Pruk S.'s avatar
Pruk S.
pruks@siamstr.com
npub1pruk...nj2f
Bitcoiner, Researcher, Beer lover and Coffee addict
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
คนแบบไหนป้ายยาส้มยากสุด? จากประสบการณ์ของผม คือคนที่มี PoW ในโลกเฟียตมาก ๆ — ยิ่งมี PoW เฟียต เยอะ ยิ่งป้ายยายาก เราจะพบคนเหล่านี้ได้มากในกลุ่ม Gen X ขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงของระบบราชการ หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรที่ยึดโยงกับโครงสร้างเดิม และอยู่ในระบบนี้มานานหลายสิบปี ระบบเฟียตให้รางวัลกับการทุ่มเทของพวกเขา มันทำหน้าที่เหมือนหลุมหลบภัย ที่ช่วยให้รอดพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ มาได้เสมอ พวกเขาอยู่รอดภายในระบบนี้จนเกือบทั้งชีวิต จึงเชื่อมั่นว่านี่แหละคือความมั่นคง ปลอดภัย และนอกเหนือจากนี้ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ การมีอยู่ของบิตคอยน์จึงกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงนั้น พวกเขากลัวว่าการมาของมันจะทำให้ PoW ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตสูญสลาย พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจระบบที่ตัวเองอาศัยอยู่อย่างแท้จริง รู้เพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน ระบบเฟียตทำให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับงานในระบบ จนไม่เคยมองเห็นภาพรวม เบื้องหลังการทำงานของระบบทั้งหมดจึงเป็นเพียงภาพเบลอ ๆ สำหรับพวกเขา สิ่งที่พวกเขาไม่รู้เลยคือ ทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงระบบนั้น มาจากการดึงอนาคตมาใช้ ฉกฉวยจากคนรุ่นถัดไป ไม่ว่าจะเป็นรุ่นน้อง รุ่นลูก หรือรุ่นหลานของพวกเขาเอง เมื่อเห็นคนรุ่นใหม่ล้มเหลว ก็กลับโทษว่าคนรุ่นใหม่ไม่พยายามมากพอ มันอาจมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เห็นคือ จุดเริ่มต้นที่ไม่เท่ากัน คนรุ่นใหม่เริ่มต้นด้วยทรัพยากรที่ลดลง ถูกภาพลวงตาของเงินเฟ้อทำให้เข้าใจผิดว่าตัวเลขในบัญชีเท่ากันหรือมากกว่า แต่แท้จริงแล้วนั่นคือตัวเลขปลอม ที่ถูกเจือจางจากการพิมพ์เพิ่มของระบบเบื้องบน มันคือการขโมยในรูปแบบหนึ่ง การขโมยที่คนถูกขโมยไม่รู้ตัว คนที่ช่วยคนขโมยก็ไม่รู้ตัว ท้ายที่สุด หากพวกเขายังไม่ตระหนักว่าระบบที่อยู่กำลังล่มสลาย และยังไม่เริ่มโยกย้าย PoW ของตนเข้าสู่ระบบใหม่ที่ดีกว่า พวกเขาก็จะค่อย ๆ เหือดแห้ง ล้มหายตายจากไปพร้อมกับระบบเดิม ในขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ระบบเก่าไม่มีอะไรจะมอบให้ พวกเขาไม่มีอะไรต้องเสีย และพร้อมจะสร้าง PoW ของตนในระบบใหม่แทน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากวันที่คนรุ่นเก่าหันมาปรับตัว แต่เกิดจากวันที่คนรุ่นใหม่กลายเป็นระบบใหม่เอง ส่วนคนเก่าที่ไม่ยอมขยับ ก็เพียงค่อย ๆ ลับหายไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง #siamstr
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
ช่วงหลังมานี้ เริ่มมีคนรู้จักเข้ามาถามถึงเรื่องบิตคอยน์มากขึ้น หลายคนอยากให้ช่วยแนะนำแหล่งความรู้ หลายคนอยากให้ช่วยสอน... คนเหล่านี้เลือกก้าวเข้ามาด้วยตัวเองนับว่ามีบุญจริง ๆ . แต่คนอีกกลุ่มไม่ว่าผมจะพยายามแนะนำ อธิบาย หรือสอน โดยที่เรามีเมตตา กรุณา มุทิตา ให้เต็มที่ เค้าก็ไม่สนใจอยากรับไว้ มันเสียเวลาเค้าที่จะศึกษา แล้วก็มาบ่นว่าตัวเองทำงานเยอะแต่ไม่รวยซักที สุดท้ายแล้วผมก็เข้าใจว่าทำไมเราต้องมีอุเบกขา ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม . คนเรานี่ถ้าไม่มีบุญมันก็ไม่มีจริง ๆ #siamstr
