บิดแล้วคอย's avatar
บิดแล้วคอย
triplek@siamstr.com
npub1ycua...zz3a
Facebook บิดแล้วคอย
## ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (Modern Monetary Theory) หรือ MMT ทฤษฎีการเงินสมัยใหม่ (MMT) เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับวิธีการจัดการเงินของรัฐบาล โดยเชื่อว่า: **1. รัฐบาลที่มีอำนาจอธิปไตย (Sovereign government) ไม่จำเป็นต้องเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้จ่าย** รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณ เพราะรัฐบาลสามารถสร้างเงินใหม่ได้เสมอ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา หรือระบบสาธารณสุข **2. การขาดดุลงบประมาณไม่ใช่ปัญหา** MMT มองว่าการขาดดุลงบประมาณไม่ใช่ปัญหาใหญ่ รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังมีการเติบโต และเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ **3. เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่แก้ไขได้** MMT เชื่อว่าเงินเฟ้อสามารถควบคุมได้โดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง **ตัวอย่าง** * ประเทศญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย (Quantitative Easing) มาเป็นเวลานาน โดยพิมพ์เงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์อื่นๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะถดถอย * สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (Fiscal stimulus) โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน **ข้อวิพากษ์วิจารณ์** MMT เป็นทฤษฎีที่มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อยู่หลายประการ เช่น: * ความเสี่ยงของเงินเฟ้อ: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ * ภาระหนี้สิน: การกู้ยืมเงินจำนวนมากอาจสร้างภาระหนี้สินให้กับรัฐบาลในอนาคต * การสูญเสียความเชื่อมั่น: การพิมพ์เงินมากเกินไปอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในค่าเงิน **สรุป** MMT เป็นทฤษฎีการเงินที่มี both ประเด็นที่สนับสนุนและคัดค้าน ยังมี debate กันอยู่ว่าทฤษฎีนี้สามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ **แหล่งข้อมูล** * Modern Monetary Theory (MMT): [https://en.wikipedia.org/wiki/Modern_Monetary_Theory](https://en.wikipedia.org/wiki/Modern_Monetary_Theory) * What is Modern Monetary Theory (MMT)? * Modern Monetary Theory #siamstr #nostr #fiat image
## มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) กับผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นเครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยลดลง และราคาสินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น **อย่างไรก็ตาม มาตรการ QE มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินอย่างไม่เท่าเทียม** ดังนี้ **1. ผลต่อมูลค่าสินทรัพย์** * **สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง**: ราคาหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ มักปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักคือ QE ทำให้เงินทุนมีราคาถูกและนักลงทุนมีแรงจูงใจในการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น * **สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ**: ราคาพันธบัตรรัฐบาล มักปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แต่การปรับตัวจะน้อยกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง **2. ผลต่อกลุ่มคน** * **คนรวย**: มักมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนจน เมื่อราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าความมั่งคั่งของคนรวยจึงเพิ่มขึ้น * **คนจน**: มักมีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากกว่าคนรวย เมื่อราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าความมั่งคั่งของคนจนอาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากเท่าคนรวย **3. ความสัมพันธ์ที่ผิดสัดส่วน** * การเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ได้สะท้อนถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง แต่เป็นผลมาจากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบ * คนรวยได้รับประโยชน์จาก QE