It's over Anakin, I have the high ground.'s avatar
It's over Anakin, I have the high ground.
npub1r3z6...6st7
Full-time freelance translator
กลับตรังมาแค่อาทิตย์เดียว ทุกคนในกทม. ก็บอกว่ากทม. เริ่มเย็นแล้ว ให้ได้ยังงี้สิ 😩😩😩
มีประเด็นไก่ชมพูทีไรก็อยากบอกว่า ใครกลัวไก่ซูวีชมพูก็ปล่อยเขากลัวไปครับ ดีแล้วไม่มีใครแย่งกินของอร่อย 🤣🤣🤣
US: TSMC มาตั้งโรงงานบ้านอั๊วหน่อย TSMC: คนงานบ้านลื้อกากอะ ทำงานแป๊บๆ จะกลับบ้านละ เมื่อไรงานมันจะเสร็จ 🤣🤣🤣🤣 #Siamstr
วันหลังเจอใครบอกว่าปลาโลมาไม่ใช่ปลา ให้เรียกโลมา ให้สวนกลับไปว่า งั้นมึงเรียกกะหล่ำ ดอกกะหล่ำ บล็อคโคลี่ว่ากะหล่ำให้หมดนะ ทั้งสามอย่างสปีชีส์เดียวกันเลย #Siamstr
ความอันตรายของศาสนาไม่ใช่ที่ตัวความเชื่อ แค่ความเชื่ออย่างเดียวยังไม่อันตราย ทำร้ายใครไม่ค่อยได้ ก็เหมือนการวิปัสสนา ถือศีลห้า เปิดไพ่ ดูดวง แขวนหินมงคล เพราะมันเป็นความเชื่อ ความคิดที่อยู่กับเราคนเดียว แต่ศาสนามันไม่ใช่ ศาสนาคือความเชื่อที่มีองค์กร มีผู้นำ ซึ่งไม่ว่าความเชื่อใดๆ เมื่อกลายเป็นองค์กรขึ้นมาก็เป็นอันตราย ให้โทษได้ทั้งนั้น เพราะเราไม่รู้ว่าองค์กรนั้นจะชักจูงผู้คนไปทางไหน ยิ่งมาโจมตีที่เรื่องจิตใจของมนุษย์ยิ่งอันตราย ตัวอย่างที่ชัดเจนก็โอมชินรินเกียว หรือถ้าใหญ่หน่อยก็ศาสนาคริสต์ยุคเริ่มต้นที่ทำอันตรายให้คุณให้โทษใครไม่ได้ เพราะเป็นแค่ความเชื่อ ยังไม่มีองคาพยพ ไม่มีมือไม่มีตีน ส่วนศาสนาที่มีมือมีตีน อันตรายแค่ไหนก็ดูเอาจากยุคกลางได้ ทั้งล่าแม่มด สงครามศาสนา อีกมากมาย คนเราจะเชื่อจะศรัทธาอะไรก็ได้ถ้าเป็นเรื่องส่วนตน เราเชื่อ เราอินของเราคนเดียว แต่ทันทีที่ความเชื่อมันรวมตัวเป็นกลุ่ม เป็นองค์กร เราก็วางใจไม่ได้หรอกว่ามือตีนของความเชื่อนั้นจะไปลงบนหน้าคนอื่นวันไหน #Siamstr
ถ้าคุณไม่ได้เผางานก่อนขึ้นเครื่อง คุณไม่ใช่ฟรีแลนซ์ตัวจริง 🤣🤣🤣 #Siamstr image
กลับมาอ่านต่อหลังจากมัวติดซีรีส์อยู่พักใหญ่ 🤣 วันก่อนเดินผ่านร้านหนังสือก็เห็นว่าพิมพ์ครั้งที่สองแล้ว หนังสือเขาขายดีจริงๆ ถือว่าผิดคาดพอสมควรถ้าเทียบกับที่ปกติหมวดพัฒนาตนเองเป็นหมวดขายดีที่สุด #Siamstr image
นิยามของความเป็นศัตรูเกิดขึ้นตอนไหน ตอนที่สองฝ่ายมีใจเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหรือไร เช่นนั้นเราเลือกได้ใช่ไหม เราไม่ต้องมีใจปฏิปักษ์ต่อใคร แม้คนที่มีใจปฏิปักษ์ต่อเรา เช่นนั้นใช่หรือไม่ ราเมน #Siamstr
