Jeerasitios's avatar
Jeerasitios
npub1pxvx...pyh0
Farmer,maxi,teacher ,labor ,bhuddism
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 4 months ago
The truth slowly reveals itself. ความจริงมันช้า #Siamstr #inflations #politics #economics image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 4 months ago
ว่าด้วยแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Ordo Liberalism) เป็นแนวคิดที่ ทรงคุณค่ามาก มันทำให้คนที่มีแนวคิดพื้นฐานแบบ ทั้ง มาร์ก และ อดัม สมิธ หรือสาย ออสเตรียน ได้พบเห็นการปะทะกันของ แนวคิดเสรีนิยมในช่วงริเริ่ม โดยเฉพาะในเยอรมัน (สาธารณะรัฐไวมาร์) … มันทำให้ผู้อ่านอย่างผม อาจกำลังค้นพบคำตอบของ ”รัฐในอุดมคติ“ ในหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า “การเมืองมวลชน” อยู่หลายจุดมากทำใหัมองกลับเข้ามาที่ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ การเมืองแบบ ม็อบ ที่มีส่วนในการทำให้ กลไก ตลาด กลไก ระบบสภาแบบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยว ไปมาก คล้ายในยุคหนึ่งของสาธารณะรัฐไวมาร์ (ยุคชาตินิยมสุดโต่ง) … สำหรับสาย“ออสเตรียน ” คงจะได้พบกับการขบคิดกับตัวเองในระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่มาก มันจะย้ำในสิ่งที่ Satoshi Nakamoto ได้สร้างคุณูปการเอาไว้ในเรื่อง ”ตลาดเสรี“ ..และ”เงินไร้พรมแดน” นั้น สอดคล้องกับ แนวคิด รัฐ(State) ในแนว Ordo หรือแม้แต่กลุ่ม Anachism จะได้ขบคิดว่า อุดมคติ รัฐในรูปแบบของตนนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน .. สำหรับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย ” เงินสร้างยาก“ … พึ่งอ่านถึงบทที่ 4 ( ครึ่งเล่ม) .. แต่รู้สึกมันค่อยๆ ไปตอบโจทย์ที่ตัวเราสงสัยมาตลอด… #Siamstr #Ordoliberalism
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 4 months ago
เงินเฟ้อรุนแรงเกินควบคุม (Hyperinflation Weimar) สาธารณรัฐไวมาร์ก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง (ปี 1918) และถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ซึ่งกำหนดให้เยอรมนีต้องจ่าย ค่าปฏิกรรมสงคราม (War Reparations) จำนวนมหาศาลให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร ทรัพย์สินของเยอรมนีในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 จะเพียงพอสำหรับการสนับสนุนการทำสงครามเพียงประมาณสองวันเท่านั้น เชื่อมั่นว่าตนจะชนะสงครามและได้รับการชดเชยจากประเทศที่แพ้ 1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ 💰 มูลค่าของเงินดิ่งเหว: มูลค่าของเงินมาร์คเยอรมันลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก จนกลายเป็นกระดาษที่ไร้ค่า ผู้คนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อสินค้าพื้นฐาน เช่น ขนมปัง นม 👉การออมถูกทำลาย: เงินออมในธนาคาร บำนาญ และพันธบัตรของผู้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะชนชั้นกลางและผู้สูงอายุ) กลายเป็นศูนย์ในชั่วข้ามคืน ทำให้พวกเขาสูญเสียความมั่งคั่งที่สะสมมาทั้งชีวิต 👉เศรษฐกิจหยุดชะงัก: ระบบการค้าและธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพราะเงินไม่มีมูลค่าคงที่ การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง (barter) หรือการใช้เงินตราต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ) กลายเป็นเรื่องปกติ 👉การลงทุนหยุดนิ่ง: ไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะมูลค่าของเงินและผลตอบแทนไม่แน่นอน 2. ผลกระทบทางสังคม 👨‍👩‍👧‍👦 ชนชั้นกลางล่มสลาย: ชนชั้นกลางซึ่งเป็นเสาหลักของสังคมที่พึ่งพาเงินออมและรายได้คงที่ ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการสูญเสียความมั่งคั่ง ทำให้เกิดความยากจนและความไม่พอใจในวงกว้าง 👉ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น: ผู้ที่ถือทรัพย์สินที่เป็นรูปธรรม เช่น ที่ดิน สินค้า หรือหนี้สินติดตัว (เพราะสามารถจ่ายคืนด้วยเงินที่ไร้มูลค่า) กลับร่ำรวยขึ้น ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนลง ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนกว้างขึ้น 👉ความสิ้นหวังและความไม่ไว้วางใจ: ประชาชนสิ้นหวังกับการดำรงชีวิตประจำวัน และสูญเสียความไว้วางใจในสถาบันการเงิน รัฐบาล และแม้กระทั่งระบบสังคมทั้งหมด 👉ปัญหาอาชญากรรม: อัตราการเกิดอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากความยากจนและความสิ้นหวัง 3. ผลกระทบทางการเมือง 🏛️ บ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐบาล: ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสาธารณรัฐไวมาร์อย่างสิ้นเชิง ประชาชนมองว่ารัฐบาลไร้ความสามารถและไม่สามารถแก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐานได้ 👉สร้างความแตกแยกและรุนแรง: ความสิ้นหวังและความไม่พอใจของประชาชนเป็นแหล่งเพาะบ่มความนิยมในแนวคิดทางการเมืองที่รุนแรงและสุดโต่ง ทั้งจากฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา 👉ปูทางให้ระบอบเผด็จการ: ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคนาซี (Nazi Party) ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สามารถขึ้นมามีอำนาจได้ในภายหลัง ฮิตเลอร์ใช้ความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะเงินเฟ้อ และความต้องการ "ระเบียบ" และ "ผู้นำที่เข้มแข็ง" มาเป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นและรวบรวมอำนาจ ภาพอ้างอิง :ภาวะเงินเฟ้อในสาธารณรัฐไวมาร์จากหนึ่งไปยังหนึ่งล้านล้านมาร์คต่อมาร์คทองคำ #inflation #siamstr #money image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
เนื่องจาก อ พิริยะ ชอบกล่าวถึง F.A.Hayek และ Austrian school อยู่บ่อยๆเลยหาหนังสือที่เกี่ยวกับงานของท่านที่แปลเป็นไทยมาอ่าน …อืมส์ ไม่ธรรมดา ทั้งบู๊และบุ๋น เคยเป็นทหาร สนใจวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสังคม จนในปึ 1974 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขารัฐศาสตร์จากผลงาน “การแสร้งว่ามีความรู้(The Pretence of Knowledge) #siamstr #F.AHayek #ฟรีดริชเอ.ฮาเย็ก
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
ได้เวลา The bitcoin standard thai version 2nd . image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
The Evolving Role of Bitcoin: A Discussion on Volatility and Reserve Potential 🤔In a recent segment from the program "Follow the Money," Jirayut Srupsrisopa, Founder of Bitkub, a prominent cryptocurrency exchange, shared his insights on Bitcoin's characteristics and its potential as a reserve asset. The discussion explored concerns regarding Bitcoin's price stability and its suitability for this crucial financial role. 🤔Interviewer: "Are there any inherent risks if we consider holding Bitcoin as a reserve asset? Specifically, given its volatility and stability issues, might its price performance potentially prevent it from fully serving as a reliable reserve?" 🗯️Mr. Top Jirayut: "Bitcoin's volatility has consistently decreased year over year as its user base continues to expand. Once Wall Street fully enters the market – and it wouldn't even require a full-scale entry, as just 5% of their portfolios allocated to Bitcoin could propel its price to 1 million US dollars – this represents substantial institutional capital. Currently, Bitcoin's share of global liquidity is still quite small, approximately 0.2%. Yet, even with this modest percentage, it has already reached nearly 4 million Thai Baht (equivalent to 120,000 US dollars at its All-Time High) per Bitcoin. Fundamentally, in finance, volatility is high when the user base is small, and it naturally decreases as the user base expands. What we are observing now is a significant shift: Bitcoin is increasingly becoming a flight to safety and a safe haven asset." credit : the trader kp , Folow The Momey . 🗯️Analysis of Key Points: 🗯️Mr. Jirayut's remarks highlight a crucial aspect of Bitcoin's maturation: its decreasing volatility despite its relatively young age as an asset class. He posits that this trend is directly linked to the expanding user base. As more individuals and institutions adopt Bitcoin, the market becomes deeper and more liquid, inherently reducing dramatic price swings caused by smaller market participants. 🗯️He further emphasizes the immense potential impact of institutional money, particularly from Wall Street. The mere allocation of a small fraction (5%) of their vast portfolios could, in his view, lead to a monumental increase in Bitcoin's value. This underscores the current disproportion between Bitcoin's market capitalization and the vast pools of traditional financial liquidity. 🗯️Finally, Mr. Jirayut challenges the traditional perception of Bitcoin's volatility by suggesting it is now functioning as a safe haven asset, indicating a shift in investor sentiment where it is increasingly seen as a store of value during times of economic uncertainty, rather than solely a speculative investment. This perspective, if it continues to gain traction, could fundamentally alter how central banks and large corporations view Bitcoin's role in their reserve strategies. #bitcoin #volatility #storeofvalue #hardesset #siamstr image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