มากกว่าคนจน ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น **4. ตัวอย่าง** * ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้มาตรการ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาหุ้นในตลาด Nasdaq เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า * ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ธนาคารกลางทั่วโลกใช้มาตรการ QE กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว **5. ข้อควรระวัง** * มาตรการ QE ไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน * การใช้ QE มากเกินไปอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ * จำเป็นต้องมีการติดตามผลและประเมินผลของ QE อย่างใกล้ชิด **สรุป:** มาตรการ QE มีผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินอย่างไม่เท่าเทียม คนรวยมักได้รับประโยชน์มากกว่าคนจน ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องมีการใช้อย่างระมัดระวังและติดตามผลอย่างใกล้ชิด #siamstr #nostr #fiat image
เวลาที่อุตสาหกรรมหนึ่งๆ ล่มสลาย มันไม่ได้หายไปในพริบตา แต่มันจะค่อยๆ **ซบเซาลง** (shrink) **ฝ่อตัวลง** (shrivel) สุดท้ายเหลือผู้เล่นแค่ไม่กี่ราย (consolidate) กลายเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche) นึกภาพตามดูสิครับ เหมือนกับ... * **ตะเกียงแก๊ส:** เคยเป็นที่นิยมมาก่อน แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ทำให้เหลือผู้ผลิตและผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม * **แผ่นเสียงไวนิล:** ถึงแม้จะมีเสน่ห์ในแบบอนาล็อก แต่สู้ความสะดวกของดิจิตอลไม่ได้ ปัจจุบันเหลือแค่กลุ่มนักสะสมและนักฟัง #siamstr #nostr image
## ทำไมการเช่าบ้านและลงทุนใน Bitcoin อาจจะดีกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ **1. สภาพคล่อง:** Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง หมายความว่าสามารถซื้อและขายได้ง่าย ต่างจากอสังหาริมทรัพย์ที่ขายยากกว่าและใช้เวลานาน **2. การกระจายความเสี่ยง:** Bitcoin เป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนใน Bitcoin ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนของคุณ **3. ศักยภาพในการเติบโต:** Bitcoin มีศักยภาพในการเติบโตสูง **4. การควบคุม:** คุณเป็นเจ้าของ Bitcoin ของคุณเอง **5. ต้นทุน:** ค่าธรรมเนียมในการซื้อ Bitcoin นั้นน้อยกว่าค่าธรรมเนียมในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ **6. การเข้าถึง:** Bitcoin นั้นเข้าถึงได้ง่ายกว่าอสังหาริมทรัพย์ **7. ภาษี:** กฎหมายภาษีสำหรับ Bitcoin นั้นยังไม่ชัดเจน **8. ความปลอดภัย:** Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย **ข้อควรพิจารณา:** * Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงสูง * กฎหมายภาษีสำหรับ Bitcoin นั้นยังไม่ชัดเจน * Bitcoin นั้นมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย **สรุป:** การเช่าบ้านและลงทุนใน Bitcoin นั้นอาจจะดีกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเงินและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ #siamstr image #nostr
## ระบบธนาคารสำรองเศษส่วน (Fractional Reserve Banking) ระบบธนาคารสำรองเศษส่วนเป็นระบบที่ธนาคารพาณิชย์เก็บเงินสดสำรองไว้เพียงบางส่วนของเงินฝากทั้งหมดที่ได้รับจากลูกค้า ธนาคารจะนำเงินที่เหลือไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือปล่อยสินเชื่อ เพื่อสร้างรายได้ **วิธีการทำงาน** 1. ลูกค้าฝากเงิน 100 บาท กับธนาคาร 2. ธนาคารเก็บเงินสดสำรองไว้ 10 บาท (อัตราส่วนสำรอง 10%) 3. ธนาคารนำเงิน 90 บาท ไปปล่อยสินเชื่อ 4. ผู้กู้ยืมนำเงิน 90 บาท ไปใช้จ่าย 5. เงิน 90 บาท ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ **ข้อดี** * กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ: ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจและบุคคล * สร้างรายได้ให้กับธนาคาร: ธนาคารได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากและเงินกู้ * เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงิน: เงินฝากไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉยๆ แต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ **ข้อเสีย** * ความเสี่ยง: ธนาคารอาจสูญเสียเงินทุนสำรองหากผู้กู้ยืมผิดนัดชำระหนี้ * ภาวะเงินฝากไหลออก: * ลูกค้าอาจแห่กันถอนเงินฝาก * ธนาคารอาจไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะจ่ายให้ลูกค้า * วิกฤตทางการเงิน: * ภาวะเงินฝากไหลออกอาจนำไปสู่วิกฤตทางการเงิน **ตัวอย่าง** ธนาคาร A มีเงินฝาก 100 ล้านบาท ธนาคารเก็บเงินสดสำรองไว้ 10 ล้านบาท (อัตราส่วนสำรอง 10%) ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 90 ล้านบาท เงิน 90 ล้านบาท ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ **สรุป** ระบบธนาคารสำรองเศษส่วนเป็นระบบที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ธนาคารกลางจะกำหนดอัตราส่วนสำรองขั้นต่ำ เพื่อควบคุมจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์สามารถนำไปลงทุน **แหล่งข้อมูล** * [https://en.wikipedia.org/wiki/Fractional-reserve_banking](https://en.wikipedia.org/wiki/Fractional-reserve_banking) * [https://en.wikipedia.org/wiki/Fractional-reserve_banking](https://en.wikipedia.org/wiki/Fractional-reserve_banking) * [https://www.investopedia.com/terms/f/fractionalreservebanking.asp](https://www.investopedia.com/terms/f/fractionalreservebanking.asp) #siamstr #nostr image
## เวทมนตร์ของธนาคารกลาง **บทความนี้กล่าวถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของธนาคารกลางในการควบคุมระบบการเงิน** **จุดเริ่มต้นของเวทมนตร์:** * ราชวงศ์สจ๊วตต้องการฟื้นฟูนิกายคาทอลิก * พระเจ้าเจมส์ที่ 2 เป็นพันธมิตรกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ศัตรูของดัตช์ * วิลเลียมที่ 3 แห่งเนเธอร์แลนด์ ยินดีใช้ประโยชน์จากอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารของอังกฤษ * แต่พระองค์ต้องการเงิน **การกำเนิดธนาคารแห่งอังกฤษ:** * กลุ่มนายธนาคาร นำโดยวิลเลียม เพเทอร์สัน ให้กู้เงิน 1.2 ล้านปอนด์แก่ วิลเลียมที่ 3 * แลกกับสิทธิในการก่อตั้งธนาคารแห่งอังกฤษและออกธนบัตร * การเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ ทำให้ธนบัตรเหล่านี้เป็นที่ยอมรับ **เวทมนตร์คืออะไร:** * การรวมกลุ่มกับรัฐเพื่อทำให้สกุลเงินเป็นที่ยอมรับ * เริ่มต้นเมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล ผู้นำเริ่มนำรูปตัวเองลงบนเหรียญ * แสดงอำนาจและทำให้ผู้คนยอมรับเหรียญ * ตัวอย่าง: เหรียญนกฮูกเอเธนส์ เหรียญเดนาเรียสโรมัน เหรียญเบแซนต์ไบแซนไทน์ **ดาบสองคม:** * เหรียญยุคแรกทำจากโลหะมีค่า * กษัตริย์บางองค์ลดคุณภาพเหรียญเพื่อหาเงิน * กำหนดให้เหรียญมีมูลค่า 10 หน่วย แต่มีโลหะมีค่าเพียง 8 หน่วย **บทสรุป:** * ธนาคารกลางมีพลังอันยิ่งใหญ่ * ควบคุมระบบการเงินผ่านสกุลเงิน * เริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างรัฐและธนาคาร * พลังนี้มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี **ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม:** * ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน * ธนาคารกลางสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อควบคุมเศรษฐกิจ * การใช้อำนาจของธนาคารกลางอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง **แหล่งข้อมูล:** * Wikipedia: ธนาคารกลาง * Bank for International Settlements: The Magic of Central Banking **หมายเหตุ:** #siamstr #nostr image
ระบบค่าเงินคงที่ (fixed exchange rate system) และระบบค่าเงินลอยตัว (floating exchange rate system) ยกตัวอย่าง: ระบบค่าเงินคงที่: จีนเป็นประเทศที่ใช้ระบบค่าเงินคงที่ โดยรัฐบาลจีนกำหนดให้เงินหยวนมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่กับดอลลาร์สหรัฐ ระบบค่าเงินลอยตัว: ไทยเป็นประเทศที่ใช้ระบบค่าเงินลอยตัว โดยค่าเงินบาทจะผันผวนตามกลไกตลาด ข้อดีและข้อเสีย: ระบบค่าเงินคงที่: ข้อดี: ช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยให้การค้าขายระหว่างประเทศสะดวกขึ้น ข้อเสีย: รัฐบาลต้องสูญเสียการควบคุมนโยบายการเงิน ภาคธุรกิจอาจเผชิญความเสี่ยงจากการปรับค่าเงิน ระบบค่าเงินลอยตัว: ข้อดี: รัฐบาลสามารถควบคุมนโยบายการเงินได้ ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนได้ ข้อเสีย: * * สรุป: ระบบค่าเงินคงที่และระบบค่าเงินลอยตัวมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน แต่ละประเทศควรเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของตน #siamstr #nostr image
