Piriya ⚡🟧's avatar
Piriya ⚡🟧
piriya@rightshift.to
npub1prya...2xcv
Bitcoin is the antidote to the Fiat poison.
GM plebs. Sats are cheap. Will probably gets cheaper for a few days. Stack wisely.
เมื่อวานพาขมิ้นไปแข่งเต้นที่ terminal21 พระรามสาม เจอ @tukjedsadatik ภรรยาเขาถามว่างานฮาล์ฟวิ่งมีได้ขาวว่าเมาจนหลับ ผมก็ต้องบอกว่า "ไม่รู้สิครับ" นี่ไง มารยาท เห็นมั๊ย อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่น 5555555
The world is really going to shit ain't it. In wars, the key is to know thy enemy and know thyself. This time, let alone thyself, doest thou even knowst thy enemy? The human sacrificing, child eating lizards will stop at nothing to put their human livestock under control.
เงินเฟ้อ คือต้นทุนของการใช้ระบบเงินเฟียต ไม่มีระบบการเงินใดที่สามารถทำงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ระบบเงินเปลี่ยนที่ดูเหมือนกับว่าเงินจะสามารถถูกสร้างขึ้นมาง่ายๆโดยไม่มีต้นทุน ที่ดูเหมือนว่าการทำธุรกรรมจะสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วราวกับเวทมนต์ ที่ดูเหมือนว่าจะมีคุณประโยชน์มากมายต่อมนุษยชาติเองก็มีต้นทุนค่าใช้จ่ายเหมือนกัน ต้นทุนค่าใช้จ่ายของการใช้ระบบเงินเปลี่ยนคือการที่เงินของทุกคนจะต้องเสียค่าลงเมื่อมีใครก็ตามผลิตเงินขึ้นมาใหม่ ผู้ใช้ระบบเงินเฟ้อไม่ได้จ่ายค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโดยตรงจะจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทางอ้อมตลอดเวลา ไม่ว่าตัวเขาจะผลิตเงินหรือไม่ผลิตเงิน ไม่ว่าตัวเขาจะอยู่เฉยๆหรือกำลังทำธุรกรรม การพิจารณาว่าคุณประโยชน์ของระบบเงินเฟียตนั้นคุ้มค่าหรือไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เราได้จ่ายไปตลอดช่วงระยะเวลาเกือบร้อยปีที่ผ่านมาด้วย
Selling your soul to devils is easier than you think, and more people do it than you know, some without even realizing what they had done.
I really need to get started on running LLMs and training my personal LLMs. Where do I start? (aside from huggingface) What hardware should I use? What books should I read?
Spent 10 minutes on Facebook and I'm feeling insecure. Spent 10 minutes on X and I'm feeling angry. I'll need a detox.
เงินเฟ้อคือการหยิบยืมเงินของตัวเราเองในอนาคตและคนรุ่นหลัง มาใช้จ่ายในวันนี้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้คนในอนาคต มันคือจารกรรม ถ้าเราบอกว่า เรามีความอู้ฟู่ มีสินค้ามากมายได้เพราะเงินเฟ้อ มันก็คือการบอกว่า เรามีทุกอย่างได้เพราะรัฐขโมยอนาคตของพวกเราไปใช้จ่ายเพื่อทำให้เรามีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ แทนที่เราจะถกเถียงกันว่า เราจะขโมยเงินคนในอนาคตกี่ % ต่อปีถึงจะ 'ดี' เราควรยอมรับก่อนว่ามันคือการจารกรรม เราควรถกกันว่าการขโมยความมั่งคั่งของอนาคต เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ? และต้นทุนที่แท้จริงของมันคืออะไร ? เราควรย้ายหน้าต่างการถกเถียงได้แล้วหรือยัง มันจะดีกว่ามั๊ย ถ้าเราจะสามารถปฏิเสธการปล้นทรัพย์นี้ได้ ? ทั้งด้วยตัวเราเอง และด้วยทรัพย์สินของเราเอง ? ขโมย! ขโมย! ขโมยขึ้นบ้านมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว จะตื่นกันได้หรือยัง?