ณ โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง หลังจากการสอนซ่อมเสริมเสร็จสิ้น ขณะเด็กๆกำลังเดินกลับบ้าน ผมไดัยินเสียงคล้ายบทอาขยานลอยมาจากกลุ่มเด็กพวกนั้น …ต้นเสียงมีใจความว่า.. We print money out of thin air. …. (พร้อมแปลไทย) Oh!! propaganda fix propaganda haha. make saving great again!!!! #siamstr #custody #saving
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
เมื่อ Smart Money ตื่นตัว (ใกล้ตัว) กระแสข่าวหลักของ DV8 image ↗️การปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ Crypto-integrated Digital Banking และ Bitcoin Treasury สู่เป้าหมายการถือครอง Bitcoi🇳 และใช้เป็นสินทรัพย์คลัง เพื่อป้องกันความผันผวนและความเสี่ยงจากระบบการเงินดั้งเดิม มีการแต่งตั้ง คุณชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ขึ้นเป็นประธานกรรมการคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุนและผู้มีบทบาทในวงการเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ↗️มีการดึงผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากวงการ Crypto และ Web3 ระดับโลกมาร่วมทีมบอร์ดบริหาร เช่น Elijah Ng (จาก Metaplanet), Sora Ventures, UTXO Management, Kliff Capital, Mythos Group, Moon Inc. และ Asia Strategy (NASDAQ:SORA) ↗️กลุ่มทุนข้ามชาติเหล่านี้ได้เข้าซื้อกิจการ DV8 ด้วยมูลค่าราว 742 ล้านบาท และมีการล็อกหุ้น (Lock-up) ไว้ 12 เดือน ↗️เป้าหมาย "ผู้นำด้านนวัตกรรมการเงินเอเชีย": DV8 ตั้งเป้าที่จะเป็น "เรือธงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ในโลกการเงินยุคใหม่ โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเติบโตของตลาดเอเชีย เน้นการสร้างระบบการเงินที่มั่นคง โปร่งใส และมีนวัตกรรม ผลกระทบต่อการลงทุนในโลกบล็อกเชน (โดยเฉพาะในไทย) เพิ่มความน่าเชื่อถือและการยอมรับ: การที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของไทยอย่าง DV8 ประกาศพลิกกลยุทธ์เข้าสู่ Bitcoi🇳 และ DeFi อย่างจริงจัง โดยมีผู้บริหารและนักลงทุนระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกอย่างมาก ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจและนักลงทุนสถาบันมากขึ้นในประเทศไทย ดึงดูดนักลงทุนสถาบันและรายย่อย: การที่บริษัทมหาชนลงทุนใน Bitcoin โดยตรงหรือทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ DeFi ทำให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยที่ต้องการลงทุนในคริปโตผ่านตลาดหุ้นสามารถเข้าถึงได้ ช่วยขยายฐานนักลงทุนในตลาดคริปโต กระตุ้นให้บริษัทอื่นพิจารณาการลงทุนใน Bitcoi🇳 Treasury: เมื่อมีบริษัทนำร่องใช้ Bitcoi🇳 เป็นสินทรัพย์คลัง (Bitcoi🇳 Treasury) เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพของงบดุล อาจเป็นแรงกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนอื่นๆ ในไทยพิจารณากลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต ส่งเสริมการพัฒนา DeFi และนวัตกรรมในประเทศ: การที่ DV8 มุ่งเน้นการพัฒนาสู่ระบบการเงิน DeFi และ Crypto-integrated digital banking system จะช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชนและการเงินแบบกระจายศูนย์ในประเทศไทย อาจสร้างความผันผวนของราคาหุ้น: ข่าวการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของ DV8 ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทมีความผันผวนสูง (เคยมีข่าวหุ้นชนเพดานหลายวันติดต่อกัน) ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น เพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีคริปโตโลก: หาก DV8 ประสบความสำเร็จในการเป็น "เรือธงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ตามเป้าหมาย จะช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมทางการเงินและบล็อกเชนในภูมิภาค และบริษัทในไทยก่อนหน้าที่เคยมีข่าวการลงทุนใน Bitcoi🇳 1.บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) และ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล จำกัด (มหาชน) (JTS) ....คนไทยรู้จักในนาม 3BB นั่นแหละ 2.บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (BROOK) 3.บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (ZIGA) 4.บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) การก้าวเข้ามาในโลกของ blockchian ของเหล่า Smart Money เหล่านี้ทำให้เห็นว่าความเข้าใจของนักลงทุนที่มีต่อ Bitcoi🇳 ที่เริ่มมองว่าเป็นมากสินทรัพย์ที่รักษาความมั่งคั่ง มากกว่าการเป็นสินทรัพย์เก็งกำไร หรือ hedge against inflation นั้นเริ่มเป็นที "ตื่นตัว"ของเหล่า Smart Money อย่างเปิดเผย...ตัวอย่างบริษัทมหาชนชั้นนำที่บ้าคลั่งอย่าง MSTR ,Metaplanet ...ที่เป็นเดอะแบกของวงการ #makesavinggreatagian #earning #saving #smartmoney #siamstr
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
💚ความสัมพันธ์ระหว่างการบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธองค์ (โดยเฉพาะการเดินจงกรม) และการเดินเท้าเปล่าของพระสงฆ์ กับการค้นพบเรื่อง Grounding (Earthing) ​ ​ 💚ความสัมพันธ์ระหว่างการบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธองค์ (โดยเฉพาะการเดินจงกรม) และการเดินเท้าเปล่าของพระสงฆ์ กับการค้นพบเรื่อง Grounding (Earthing) ที่มีผลต่อสุขภาพและจิตนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสามารถตีความเชื่อมโยงกันได้ แม้ว่าในพุทธศาสนาจะไม่ได้ระบุถึง "Grounding" โดยตรงด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ แต่หลักปฏิบัติเหล่านี้กลับสอดคล้องกับประโยชน์ที่การ Grounding มอบให้ได้เป็นอย่างดี ​ ​ 💚1. การเดินจงกรมของพระพุทธองค์และพระสงฆ์ ​การเดินจงกรม เป็นการปฏิบัติภาวนาในอิริยาบถยืนและเดินอย่างมีสติ พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติการเดินจงกรม และทรงแนะนำว่าเป็นประโยชน์ 5 ประการ คือ: ​ ​ 💚ทำให้ทนทานต่อการเดินทางไกล (ธุดงควัตร) ​ ​ 💚ทำให้ทนทานต่อความเพียร (ไม่เมื่อยล้าเร็ว) ​ ​ 💚ทำให้มีอาพาธน้อย (สุขภาพดี) ​ ​ 💚อาหารที่ฉันย่อยได้ดี ​ ​ 💚สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมตั้งมั่นอยู่ได้นาน ​ ​การเดินเท้าเปล่าของพระสงฆ์ โดยเฉพาะในการบิณฑบาต ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกตนและเป็นไปตามพระวินัย พระภิกษุในสมัยพุทธกาลมักเดินเท้าเปล่า และในปัจจุบันพระป่าหรือพระที่ปฏิบัติเคร่งครัดก็ยังคงเดินเท้าเปล่าเป็นปกติ การเดินเท้าเปล่านี้มีนัยยะของการลดอัตตา ปลงละสังขาร และการสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง ​ ​ 💚จุดประสงค์หลักทางธรรมะ: ​ ​ 💚เจริญสติ: การเดินจงกรมเน้นการรับรู้สัมผัสของเท้ากับพื้น การยก การย่าง การวางเท้า การรับรู้อาการทางกายที่เกิดขึ้นในแต่ละก้าว ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ (ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม-เจริญสติในอริยาบถน้อย,อริยาบถใหญ่) ​ ​ 💚ปรับสมดุลอิริยาบถ: เป็นการปรับเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งสมาธิ ช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าเกินไป และยังคงการปฏิบัติธรรมได้อย่างต่อเนื่อง (โดยเฉพาะการปฏิบัติแนวเคลื่อนไหว) ​ ​ 💚ฝึกความอดทน: การเดินจงกรมและการเดินเท้าเปล่าเป็นการฝึกความอดทนต่อความเจ็บปวด ความเมื่อยล้า และสภาพแวดล้อมต่างๆ (ตามสภาพแวดล้อมของสถานที่ เช่น พื้นที่ราบ พื้นที่ภูเขาที่ต้องใช้ความอดทนเพิ่มขึ้น) ​ ​ 💚2. การค้นพบเรื่อง Grounding (Earthing) ​Grounding หรือ Earthing คือ การเชื่อมต่อร่างกายโดยตรงกับพื้นผิวโลก (เช่น เดินเท้าเปล่าบนหญ้า ดิน ทราย หรือสัมผัสพื้นผิวธรรมชาติอื่นๆ) ทฤษฎีของ Grounding ระบุว่า โลกมีประจุลบอิสระจำนวนมาก ซึ่งเมื่อร่างกายมนุษย์สัมผัสกับพื้นผิวโลก จะสามารถรับประจุลบเหล่านี้เข้ามาในร่างกายได้ ​ ​ 💚ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ที่สันนิษฐานได้จาก Grounding: ​ ​ 💚ลดการอักเสบในร่างกาย: ประจุลบจากโลกเชื่อว่าทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยลดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ​ ​ 💚ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ: ช่วยปรับสมดุลจังหวะชีวิต (Circadian Rhythm) และลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ทำให้หลับได้ดีขึ้น ​ ​ 💚ลดความเครียดและความวิตกกังวล: การสัมผัสธรรมชาติช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการพักผ่อนและผ่อนคลาย ​ ​ 💚เพิ่มการไหลเวียนโลหิต: มีงานวิจัยเล็กๆ น้อยๆ ชี้ว่าอาจช่วยลดความหนืดของเลือดและปรับปรุงการไหลเวียน ​ ​ 💚เพิ่มพลังงาน ลดความเมื่อยล้า: ผู้ที่ฝึก Grounding หลายคนรายงานว่ารู้สึกมีพลังงานมากขึ้นและลดความเหนื่อยล้า ​ ​ 💚3. ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธกิจ (การเดินจงกรม, เดินเท้าเปล่า) กับ Grounding ​แม้ว่าในพุทธศาสนาจะไม่ได้มีแนวคิดเรื่อง "ประจุลบ" หรือ "อิเล็กตรอน" เหมือนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ผลลัพธ์ทางสุขภาพและจิตที่เกิดจากการปฏิบัติดังกล่าวกลับมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง: ​ ​ 💚การเชื่อมต่อกับธรรมชาติโดยตรง: ทั้งการเดินจงกรม (มักทำบนพื้นดิน) และการเดินเท้าเปล่าของพระสงฆ์ ล้วนเป็นการนำร่างกายมาสัมผัสกับพื้นผิวโลกโดยตรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการ Grounding โดยธรรมชาติ ​ ​ 💚ลดความเครียดและเพิ่มสติ: การเดินจงกรมเป็นการฝึกสติในอิริยาบถเคลื่อนไหว ทำให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งสอดคล้องกับผลของ Grounding ที่ช่วยลดความเครียด ปรับอารมณ์ และเพิ่มสมาธิ ​ ​ 💚ส่งเสริมสุขภาพกาย: พระพุทธองค์ตรัสถึงประโยชน์ของการเดินจงกรมว่าทำให้มีอาพาธน้อย (สุขภาพดี) และช่วยให้อาหารย่อยได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับผลของ Grounding ที่ช่วยลดการอักเสบ ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต และโดยรวมแล้วส่งเสริมสุขภาพกายที่ดี ​ ​ 💚การตระหนักรู้ในกาย: การเดินจงกรมเน้นการรับรู้สัมผัสของเท้ากับพื้น ซึ่งทำให้เกิดการตระหนักรู้ในกาย (Body Awareness) และการเชื่อมโยงกับปัจจุบันขณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำสมาธิ และการผ่อนคลายจิตใจจากการจดจ่ออยู่กับสิ่งภายนอก ​ ​ 💚การเป็นสมถะและวิปัสสนาญาณในตัว ​การเจริญสติในอิริยาบถเดิน โดยเฉพาะแนววิปัสสนา สามารถเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาญาณในตัวได้ เนื่องจาก: ​ ​ 💚สมถะเกิดจากการจดจ่อ: เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของเท้าหรือกายได้อย่างต่อเนื่อง สติที่ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์เดียวนี้จะทำให้จิตสงบลงโดยธรรมชาติ แม้จะเป็นความสงบชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ) แต่ก็เพียงพอที่จะเป็นฐานให้เกิดปัญญาได้ ข้อสังเกตหากผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถต่อสู้กับนิวรธรรม โดยเฉพาะ ถีนมิทธะ จะจัดอยู่ในข่ายการทำสมถะคือยังไม่สามารถรวมอินทรีย์แก่กล้าจนตัด ความง่วงเหงา หาวนอนไปได้ การปฏิบัติจริงจากประสบการณ์ตรงของหลายท่านพบว่าการเผลอหลับในขณะเดินจงกรมนั้นมีสาเหตจากหลายปัจจัยเช่น ความเมื่อยล้า การบริโภคอาหารโดยไม่พิจารณาโดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลสูง ​ ​ 💚วิปัสสนาเกิดจากการพิจารณา: เมื่อจิตมีความสงบและสติที่มั่นคงระดับหนึ่งแล้ว การที่ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้และพิจารณาเห็นอาการต่างๆ ของกายที่เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป (ยก-ย่าง-วาง) เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เหล่านี้คือการทำงานของปัญญาวิปัสสนาญาณ ​กล่าวโดยสรุป: ​ ​การบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธองค์และการเดินเท้าเปล่าของพระสงฆ์ โดยเฉพาะการเดินจงกรมนั้น แม้จะมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อการฝึกจิตภาวนาและลดละกิเลส แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดประโยชน์ทางกายภาพคล้ายกับการทำ Grounding โดยธรรมชาติ การสัมผัสกับพื้นโลกโดยตรงอย่างมีสติ ทำให้ร่างกายได้ "เชื่อมต่อ" กับพลังงานธรรมชาติของโลก ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสุขภาพกาย (ลดการอักเสบ ปรับสมดุลร่างกาย) และสุขภาพจิต (ลดความเครียด เพิ่มความสงบ) ซึ่งสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่การค้นพบเรื่อง Grounding ในปัจจุบันระบุไว้ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ปราชญ์ในอดีตได้ค้นพบวิธีการปฏิบัติที่นำมาซึ่งประโยชน์ต่อทั้งกายและใจ โดยที่ยังไม่มีศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายกลไกได้อย่างชัดเจนในสมัยนั้นนั่นเอง #Earthing #Grounding #siamstr #Dhamma image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ปิตาธิปไตย (Patriarchy) กับกรณีสีกา-พระสงฆ์ ข่าวฉาวฝั่งสงฆ์(สมมติ)ในไทยนั้นมีความร้อนแรงไปตามกาลสมัยของความเจริญแห่งวัตถุซึ่งผู้คนได้แสดงความคิดเห็นมากมายหลายประการตามทัศนะ -ทิฐิ-มานะของตน แต่หนึ่งในข้อคิดเห็นนั้นเป็นไปภายใต้ “วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมดังกล่าวที่แฝงผ่านจารีต ทางสังคมส่งผลต่อ Logic เช่น เรื่อง “วันทอง” เรื่องราวของ "วันทอง" ซึ่งถูกตัดสินว่า "สองใจ" และต้องโทษประหารชีวิต ทั้งที่เธออาจเป็นเพียงผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกกดทับจากบรรทัดฐานสังคมในยุคนั้น สะท้อนภาพของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดต่อเรื่องข่าว พระ-สีกาของประชาชน ขณะนี้ วัฒนธรรมดังกล่าวแฝงอยู่ในพลวัตหลายประการ ดังนี้: 1. พลวัตด้านอำนาจและการคุ้มครอง สถานะทางสังคมของพระสงฆ์: ในสังคมไทย พระสงฆ์เป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพยกย่อง มีสถานะทางสังคมสูง และมักถูกมองว่าอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ การมีสถานะที่ "ศักดิ์สิทธิ์" นี้ ทำให้เกิด "เกราะคุ้มกัน" ให้แก่พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ซึ่งมักได้รับการปกป้องจากพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา ไม่กล้าตรวจสอบ หรือมองว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะแตะต้องได้ โครงสร้างอำนาจภายในคณะสงฆ์: คณะสงฆ์มีโครงสร้างการปกครองแบบลำดับชั้นที่ยังคงเป็นแบบชายเป็นใหญ่ อำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ในมือของพระผู้ใหญ่ที่เป็นบุรุษ การจัดการกับปัญหาพระสงฆ์กระทำผิดจึงมักถูกดำเนินการภายในวงการสงฆ์เอง ซึ่งอาจนำไปสู่การ "ปกปิด" "ปกป้อง" หรือ "ย้าย" พระที่กระทำผิด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ มากกว่าการลงโทษอย่างจริงจังและโปร่งใส การขาดกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ: เมื่อเกิดกรณีการกระทำผิด กลไกในการรับเรื่องร้องเรียน การสอบสวน และการลงโทษ มักจะขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์เอง ซึ่งบางครั้งอาจขาดความเป็นกลาง หรือถูกอิทธิพลจากสถานะของพระผู้กระทำผิด ทำให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะสตรีเพศ เข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก 2. พลวัตด้านทัศนคติและอคติทางเพศ การโทษเหยื่อ (Victim Blaming): เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่พระสงฆ์กระทำผิดทางเพศกับสตรี วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่มักนำไปสู่การ "โทษผู้หญิง" ที่เป็นเหยื่อ โดยตั้งคำถามถึงการแต่งกาย พฤติกรรม หรือความตั้งใจของผู้หญิง เช่น "ทำไมถึงไปที่ลับตาคน" "แต่งตัวยั่วหรือไม่" "ไปเองหรือเปล่า" ซึ่งเป็นการปัดความรับผิดชอบจากผู้กระทำผิดไปให้เหยื่อ และทำให้เหยื่อไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว การมองผู้หญิงเป็น "มารศาสนา": มีความเชื่อบางอย่างที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมที่มองว่าผู้หญิงเป็นต้นเหตุของความเสื่อมเสียหรือเป็น "มารผจญ" ต่อพรหมจรรย์ของพระสงฆ์ คล้ายกับเรื่องราวของพระพุทธเจ้าที่ถูกมารผจญเมื่อครั้งจะตรัสรู้ แนวคิดนี้ทำให้สังคมพร้อมที่จะตำหนิติเตียนผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวของพระสงฆ์ได้ง่ายกว่าการเพ่งเล็งที่ตัวพระภิกษุที่กระทำผิด ความเงียบของเหยื่อ: ด้วยวัฒนธรรมที่โทษเหยื่อและตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ไม่ควรพูดเรื่องเพศ หรือเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้สตรีที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่เลือกที่จะ "เก็บเงียบ" และไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว เนื่องจากเกรงกลัวการถูกสังคมประณามหรือถูกผลักไสออกจากศาสนา 3. พลวัตด้านศาสนากับค่านิยมทางสังคม ภาพลักษณ์ของ "ผู้บริสุทธิ์": สังคมไทยปลูกฝังความเชื่อว่าพระสงฆ์เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญ และอยู่เหนือคนธรรมดาสามัญ การที่พระสงฆ์กระทำผิดทางเพศจึงเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับและขัดต่อภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดการ "ปฏิเสธความจริง" หรือพยายามหาเหตุผลมาปกป้องพระ การตีความพระธรรมวินัย: แม้พระธรรมวินัยจะกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับการผิดศีลธรรมของพระสงฆ์ แต่ในทางปฏิบัติ การตีความและการบังคับใช้ อาจได้รับอิทธิพลจากค่านิยมชายเป็นใหญ่ ทำให้การลงโทษไม่เด็ดขาดเท่าที่ควร หรือเน้นการ "ซ่อน" ปัญหามากกว่าการ "แก้ไข" อย่างเปิดเผย ความอ่อนไหวต่อศรัทธา: การเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวของพระสงฆ์มักถูกมองว่าเป็นการ "ทำลายศรัทธา" หรือ "ทำร้ายพระศาสนา" ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันให้เรื่องราวถูกเก็บเป็นความลับ หรือถูกจัดการอย่างเงียบๆ 4. พลวัตของสื่อและการรับรู้ของสาธารณะ การนำเสนอข่าว: สื่อมวลชนบางครั้งอาจนำเสนอข่าวที่เน้นความหวือหวา หรือตอกย้ำภาพลักษณ์ที่โทษเหยื่อ หรือสร้างความขัดแย้งมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางและให้ความสำคัญกับการปกป้องเหยื่อ การตัดสินของสังคม: การที่วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่หยั่งรากลึก ทำให้เมื่อเกิดกรณีอื้อฉาว สังคมมีแนวโน้มที่จะตัดสินผู้หญิงที่เป็นเหยื่ออย่างรุนแรงและรวดเร็ว ในขณะที่ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นพระสงฆ์อาจได้รับความเห็นใจ หรือการปกป้องจากสังคมบางส่วน โดยสรุปแล้ว วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาการกระทำผิดของพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับสตรีเพศในสังคมไทยมีความซับซ้อน ตั้งแต่การขาดการตรวจสอบที่เป็นอิสระ การโทษเหยื่อ การปกป้องผู้กระทำผิดในนามของการรักษาภาพลักษณ์ศาสนา ไปจนถึงการที่เหยื่อไม่กล้าออกมาเรียกร้องความยุติธรรม ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและโปร่งใสในสังคมไทย #critical #liberalism #discussing #socialism #monk #วิพากษ์สังคม image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
image Cr Tonhor ปลาส้มแบน image จากข้อมูล On chian การขึ้นรอบนี้ไม่ใช่การเก็งกำไร… #siamstr #btc #fixthemoneyfixtheworld
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
📍ตามเทรนด์วงการพระสงฆ์แบบ Austrian School 📍 แนวคิดของ ฟรีดริช ฮาเยก (F.A. Hayek) นักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ มีความสอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการไทยอย่าง สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย ในประเด็นการแยกอำนาจการปกครองออกจากศาสนา โดยมีจุดร่วมสำคัญที่เน้นย้ำถึง ข้อจำกัดของอำนาจรัฐ และ ความสำคัญของเสรีภาพปัจเจกบุคคล * ข้อจำกัดของความรู้ (The Limits of Knowledge): ฮาเยกเชื่อว่าความรู้ในสังคมกระจายอยู่ตามปัจเจกบุคคลจำนวนมาก ไม่มีใครหรือกลุ่มใดที่จะมีความรู้ที่สมบูรณ์พอที่จะวางแผนจัดการสังคมทั้งหมดได้ การที่รัฐพยายามควบคุมและวางแผนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก (รวมถึงเรื่องศาสนา) จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติและจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่บิดเบือน * อันตรายจากการรวมศูนย์อำนาจ (Dangers of Centralized Power): ฮาเยกมองว่าการรวมศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง นำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจและการลดทอนเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เมื่อศาสนาถูกผูกรวมกับอำนาจรัฐ มันจะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดเสรีภาพในการเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาของประชาชน * กฎหมายที่ไม่ใช่คำสั่ง (Rules vs. Commands): ฮาเยกเน้นย้ำถึงความสำคัญของ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ว่ากฎหมายควรเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นอิสระจากเจตจำนงของผู้ปกครองแต่ละคน ซึ่งแตกต่างจาก "คำสั่ง" ที่ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง การที่รัฐเข้ามาบัญญัติหรือควบคุมศาสนา ย่อมขัดต่อหลักการนี้ เพราะเป็นการใช้ "คำสั่ง" เพื่อกำหนดความเชื่อ ซึ่งควรเป็นเรื่องส่วนตัว * เสรีภาพส่วนบุคคล (Individual Liberty): แก่นของแนวคิดฮาเยกคือการปกป้องเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ การที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศาสนา ไม่ว่าจะด้วยการสนับสนุนหรือควบคุม ล้วนเป็นการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานนี้ แม้ฮาเยกจะไม่ได้กล่าวถึงการแยกศาสนาออกจากการปกครองโดยตรงในงานเขียนของท่านมากนัก แต่หลักการพื้นฐานของท่านที่เน้น การจำกัดอำนาจรัฐ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล และการต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจและการวางแผนจากส่วนกลางนั้น สอดคล้องกับแนวคิดการแยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เพราะศาสนาในฐานะที่เป็นความเชื่อและวิถีปฏิบัติส่วนบุคคล ควรได้รับการคุ้มครองจากอำนาจรัฐที่พยายามเข้ามาควบคุมหรือชี้นำ 📍 แนวคิดของ สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการไทยทั้งสองท่านนี้ ได้เสนอแนวคิดที่สอดรับกับหลักการของฮาเยกอย่างชัดเจนในบริบทของสังคมไทย โดยเน้นการ แยกศาสนจักรออกจากรัฐ (Separation of Church and State) หรือ การทำให้เป็นโลกวิสัยทางการเมือง (Political Secularization) 📍 สุรพศ ทวีศักดิ์: * ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง: คุณสุรพศชี้ให้เห็นว่าการที่ศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะโดยรัฐหรือกลุ่มศาสนาเอง ล้วนนำไปสู่ปัญหา เพราะทำให้ศาสนาสูญเสียความบริสุทธิ์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนิยม * รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา: เน้นย้ำว่ารัฐควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรมีศาสนาประจำชาติ ไม่ควรให้การอุปถัมภ์ศาสนาใดเป็นพิเศษ และต้องปฏิบัติต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่ มีความเชื่อใดๆ อย่างเท่าเทียมกัน * ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว: คุณสุรพศมองว่าศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการเลือกเชื่อและปฏิบัติ รัฐไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายหรือกำหนดรูปแบบความเชื่อ 📍 สมฤทธิ์ ลือชัย * ปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์: คุณสมฤทธิ์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์ให้เป็นอิสระจากรัฐ ยกเลิกสถานะสมณศักดิ์และระบบอุปถัมภ์จากภาครัฐ เพื่อให้ศาสนจักรสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองและพึ่งพาตนเอง * ป้องกันการนำศาสนาไปใช้เพื่ออำนาจ: มองว่าการรวมศาสนจักรเข้ากับอำนาจรัฐเปิดช่องให้มีการนำศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้อำนาจทางการเมือง และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน * สร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง: การแยกศาสนาออกจากการเมืองเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกและเลือกวิถีชีวิตของตนเอง โดยปราศจากการครอบงำของอำนาจทางศาสนาที่ผูกกับรัฐ จุดสอดคล้องกัน แนวคิดของ ฮาเยก, สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย มีจุดสอดคล้องกันอย่างชัดเจนดังนี้: 1. การต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจ: ทั้งสามแนวคิดต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การรวมศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจทางศาสนาที่ผูกกับรัฐ ล้วนเป็นอันตรายต่อเสรีภาพและนำไปสู่ปัญหา 2. การส่งเสริมเสรีภาพปัจเจกบุคคล: เสรีภาพในการเลือกความเชื่อและวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลคือหัวใจสำคัญที่ทั้งสามฝ่ายให้ความสำคัญ การแยกศาสนาออกจากการเมืองจึงเป็นการปกป้องเสรีภาพนี้ 3. ความเชื่อในระเบียบที่เกิดจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Order): ฮาเยกเน้น "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" ในขณะที่สุรพศและสมฤทธิ์เสนอให้ศาสนาเป็นเรื่องของชุมชนและปัจเจกบุคคล ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่า สังคมและศาสนาควรพัฒนาไปตามกลไกธรรมชาติและความสมัครใจของผู้คน ไม่ใช่การบงการจากอำนาจสูงสุด 4. การลดทอนบทบาทของรัฐในการควบคุมชีวิต: ทั้งหมดมองว่ารัฐไม่ควรมีบทบาทในการกำหนดหรือควบคุมความเชื่อและวิถีชีวิตส่วนตัวของประชาชน ซึ่งรวมถึงเรื่องศาสนาด้วย image #siamstr #philosophy #FAhayek #hayek #socialism #political
