้วยกัน เท่าที่เคยโดนมาก็มีทั้ง ตลก กวนตีน หรือดูถูก สถานการณ์กับบุคคลทำให้ผลลัพธ์ต่างกัน จากเจตนาที่ต่างกัน ไม่ชอบตลกที่ล้อเลียนแรงๆ โดยเฉพาะของต่างประเทศ คนเราหัวเราะได้เสมอเมื่อไม่ใช่เรื่องของเรา เวลาที่มีคนถูกดูถูกต่อหน้าคนมากมาย ขณะที่คนเหล่านั้นกำลังหัวเราะ บางครั้งเราก็หัวเราะตามอย่างไม่คิดอะไร ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลกตรงไหน กระแสทำให้เราไหลตามไปได้ง่าย ทำให้เราไม่ทันได้ฉุกคิด
#freewriting day 7
เขียนขีดอิสระ วันที่ 7
#siamstr
เปลี่ยนอารมณ์เป็นพลังสร้างผลงาน ส่งต่อคุณค่าจากพลังของอารมณ์
ป๊าเล่าว่า เวลาไม่พอใจจากอะไรก็ตาม จะดึงพลังนั้นไปลงที่การทำงาน แม้ว่าป๊าจะไม่ใช่ศิลปินและงานของป๊าก็ไม่ใช่ศิลปะ แต่แบบนี้กิจการที่สร้างขึ้นมาก็ถือเป็นงานศิลปะด้วยมั้ย งานหน้าร้านและหลังร้านมีปัญหาเกิดขึ้นตลอด แต่เมื่อต้องคุยกับลูกค้า คู่ค้า หรือพนักงาน ต้องเปลี่ยนอารมณ์ของตนเอง ต้องพร้อมรับและยิ้มต้อนรับเสมอ เพราะคนที่เพิ่งเดินเข้ามาที่ร้าน ไม่ได้รับรู้ด้วยว่า เรามีปัญหาอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้
การเปิดหน้าร้านจึงเหมือนการแสดงโชว์ แต่เป็นโชว์ที่ไม่รู้คนดูจะเข้ามาตอนไหน ต้องพร้อมตลอด 9-12 ชั่วโมง และการรอลูกค้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้านั่งรอเฉยๆ มันคือการต่อสู้กับความเบื่อหน่ายและใจหาย ตุ๊มๆ ต่อมๆ จะขายของได้มั้ย ถ้ารอแบบทำอย่างอื่นไปด้วย พอเริ่มจะทำอะไรได้เป็นรูปเป็นร่าง สมาธิกำลังมา ลูกค้าเข้ามาก็ต้องทิ้งทุกอย่างทันที กว่าจะขายเสร็จกลับมาปะติดปะต่อ ก็ลืมไปแล้ว บางทีก็ทำหลายอย่างจนลืมตรงนั้นตรงนี้ แต่ป๊าเก่งมาก ป๊าแสดงโชว์มาตลอด 60 ปี สามารถยิ้มให้กับทุกคนที่เข้ามาหน้าร้านได้ตลอด และแววตาเป็นประกายทุกครั้งที่เล่าถึงเทคนิกขายปลีกอันแพรวพราวที่สั่งสมมาตั้งแต่เกิด หรือแม้กระทั่งวิเคราะห์ว่า ร้านค้าไหนใช้เทคนิกแบบไหน
อย่างตอนไปแมคโคร มักจะจัดโปรลดราคาสินค้าใหม่วางอยู่ด้านหน้า ซึ่งสินค้าใหม่เหล่านั้นที่อื่นมักจะขายแพงกว่า ป๊าก็จะวิเคราะห์ให้ฟัง คาดว่า ซื้อตัดเป็นล็อตใหญ่ได้ต้นทุนต่ำ แล้วขายแทบไม่เอากำไร เคลียร์ออกให้เร็วที่สุด พอเหลือไม่เยอะก็ค่อยขึ้นราคาปกติทีหลัง ทำให้ได้ภาพจำว่า ขายของถูกและดึงลูกค้าเข้าเพื่อซื้อของชิ้นอื่นที่กำไรดีกว่าด้วย