วันนี้วันดี​ ระบบบิตคอยน์ดำเนินตามแผนไปอีกขั้น แม้จะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นที่ผิวน้ำ แต่คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว บิตคอยน์ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง การโจมตี แรงกดดันอีกมาก แต่ไม่ว่าอย่างไร Tick tock next block ระบบจะดำเนินต่อไป และไม่มีรัฐบาลหน้าไหนที่จะสามารถทำอะไรกับมันได้ บิตคอยน์ เงินที่ธนาคารพิมพ์ไม่ได้ เงินที่รัฐบาลไร้อำนาจควบคุม สุขสันต์วันไรท์ชิฟท์ 420 image
14% จริงด้วยแฮะ หลังจากที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้ทักท้วงเรื่องที่เซฟเฟดีน ได้กล่าวบนเวทีว่า โลกเราประสบกับเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยประมาณ 14% มาโดยตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ผมก็ได้กลับไปพยายามค้นหาข้อมูลดังกล่าวใน The Bitcoin Standard และพบว่า ไม่มีส่วนไหนในหนังสือที่กล่าวถึงตัวเลขดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยแต่ละครั้งที่เซเฟดีนกล่าวถึงเงินเฟ้อในรูปของ Monetary Supply Inflation จะใช้ตัวเลขราว ๆ 6-8% ซึ่งตรงกับข้อมูลการเจริญเติบโตของ M2 Money Supply หรืออุปทานเงินตามความหมายอย่างกว้างเสมอ แต่ในที่สุดผมก็หาเจอ ( จากที่มีผู้ติดตามชี้ให้ไปดู ) ในหนังสือ The Fiat Standard หน้า 221 โดยในส่วนนี้ เซเฟดีนได้อ้างอิงถึงข้อมูลตัวเลขการเติบโตของอุปทานเงินตามความหมายอย่างกว้างของแต่ละประเทศทั่วโลกจากปี 1960 ถึงปัจจุบันจากฐานข้อมูลของ World Bank โดยพบว่า กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีอัตราการเติบโตของอุปทานเงินตามความหมายอย่างกว้างโดยเฉลี่ย ในช่วง 1960 - 2020 ดังนี้ Switzerland 6.67% ต่อปี U.S. 7.44% ต่อปี U.K. 10.87% ต่อปี Japan 9.76% ต่อปี China 20.33% ต่อปี Euro Zone (ข้อมูลจาก OECD) 7.79% ต่อปี และประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 30.10% ต่อปี! เมื่อนำอัตราการเติบโตของอุปทานเงินมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยให้ Major Economies 80% Other Countries 20% เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงได้ใกล้เคียงขึ้น จะพบว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการเจริญเติบโตของอุปทานเงินของโลกอยู่ที่ 13.72% ต่อปี จึงสรุปได้ว่า เงิน เฟ้อขึ้น (ในความหมายของอุปทานเงิน) ที่ 14% ต่อปีมาโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1960 - 2020 แน่นอนว่า อ่านเสร็จเราก็ต้องไปเช็คดูบ้าง จากการศึกษา M2 Supply Growth ของหลายประเทศทั่วโลก ผมพบอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6-7 % ต่อปี (ทบต้น) ซึ่งแตกต่างจาก 14% ต่อปีอยู่เท่าตัวเลยทีเดียว แต่เมื่อศึกษาข้อมูลจากชุดข้อมูลของ World Bank และ OECD ก็พบว่า ข้อมูลเป็นไปตามทีอ.เซฟได้กล่าวไว้จริง เพื่อให้มั่นใจว่าอ.