บิดแล้วคอย's avatar
บิดแล้วคอย
triplek@siamstr.com
npub1ycua...zz3a
Facebook บิดแล้วคอย
ความจริงเเล้ว จิตใจของเรา ไม่มีทุกข์ มันอยู่ของมัน นิ่งๆ เฉยๆ อันนี้เเหละพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า นิพพาน คือ จิตใจเป็นอุเบกขา คำว่า " อุเบกขา " นี้ หมายถึง วางเฉย ทำการทำงานไปตามหน้าที่ จิตเป็นอุเบกขานี่เอง ที่เป็นเหมือนลูกตุ้ม หรือ สมอเรือ หรือ เบรครถที่จะคอยถ่วงเอาไว้ ให้ภาวะจิตของเราอยู่อย่างสมดุล อยู่ตลอดเวลา ไม่เอียงหรือหมุนไป ตามกระเเสของทุกข์หรือสุข เเละจิตใจเช่นนี้เเหละคือ จิตใจที่อยู่เหนือทุกข์เหนือสุข ไม่ติดอยู่กับดีหรือชั่ว อันนี้เเหละที่เรียกว่าอัพยากตาธรรม หรือ นิพพาน ดังนั้น นิพพานนั้นจึงอยู่ที่จิตใจของคน พระธรรมเทศนา หลวงพ่อ เทียน จิตฺตสุโภ ภาพ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน หน้าพระประธานภายในพระอุโบสถวัดพญาภู น่าน #siamstr #nostr image
## Bitcoin: ความสัมพันธ์กับการพัฒนา Software และ Hardware Bitcoin เป็นระบบเงินดิจิทัลแบบกระจายอำนาจ (decentralized digital currency) ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการบันทึกรายการธุรกรรม เครือข่าย Bitcoin ทำงานโดยอาศัยซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ specialized ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและใช้งาน Bitcoin **การพัฒนา Software** * **ซอฟต์แวร์ Bitcoin Core:** เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่ทำหน้าที่เป็นโหนดเต็มรูปแบบ (full node) บนเครือข่าย Bitcoin ซอฟต์แวร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบธุรกรรม บล็อก และข้อมูลอื่นๆ บนเครือข่าย Bitcoin ได้ * **Lightning Network:** เป็นโซลูชันเลเยอร์สอง (layer-two solution) ที่ช่วยเพิ่ม scalability ของเครือข่าย Bitcoin ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรม Bitcoin ได้รวดเร็วและราคาถูก * **Bitcoin Wallets:** เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้เก็บ Bitcoin ได้อย่างปลอดภัย มีทั้งแบบ custodial wallets และ non-custodial wallets **การพัฒนา Hardware** * **ASIC Miners:** เป็นอุปกรณ์ specialized ที่ใช้สำหรับการขุด Bitcoin (mining) ASIC Miners มีประสิทธิภาพมากกว่า CPU และ GPU มาก * **Hardware Wallets:** เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบออฟไลน์ (offline storage) ที่ใช้สำหรับเก็บ Bitcoin **แนวโน้ม** * **การพัฒนาซอฟต์แวร์:** คาดว่าจะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ Bitcoin Core อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย Lightning Network คาดว่าจะมีการใช้งานมากขึ้น * **การพัฒนาฮาร์ดแวร์:** คาดว่าจะมีการพัฒนา ASIC Miners ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น Hardware Wallets คาดว่าจะมีการใช้งานมากขึ้น **ผลกระทบ** * **การพัฒนา Software และ Hardware:** ส่งผลดีต่อ Bitcoin ช่วยให้ Bitcoin มี scalability มากขึ้น ปลอดภัย ใช้งานง่าย * **แนวโน้ม:** Bitcoin มีแนวโน้มที่จะเติบโต ใช้งานแพร่หลาย **หมายเหตุ:** * ข้อมูลนี้อ้างอิงจากวันที่ 30 มีนาคม 2024 * เทคโนโลยี Bitcoin มีการพัฒนาอยู่เสมอ ข้อมูลนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง **แหล่งข้อมูล:** * Bitcoin Core: [https://bitcoincore.org/](https://bitcoincore.org/) * Lightning Network: [https://lightning.network/](https://lightning.network/) * ASIC Miners * Hardware Wallets: [https://www.ledger.com/](https://www.ledger.com/) #siamstr #nostr image
"Bitcoin would be a