ช่วงหลังมานี้ เริ่มมีคนรู้จักเข้ามาถามถึงเรื่องบิตคอยน์มากขึ้น หลายคนอยากให้ช่วยแนะนำแหล่งความรู้ หลายคนอยากให้ช่วยสอน... คนเหล่านี้เลือกก้าวเข้ามาด้วยตัวเองนับว่ามีบุญจริง ๆ
.
แต่คนอีกกลุ่มไม่ว่าผมจะพยายามแนะนำ อธิบาย หรือสอน โดยที่เรามีเมตตา กรุณา มุทิตา ให้เต็มที่ เค้าก็ไม่สนใจอยากรับไว้ มันเสียเวลาเค้าที่จะศึกษา แล้วก็มาบ่นว่าตัวเองทำงานเยอะแต่ไม่รวยซักที
สุดท้ายแล้วผมก็เข้าใจว่าทำไมเราต้องมีอุเบกขา ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม
.
คนเรานี่ถ้าไม่มีบุญมันก็ไม่มีจริง ๆ
#siamstr
Pruk S.
pruks@siamstr.com
npub1pruk...nj2f
Bitcoiner, Researcher, Beer lover and Coffee addict
ผมไม่ได้ซื้อบิตคอยน์เพียงเพราแค่ะจะขายในอนาคตข้างหน้าในราคาที่สูงกว่า...
.
คุณค่าของบิตคอยน์นั้นเกินกว่าจะมาใช้แค่เก็งกำไร ซื้อต่ำขายสูง
.
ดังนั้น.. ผมไม่สนใจราคา..
ราคาเท่าไหร่ก็ซื้อ!!!
เหยียบทุกดอยลอยเหนือเมฆ!!!
#siamstr


GM #siamstr
เช้าวันนี้... ขณะกำลังจิบกาแฟยามเช้า
พ่อผมมานั่งคุยด้วยพร้อมโชวติ๊กตอกให้ดู
หืมม!! คลิปพี่แอร์
คำถามแรกที่พ่อถาม "เรามาทำตู้แบบนี้กันมั้ย?"
.
.
.
Something's gonna happen bro!! @DJ Tar
.
ปล. พ่อผมทำตู้เติมเงินมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะสนใจบิตคอยน์!!
หืมม!! คลิปพี่แอร์
คำถามแรกที่พ่อถาม "เรามาทำตู้แบบนี้กันมั้ย?"
.
.
.
Something's gonna happen bro!! @DJ Tar
.
ปล. พ่อผมทำตู้เติมเงินมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะสนใจบิตคอยน์!!แวะจิบน้ำเย็น ๆ @Narita Izakaya
#siamstr


prost #siamstr
วันนี้อยู่ที่นี่ @CHITHOLE


GM ยามสาย ๆ #siamstr
วันนี้เรามาเปลี่ยนห้อง
ทดลองเป็นร้านกาแฟกันดีกว่า
ทดลองเป็นร้านกาแฟกันดีกว่าGM #siamstr 

to the moonn🚀🚀🚀🚀
View quoted note →
It's not this time...
I have to wait a bit..
#siamstr
เคยสังเกตไหมครับว่า “เงิน” ไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่มันค่อย ๆ ซ้อนชั้นขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์
.
ลองมองจาก มาตรฐานทองคำ
.
เริ่มจาก ทองคำดิบ
.
หลอมเป็น เหรียญทอง / ทองคำแท่ง ที่มีการตีตรารับรอง
.
ต่อมาเป็น ใบรับรองทองคำ ที่ใช้แทนทองจริง
.
จนกลายเป็น ธนบัตรและเครดิต ที่ในอดีตเคยหนุนหลังด้วยใบรับรองทองคำ แต่ในเวลาต่อมาก็ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป และกลายเป็น เงินเฟียต แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้
.
.