ข้อความด้านล่างคัดลอกจากเฟซบุ๊ก // อ่านเล่มนี้จบตอนไปเชียงใหม่ ผู้เขียนเสนอข้อถกเถียงว่าวิธีคิดแบบเสรีนิยมที่โปรตลาดในปัจจุบัน เป็นวิธีคิดที่ล้าหลังไปจากความเป็นจริงของการจ้างงานโดยตลาด เนื่องจากความเข้าใจต่อตลาดของพวกนี้คือความเข้าใจในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังไม่ผ่านการปฏิวัตอุตสาหกรรม ตลาดจึงเต็มไปด้วยนายทุนน้อยและผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ืฐานะและความสามารถในการแข่งขันยังไม่แตกต่างกันนัก ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างเท่าเทียม และทำให้ตลาดกลายเป็นอุดมคติของปัญญาชนยุคนั้นในการท้าทายการจัดลำดับชั้นด้วยศักดินา ตลอดจนการสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคเท่าเทียม ปัญหาก็คือ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 หลัก economy of scale ก็ได้เข้ามาครอบครองวิธีคิดเรื่องการผลิตและการแข่งขันในตลาด ส่งผลให้ข่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างขยายใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวกับผู้ประกอบการการขนาดย่อม จนส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่่ฝ่ายแรกมีอำนาจบงการและปกครองฝ่ายหลังอย่างสูง โดยเฉพาะอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานต่างๆที่ทำให้ลูกจ้างไม่มีทางเลือกอื่นๆในชีวิตนอกจากการจำเป็นต้องเชื่อฟังอำนาจของนายจ้าง ในแง่นี้ ตลาดตามความเป็นจริงของสภาพการทำงานจึงไม่ใช่พื้นที่ของเสรีภาพแบบที่ถูกเข้าใจกัน แต่เป็นพื้นที่ของสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า private government นั่นคือ พื้นที่ทางการปกครอง ที่ลูกจ้างจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองภายใต้อำนาจของนายจ้างในการบงการเงื่อนไขการใช้ชีวิตตลอดจนพฤติกรรมต่างๆของลูกจ้างในแบบที่เกือบๆจะไม่มีข้อจำกัด ความผิดพลาดของพวกเสรีนิยมที่โปรตลาดจึงเป็นความผิดพลาดบนช่องว่างระหวา่งทฤษฎีกับความเป็นจริง ที่ทฤษฎีจะถูกแช่แข็งอยู่กับภาพของตลาดก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่ความเป็นจริงของตลาดซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์แบบ private government กลับเป็นสิ่งที่ถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการที่่่ฝ่ายเสรีนิยมเข้าใจประเด็นเรื่องเสรีภาพบนฐานของเสรีภาพในการมีทางเลือก ที่ว่าลูกจ้างทุกคนต่างก็มีทางเลือกในการลาออกและถอนตัวจากการจ้างงานที่ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม (โดยไม่สนใจความเป็นจริงของชีวิตว่าทางเลือกอย่างการลาออกนี้ไม่ควรถูกถือว่าเป็นทางเลือกตั้งแต่ต้น) จึงมองไม่เห็นสภาพอำนาจนิยมที่ไร้เสรีภาพในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แตกต่างจากตัวผู้เขียนที่ใช้วิธีคิดแบบสาธารณรัฐนิยมหรือ republicanism