เสียดายที่ป๊าไม่ถนัดในการถ่ายทอดและไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่อย่างนั้นคงได้เป็นโค้ชขายปลีกหน้าร้านระดับเทพ และเป็นคนลืมง่าย ทำให้บางครั้งโกรธง่ายหายเร็ว ทิ้งความไม่พอใจได้อย่างไม่ยากเย็น พร้อมจะให้อภัยคนอื่นเสมอ
พ่อเราเก่งและขยันมากนะ บอกเลย
#freewriting day 6.1
เขียนขีดอิสระ วันที่ 6.1
#siamstr
กอดชาร์จพลัง มันรู้สีกได้จริงๆ ว่ามีพลังมากขึ้น ทั้งๆ ที่ระหว่างกอดก็ไม่ได้กินอะไรเข้าไป ยิ่งกอดแบบหมั่นเขี้ยวยิ่งอบอุ่นชื่นใจ เหมือนได้เติมอะไรที่เราอาจทำหายไประหว่างวัน กอดเป็นของแปลก แม้เราจะรู้สึกว่าถูกเติมแต่อีกฝ่ายก็รู้สึกว่าได้เติมเหมือนกัน เติมซึ่งกันและกันโดยไม่สูญเสีย นี่มันเป็นเครื่องสร้างพลังนิรันดร์ perpetual energy machine ได้เลยนะ ขัดกับกฎ thermodynamics สุดๆ
กอดเป็นเหมือนบ้าน เวลากอดจะรู้สึกเหมือนถึงปลายทางที่คุ้นเคย ไม่ว่าความคิดหัวใจจะเดินทางไปไหนมาเก็บอะไรมา ก็วางได้ทั้งหมด มันมาอยู่กับการสัมผัส กับกลิ่นกายที่คุ้นเคย
การกอดก็มีเรื่องน่าฉงนอยู่ เราไม่กอดกับคนแปลกหน้า แต่ไปคาเฟ่หมาแมวเพื่อกอดกับสัตว์แปลกหน้า ตลกดี และสัตว์เหล่านั้นก็เติมพลังให้เราได้เช่นกัน แม้จะไม่รู้ว่าเราเติมพลังให้มันได้รึเปล่า จำได้แค่ว่า มันให้เรากอดได้นานเท่ากับปริมาณขนมที่มีในมือ
หรือแม้แต่เด็กทารกเด็กเล็กแปลกหน้าก็ตาม ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจ หากจะต้องกอดต้องอุ้ม และก็เช่นเดียวกัน รู้สึกได้รับพลังบางอย่างจากการกอดอุ้ม
มีสองอย่างที่มีจุดเหมือนกัน ความไร้เดียงสา กับรูปลักษณ์บางอย่าง รูปลักษณ์ที่เราอยากเข้าไปกอด นุ่มนิ่ม น่ารัก ขนาดเล็ก แต่บางทีจ้ำม่ำตัวใหญ่ก็อยากกอดนะ อย่างตุ๊กตามีขนตัวใหญ่ แต่เวลากอดก็รู้สึกได้แค่คลายเหงา แต่ไม่รู้สึกถึงการได้เติมพลัง หรือว่า ต้องมีชีวิต แล้วกอดต้นไม้ล่ะ เออ น่าลองนะ ก็จะแข็งหน่อยๆ
คิดถึงกอดตอนเด็ก กอดของแม่ จำความรู้สึกที่แม่กอดตอนเด็กไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่แม่เป็นคนชอบกอดชอบหอม จำได้ว่า ตอนเด็กเล็กๆ แม่ชอบดมรักแร้หลังกลับจากโรงเรียน แล้วแม่ก็ขำตัวเองเพราะรู้สึกเหมือนคนโรคจิต แต่เราชอบ เราดีใจที่แม่ชอบกลิ่นตัวเรา และได้เห็นแม่ยิ้มหัวเราะทุกครั้ง แต่พอเริ่มเป็นวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ก็ได้กอดน้อยลง หลังๆ มาก็ได้กอดทุกครั้งที่ไปกินข้าวด้วยกัน แม่จะยิ้มและอวยพรให้เจริญๆ ทุกครั้ง ไม่ได้กอดกับแม่นานแล้วเหมือนกันนะ
#freewriting day6