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
คลื่นลูกใหม่ทางความคิด: เมื่อแนวคิดรัฐศาสตร์ Austrian School ผสานกับแนวคิดของ Bitcoiner หากนักรัฐศาสตร์ชั้นนำในแนวเสรีนิยมเชิงอิสรนิยม(Libertarianism) สามารถผนวกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการ "ทลายอำนาจรัฐ" เข้ากับแนวคิดของ Friedrich Hayek ที่เน้นเรื่องกลไกตลาดเสรีและการจำกัดอำนาจรัฐ รวมถึงแนวคิดของ Bitcoiner ที่มุ่งทลายอำนาจการผูกขาดการพิมพ์เงินของรัฐ แน่นอนว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิด "คลื่นลูกใหม่ทางความคิด" ที่ทรงพลังในสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การปฏิวัติทางความคิดที่เป็นไปได้ การผสมผสานแนวคิดเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การรวมตัวกันของทฤษฎี แต่เป็นการจุดประกายให้เกิดการปฏิวัติทางความคิดในหลายมิติ: การท้าทายอำนาจรวมศูนย์อย่างถึงราก: แนวคิดของนักรัฐศาสตร์ไทยที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ จะถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยมุมมองของ Hayek ที่มองว่าการแทรกแซงของรัฐนำไปสู่ความบิดเบือนและการลดทอนเสรีภาพ รวมถึงแนวคิดของ Bitcoiner ที่ต้องการให้กลไกการเงินเป็นอิสระจากรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจปัจจุบันอย่างเข้มข้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น มิติเศรษฐกิจและการเงินในภาพใหญ่: จากเดิมที่การวิเคราะห์เรื่องอำนาจรัฐมักจำกัดอยู่ในมิติทางการเมือง การผนวกแนวคิดแบบ Hayek และ Bitcoiner จะทำให้ประเด็นการผูกขาดการพิมพ์เงิน การควบคุมเศรษฐกิจโดยรัฐ และบทบาทของตลาดเสรี กลายเป็นส่วนสำคัญในการถกเถียงเรื่องการทลายอำนาจรัฐ ซึ่งจะขยายขอบเขตความเข้าใจและการเคลื่อนไหวออกไปสู่มิติทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง การมองหาทางเลือกใหม่ในการจัดระเบียบสังคม: เมื่อวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐอย่างรอบด้านมากขึ้น การสนทนาจะมุ่งเน้นไปที่การหาวิธีการจัดระเบียบสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาการรวมศูนย์อำนาจจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว อาจนำไปสู่การสำรวจโมเดลการปกครองแบบกระจายอำนาจ (decentralized governance) หรือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกอิสระและโปร่งใส การเคลื่อนไหวทางสังคมที่หลากหลายและมีข้อมูลมากขึ้น: การสร้างความเข้าใจในมิติที่ซับซ้อนของอำนาจรัฐ ไม่ใช่แค่เรื่องทางการเมือง แต่รวมถึงเศรษฐกิจและการเงิน จะช่วยให้การเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ มีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุนที่หนักแน่นขึ้น สามารถเชื่อมโยงประเด็นปัญหาที่ดูเหมือนแยกจากกันเข้าด้วยกัน และนำไปสู่การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การศึกษาและภาควิชาการที่เปิดกว้าง: นักวิชาการในสาขาต่างๆ อาจหันมาศึกษาและวิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้มากขึ้น ทำให้เกิดงานวิจัยและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ท้าทายกระแสหลัก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในภาควิชาการ แน่นอนว่าการปฏิวัติทางความคิดนี้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย: ความซับซ้อนของแนวคิด: การผสานแนวคิดที่แตกต่างกันและมีความซับซ้อน อาจทำให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นเรื่องยาก ต้องหาวิธีอธิบายให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงคนวงกว้างได้ แรงต้านจากผู้ได้ประโยชน์: ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์และระบบการเงินแบบเดิม ย่อมจะออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง การตีความที่ผิดเพี้ยน: มีโอกาสที่แนวคิดเหล่านี้จะถูกบิดเบือนหรือนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่าง ปัจจุบันแนวคิดของทั้งสองกลุ่มอันมีความคล้ายคลึงกันหลายประการ(การทลายอำนาจที่ไม่เป็นธรรม) แต่ทั้งสองกลุ่มแนวคิดค่อนข้างจะเป็นการแสดงออกแบบคู่ขนานกันฝั่งหนึ่งใช้หลักรัฐศาสตร์เพียวๆ อีกฝั่งใช้หลักการ กระจายอำนาจเพียวๆ ทำให้พลังของสองแนวคิดนี้กระจุกตัวอยู่ในแต่ละกลุ่ม (อัตตาของแต่ละศาสตร์) ปล.แนวคิดเหล่านี้จะหลอมรวมกันได้จะต้องใช้แรงกดทับภายใต้พื้นฐานการปกครองในรูปแบบใดๆก็ตามที่ว่าด้วย รัฐถะ(state) ,ชายแดน(frontier) ,พรมแดน (Border) ,อาณาเขต(ter ritory)ซึ่งถึงรัฐถะกำลังก่อตัวและเผชิญกับสิ่งนี้อยู่เมื่อคำตอบใหม่ได้เกิดขึ้น #siamstr #fixthemoneyfixtheworld image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 5 months ago
หลักจาคะ (การสละ) ในพระพุทธศาสนา กับหลักการเงินสร้างยาก (Hard Money) หลักการจาคะกับการประยุกต์ใช้ด้านเศรษฐกิจ 🧘การลดความโลภและความเห็นแก่ตัว: หลักจาคะช่วยลดกิเลสความโลภ และความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น การกอบโกยทรัพยากร การผูกขาด การเอารัดเอาเปรียบ หากผู้คนมีจาคะมากขึ้น จะนำไปสู่การแบ่งปัน การช่วยเหลือเกื้อกูล และการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 🧘เศรษฐกิจพอเพียงและการบริโภคอย่างมีสติ: การสละความอยากเกินความจำเป็น สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการผลิตและบริโภคอย่างมีเหตุผล พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน เป็นการลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และลดหนี้สินที่ไม่จำเป็น 🧘การบริจาคและการทำบุญ: การสละทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์หรือการกุศล เป็นการกระจายความมั่งคั่ง ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และสร้างความสมดุลในสังคม 🧘การสร้างมูลค่าที่ไม่ใช่ตัวเงิน: การให้วิทยาทานหรือการแบ่งปันความรู้ เป็นการสร้าง ทุนมนุษย์ และ ทุนทางสังคม ที่มีคุณค่ามหาศาล ซึ่งไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้โดยตรง แต่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว 💡ความสอดคล้องกับหลักการของ Bitcoi🇳 💡การที่เงินสร้างยาก เช่น Bitcoi🇳 ถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่จำกัดการผลิตและโปร่งใส สามารถตีความได้ว่าสอดคล้องกับหลักจาคะในแง่มุมของการ "สละความสามารถในการเบียดเบียน" และ "สร้างระบบที่เอื้อต่อความเป็นธรรม" ดังนี้: 💡สละการควบคุม/อำนาจรวมศูนย์ (Decentralization and Reduced Centralized Power): 💡หลักจาคะ: การสละอัตตาตัวตน หรือลดความเห็นแก่ตัวของบุคคล/กลุ่มบุคคล 💡ความสอดคล้องกับ Bitcoi🇳: ระบบการเงินแบบดั้งเดิม (Fiat Money) มีลักษณะรวมศูนย์ (Centralized) ทำให้ผู้มีอำนาจ (รัฐบาล ธนาคารกลาง) สามารถ "พิมพ์เงิน" เพิ่มได้ตามต้องการ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ การลดทอนอำนาจซื้อของประชาชน และการเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มที่เข้าถึงเงินทุนใหม่ได้ก่อน 💡Bitcoi🇳 ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ไม่มีองค์กรกลางควบคุม ทำให้ "สละ" อำนาจในการพิมพ์เงินตามอำเภอใจ ออกจากมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ลดโอกาสในการใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เห็นแก่ตัวหรือเบียดเบียนผู้อื่นผ่านการลดค่าเงิน 💡สละการเบียดเบียนผ่านเงินเฟ้อ (Sacrifice of Inflationary Control): 💡หลักจาคะ: การไม่เบียดเบียนผู้อื่น การไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น 💡ความสอดคล้องกับ Bitcoin: เงินเฟ้อที่เกิดจากการพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการควบคุม คือการ "เบียดเบียน" ประชาชนผู้ถือเงินทางอ้อม เพราะทำให้เงินที่หามาได้มีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ (เหมือนภาษีที่มองไม่เห็น) 💡Bitcoi🇳ด้วยกลไกการจำกัดจำนวนและอัตราการผลิตที่คาดการณ์ได้ "สละ" ความสามารถในการสร้างเงินเฟ้อตามอำเภอใจ ผู้ใช้ Bitcoin จึงได้รับการปกป้องจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการพิมพ์เงิน ซึ่งถือเป็นการไม่เบียดเบียนผู้ถือครองเงินนั้น 💡ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency and Verifiability): 💡หลักจาคะ: ความซื่อสัตย์สุจริต ความเปิดเผย 💡ความสอดคล้องกับ Bitcoin: การทำธุรกรรมบนบล็อกเชนของ Bitcoin นั้นมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ (แม้จะระบุแค่ที่อยู่กระเป๋า ไม่ใช่ชื่อบุคคลโดยตรง) แต่ทุกคนสามารถเห็นและตรวจสอบการไหลเวียนของ Bitcoi🇳 ได้ 💡ในแง่นี้ คือการ "สละ" ความลับหรือการซ่อนเร้น ในการบริหารจัดการเงิน ทำให้ระบบการเงินมีความน่าเชื่อถือและยุติธรรมมากขึ้น ลดโอกาสในการทุจริตหรือการจัดการที่ไม่โปร่งใสที่อาจเกิดขึ้นในระบบรวมศูนย์ ความอดทนและผลประโยชน์ระยะยาว (Patience and Long-term Benefit): 🧘‍♀️หลักจาคะ: การปล่อยวางความอยากได้ในปัจจุบัน และมองเห็นประโยชน์ในระยะยาว 🧘‍♀️ความสอดคล้องกับ Bitcoi🇳: การถือครอง Bitcoin ในระยะยาว (HODL) นั้นสอดคล้องกับแนวคิดการสละความปรารถนาที่จะทำกำไรระยะสั้นจากการเก็งกำไร และเชื่อมั่นในคุณค่าของเงินสร้างยากที่จะรักษามูลค่าไว้ได้ดีกว่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นกับเงินกระดาษ 🧘‍♀️ข้อควรระวังในการตีความ แม้จะมีจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจ แต่ก็ควรระมัดระวังในการตีความ: 💡เจตนา: หลักจาคะในพุทธศาสนามีเจตนาเพื่อการพัฒนาจิตใจและหลุดพ้นจากทุกข์ ส่วน Bitcoi🇳 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงินและการแก้ปัญหาของระบบเงินแบบรวมศูนย์(อันนี้ต้องดูที่เจตนาของผัสสะอารมณ์แต่ละขณะจิตว่าจิตมีลักษณะใด ขณะ HOLD ,ขณะเทรดสั้น , Longterm ,Shorterm ขณะจิตมีความโลก ความหลง จิตมีความผ่องใสต่างกันในแต่ละลักษณะของการประเมินสินทรัพย์ ต้องใช้หลักโยนิโสมนสิการในการพิจารณาอีกข่ายนึง ) 💡ความเสี่ยง: การลงทุนใน Bitcoi🇳 ยังมีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคา ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับหลักความไม่ประมาท (กรณี้นี่การแบ่งพอร์ท ตลอดจนหลักการ Not your Keys Not Your coin จะช่วยกระจายความเสี่ยง) มองในทางกลับกันถ้าระบบการเงินโลกจะนั้นท้ายที่สุดมูลค่าของทั้งตลาดจะไปอยู่ในรูปแบบใกล้เคียงกับอุปทานของ 21 ล้านเหรียญ...(อ้างอิงคำ"อนุมาน"ของ อ พิริยะ สัมพันธารักษ์ ในรายการ Inversto🙏) การ HOLD นั้นถือว่าเป็นการลดความเสี่ยงในคลื่นการปฏิวัติทางสังคมระรอกใหญ่ลูกนึงเลยก็ว่าได้ 💡การปฏิบัติ: การถือครอง Bitcoi🇳 หรือการสนับสนุนเงินสร้างยาก ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้ฝึกฝนหลักจาคะโดยอัตโนมัติ การฝึกจาคะต้องมาจากการปฏิบัติในชีวิตประจำวันและจิตใจที่แท้จริง ข้อน่าสนใจอีกประการคือเหล่า Bitcoi🇳er จำนวนมากมี Mind set หรือกลุ่มแนวความคิดใกล้เคียงกัน เรื่องการเลือกรับประทานอาหาร , การสละ ,การให้วิทยาทานความรู้แก่เพือนมนุษย์ หลายคนตกผลึกถึงต้นตอของปัญหาทั้งหลายในโลกว่าเกิดจาก "อวิชชา" วิบากกรรมท่ส่งผลต่อ ภพ ชาติ ชรา มรณะ ที่เป็นอยู่ (ไม่ได้มีเจตนาจะเข้าใจปรมัตถ์ธรรมแต่แรกแต่ Bitcoi🇳 กลับสอนธรรมะให้ทีละน้อย) ซึ่งสอดคล้องกับข้ออ้างอิงในพระคัมภีร์ เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, มงคลสูตร,มงคลสูตร ,ปาฏิกสูตร และหลักพุทธกิจ 5 ประการ หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของพระพุทธเจ้าคือ "อัฑฒรัตเต เทวปัญหะนัง" หมายถึงการตอบปัญหาของเทวดาในเวลากลางดึก แสดงให้เห็นว่าเทวดามีความสนใจในธรรมะและมีข้อสงสัยเช่นเดียวกับมนุษย์ หากมองเป็นมุมมองเชิงปรัชญาว่าด้วยตัวคำว่า"เทวดา"ออกไปจากรูปแบบของลักษณะภูมิกำเนิดคุณวิเศษตามแบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจนั้นขอย้อนกลับไปยังอ้างอิงลักษณะของการจุติ เทวดา 3 รูปแบบ คือ เทวดาโดยกำเนิด (อุปปัตติเทพ) เทวดาโดยสมมติ (สมมติเทพ) เทวดาโดยความบริสุทธิ์ (วิสุทธิเทพ) 🚨เทวดาทั้ง 3 รูปแบบนี้หากอนุมานเป็น แนวคิดอภิปรัชญา(Metaphysics) กลุ่มชนที่มีฐานะโดยชาติกำเนิดก็ดี , กลุ่มชนที่ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของตนให้สูงขึ้นก็ดี(เริ่มสร้างความมั่งคั่งในGenerationของตน) กลุ่มชนที่เป็นอริยะชนหรือกำลังทำจิตให้พ้นจากอุปกิเลก อาสสวะทั้งปวง ผู้กำลังก้าวเข้าสู้เส้นทางนิพพาน 🚨หลักการข้างต้นนี้หากผู้อ่านเข้าใจระบบภาพรวมของระบบเงิน fiat คงจะเห็นภาพไม่มากก็น้อยว่าหากชนกลุ่มท่ี่เป็น Employee เต็มระบบวันใดวันหนึ่งพวกเขาล้มป่วย หรือ เผชิญกับ ดอกเบี้ยทบต้น(Compound Interest),การปฏิวัติทางการเงินลูกใหญ่ ,แนวคิดเงิน 4 ด้าน งาน 4 ประเภท (Robert Kiyosaki) และนำไปสู่เรื่อง Active ---Passive Income ,store of Value จะเป็นการยากยิ่งที่สภาวะของจิตจะผ่องใส เกิดปัญญาญาณขั้นวิมุติ หากใช้หลักความเชื่อมโยงของ เงินสร้างยาก-เทวดา-เงินที่ดี จะทำให้เห็นความสอดล้องกันอย่างมีนัยยะ(ตามทิฏฐิของผู้เขียนก็เป็นได้) บทความนี้เพียงจะสื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของเงินสร้างยากกับหลักการของพระพุทธศาสนามิได้มีเจตนาต่อการลงทุนสินทรัพย์ใดๆการลงทุนมีความเสี่ยง.... #siamstr #fixthemoneyfixtheworld
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 6 months ago
🫶แพทย์ที่ดีที่สุดคือตัวเอง🫶 นั่งฟังรายการ WorkSmartHealHarder ที่คุณ ท็อป ให้สัมภาษณ์เรื่องสุขภาพส่วนบุคคล ตัดเรื่องการเข้าถึง tech ทางการแพทย์ที่ premium,อาหารเสริม ที่คนธรรมดาๆเข้าถึงยากออกไปสิ่งที่คนธรรมดาๆละเลยและทำได้เลยก็คือ 🧑‍⚕️-UPF Food ,สาร ins การสำรวจ label ของอาหารก่อนทาน 🧑‍⚕️-หลีกเลี่ยงน้ำตาล, นมวัว, น้ำมันพืชขัดสี, กลูเตน, อาหารแปรรูปสูง 🧑‍⚕️-ลำดับการกิน: ไฟเบอร์ -> ไขมัน -> โปรตีน -> คาร์โบไฮเดรต -> น้ำตาล (ตัดน้ำตาลไปเลย) น้ำตาล ,แป้ง ,น้ำมันพืช 🧑‍⚕️-ทานไขมันดี HDL ,ตัด trans fat 🧑‍⚕️-ตากแดดและ Grounding 🧑‍⚕️-ตรวจสุขภาพระดับ genome 🧑‍⚕️-การออกกำลังกาย (Exercise)เน้น Strength Training หรือ Weightlifting เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ 🧑‍⚕️-ลดการสัมผัสกับมลภาวะ เช่น PM2.5, สารเคมี, รังสีจาก Wi-Fi และมือถือ 🧑‍⚕️-การนอน (Sleep) นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง โดยมี Deep Sleep และ REM Sleep อย่างน้อยอย่างละ 2 ชั่วโมง 🧑‍⚕️-ควรทำ Fasting อย่างน้อย 17 ชั่วโมงขึ้นไป 🧑‍⚕️-ควร manage โปรตีนให้เหมาะสมกับอายุ -No blue light ก่อนนอนพักสายตาจากแสงฟ้า ส่วนตัวทำได้เกือบครบแล้ว เย้ เชื่อว่าชาว bitcoiner ก็มีกิจวัตรประมาณนี้กันใช่ไหมครับ #siamstr #healthy image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 6 months ago
Quote of Sunday image #siamstr #bitcoin #fixthemoneyfixtheworld #youhavelesstime #wealth
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 6 months ago
ความเชือมโยงของบทพิจารณาอาหาร กับ trend-ชีวจิตของสุขภาพ 🔖เราสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมเหล่านี้กับแนวคิด UPF Food และ NCDs ได้ในหลายมิติ:🔖 🤷มิติแห่ง "อนิจจัง" และ "ทุกขัง" (บทพิจารณาสังขาร) กับผลกระทบของ UPF Food ต่อร่างกาย:🤷 🔖สังขารไม่เที่ยง (อนิจจา): ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา การบริโภค UPF Food ในปริมาณมากและต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเร่งให้กระบวนการเสื่อมโทรมของร่างกายเกิดขึ้นเร็วขึ้น หรือเกิดความผิดปกติได้ง่ายขึ้น เช่น การสะสมไขมัน การเกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักอนิจจังว่าร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงปรารถนาหากไม่ดูแล สังขารเป็นทุกข์ (ทุกขา): การเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภค UPF Food มากเกินไป เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ล้วนนำมาซึ่ง "ทุกข์" ทางกาย ทั้งความเจ็บปวด การต้องพึ่งยา การมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต การที่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ก็คือลักษณะของ "ทุกข์" ที่เกิดขึ้นกับสังขารนั่นเอง มิติแห่ง "ปะฏิสังขาโย โยนิโส" (พิจารณาโดยแยบคาย) กับการบริโภค UPF Food: 🔖การขาด "โยนิโสมนสิการ" ในการเลือกอาหาร: บทพิจารณาอาหารสอนให้ "พิจารณาโดยแยบคาย" ก่อนบริโภค คือการใช้ปัญญาไตร่ตรองถึงวัตถุประสงค์ของการกิน ไม่ใช่กินตามใจปาก หรือตามความเพลิดเพลิน UPF Food มักถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยาก ความเพลิน