convenient solution in situations where traditional financial systems fail." - Satoshi Nakamoto #Bitcoin   ## Bitcoin: ทางเลือกที่สะดวกในยามที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมล้มเหลว **คำพูดของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ Bitcoin ในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายและเชื่อถือได้** โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมประสบปัญหา **บทความนี้มุ่งขยายความคิดของ Nakamoto เกี่ยวกับประโยชน์ของ Bitcoin ในสถานการณ์ต่างๆ ดังนี้:** **1. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ:** * Bitcoin เสนอทางเลือกนอกเหนือจากสกุลเงิน fiat ที่อาจสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ * ด้วยจำนวน Bitcoin ที่จำกัด (21 ล้านเหรียญ) ทำให้ Bitcoin มีคุณสมบัติคล้ายทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ที่หายากและสามารถรักษามูลค่าได้ * ระบบ Bitcoin ทำงานแบบกระจายอำนาจ ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือธนาคารกลาง ช่วยให้ผู้คนสามารถควบคุมเงินของตัวเองได้ **2. การควบคุมเงินทุน:** * รัฐบาลบางประเทศอาจจำกัดการโอนเงินหรืออายัดบัญชีธนาคาร Bitcoin เสนอทางเลือกที่ไร้พรมแดนและตรวจสอบได้ยาก * ผู้คนสามารถใช้ Bitcoin เพื่อส่งเงินไปยังครอบครัวหรือเพื่อนฝูงในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง * Bitcoin ช่วยให้ผู้คนสามารถปกป้องเงินออมของพวกเขาจากการยึดหรืออายัดโดยรัฐบาล **3. ภัยธรรมชาติ:** * โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินแบบดั้งเดิมอาจถูกทำลายจากภัยธรรมชาติ Bitcoin สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ * ผู้คนสามารถใช้ Bitcoin เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ * Bitcoin ช่วยให้ผู้คนสามารถบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ **4. การเซ็นเซอร์:** * รัฐบาลบางประเทศอาจจำกัดการเข้าถึงข้อมูลหรือปิดกั้นบริการทางการเงิน Bitcoin เสนอทางเลือกที่เปิดกว้างและตรวจสอบได้ * ผู้คนสามารถใช้ Bitcoin เพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการทางการเงินที่ถูกจำกัด * Bitcoin ช่วยให้ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็นและติดต่อสื่อสารกันได้อย่างอิสระ สถานการณ์ที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมล้มเหลว: วิกฤตเศรษฐกิจ: ในช่วงวิกฤต เศรษฐกิจ เงินสกุล fiat มักสูญเสียมูลค่าอย่างรวดเร็ว ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ตัวอย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 ส่งผลให้เงินสกุลต่างๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ สูญเสียมูลค่าอย่างมาก การควบคุมเงินทุน: รัฐบาลบางประเทศอาจควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน จำกัดการถอนเงินหรือโอนเงินต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนมีการควบคุมเงินทุนอย่างเข้มงวด ทำให้ประชาชนโอนเงินออกนอกประเทศได้ยาก ความไม่เสถียรทางการเมือง: ในประเทศที่มีความไม่เสถียรทางการเมือง ระบบการเงินอาจถูกคุกคาม ธนาคารอาจปิดทำการ ประชาชนอาจเข้าถึงเงินฝากของตนไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ในช่วงสงครามกลางเมืองในซีเรีย ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงเงินฝากของตนในธนาคารได้ **สรุป:** Bitcoin เสนอทางเลือกที่สะดวกและเชื่อถือได้ในสถานการณ์ที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมล้มเหลว Bitcoin ช่วยให้ผู้คนสามารถควบคุมเงินของตัวเอง ปกป้องเงินออม และเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างอิสระ **แหล่งข้อมูล:** * Bitcoin Whitepaper: [ * Satoshi Nakamoto's forum posts * Wikipedia article on Bitcoin: [https://th.wikipedia.org/wiki/Bitcoin](https://th.wikipedia.org/wiki/Bitcoin) #siamstr #nostr image