เขียนขีดอิสระ วันที่ 6
#siamstr
หลายครั้งที่ตั้งใจทำอะไรแล้วไม่ได้ทำ กลไกมันคืออะไร ทำไมคิดว่าจะทำแล้วไม่ทำ ในขณะที่จะทำหรือไม่ทำนั้น มันมีความอยากกับไม่อยากต่อสู้กันอยู่ สิ่งที่เป็นกำลังของทั้งสองฝั่ง ได้แก่ พลังงานที่มี ความสนใจและความชอบ ความจำเป็นต่อชีวิต ความสัมพันธ์ต่อสิ่งรอบตัว ความยุ่งยากซับซ้อน ปัจจัยนี้น่าสนใจ
บ่อยครั้งที่ได้ลองเทคนิก หลอกสมองด้วยการทำเป็นส่วนเล็กๆ มันได้ผล แตกสิ่งที่อยากทำหรือต้องทำออกเป็นส่วนเล็กๆ แล้วคิดว่า ทำแค่นิดหน่อยก็พอ บางครั้งก็ทำให้เลยตามเลยจนทำเสร็จได้อย่างไม่ยากเย็น มันทำให้รวมพลังได้ไม่ยาก รวม will power รวมความตั้งใจ …น่าสนใจ สิ่งนี้อาจช่วยให้เอาชนะความอยากไม่อยาก สำหรับคนทำตามอารมณ์อย่างเรา
ชอบคนที่คิดคำๆ นี้มาก “ตั้งใจ” เวลาที่มันถูกอะไรต่างๆ หลากหลายเข้ามา เราก็ต้องย้ายใจไปตรงนั้นทีตรงนี้ที บางทีมันก็อาจจะเอียงอาจจะล้ม เราก็ต้องกลับมาตั้งใจกับสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้ได้อีกครั้ง “ไม่ได้ตั้งใจ” ไม่ได้เจตนา เลยอาจพาเราไปห่างจากสิ่งที่เราอยากจะมีอยากจะเป็น
เชื่อว่า คนที่ตั้งใจจะทำอะไรจริงๆ อย่างไรก็จะสำเร็จ ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าหรือชาติหน้าๆ และก็เชื่อว่า ที่อยากทำอะไรหลายอย่างในทุกวันนี้ก็มาจากความตั้งใจในอดีต ไม่วันไหนในชาตินี้ ก็ชาติที่แล้วและชาติที่แล้วๆ หากมองอย่างนี้แล้ว ความตั้งใจนั้นต้องระวังเหมือนกัน และอาจเป็นเหตุให้หลายครั้งในชีวิตสับสนจากความตั้งใจที่เคยสร้างไว้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ แต่เราได้ลืมไปแล้ว
ตั้งใจให้ชีวตดี สุขภาพดี ครอบครัวดี ความสัมพันธ์ดี ทำงานดี จิตดี การเงินดี ใจมันรู้เรื่องมั้ยนะ หรือมันเป็นคนละเอียด เหมือนคุยกับ AI กว้างไปเดี๋ยวมันก็ดีสะเปะสะปะอีก นู่นก็ดี นี่ก็ดีไปหมด คล้ายการอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันนะ เคยคิดเหมือนกันว่า จริงๆ แล้ว การขอกับนู่นนี่ที่มองไม่เห็น ก็เป็นการสร้างความตั้งใจเหมือนกัน และการตั้งใจร่วมกับความศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งทำให้ความตั้งใจนั้นแรงกล้ากว่าความตั้งใจแบบไม่มีความเชื่อ …น่าสนใจ ความเชื่อกับความตั้งใจส่งผลซึ่งกันและกัน หนังสืออย่าง The Secret หรือ Manifest จึงมาเล่าเรื่องนี้