ทุกชั้นเกิดขึ้นเพราะเราต้องการ “ความสะดวก” มากขึ้น แต่ก็ตามมาด้วย “ความต้องเชื่อใจ” ที่มากขึ้นเช่นกัน
.
บิตคอยน์ก็เดินเส้นทางเดียวกันครับ
.
มันเริ่มจาก บิตคอยน์ ที่ใช้พลังงานในการขุดปกป้องธุรกรรมที่บันทึกบนบล็อกเชน (On-chain) ทุกคนตรวจสอบเองได้ (เหมือนทองคำดิบ) แต่เมื่อใช้งานจริง ก็มีการสร้างชั้นอื่นตามมา —
.
Lightning Network เครือข่ายของ payment channel บนบิตคอยน์ ทำให้การโอนเงินเร็วขึ้น ค่าธรรมเนียมต่ำลง โดยไม่ต้องบันทึกทุกธุรกรรมบนบล็อกเชนหลัก
.
Taproot Assets เปิดทางให้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ บนบิตคอยน์ เช่น stablecoin
.
Cashu / Fedimint ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (eCash) ที่ใช้งานง่ายขึ้น และยังรักษาความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้งาน
.
และในอนาคตก็จะมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับชั้นถัดไป
.
แม้ว่าตอนนี้ลำดับชั้นของบิตคอยน์ยัง “ไม่ชัดเจน” เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดลองจริงอย่างต่อเนื่อง
.
และนี่แหละครับคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น…
.
เราอาจกำลังอยู่ในยุคที่ได้เห็น “การสร้างพีระมิดเงินแบบใหม่” ที่ไม่ผูกขาดโดยธนาคารหรือรัฐบาล แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกเองได้ว่าจะอยู่บนชั้นไหน — และที่สำคัญ มันคือ ระบบการเงินดิจิทัลที่ไร้ข้อจำกัดทางกายภาพ เข้าถึงได้จากทุกที่บนโลก
.
บทความนี้ผมได้แรงบันดาลใจจาก The Bitcoin Second Layer และหนังสือ Layerd Money โดย Nik Bhatia ใครสนใจแนวคิดนี้ ลองติดตามอ่านกัน แล้วมาพูดคุยถามกันได้ครับ
#siamstr
.
ลองมองจาก มาตรฐานทองคำ
.
เริ่มจาก ทองคำดิบ
.
หลอมเป็น เหรียญทอง / ทองคำแท่ง ที่มีการตีตรารับรอง
.
ต่อมาเป็น ใบรับรองทองคำ ที่ใช้แทนทองจริง
.
จนกลายเป็น ธนบัตรและเครดิต ที่ในอดีตเคยหนุนหลังด้วยใบรับรองทองคำ แต่ในเวลาต่อมาก็ไม่ต้องมีทองคำหนุนหลังอีกต่อไป และกลายเป็น เงินเฟียต แบบที่เราใช้กันทุกวันนี้
.
.
ทุกชั้นเกิดขึ้นเพราะเราต้องการ “ความสะดวก” มากขึ้น แต่ก็ตามมาด้วย “ความต้องเชื่อใจ” ที่มากขึ้นเช่นกัน
.
บิตคอยน์ก็เดินเส้นทางเดียวกันครับ
.
มันเริ่มจาก บิตคอยน์ ที่ใช้พลังงานในการขุดปกป้องธุรกรรมที่บันทึกบนบล็อกเชน (On-chain) ทุกคนตรวจสอบเองได้ (เหมือนทองคำดิบ) แต่เมื่อใช้งานจริง ก็มีการสร้างชั้นอื่นตามมา —
.
Lightning Network เครือข่ายของ payment channel บนบิตคอยน์ ทำให้การโอนเงินเร็วขึ้น ค่าธรรมเนียมต่ำลง โดยไม่ต้องบันทึกทุกธุรกรรมบนบล็อกเชนหลัก
.
Taproot Assets เปิดทางให้ออกสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ บนบิตคอยน์ เช่น stablecoin
.