เซฟไม่ได้หารผิด ผมเลยลองเอาชุดข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณหาอัตราการเจริญเติบโตทบต้น (CAR) ของตัวเลขทั้งหมด พบว่าจะได้ผลแตกต่างจากการเอาค่าเฉลี่ยมาหารเฉลี่ยโดยตรงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังใกล้เคียงกับตัวเลขในหนังสือ โดยเมื่อขยายขอบเขตข้อมูลถึงปี 2022 ถ้าคำนวณด้วยวิธีเดียวกันกับอ.เซฟ จะได้ผลออกมาอยู่ที่ประมาณ 15.31% ต่อปี แต่หากนำมาคำนวณหาอัตราการเติบโตแบบทบต้น โดยกำหนดค่า PV = 1 แล้วหา FV จากค่าการเติบโตในแต่ละปีแล้วจึงนำมาคำนวณหาค่า i จะได้ค่าเท่ากับ 14.42% ถึงตอนนี้ผมมีข้อสรุปและคำถามเพิ่มเติมดังนี้ 1. สรุปว่าตัวเลข 14% นั้น เป็นตัวเลขที่ไม่ได้มั่ว 2. แต่ทำไมผลที่ออกมาจึงแตกต่างจากข้อมูลปริมาณเงิน M2? ทั้งนี้คาดเดาว่าน่าจะมีเหตุผลดังนี้ 1. Definition ของ M1 M2 M3 ในแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไปและมีการปรับเปลี่ยนอยู่เป็นประจำ เป็นไปได้ว่า Worldbank มีมาตรวัดเป็นของตัวเองโดยไม่ได้อ้างอิงตัวเลข M2 ที่รัฐบาลต่าง ๆ ทำการประกาศ 2. อาจเป็นการใช้ M3 ที่มีความหมายที่กว้างกว่า เนื่องจากชุดข้อมูล จาก World Bank บอกเพียง Broad Money Supply แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็น M2 หรือ M3 ส่วนข้อมูลจาก OECD เป็น M3 ชัดเจน 3. หรือ World Bank และ OECD จะมั่วนั่งเทียนตัวเลข ? 4. แต่ตัวเลขที่อ.เซฟอ้างอิงในย่อหน้าถัดไป เป็นปริมาณ M2 ต่อ Global GDP ซึ่งถ้านำ growth rate ของ M3 มาคำนวณใส่ M2 อาจทำให้เพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังจะทำให้ตัวเลขออกมาดูดีกว่าการคำนวณใส่ M3 ด้วยซ้ำ ไว้ค่อยมาหาคำตอบกันต่อทีหลัง ไปเล่นกับลูกดีกว่า ปล. ชุดข้อมูล World Bank ชุดข้อมูล OECD https://data.oecd.org/money/broad-money-m3.htm image
อีก 1 วันจะวิ่งฮาล์ฟ .. เอ้ย ฮาล์ฟวิ่ง แล้วนะฮับ ฮาล์ฟวิ่ง หรือ ฮาล์ฟเวนนิ่ง คืออะไร? ฮาล์ฟวิ่งคือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทุก ๆ 4 ปี หรือทุก ๆ 210,000 บล็อคที่บิตคอยน์จะลดอัตราการผลิตเหรียญใหม่ลงครึ่งหนึ่ง บิตคอยน์ไม่มีผู้ควบคุม ไม่มีศูนย์กลางอำนาจ แต่มีกฎที่ใช้ร่วมกัน กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของบิตคอยน์ไม่มีการบังคับ ใครจะทำตามหรือไม่ทำก็ได้ แต่ผู้ใดที่ไม่ทำตามกฎ ก็จะไม่ได้รับการยอมรับ และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ๆ ที่เคารพกฎอยู่ได้ ฮาล์ฟวิ่ง เป็นการลดอัตราการผลิตเหรียญใหม่ในส่วนของ Subsidy ลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งหากบิตคอยน์ดำเนินตามแผนการดั้งเดิมที่ประจักษ์อยู่ในโค้ด มันจะลดอัตราการผลิตเหรียญใหม่ลงไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ สี่ปี จนในที่สุดจะไม่สามารถมีการผลิตเหรียญใหม่ได้อีกเลยในปีค.