แต่ก็จะมีคนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้าเหมือนกัน ที่ทำให้ความตั้งใจสูง แต่ต่างกับความเชื่อ ความเชื่อคือ กำลังจะได้ ยังไงก็จะได้มา แต่ปรารถนานั้น มันคือความขาดพร่อง แหว่งไป อยากให้มันเต็มให้ได้ ความปรารถนานั้นน่ากลัว มันย้ำเตือนความไม่พอ ทำให้ไม่อยากแบ่งปัน ขาดแคลน อาจทำให้เห็นแก่ตัวหรืออาจเป็นเหตุให้วันนึงสูญเสียความสัมพันธ์เมื่อต้องเลือก คนที่ประสบความสำเร็จหลายคน จึงต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง ครอบครัว เพื่อน ความเข้าใจจากคนทั่วไป
ความตั้งใจต้องระวัง ความเชื่อต้องมี ความปรารถนาต้องควบคุม ยุ่งยากเหมือนกันเนอะ
#freewriting day 5
เขียนขีดอิสระ วันที่ 5
#siamstr
เวลาคือชีวิต ครั้งแรกที่ได้อ่านจากหนังสือ สี่พันสัปดาห์ ทำให้เปลี่ยนมุมมองในเรื่องเวลา มันไม่ใช่สิ่งที่ดำเนินอยู่นอกตัวเรา หรือเป็นแค่หน่วยวัด เพื่อสื่อสารกับคนอื่นอีกต่อไป มันคือ ชีวิต มันคือตัวเราเลย ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะนั้นแหละเวลา
เมื่อไม่กี่วันก็เพิ่งระลึกได้ว่า การไถฝีดเป็นเหมือนการแบ่งเวลาออกเป็นเสี่ยงๆ = ชีวิตแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มองในภาพรวมเราเพลิดเพลินกับความรู้สึกรวมๆ ที่ไหลไปตามโพสต์ต่างๆ ได้ แต่ไม่ทันรู้สึกว่า ประสบการณ์ได้ถูกแตกออกเป็นส่วนเล็กๆ ชีวิตแตกออกเป็นส่วนเล็กๆ
นำมาสู่เรื่องการจัดสรรเวลา ปัญหาที่ผ่านมาตลอดชีวิตคือ แม้จะวางแผนก็ทำไม่ได้จริงอยู่ดี พาลให้ล้มเลิกไปทุกครั้ง จนละเลยไป จนไร้ความหมาย แต่หากมองตอนนี้ เท่ากับเราไม่มีการจัดสรรชีวิตเลย และหลายครั้งยังปล่อยให้ชีวิตแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อยู่บ่อยครั้ง แตกแล้วยังล่องลอยไปตามกระแสน้ำวนของอะไรต่อมิอะไร ออกกระแสนั้น ลอยไปกระแสนี้ ชีวิตเราช่างกระจอก ไร้แก่นสารเสียเหลือเกิน
ข้อดีของการล่องลอยเศษชีวิตในกระแสน้ำเหล่านั้นก็มีอยู่ ได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเจอ กระแสเหล่านั้นพาไปเห็นอะไรมากมาย จนกระทั่งเราได้พบกับคนที่เค้าอยู่ตรงนั้น เค้าอาศัยอยู่ตรงนั้น ชีวิตเค้าดู เต็มใบ เราไม่รู้เค้าเคยแตกและล่องลอยบ้างมั้ย แต่รู้ว่าส่วนใหญ่เค้าใช้เวลา เค้าใช้ชีวิตกับการสร้าง จนเป็นบ้าน จนอาศัยได้ จนมั่นคง บ้านของเค้าสวยสง่า แข็งแกร่ง น่ายำเกรง เราอยากมีบ้าง เราอยากสร้างบ้านบ้าง แต่เราอยากลอยกระแสน้ำด้วย อยากสร้างบ้านที่อื่นด้วย
ตลกดี เราอยากสร้างบ้านจริงๆ รึเปล่า