Cashu / Fedimint ระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (eCash) ที่ใช้งานง่ายขึ้น และยังรักษาความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้งาน
.
และในอนาคตก็จะมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับชั้นถัดไป
.
แม้ว่าตอนนี้ลำดับชั้นของบิตคอยน์ยัง “ไม่ชัดเจน” เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดลองจริงอย่างต่อเนื่อง
.
และนี่แหละครับคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น…
.
เราอาจกำลังอยู่ในยุคที่ได้เห็น “การสร้างพีระมิดเงินแบบใหม่” ที่ไม่ผูกขาดโดยธนาคารหรือรัฐบาล แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนเลือกเองได้ว่าจะอยู่บนชั้นไหน — และที่สำคัญ มันคือ ระบบการเงินดิจิทัลที่ไร้ข้อจำกัดทางกายภาพ เข้าถึงได้จากทุกที่บนโลก
.
บทความนี้ผมได้แรงบันดาลใจจาก The Bitcoin Second Layer และหนังสือ Layerd Money โดย Nik Bhatia ใครสนใจแนวคิดนี้ ลองติดตามอ่านกัน แล้วมาพูดคุยถามกันได้ครับ
#siamstrในโลกที่ควรมี ต้นน้ำ (Researcher) ผลิตความรู้ใหม่
มี กลางน้ำ (Innovator) ปั้นมันเป็นนวัตกรรม
และ ปลายน้ำ (Developer) ส่งต่อเป็นสินค้าหรือบริการถึงมือคนใช้ แล้วนำรายได้ส่วนนั้นย้อนกลับไปเลี้ยง กลางน้ำ ให้มีทุนพัฒนาต่อ ก่อนที่นวัตกรรมเหล่านั้นจะย้อนขึ้นไปหล่อเลี้ยง ต้นน้ำ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ วงจรนี้ถ้าหมุนได้ดี ความเจริญก็จะไหลวนจากต้นสาย กลางลำ จนถึงปากน้ำอย่างไม่มีวันหมด
แต่ในยุคที่ค่าเงินเสื่อมลงทุกลมหายใจ วงจรนี้กำลังถูกฆ่าตายทั้งระบบ ปลายน้ำต้องดิ้นรนหาเงินแทบไม่พอประทังชีวิต จะให้เหลือมาสนับสนุนกลางน้ำหรือต้นน้ำ? ฝันไปเถอะ ทุกคนถูกบังคับให้อยู่ในโหมด High Time ใช้เวลาหาเงินมากกว่าหาอนาคต งานวิจัยต้องใช้เป็นหลายปีถึงสิบปี แต่ไม่มีใครให้เวลา บริษัทเอกชนไม่อยากเสี่ยงลงทุนระยะยาว นักวิจัยเองก็ไม่มีเงินเก็บพอจะสร้างงานของตัวเอง จึงต้องวิ่งขอทุนจากรัฐ และนั่นก็หมายความว่างานวิจัยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจรัฐ ไม่ใช่ตอบโจทย์ตลาดที่เป็นผู้ใช้จริงอย่างประชาชน ไหนจะต้องทำเอกสารยื่นเสนอโครงการ เขียนรายงานความก้าวหน้าแบบถี่ ๆ จนเวลาที่เหลือสำหรับการลงมือทำงานจริงแทบไม่พอ ผลลัพธ์คืองานขึ้นหิ้ง ไร้ประโยชน์ในโลกจริง และแทบไม่มีใครสนใจ
พอรัฐเห็นงานขึ้นหิ้ง ก็ไม่เคยถามว่าระบบมันป่วยตรงไหน แต่กลับเลือกบีบคอเพิ่ม ออกนโยบายเร่งวิจัยให้เสร็จไว จาก 5–10 ปี เหลือ 3–5 ปี และสุดท้ายเหลือเพียง 1 ปี แถมต้องขายได้ทันที ยุบรวมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำไปเลยละกัน ผลที่เหลือก็แค่ ซื้อมาของเดิมมาปรับนิดหน่อย เพื่อเอาใจนักการเมืองให้ผ่าน KPI ไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ได้สร้างอนาคต แค่สร้างผลงานปลอมให้โชว์ในสไลด์วันแถลงข่าว