“#Bitcoin    buys you time, saves you time and is worth your time.” -natbrunell ## เวลาและเงิน: สองสิ่งล้ำค่าที่ถูกกัดกินโดยเงินเฟ้อ **เวลา** เปรียบเสมือนทรัพยากรที่ล้ำค่าที่สุดของมนุษย์ ชีวิตของเรามีจำกัด เต็มไปด้วยภารกิจ ความรับผิดชอบ และความฝันที่อยากทำให้สำเร็จ แต่ละวินาทีที่ผ่านไป หมายถึงโอกาสที่สูญเสียไป **เงิน** เครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าถึงสิ่งจำเป็นและความต้องการในชีวิต สะสมความมั่นคง และเติมเต็มความปรารถนา แต่เงินก็เปราะบาง อ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ **เงินเฟ้อ** **เงินเฟ้อ** ภัยร้ายเงียบที่ค่อยๆ กัดกิน **เงินออม** และ **เวลา** ของเรา **เงินออม** ผลลัพธ์จากการอุทิศ **เวลา** แรงกายแรงใจ ทำงาน เก็บหอมรอมริบ เพื่ออนาคตที่มั่นคง แต่เงินเฟ้อ กลับลดทอนมูลค่าของเงินออม **ตัวอย่าง** * เงิน 100 บาท ในวันนี้ ซื้อของได้มากกว่า 100 บาท ใน 10 ปีข้างหน้า * เงินออม 1 ล้านบาท ในวันนี้ อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุ ในอีก 20 ปีข้างหน้า **เงินเฟ้อ** กัดกิน **เวลา** ของเราอย่างไร? * **เวลา** ที่ต้องทุ่มเททำงานหนักมากขึ้น เพื่อหารายได้เพิ่มเติม * **เวลา** ที่ต้องกังวล วางแผน และจัดการเงินออม * **เวลา** ที่สูญเสียไปกับความเครียด กังวล เกี่ยวกับอนาคต **แล้วเราจะเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างไร?** * **ลงทุน** : กระจายความเสี่ยง ลงทุนในสินทรัพย์ที่มี่โอกาสเติบโต * **พัฒนาทักษะ** : เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ เพิ่มศักยภาพในการหารายได้ * **ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด** : วางแผน จัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ **การเอาชนะเงินเฟ้อ** หมายถึงการรักษา **เวลา** และ **เงิน** ของเรา **เวลา** ที่มีคุณค่า **เงิน** ที่มั่นคง **เพื่ออนาคตที่สดใส** **การต่อสู้กับเงินเฟ้อ** เป็นภารกิจของทุกคน **ร่วมกัน** หาวิธี **เอาชนะ** ภัยร้ายเงียบนี้ **เพื่ออนาคตที่มั่นคง** ของเรา **และคนที่เรารัก** #siamstr #nostr image
## ไขปริศนา Bitcoin: ไร้ค่าแท้จริงหรืออนาคตแห่งการเงิน? **15 ปีแห่งการเติบโต** Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่ถือกำเนิดในปี 2009 สร้างความฮือฮาให้กับโลกการเงินด้วยการเติบโตแบบก้าวกระโดด จากราคาเริ่มต้นที่แทบไม่มีค่า พุ่งสูงแตะ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 หลายคนต่างตั้งคำถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคา Bitcoin และมันมี "ค่าแท้จริง" หรือไม่? **กราฟหนี้สินล้นโลก** กราฟแสดงการเติบโตของหนี้สินภาครัฐทั่วโลก พุ่งสูงขึ้น 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหลังการระบาดของโควิด-19 และเพิ่มขึ้น 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2008 สถานการณ์นี้สร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลก **Bitcoin ทางเลือกใหม่?