Piriya ⚡🟧's avatar
Piriya ⚡🟧
piriya@rightshift.to
npub1prya...2xcv
Bitcoin is the antidote to the Fiat poison.
Spent 10 minutes on Facebook and I'm feeling insecure. Spent 10 minutes on X and I'm feeling angry. I'll need a detox.
เงินเฟ้อคือการหยิบยืมเงินของตัวเราเองในอนาคตและคนรุ่นหลัง มาใช้จ่ายในวันนี้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้คนในอนาคต มันคือจารกรรม ถ้าเราบอกว่า เรามีความอู้ฟู่ มีสินค้ามากมายได้เพราะเงินเฟ้อ มันก็คือการบอกว่า เรามีทุกอย่างได้เพราะรัฐขโมยอนาคตของพวกเราไปใช้จ่ายเพื่อทำให้เรามีทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ แทนที่เราจะถกเถียงกันว่า เราจะขโมยเงินคนในอนาคตกี่ % ต่อปีถึงจะ 'ดี' เราควรยอมรับก่อนว่ามันคือการจารกรรม เราควรถกกันว่าการขโมยความมั่งคั่งของอนาคต เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ? และต้นทุนที่แท้จริงของมันคืออะไร ? เราควรย้ายหน้าต่างการถกเถียงได้แล้วหรือยัง มันจะดีกว่ามั๊ย ถ้าเราจะสามารถปฏิเสธการปล้นทรัพย์นี้ได้ ? ทั้งด้วยตัวเราเอง และด้วยทรัพย์สินของเราเอง ? ขโมย! ขโมย! ขโมยขึ้นบ้านมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว จะตื่นกันได้หรือยัง?
วันนี้วันดี​ ระบบบิตคอยน์ดำเนินตามแผนไปอีกขั้น แม้จะยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นที่ผิวน้ำ แต่คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว บิตคอยน์ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง การโจมตี แรงกดดันอีกมาก แต่ไม่ว่าอย่างไร Tick tock next block ระบบจะดำเนินต่อไป และไม่มีรัฐบาลหน้าไหนที่จะสามารถทำอะไรกับมันได้ บิตคอยน์ เงินที่ธนาคารพิมพ์ไม่ได้ เงินที่รัฐบาลไร้อำนาจควบคุม สุขสันต์วันไรท์ชิฟท์ 420 image
14% จริงด้วยแฮะ หลังจากที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้ทักท้วงเรื่องที่เซฟเฟดีน ได้กล่าวบนเวทีว่า โลกเราประสบกับเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยประมาณ 14% มาโดยตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ผมก็ได้กลับไปพยายามค้นหาข้อมูลดังกล่าวใน The Bitcoin Standard และพบว่า ไม่มีส่วนไหนในหนังสือที่กล่าวถึงตัวเลขดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยแต่ละครั้งที่เซเฟดีนกล่าวถึงเงินเฟ้อในรูปของ Monetary Supply Inflation จะใช้ตัวเลขราว ๆ 6-8% ซึ่งตรงกับข้อมูลการเจริญเติบโตของ M2 Money Supply หรืออุปทานเงินตามความหมายอย่างกว้างเสมอ แต่ในที่สุดผมก็หาเจอ ( จากที่มีผู้ติดตามชี้ให้ไปดู ) ในหนังสือ The Fiat Standard หน้า 221 โดยในส่วนนี้ เซเฟดีนได้อ้างอิงถึงข้อมูลตัวเลขการเติบโตของอุปทานเงินตามความหมายอย่างกว้างของแต่ละประเทศทั่วโลกจากปี 1960 ถึงปัจจุบันจากฐานข้อมูลของ World Bank โดยพบว่า กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีอัตราการเติบโตของอุปทานเงินตามความหมายอย่างกว้างโดยเฉลี่ย ในช่วง 1960 - 2020 ดังนี้ Switzerland 6.67% ต่อปี U.S. 7.44% ต่อปี U.K. 10.87% ต่อปี Japan 9.76% ต่อปี China 20.33% ต่อปี Euro Zone (ข้อมูลจาก OECD) 7.79% ต่อปี และประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 30.10% ต่อปี! เมื่อนำอัตราการเติบโตของอุปทานเงินมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยให้ Major Economies 80% Other Countries 20% เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงได้ใกล้เคียงขึ้น จะพบว่า ค่าเฉลี่ยอัตราการเจริญเติบโตของอุปทานเงินของโลกอยู่ที่ 13.72% ต่อปี จึงสรุปได้ว่า เงิน เฟ้อขึ้น (ในความหมายของอุปทานเงิน) ที่ 14% ต่อปีมาโดยเฉลี่ยตั้งแต่ปี 1960 - 2020 แน่นอนว่า อ่านเสร็จเราก็ต้องไปเช็คดูบ้าง จากการศึกษา M2 Supply Growth ของหลายประเทศทั่วโลก ผมพบอัตราการเติบโตอยู่ที่ 6-7 % ต่อปี (ทบต้น) ซึ่งแตกต่างจาก 14% ต่อปีอยู่เท่าตัวเลยทีเดียว แต่เมื่อศึกษาข้อมูลจากชุดข้อมูลของ World Bank และ OECD ก็พบว่า ข้อมูลเป็นไปตามทีอ.