และความสะดวกสบาย ทำให้ผู้บริโภคขาดการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อสุขภาพ คนส่วนใหญ่อาจกินเพราะอร่อย สะดวก ราคาถูก โดยไม่ได้ตระหนักถึงส่วนประกอบทางเคมี สารปรุงแต่ง หรือผลกระทบระยะยาว ผลลัพธ์คือ NCDs: การบริโภค UPF Food โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างแยบคายนำไปสู่การสะสมพฤติกรรมเสี่ยง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด NCDs บริโภคเพื่อ "ยาปะนายะ" (เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ): จุดประสงค์หลักของการกินอาหารตามหลักพุทธศาสนาคือเพื่อดำรงชีวิต เพื่อให้ร่างกายมีกำลังในการประพฤติธรรมหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอ UPF Food หลายชนิดไม่ได้ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างแท้จริง หรือมีสารอาหารที่สมดุล แต่เน้นพลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) และการกระตุ้นความอยาก ซึ่งขัดแย้งกับหลัก "ยาปะนายะ" เพราะแทนที่จะช่วยให้ร่างกายดำรงอยู่และแข็งแรง กลับบั่นทอนสุขภาพในระยะยาว "นะ มะทายะ, นะ มัณฑะนายะ" (ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ): หลักธรรมนี้เตือนไม่ให้กินอาหารด้วยความหลงระเริงในรสชาติ หรือเพื่อโอ้อวด UPF Food หลายชนิดเน้นความอร่อยจัดจ้าน (ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง) และการตลาดที่กระตุ้นให้บริโภคด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดรสชาติ (Food Addiction) และการบริโภคเกินความจำเป็น ทำให้เกิดโรค NCDs จากพฤติกรรมดังกล่าว การศึกษาเปรียบเทียบในเชิงพุทธปรัชญาและสาธารณสุข: 🔖การแพทย์แผนปัจจุบัน (ผ่านแนวคิด UPF Food และ NCDs) เน้นการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพและเคมีของอาหารที่ส่งผลต่อร่างกาย และการป้องกัน/รักษาโรคด้วยวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา (ผ่านบทพิจารณาสังขารและปัจจัย 4) เน้นการศึกษาจิตใจและการรับรู้ของมนุษย์ต่อปัจจัยสี่ (รวมถึงอาหาร) โดยมองว่าการบริโภคอย่างมีสติและปัญญาเป็นหนทางหนึ่งในการลดทุกข์และพัฒนาจิตใจ บทสรุป: 🔖การศึกษาเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะต่างยุคสมัยและต่างสาขาความรู้ แต่หลักการพื้นฐานของการดูแลสุขภาพกายและใจนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง 🔖บทพิจารณาสังขาร เป็นการเตือนสติให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์ของร่างกาย ซึ่งการเจ็บป่วยด้วย NCDs จาก UPF Food ก็เป็นประจักษ์พยานของความเสื่อมและความทุกข์ที่เกิดกับสังขาร บทพิจารณาอาหาร (ปะฏิสังขาโยฯ) เป็นหลักปฏิบัติที่สอนให้เรา "พิจารณาโดยแยบคาย" ในการบริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค NCDs และการเลือกหลีกเลี่ยง UPF Food การกินอย่างมีสติ ไม่ใช่ตามใจกิเลส จะช่วยให้เราเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้น การนำหลักธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UPF Food และตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ย่อมเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพกายให้ห่างไกลจาก NCDs และนำมาซึ่งความผาสุกในชีวิตครับ #siamstr #healthy #dhamma
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 6 months ago
🕮ความเชือมโยงของบทพิจารณาอาหาร กับ trend-ชีวจิตของสุขภาพ 🕮 🔖เราสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมเหล่านี้กับแนวคิด UPF Food และ NCDs ได้ในหลายมิติ:🔖 🤷มิติแห่ง "อนิจจัง" และ "ทุกขัง" (บทพิจารณาสังขาร) กับผลกระทบของ UPF Food ต่อร่างกาย:🤷 🔖สังขารไม่เที่ยง (อนิจจา): ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลง เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา การบริโภค UPF Food ในปริมาณมากและต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเร่งให้กระบวนการเสื่อมโทรมของร่างกายเกิดขึ้นเร็วขึ้น หรือเกิดความผิดปกติได้ง่ายขึ้น เช่น การสะสมไขมัน การเกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักอนิจจังว่าร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่พึงปรารถนาหากไม่ดูแล สังขารเป็นทุกข์ (ทุกขา): การเจ็บป่วยด้วยโรค NCDs ที่เกิดจากการบริโภค UPF Food มากเกินไป เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ล้วนนำมาซึ่ง "ทุกข์" ทางกาย ทั้งความเจ็บปวด การต้องพึ่งยา การมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต การที่ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ก็คือลักษณะของ "ทุกข์" ที่เกิดขึ้นกับสังขารนั่นเอง มิติแห่ง "ปะฏิสังขาโย โยนิโส" (พิจารณาโดยแยบคาย) กับการบริโภค UPF Food: 🔖การขาด "โยนิโสมนสิการ" ในการเลือกอาหาร: บทพิจารณาอาหารสอนให้ "พิจารณาโดยแยบคาย" ก่อนบริโภค คือการใช้ปัญญาไตร่ตรองถึงวัตถุประสงค์ของการกิน ไม่ใช่กินตามใจปาก หรือตามความเพลิดเพลิน UPF Food มักถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยาก ความเพลิน และความสะดวกสบาย ทำให้ผู้บริโภคขาดการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงผลกระทบที่แท้จริงต่อสุขภาพ คนส่วนใหญ่อาจกินเพราะอร่อย สะดวก ราคาถูก โดยไม่ได้ตระหนักถึงส่วนประกอบทางเคมี สารปรุงแต่ง หรือผลกระทบระยะยาว ผลลัพธ์คือ NCDs: การบริโภค UPF Food โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองอย่างแยบคายนำไปสู่การสะสมพฤติกรรมเสี่ยง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด NCDs บริโภคเพื่อ "ยาปะนายะ" (เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ): จุดประสงค์หลักของการกินอาหารตามหลักพุทธศาสนาคือเพื่อดำรงชีวิต เพื่อให้ร่างกายมีกำลังในการประพฤติธรรมหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อบำรุงบำเรอ UPF Food หลายชนิดไม่ได้ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพอย่างแท้จริง หรือมีสารอาหารที่สมดุล แต่เน้นพลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) และการกระตุ้นความอยาก ซึ่งขัดแย้งกับหลัก "ยาปะนายะ" เพราะแทนที่จะช่วยให้ร่างกายดำรงอยู่และแข็งแรง กลับบั่นทอนสุขภาพในระยะยาว "นะ มะทายะ, นะ มัณฑะนายะ" (ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน, ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ): หลักธรรมนี้เตือนไม่ให้กินอาหารด้วยความหลงระเริงในรสชาติ หรือเพื่อโอ้อวด UPF Food หลายชนิดเน้นความอร่อยจัดจ้าน (ซึ่งมาจากการปรุงแต่ง) และการตลาดที่กระตุ้นให้บริโภคด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดรสชาติ (Food Addiction) และการบริโภคเกินความจำเป็น ทำให้เกิดโรค NCDs จากพฤติกรรมดังกล่าว การศึกษาเปรียบเทียบในเชิงพุทธปรัชญาและสาธารณสุข: 🔖การแพทย์แผนปัจจุบัน (ผ่านแนวคิด UPF Food และ NCDs) เน้นการศึกษาถึงกลไกทางกายภาพและเคมีของอาหารที่ส่งผลต่อร่างกาย และการป้องกัน/รักษาโรคด้วยวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา (ผ่านบทพิจารณาสังขารและปัจจัย 4) เน้นการศึกษาจิตใจและการรับรู้ของมนุษย์ต่อปัจจัยสี่ (รวมถึงอาหาร) โดยมองว่าการบริโภคอย่างมีสติและปัญญาเป็นหนทางหนึ่งในการลดทุกข์และพัฒนาจิตใจ บทสรุป: 🔖การศึกษาเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะต่างยุคสมัยและต่างสาขาความรู้ แต่หลักการพื้นฐานของการดูแลสุขภาพกายและใจนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง 🔖บทพิจารณาสังขาร เป็นการเตือนสติให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงและความเป็นทุกข์ของร่างกาย ซึ่งการเจ็บป่วยด้วย NCDs จาก UPF Food ก็เป็นประจักษ์พยานของความเสื่อมและความทุกข์ที่เกิดกับสังขาร บทพิจารณาอาหาร (ปะฏิสังขาโยฯ) เป็นหลักปฏิบัติที่สอนให้เรา "พิจารณาโดยแยบคาย" ในการบริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค NCDs และการเลือกหลีกเลี่ยง UPF Food การกินอย่างมีสติ ไม่ใช่ตามใจกิเลส จะช่วยให้เราเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้น การนำหลักธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการ "พิจารณาโดยแยบคาย" ถึงอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UPF Food และตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ย่อมเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพกายให้ห่างไกลจาก NCDs และนำมาซึ่งความผาสุกในชีวิตครับ #dhamma #siamstr #upffood #fiatfood
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 6 months ago