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
ผมไม่ได้ซื้อบิตคอยน์เพียงเพราแค่ะจะขายในอนาคตข้างหน้าในราคาที่สูงกว่า... . คุณค่าของบิตคอยน์นั้นเกินกว่าจะมาใช้แค่เก็งกำไร ซื้อต่ำขายสูง . ดังนั้น.. ผมไม่สนใจราคา.. ราคาเท่าไหร่ก็ซื้อ!!! เหยียบทุกดอยลอยเหนือเมฆ!!! #siamstr image
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
GM #siamstr เช้าวันนี้... ขณะกำลังจิบกาแฟยามเช้า พ่อผมมานั่งคุยด้วยพร้อมโชวติ๊กตอกให้ดู image หืมม!! คลิปพี่แอร์ คำถามแรกที่พ่อถาม "เรามาทำตู้แบบนี้กันมั้ย?" . . . Something's gonna happen bro!! @DJ Tar . ปล. พ่อผมทำตู้เติมเงินมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะสนใจบิตคอยน์!!
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
แวะจิบน้ำเย็น ๆ @Narita Izakaya #siamstr
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
prost #siamstr วันนี้อยู่ที่นี่ @CHITHOLE image
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 4 months ago
GM ยามสาย ๆ #siamstr วันนี้เรามาเปลี่ยนห้อง image ทดลองเป็นร้านกาแฟกันดีกว่า
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 5 months ago
It's not this time... I have to wait a bit.. #siamstr
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 5 months ago
เคยสังเกตไหมครับว่า “เงิน” ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มันค่อย ๆ ซ้อนชั้นขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์ image . ลองมองจาก มาตรฐานทองคำ . เริ่มจาก ทองคำดิบ . หลอมเป็น เหรียญทอง / ทองคำแท่ง ที่มีการตีตรารับรอง . ต่อมาเป็น ใบรับรองทองคำ ที่ใช้แทนทองจริง . จนกลายเป็น ธนบัตรและเครดิต ที่ในอดีตเคยหนุนหลังด้วยใบรับรองทองคำ แต่ในเวลาต่อมาก็ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป และกลายเป็น เงินเฟียต แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้ . . ทุกชั้นเกิดขึ้นเพราะเราต้องการ “ความสะดวก” มากขึ้น แต่ก็ตามมาด้วย “ความต้องเชื่อใจ” ที่มากขึ้นเช่นกัน . บิตคอยน์ก็เดินเส้นทางเดียวกันครับ . มันเริ่มจาก บิตคอยน์ ที่ใช้พลังงานในการขุดปกป้องธุรกรรมที่บันทึกบนบล็อกเชน (On-chain) ทุกคนตรวจสอบเองได้ (เหมือนทองคำดิบ) แต่เมื่อใช้งานจริง ก็มีการสร้างชั้นอื่นตามมา — . Lightning Network เครือข่ายของ payment channel บนบิตคอยน์ ทำให้การโอนเงินเร็วขึ้น ค่าธรรมเนียมต่ำลง โดยไม่ต้องบันทึกทุกธุรกรรมบนบล็อกเชนหลัก . Taproot Assets เปิดทางให้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ บนบิตคอยน์ เช่น stablecoin . Cashu / Fedimint ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (eCash) ที่ใช้งานง่ายขึ้น และยังรักษาความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้งาน . และในอนาคตก็จะมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับชั้นถัดไป . แม้ว่าตอนนี้ลำดับชั้นของบิตคอยน์ยัง “ไม่ชัดเจน” เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดลองจริงอย่างต่อเนื่อง . และนี่แหละครับคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น… . เราอาจกำลังอยู่ในยุคที่ได้เห็น “การสร้างพีระมิดเงินแบบใหม่” ที่ไม่ผูกขาดโดยธนาคารหรือรัฐบาล แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกเองได้ว่าจะอยู่บนชั้นไหน — และที่สำคัญ มันคือ ระบบการเงินดิจิทัลที่ไร้ข้อจำกัดทางกายภาพ เข้าถึงได้จากทุกที่บนโลก . บทความนี้ผมได้แรงบันดาลใจจาก The Bitcoin Second Layer และหนังสือ Layerd Money โดย Nik Bhatia ใครสนใจแนวคิดนี้ ลองติดตามอ่านกัน แล้วมาพูดคุยถามกันได้ครับ #siamstr
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 5 months ago
ในโลกที่ควรมี ต้นน้ำ (Researcher) ผลิตความรู้ใหม่ มี กลางน้ำ (Innovator) ปั้นมันเป็นนวัตกรรม และ ปลายน้ำ (Developer) ส่งต่อเป็นสินค้าหรือบริการถึงมือคนใช้ แล้วนำรายได้ส่วนนั้นย้อนกลับไปเลี้ยง กลางน้ำ ให้มีทุนพัฒนาต่อ ก่อนที่นวัตกรรมเหล่านั้นจะย้อนขึ้นไปหล่อเลี้ยง ต้นน้ำ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ วงจรนี้ถ้าหมุนได้ดี ความเจริญก็จะไหลวนจากต้นสาย กลางลำ จนถึงปากน้ำอย่างไม่มีวันหมด image แต่ในยุคที่ค่าเงินเสื่อมลงทุกลมหายใจ วงจรนี้กำลังถูกฆ่าตายทั้งระบบ ปลายน้ำต้องดิ้นรนหาเงินแทบไม่พอประทังชีวิต จะให้เหลือมาสนับสนุนกลางน้ำหรือต้นน้ำ? ฝันไปเถอะ ทุกคนถูกบังคับให้อยู่ในโหมด High Time ใช้เวลาหาเงินมากกว่าหาอนาคต งานวิจัยต้องใช้เป็นหลายปีถึงสิบปี แต่ไม่มีใครให้เวลา บริษัทเอกชนไม่อยากเสี่ยงลงทุนระยะยาว นักวิจัยเองก็ไม่มีเงินเก็บพอจะสร้างงานของตัวเอง จึงต้องวิ่งขอทุนจากรัฐ และนั่นก็หมายความว่างานวิจัยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจรัฐ ไม่ใช่ตอบโจทย์ตลาดที่เป็นผู้ใช้จริงอย่างประชาชน ไหนจะต้องทำเอกสารยื่นเสนอโครงการ เขียนรายงานความก้าวหน้าแบบถี่ ๆ จนเวลาที่เหลือสำหรับการลงมือทำงานจริงแทบไม่พอ ผลลัพธ์คืองานขึ้นหิ้ง ไร้ประโยชน์ในโลกจริง และแทบไม่มีใครสนใจ พอรัฐเห็นงานขึ้นหิ้ง ก็ไม่เคยถามว่าระบบมันป่วยตรงไหน แต่กลับเลือกบีบคอเพิ่ม ออกนโยบายเร่งวิจัยให้เสร็จไว จาก 5–10 ปี เหลือ 3–5 ปี และสุดท้ายเหลือเพียง 1 ปี แถมต้องขายได้ทันที ยุบรวมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำไปเลยละกัน ผลที่เหลือก็แค่ ซื้อมาของเดิมมาปรับนิดหน่อย เพื่อเอาใจนักการเมืองให้ผ่าน KPI ไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ได้สร้างอนาคต แค่สร้างผลงานปลอมให้โชว์ในสไลด์วันแถลงข่าว แถม นโยบายก็เปลี่ยนไปตามกระแสลม ปีที่แล้วก็ทุ่มงบ Soft Power ปีนี้ก็เห่อ AI ปีหน้าคนเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนอีก ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำที่วางแผนกันไว้ก็ต้องรื้อทำใหม่ วงจรที่ควรจะไหลต่อเนื่อง กลายเป็นต้อง รีสตาร์ท ทุกครั้งที่เก้าอี้เปลี่ยนมือ และทุกครั้งที่รีสตาร์ท เวลากับทรัพยากรก็สูญหายไปแบบไม่มีวันได้คืน วันนี้วงการนี้ ต้นน้ำเหือดแห้ง กลางน้ำแล้ง ปลายน้ำเน่า ประเทศนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคลองที่เหลือแต่น้ำขังส่งกลิ่น และเราก็กำลังยืนดมมันทุกวันอย่างชินชา #siamstr
Pruk S.'s avatar
Pruk S. 6 months ago
เมื่อวานไป BoB space มา บันทึกไว้ว่าเคยซื้อหมวกใบนี้ในราคา 6100 sat อนาคตมาดูกันว่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่ #siamstr