เซฟได้กล่าวไว้จริง เพื่อให้มั่นใจว่าอ.เซฟไม่ได้หารผิด ผมเลยลองเอาชุดข้อมูลดังกล่าวมาคำนวณหาอัตราการเจริญเติบโตทบต้น (CAR) ของตัวเลขทั้งหมด พบว่าจะได้ผลแตกต่างจากการเอาค่าเฉลี่ยมาหารเฉลี่ยโดยตรงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังใกล้เคียงกับตัวเลขในหนังสือ โดยเมื่อขยายขอบเขตข้อมูลถึงปี 2022 ถ้าคำนวณด้วยวิธีเดียวกันกับอ.เซฟ จะได้ผลออกมาอยู่ที่ประมาณ 15.31% ต่อปี แต่หากนำมาคำนวณหาอัตราการเติบโตแบบทบต้น โดยกำหนดค่า PV = 1 แล้วหา FV จากค่าการเติบโตในแต่ละปีแล้วจึงนำมาคำนวณหาค่า i จะได้ค่าเท่ากับ 14.42% ถึงตอนนี้ผมมีข้อสรุปและคำถามเพิ่มเติมดังนี้ 1. สรุปว่าตัวเลข 14% นั้น เป็นตัวเลขที่ไม่ได้มั่ว 2. แต่ทำไมผลที่ออกมาจึงแตกต่างจากข้อมูลปริมาณเงิน M2? ทั้งนี้คาดเดาว่าน่าจะมีเหตุผลดังนี้ 1. Definition ของ M1 M2 M3 ในแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไปและมีการปรับเปลี่ยนอยู่เป็นประจำ เป็นไปได้ว่า Worldbank มีมาตรวัดเป็นของตัวเองโดยไม่ได้อ้างอิงตัวเลข M2 ที่รัฐบาลต่าง ๆ ทำการประกาศ 2. อาจเป็นการใช้ M3 ที่มีความหมายที่กว้างกว่า เนื่องจากชุดข้อมูล จาก World Bank บอกเพียง Broad Money Supply แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็น M2 หรือ M3 ส่วนข้อมูลจาก OECD เป็น M3 ชัดเจน 3. หรือ World Bank และ OECD จะมั่วนั่งเทียนตัวเลข ? 4. แต่ตัวเลขที่อ.เซฟอ้างอิงในย่อหน้าถัดไป เป็นปริมาณ M2 ต่อ Global GDP ซึ่งถ้านำ growth rate ของ M3 มาคำนวณใส่ M2 อาจทำให้เพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ยังจะทำให้ตัวเลขออกมาดูดีกว่าการคำนวณใส่ M3 ด้วยซ้ำ ไว้ค่อยมาหาคำตอบกันต่อทีหลัง ไปเล่นกับลูกดีกว่า ปล. ชุดข้อมูล World Bank ชุดข้อมูล OECD https://data.oecd.org/money/broad-money-m3.htm image
อีก 1 วันจะวิ่งฮาล์ฟ .. เอ้ย ฮาล์ฟวิ่ง แล้วนะฮับ ฮาล์ฟวิ่ง หรือ ฮาล์ฟเวนนิ่ง คืออะไร? ฮาล์ฟวิ่งคือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทุก ๆ 4 ปี หรือทุก ๆ 210,000 บล็อคที่บิตคอยน์จะลดอัตราการผลิตเหรียญใหม่ลงครึ่งหนึ่ง บิตคอยน์ไม่มีผู้ควบคุม ไม่มีศูนย์กลางอำนาจ แต่มีกฎที่ใช้ร่วมกัน กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของบิตคอยน์ไม่มีการบังคับ ใครจะทำตามหรือไม่ทำก็ได้ แต่ผู้ใดที่ไม่ทำตามกฎ ก็จะไม่ได้รับการยอมรับ และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ๆ ที่เคารพกฎอยู่ได้ ฮาล์ฟวิ่ง เป็นการลดอัตราการผลิตเหรียญใหม่ในส่วนของ Subsidy ลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งหากบิตคอยน์ดำเนินตามแผนการดั้งเดิมที่ประจักษ์อยู่ในโค้ด มันจะลดอัตราการผลิตเหรียญใหม่ลงไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ สี่ปี จนในที่สุดจะไม่สามารถมีการผลิตเหรียญใหม่ได้อีกเลยในปีค.