ซึ่งนิยามเสรีภาพว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการปกครองตนเองโดยไม่ถูกครอบงำหรือตกภายใต้บงการในชีวิตของผู้อื่น จึงทำให้ตระหนักว่าการจ้างงานในตลาดปัจจุบันนั้นคือสภาวะที่ลูกจ้างสูญเสียเสรีภาพ ไม่สามารถกำหนดแนวทางชีวิตของตน และตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบไร้ขีดจำกัดของนายจ้าง ทางออกที่ผู้เขียนเสนอจึงเป็นเรื่องของการสลาย ภาวะ private government ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ด้วยการทำให้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมตรงนี้กลายเป็นความสัมพันธ์ตามกลไกของสาธารณะซึ่งจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เรียกร้องให้รัฐและสาธารณะสามารถเข้ามาตรวจสอบเงื่อนไขทางกฏหมายและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมมากขึ้น สนุกดีครับ เป็นงานทฤษฎีที่อ่านสนุก ใครที่สนใจเรื่องสภาพแรงงานและการจ้างงานไ่ม่เป็นธรรมควรหามาอ่านกัน การศึกษาแนวคิดที่มีมุมมองแตกต่างไปจากเรา ผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับชาวบิตคอยเนอร์ เพราะไม่ว่าคุณมั่นใจว่าคุณคิดถูกแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรรับประกัน 100% ว่าคุณคิดถูก การเปิดใจและรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิตคอยเนอร์มือใหม่ เพราะผมเจอเยอะมาก มือใหม่ที่ไม่ได้เข้าใจแนวคิดอื่นๆ นอกจากออสเตรียนดีพอ (อันที่จริงความเข้าใจออสเตรียนก็ยังไม่ดีพอด้วยซ้ำแต่เน้นจำจากคนดังในวงการ) ที่ไปถกเถียง วิจารณ์แนวคิดอื่นๆ โดยไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ ข้อโต้แย้งที่ใช้ก็จำๆ มาทั้งนั้น จงถามตัวเองให้ดีว่าคุณเห็นด้วยกับแนวคิดที่คุณเชิดชูจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่เพราะคนดังที่รู้จักเชื่อแนวคิดนั้น ถ้าเป็นอย่างหลังคุณก็ไม่ต่างจากคนที่อินกับ propaganda ของรัฐบาลหรอก คุณแค่ชอบ propaganda ของฝั่งนึงเฉยๆ #Siamstr image
นอกจากประเทศไทยไม่มีดี อีกอย่างที่รำคาญคือ เวลายกข้อเสียมา คนจะชอบยกเรื่องอากาศเหี้ย ทั้งที่จริงๆ ถ้าเทียบระหว่าง ไทย เกาหลี ญี่ปุ่นหรือเมกา รวมๆ แม่มสภาพเหมือนกันเลย คือในเมืองใหญ่อากาศเหี้ย นอกเมืองอากาศปกติดี คือไม่ได้บอกว่าปัญหามลพิษทางอากาศไม่ต้องแก้นะ แต่บอกว่าประเทศไทยทั้งหมดอากาศเหี้ย แม่มก็มุมมองประเทศกรุงเทพเหมือนทุกทีอะ น่าเบื่อ น่ามคาญ จริงๆ ทั้งโลกที่ที่อากาศดีสุดๆ ระดับต่ำ 20 ที่คนชอบอวยกันมีแต่ยุโรป ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์อะ ถามว่าทำไมมันอากาศดีได้ นอกจากเรื่องลมช่วยแล้ว อีกอย่างคือมันผลักภาระอุตสาหกรรมหนักให้ประเทศเพื่อนหมดแล้วไง อากาศเลยดี ยืนยันว่าไทยมันไม่ได้ดีทุกอย่างหรอก ข้อเสียเยอะอย่างที่ว่าแหละ แต่การยกเรื่องที่เช็คเอาแค่ไม่กี่นาทีก็ได้มาพูดถึงเรื่อยๆ ทั้งที่ข้อมูลผิดมันไม่ได้เหี้ยอะไรขึ้นมาเลย #Siamstr