** ผู้สนับสนุน Bitcoin มองว่า Bitcoin นั้นเปรียบเสมือน "ทองคำดิจิทัล" ที่มีความหายาก จำกัดจำนวนไว้เพียง 21 ล้านเหรียญ ต่างจากสกุลเงิน Fiat ทั่วไปที่รัฐบาลสามารถพิมพ์ออกมาได้ไม่จำกัด Bitcoin จึงเป็นทางเลือกใหม่ในการเก็บรักษามูลค่า ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ **อนาคตที่ยังไม่แน่นอน** อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามถึง "ค่าแท้จริง" ของ Bitcoin มองว่า Bitcoin นั้นไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง ต่างจากทองคำที่มีมูลค่ามาช้านาน มูลค่าของ Bitcoin ขึ้นอยู่กับความเชื่อและการเก็งกำไร **แหล่งข้อมูล:** * [ * [https://en.wikipedia.org/wiki/Global_debt](https://en.wikipedia.org/wiki/Global_debt) **คำศัพท์:** * Bitcoin: สกุลเงินดิจิทัล * Intrinsic value: ค่าแท้จริง * Fiat currency: สกุลเงินที่รัฐบาลออก * ทองคำดิจิทัล: สกุลเงินดิจิทัลที่มีความหายาก จำกัดจำนวน * เงินเฟ้อ: ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น * ฟองสบู่: ภาวะที่ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงขึ้นเกินจริง #siamstr #nostr image
What happened? #siamstr #nostr Seed oils🌽🍕🍟 Greed 💰 Collectivism 🗣️ Complex Sugars 🍬 Woke Mind Virus 🦠 🤫🤫🤫🤫🤫🤫🤫🤫🤫🤫 image
## ประโยชน์และโทษของ CBDC ของรัฐบาล **ประโยชน์:** * **การชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ:** CBDC ช่วยให้การชำระเงินรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง เช่น ธนาคาร * **การเข้าถึงทางการเงินที่มากขึ้น:** CBDC ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร * **การส่งเสริมการรวมเข้ากันทางการเงิน:** CBDC ช่วยให้การโอนเงินระหว่างประเทศง่ายขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น * **การกระตุ้นเศรษฐกิจ:** รัฐบาลสามารถใช้ CBDC เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โดยการแจก CBDC ให้กับประชาชน * **การติดตามการใช้จ่าย:** รัฐบาลสามารถติดตามการใช้จ่ายของประชาชนได้ง่ายขึ้น **โทษ:** * **การสูญเสียความเป็นส่วนตัว:** รัฐบาลสามารถติดตามการใช้จ่ายของประชาชนได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียความเป็นส่วนตัว * **ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย:** CBDC อาจถูกแฮ็กหรือถูกขโมย * **การพึ่งพาเทคโนโลยี:** CBDC ทำให้ผู้คนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี * **การสูญเสียการควบคุมของธนาคารกลาง:** ธนาคารกลางอาจสูญเสียการควบคุมนโยบายการเงิน ## ระดับการควบคุม CBDC ของรัฐบาล รัฐบาลสามารถควบคุม CBDC ได้หลายระดับ ตัวอย่างเช่น: * **การออก CBDC:** รัฐบาลสามารถควบคุมจำนวน CBDC ที่ออก * **การกำหนดอัตราดอกเบี้ย:** รัฐบาลสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับ CBDC * **การจำกัดการใช้ CBDC:** รัฐบาลสามารถจำกัดการใช้ CBDC สำหรับบางธุรกรรมหรือบางบุคคล * **การติดตามการใช้ CBDC:** รัฐบาลสามารถติดตามการใช้ CBDC ของประชาชน ## การควบคุมความคิดและการกระทำของประชาชน รัฐบาลสามารถใช้ CBDC เพื่อควบคุมความคิดและการกระทำของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น: * **การให้รางวัลแก่พฤติกรรมที่ต้องการ:** รัฐบาลสามารถให้ CBDC แก่ประชาชนสำหรับพฤติกรรมที่ต้องการ เช่น การไปฉีดวัคซีน * **การลงโทษพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ:** รัฐบาลสามารถปรับ CBDC ของประชาชนสำหรับพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ เช่น การไม่จ่ายภาษี * **การจำกัดการเข้าถึง CBDC:** รัฐบาลสามารถจำกัดการเข้าถึง CBDC ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลไม่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมความคิดและการกระทำของประชาชนผ่าน CBDC นั้นมีจำกัด ประชาชนสามารถหาวิธีหลีกเลี่ยงการควบคุมของรัฐบาลได้ ตัวอย่างเช่น: * **การใช้เงินสด:** ประชาชนสามารถใช้เงินสดแทน CBDC * **การใช้ cryptocurrency:** ประชาชนสามารถใช้ cryptocurrency แทน CBDC * **การใช้ตลาดมืด:** ประชาชนสามารถใช้ตลาดมืดเพื่อซื้อสินค้าและบริการโดยไม่ต้องใช้ CBDC ## สรุป CBDC มีทั้งประโยชน์และโทษ รัฐบาลสามารถควบคุม CBDC ได้หลายระดับ แต่ความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมความคิดและการกระทำของประชาชนผ่าน CBDC นั้นมีจำกัด ## แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม * CBDC ของธนาคารกลาง: โอกาสและความท้าทาย * CBDC: อนาคตของเงิน: [https://www.bis.org/publ/othp43.htm](https://www.bis.org/publ/othp43.htm) #siamstr #nostr #fiat image
#siamstr #nostr image ภาพแสดงกราฟการเปลี่ยนแปลงราคาบ้านใน 30 เมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เปรียบเทียบระหว่างปี 1991 และ 2022 โดยแสดงค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลง **เมืองที่มีราคาบ้านเพิ่มสูงสุด:** 1. ออสติน (Austin) เพิ่มขึ้น 576% 2. เดนเวอร์ (Denver) เพิ่มขึ้น 513% 3. พอร์ตแลนด์ (Portland) เพิ่มขึ้น 491% 4. ซีแอตเทิล (Seattle) เพิ่มขึ้น 491% 5. ไมอามี่ (Miami) เพิ่มขึ้น 425% 6. ฟีนิกซ์ (Phoenix) เพิ่มขึ้น 422% **เมืองที่มีราคาบ้านเพิ่มต่ำสุด:** 1. ดีทรอยต์ (Detroit) เพิ่มขึ้น 130% 2. คลีฟแลนด์ (Cleveland) เพิ่มขึ้น 135% 3. ชิคาโก (Chicago) เพิ่มขึ้น 163% 4. เซนต์หลุยส์ (St. Louis) เพิ่มขึ้น 163% 5. บัลติมอร์ (Baltimore) เพิ่มขึ้น 182% **ปัจจัยที่ทำให้ราคาบ้านเพิ่มสูงขึ้น:** * **ภาวะเงินเฟ้อ:** เงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 7.5% ในเดือนมกราคม 2566 ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงราคาบ้าน * **นโยบายการเงิน:** ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยและพิมพ์เงินจำนวนมหาศาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นโยบายเหล่านี้ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น * **อุปสงค์และอุปทาน:** อุปสงค์บ้านในสหรัฐอเมริกามีสูงมาก แต่จำนวนบ้านที่มีอยู่นั้นจำกัด ส่งผลให้ราคาบ้านปรับตัวสูงขึ้น * **การลงทุน:** นักลงทุนจำนวนมากทุ่มเงินซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร ทำให้ราคาบ้านสูงขึ้น **ผลกระทบของการเพิ่มขึ้นของราคาบ้าน:** * **ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านมากขึ้น:** ประชาชนต้องกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อซื้อบ้าน ส่งผลให้ภาระหนี้สินครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น * **ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม:** ประชาชนที่มีรายได้น้อยมีโอกาสซื้อบ้านน้อยลง ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมรุนแรงขึ้น * **ปัญหาเศรษฐกิจ:** การเพิ่มขึ้นของราคาบ้านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว **แนวโน้มของราคาบ้านในอนาคต:** * **ราคาบ้านมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อไป:** ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้น แต่คาดว่าจะใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งกว่าที่ราคาบ้านจะเริ่มปรับตัวลดลง * **ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความเสี่ยง:** นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ **แหล่งข้อมูล:** * [ * [https://www.cnbc.com/2023/02/13/us-cities-where-home-prices-growing-fastest.html](https://www.cnbc.com/2023/02/13/us-cities-where-home-prices-growing-fastest.html)