แถม นโยบายก็เปลี่ยนไปตามกระแสลม ปีที่แล้วก็ทุ่มงบ Soft Power ปีนี้ก็เห่อ AI ปีหน้าคนเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนอีก ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำที่วางแผนกันไว้ก็ต้องรื้อทำใหม่ วงจรที่ควรจะไหลต่อเนื่อง กลายเป็นต้อง รีสตาร์ท ทุกครั้งที่เก้าอี้เปลี่ยนมือ และทุกครั้งที่รีสตาร์ท เวลากับทรัพยากรก็สูญหายไปแบบไม่มีวันได้คืน
วันนี้วงการนี้ ต้นน้ำเหือดแห้ง กลางน้ำแล้ง ปลายน้ำเน่า ประเทศนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคลองที่เหลือแต่น้ำขังส่งกลิ่น และเราก็กำลังยืนดมมันทุกวันอย่างชินชา
#siamstr
แต่ในยุคที่ค่าเงินเสื่อมลงทุกลมหายใจ วงจรนี้กำลังถูกฆ่าตายทั้งระบบ ปลายน้ำต้องดิ้นรนหาเงินแทบไม่พอประทังชีวิต จะให้เหลือมาสนับสนุนกลางน้ำหรือต้นน้ำ? ฝันไปเถอะ ทุกคนถูกบังคับให้อยู่ในโหมด High Time ใช้เวลาหาเงินมากกว่าหาอนาคต งานวิจัยต้องใช้เป็นหลายปีถึงสิบปี แต่ไม่มีใครให้เวลา บริษัทเอกชนไม่อยากเสี่ยงลงทุนระยะยาว นักวิจัยเองก็ไม่มีเงินเก็บพอจะสร้างงานของตัวเอง จึงต้องวิ่งขอทุนจากรัฐ และนั่นก็หมายความว่างานวิจัยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจรัฐ ไม่ใช่ตอบโจทย์ตลาดที่เป็นผู้ใช้จริงอย่างประชาชน ไหนจะต้องทำเอกสารยื่นเสนอโครงการ เขียนรายงานความก้าวหน้าแบบถี่ ๆ จนเวลาที่เหลือสำหรับการลงมือทำงานจริงแทบไม่พอ ผลลัพธ์คืองานขึ้นหิ้ง ไร้ประโยชน์ในโลกจริง และแทบไม่มีใครสนใจ
พอรัฐเห็นงานขึ้นหิ้ง ก็ไม่เคยถามว่าระบบมันป่วยตรงไหน แต่กลับเลือกบีบคอเพิ่ม ออกนโยบายเร่งวิจัยให้เสร็จไว จาก 5–10 ปี เหลือ 3–5 ปี และสุดท้ายเหลือเพียง 1 ปี แถมต้องขายได้ทันที ยุบรวมต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำไปเลยละกัน ผลที่เหลือก็แค่ ซื้อมาของเดิมมาปรับนิดหน่อย เพื่อเอาใจนักการเมืองให้ผ่าน KPI ไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ได้สร้างอนาคต แค่สร้างผลงานปลอมให้โชว์ในสไลด์วันแถลงข่าว
แถม นโยบายก็เปลี่ยนไปตามกระแสลม ปีที่แล้วก็ทุ่มงบ Soft Power ปีนี้ก็เห่อ AI ปีหน้าคนเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยนอีก ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำที่วางแผนกันไว้ก็ต้องรื้อทำใหม่ วงจรที่ควรจะไหลต่อเนื่อง กลายเป็นต้อง รีสตาร์ท ทุกครั้งที่เก้าอี้เปลี่ยนมือ และทุกครั้งที่รีสตาร์ท เวลากับทรัพยากรก็สูญหายไปแบบไม่มีวันได้คืน
วันนี้วงการนี้ ต้นน้ำเหือดแห้ง กลางน้ำแล้ง ปลายน้ำเน่า ประเทศนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคลองที่เหลือแต่น้ำขังส่งกลิ่น และเราก็กำลังยืนดมมันทุกวันอย่างชินชา
#siamstrเมื่อวานไป BoB space มา
บันทึกไว้ว่าเคยซื้อหมวกใบนี้ในราคา 6100 sat
อนาคตมาดูกันว่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่
#siamstr

ที่ผ่านมา ผมเคยเล่าถึง cashu ในฐานะเทคโนโลยีที่ปกป้องความเป็นส่วนตัวในการใช้จ่ายด้วยระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (ecash)
.