ช่วงนี้ถ้าพูดเรื่องประเทศไทยดีในโซเชียลก็จะเสียวๆ หน่อย จริงๆ เข้าใจได้แหละที่คนรำคาญ เพราะสลิ่มแม่มทำไว้เยอะว่าไทยดีสุดในโลก แต่การมองอะไรแบบสุดโต่งไม่เคยให้อะไรใครอะ พอเราจ้องแต่จะหาจุดผิดก็กลายเป็นไทยไม่มีอะไรดีสักอย่าง ทั้งที่ถ้าลองมองเหมือนทำธุรกิจ ถ้าเราจะวางแผนปรับปรุงกิจการ สิ่งแรกๆ ที่ควรทำคือวิเคราะห์ SWOT หาจุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรค โอกาส เราต้องรู้ตัวเราเองก่อนถึงจะรู้ว่าควรเดินไปทางไหน อย่างทุกวันนี้ถามว่ามีใครรู้บ้างว่าสกุลเงินบาทนี่อยู่ตำแหน่งไหนบนเวทีโลก ในฐานะสกุลเงินที่ใช้ชำระเงิน? ตอบ: เงินบาทอยู่ใน top 25 ของสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนทั่วโลก ปริมาณหมุนเวียนของเงินบาทอาจไม่สะท้อนความเป็นอยู่ของคนในประเทศ แต่การรู้ว่าเงินบาทอยู่ตำแหน่งแห่งใดมันช่วยในการตัดสินใจว่าเราจะทำอะไรยังไงมากกว่าไม่รู้อะไรเลยใช่มั้ยล่ะ? #Siamstr image
ตอนแรกก็คิดว่าสั่งแค่ 3-4 อย่างคงกินหมดละมั้ง แต่พอกินจริงเท่านั้นแหละ อิ่มเหลือเกินนน ช่วยด้วยยยย 😖 #Siamstr
ช่วงต้นเดือนที่ธนาคารล่มบ่อยๆ พิสูจน์แล้วว่า transaction finality ของบิตคอยน์ที่คนชอบแซะว่าช้าๆ นี่เร็วกว่าโอนเงินกับไทยพาณิชย์ช่วงต้นเดือนอะคับ เคยมีทีนึงโอนเงินจากไทยพาณิชย์ไปบัญชีอื่นหลายหมื่น ตังไม่เข้าอยู่สามวัน ไอ้สัส แล้วถ้านั่นเป็นการโอนเงินไปใช้หนี้ก็คือกูโดนข้อหาเบี้ยวหนี้แล้วอะ คิดดู เวลาทั่วไปมึงจะทำ transaction เร็วแค่ไหนไม่สำคัญเท่าในช่วงเวลาที่สำคัญมึงทำ transaction ได้มั้ยอะ ถ้าจังหวะความเป็นความตาย ทำธุรกรรมไม่ได้ก็ชิบหายอะ #Siamstr
เอาจริงความน่าเบื่อของทวิตเตอร์คือมันเหมือนทุกคนไม่ได้อยากคิดเอง แค่อยากเฮโลไปทางใดทางนึงที่เป็นคนหมู่มากซะมากกว่า อย่างเคสในรูป มันมีอะไรให้คุยกันมากกว่าแค่ ว้ายยย นักแปลแปลผิด แปลทื่ออะ เพราะในวงการแปลเองมันก็มีหลายแนวคิด บางคนก็อยากรักษาความเป็นต้นฉบับ รักษาสำนวนไว้ ไม่ใช่ว่าจะตั้งใจแปลทื่อๆ เพราะไม่สนใจบริบท แต่เพราะสนใจบริบทนั่นแหละจึงเก็บสำนวนเดิมไว้ ซึ่งมันถกเถียงกันได้อะว่าคุณเห็นด้วยหรือชอบแนวทางไหน แต่ไอ้เฮโล ว้ายๆ แปลผิดนี่น่าเบื่อมาก #Siamstr image
ทำไมแถลงข่าวซะเหมือนเป็นบุญเป็นคุณ ที่ของรัฐมันก็เป็นของประชาชนแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ใช่ของทหาร 😡😡😡 #Siamstr image