Cantillon-Effect: ปรากฏการณ์ Cantillon เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เช่น การพิมพ์เงินจำนวนมาก โดยทั่วไปแล้ว ผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลดีต่อผู้ที่มีสินทรัพย์อยู่แล้ว เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และทองคำ แต่จะส่งผลเสียต่อผู้ที่มีรายได้คงที่ เช่น ผู้สูงอายุและคนงาน สาเหตุคือ การพิมพ์เงินจำนวนมากทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อจะกัดกินกำลังซื้อของเงินที่มีอยู่ ผู้ที่มีสินทรัพย์จะได้รับประโยชน์จากราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้ที่มีรายได้คงที่จะต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยกตัวอย่าง สมมติว่ารัฐบาลพิมพ์เงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินจำนวนนี้จะไหลเข้าสู่ระบบการเงิน ผู้ที่มีสินทรัพย์อยู่แล้ว เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และทองคำ จะสามารถซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมได้ ราคาของสินทรัพย์เหล่านี้จะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ที่มีรายได้คงที่ เช่น ผู้สูงอายุและคนงาน จะต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขาจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับอาหาร ที่อยู่อาศัย และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ #siamstr #nostr image
## ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (Modern Monetary Theory) หรือ MMT ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (MMT) เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับวิธีการจัดการเงินของรัฐบาล โดยเชื่อว่า: **1. รัฐบาลที่มีอำนาจอธิปไตย (Sovereign government) ไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้จ่าย** รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณ เพราะรัฐบาลสามารถสร้างเงินใหม่ได้เสมอ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือระบบสาธารณสุข **2. การขาดดุลงบประมาณไม่ใช่ปัญหา** MMT มองว่าการขาดดุลงบประมาณไม่ใช่ปัญหาใหญ่ รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังมีการเติบโต และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ **3. เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่แก้ไขได้** MMT เชื่อว่าเงินเฟ้อสามารถควบคุมได้โดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง **ตัวอย่าง** * ประเทศญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย (Quantitative Easing) มาเป็นเวลานาน โดยพิมพ์เงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์อื่นๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะถดถอย * สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (Fiscal stimulus) โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน **ข้อวิพากษ์วิจารณ์** MMT เป็นทฤษฎีที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่หลายประการ เช่น: * ความเสี่ยงของเงินเฟ้อ: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ * ภาระหนี้สิน: การกู้ยืมเงินจำนวนมากอาจสร้างภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลในอนาคต * การสูญเสียความเชื่อมั่น: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงิน **สรุป** MMT เป็นทฤษฎีการเงินที่มี both ประเด็นที่สนับสนุนและคัดค้าน ยังมี debate กันอยู่ว่าทฤษฎีนี้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ **แหล่งข้อมูล** * Modern Monetary Theory (MMT): [https://en.wikipedia.org/wiki/Modern_Monetary_Theory](https://en.wikipedia.org/wiki/Modern_Monetary_Theory) * What is Modern Monetary Theory (MMT)? * Modern Monetary Theory #siamstr #nostr #fiat image