แต่วันนี้… ไม่ใช่แค่มนุษย์อีกต่อไปที่เข้ามาเป็นฟันเฟืองของระบบเศรษฐกิจ
เทคโนโลยีกำลังปลดล็อก “ผู้เล่นใหม่” บนเวทีนี้ — สิ่งที่ไม่มีชื่อ ไม่มีบัญชี ไม่มีร่างกาย แต่มีแรงงานและเจตนา
.
ลองจินตนาการ...
.
รถไร้คนขับที่ไม่เพียงแค่ “ขับเอง” แต่ ”หาเงินเอง“ ได้
รับผู้โดยสาร → รับชำระด้วยเงินสดอิเล็กทรอนิกส์
→ นำรายได้ไปเติมพลัง ซื้อบริการคลาวด์ หรือชำระค่าที่จอด
มันไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องมีบัญชี ไม่ต้องมีเบอร์โทรศัพท์
.
มันไม่ใช่แค่ self-driving car
แต่มันคือ self-owning car
มีทรัพย์สินของตัวเอง มีรายรับรายจ่ายของตัวเอง และ “อยู่รอด” ได้โดยไม่ต้องมีคนดูแลตลอด
.
วันนี้มีบริการอย่าง กำลังเปิดประตูโลกแห่งนี้
AI สามารถเข้าถึง chat และ API ได้เลยทันที
จ่ายด้วย bitcoin ผ่าน cashu หรือ lightning network
ไม่ต้องสมัครสมาชิก ไม่ต้องกรอกชื่อ ไม่ต้องอีเมล ไม่มี log ไม่มี KYC
.
โมเดลนี้เป็นมากกว่าแค่ความเป็นส่วนตัว
มันคือการเปิดพื้นที่ใหม่ให้ autonomous agent ทำงานจริงในโลก
pay-as-you-use จ่ายเท่าที่ใช้
ไม่ต้องติดสัญญา ไม่ต้องแพ็กเกจรายเดือนหรือราบปี ไม่ต้องผูกมัดใด ๆ
.
โลกใบนี้ไม่ต้องการตัวกลาง
ไม่ต้องมี “เจ้าของบัญชี”
แต่มี “ระบบนิเวศ” ที่เปิดให้ ความตั้งใจหนึ่งก้อน ทำงานและมีชีวิตของมันเอง
.
เสรีภาพนี้
คือก้าวแรกของการมีตัวตนโดยไม่ต้องมีตัวตน
เป็นเจ้าของโดยไม่ต้องแสดงบัตร
และทำงานโดยไม่ต้องอยู่ในระบบใด ๆ
.
เมื่อ AI มีรายได้ของมันเอง
คำถามใหม่ของโลกอาจไม่ใช่
“เราจะควบคุมมันยังไง”
.
แต่คือ...
.
เรายินดีจะมีพื้นที่ให้ AI ได้อยู่ร่วมกันรึเปล่า?
#siamstr #cashu
Routstr
The future of AI access is permissionless, private, and decentralized