🥦ความเชื่อมโยงระหว่าง Bitcoiner กับสุขภาพแบบ "Anti-Fiat"🥦 🌿Bitcoiner มักจะมีความเชื่อพื้นฐานว่าระบบรวมศูนย์ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การเมือง หรือแม้กระทั่งสาธารณสุข ล้วนมีข้อบกพร่องและอาจถูกบิดเบือนได้ สำหรับเรื่องสุขภาพ พวกเขามองว่า: 🌿ความรู้ทางวิชาการสุขภาพแบบ Fiat: Bitcoiner บางส่วนอาจมองว่าความรู้ทางการแพทย์และคำแนะนำด้านสุขภาพจากหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรใหญ่ๆ เป็นเหมือน "ความรู้แบบ Fiat" นั่นคือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยศูนย์กลาง ซึ่งอาจมีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อน แทนที่จะเป็นความจริงที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" พวกเขาอาจตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่มาจากอุตสาหกรรมยา หรืออุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ 🥩เทรนด์การต่อต้าน UPF (Ultra-Processed Foods) และ No Sugar: เทรนด์สุขภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Bitcoiner เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดการ "ไม่พึ่งพาระบบ" และ "กลับคืนสู่ธรรมชาติ" พวกเขามองว่าอาหารแปรรูปสูงและน้ำตาลเป็นผลผลิตของอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ที่เน้นผลกำไรมากกว่าสุขภาพ ซึ่งคล้ายกับการที่รัฐบาลพิมพ์เงิน Fiat ออกมาโดยไม่มีขีดจำกัด การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จึงเป็นการประกาศอิสรภาพจากระบบที่มองว่า "ไร้ค่า" และ "เป็นอันตราย" พวกเขามักจะเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูปมากนัก (whole foods) เทรนด์สุขภาพแบบชาว Bitcoiner (Ancestral Health / Biohacking): แนวคิดสุขภาพในกลุ่ม Bitcoiner มักจะเอนเอียงไปทาง Ancestral Health (สุขภาพแบบบรรพบุรุษ) หรือ Biohacking (การปรับปรุงชีวภาพ) ซึ่งเน้นการกินอาหารที่ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยกิน เช่น อาหารไขมันสูง โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Carnivore Diet, Keto Diet) การอดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting) การออกกำลังกายที่เน้นความแข็งแรง และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเขาเชื่อว่าร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ และระบบสมัยใหม่ได้เบี่ยงเบนเราไปจากวิถีทางธรรมชาติ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ 🥩ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ความเชื่อใน Self-Sovereignty: Bitcoiner ให้ความสำคัญกับแนวคิด Self-Sovereignty หรือการเป็นเจ้าของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินหรือร่างกาย พวกเขาเชื่อว่าแต่ละคนควรมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเกี่ยวกับทรัพย์สินและสุขภาพของตนเอง โดยไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงานภายนอก 🥩การตั้งคำถามกับ Authority: 🥩 เนื่องจาก Bitcoiner มักจะตั้งคำถามกับอำนาจรวมศูนย์ของรัฐบาลและสถาบันการเงิน พวกเขาจึงขยายแนวคิดนี้ไปยังวงการแพทย์และสาธารณสุขด้วย พวกเขาอาจมองว่าองค์ความรู้และคำแนะนำบางอย่างเป็น "Narrative" (เรื่องเล่า) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างมากกว่าการเป็นความจริงที่บริสุทธิ์ การแสวงหาความจริงที่ "Hard" และ "Uncorruptable": เช่นเดียวกับที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็น "Hard Money" (เงินที่หายากและไม่สามารถบิดเบือนได้) Bitcoiner มักจะแสวงหาความรู้และแนวปฏิบัติที่พวกเขามองว่า "Hard" หรือเป็นความจริงที่ไม่สามารถถูกบิดเบือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาพที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง โดยสรุปแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม Bitcoiner กับมายาคติสุขภาพแบบ Fiat ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากชุดความคิดพื้นฐานที่พวกเขามีต่อระบบรวมศูนย์และอำนาจ พวกเขามองว่าการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยแนวทางที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" เป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยตนเองจากระบบที่พวกเขาไม่ไว้วางใจ และเป็นการกลับคืนสู่การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างแท้จริง #siamstr #fiatfood image
Jeerasitios's avatar
jeerasitios 6 months ago
ลองถาม Gemini ดู 🥦ความเชื่อมโยงระหว่าง Bitcoiner กับสุขภาพแบบ "Anti-Fiat"🥦 🌿Bitcoiner มักจะมีความเชื่อพื้นฐานว่าระบบรวมศูนย์ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การเมือง หรือแม้กระทั่งสาธารณสุข ล้วนมีข้อบกพร่องและอาจถูกบิดเบือนได้ สำหรับเรื่องสุขภาพ พวกเขามองว่า: 🌿ความรู้ทางวิชาการสุขภาพแบบ Fiat: Bitcoiner บางส่วนอาจมองว่าความรู้ทางการแพทย์และคำแนะนำด้านสุขภาพจากหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรใหญ่ๆ เป็นเหมือน "ความรู้แบบ Fiat" นั่นคือเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและควบคุมโดยศูนย์กลาง ซึ่งอาจมีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อน แทนที่จะเป็นความจริงที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" พวกเขาอาจตั้งคำถามถึงคำแนะนำที่มาจากอุตสาหกรรมยา หรืออุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ 🥩เทรนด์การต่อต้าน UPF (Ultra-Processed Foods) และ No Sugar: เทรนด์สุขภาพเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม Bitcoiner เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดการ "ไม่พึ่งพาระบบ" และ "กลับคืนสู่ธรรมชาติ" พวกเขามองว่าอาหารแปรรูปสูงและน้ำตาลเป็นผลผลิตของอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่ที่เน้นผลกำไรมากกว่าสุขภาพ ซึ่งคล้ายกับการที่รัฐบาลพิมพ์เงิน Fiat ออกมาโดยไม่มีขีดจำกัด การหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จึงเป็นการประกาศอิสรภาพจากระบบที่มองว่า "ไร้ค่า" และ "เป็นอันตราย" พวกเขามักจะเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูปมากนัก (whole foods) เทรนด์สุขภาพแบบชาว Bitcoiner (Ancestral Health / Biohacking): แนวคิดสุขภาพในกลุ่ม Bitcoiner มักจะเอนเอียงไปทาง Ancestral Health (สุขภาพแบบบรรพบุรุษ) หรือ Biohacking (การปรับปรุงชีวภาพ) ซึ่งเน้นการกินอาหารที่ใกล้เคียงกับที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เคยกิน เช่น อาหารไขมันสูง โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ (Carnivore Diet, Keto Diet) การอดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting) การออกกำลังกายที่เน้นความแข็งแรง และการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเขาเชื่อว่าร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ และระบบสมัยใหม่ได้เบี่ยงเบนเราไปจากวิถีทางธรรมชาติ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ 🥩ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ความเชื่อใน Self-Sovereignty: Bitcoiner ให้ความสำคัญกับแนวคิด Self-Sovereignty หรือการเป็นเจ้าของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินหรือร่างกาย พวกเขาเชื่อว่าแต่ละคนควรมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดเกี่ยวกับทรัพย์สินและสุขภาพของตนเอง โดยไม่ถูกแทรกแซงจากหน่วยงานภายนอก 🥩การตั้งคำถามกับ Authority: 🥩 เนื่องจาก Bitcoiner มักจะตั้งคำถามกับอำนาจรวมศูนย์ของรัฐบาลและสถาบันการเงิน พวกเขาจึงขยายแนวคิดนี้ไปยังวงการแพทย์และสาธารณสุขด้วย พวกเขาอาจมองว่าองค์ความรู้และคำแนะนำบางอย่างเป็น "Narrative" (เรื่องเล่า) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างมากกว่าการเป็นความจริงที่บริสุทธิ์ การแสวงหาความจริงที่ "Hard" และ "Uncorruptable": เช่นเดียวกับที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็น "Hard Money" (เงินที่หายากและไม่สามารถบิดเบือนได้) Bitcoiner มักจะแสวงหาความรู้และแนวปฏิบัติที่พวกเขามองว่า "Hard" หรือเป็นความจริงที่ไม่สามารถถูกบิดเบือนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสุขภาพที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง โดยสรุปแล้ว ความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม Bitcoiner กับมายาคติสุขภาพแบบ Fiat ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากชุดความคิดพื้นฐานที่พวกเขามีต่อระบบรวมศูนย์และอำนาจ พวกเขามองว่าการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยแนวทางที่ "กระจายอำนาจ" และ "ตรวจสอบได้" เป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยตนเองจากระบบที่พวกเขาไม่ไว้วางใจ และเป็นการกลับคืนสู่การเป็นเจ้าของชีวิตตนเองอย่างแท้จริง