## ระบบเบรตตันวูดส์: จุดจบ ระบบนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งปี 1971 สหรัฐอเมริกาประกาศหยุดแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พยายามแก้ไขโดยสร้างสกุลเงินสำรองใหม่ (SDR) ขึ้นมาทดแทนเงินดอลลาร์ แต่แรงกดดันต่อระบบก็ยังมีอยู่ สาเหตุหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติเทขายเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินมาร์กเยอรมนีและเงินเยนญี่ปุ่นแทน เพราะเงินดอลลาร์แลกเป็นทองคำไม่ได้แล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบเบรตตันวูดส์ก่อตั้งขึ้นตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นย่ำแย่ ตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกาที่เข้มแข็ง พอเยอรมนีและญี่ปุ่นฟื้นตัว (โดยเฉพาะเยอรมนี) อัตราแลกเปลี่ยนของพวกเขาก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง เงินมาร์กเยอรมนีและเงินกิลเดอร์ดัตช์ปรับค่าขึ้นในปี 1961 แต่ก็ไม่เพียงพอ ในปี 1969 มีการปรับค่าเงินมาร์กอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี สหรัฐอเมริกาในฐานะเสาหลักของระบบจึงต้องยึดมั่นกับมาตรฐานทองคำแบบดั้งเดิม แต่การเมืองอเมริกันไม่ต้องการใช้นโยบายที่เข้มงวดในประเทศ เพราะกลัวจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ในปี 1971 ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ตัดสินใจระงับการแลกเงินดอลลาร์เป็นทองคำ และเพิ่มภาษีนำเข้า 10% เพื่อกดดันให้ประเทศอื่นปรับค่าเงินของตัวเอง ต่อมาในปีเดียวกัน ข้อตกลงสมิธโซเนียน (Smithsonian Agreement) ได้ลดค่าเงินดอลลาร์ (ดันราคาทองคำขึ้นไปเป็น 38 ดอลลาร์ต่อออนซ์) และอนุญาตให้ประเทศอื่นมีสกุลเงินที่ผันผวนได้เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ #siamstr #nostr #bitcoin image
If someone asks you why #Bitcoin    is going up, show them this chart ภาพนี้แสดงกราฟแสดงยอดชำระดอกเบี้ยสุทธิรายปีของรัฐบาลทั่วโลกต่อหนี้สินของพวกเขา กราฟนี้มาจากบทความของ Wall Street Journal titled "The $2 Trillion Interest Bill That's Hitting Governments" กราฟแสดงให้เห็นว่ายอดชำระดอกเบี้ยสุทธิรายปีของรัฐบาลทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2023 ยอดชำระดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 มีหลายปัจจัยที่ขับเคลื่อนแนวโน้มนี้ ปัจจัยหนึ่งคือหนี้สินของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลทั่วโลกกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตนในช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID-19 หนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้นนี้หมายความว่ารัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น อีกปัจจัยหนึ่งคืออัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นหมายความว่ารัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยในหนี้สินที่มีอยู่มากขึ้น แนวโน้มนี้มีผลกระทบหลายประการต่อรัฐบาล ประการแรก หมายความว่ารัฐบาลมีเงินน้อยลงที่จะใช้จ่ายสำหรับสิ่งอื่น ๆ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการป้องกันประเทศ ประการที่สอง หมายความว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะต้องขึ้นภาษีหรือลดการใช้จ่าย ผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายเพิ่มเติม บทความ Wall Street Journal อธิบายว่าค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ทำให้แผนการใช้จ่ายเพิ่มเติมในหลายประเทศมีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลหลายแห่งกำลังวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ยากต่อการหาเงินทุนสำหรับการใช้จ่ายเหล่านี้ - กราฟนี้แสดงยอดชำระดอกเบี้ยสุทธิ หมายความว่าเป็นจำนวนเงินที่รัฐบาลจ่ายในดอกเบี้ยหลังจากหักรายได้จากดอกเบี้ยที่พวกเขาได้รับจากการลงทุน - กราฟนี้ไม่ได้รวมถึงหนี้สินของภาคเอกชน หนี้สินภาคเอกชนก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และสิ่งนี้ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน แหล่งที่มา - The $2 Trillion Interest Bill That's Hitting Governments: #siamstr #nostr image