ศ. 2140 ซึ่งถึงตอนนั้นจะมีบิตคอยน์ถูกผลิตออกมาประมาณ 21 ล้านบิตคอยน์เท่านั้น นักขุด หรือผู้ทำหน้าที่เรียบเรียงและป้องกันการแก้ไขบัญชีธุรกรรมย้อนหลัง จะได้รับค่าตอบแทน (block reward) สองส่วนด้วยกัน ได้แก่ subsidy และ fee (block reward = subsidy + fee) เมื่อพิจารณาตามนี้จะเห็นได้ว่าบิตคอยน์ถูกออกแบบมาให้สามารถรักษาความมั่นคงของระบบได้ด้วย fee ที่ผู้ใช้งานเป็นผู้จ่ายให้กับผู้รักษาความมั่นคงของระบบโดยตรง ดังที่ Lord William Rees Mogg และ James Dale Davidson ได้กล่าวไว้ใน The Sovereign Individual ที่กล่าวถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบการเงิน 'ฟรี' ว่าระบบการเงินที่ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมเป็น 0 นั้น ไม่ได้แปลว่ามันฟรี แต่แปลว่าคุณกำลังจ่ายค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบการเงินนั้นโดยทางอ้อม กล่าวคือ คุณกำลังจ่ายมันผ่านเงินเฟ้อ ที่ค่อย ๆ ทำให้เงินที่เหลืออยู่ของคุณด้อยค่าลงทุกวินาทีที่คุณใช้ระบบการเงินดังกล่าว โดยหนังสือได้กล่าวถึง Cybercash ที่ใช้ระบบการเข้ารหัสอสมมาตรและบัญชีกระจายศูนย์ในการป้องกันการปลอมแปลงเงิน ทำให้เกิดสกุลเงินไร้พรมแดนที่ปราศจากเงินเฟ้อ กล่าวคือ ไม่มีธนาคารหรือรัฐบาลใดจะสามารถเสกเงินขึ้นมาได้อีก แต่ในระบบเงินดังกล่าว ผู้ใช้งานจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการใช้ระบบโดยตรง ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม "จุดจบของเงินเฟ้อจะลบล้างผลกำไรแฝงที่เงินเฟ้อมอบให้กับผู้ผูกขาดอำนาจในการผลิตเงิน และถ้าหากผลกำไรแฝงจากการผลิตเงินใหม่ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว กรรมวิธีในการทำธุรกรรมแบบใหม่ก็จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อเป็นการจ่ายค่าตอบแทนเหล่าผู้ผลิตเงินโดยตรง การใช้ระบบการเงินใหม่นี้จึงน่าจะจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการทำธุรกรรมโดยตรง โดยอาจเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมประมาณ 1 % ต่อปี ซึ่งจะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายกว่า 2.7% ต่อปีที่เราต้องจ่ายให้กับรัฐบาล 99% บนโลกผ่านเงินเฟ้อ" ระบบบิตคอยน์จะอยู่รอดได้ ก็ต่อเมื่อมันสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้อย่างสวยสง่า กล่าวคือ เมื่อผู้ผลิตเงิน หรือนักขุด ได้รับค่าตอบแทนจากผู้ใช้งานในรูปของค่าการทำธุรกรรมในปริมาณที่มากพอ จากสถิติสัดส่วนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่อ subsidy เราจะเห็นได้ว่าบิตคอยน์กำลังพัฒนาไปในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยจากสัดส่วนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำกว่า 0.5% ของ subsidy ในปี 2020 ได้ขยับขึ้นมาสูงถึง 10.66% ของ subsidy หรือประมาณ 0.7431 btc ต่อบล็อค โดยเฉลี่ยในปี 2024 ก่อนที่จะมีการลด subsidy ลงอีก 50% ในหนึ่งวันข้างหน้านี้ ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมบนระบบบิตคอยน์ในปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 0.00268% ของมูลค่าธุรกรรมโดยเฉลี่ย ข้อมูลจาก bitinfocharts image
Tweaked Dylan's Global M2 indicator to give more options on what to include, also added Thailand's M2 (in USD) -> see comment for code.
Trying my hands at charcoal grilling. Third time, came out quite serviceable. image
Only 747 blocks until the 4th halving. GM plebs. #siamstr
Only a week until the halving . Mina is excited, but I don't think she's old enough to join the party. image
Since it's latte in the afternoon, decided to go the dairy route today Steak au poivre for dinner. image
Haven't had a nice cup of latte for quite a while. Since I broke my fast a bit early today (18hr) I decided to have one. My latte art skill has gone wayyyy down. Lol🤣 image
Asset with 200% CAR for over 15 years with only a few down years exist. Yet people are betting on non existent chance of winning the lottery. #stacksats Cr. moymodmarket image