ศ. 2140 ซึ่งถึงตอนนั้นจะมีบิตคอยน์ถูกผลิตออกมาประมาณ 21 ล้านบิตคอยน์เท่านั้น นักขุด หรือผู้ทำหน้าที่เรียบเรียงและป้องกันการแก้ไขบัญชีธุรกรรมย้อนหลัง จะได้รับค่าตอบแทน (block reward) สองส่วนด้วยกัน ได้แก่ subsidy และ fee (block reward = subsidy + fee) เมื่อพิจารณาตามนี้จะเห็นได้ว่าบิตคอยน์ถูกออกแบบมาให้สามารถรักษาความมั่นคงของระบบได้ด้วย fee ที่ผู้ใช้งานเป็นผู้จ่ายให้กับผู้รักษาความมั่นคงของระบบโดยตรง ดังที่ Lord William Rees Mogg และ James Dale Davidson ได้กล่าวไว้ใน The Sovereign Individual ที่กล่าวถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบการเงิน 'ฟรี' ว่าระบบการเงินที่ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเป็น 0 นั้น ไม่ได้แปลว่ามันฟรี แต่แปลว่าคุณกำลังจ่ายค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบการเงินนั้นโดยทางอ้อม กล่าวคือ คุณกำลังจ่ายมันผ่านเงินเฟ้อ ที่ค่อย ๆ ทำให้เงินที่เหลืออยู่ของคุณด้อยค่าลงทุกวินาทีที่คุณใช้ระบบการเงินดังกล่าว โดยหนังสือได้กล่าวถึง Cybercash ที่ใช้ระบบการเข้ารหัสอสมมาตรและบัญชีกระจายศูนย์ในการป้องกันการปลอมแปลงเงิน ทำให้เกิดสกุลเงินไร้พรมแดนที่ปราศจากเงินเฟ้อ กล่าวคือ ไม่มีธนาคารหรือรัฐบาลใดจะสามารถเสกเงินขึ้นมาได้อีก แต่ในระบบเงินดังกล่าว ผู้ใช้งานจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบโดยตรง ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม "จุดจบของเงินเฟ้อจะลบล้างผลกำไรแฝงที่เงินเฟ้อมอบให้กับผู้ผูกขาดอำนาจในการผลิตเงิน และถ้าหากผลกำไรแฝงจากการผลิตเงินใหม่ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว กรรมวิธีในการทำธุรกรรมแบบใหม่ก็จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อเป็นการจ่ายค่าตอบแทนเหล่าผู้ผลิตเงินโดยตรง การใช้ระบบการเงินใหม่นี้จึงน่าจะจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการทำธุรกรรมโดยตรง โดยอาจเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมประมาณ 1 % ต่อปี ซึ่งจะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายกว่า 2.7% ต่อปีที่เราต้องจ่ายให้กับรัฐบาล 99% บนโลกผ่านเงินเฟ้อ" ระบบบิตคอยน์จะอยู่รอดได้ ก็ต่อเมื่อมันสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างสวยสง่า กล่าวคือ เมื่อผู้ผลิตเงิน หรือนักขุด ได้รับค่าตอบแทนจากผู้ใช้งานในรูปของค่าการทำธุรกรรมในปริมาณที่มากพอ จากสถิติสัดส่วนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่อ subsidy เราจะเห็นได้ว่าบิตคอยน์กำลังพัฒนาไปในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยจากสัดส่วนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า 0.5% ของ subsidy ในปี 2020 ได้ขยับขึ้นมาสูงถึง 10.66% ของ subsidy หรือประมาณ 0.7431 btc ต่อบล็อค โดยเฉลี่ยในปี 2024 ก่อนที่จะมีการลด subsidy ลงอีก 50% ในหนึ่งวันข้างหน้านี้ ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมบนระบบบิตคอยน์ในปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 0.00268% ของมูลค่าธุรกรรมโดยเฉลี่ย ข้อมูลจาก bitinfocharts image
Tweaked Dylan's Global M2 indicator to give more options on what to include, also added Thailand's M2 (in USD) -> see comment for code.
Trying my hands at charcoal grilling. Third time, came out quite serviceable. image
Only 747 blocks until the 4th halving. GM plebs. #siamstr